คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
ครูและนักวิทยาศาสตร์ อาชีพดีที่ถูกเมิน
โพสต์เมื่อ: 08:48 วันที่ 13 ก.ค. 2548         ชมแล้ว: 5,194 ตอบแล้ว: 37
ครูและนักวิทยาศาสตร์ อาชีพดีที่ถูกเมิน

คอลัมน์ "คลื่นอนาคต"

พีรกิตติ์ คมสัน คณะวิทย์ จุฬาฯ peerakit@peerakit.info โฮมเพจ http://peerakit.info

สถานการณ์โลกกำลังเลวร้าย ความเดือดร้อนเกิดขึ้นทั่วไปในสังคมไทยโดยไม่ต้องเอ่ยถึงว่ามีอะไรบ้าง ดูให้ดีสิครับว่าเกิดจากการขาด "การสร้างคน" ที่มีคุณภาพ คือ การศึกษา ปัญหาเบื้องหลังก็คือการขาดแคลนครูและผู้ช่วยงานด้านการศึกษา แต่น่าแปลกที่มีคนจำนวนมาก "หางานทำ" ไม่ได้

อาชีพที่มีพระคุณกับผมอย่างยิ่งคือ เกษตรกรผู้ผลิตอาหารเลี้ยงประชาชน ซึ่งเป็นอาชีพพื้นฐานของคนไทยอยู่แล้ว และครูผู้ผลิตความรู้ในใจคน ซึ่งกำลังขาดแคลน และต้องรับภาระหนักที่สำคัญมาก แต่กลับถูกดูหมิ่นอย่างไร้เหตุผลด้วยค่านิยมสมัยใหม่ เช่นว่า "เพราะสอบเข้าที่ไหนไม่ได้แล้วถึงมาเรียนครู" เหตุใดอาชีพที่สำคัญยิ่งในการสร้างคนจึงถูกมองเช่นนี้

ท่านเชื่อไหมว่าเยาวชนส่วนใหญ่เลือกอาชีพที่ตนจะศึกษาต่อ จากการมองในมุมที่ว่า "เราจะได้อะไรจากสังคม" มากกว่าที่จะให้อะไรแก่สังคม เห็นได้จากการแนะแนวของผู้ใหญ่หลายแห่งสื่อออกมาในลักษณะที่ว่า ตัวเราเป็นได้แค่ส่วนน้อยในสังคม ไม่มีความหมายอะไรต่อความสุขของมนุษยชาติหรือชุมชนท้องถิ่น ดังนั้น เราควรคิดถึงแต่ว่าชีวิตเราจะเอาตัวรอด คือ โกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้อย่างไรเท่านั้น

นอกจากเส้นทางอาชีพครูที่ไม่ราบรื่น ขอกล่าวถึงอาชีพอีกอย่างหนึ่งที่ถูกสังคมมองในลักษณะเดียวกัน และเป็นปัญหาคล้ายกัน คือ "อาชีพนักวิทยาศาสตร์"

เด็กคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า "ฉันไปเอาใบเกรด แล้วอาจารย์บอกว่า เกรดสูงขนาดนี้จะเรียนหมอหรือวิศวะล่ะ ฉันบอกอาจารย์ว่าฉันอยากเรียนวิทยาศาสตร์ อาจารย์ก็บอกฉันว่า มันไม่มีอะไรหรอก เรียนไปทำไม ไม่ได้อะไรหรอก อาจารย์บอกว่าฉันโง่ ให้ไปคิดใหม่ว่าจะเรียนอะไรกันแน่ ฉันข้องใจว่าทำไมอาจารย์ดูถูกคณะวิทย์กันหนักหนา ทั้งที่ฉันว่ามันดีออก"

ผู้กล่าวขณะนี้เป็นนักเรียนชั้น ม.5 ที่มีความสามารถสูงและชอบทำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เป็นรุ่นน้องของผมในโครงการ "อัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์" ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติสนับสนุนเป็นอย่างดี เพราะเป็นอาชีพที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ มีการพูดกันมากว่าประเทศเราขาดนักวิทยาศาสตร์ และเขียนยุทธศาสตร์ว่าจะสร้างกำลังคนทางวิทยาศาสตร์

ไม่ใช่น้องคนนี้คนเดียวที่เจอปัญหา แต่เป็นที่รู้โดยทั่วกันว่าเด็กที่มุ่งเรียนต่อในคณะวิทย์จะถูกกีดกันทางสังคมให้ไปเลือกเรียนคณะอื่น

แม้สังคมดูหมิ่นนักเรียนที่เรียนต่อในคณะวิทยาศาสตร์ว่าเป็นนักเรียนสายวิทย์ที่สอบเข้าคณะยอดนิยมเช่นแพทย์หรือวิศวะไม่ได้ แต่หลายคนเลือกเรียนเพราะรักงานด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยสร้างภูมิปัญญาของชาติ จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าคณะวิทย์เต็มไปด้วยนักปราชญ์ที่ทำประโยชน์แก่สังคม สังคมไม่ค่อยได้รับรู้งานของนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณค่า รู้เพียงว่าคณะวิทยาศาสตร์มีคะแนน "เอ็นท์" เท่าไร บางคนที่เชื่อในความยุติธรรมของระบบเอ็นทรานซ์ว่าเป็นการคัดเลือกตามระดับคะแนนเพื่อแบ่งระดับสมองจึงอนุมานว่า การเรียนในคณะนี้ไม่ต้องใช้สมองมากนัก ไม่จำเป็นต้องได้คนเก่งมาเรียน ซึ่งเป็นผลกระทบจากความเชื่อของสังคม ความจริงแล้วคณะวิทยาศาสตร์เรียนยากและต้องการความเอาใจใส่ เพราะเป็นการศึกษาเนื้อหาลึกซึ้ง เป็นแหล่งความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับคณะอื่นๆ ในสายเทคโนโลยีทั้งหมด ซึ่งต้องมาเรียนวิชาพื้นฐานที่คณะวิทย์

ถ้าถามว่าทำไมประเทศที่พัฒนาแล้วถึงมีครู มีนักวิทยาศาสตร์ที่ดีจำนวนมาก ก็เพราะเขาให้เงินเดือนครูและนักวิทยาศาสตร์สูง แต่ในประเทศไทยทั้งสองเป็นอาชีพที่ทำงานหนักแต่รายได้น้อย และไม่เป็นที่นิยมในสังคมสมัยใหม่ วิธีแก้ปัญหาสำหรับประเทศไทยผมมองว่า ปัญหาที่สำคัญอยู่ที่ความคิดต่างหาก คนเราถ้ามีความคิดมีอุดมคติที่จะประกอบอาชีพที่ได้ทำประโยชน์แล้ว เรื่องอื่นมีผลน้อยมาก การแนะแนวอนาคตจึงน่าจะมองอาชีพในมุมที่ว่า "เราจะให้อะไร" มากกว่า "เราจะได้อะไร"

การจูงใจที่ดีสำหรับคนไทยควรจูงใจด้วยคุณธรรม น่าคิดต่อไปว่า ทำอย่างไรเราจะสร้างค่านิยมความอยากประกอบอาชีพที่ได้ทำประโยชน์ต่อสังคม

สุรัชน์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 699 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 157 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 37 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 18 เม.ย. 2551 (12:09)
86518

เมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว ผมเคยทำงานให้หน่วยงานทางการศึกษาวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งแถวๆเอกมัย ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ได้เสนอให้มีโครงการการจัดอบรมพัฒนาคุณภาพครู โดยได้ตั้งงบประมาณด้านนี้ไว้ แต่ก็ได้มีการพิจารณาโดยคณะผู้บริหารระดับสูง ตัดงบส่วนนี้ออกไป เพราะเกรงว่าผมจะแอบเอาเงินไปใช้เที่ยวตามจังหวัดต่างๆ จึงตัดงบประมาณเหลือ 0 บาท


ต่อมาสำนักงบประมาณ (ซึ่งตามปกติจะชอบตัดงบที่ไม่จำเป็นออกไป) ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อประเทศมีการพัฒนาการทางบุคลากรการศึกษาอย่างมาก เหตุใดหน่วยงานนี้แทนที่จะเพื่อเงินพัฒนาครู จึงกลับตั้งงบประมาณพัฒนาครูน้อยลง เหตุผลก็คือที่ผมจะบอกข้างล่างนี้ครับ


บางคนอาจจะบอกว่า เราต้องสำนึกถึงบุญคุณแผ่นดินเกิดจึงจะเป็นมนุษย์ที่แท้จริง

ลองมาดูรูปที่อยู่ในธนบัตรใบละ 20 บาทด้านหลัง จะเห็นรูปของพระเจ้าตากสิน ที่อยู่ด้านซ้ายมือของพระองค์คือหทารเอกคู่ใจจากเมืองพิชัย พร้อมดาบคู่กายที่ทำจากเหล็กน้ำพี้ภูมิปัญญาไทย พระยาพิชัยดาบหัก สู้รบเก่งกล้าสามารถมาก ฝีดาบนั้นโดดเด่นหาตัวจับจาก

ลองมาดูสภาพความจริงที่หลวงวิจตรวาทการกล่าวกล่าวไว้ว่า
"จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน"

ไอ้คนที่อยู่ด้านหลังพระยาพิชัยดาบหัก เห็นดังนั้นก็รำพึงในใจว่า "มันจะเด่นเกินไปแล้ว อย่างนี้ต้องขัดขาหน่อย"

ให้ดูรูปตอนขัดขา พระยาพิชัยไม่เป็นอันสู้รบเพื่อชาติ หันกลับมามองดู คนไทยขัดขากันเอง

นี่แหละครับ ลักษณะประจำชาติไทยของเรา จึงปรากฏเห็นสัญญลักษณ์อยู่ในธนบัตรใบละ 20 บาท ตัวอย่างคงหาได้ไม่ยากจากข่าวต่างๆที่มีอยูเป็นประจำทุกวัน ยิ่งช่วงนี้ยิ่งเห็นชัด

ที่เขียนมานี่ อารมณ์ขัน น่ะครับ อย่าคิดจริงจัง


แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 18 เม.ย. 2551 (12:17)

สำหรับนักเรียนที่ชอบสนุกกับวิทยาศาสตร์ ลองเข้ามาในกระทู้ที่ผมเคยเขียนไว้สิครับ มีกิจกรรมสนุกๆเล่น เผื่อจะมีใครชอบและสนใจจะเป็น "ครูหรือนักวิทยาศาสตร์"บ้าง









แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 18 เม.ย. 2551 (13:33)

ตามความเห็นของดิฉัน   กับวิชาฟิสิกส์   ดิฉันว่าวิชานี้ค่อนข้างจะเป็นนามธรรม อยู่มาก  คือคนจะเรียนได้ต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติ ได้ดีระดับหนึ่ง (ต้องบอกว่ามาก)  เพราะเป็นสิ่งที่นำปรากฎการณ์ มาเทียบเคียงกับทฤษฎีที่จะเรียน  เรียนเรื่องอะไรแล้วต้องนึกภาพให้ออกว่ามันไปสัมพันธ์กับของจริงอันไหน  จึงจะเข้าใจได้


ลองสังเกตดูค่ะ  จะเห็นว่า นักวิทยาศาสตร์หลายคนที่เป็นนักฟิสิกส์ มักจะเข้าใจหลักในศาสนาพุทธ  ได้เป็นอย่างดี   นักวิทยาศาสตร์ไทยก็ ศ.ระวี  ภาวิไล  ท่านเป็นอาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์   ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    


อันนั้นนำมาเล่าประกอบเฉยๆ    


ในกรณีที่ต่างชาติมาคัดช้างเผือกไทยเพื่อไปสนับสนุนให้เรียน แล้วก็ไปทำงานให้เขา  ไม่อยากจะบอกเลยว่า   ดิฉันมองเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง    พูดแบบนี้อาจดูเหมือนดูถูกและไม่ให้เกียรติ  เข้าข่ายหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (ตาม รธน. ที่อ้างกันประจำ)   แต่กับบางประเทศ  ดิฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ    ถามว่า  แล้วถ้าเป็นตัวเองจะรู้สึกสำนึกในบุญคุณเขาไหม    ตอบว่า  ไม่ค่ะ   ในเมื่อเขาอาจมองเป็นการลงทุน  ดิฉันก็คงมองเหมือนกัน  แต่เพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง   คล้ายเป็นสัญญาจ้างงาน   เมื่อทำงานให้เขาแล้วก็ตามสัญญา  หรือ จะเลิกสัญญาแล้วต้องชดใช้อะไรก็ตามแต่    ยังไงต้องกลับบ้านเกิดแน่ๆ   ไม่ว่าแผ่นดินนี้จะมีอะไรที่ขี้เหร่  มากไปกว่านี้อีกก็ตาม     เพราะเราเกิดที่นี่   สัญชาติไทย  เชื้อชาติไทย  ตรงนี้ที่เงินเท่าไหร่ก็คงซื้อไปไม่ได้    ถึงจะซื้อได้ตามสิ่งที่จะระบุในหนังสือเดินทาง หรือ บัตรประชาชน  แต่เนื้อในเรา  เลือดทุกหยด และ กระดูกทุกชิ้น ก็ยังมาจาก ดินบนแผ่นดินไทย


ได้ดีก็ต้องกลับมารับใช้และแทนคุณแผ่นดิน    แม้ว่าจะโดนขัดขา  หมั่นไส้  ค่อนขอด และ อะรก็ตาม   


อิฉันอ่านเรื่องหนึ่งในหนังสือเกี่ยวกับคนชายขอบ   ชนกลุ่มน้อยที่ไร้บ้าน ไร้ชาติ เขายังมีความคิดว่า   เมื่อเกิดบนแผ่นดินใด  หากไม่คิดทำคุณแทนแผ่นดินนั้น  มันน่าละอาย


เขียนเหมือนจริงจัง และ เลือดพล่าน   แต่ไม่ขนาดนั้นค่ะ  เพียงแต่อยากจะเล่าความรู้สึกเท่านั้นเอง     และต้องเรียนตามตรงว่า  ดิฉันเซ็งกับการเมืองทุกวันนี้มากๆ  ไม่เฉพาะแค่นิสัยคนไทยที่ถนัดนักกับการเล่นข้างหลัง  กับ ขี้อิจฉา ค่ะ 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 18 เม.ย. 2551 (22:38)
86715

ผมมีความคิดเห็นที่ออกจะต่างจากคุณ “หน้าใหม่” สักหน่อยครับ สำหรับวิชาฟิสิกส์ผมมีความเห็นต่างคือ วิชาฟิสิกส์เป็นวิชาที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด เพราะโดยชือของวิชา ”Physics” หมายถึง กายะ หรือ ตัวตน สามารถจับต้องหรือสัมผัสได้ด้วยอายตนะทั้ง 5 โดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งก็คือเรื่องราวของธรรมชาติรอบๆตัวเรา ที่เราได้เฝ้าสังเกต ศึกษา แล้วรวบรวมเป็นหมวดหมู่เป็นวิชาฟิสิกส์ นั่นเอง ซึ่งสวนทางกับที่คุณ “หน้าใหม่” บอกว่าเป็น”สิ่งที่นำปรากฏการณ์ มาเทียบเคียงกับทฤษฎีที่จะเรียน”  หากเราไม่เข้าใจธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ก็จะมีความรู้สึกว่าเข้าใจยาก ห่างไกลจากสิ่งที่เรารู้เราเห็นด้วยรูปธรรม จึงคิดว่ามันเป็นนามธรรม มีอยู่บ่อยครั้งหากเราพิจารณาจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วใช้จินตนาการสร้างเงื่อนไขใหม่ให้กับบริบทนั้น แล้วคิดคำนึงว่ามันควรจะเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ แต่พอทดลองปรากฏว่าให้ผลต่างจากที่มีผู้ตั้งทฤษฎีไว้ ทำให้เกิดเป็นทฤษฎีใหม่ขึ้นมาลบล้างทฤษฎีหรือความรู้เดิม ดังนั้นความรู้ที่เราเคยรู้มาก่อนนั้นใช้ไม่ได้ ดังที่ไอน์สไตน์ได้กล่าวว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”  โดยดังนั้นวิทยาศาสตร์กายภาพ คือ Physical Science วิชาฟิสิกส์เราใช้ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ อันที่จริงเราอาจแปลว่า กายวิทยา ซึ่งคงฟังดูไม่ค่อยสื่อเท่าไร ในกัมพูชา วิชาฟิสิกส์ เขาตั้งชื่อเป็น “รูปวิทยา” ซึ่งจะเป็นวิชาที่เป็นรูปธรรมมาก ถึงแม้จะเป็นรูปธรรม แต่วิชาฟิสิกส์ก็ก่อกำเนิดมาจากวิชาอภิปรัซญา (Metaphysics) คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยความแท้จริงหรือสารัตถะว่ามีจริงหรือไม่  

เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว ผมเรียนวิชาดาราศาสตร์กับอาจารย์ระวีหลายครั้ง ได้เรียนรู้แนวคิดเชิงปรัชญาที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของผมมาก โดยเฉพาะได้เรียนรู้จากหนังสือแปลชื่อ “ปรัชญาชีวิต” ที่อาจารย์แปลมาจากหนังสือชื่อ “The Prophet” โดย  Kahlil Gibran ตีพิมพ์ครั้งแรกที่อังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1926 จำได้ว่าอาจารย์พิมพ์แจกในงานฌาปนกิจศพของคุณแม่อาจารย์ แต่ตอนหลังก็มีพิมพ์จำหน่ายทั่วไปอยู่หลายครั้ง


แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 18 เม.ย. 2551 (23:51)
<P>ผมเป็นครูครับ สอนเคมี และวิทย์ ม.ต้น จบจากคณะวิทย์ สาขา เคมี จาก ม.รัฐบาลแห่งหนึ่งใน กทม.แต่เป็นคนบ้านนอก จบมา ทำงานบริษัทแถวปทุม 4 ปี&nbsp; จากนั้นตัดสินใจสอบครู เป็นได้เกือบ 3 ปีแล้ว มีความสุขดี ท้อบ้างช่วงแรก เพราะโรงเรียนขนาดเล็กบ้านนอกนั้น ขาดแคลนจริงๆ อุปกรณ์น้อย ครูออกเงินซื้อเองไปเยอะเหมือนกัน แต่ไม่เคยเรียกร้องนะครับ อยากให้คนที่มุ่งมั่นมาเป็นครูกันเถอะครับ เงินเดือนน้อยหน่อย ไม่เป็นไร แค่สุขใจก็พอ</P>
ครูบ้านนอก (IP:202.28.78.170)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 19 เม.ย. 2551 (00:24)
86719

ชื่นชมในความคิดและความมุ่งมั่นของ คุณ"ครูบ้านนอก" ประเทศไทยเราต้องการคนอย่างท่านครับ


ในกรณีที่ต่างชาติมาคัดช้างเผือกไทยเพื่อไปสนับสนุนให้เรียนนั้น ยังมีอีก คือราว 20 กว่าปีมาแล้วผมเรียนหนังสืออยู่ที่เบอร์ลินตะวันตก ทางสถานฑูตไทยขอให้ผมช่วยเป็นล่ามภาษาเยอรมันพาท่านรัฐมนตรีมีชัย ฤชุพันธุ์ และท่านเลขาธิการ ก.พ. ไปเยี่ยมชมเบอร์ลินตะวันออก สมัยที่ระบอบคอมมิวนิสต์ยังไม่ล่มสลาย ผมได้มีโอกาสพบนักเรียนทุนไทยในเยอรมันตะวันออกหลายคนโดยบังเอิญ การให้ทุนแก่นักเรียนไทยของต่างชาตินั้น ผมก็คิดต่างจากคุณ”หน้าใหม่” อีกเช่นกัน ขอยกตัวอย่างดังนี้


สมมุติว่ากรุงเทพมหานครมีความคิดว่าจะหาทุนให้นักเรียนเก่งๆ 2 คนจากต่างจังหวัด (สมมุติว่าจังหวัดยโสธร)มาเรียนในกรุงเทพ ได้แก่ ด.ช. กอไก่ และ ด.ญ. ขอไข่ ส่งเสียจนเรียนจบปริญญาโท หลังจากเรียนจบ เด็กทั้งสองมีความคิดดังนี้


ด.ช.กอไก่ คิดในใจ: สงสารยายเหลือเกินที่มาตาบอด แม่ก็มาเป็นมะเร็งต้องใช้เงินรักษามาก พี่ทั้งสองประสบอุบัติเหตุ พ่อก็ดันมาตกงาน ที่นาก็ถูกยึด ผมจะทำอย่างไรดีหนอ ที่ยโสธรจะมีงานอะไรให้เราทำบ้างหนอ


ด.ช. กอไก่ พูดเสียงดัง: ผมจะอยู่กรุงเทพหาเงินให้ได้มากที่สุด ขอขอบพระคุณกรุงเทพมหานครที่ช่วยเหลือ ผมจะไม่ลืมพระคุณเลยครับที่ให้โอกาสผมทำงานหาเงิน ขณะเดียวกันผมก็จะทุ่มเททำงานให้แก่กรุงเทพมหานคร


---------------------------------------------------------------------------


ด.ญ.ขอไข่ คิดในใจ: หนูไม่รู้สึกสำนึกในบุญคุณเขาเลย ในเมื่อเขาอาจมองเป็นการลงทุน  ดิฉันก็คงมองเหมือนกัน  แต่เพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง คล้ายเป็นสัญญาจ้างงาน เมื่อทำงานให้เขาแล้วก็ตามสัญญา  หรือ จะเลิกสัญญาแล้วต้องชดใช้อะไรก็ตามแต่ 


ด.ญ.ขอไข่ พูดเสียงดังยังไงต้องกลับบ้านเกิดแน่ๆ ไม่ว่าแผ่นดินนี้จะมีอะไรที่ขี้เหร่ มากไปกว่านี้อีกก็ตาม เพราะเราเกิดที่ยโสธร ตรงนี้ที่เงินเท่าไหร่ก็คงซื้อไปไม่ได้ ถึงจะซื้อได้ตามสิ่งที่จะระบุในหนังสือสัญญา แต่เนื้อในเรา เลือดทุกหยด และ กระดูกทุกชิ้น ก็ยังมาจาก ดินบนแผ่นดินยโสธร



----------------------------------------------------------------------------

ท่านคิดอย่างไรกับเด็กทั้งสองคนนี้ ถ้าท่านไม่ล่วงรู้ความในใจของเขาทั้งสอง ท่านทั้งหลายคงคิดว่า

ด.ช.กอ ไก่ เป็นคนอกตัญญู ลืมชาติกำเนิด ไม่ละลายใจบ้างหรือไร

ด.ญ.ขอไข่ มีอุดมการณ์สูงส่ง น่ายกย่อง สมควรเป็นแบบอย่างแก่ลูกหลานชาวยโสธร มีความกตัญญูต่อชาวยโสธร

 

ตกลงใครอกตัญญู และใครน่ายกย่องสรรเสริญ

 

ผมไม่อยากให้คนเราคิดในเชิงวัตถุนิยม การดำรงชีวิตของคนเราขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละคนซึ่งเราไม่อาจล่วงรู้ได้ ชาวยโสธรควรอบรมสั่งสอนลูกหลานให้มีความสำนึก มีความกตัญญูรู้คุณคน ขณะเดียวกันก็ต้องห่วงใยบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง และชาวยโสธร ก็ต้องสนับสนุนเด็กเก่งๆ ทีมีพรสวรรค์ของจังหวัดยโสธรให้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพ ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กเก่งๆอยู่อย่างไรคุณค่าตามยถากรรม แล้วให้คนจังหวัดอื่นให้การสนับสนุน

ถ้าเปลี่ยนจากคำว่า “กรุงเทพมหานคร” เป็น “สิงคโปร์ แล้วเปลี่ยน “ยโสธร” เป็น “ประเทศไทย” ท่านจะคิดอย่างไร เงื่อนไขของชีวิตเด็กทั้งสองคน อาจไม่ใช่ที่กล่าวมาเป็นตัวอย่าง อาจมีหลายร้อยหลายพันเงื่อนไขที่เราไม่อาจรู้ สิ่งสำคัญคือ ความคิดดีในแง่บวก ความสำนึกดีของเด็กทั้งสองที่ไม่ใช่วัตถุนิยมต่างหาก ที่ทำให้โลกเราอยู่อย่างปกติสุข การศึกษาที่ดีนั้นจะต้องทำให้เยาวชนมีความรู้ความสามารถในการดำรงชีวิตตามปกติสุขอยู่ในสังคม อย่างเกื้อกูลกันตามอัตตภาพ ซึ่งอาจยึดถือจากเสาหลัก 4 เสาทางการศึกษาขององค์การยูเนสโก้ http://www.unesco.org/delors/fourpil.htm คือ เรียนรู้เพื่อรู้รอบ เรียนรู้เพื่อทำเป็น เรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกัน และเรียนรู้ที่จะเป็น


แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 19 เม.ย. 2551 (04:11)

ความเห็นของดิฉัน ว่า ฟิสิกส์ คือนำนามธรรม อธิบาย รูปธรรม


นึกถึง การเล่นไม้กระดก กับ การนำความคิดเรื่องคานดีดคานงัด ของอะคีมีดิส  นักวิทยาศาสตร์ที่น่ายกย่องในความอหังการ...เจ้าของวาทะ ...ขอเพียงมีที่ยืน จะ ยกโลกให้เห็น  (ที่วางจุดหมุนละมั้งคะ) ... และในภาวะสงคราม ออกมาโวยทหารว่า  ที่กำลังเหยียบย่ำคือรูปวงกลม หรือ อะไรจำไม่ได้แล้ว เป็น สูตรคำนวณที่ยังทำไม่เสร็จ ของเขา  มุ่งในงานที่ศึกษาจนลืมความเป็นความตาย   


คิดแบบนั้นก็เขียนออกมาเป็นนั้น   ที่ว่าฟิสิกส์เป็นวิชาที่เข้าใจยาก  ตอนเรียนก็ไม่เข้าใจ  บางอย่างมาทำความเข้าใจตอนที่เรียนจบมาแล้วหลายปีด้วยซ้ำไป   ที่ว่ายาก อาจกเขียนยังไม่จบว่า ยากสำหรับคนความคิดตื้นเขิน   ก็เลยมองไม่ออก  


ส่วนประเด็นทุนการศึกษา  ดิฉันก็มองที่วัตถุประสงค์ของการให้ทุน    สมมติประเทศหนึ่งมีปัญหาขาดแคลนคนในสาขาวิชาใด วิชาหนึ่ง  ซึ่งมันส่งผลกระทบกับการพัฒนาของประเทศเขา   เขาก็ออกเฟ้นหาคนเก่งที่ฐานะยาก      โดยมีเงื่อนไขการคืนทุนต่างๆ นาๆ  ที่ปรากฎในสัญญา    ว่าจะต้องทำงานคืนทุนอย่างไรบ้าง  เขาอาจใช้เงินลงทุนไป X  หน่วย  แต่ได้ผลตอบแทนมา 5 X  หน่วย     คือ ก่อนจะให้ทุนเขาได้พิจารณาผลลัพธ์ด้วยวิธีการ ทุนนิยมแล้ว ว่าจะได้อะไรมาบ้าง  เบ็ดเสร็จ ยินดีเสี่ยง    ก็เลยให้ทุน   


ในขณะเดียวกัน  บางประเทศให้ทุนแบบไม่มีเงื่อนไข  หรือ ภาระผูกพัน   เมื่อเรียนจบ  คนเรียนก็กลับมาทำงานให้บ้านเมืองได้อ่างอิสระ   กรณีนี้ บอกว่า ที่ได้คือได้คนที่มีความรู้ทางวิชาการ  ขึ้นมาหนึ่งคน   กับได้ความรู้สึกที่ดี ต่อประเทศผู้ให้ทุนกลับไป   ได้แบบที่ผู้ให้ทุนอาจแอบคิดลึกๆ   เป็นการได้ในเชิงนามธรรม    ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็น  คนได้ทุนไม่คิดกลับบ้านเกิด  แต่ทำงานที่ประเทศนั้น   โดยไม่ต้องมีสัญญาบังคับ


ถามว่าสองวิธีนี้   การเลือกทำแบบนั้น  ผิดหรือถูกอย่างไร    คงไม่มีคำตอบ เพราะอยู่ที่ทัศนคติของแต่ละคน   แต่วิธีการที่เลือกทำต่างหากคือ แต่ละคนที่เลือกจะต้องหาคำตอบให้ตัวเอง     ซึ่งทั้งหมดที่เขียนและเรียนไปก็คือ  สิ่งที่ดิฉันคิดว่าเป็นแบบนั้น


และในการคิดต่างกันยิ่งเป็นเรื่องปกติที่สุดค่ะ  เพียงแต่เรามีเหตุผลประกอบและรองรับแนวคิดของเขาที่สมควร   คำว่าสมควรของดิฉันก็คือ  ไม่ได้ผิดต่อจิตสำนึกของตนเอง และมิได้สร้างผลเสียหายต่อส่วนรวม 


 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 19 เม.ย. 2551 (04:23)

เรียน ท่านครูบ้านนอกค่ะ..


แล้วท่านอยากให้สมาชิกมีส่วนร่วมอะไรบ้างไหมละคะ   ในรูปแบบต่างๆ  ตามกำลัง   ดิฉันว่าการเป็นครูนั้น คือ สิ่งที่ยากมากๆ  เพราะเป็นการอุทิศตนโดยแท้   ก่อนอื่นก็คือความคิดเสียสละ กับ การเป็นผู้ให้ เสียก่อน   นี่ยังไม่รับรวม ความมุ่งมั่นในการสอน และแสวงหาความรู้เพิ่มเติม  เพื่อนำมาถ่ายทอดต่ออีกนะ  


ต้องบอกว่า นับถือ ๆๆ  (แบบบู๊ลิ้ม)  พร้อมคารวะ อีกต่างหาก


หมายเหตุ :  โรงเรียนท่านอยู่แถวไหนละคะ  พอจะเปิดเผยได้ไหม


 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 19 เม.ย. 2551 (05:04)
86729

เมื่อพูดถึง International Centre for Theoretical Physics หรือ ย่อๆว่า ICTP นักฟิสิกส์ในโลกนี้จะต้องรู้จัก เป็น centre ที่ตั้งอยู่ที่เมือง Trieste ในตอนเหนือของอิตาลี ตอนหลังเปลี่ยนชือเป็น The Abdus Salam International Centre for Theoretical Physics (ICTP) เพื่อเป็นเกียรติแก่ Porf.Abdus Salam นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลชาวปากีสถานผู้ผลักดันให้ ICTP เป็นที่พึ่งของนักฟิสิกส์จากโลกที่สาม



แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 19 เม.ย. 2551 (05:06)
86730
ในปี 2004 มีการฉลองครบรอบ 40 ปีของการก่อตั้ง Centre นี้ ในการนี้ได้มีการออกหนังสือที่ระลึกที่น่าสนใจมากเล่มหนึ่ง มีชื่อว่า ONE HUNDRED REASONS TO BE A SCIENTIST เป็นหนังสือที่รวมบทความแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดของโลก เกี่ยวกับแรงบันดาลใจให้มาเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผมได้รับมาเล่มหนึ่งตอนเป็นกรรมการนานาชาติร่วมจัดงานฉลอง 100 ปีฟิสิกส์เมื่อปี 2005

แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 19 เม.ย. 2551 (05:08)
บทความแรกของหนังสือเล่มนี้คือบทความของ Prof.Salam ชื่อเรื่องว่า Science and Scientists in Developing Countries ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้จากไฟล์ SCIENTIST.DOC
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 19 เม.ย. 2551 (05:08)
86732
1
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 19 เม.ย. 2551 (05:09)
86733
2
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 19 เม.ย. 2551 (05:10)
86734
3
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 19 เม.ย. 2551 (09:56)

ด้วยความเฟอะฟะ และ โง่งมของตัวเอง   (แล้วยังไม่ทำการบ้านอ่านกระทู้ย้อนหลังด้วย)  เลยทำให้  ไม่ได้สังเกตว่า  มียอดฝีมือ ท่านกรุณาเขียนคำชี้แนะ ในความเห็นของตัว


(บางทีก็รีบๆ  เขียน จนลืมอ่านครบทุกประเด็น  นี่คือข้อบกพร่องอย่างหนึ่งของดิฉัน ที่มักเกิดประจำ) 


ดิฉันไม่ทราบว่า   สมาชิกที่มาอ่าน  มาเขียนความเห็นในที่นี้  ซึ่งอาจเป็นนักเรียน  นักศึกษา  จะมีใครเคยเป็นเหมือนดิฉันบ้าง  ที่มีความรู้สึกว่า วิชาฟิสิกส์ เข้าใจยาก


หากมี... ดิฉันว่า  เด็กๆ  สมัยนี้ได้เปรียบคนรุ่นเก่าแบบดิฉันมาก  เพราะว่าหากมีข้อสงสัย  พวกท่านสามารถสอบถามได้ในกระดานสนทนาต่างๆ   ค้นหาในเครื่องมือค้นหา ไม่ว่าจะเป็นกูเกิ้ล  หรือ ยาฮู     ผู้รู้ตัวเป็นๆ  ตามกระดานต่างๆ   โดยเฉพาะ ที่นี่ก็มีท่านผู้ที่ดิฉันเรียนไปว่า  เป็นยอดฝีมือ ในสาขานี้ด้วย     ก็อย่าปล่อยโอกาสผ่านเลยไปค่ะ   หากทำความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ได้   ท่านจะพบว่า  ธรรมชาติรอบตัวเราล้วนมีเรื่องที่น่าสนใจ  น่าศึกษา เรียนรู้ และน่าพิศวง  ไปทั้งนั้นค่ะ   รวมทั้งยังสามารถนำมาประยุกต์กับเรื่องอื่นๆ  ในชีวิตได้ด้วย  กรณีหลังอาจรอให้ทำงานกันก่อน หรือ มีประสพการณ์ในชีวิตมากขึ้น (แก่ขึ้นนั่นแหละ)  จึงนำมาใช้ได้เต็มที่


ท่านครูบ้านนอกหากแวะเข้ามาอ่านก็ ลองคุยกันเพิ่มเติมนะคะ ในปัญหาที่ท่านว่าน่ะ


 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 19 เม.ย. 2551 (21:17)
มีเรื่องเล่าให้ฟังน่ะครับ สมัยผมเป็นนักเรียน มีรุ่นพี่คนหนึ่ง เรียนเป็นอันดับ 1 ของชั้นเรียนมาตลอด เค้ามีพี่อีก 2 คนก็เรียนเก่งเหมือนกัน เป็นที่ 1 ของโรงเรียนเช่นเดียวกัน เก่งทั้งบ้านเลยครับ พี่คนโตเลือกเรียนวิศวะที่มหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง พี่คนที่ 2 เลือกเรียนแพทย์ที่โรงพยาบาลอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้วยครับ ส่วนคนที่ผมจะเล่านั้นเป็นน้องคนที่สาม ตอนแรกสอบเทียบได้วิศวะที่ม.ใน กทม.นี่ล่ะครับ แต่เรียนไปแล้วบอกว่าไม่ชอบ เลย ent ใหม่ เลือกคณะวิทยาศาสตร์ ที่ มหาลัยในภาคเหนือ ตอนนั้นหลายคนรอบข้างรู้สึกแปลกใจทำไมเลือกเรียนคณะวิทย์ ทำไมไม่เรียนแพทย์หรือวิศวะ พี่เค้าบอกว่าเค้าอยากเรียนวิทยาศาสตร์ไม่อยากเป็นหมอ&nbsp; เรียนจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เป็นที่ 1 ของภาควิชานั้นด้วยปัจจุบันจบเอกแล้ว เป็นอาจารย์มหาลัย ที่เล่ามาก็แค่อยากยกตัวอย่างของมุมมองต่อคณะวิทยาศาสตร์ของคนส่วนหนึ่งในสังคมน่ะครับ
ครูบ้านนอก (IP:202.28.78.170)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 20 เม.ย. 2551 (07:58)

เคยอ่านนิทานเชิงปรัชญาเรื่องหนึ่ง   ชื่อ รูปปั้น  ... จากเว็บหนึ่งค่ะ  เขาว่าแปลจากเรื่องของ คาลิล  ยิบราน 


มีช่างปั้นคนหนึ่งค่ะ    เพียวช่างปั้น ...pure... ก็แบบว่า ช่างปั้นแท้ๆ  ไม่มีเชิงพาณิชย์    ปั้นรูปขึ้นมารูปหนึ่ง  แล้วก็เก็บไว้ในร้าน    ลูกค้าหลายต่อหลายคนเข้ามา   ก็ไม่เห็นว่า จะพิเศษตรงไหน     ทิ้งไว้ในร้านนานหลายปี  ฝุ่นเกาะกรัง


แล้วอยู่มาวันหนึ่ง  มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน  แล้วก็ซื้อรูปนั้นไปในราคาไม่เท่าไหร่  ถูกเหมือน...ได้เปล่า


หลายเดือนต่อมา  ช่างปั้นก็ได้ข่าวมาจากในเมืองว่า  มีคนเขาว่ากันว่ามีรูปปั้นพิเศษ   ไม่ดูไม่ได้  จากร้านในเมือง    ด้วยความที่เป็นนักปั้น    เขาก็อยากรู้ ว่าใครกัน ปั้นรูปวิเศษ ปานนั้น


เมื่อไปที่ร้านที่ว่า    ก่อนจะเข้าร้าน  เขาต้องจ่ายตังค์ก่อน  เพื่อเข้าไปดูรูปพิเศษนั้น


ตัดใจควักกระเป๋า   เพราะความอยากรู้  


แล้วเขาก็ได้เห็นรูปอันเจนตา  คุ้นเคยเหมือนปั้นเอง   ก็จะไม่คุ้นได้ไง ในเมื่อมันคือรูปที่เขาปั้นมากับมือ    แล้วเพิ่งขายไปไม่นานนี้


 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 20 เม.ย. 2551 (08:07)

เรื่องข้างบนนั้น  เล่าเพราะอยากเล่าเท่านั้นค่ะ  รวมทั้งอ่านเรื่องของท่าน แขชนะ เกี่ยวกับคาลิล  ยิบราน  ก็เลยนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้   


ดิฉันมีข้อสังเกต เรื่อง อัจฉริยะ  กับ  คนเรียนเก่งค่ะ


จะบอกอย่างไม่อายว่า  มันเพิ่งเกิดเมื่อหลายนาทีก่อนหน้านี้เอง   


อย่างหนึ่งที่ต่างกันก็คือ 


มีความมุ่งมั่น  เป้าหมายชัดเจน คือ เพื่ออยากรู้  ใคร่รู้ และ พิสูจน์ในสิ่งที่จินตนาการ   คือ คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่อัจริยะ มักจะมี  


มีจุดมุ่งหมายชัดเจน  และ มีความสามารถในการผลักดันตัวเองให้ไปสู่จุดหมายนั้น ทั้งในรูปธรรมคือ ฐานะทางเศรษฐกิจ    นามธรรมคือ การยอมรับในสังคม  ว่าคุณเก่ง และ ต่อมาก็รวยได้  ด้วยความเก่ง   นั่นคือ คนเรียนเก่ง  (บางส่วน  บางคน)


อัจฉริยะ  มักไม่ค่อยรวย  แล้วตอนที่ยังเป็นๆ  อยู่ มักไม่ค่อยมีคนมองเขาเป็นอัจฉริยะ  ต้องรอให้ไปที่ชอบก่อน   ยกเว้น ไอน์สไตน์  ที่ดังระเบิด  ในยามเป็นๆ  แต่ไม่รู้ว่ารวยไหม


อัจฉริยะ รุ่นโบราณ  ยิ่งแย่ใหญ่ เพราะตอนนั้นความคิดคนมักอยู่ในกรอบ  มักจะโดนกล่าวหาว่าบ้าเสียด้วย  แบบกาลิเลโอ    อะคิมีดีส   สองคนนี้คือนักวิทยาศาสตร์ที่ดิฉันนิยมยกย่องเป็นพิเศษ


และย้อนกลับมาที่เรื่องเล่าของ ท่านครูบ้านนอกค่ะ... ที่ทำให้ดิฉันนึกเปรียบเทียบ สองลักษณะนี้ขึ้นมา    แต่ก็ยังต้องจบตรงที่ว่า  ไม่มีใครผิดถูกนะ  เพราะว่าทุกคนควรมีอิสระทางความคิด  ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร  วลีหลังนี่สำคัญค่ะ 


เพราะมันเชื่อมโยงไปเรื่องสิทธิเสรีภาพ  ทางการเมือง (ขออนุญาตพาดพิง)   ที่คนพยายามว่าการมีสิ่งนี้สำคัญ เพื่อแสดงว่า ประเทศ มิได้ด้อยพัฒนาทางการเมืองอีกต่อไปแล้ว   หากเสรีภาพที่ว่าต้องกำกับ และ มีขอบอยู่ตรงที่ไม่ละเมิดเสรีของคนอื่นด้วย  


 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 20 เม.ย. 2551 (13:43)
ถามคุณแชชนะครับ จากที่คุณเคยอยู่เยอรมัน ผมเคยได้ทราบมาว่าสาขาฟิสิกส์เป็นสาขาที่เด็กที่นั่นอยากเรียนมากที่สุด จริงหรือเปล่าครับ
ครูบ้านนอก (IP:202.28.78.170)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 20 เม.ย. 2551 (14:25)
87005

สมัยที่ผมเรียนอยู่นั้น สาขาที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในเยอรมนีคือ ทันตแพทย์ครับ คนที่นั้นกินช็อคโกเล็ตมากจนฟันผุมากครับ ประเทศเยอรมนีเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก วิชาฟิสิกส์เป็นวิชาหลักที่มีความสำคัญของประเทศ ในบ้านเรา ฟิสิกส์เป็นเพียงภาควิชาในคณะวิทยาศาสตร์ แต่ในเยอรมนีมีฐานะเป็น คณะฟิสิกส์ เป็นวิชาที่ยาก นักเรียนหัวดีๆ เรียนเก่งๆเท่านั้นจึงจะไปรอด ส่วนผมเองเรียนไม่เก่งหรอกครับ แต่อาจารย์ตอนออกข้อสอบบังเอิญถามตรงกับคำตอบของผมก็เลยได้ทุนรัฐบาลเยอรมันไปเรียนครับ



ในเยอรมนีไม่มีปริญญาตรี ปริญญาแรกหลังจากที่จบม.ปลายแล้วเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยคือปริญญาที่เรียกว่า Diplom เทียบเท่าปริญญาโทครับ นักเรียนที่เข้ามาเรียนในคณะฟิสิกส์จะเรียนประมาณ 4 ปีแล้วแยกสาขา ไปตามความถนัดของตนเอง คือ 1. สาขาการศึกษาฟิสิกส์ สำหรับพวกที่อยากเป็นครูฟิสิกส์ 2.พวกฟิสิกส์ทฤษฏี 3. พวกฟิสิกส์ทดลอง ก็แยกกันไปทำวิทยานิพนธ์ เพื่อจบ Dilplom หรือ ปริญญาโท แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัยหรือแต่ละรัฐครับ ผมเลือกเรียนฟิสิกส์ทดลองทางเลเซอร์ เราจะเห็นได้ชัดว่า คุณภาพของครูฟิสิกส์เยอรมัน มีคุณภาพเท่าเทียมกับนักฟิสิกส์เยอรมัน เพราะเรียนมาเหมือนกันในช่วงแรก เพียงแต่มาแยกวิชาชีพตามความชอบในตอนหลัง จะเห็นได้ชัดว่า นอกจากครูฟิสิกส์ของเยอรมันจะมีคุณภาพแล้ว ยังมี"วิญญาณ"ของความเป็นครูสูง เพราะเลือกเรียนตามความชอบ (ไม่ใช่เลือกเรียน เพราะหมดหนทางแบบในประเทศไทย)



เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเยอรมนี (รักเมืองไทยมาก มาเมืองไทยทุกปี) เล่าว่า2-3 ปีมานี้นักเรียนที่เลือกเรียนสาขาฟิสิกส์ลดลงอย่างมากถึง 30% เรียกได้ว่าเป็นวิกฤตทางการศึกษาฟิสิกส์ทีเดียว ความจริงเป็นอย่างนี้เหมือนกันทั้งโลก ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นที่ 17 ฟิสิกส์เรียนก็ยาก แต่ยังหาเงินได้ไม่เท่าพวกที่เรียนทางสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ฟิสิกส์ของไทยมีลักษณะพิเศษกว่าของเยอรมันคือ อาจารย์ฟิสิกส์ในมหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่แบ่งพวกกัน และไม่ยอมลงรอยกัน ต่างฝ่ายต่างก็ว่าข้าแน่ ขัดขากันเหมือนที่ผมเขียนในความเห็นที่ 18 ถ้าใครว่าไม่จริง และไม่หลอกตัวเอง ผมท้าให้เขียนกระทู้มาเลย จะชี้เรียงเป็นมหาวิทยาลัยให้ดูครับ แต่อย่าห่วงเลยครับ ฟิสิกส์เมืองไทยคงจะไม่มีวันตกต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว



ส่งรูปมาให้ดูประกอบบรรยากาศ ซ้ายมือเป็นสถานีรถไฟใต้ดินหน้ามหาวิทยาลัย ขวามือผมยืนอยู่หน้าตึกฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว


แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.