|
เชื่อใครดีครับ
โพสต์เมื่อ:
00:32 วันที่ 14 ก.ค. 2548 ชมแล้ว:
1,765
ตอบแล้ว:
8
เจอมากับตัวเองครับ
พี่คนนึงของผมประสบอุบัติเหตุมาได้ไม่นานนัก ตอนนี้ยังกลับมาอยู่บ้านไม่ได้ครับ หมอที่ดูแลเป็นอาจารย์หมอ med ท่านหนึ่ง แต่เพื่อนสนิทของคุณพ่อของพี่เขาเป็นหมอ ortho มาตรวจพี่เขาเหมือนกันครับ แต่คนละเวลา อาจารย์หมอทั้งสองท่านสรุปว่าอาการพี่เขาไม่ต่างกัน แต่จะให้การรักษาที่ต่างกันลิบลับ แถมยังวิจารณ์การให้การรักษาของอีกท่าน ว่าจะทำให้อาการแย่ลงด้วยครับ คุณพ่อคุณแม่พี่เขาก็ไม่ทราบจะทำยังไงดี ผมจะช่วยพี่เขายังไงดีครับ ปล. ขออนุญาตไม่ลงอาการของพี่เขาเอาไว้นะครับ เพราะเผื่ออาจารย์หมอที่มาตอบจะอยู่ในสายใดสายหนึ่งที่ตรวจวินิจฉัยพี่เขาไปแล้วนะครับ จำนวน 6 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 15 ก.ค. 2548 (05:16) e-mail ข้อรายละเอียดมาให้ผมก็ได้ เผื่อจะช่วยขจัดความสงสัย ต้องบอกมาให้ละเอียด จะตอบทางอีเมล์ก็ได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 18 ก.ค. 2548 (20:12) ต้องกราบขอโทษพี่หมอศานตินะครับ วันรุ่งขึ้นจากวันที่โพสถาม ผมก็ได้ทราบข่าวว่าคุณพ่อคุณแม่ของพี่เขาตัดสินใจเลือกตามหมอของโรงพยาบาลที่ดูแลพี่เขามาตั้งแต่ต้นครับ ผมเลยไม่ได้อีเมลล์ไปหาพี่หมอนะครับ แต่อย่างนึง เท่าที่ผมสัมผัสได้จากความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่พี่เขา เหมือนว่าทั้งสองท่านจะรู้สึกไม่ค่อยดีที่อาจารย์หมอแต่ละท่านพูดพาดพิงถึงแนวทางการให้การรักษาของอีกท่านในทางที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ยังไงผมก็ขอฝากให้พี่หมอแต่ละท่านที่เข้ามาอ่านไว้ด้วยก็แล้วกันนะครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 20 ก.ค. 2548 (11:37) เห็นด้วยกับที่คุณพ่อคุณแม่มีความรู้สึกไม่ค่อยดีถ้าหมอสองฝ่ายทับถมกันเอง นอกจากจะผิดจรรยาแพทย์แล้วยังทำให้คนไข้งง ไม่รู้จะไปพึ่งใคร ลงเอยไม่นับถือเลยทั้งสองคน ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าหมอสองคนหรือสามคนอาจมีความเห็นไม่ตรงกันได้ โดยฉะเพาะอย่างยิ่งถ้าอาการหรือโรคซับซ้อนหรือยากที่จะวินิจฉัย หรือไม่ตรงไปตรงมา ถ้าตรงไปตรงมาก็ไม่ลำบากใครๆก็เห็นพ้องกันหมด หมอมีสิทธิ์ที่จะออกความเห็น เช่น "ผมว่าควรจะผ่า" อีกคนว่า "ผมว่าน่าจะลองใช้ยาก่อน" อันนี้ไม่ผิดอะไร มีความเห็นแตกต่างกันโดยบริสุทธิ์ใจ แต่ละคนออกความเห็นตามประสพการณ์ที่ตนผ่านมา ตั้งใจจะช่วยเต็มความสามารถ ถือผลประโยชน์ของคนป่วยเป็นที่ตั้ง ที่ไม่ควรกระทำคือพูดเกินขอบเขตเช่น "ผมว่าน่าจะผ่า หมออีกคนไม่ชำนาญเท่าผม" หรือ "คงเรียนแพทย์ทางไปรษณีย์ ไม่มีใครเขาทำแบบนั้นหรอก" ต้องไม่ลืมว่าการแพทย์เป็นศิลป (เขาถึงออกใบอนุญาตประกอบโรคศิลปให้) มีอะไรหลายอย่างที่ไม่ตายตัว ทำอย่างนั้นก็ได้ อย่างนี้ก็ได้ ไม่มีใครผิดใครถูกเพราะความรู้เรายังไม่พอ หรือเพราะความรู้ยังน้อย อีก ๓๐ ปีอาจมารู้ว่าควรจะทำอย่างไหนแน่ บางทีมันก็ยากเหมือนกันเพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าควรจะทำอย่างนี้ แต่หมอคนอื่นเขาแนะนำมาอีกอย่าง หวังดีต่อคนไข้แต่บางทีก็พูดไม่ออก เพียงได้แต่อธิบายว่าทำไมเราจึงคิดว่าควรจะทำอย่างนี้ แล้วให้เขาตัดสินใจเอาเอง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 22 ก.ค. 2548 (08:00) ดิฉันเห็นด้วยกับคุณหมอศานติเลยค่ะ หมอไม่ควรพูดทับถมหมออีกท่านหนึ่ง ทำให้คนไข้ขาดความเชื่อมั่นในการรักษาและไม่ได้ช่วยให้จิตใจของคนไข้ดีขึ้นเลย มีแต่ทำให้แย่ลงมากกว่า ความจริงบรรดาหมอ ๆ ทั้งหลายน่าจะได้เรียนเรื่องจิตวิทยามาก่อนนะคะ ไม่น่าพลาดเลยนะเนี่ย ก็ขอบคุณที่คุณติบอได้เล่าเรื่องแบบนี้มาให้เราได้รับรู้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 22 ก.ค. 2548 (08:06) เรื่องของหมอ ๆ หรืออาชีพอื่น ๆ ก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันนี้ เรื่องของวัตถุนิยมมีมากมาย ทำให้ทุกอาชีพทำกันเป็นธุรกิจส่วนใหญ่ ไม่ได้คำนึงถึงศีลธรรม หรือมนุษยธรรมเท่าไร ก็เกิดการแข่งขันกันขึ้นแบบนี้แหละ หมอแบบหมอกานต์ อย่างในนิยายสมัยก่อนไม่มีแล้วมั๊ง ไม่รู้ว่าคุณติบอเกิดทันอ่านเรื่องหมอกานต์หรือเปล่า แต่มันก็แค่นิยายนะ ฮิ ฮิ ปลงเสียเถิด แต่คนดีก็ยังมีอยู่นะคะ เดี๋ยวจะหาว่าดิฉัน เป็นคนคิดในแง่ร้ายไปซะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 22 ก.ค. 2548 (18:14) อ่านไม่ทันครับผม คุณไฝ่รู้วิชาการ ผมเอง บางครั้งบางคราวก็ต้องไปรบกวนเรียนวิชาที่คณะแพทย์ หรือมีอาจารย์หมอมาสอนบ้าง เป็นธรรมดา แต่ก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไรเวลาอาจารย์หมอฝ่ายหนึ่งพูดว่า ถ้าเป็นหมอ... เขาจะชอบ... แล้วผู้ป่วยก็จะ... (ที่ไม่สนใจสงสัยเพราะหลับมั๊งครับ 555+) แต่หลังจากที่มาเจอเรื่องนี้เข้ากับญาติตัวเอง (คงเพราะคุณลุงคุณป้าท่านเห็นว่าผมเรียนสายใกล้เคียง เลยมาขอคำปรึกษา) และได้เห็นความรู้สึกของผู้ใหญ่ที่ท่านรู้สึก เลยมีความรู้สึกว่าถ้าต้องทำอาชีพงานทางด้านนี้ (ถึงผมจะไม่ใช่แพทย์ก็ตาม) การพูดพาดพิงถึงการตรวจวินิจฉัย การให้การรักษา และการดูแลผู้ป่วย ของบุคลากรสุขภาพท่านอื่น ไปในทางที่ไม่เหมาะสม ผู้ที่จะได้รับความรู้สึกไม่ดีก็คงเป็นตัวผู้ป่วยเอง และญาติๆ อย่างที่พี่หมอศานติได้กล่าวเอาไว้ ขอบพระคุณพี่หมอมากนะครับ |