|
เชิญประกวดเรียงความ เรื่อง ไอน์สไตน์ ในความคิดของฉัน ชิงทุนการศึกษา
โพสต์เมื่อ:
16:20 วันที่ 28 ก.ค. 2548 ชมแล้ว:
11,853
ตอบแล้ว:
114
ปีนี้ปีฟิสิกส์โลก และเป็นปีสำคัญของไอน์สไตน์ วิชาการ.คอม ร่วมกับ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "แฟนพันธ์แท้ ไอน์สไตน์"
ขอเชิญทุกท่าน (ไม่จำกัดอายุ เพศ หรือพื้นฐานการศึกษา) ร่วมส่งเรียงความ เรื่อง "ไอน์สไตน์
ในความคิดของฉัน" เพื่อชิงทุนการศึกษา ตามรายละเอียดด้านล่างค่ะ
กติกา 1. ต้องเป็น บทความภาษาไทย ที่เขียนขึ้นเอง ความยาวประมาณ 2-4 หน้ากระดาษ ภายใต้หัวข้อ "ไอน์สไตน์ ในความคิดของฉัน" 2. เป็นเรื่องใดๆก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นด้านวิทยาศาสตร์ เช่น ไอน์สไตน์กับโลกปัจจุบัน ไอน์สไตน์กับการพัฒนาสมองมนุษย์ ไอน์สไตน์เป็นแรงดลใจให้เป็นช่างตัดผม ไอน์สไตน์กับปู่ของฉัน เป็นต้น 3. เขียนชื่อ ที่อยู่ เบอร์อีเมล์ และเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ ไว้ด้านล่างของเรียงความ การส่ง ส่งทางอีเมล์เท่านั้น ส่งเป็นไฟล์ .doc (ไมโครซอฟท์เวริ์ด) .txt (text file) หรือ .pdf มาที่ dear@vcharkarn.com ภายในวันที่ 24:00 ของวันที่ 30 กันยายน 2548 ประกาศผลการตัดสิน รายชื่อผู้ได้รับรางวัลจะประกาศไว้บนวิชาการ.คอม ในวันที่ 10 ตุลาคม 2548 **** หมายเหตุ กรรมการขอเลื่อนประกาศผลเป็นวันที่ 31 ตุลาคม เนื่องจากมีผู้ส่งเข้าประกวดเยอะเกินความคาดหมาย ทำให้กรรมการไม่สามารถตรวจเสร็จทัน ใน 10 วันตามที่ได้กำหนดไว้ ***** รางวัล รางวัลที่ 1 ทุนการศึกษา 5,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร จากวิชาการ.คอม และหนังสือ"แฟนพันธ์แท้ ไอน์สไตน์" และ บทความจะได้นำมาแสดงไว้ที่ วิชาการ.คอม รางวัลที่ 2 ทุนการศึกษา 2,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร จากวิชาการ.คอม และหนังสือ"แฟนพันธ์แท้ ไอน์สไตน์" รางวัลที่ 3 (8 รางวัล) ใบประกาศนียบัตร จากวิชาการ.คอม และหนังสือ"แฟนพันธ์แท้ ไอน์สไตน์" รางวัลที่ 4 (10 รางวัล) ใบประกาศนียบัตร จากวิชาการ.คอม และหนังสือ""หนังสือ King of Knowledge" กรรมการ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 28 ก.ค. 2548 (16:53)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 28 ก.ค. 2548 (16:58) เรื่องราวของทฤษฎีสัมพัทธภาพ และฟิสิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นและการเป็นอยู่ของจักรวาลนั้นมีเสน่ห์สำหรับผู้ใฝ่รู้ทุกคน ซึ่งน่าจะเป็นสัญชาตญานของมนุษย์ที่อยากจะรู้จักตัวเอง จักรวาล และกาล-อวกาศ รอบตัว หนังสือเกี่ยวกับไอน์สไตน์และทฤษฎีสัมพัทธภาพเป็นภาษาไทยนั้นยังมีน้อยและไม่สนุกโดนใจ คนอยากรู้จริงๆ ยังต้องหาภาษาอังกฤษมาอ่านอยู่ แต่หลังจากที่ได้อ่าน แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์ ของ ดร.บัญชา ซึ่งเป็นคนที่มีพรสวรรค์อย่างแท้จริงในการเรียนรู้และการเขียนสื่อสารเผยแพร่ ผมมั่นใจว่า ท่านจะได้พบกับหนังสือที่แนะนำทฤษฎีสัมพัทธภาพสำหรับคนทั่วไปที่ดีที่สุดในโลกเล่มหนึ่ง ขนาดที่อาจจะมีคนแปลไปเป็นภาษาอังกฤษ จีน หรือ ญี่ปุ่นขายทั่วโลกได้เลย (นอกจากนี้ สมการที่ 1-4 ในบทที่ 3 คือ สิ่งสุดยอดของการมองทะลุที่ทุกท่านจะพลาดไม่ได้) ปัญหาของจักรวาลและสิ่งมีชีวิตยังไขไม่หมด และในอนาคตเราจะได้เห็นอัจฉริยะที่จะมาต่อยอดสิ่งที่ไอน์สไตน์ได้ค้นพบไว้ ผมหวังว่าจะมีเยาวชนไทยผู้ที่สนใจอ่านหนังสือเล่มนี้ฉายแววอัจฉริยะ คิดค้นสิ่งที่ไขปริศนาที่ยังล้ำลึกอีกมากมายของโลก จักรวาล และชีวิต เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยในเร็ววัน หนังสือความรู้ คือสมบัติที่แท้จริงของชาติทุกชาติ ดร.อิทธิ ฤทธาภรณ์ (ผู้เขียนหนังสือ รวมโจทย์ปราบเซียนคณิตศาสตร์) ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 28 ก.ค. 2548 (16:59) นักฟิสิกส์มีมากหลาย แต่ทำไมไอน์สไตน์เป็นที่กล่าวถึงกันมากที่สุด เมื่อ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2542 นิตยสารไทม์ได้ยกย่องให้ไอน์สไตน์เป็น บุคคลแห่งศตวรรษ ปี พ.ศ.2548 นี้สหประชาชาติได้ประกาศให้เป็น ปีแห่งฟิสิกส์สากล (International Year of Physics) และมีเหตุผลที่ดีว่าเป็นการฉลองครบรอบ 100 ปี แห่ง ปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์ (Einsteins Miraculous Year) ที่ไอน์สไตน์นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ได้ตีพิมพ์บทความทางวิชาการที่โด่งดังทั้ง 5 บทความ ตามปกติจะเป็นที่รับรู้กันว่า นิวตันและไอน์สไตน์เป็นนักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล มาตรฐานแห่งความยิ่งใหญ่อยู่ตรงไหน? คำตอบคงจะอยู่ตรงที่ว่าทั้งคู่คิดเกินสามัญสำนึกของคนในยุคนั้น และแม้นทั้งคู่จะเคารพในผลการทดลอง แต่ก็มิได้ยึดถือจนลืมความจริงของธรรมชาติ นิวตันเคยกล่าวว่าเขาคิดได้ไกลเกินคนอื่นเพราะยืนอยู่บนไหล่ของผู้ยิ่งใหญ่ก่อนหน้าเขา ไอน์สไตน์ก็เช่นเดียวกัน สามารถคิดได้ไกลเพราะยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ใหญ่เช่นนิวตัน ไอน์สไตน์ทำอะไร? หากถามคนเดินถนนธรรมดาทั่วไปว่าถ้าพูดถึงไอน์สไตน์แล้วนึกถึงอะไร ก็มักจะได้คำตอบว่าเป็นผู้ชาญฉลาดที่มีผมฟูและค้นพบสูตร E=mc2 ที่โด่งดัง หากถามคนที่เรียนหนังสือจบมหาวิทยาลัยก็อาจตอบว่าเป็นผู้คิดค้นทฤษฏีสัมพัทธภาพ แต่ก็มักจะไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้ว ทฤษฎีดังกล่าวคืออะไร มีพื้นฐานการคิดมาได้อย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นที่เข้าใจได้ ทั้งนี้เพราะตั้งแต่เกิดจนตาย คนเราไม่เคยได้เคลื่อนไหวใกล้ความเร็วของแสง และชีวิตประจำวันเราก็อยู่กับแรงโน้มถ่วงของโลกจนเคยชิน แต่หากเรามียานที่เคลื่อนที่ใกล้ความเร็วของแสงใช้ในชีวิตประจำวัน หรือในอนาคตได้มีโอกาสอยู่ใกล้หลุมดำ เราก็คงจะเข้าใจไอน์สไตน์ได้อย่างสบายกลายเป็นสามัญสำนึกธรรมดา ด้วยเหตุนี้ เราจึงยังต้องอาศัยผู้รู้อธิบายให้เราเข้าใจไปพลางก่อน ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ เป็นผู้รู้ และเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาจากการที่ได้ศึกษา และมีความเข้าใจโดยตนเองก่อน มิได้แปลจากหนังสือของคนอื่น ดังนั้น จึงมีอิสระในการแสดงอรรถรสและมีอิสระในการอธิบาย และที่เหนืออื่นใดคือ มีความชอบ (passion) ในเรื่องของไอน์สไตน์โดยแท้จริง ตรงตามชื่อหนังสือ แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์ ซึ่ง อธิบายโดยการโต้ตอบซักถาม และมีคณิตศาสตร์ประกอบ เป็นการสร้างความตระหนักต่อประชาชนที่มีต่อวิทยาศาสตร์ ตรงตามแผนยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติโดยแท้จริง ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 13 เมษายน 2548 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 28 ก.ค. 2548 (17:00) ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญให้เขียนคำนิยมในหนังสือ แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์ ของ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ซึ่งได้เพียรพยายามเรียบเรียง เพื่อถ่ายทอดทฤษฎีสัมพัทธภาพของ Einstein ให้ผู้อ่านทั้งที่เป็นนักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ได้รู้ เข้าใจ และซาบซึ้งในเนื้อหาอย่างถูกต้อง โดยใช้ภาษาง่ายๆ สบายๆ ที่อ่านเพลิดเพลิน เพราะไม่เน้นคณิตศาสตร์ดังที่ปรากฏในตำราทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วๆ ไป คนทั้งโลกรู้ว่า Einstein คิดทฤษฎีสัมพัทธภาพ แต่มีคนจำนวนไม่มากที่เข้าใจ และรู้ว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพคืออะไร และสำคัญอย่างไร เท่าที่ผ่านมา ในเมืองไทยยังไม่มีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องสำคัญนี้ให้คนทั่วไปอ่านเลย หนังสือ แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์ ของ ดร.บัญชา จึงถือได้ว่าเป็นหนังสือทฤษฎีสัมพัทธภาพฉบับบุกเบิก ที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจหลักการ และประเด็นสำคัญของทฤษฎี เพื่อให้เห็นภาพรวม และสถานการณ์ที่น่าสนใจของเรื่องนี้อย่างทันเหตุการณ์ ผมคิดว่า เมื่อผู้อ่านได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบ ก็คงจะรู้สึกตื่นเต้นในความรู้ใหม่ที่ได้รับ รู้สึกทึ่งในความมหัศจรรย์ของความคิดของ Einstein และรู้สึกขอบคุณ ดร.บัญชา ที่ได้ถ่ายทอดความรู้นี้จนทำให้คนอ่านรู้สึกเสมือนว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพไม่ยากอย่างที่เคยคิด และนั่นก็หมายความว่า นอกจากนักเรียน นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และบรรดาครูผู้สอนฟิสิกส์ทั้งหลายแล้ว บุคคลทั่วไปก็น่าจะได้อ่าน ควรอ่าน และต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยครับ ศาสตราจารย์ ดร. สุทัศน์ ยกส้าน ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 28 ก.ค. 2548 (17:02) ปี พ.ศ. 2548 นี้เป็นวาระครบรอบ 100 ปี ที่บทความวิชาการ 5 บทความของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้รับการตีพิมพ์ ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และผลงานสำคัญอื่น ๆ ทำให้ไอน์สไตน์กลายเป็นนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องมากที่สุดผู้หนึ่งของโลกมาจวบจนปัจจุบัน ผลงานของไอน์สไตน์ ทั้งทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ถือเป็นเรื่องที่คุ้นหูคุ้นตา แทบทุกคนคงเคยเห็น เคยได้ยินสมการ E=mc2 มาแล้ว รวมทั้งเคยดูภาพยนตร์วิทยาศาสตร์จำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางข้ามเวลา หรือข้ามห้วงอวกาศด้วยความเร็วเหนือแสง ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพอย่างลึกซึ้ง (แม้ว่ามนุษย์จะยังไม่สามารถเดินทางข้ามเวลา หรือข้ามห้วงอวกาศด้วยความเร็วเหนือแสงได้จริงก็ตามที) และแม้จะคุ้นหูคุ้นตาขนาดนี้ จะมีสักกี่คนที่กล้าพูดว่าตนเองเข้าใจที่มาของทฤษฎีนี้ หรือทราบว่าใช้ทฤษฎีนี้ศึกษาและอธิบายปรากฏการณ์อะไรได้บ้าง เนื่องจากทฤษฎีสัมพัทธภาพเป็นผลรวมของทั้งความลุ่มลึกทางวิชาการ และความลึกล้ำทางความคิดของเจ้าของทฤษฎี ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังเป็นที่พิศวง (สำหรับคนทั่วไป) ว่าคิดขึ้นมาได้อย่างไร (เป็นมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า ถึงได้เก่งนัก!) ดร.บัญชา ผู้เขียน แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์ นั้น มีพื้นฐานที่เข้มข้นทางด้านฟิสิกส์และรอบรู้ในวิชาการแขนงอื่นอีกหลายด้าน ทั้งยังเป็นผู้ที่มีความสนใจและอุทิศตนให้กับการเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องทางด้านวิทยาศาสตร์แก่สาธารณชนผ่านทางสื่อหลายชนิดมาเป็นเวลานาน โดยมีจุดเด่นในการพูดและเขียนเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ซึ่งผู้เขียนทำได้ดีเพราะรู้จริงในสิ่งที่นำเสนอ ดังนั้นในเมื่อปีนี้เป็นปีของไอน์สไตน์ หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะร่วมเฉลิมฉลองในปีพิเศษนี้ เพราะเป็นการรวมบทความที่เคยตีพิมพ์ใน UpDATE ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องโดยตรงกับทฤษฎีสัมพัทธภาพในทุก ๆ ด้านตั้งแต่ต้นจนจบ เต็มไปด้วยเกร็ดสนุกสนาน (ที่แม้แต่นักฟิสิกส์เองก็อาจไม่เคยได้ยินมาก่อน) แต่ขณะเดียวกันก็อ่านเข้าใจง่ายโดยไม่ทิ้งความถูกต้องทางวิชาการ ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะกำลังมองหาความรู้ทางวิชาการ ความสนุกสนาน หรืออ่านเพื่อเพิ่มพูนโลกทัศน์ของท่านเองในหัวข้อเด่นดังประจำปีนี้ก็ตาม รับรองว่า แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์ เล่มนี้ จะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน สรนันท์ ตุลยานนท์ หัวหน้างานข้อมูลเทคโนโลยีวัสดุ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 28 ก.ค. 2548 (17:03) คำนำ ในช่วงที่เรียนอยู่ราวมัธยม 1 ผมได้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง ซึ่งพูดถึงความแปลกประหลาดทางวิทยาศาสตร์อันน่าฉงน เมื่อมองย้อนกลับไปพบว่า หนังสือเล่มนี้เองที่มีส่วนดลใจให้ผมเลือกเรียนฟิสิกส์ในระดับที่สูงขึ้น และถ้าถามถึงชื่อ หนังสือเล่มนั้นคือ กฎทางฟิสิกส์และทฤษฎีสัมพัทธภาพ ซึ่งมีเนื้อหาน่าตื่นเต้นเหลือเกินสำหรับเด็กในวัยนั้น (แม้จะอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องก็ตามที) นอกจากหนังสือเล่มนี้แล้ว บทความสนุกๆ ในวารสารวิทยาศาสตร์ยอดนิยมในสมัยนั้น เช่น ทักษะ มิติที่ 4 และโนวา ก็ยังมีส่วนช่วยเร้าความสนใจให้อย่างต่อเนื่อง จำได้ว่าในช่วงมัธยมต้นนี้เอง ผมได้ถกเถียงกับเพื่อนๆ เกี่ยวกับความหมายของคำว่า สัมพัทธภาพ และประเด็นอื่นๆ แต่พอนึกย้อนกลับไป ก็รู้สึกว่าแต่ละคนจะเข้าใจกันไปคนละทิศละทาง (ต่างคนต่างมั่วนั่นแหละ) ถึงวันนี้ ก็เลยคิดว่าน่าจะลองถ่ายทอดความรู้เรื่องนี้ให้กับคนที่สนใจดูบ้าง เพราะเห็นโพสต์ประเด็นเกี่ยวกับทฤษฎีของไอน์สไตน์ในเน็ตกันเต็มไปหมด เคยได้รับคำถามโดยตรงจากหลายๆ คนก็มีบ้าง และที่น่าสนใจก็คือ ผมเคยให้สัมมนาเรื่องนี้อย่างน้อย 3 ครั้ง แต่ละครั้ง มีคนสนใจฟังและซักถามกันมากทีเดียว (มีอยู่ครั้งหนึ่งที่น่าทึ่งถึงขนาดว่า มีคนที่ทำงานแล้วและทราบว่าจะมีการให้สัมมนาเรื่องนี้ ก็ได้ลางานมาฟัง!) นี่คือ ที่มาของคอลัมน์ "นิด & หน่อย เกี่ยวก้อยท่องโลก 4 มิติ" ใน UpDATE ด้วยความเห็นชอบของ บก. ที่แสนดีคือ พี่จุ๋ม จุมพล เหมะคีรินทร์ และด้วยความช่วยเหลือในการขัดเกลาภาษาและตกแต่งภาพประกอบของ กอง บก. โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณไพรัตน์ ยิ้มวิลัย นิด & หน่อย ในเรื่องนี้เป็นตัวแทนของเด็กไทยทุกคนซึ่ง "รักที่จะคิด" และมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจอย่างลึกซึ้งและถึงแก่น (เรื่องอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นทฤษฎีสัมพัทธภาพ) ส่วน "พี่เอก" นั้นก็ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นตัวบุคคลเท่านั้น แต่อาจเป็นแหล่งเรียนรู้ใดๆ ก็ได้ ขึ้นกับยุคสมัย และความสามารถของผู้เรียนที่จะไขว่คว้าหาอาจารย์ด้วยตนเอง ตอนนี้ นิด & หน่อย กลายเป็นหนังสือเล่มแล้ว ผมหวังอยู่ลึก ๆ ว่า หนังสือเล่มนี้จะดลใจให้เกิด "นิด & หน่อย" ในบ้านเราสักจำนวนหนึ่ง (ไม่ว่าจะแค่เพียง 5 คน, 10 คน หรือมากถึง 100 คน หรือ 1,000 คน - ยิ่งเยอะก็ยิ่งดี) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ผมก็จะยินดีอย่างที่สุด แบบว่าเกิดมาชาตินี้คุ้มค่าจริงๆ ที่สำคัญคือ หนังสือเล่มนี้ถือกำเนิดในปี พ.ศ.2548 (ค.ศ.2005) ซึ่งเป็น ปีฟิสิกส์โลก (World Year of Physics) และปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ของปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์ (100 Years of Einsteins Miraculous Year) อีกด้วย ทฤษฎีสัมพัทธภาพมีอายุครบรอบ 100 ปี แล้ว มาร่วมฉลองภูมิปัญญาสากลกัน โดยทำความเข้าใจกันเถอะครับ! บัญชา ธนบุญสมบัติ พุธ 12 มกราคม 2548 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 30 ก.ค. 2548 (15:01) เมื่อดิฉันเรียอยู่ชั้นป.6ดิฉันได้เรียนเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์ก็คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขาคือบุคคลแห่งศตวรรษที่ ๒๐ มีหนังสือบันทึกถึงเรื่องราว และทฤษฎีต่างๆ ในหลายภาษา เเละมีสำนักพิมพ์สารคดี เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ถ่ายทอดเรื่องราวของไอน์สไตน์ในหลายแง่มุมต่างๆมากมาย อัตเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2422 ที่เมืองโฮล์ม ทางภาคใต้ของเยอรมัน บิดาของเขาเปิดร้านค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไก เมื่อปี พ.ศ. 2423 บิดาของเขาได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่มิวนิค ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางภาคใต้ของเยอรมัน อัลเบิร์ต เป็นเด็กที่เคร่งขรึมเหมือนมารดา เขาเป็นผู้ที่เกลียดทหารมากแต่รักความอ่อนโยนและต้องการเหตุผล เมื่อเด็กๆ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ไม่ชอบการเรียนหนังสือ เพราะครูบังคับให้เขาท่องจำต่าง ๆทำให้ อัลเบิร์ตเบื่อหน่ายในการเรียน การท่องจำในสิ่งที่ไม่เข้าใจราวกับนกแก้วนกขุนทองมีระเบียบวินัยเคร่งครัดจนเกินไป อัลเบิร์ตปรารถนาที่จะได้ถามคำถาม และต้องการคำตอบที่ชอบด้วยเหตุผล เขาอยากให้นักเรียนได้แสดงทัศนะความคิดเห็นของตนเองต้องการฟังเรื่องราวที่น่าสนใจเขาชอบถกปัญหาต่าง ๆ ที่ได้ไตร่ตรองคิด นอกจากนั้นเขายังต้องการหาความรู้เพื่อเข้าใจชีวิตอย่างถูกต้อง อัลเบิร์ต ได้ประดิษฐ์เครื่องมือการบันทึกการวัดกระแสไฟฟ้าเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งและระหว่างนั้นเขาได้จัดตั้งกลุ่มก้าวหน้าขึ้น เพื่อนสนิทของเขา คือ ไมเคิล เบสโซ เป็นคนแรกที่ได้ยินทฤษฎีแห่งความสัมพัทธ์ เเละค้นพบทฤษฎีการแผ่รังสี ที่สำคัญเขาได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ.1921 หนังสือเล่มนี้ผู้จัดทำคือ ดร.บัญชา เรื่อง แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์ นั้น มีพื้นฐานที่เข้มข้นทางด้านฟิสิกส์และรอบรู้ในวิชาการแขนงอื่นอีกหลายด้าน โดยมีจุดเด่นในการพูดและเขียนเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ซึ่งผู้เขียนทำได้ดีเพราะรู้จริงในสิ่งที่นำเสนอ ดิฉันได้อ่านหนังสือเล่มนี้ดิฉันรู้สึกตื่นเต้น สนุกได้ใจความเเละที่สำคัญยังได้ความรู้ใหม่มากขึ้น ด.ญ.ณัฐธิดา ปัญญาธนคุณ 79 ถนนหลวง อำเภอ เมือง จ.อุบลราชธานี เบอร์ 045-242770 เจน (IP:203.151.140.112,203.113.55.200,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 30 ก.ค. 2548 (15:21) ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 ไอน์สไตน์ถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และอาจกล่าวได้ว่า เขาคือผู้ยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยระเบิดปรมาณูอันทรงอานุภาพแห่งการทำลายล้าง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ไอน์สไตน์ ไอน์สไตน์เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1879 ที่เมืองอูล์ม ประเทศเยอรมนี ไอน์สไตน์เป็นชาวเยอรมันแต่ก็มีเชื้อสายยิว ด้วยบิดาของไอน์สไตน์เป็นเจ้าของร้านจำหน่ายเครื่องยนต์และสารเคมี ชื่อว่า เฮอร์แมน ไอน์สไตน์ ต่อมาเมื่อ ไอน์สไตน์อายุ ได้ 1 ขวบ บิดาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองมิวนิค ซึ่งคนส่วนใหญ่ในเมืองเป็นชาวยิวเช่นเดียวกับเขา ทำให้เขาไม่มีปัญหากับ เพื่อนบ้าน ไอน์สไตน์เป็นเด็กที่เงียบขรึม และมักไม่ค่อยชอบออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน จนบิดาเข้าใจว่าเขาเป็นคนโง่ จึงได้จ้างครูมาสอนพิเศษให้กับไอน์สไตน์ที่บ้าน โดยเฉพาะเรื่องการพูด ถึงแม้ว่าการพูดของเขาจะดีขึ้น แต่เขาก็ยังเงียบขรึม เเละไม่ออกไปเล่นกับเพื่อนเหมือนเช่นเคย เมื่อไอน์สไตน์อายุได้ 5 ขวบ บิดาได้ส่งเข้าโรงเรียนที่ยิมเนเซียม นักเรียน ในโรงเรียน แห่งนี้ทั้งหมดเป็นชาวเยอรมัน และนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ถึงอย่างนั้นไอน์สไตน์ก็เข้ากับเพื่อนได้ดี แต่สิ่งที่เขาไม่ชอบมากที่สุดในโรงเรียนก็คือการสอนที่น่าเบื่อหน่าย ที่ใช้วิธีการท่องจำเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีการที่เขาเกลียดที่สุด ทำให้ไอน์สไตน์ไม่อยากไปโรงเรียน มารดาจึงหาวิธีแก้ปัญหาให้ไอน์สไตน์ โดยการให้เขาเรียนไวโอลินและเปียโนแทน แต่วิชาที่ ไอน์สไตน์ให้ความสนใจมากที่สุดคือ คณิตศาสตร์ โดยเฉพาะวิชาเรขาคณิตเป็นวิชาที่เขาชอบมากที่สุด ทำให้เขาละทิ้งวิชาอื่น ยกเว้นวิชาดนตรี และเรียนวิชาอื่นได้แย่มาก แม้ว่าจะทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดีมาก เขาก็มักจะถูกครูตำหนิอยู่เสมอ ต่อมาไอน์สไตน์อายุ 15 ปี กิจการโรงงานของพ่อเขาแย่ลง เนื่องจากการรวมตัวของบริษัทผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและเคมีหลายแห่ง ทำให้โรงงานของพ่อเขาไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้ ครอบครัวของเขาต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี แต่ไอน์สไตน์ไม่ได้ย้ายตามไปด้วย เพราะยังติดเรียนอยู่ แต่ด้วยความที่เขาคิดถึงครอบครัวมาก หลังจากนั้นอีก 6 เดือน เขาได้วางแผน ให้แพทย์ออกใบรับรองว่าเขาป่วยเป็นโรคประสาท เพื่อให้เขาได้เดินทางไปหาพ่อกับแม่ที่อิตาลี เมื่อเป็นเช่นนั้นไอน์สไตน์จึงเดินทาง ไปหาครอบครัวที่มิลาน แต่ก่อนที่เขาจะออกเดินทางเขาได้ขอใบรับรองทางการศึกษา เพื่อสะดวกในการเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนอื่น ต่อมาไอน์สไตน์ได้สอบเข้าเรียนต่อวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ที่วิทยาลัยโปลีเทคนิค เมืองซูริค Poleytechnic ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไอน์สไตน์สอบวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนดีมาก ส่วนวิชาชีววิทยาและภาษา ได้แย่มาก ทำให้ เขาไม่ได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนในวิทยาลัยแห่งนี้ ต่อมาอีก 1 สัปดาห์ เขาได้รับจดหมายจากครูใหญ่วิทยาลัยโปลีเทคนิค ได้เชิญเขา ไปพบและแนะนำให้เขาไปเรียนต่อ เพื่อให้ได้ประการศนียบัตร ซึ่งสามารถเข้าเรียนต่อวิทยาลัยโปลีเทคนิคได้โดยไม่ต้องสอบ หลัง จากนั้นเขาจึงเข้าเรียนที่วิทยาลัยของสวิตเซอร์แลนด์ ตามหลักสูตร 1 ปี ระหว่างนี้เขาได้พักอาศัยอยู่กับครูผู้หนึ่งที่สอนอยู่ในโรงเรียน แห่งนี้ ไอน์สโตน์รู้สึกชอบวิทยาลัยแห่งนี้มาก เพราะการเรียนการสอนเป็นอิสระไม่บังคับ และไม่จำกัดมากจนเกินไป แนวการสอน เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามความสามารถของตน นอกจากนี้สภาพแวดล้อมในการเรียนยังดีมากดีด้วย เพราะได้มีการจัด ห้องเรียนเฉพาะสำหรับแต่ละวิชา เช่น ห้องเรียนภูมิศาสตร์ก็มีภาพแผนที่ สถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แขวนไว้ โดยรอบห้อง ส่วนห้องเคมีก็มีอุปกรณ์ในการทดลองวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย นอกจากนี้โรงเรียนแห่งนี้ยังมีนักเรียนจำนวนมาก ทำให้ ไอน์สไตน์ไม่รู้สึกว่ามีปมด้อยที่เป็นชาวยิวอีกต่อไป หลังจากที่เขาจบหลักสูตรที่โรงเรียนมัธยม 1 ปี ไอน์สไตน์ได้เข้าเรียนต่อที่วิทยาลัย เทคนิคในสาขาวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ตามที่ได้ตั้งใจไว้ หลังจากจบการศึกษาแล้ว ไอน์สไตน์ได้สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองซูริค แต่ได้รับ การปฏิเสธโดยไม่มีเหตุอันเหมาะสม และด้วยความเห็นใจจากศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยซูริคได้ออกใบรับรองผลการศึกษาให้เข้า จากนั้นไอน์สไตน์ได้เริ่มออกหางานทำจากประกาศตามหน้าหนังสือพิมพ์ซึ่งมีประกาศรับอาจารย์หลายแห่ง ไอน์สไตน์ได้เข้ารับการ สัมภาษณ์ แต่ปรากฏว่าไม่มีสถาบันแห่งใดรับเขาเข้าทำงานเลยแม้แต่สักที่เดียว ไอน์สไตน์เข้าใจว่าอาจจะเป็นเพราะเขาเป็นชาวยิว ดังนั้นในปี ค.ศ.1901 ไอน์สไตน์ได้โอนสัญชาติเป็นชาวสวิตเซอร์แลนด์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถทำให้เขาหางานทำได้อยู่ดี ในที่สุดไอน์สไตน์ก็ได้งานทำเป็นครูในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง แต่ทำอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือนก็ถูกไล่ออก จากนั้นไอน์สไตน์จึงรับจ้างเป็น ครูสอนพิเศษตามบ้าน แต่ก็ทำได้ไม่นานก็ถูกพ่อแม่ของเด็กเลิกจ้าง เนื่องจากไอน์สไตน์ได้แสดงความผิดเห็นว่าไม่ควรให้เด็กไปเรียน ที่โรงเรียนอีก เนื่องจากครูที่โรงเรียนสอนคณิตศาสตร์ในแบบผิด ๆ ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ไอน์สไตน์สอน แม้ว่าเด็ก ๆ จะรักและชอบ วิธีการสอนของเขาก็ตาม ไอน์สไตน์ก็ยังถุดไล่ออกอยู่ดี ต่อมาในปี ค.ศ.1902 ไอน์สไตน์ได้เจอกับเพื่อนเก่าคนหนึ่งได้ฝากงานที่สำนักงานจดทะเบียนสิทธิบัตรที่กรุงเบิร์น ถึงแม้ว่า ไอน์สไตน์จะไม่ชอบงานที่นี่มากนัก แต่รายได้ปีละ 250 ปอนด์ ซึ่งทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้น และมีโอกาสได้พบกับสิ่ง ประดิษฐ์ที่แปลกใหม่อีกด้วย ในระหว่างที่ไอน์สไตน์ทำงานอยู่ที่นี่ เขาได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการประดิษฐ์สิ่งของเช่นกัน สิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกของไอน์สไตน์คือ เครื่องมือบันทึกการวัดกระแสไฟฟ้า ในปี ค.ศ.1903 ไอน์สไตน์ได้แต่งงานกับมิเลวา มารี เพื่อนเก่าสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองซูริค และในปีเดียวกันนี้เขา ได้เขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ให้กับนิตยสารเยอรมนีฉบับหนึ่ง และในปี ค.ศ.1905 บทความเรื่องของไอน์สไตน์ก็ได้รับ ความสนใจ และยกย่องอย่างมาก บทความเรื่องนี้เป็นของทฤษฎีสัมพัทธภาพ ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับความ สัมพันธ์ระหว่างพลังงาน กับมวลสาร โดยเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้ E = mc2 โดย E (Energy) = พลังงาน m (mass) = มวลสารของวัตถุ c = ความเร็วแสง ทฤษฎีสัมพัทธภาพต่อมาได้นำไปสู่การค้นคว้าเรื่อง พลังงานปรมาณู เพราะทฤษฎีนี้อธิบายว่ามวลเพียงเล็กน้อยของแร่ชนิดหนึ่ง สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานมหาศาลที่ใช้ในโรงงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้อย่างสบาย ในระยะแรกที่ไอน์สไตน์เผยแพร่ผลงานชิ้นนี้ออก ไป ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจนัก แต่เมื่อไอน์สไตน์อธิบายให้ฟังด้วยวิธีง่าย ๆ ก็เกิดความเข้าใจมากขึ้น และจากผลงานชิ้นนี้ทำให้เขา ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตขั้นเกียรตินิยมสูงสุด ในปี ค.ศ.1909 เขาได้รับเชิญให้เป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยซูริคซึ่งไอน์สไตน์ตอบรับทันที ทั้งนี้เขาต้องการแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงความสามารถของเขา ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้เคยปฏิเสธเขามาครั้งหนึ่งแล้ว ในปี ค.ศ.1911 ไอน์สไตน์ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยปราค ในปีต่อมาไอน์สไตน์ ได้รับเชิญจากวิทยาลัยเทคนิค ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของเขา ไอน์สไตน์ตกลงทันทีเนื่องจากเขาต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นถึงความ สำคัญของเขา ในระหว่างนี้มีมหาวิทยาลัยและสถาบันต่าง ๆ อีกหลายแห่งเชิญเขาไปสอน แต่เขาก็ปฏิเสธ และเขาได้ตอบรับเป็น ศาสตราจารย์พิเศษสอนที่สถาบันไกเซอร์วิลเฮล์ม (Kaiser Wilhelm Institute) การที่เขาตอบรับครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการได้สนทนา กับพระเจ้าไกเซอร์ ผู้ก่อตั้งสถาบันแห่งนี้ ไอน์สไตน์รู้สึกถูกอัธยาศัยที่สนุกสนานเป็นกันเอง ประกอบกับความสนใจในเรื่องวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกัน และอีก 2 ปีต่อมา ไอน์สไตน์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการประจำสถาบันแห่งนี้ ในปี ค.ศ.1914 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น ทำให้ทุกหนทุกแห่งวุ่นวาย โดยเฉพาะในยุโรป แต่ถึงอย่างนั้นในปี ค.ศ.1915 ไอน์สไตน์ก็ยังทำการค้นคว้าเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และออกตีพิมพ์หนังสืออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งเป็นทฤษฎีที่หลายต่างก็ไม่เข้าใจในทฤษฎีข้อนี้ แต่ด้วยความที่ไอน์สไตน์เป็นคนสุขุมเยือกเย็น เขาได้ อธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีในหลายลักษณะเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า มีรถไฟ 2 ขบวน ขบวนหนึ่งจอดอยู่กับที่ อีกขบวนหนึ่งกำลังวิ่งสวน ทางไป ผู้โดยสารที่อยู่บนรถไฟที่จอดอยู่อาจจะรู้สึกว่ารถไฟกำลังวิ่งอยู่ เพราะฉะนั้น อัตราเร็ว ทิศทาง จึงมีความเกี่ยวข้องกัน ในปี ค.ศ.1921 ไอน์สไตน์ได้เสนอผลงานออกมาอีกชิ้นหนึ่ง คือ ทฤษฎีการแผ่รังสี (Photoelectric Effect Theory) และจากผลงานชิ้นนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และรางวัลจากอีกหลายสถาบัน ได้แก่ ค.ศ.1925 ได้รับเหรียญคอพเลย์ จากราชสมาคมแห่งกรุงลอนดอน ค.ศ.1926 ได้รับเหรียญทองราชดาราศาสตร์ ค.ศ.1931 ดำรงตำแหน่งนักค้นคว้าของวิทยาลัย ไครสต์เชิร์ช แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด ค.ศ.1933 เขาได้รับเชิญจากประเทศสหรัฐอเมริกาให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของ สถาบันบัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยพรินส์ตัน ที่รัฐนิวเจอร์ซี่ นอกจากนี้ทฤษฎีของเขายังสามารถล้มล้างทฤษฎีของจอห์น ดาลตัน นักฟิสิกส์และเคมีชาวอังกฤษที่ว่า "สสารย่อมไม่สูญไปจากโลกเพราะอะตอมเป็นส่วนที่เล็กที่สุดของสสาร ซึ่งไม่สามารถจะแยกออกไปได้อีก" แต่ไอน์สไตน์ได้กล่าวว่า สสารย่อมมีการสูญสลาย นอกจากพลังงานเท่านั้นที่จะไม่สูญหาย เพราะพลังงานเกิดขึ้นจากสสารที่หายไป และอะตอมไม่ใช่ส่วนที่ เล็กที่สุดของสสาร เพราะฉะนั้นจึงสามารถแยกออกได้อีก ในปี ค.ศ.1939 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ทำให้ไอน์สไตน์ได้รับความทุกข์ทางใจมาก เนื่องจากเยอรมนีในฐานะ ผู้ก่อสงคราม และมีฮิตเลอร์เป็นผู้นำ ฮิตเลอร์รังเกียจชาวยิว และกล่าวหาชาวยิวว่าเบียดเบียนชาวเยอรมันในการประกอบอาชีพ เเต่ไอน์สไตน์ ก็ยังโชคดีเพราะว่าก่อนหน้านี้ ในปี ค.ศ.1933 ได้อพยพออกจากเยอรมนี เพราะในขณะนั้นฮิตเลอร์ได้ดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีของเยอรมนี และเริ่มขับไล่ชาวยิวออกจากเยอรมนีตั้งแต่ปี ค.ศ.1932 ไอน์สไตน์เห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนักจึงเดิน สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสงครามที่ยืดเยื้อนานกว่า 6 ปี โดยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ ประเทศสหรัฐ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศษ และรัสเซีย และฝ่ายอักษะ ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ต่อมาช่วงกลางปี ค.ศ.1945 เยอรมนี และอิตาลี ได้ยอมแพ้สงครามเหลือเพียงแต่ญี่ปุ่นประเทศเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ยอมแพ้ ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงตัดสินใจทิ้งลูกระเบิดปรมาณู เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม ระเบิดปรมาณูได้ทำการทดลองสร้างขึ้นในระหว่างสงครามครั้งนี้ ซึ่งมีไอน์สไตน์เป็นผู้ริเริ่ม และควบคุมการผลิต ลูกระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกได้ทำการทดลองทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมา ในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1945 ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายกว่า 150,000 คน แต่ญี่ปุ่นยังไม่ประกาศยอมแพ้ ดังนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรจึงตัดสินใจทิ้งระเบิดอีก 1 ลูก ที่เมืองนางาซากิ ในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1945 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกกว่า 100,000 คน เช่นกัน ลูกระเบิด 2 ลูก นี้ ทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม และปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เพียงเท่านี้ ดิฉันได้อ่านหนังสือ เเฟนพันธุ์เเท้ไอน์สไตน์ดิฉันมีความตื่นเต้นในเนื่อหาที่มีในหนังสือเล่มนี่เเถมยังให้ความรู้อีกมากมาย อ่านสนุกและซาบซึ้งในเนื้อหาอย่างถูกต้อง โดยใช้ภาษาง่ายๆ สบายๆ ที่อ่านเพลิดเพลิน เพราะไม่เน้นคณิตศาสตร์ดังที่ปรากฏในตำราทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วๆ ไป นาง ประไพ โกศัลวัฒน์ 456 ซอย ชยางกูล2 ถ. ชยางกูล2 อำเภอ เมือง จ. อุบล เบอร์ 01-8765450 ไพ (IP:203.151.140.112,203.113.55.200,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 30 ก.ค. 2548 (21:47) ว้า อยากได้จัง แต่ดันซื้อมาก่อนแล้ว อิอิ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 1 ส.ค. 2548 (10:36) ของคุณเจน และ คุณไพ กรรมการรับไว้พิจารณาแล้วค่ะ ส่วนของท่านอื่นๆ กรุณาส่งมาทางอีเมล์ ตามที่ให้ไว้นะคะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 1 ส.ค. 2548 (14:07) ให้ราวัลหนูเถอะถึงหนูไม่ได้เขียนเเต่หนูก็ซื่อหนังสือนะ 22225555 (IP:203.151.140.123,203.113.55.205,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 1 ส.ค. 2548 (20:02) เหอ เหอ เดี๋ยวจะลองแต่งดู คิดก่อนนะ ...... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 1 ส.ค. 2548 (21:24) มีผู้ให้ความสนใจหลายท่านเชียว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 2 ส.ค. 2548 (12:21) ดีมากกกกกกกกกกก โดเรมอน (IP:203.151.140.116,203.113.45.196,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 4 ส.ค. 2548 (18:32) อยากลอง อยากลอง อยากลอง แต่ ไม่มีเวลา ไม่มีเวลา ไม่มีเวลา ฮือ TOT ม.4 (ปิยชาติพัฒนา) (IP:203.151.11.173,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 7 ส.ค. 2548 (17:18) อยากร่วมสนุกจัง แต่เขียนเรียงความม่ายเก่งอ่ะค่ะ T T ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 10 ส.ค. 2548 (18:11) อยากเขียนมากๆ ลองส่งดูดีกว่าเผื่อฟลุ๊ค คนสนใจ (IP:202.28.181.9,10.9.24.52,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 12 ส.ค. 2548 (00:04) คุณเป็นคนเก่งมากครับผมขอชม แต่ถึงผมจะไม่ได้หนังสือก็ไม่เป็นไรครับ tanabe30382@hotmail.com (IP:61.91.163.184,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 15 ส.ค. 2548 (20:47) หนูชื่นชมไอสไตส์มานานแล้วค่ะ ท่านเป็นอัจฉริยะของโลกมาก อยากแต่งเข้าประกวดเหมือนกัน แต่กลัวว่าจะใช้ภาษาไม่ดีพอ pinny_junng@hotmail.com (IP:203.113.70.8,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 16 ส.ค. 2548 (16:54) ก็พอจะรู้จักค่ะ จะลองส่งไปดูนะค่ะอย่างน้อยก็อยากได้หนังสือไปศึกษาเพิ่มเติม เพราะเป็นบุคคลที่น่ายกย่องค่ะ mine_puppykik@hotmail.com (IP:203.156.116.210,,) กระทู้นี้ ปิด รับความเห็นค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |