วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
เชิญประกวดเรียงความ เรื่อง ไอน์สไตน์ ในความคิดของฉัน ชิงทุนการศึกษา
โพสต์เมื่อ: 16:20 วันที่ 28 ก.ค. 2548         ชมแล้ว: 14,439 ตอบแล้ว: 114
ปีนี้ปีฟิสิกส์โลก และเป็นปีสำคัญของไอน์สไตน์ วิชาการ.คอม ร่วมกับ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "แฟนพันธ์แท้ ไอน์สไตน์" ขอเชิญทุกท่าน (ไม่จำกัดอายุ เพศ หรือพื้นฐานการศึกษา) ร่วมส่งเรียงความ เรื่อง "ไอน์สไตน์ ในความคิดของฉัน" เพื่อชิงทุนการศึกษา ตามรายละเอียดด้านล่างค่ะ

กติกา

1. ต้องเป็น บทความภาษาไทย ที่เขียนขึ้นเอง ความยาวประมาณ 2-4 หน้ากระดาษ ภายใต้หัวข้อ "ไอน์สไตน์ ในความคิดของฉัน"
2. เป็นเรื่องใดๆก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นด้านวิทยาศาสตร์ เช่น ไอน์สไตน์กับโลกปัจจุบัน ไอน์สไตน์กับการพัฒนาสมองมนุษย์ ไอน์สไตน์เป็นแรงดลใจให้เป็นช่างตัดผม ไอน์สไตน์กับปู่ของฉัน เป็นต้น
3. เขียนชื่อ ที่อยู่ เบอร์อีเมล์ และเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ ไว้ด้านล่างของเรียงความ

การส่ง
ส่งทางอีเมล์เท่านั้น
ส่งเป็นไฟล์ .doc (ไมโครซอฟท์เวริ์ด) .txt (text file) หรือ .pdf
มาที่ dear@vcharkarn.com

ภายในวันที่
24:00 ของวันที่ 30 กันยายน 2548
ประกาศผลการตัดสิน
รายชื่อผู้ได้รับรางวัลจะประกาศไว้บนวิชาการ.คอม ในวันที่ 10 ตุลาคม 2548

**** หมายเหตุ กรรมการขอเลื่อนประกาศผลเป็นวันที่ 31 ตุลาคม เนื่องจากมีผู้ส่งเข้าประกวดเยอะเกินความคาดหมาย ทำให้กรรมการไม่สามารถตรวจเสร็จทัน ใน 10 วันตามที่ได้กำหนดไว้ *****

รางวัล
รางวัลที่ 1 ทุนการศึกษา 5,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร จากวิชาการ.คอม และหนังสือ"แฟนพันธ์แท้
ไอน์สไตน์" และ บทความจะได้นำมาแสดงไว้ที่ วิชาการ.คอม
รางวัลที่ 2 ทุนการศึกษา 2,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร จากวิชาการ.คอม
และหนังสือ"แฟนพันธ์แท้ ไอน์สไตน์"
รางวัลที่ 3 (8 รางวัล) ใบประกาศนียบัตร จากวิชาการ.คอม และหนังสือ"แฟนพันธ์แท้ ไอน์สไตน์"
รางวัลที่ 4 (10 รางวัล) ใบประกาศนียบัตร จากวิชาการ.คอม และหนังสือ""หนังสือ King of Knowledge"


กรรมการ
ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ MTEC
ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ ฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผศ.ดร.บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ SIIT, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร
ดร.พิเชษฐ กิจธารา ฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยมหิดล
* คำตัดสินจากกรรมการ ถือเป็นที่สิ้นสุด


แพร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 156 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 161 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 44 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| -3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 26 ส.ค. 2548 (21:38)
อ่านแล้วได้ความรู้มากเลย ขอบคุณค่ะ
* kan * (IP:203.113.67.40,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 30 ส.ค. 2548 (11:18)
เขียนไปไม่รู้จะเหมือนคนอื่นหรือเปล่า แต่ก็จะขอทำเต็มที่แล้วกัน
ก้านกล้วย (IP:202.129.33.174,192.168.151.98, 202.29.52.150,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 30 ส.ค. 2548 (22:45)
ผมอยากเรียนวิทยาศาสตร์ ผมชอบไอน์สไตร์มากเพราะเขาเป็นตัวอย่างนักวิทยาศาสตร์ที่ดีเด่นในด้านนี้ ผมอยากเรียนวิทยาศาสตร์ ที่หลากหลายใช่เพียงแต่ว่า ศึกษาแต่ในห้องเรียนผมอยากเรียนมากกว่านี้ ส่วนเรื่องที่เขียนในเว็บนี้มีข้อมูลที่ดีมากเลยครับ ผมจะตั้งใจเรียนเหมือนกับนักวิทยาศาสตร์สิ่งที่ผมหวังไว้สูงสุดก็คือ เป็นนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งผมอยากมีตำแหน่งดังนี้
ศ.นพ.ดร.สุรวุฒิ สุวรรณรัตน์ ช่วยแนะนำการเรียนรู้ให้ผมที่เถอะเพราะว่าผมอยากเข้าศึกษาต่อที่เพื่อก้าวฝันของผมไปให้ถึง โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
ด.ช.สุรวุฒิ สุวรรณรัตน์ (IP:203.118.106.127,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 31 ส.ค. 2548 (20:23)
น้องอาจจะเริ่มอ่านจาก หนังสือ"นักอยากวิจัย" สำหรับเด็กไทยที่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ค่ะ
สนใจด้านการแพทย์เหรอคะ อย่างนี้จะเรียนคณะแพทย์หรือว่าคณะวิทย์?

อาจจะแปลก พี่ชอบไอน์สไตน์เพราะแนวคิดด้านสังคม
โนวา (IP:202.129.1.132,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 31 ส.ค. 2548 (23:07)
ไม่ทราบว่ามีท่านใดทราบไหมครรับว่า มีชมรมแฟนพันธ์แท้ Einstine หรือชมรมคนรัก Physic ที่มีการทำกิจกรรมร่วมกัน และแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดกัน ในบ้านเราหรือเปล่า
weerah_tom@yahoo.com (IP:61.91.112.164,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 1 ก.ย. 2548 (22:16)
เดียวจะส่งปไปนะ
D!!!!!!!!!!!!] (IP:203.155.175.210,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 4 ก.ย. 2548 (16:13)
ถึง 30 กย.ใช่ไหมค่ะ
ตอนแรกอ่านเป็น 30 สค. เลยยังไม่ส่ง
เดี๋ยวส่งไปนะคะ
แล้วส่งไปแล้วจะโดนเป็นไฟล์ขยะไหมคะคุณแพร
ส่งเป็นไฟล์แอทแทคไปนะคะ
ขอบคุณค่ะ
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 7 ก.ย. 2548 (21:11)
กำลังจะส่งเหมือนกันค่ะ ^
กมลชนก (IP:158.108.211.234,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 9 ก.ย. 2548 (17:05)

... (IP:203.155.23.11,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 11 ก.ย. 2548 (17:34)
ผมขออนุญาต post บทที่ 1 จากหนังสือชื่อ "ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ" เขียนโดย คุณศุภวรรณ พิพัฒพรรณวงศ์ กรีน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำ และจะพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อัมรินทร์เร็วๆนี้ครับ

บทที่ 1 "ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ"

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อันทำให้อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กลายเป็นอัจฉริยะบุคคลที่ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ของโลกเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนในปี ค.ศ. 1905 เมื่อผลงานของเขาได้รับการตีพิมพ์พร้อมกันถึง ๕ ชิ้น และชิ้นหนึ่งคือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพจำเพาะอันมีสมการ e = mc2 ที่สามารถสร้างคุณอย่างอเนกอนันต์ได้พอ ๆ กับการสร้างโทษอย่างมหันต์


ก่อนหน้าทฤษฎีสัมพัทธภาพ

ดิฉันซาบซึ้งในบุญคุณของอัลเบร์ต ไอน์สไตน์ ที่ได้ตั้งคำถามที่สำคัญมากที่สุดแทนมนุษยชาติ นั่นคือ อะไรคือจุดคงที่อันเป็นอนันตยะที่สมบูรณ์ของจักรวาล What is the absolute ruling point in nature?

ดิฉันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์และไม่ค่อยเข้าใจรายละเอียดของทฤษฎีสัมพัทธภาพที่ซับซ้อนมากนัก ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าใจ ดังที่นักข่าวมักขอร้องให้ไอน์สไตน์สรุปสั้น ๆ เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพนี้คืออะไร ทำไมจึงสำคัญมาก ไอน์สไตน์มักรู้สึกลำบากใจเพราะนี่เป็นความรู้ที่เขาปลุกปล้ำอยู่ถึง ๑๕ ปี แล้วจะให้มาสรุปให้คนฟังอย่างสั้น ๆ ได้อย่างไร ไอน์สไตน์จึงเฉตอบนักข่าวด้วยเรื่องที่ขบขันว่า

“คุณลองเอามือวางเหนือเตาร้อน ๆ สักหนึ่งนาทีสิ คุณจะรู้สึกว่ามันนานเหมือนหนึ่งชั่วโมง แต่หากคุณไปนั่งอยู่ใกล้หญิงสาวสวยสักหนึ่งชั่วโมง คุณจะรู้สึกว่ามันนานเหมือนเพียงนาทีเดียว นั่นแหละคือทฤษฎีสัมพัทธภาพของผมแหละ”

เรื่องการสรุปความคิดหลัก ๆ นี่แหละ เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการรู้รายละเอียด เพราะเป็นเรื่องของการสร้างกรอบ หรือ โครงสร้างของความคิด ฉะนั้น สิ่งที่ดิฉันจะสรุปอันเกี่ยวเนื่องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์นั้นจึงเป็นความรู้ที่ย้อนกลับไปในชั่วโมงวิทยาศาสตร์สมัยที่ยังเรียนชั้นมัธยมอยู่ เพราะคุณครูย่อมหยิบยื่นให้แต่ความคิดหลัก ๆ ที่พูดอย่างสรุปเท่านั้น และดิฉันยังดึงความคิดแบบสรุปเหล่านี้ออกมาจากหนังสือสารานุกรมของเยาวชนรวมทั้งการดูสรรคดีต่าง ๆ ด้วย

สิ่งที่ดิฉันให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ ทำไมไอน์สไตน์จึงต้องการหาจุดคงที่อันถาวรของจักรวาลตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่ออะไร สิ่งที่ดิฉันทำความเข้าใจได้คือ ถ้าหากไอน์สไตน์สามารถหาจุดคงที่ของจักรวาลที่อยู่อย่างคงทนถาวร มีค่าสมบูรณ์ ไม่เปลี่ยนแปลงได้แล้ว เขาจะสามารถใช้จุดนั้นเป็นมาตรฐานการวัดต่าง ๆ ได้ และย่อมทำให้ผลของการวัดอะไรต่าง ๆ คงที่ ได้ผลเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะวัดจากจุดไหนของจักรวาล

อย่างไรก็ตาม ไอน์สไตน์ไม่สามารถหาจุดคงที่อันถาวรของจักรวาลได้ เพราะว่า สิ่งต่าง ๆ ที่แม้ดูนิ่ง ๆ บนโลก ไม่เคลื่อนไหวก็ตาม แต่ที่จริงแล้ว มันไม่ได้อยู่นิ่งจริง เพราะโลกกำลังหมุนอยู่ เมื่อดูในวงกว้างออกไปจากนอกโลก ก็พบว่าระบบสุริยะจักรวาลก็กำลังเคลื่อนอยู่ แกแลกซี่ตลอดจนถึงจักรวาลทั้งหมดก็กำลังเคลื่อนไปอย่างไม่หยุดยั้ง จึงทำให้ไอน์สไตน์สรุปว่าไม่มีจุดนิ่งสมบูรณ์ที่สามารถให้คุณค่าที่เที่ยงแท้ถาวรอย่างแท้จริงในจักรวาล ฉะนั้น การวัดอะไรต่าง ๆ จะต้องสมมุติจุดคงที่ขึ้นมาก่อน และวัดสิ่งต่าง ๆ จากจุดสมมุตินั้น ซึ่งผลที่ได้จะมีค่าสัมพัทธกับจุดคงที่ที่ถูกสมมุติขึ้น เช่น หากคุณต้องการทราบว่า เชียงใหม่อยู่ไกลแค่ไหน คุณต้องตั้งจุดที่คุณต้องการวัดความใกล้ไกลของเมืองเชียงใหม่เสียก่อนว่ามันใกล้หรือไกลจากจุดไหน หากคุณต้องการเอากรุงเทพเป็นหลัก เชียงใหม่ก็จะอยู่ไกลจากกรุงเทพ ๖๐๐ กิโลเมตร หากเอาสงขลาเป็นหลัก เชียงใหม่ก็จะอยู่ห่างจากสงขลา ๑๒๐๐ กิโลเมตร เป็นต้น ฉะนั้น ๖๐๐ กับ ๑๒๐๐ กิโลเมตรคือค่าสัมพัทธอันเป็นผลของการกำหนดจุดนิ่งที่สมมุติขึ้นมา น้ำหนักตัวของคนบนโลกมีค่าสัมพัทธกับแรงโน้มถ่วงของโลก หากไปชั่งน้ำหนักบนโลกพระจันทร์ซึ่งมีแรงโน้มถ่วงน้อยกว่าโลก น้ำหนักตัวของคนเราก็จะน้อยกว่าน้ำหนักตัวที่ชั่งบนโลก การจะตัดสินว่าใครอ้วน ใครผอม สวย ขี้เหร่ เหล่านี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าเราเอาใครและอะไรเป็นมาตรฐานของการวัด เช่น คนแขกชอบให้ผู้หญิงของเขามีเนื้อมีหนังมีพุงย้อยอันเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย ซึ่งเขาเรียกหุ่นเช่นนี้ว่าสวย แต่ในสายตาของหญิงชาวตะวันตกที่ชอบหุ่นเพรียว ๆ นั้นจะเห็นหญิงแขกอ้วน ในขณะที่หญิงแขกจะเห็นหญิงชาวตะวันตกผอมเกินไป ความรวย ความจน ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเอาใครและอะไรเป็นมาตรฐานของการวัด กรรมกรที่หาเช้ากินค่ำก็จะเห็นทุกคนรวยกว่าตนนอกจากขอทานเท่านั้น ส่วนคนรวยที่มีทรัพย์สินสิบล้าน ก็จะเห็นคนที่มีน้อยกว่านั้นจนกว่าตนเองหมด แต่เมื่อนำตนเองไปเปรียบเทียบกับคนมีทรัพย์สินร้อยล้าน พันล้าน ก็ยังคิดว่าตัวเองจนอยู่ ยิ่งไปเปรียบเทียบกับคนที่มีทรัพย์สินหลายหมื่นล้านละก็ อาจจะยังคิดว่าตนเองจนมากก็ได้ เป็นต้น เพราะไม่มีอะไรเป็นสิ่งสมบูรณ์ คงที่ อันจะใช้เป็นมาตรฐานของการวัดสิ่งต่าง ๆ ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงต้องวัดกันอย่างเปรียบเทียบ หรือ สัมพัทธกันเช่นนี้

ไอน์สไตน์กับทฤษฎีเอกภาพ
หลังจากการค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพแล้ว ไอน์สไตน์ก็ยังได้ค้นพบเรื่องกลศาสตร์ควอนตัม Quantum Mechanic ซึ่งความคิดหลักของทฤษฎีนี้คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้เกิดขึ้นและมีการทำงานเหมือนการโยนลูกเต๋า ผลของมันย่อมตั้งอยู่บนพื้นฐานของความอาจจะเป็นไปได้ probability เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไอน์สไตน์ยอมรับไม่ได้ เพราะค่าของความอาจจะเป็นไปได้เปรียบเหมือนกับการยืนอยู่บนท่าน้ำที่โคลงเคลง เอนเอียง สิ่งที่ไอน์สไตน์ต้องการนั้น เปรียบเทียบได้กับความหนักแน่นของพื้นดิน หรือ สิ่งหนึ่งที่ให้ค่าอันคงที่ ถาวร ซึ่งเขาคิดว่าคณิตศาสตร์เท่านั้นที่สามารถหยิบยื่นสิ่งที่เที่ยงแท้ แน่นอน ถาวรให้กับเขาได้ ฉะนั้น แม้ไอน์สไตน์เป็นผู้ค้นพบเรื่องกลศาสตร์ควอนตัมอันเป็นความรู้ที่ได้รับการต่อยอดพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาเทคโนโลยี่ในปัจจุบันก็ตาม ไอน์สไตน์กลับไม่ได้ให้เยื่อใย ไม่สนใจ แถมดูหมิ่นต่อความรู้ที่เขาได้ค้นพบเอง

สิ่งที่รั้งไอน์สไตน์ไว้คือ ความเป็นนักการศาสนาของเขา ความเชื่อในพระเจ้า และนิสัยส่วนตัวที่จำเป็นต้องรู้และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ อย่างแน่ชัด ถึงแก่น และสามารถแปรความเข้าใจนั้น ๆ ออกมาเป็นสูตรสำเร็จทางคณิตศาสตร์ที่แน่นอน ซึ่งคณิตศาสตร์เป็นวิธีการเดียวที่ไอน์สไตน์สามารถเข้าใจและเข้าถึงได้ หลังจากที่ประธานาธิบดีคนแรกของอิสราเอลเสียชีวิต ไอน์สไตน์ได้ถูกเสนอชื่อให้เป็นประธานาธิบดีของชาวยิวคนต่อไป เพราะความเป็นนักฟิสิกส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลและเป็นผู้รักสันติภาพมาก จึงได้มีส่วนช่วยเหลือชาวยิวจนก่อให้เกิดประเทศอิสราเอลขึ้นมาในปี 1948 แต่ไอน์สไตน์ปฏิเสธตำแหน่งผู้นำประเทศโดยให้เหตุผลว่า

“การเมืองอยู่ได้เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น แต่สมการทางคณิตศาสตร์สามารถอยู่ได้อย่างชั่วนิรันดร”

อย่างไรก็ตาม ความรัก ความคลั่งไคล้ และบูชาในพระเจ้ากับคณิตศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันนี่เอง ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ในหัวสมองหรือจิตใจของอัจฉริยะบุคคลผู้นี้อีก นับตั้งแต่ต้นปี 1920 เป็นต้นไป ไอน์สไตน์ได้เข้าสู่ยุคของการคิดค้นหาทฤษฎีเอกภาพ The Unified Theory หรือจะเรียกว่า ทฤษฎีทุกอย่าง The Theory of Everything ก็ได้ เขาใช้เวลาในช่วงสามสิบปีเศษนี้คิดค้นหาคำตอบให้กับทฤษฎีเอกภาพนี้ซึ่งเขาเชื่อว่าหากค้นพบแล้วจะสามารถอธิบายและให้คำตอบแก่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลได้ จะสามารถรวมความรู้ทั้งหมดของจักรวาลเข้าเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ไอน์สไตน์ต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายมาก เพราะภายในแวดวงนักวิทยาศาสตร์ชาวฟิสิกส์ด้วยกันแล้ว ต่างรู้ว่าทฤษฎีเอกภาพนี้เป็นเรื่องเพ้อฝันของไอน์สไตน์เท่านั้นเอง มันไม่มีทางจะเป็นความจริงได้เลย

พระเจ้าไม่เล่นลูกเต๋า
ไอน์สไตน์เชื่อมั่นเหลือเกินว่า ความเถรตรงของคณิตศาสตร์เท่านั้นที่สามารถอธิบายทุกอย่างได้ รวมไปถึงการอธิบายว่าพระเจ้าสร้างจักรวาลนี้ได้อย่างไร ดังที่ไอน์สไตน์พูดว่า

“ข้าพเจ้าต้องการรู้ว่าพระเจ้าสร้างโลกนี้อย่างไร ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจปรากฏการณ์นั้นนี้ว่ามันเป็นของธาตุนั้นหรือธาตุนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้น ข้าพเจ้าต้องการรู้ความคิดของพระเจ้าต่างหาก”

ทฤษฎีเอกภาพนี้จึงเปรียบเหมือนการหาสมการทางคณิตศาสตร์ที่สามารถอ่านจิตใจของพระเจ้าและงานศิลปะการสร้างโลกและมนุษย์ของพระเจ้านั่นเอง ซึ่งเป็นความคิดที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานมาก ในเดือนเมษายน 1955 ไอน์สไตน์ล้มป่วยและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลปรินซ์ตัน รัฐนิวเจอซี่ อันเป็นเมืองที่เขาอยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ไอน์สไตน์ก็ยังไม่ลดละที่จะคิดค้นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่เขาหาอยู่ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา เขามักมีกระดาษ ดินสอ อยู่กับตัวและขีดเขียนตัวเลข เครื่องหมาย และสมการต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งพยาบาลคนหนึ่งที่ดูแลเขาอยู่ได้หามาให้ จึงมีโอกาสได้เห็นพฤติกรรมและได้พูดคุยกับไอน์สไตน์ จึงรู้ว่าไอน์สไตน์ยังคงพยายามอ่านหัวสมองของพระเจ้าอยู่ พยาบาลรู้สึกเห็นใจ อยากให้ไอน์สไตน์พักผ่อนอย่างเต็มที่ วันหนึ่งพยาบาลจึงพูดกับไอน์สไตน์ว่า

“บางที พระเจ้าท่านอาจจะไม่อยากให้เรารู้เรื่องจิตใจของท่านก็ได้”

ไอน์สไตน์พูดสวนกลับทันทีอย่างดื้อรั้นพร้อมกับสั่นศรีษะไปมาว่า

“พระเจ้าไม่เล่นลูกเต๋าหรอก คุณพยาบาล”

ซึ่งเป็นการพูดพาดพิงอย่างดูหมิ่นถึงเรื่องกลศาสตร์ควอนตัมที่มีผลที่ “อาจจะเป็นไปได้” นั่นเอง

การแสวงหาของไอน์สไตน์ไร้ผลอย่างสิ้นเชิง อัจฉริยะบุคคลผู้นี้ได้จากโลกนี้ไปในวันที่ ๑๘ เมษายน ๑๙๕๕ โดยที่ยังไม่พบคำตอบที่เขาต้องการหาแต่อย่างใด

ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก หากไอน์สไตน์สามารถอ่านความคิดของพระเจ้าได้แล้ว เขาอาจจะสามารถตอบคำถามมากมายที่ยาวเป็นหางว่าวที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ทำไม” เช่น ทำไมพระเจ้าจึงปล่อยให้ฮิตเลอร์และทหารนาซีฆ่าชาวยิวอย่างล้างเผ่าพันธุ์เช่นนั้น ทำไมพระเจ้าจึงไม่ช่วยเด็ก ๆ และคนบริสุทธิ์อีกมากมายจากการจมน้ำตายในเหตุการณ์คลื่นยักษ์สุนามิ ทำไมพระเจ้าจึงไม่ช่วยผู้กรีดร้องขอความช่วยเหลือจากท่านเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตเช่นนั้น ทำไมพระเจ้าจึงสร้างโลกและสังคมมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและอยุติธรรมเช่นนี้

ไอน์สไตน์ยอมรับพระพุทธศาสนา
ถึงแม้ไอน์สไตน์ได้จากโลกนี้ไปโดยไม่พบคำตอบที่เขาต้องการก็ตาม เขาได้ทิ้งคำพูดที่สำคัญมากให้กับมนุษยชาติซึ่งดิฉันรู้สึกซาบซึ้งมาก ในบั้นปลายชีวิตของเขา ไอน์สไตน์เริ่มสงสัยแล้วว่า ศาสนาพุทธอาจจะเป็นศาสนาที่ให้คำตอบต่อคำถามที่เขาอยากค้นพบก็เป็นได้ ในปี ๑๙๕๔ หนึ่งปีก่อนเสียชีวิตนั้น มหาวิทยาลัยปรินซ์ตันได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของไอน์สไตน์ชื่อเรื่องว่า “The Human Side” ซึ่งนักฟิสิกส์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลผู้นี้ได้พูดทิ้งไว้นิดหน่อยว่า

ศาสนาในอนาคตจะเป็นศาสนาที่เนื่องกับจักรวาล ควรอยู่เหนือพระเจ้าส่วนตัว หลีกเลี่ยงลัทธิกฏเกณฑ์ที่ไร้ข้อพิสูจน์ ควรครอบคลุมทั้งเรื่องธรรมชาติและจิตวิญญาณ ควรตั้งอยู่บนรากฐานของศาสนาที่เกิดจากประสบการณ์ของทุกสิ่งที่สร้างเอกภาพอันมีความหมาย ซึ่งพระพุทธศาสนาดูเหมือนจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ศาสนาพุทธน่าจะเป็นศาสนาที่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของยุคสมัยได้

ไอน์สไตน์พูดถูกเผ๋งทีเดียว ทฤษฎีเอกภาพหรือทฤษฎีทุกอย่างที่เขาต้องการค้นหานั้น ที่จริงพระพุทธเจ้าได้ตอบให้เบ็ดเสร็จแล้วก่อนหน้านั้นถึง ๒๕๐๐ ปีเศษ
ชูคลณ์ (IP:161.200.255.162,161.200.93.179,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 11 ก.ย. 2548 (17:34)
ผมขออนุญาต post บทที่ 1 จากหนังสือชื่อ "ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ" เขียนโดย คุณศุภวรรณ พิพัฒพรรณวงศ์ กรีน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำ และจะพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อัมรินทร์เร็วๆนี้ครับ

บทที่ 1 "ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ"

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อันทำให้อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กลายเป็นอัจฉริยะบุคคลที่ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ของโลกเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนในปี ค.ศ. 1905 เมื่อผลงานของเขาได้รับการตีพิมพ์พร้อมกันถึง ๕ ชิ้น และชิ้นหนึ่งคือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพจำเพาะอันมีสมการ e = mc2 ที่สามารถสร้างคุณอย่างอเนกอนันต์ได้พอ ๆ กับการสร้างโทษอย่างมหันต์


ก่อนหน้าทฤษฎีสัมพัทธภาพ

ดิฉันซาบซึ้งในบุญคุณของอัลเบร์ต ไอน์สไตน์ ที่ได้ตั้งคำถามที่สำคัญมากที่สุดแทนมนุษยชาติ นั่นคือ อะไรคือจุดคงที่อันเป็นอนันตยะที่สมบูรณ์ของจักรวาล What is the absolute ruling point in nature?

ดิฉันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์และไม่ค่อยเข้าใจรายละเอียดของทฤษฎีสัมพัทธภาพที่ซับซ้อนมากนัก ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าใจ ดังที่นักข่าวมักขอร้องให้ไอน์สไตน์สรุปสั้น ๆ เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพนี้คืออะไร ทำไมจึงสำคัญมาก ไอน์สไตน์มักรู้สึกลำบากใจเพราะนี่เป็นความรู้ที่เขาปลุกปล้ำอยู่ถึง ๑๕ ปี แล้วจะให้มาสรุปให้คนฟังอย่างสั้น ๆ ได้อย่างไร ไอน์สไตน์จึงเฉตอบนักข่าวด้วยเรื่องที่ขบขันว่า

“คุณลองเอามือวางเหนือเตาร้อน ๆ สักหนึ่งนาทีสิ คุณจะรู้สึกว่ามันนานเหมือนหนึ่งชั่วโมง แต่หากคุณไปนั่งอยู่ใกล้หญิงสาวสวยสักหนึ่งชั่วโมง คุณจะรู้สึกว่ามันนานเหมือนเพียงนาทีเดียว นั่นแหละคือทฤษฎีสัมพัทธภาพของผมแหละ”

เรื่องการสรุปความคิดหลัก ๆ นี่แหละ เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการรู้รายละเอียด เพราะเป็นเรื่องของการสร้างกรอบ หรือ โครงสร้างของความคิด ฉะนั้น สิ่งที่ดิฉันจะสรุปอันเกี่ยวเนื่องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์นั้นจึงเป็นความรู้ที่ย้อนกลับไปในชั่วโมงวิทยาศาสตร์สมัยที่ยังเรียนชั้นมัธยมอยู่ เพราะคุณครูย่อมหยิบยื่นให้แต่ความคิดหลัก ๆ ที่พูดอย่างสรุปเท่านั้น และดิฉันยังดึงความคิดแบบสรุปเหล่านี้ออกมาจากหนังสือสารานุกรมของเยาวชนรวมทั้งการดูสรรคดีต่าง ๆ ด้วย

สิ่งที่ดิฉันให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ ทำไมไอน์สไตน์จึงต้องการหาจุดคงที่อันถาวรของจักรวาลตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่ออะไร สิ่งที่ดิฉันทำความเข้าใจได้คือ ถ้าหากไอน์สไตน์สามารถหาจุดคงที่ของจักรวาลที่อยู่อย่างคงทนถาวร มีค่าสมบูรณ์ ไม่เปลี่ยนแปลงได้แล้ว เขาจะสามารถใช้จุดนั้นเป็นมาตรฐานการวัดต่าง ๆ ได้ และย่อมทำให้ผลของการวัดอะไรต่าง ๆ คงที่ ได้ผลเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะวัดจากจุดไหนของจักรวาล

อย่างไรก็ตาม ไอน์สไตน์ไม่สามารถหาจุดคงที่อันถาวรของจักรวาลได้ เพราะว่า สิ่งต่าง ๆ ที่แม้ดูนิ่ง ๆ บนโลก ไม่เคลื่อนไหวก็ตาม แต่ที่จริงแล้ว มันไม่ได้อยู่นิ่งจริง เพราะโลกกำลังหมุนอยู่ เมื่อดูในวงกว้างออกไปจากนอกโลก ก็พบว่าระบบสุริยะจักรวาลก็กำลังเคลื่อนอยู่ แกแลกซี่ตลอดจนถึงจักรวาลทั้งหมดก็กำลังเคลื่อนไปอย่างไม่หยุดยั้ง จึงทำให้ไอน์สไตน์สรุปว่าไม่มีจุดนิ่งสมบูรณ์ที่สามารถให้คุณค่าที่เที่ยงแท้ถาวรอย่างแท้จริงในจักรวาล ฉะนั้น การวัดอะไรต่าง ๆ จะต้องสมมุติจุดคงที่ขึ้นมาก่อน และวัดสิ่งต่าง ๆ จากจุดสมมุตินั้น ซึ่งผลที่ได้จะมีค่าสัมพัทธกับจุดคงที่ที่ถูกสมมุติขึ้น เช่น หากคุณต้องการทราบว่า เชียงใหม่อยู่ไกลแค่ไหน คุณต้องตั้งจุดที่คุณต้องการวัดความใกล้ไกลของเมืองเชียงใหม่เสียก่อนว่ามันใกล้หรือไกลจากจุดไหน หากคุณต้องการเอากรุงเทพเป็นหลัก เชียงใหม่ก็จะอยู่ไกลจากกรุงเทพ ๖๐๐ กิโลเมตร หากเอาสงขลาเป็นหลัก เชียงใหม่ก็จะอยู่ห่างจากสงขลา ๑๒๐๐ กิโลเมตร เป็นต้น ฉะนั้น ๖๐๐ กับ ๑๒๐๐ กิโลเมตรคือค่าสัมพัทธอันเป็นผลของการกำหนดจุดนิ่งที่สมมุติขึ้นมา น้ำหนักตัวของคนบนโลกมีค่าสัมพัทธกับแรงโน้มถ่วงของโลก หากไปชั่งน้ำหนักบนโลกพระจันทร์ซึ่งมีแรงโน้มถ่วงน้อยกว่าโลก น้ำหนักตัวของคนเราก็จะน้อยกว่าน้ำหนักตัวที่ชั่งบนโลก การจะตัดสินว่าใครอ้วน ใครผอม สวย ขี้เหร่ เหล่านี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าเราเอาใครและอะไรเป็นมาตรฐานของการวัด เช่น คนแขกชอบให้ผู้หญิงของเขามีเนื้อมีหนังมีพุงย้อยอันเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย ซึ่งเขาเรียกหุ่นเช่นนี้ว่าสวย แต่ในสายตาของหญิงชาวตะวันตกที่ชอบหุ่นเพรียว ๆ นั้นจะเห็นหญิงแขกอ้วน ในขณะที่หญิงแขกจะเห็นหญิงชาวตะวันตกผอมเกินไป ความรวย ความจน ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเอาใครและอะไรเป็นมาตรฐานของการวัด กรรมกรที่หาเช้ากินค่ำก็จะเห็นทุกคนรวยกว่าตนนอกจากขอทานเท่านั้น ส่วนคนรวยที่มีทรัพย์สินสิบล้าน ก็จะเห็นคนที่มีน้อยกว่านั้นจนกว่าตนเองหมด แต่เมื่อนำตนเองไปเปรียบเทียบกับคนมีทรัพย์สินร้อยล้าน พันล้าน ก็ยังคิดว่าตัวเองจนอยู่ ยิ่งไปเปรียบเทียบกับคนที่มีทรัพย์สินหลายหมื่นล้านละก็ อาจจะยังคิดว่าตนเองจนมากก็ได้ เป็นต้น เพราะไม่มีอะไรเป็นสิ่งสมบูรณ์ คงที่ อันจะใช้เป็นมาตรฐานของการวัดสิ่งต่าง ๆ ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงต้องวัดกันอย่างเปรียบเทียบ หรือ สัมพัทธกันเช่นนี้

ไอน์สไตน์กับทฤษฎีเอกภาพ
หลังจากการค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพแล้ว ไอน์สไตน์ก็ยังได้ค้นพบเรื่องกลศาสตร์ควอนตัม Quantum Mechanic ซึ่งความคิดหลักของทฤษฎีนี้คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้เกิดขึ้นและมีการทำงานเหมือนการโยนลูกเต๋า ผลของมันย่อมตั้งอยู่บนพื้นฐานของความอาจจะเป็นไปได้ probability เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไอน์สไตน์ยอมรับไม่ได้ เพราะค่าของความอาจจะเป็นไปได้เปรียบเหมือนกับการยืนอยู่บนท่าน้ำที่โคลงเคลง เอนเอียง สิ่งที่ไอน์สไตน์ต้องการนั้น เปรียบเทียบได้กับความหนักแน่นของพื้นดิน หรือ สิ่งหนึ่งที่ให้ค่าอันคงที่ ถาวร ซึ่งเขาคิดว่าคณิตศาสตร์เท่านั้นที่สามารถหยิบยื่นสิ่งที่เที่ยงแท้ แน่นอน ถาวรให้กับเขาได้ ฉะนั้น แม้ไอน์สไตน์เป็นผู้ค้นพบเรื่องกลศาสตร์ควอนตัมอันเป็นความรู้ที่ได้รับการต่อยอดพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาเทคโนโลยี่ในปัจจุบันก็ตาม ไอน์สไตน์กลับไม่ได้ให้เยื่อใย ไม่สนใจ แถมดูหมิ่นต่อความรู้ที่เขาได้ค้นพบเอง

สิ่งที่รั้งไอน์สไตน์ไว้คือ ความเป็นนักการศาสนาของเขา ความเชื่อในพระเจ้า และนิสัยส่วนตัวที่จำเป็นต้องรู้และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ อย่างแน่ชัด ถึงแก่น และสามารถแปรความเข้าใจนั้น ๆ ออกมาเป็นสูตรสำเร็จทางคณิตศาสตร์ที่แน่นอน ซึ่งคณิตศาสตร์เป็นวิธีการเดียวที่ไอน์สไตน์สามารถเข้าใจและเข้าถึงได้ หลังจากที่ประธานาธิบดีคนแรกของอิสราเอลเสียชีวิต ไอน์สไตน์ได้ถูกเสนอชื่อให้เป็นประธานาธิบดีของชาวยิวคนต่อไป เพราะความเป็นนักฟิสิกส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลและเป็นผู้รักสันติภาพมาก จึงได้มีส่วนช่วยเหลือชาวยิวจนก่อให้เกิดประเทศอิสราเอลขึ้นมาในปี 1948 แต่ไอน์สไตน์ปฏิเสธตำแหน่งผู้นำประเทศโดยให้เหตุผลว่า

“การเมืองอยู่ได้เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น แต่สมการทางคณิตศาสตร์สามารถอยู่ได้อย่างชั่วนิรันดร”

อย่างไรก็ตาม ความรัก ความคลั่งไคล้ และบูชาในพระเจ้ากับคณิตศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันนี่เอง ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ในหัวสมองหรือจิตใจของอัจฉริยะบุคคลผู้นี้อีก นับตั้งแต่ต้นปี 1920 เป็นต้นไป ไอน์สไตน์ได้เข้าสู่ยุคของการคิดค้นหาทฤษฎีเอกภาพ The Unified Theory หรือจะเรียกว่า ทฤษฎีทุกอย่าง The Theory of Everything ก็ได้ เขาใช้เวลาในช่วงสามสิบปีเศษนี้คิดค้นหาคำตอบให้กับทฤษฎีเอกภาพนี้ซึ่งเขาเชื่อว่าหากค้นพบแล้วจะสามารถอธิบายและให้คำตอบแก่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลได้ จะสามารถรวมความรู้ทั้งหมดของจักรวาลเข้าเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ไอน์สไตน์ต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายมาก เพราะภายในแวดวงนักวิทยาศาสตร์ชาวฟิสิกส์ด้วยกันแล้ว ต่างรู้ว่าทฤษฎีเอกภาพนี้เป็นเรื่องเพ้อฝันของไอน์สไตน์เท่านั้นเอง มันไม่มีทางจะเป็นความจริงได้เลย

พระเจ้าไม่เล่นลูกเต๋า
ไอน์สไตน์เชื่อมั่นเหลือเกินว่า ความเถรตรงของคณิตศาสตร์เท่านั้นที่สามารถอธิบายทุกอย่างได้ รวมไปถึงการอธิบายว่าพระเจ้าสร้างจักรวาลนี้ได้อย่างไร ดังที่ไอน์สไตน์พูดว่า

“ข้าพเจ้าต้องการรู้ว่าพระเจ้าสร้างโลกนี้อย่างไร ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจปรากฏการณ์นั้นนี้ว่ามันเป็นของธาตุนั้นหรือธาตุนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้น ข้าพเจ้าต้องการรู้ความคิดของพระเจ้าต่างหาก”

ทฤษฎีเอกภาพนี้จึงเปรียบเหมือนการหาสมการทางคณิตศาสตร์ที่สามารถอ่านจิตใจของพระเจ้าและงานศิลปะการสร้างโลกและมนุษย์ของพระเจ้านั่นเอง ซึ่งเป็นความคิดที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานมาก ในเดือนเมษายน 1955 ไอน์สไตน์ล้มป่วยและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลปรินซ์ตัน รัฐนิวเจอซี่ อันเป็นเมืองที่เขาอยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ไอน์สไตน์ก็ยังไม่ลดละที่จะคิดค้นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่เขาหาอยู่ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา เขามักมีกระดาษ ดินสอ อยู่กับตัวและขีดเขียนตัวเลข เครื่องหมาย และสมการต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งพยาบาลคนหนึ่งที่ดูแลเขาอยู่ได้หามาให้ จึงมีโอกาสได้เห็นพฤติกรรมและได้พูดคุยกับไอน์สไตน์ จึงรู้ว่าไอน์สไตน์ยังคงพยายามอ่านหัวสมองของพระเจ้าอยู่ พยาบาลรู้สึกเห็นใจ อยากให้ไอน์สไตน์พักผ่อนอย่างเต็มที่ วันหนึ่งพยาบาลจึงพูดกับไอน์สไตน์ว่า

“บางที พระเจ้าท่านอาจจะไม่อยากให้เรารู้เรื่องจิตใจของท่านก็ได้”

ไอน์สไตน์พูดสวนกลับทันทีอย่างดื้อรั้นพร้อมกับสั่นศรีษะไปมาว่า

“พระเจ้าไม่เล่นลูกเต๋าหรอก คุณพยาบาล”

ซึ่งเป็นการพูดพาดพิงอย่างดูหมิ่นถึงเรื่องกลศาสตร์ควอนตัมที่มีผลที่ “อาจจะเป็นไปได้” นั่นเอง

การแสวงหาของไอน์สไตน์ไร้ผลอย่างสิ้นเชิง อัจฉริยะบุคคลผู้นี้ได้จากโลกนี้ไปในวันที่ ๑๘ เมษายน ๑๙๕๕ โดยที่ยังไม่พบคำตอบที่เขาต้องการหาแต่อย่างใด

ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก หากไอน์สไตน์สามารถอ่านความคิดของพระเจ้าได้แล้ว เขาอาจจะสามารถตอบคำถามมากมายที่ยาวเป็นหางว่าวที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ทำไม” เช่น ทำไมพระเจ้าจึงปล่อยให้ฮิตเลอร์และทหารนาซีฆ่าชาวยิวอย่างล้างเผ่าพันธุ์เช่นนั้น ทำไมพระเจ้าจึงไม่ช่วยเด็ก ๆ และคนบริสุทธิ์อีกมากมายจากการจมน้ำตายในเหตุการณ์คลื่นยักษ์สุนามิ ทำไมพระเจ้าจึงไม่ช่วยผู้กรีดร้องขอความช่วยเหลือจากท่านเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตเช่นนั้น ทำไมพระเจ้าจึงสร้างโลกและสังคมมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและอยุติธรรมเช่นนี้

ไอน์สไตน์ยอมรับพระพุทธศาสนา
ถึงแม้ไอน์สไตน์ได้จากโลกนี้ไปโดยไม่พบคำตอบที่เขาต้องการก็ตาม เขาได้ทิ้งคำพูดที่สำคัญมากให้กับมนุษยชาติซึ่งดิฉันรู้สึกซาบซึ้งมาก ในบั้นปลายชีวิตของเขา ไอน์สไตน์เริ่มสงสัยแล้วว่า ศาสนาพุทธอาจจะเป็นศาสนาที่ให้คำตอบต่อคำถามที่เขาอยากค้นพบก็เป็นได้ ในปี ๑๙๕๔ หนึ่งปีก่อนเสียชีวิตนั้น มหาวิทยาลัยปรินซ์ตันได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของไอน์สไตน์ชื่อเรื่องว่า “The Human Side” ซึ่งนักฟิสิกส์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลผู้นี้ได้พูดทิ้งไว้นิดหน่อยว่า

ศาสนาในอนาคตจะเป็นศาสนาที่เนื่องกับจักรวาล ควรอยู่เหนือพระเจ้าส่วนตัว หลีกเลี่ยงลัทธิกฏเกณฑ์ที่ไร้ข้อพิสูจน์ ควรครอบคลุมทั้งเรื่องธรรมชาติและจิตวิญญาณ ควรตั้งอยู่บนรากฐานของศาสนาที่เกิดจากประสบการณ์ของทุกสิ่งที่สร้างเอกภาพอันมีความหมาย ซึ่งพระพุทธศาสนาดูเหมือนจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ศาสนาพุทธน่าจะเป็นศาสนาที่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของยุคสมัยได้

ไอน์สไตน์พูดถูกเผ๋งทีเดียว ทฤษฎีเอกภาพหรือทฤษฎีทุกอย่างที่เขาต้องการค้นหานั้น ที่จริงพระพุทธเจ้าได้ตอบให้เบ็ดเสร็จแล้วก่อนหน้านั้นถึง ๒๕๐๐ ปีเศษ
ชูคลณ์ (IP:161.200.93.179,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 11 ก.ย. 2548 (17:55)
ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ
ในความเห็นของดิฉันนั้น การต้องการหาจุดคงที่อันแน่นอนถาวรของจักรวาลพร้อมกับความต้องการอ่านความคิดหรือจิตใจของพระเจ้านั้น ที่จริง เป็นเรื่องเดียวกัน พูดง่าย ๆ คือ อัจฉริยะบุคคลของโลกผู้นี้ต้องการหาสิ่ง ๆ หนึ่งที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็น อสังขตธรรม ซึ่งมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ แน่นอน คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง อมตะ เป็นอันติมะ คือไม่มีสิ่งอื่นใดที่สามารถไปเหนือสิ่งนี้ได้อีกแล้ว สิ่งนี้เป็นที่สิ้นสุดของพรมแดนแล้ว อันมีสิ่งเดียวในจักรวาลนี้เท่านั้น คือ พระนิพพาน นั่นเอง

พระพุทธเจ้าได้บรรยายลักษณะพระนิพพานเช่นนี้คือ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ในอายตนะนั้น ไม่ใช่ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่โลกหน้า ไม่ใช่พระจันทร์ ไม่ใช่พระอาทิตย์ ไม่ใช่การมา ไม่ใช่การไป ไม่ใช่การตั้งอยู่ ไม่ใช่การจุติ ไม่ใช่การเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ความเป็นไป ไม่ใช่อารมณ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นคือ ที่สุดแห่งทุกข์”

จากการบอกเล่าของพระพุทธเจ้า จึงแน่นอนเหลือเกินว่ามีสิ่ง ๆ หนึ่งในจักรวาลที่มีลักษณะไม่เหมือนอะไร และไม่มีอะไรเหมือน คุณลักษณะเช่นนี้แหละคือ ทฤษฎีเอกภาพที่ไอน์สไตน์พยายามจะหาให้พบ คุณลักษณะสมบูรณ์ดังกล่าวนี้เท่านั้น จึงจะเป็นสิ่งที่พึ่งพาได้ ไม่มีความโคลงเคลง และไม่แน่นอนเหมือนกลศาสตร์ควอนตัมที่ไอน์สไตน์หมิ่นและยอมรับไม่ได้

ฉะนั้น มนุษยชาติต้องรู้ว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติหนึ่งอันเป็นที่สุดของทุก ๆ สิ่งในจักรวาลนี้ย่อมมีอยู่ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ค้นพบแล้วในคืนที่ท่านตรัสรู้เมื่อ ๒๕๙๓ ปีก่อน นับจากคืนนั้นเป็นต้นมา ในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาย่อมมีผู้รู้ตามพระพุทธเจ้าเสมอมา ที่สามารถออกมาประกาศย้ำต่อมวลมนุษย์อย่างมั่นใจว่า พระนิพพานอันเป็นสัจธรรมอันสูงสุดของจักรวาลที่มีความแน่นอน และมั่นคงนั้นย่อมมีอยู่ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนายืนหยัดอยู่ได้ถึงทุกวันนี้ สัจธรรมอันสูงสุดหรือพระนิพพานนี้แหละคือ สิ่งที่ไอน์สไตน์ต้องการหาในช่วงชีวิตแห่งการเป็นนักคิดของเขาโดยผ่านวิธีการและกลไกทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิธีการเข้าถึงสัจธรรมที่ผิดพลาด เพราะสัจธรรมนี้จะต้องเข้าถึงด้วยวิธีการของ ปัญญา ศีล สมาธิ เท่านั้น หรือ จะพูดให้รัดกุมคือ ต้องใช้วิธีการปฏิบัติสติปัฏฐานสี่หรือวิปัสสนาเท่านั้นจึงจะเข้าถึงสภาวะที่เป็นอันติมะนี้ได้

สัจธรรมอยู่แค่ปลายจมูกของคนทุกคน
หลังจากกรณีเหตุการณ์พิสดารทางใจของดิฉันในเดือนตุลาคมในปี ๒๕๔๐ นั้น ดิฉันมีความมั่นใจเหลือเกินว่า จุดนิ่งในจักรวาลและทฤษฎีเอกภาพที่ไอน์สไตน์เฝ้าหาอยู่นั้นได้ซ่อนอยู่ในการสังเกตการณ์ของข้อเปรียบเทียบที่ไอน์สไตน์พูดถึงรถไฟสองขบวนที่วิ่งด้วยความเร็วที่พร้อมกันนั่นเอง ทั้ง ๆ ที่ไอน์สไตน์ก็เห็น ๆ อยู่ แต่เขาก็ไม่สามารถรู้ได้ว่านั่นคือสัจธรรมอันสูงสุดของจักรวาลแล้ว เหมือนการมองข้ามคำตอบของปัญหาเชาวน์นั่นเอง เพราะหัวสมองของเขามัวคิดวุ่นอยู่กับการหาคำตอบให้กับจักรวาลที่เปรียบเหมือนการหาคำตอบให้กับคำถามปริศนาของฝรั่งที่ว่า

What is it that has two in a week and one in a year?
อะไรเอ่ยที่มีสองอยู่ในหนึ่งอาทิตย์และมีเพียงหนึ่งในหนึ่งปี

นี่เป็นปัญหาเชาวน์ ซึ่งเป็นเรื่องตื้นที่ไม่ต้องคิดลึกเพื่อหาคำตอบ เพราะคำตอบของปัญหาเชาวน์มักอยู่เบื้องหน้าของเราแล้ว คำตอบของปริศนานี้จึงไม่ต้องไปคิดไกล และคิดลึก แต่ต้องไปดูที่คำว่า week กับ year แทน ก็จะได้คำตอบที่ง่าย ๆ อันคือ ตัวอักษร e นั่นเอง ซึ่งเป็นคำตอบที่อยู่เบื้องหน้าแล้ว

การหาคำตอบให้กับทฤษฎีเอกภาพหรือการเข้าถึงสัจธรรมอันสูงสุดก็เหมือนการหาคำตอบให้กับปัญหาเชาวน์ซึ่งไม่ต้องอาศัยพลังสมองเพียงถ่ายเดียวเท่านั้น ปัจจัยที่สำคัญคือ จะต้องมีผู้รู้ที่ตรัสรู้ด้วยตนเองมาชี้แนะให้เสียก่อนซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ท่านแรก และมีผู้รู้ตาม ๆ ท่านมาจนถึงยุคสมัยนี้ ผู้รู้เหล่านี้แหละจึงจะสามารถชี้บอกได้ว่าสัจธรรมในขั้นอันติมะของจักรวาลเป็นเรื่องพื้น ๆ ธรรมดา ๆ และง่าย ๆ ที่อยู่แค่ปลายจมูกของคนทุกคนแล้ว เหมือนคำตอบของปัญหาเชาวน์ที่ไม่จำเป็นต้องคิดมากแต่อย่างใด เพราะความที่มีลักษณะเป็นหญ้าปากคอกนี้เอง จึงทำให้พระนิพพานกลายเป็นเรื่องยากที่สุดในเหล่าปัญญาชนทั้งหลายที่ถนัดการคิดมากและคิดลึก เปรียบเสมือนการเดินเข้าไปในท่อความคิดอันเป็นปัญญาฝ่ายโลก the tube of intellect

ที่นี่ เดี๋ยวนี้
ที่นี่ เดี๋ยวนี้ คือ คำตอบที่อัจฉริยะบุคคลเช่นไอน์สไตน์ต้องการหาอยู่แต่ล้มเหลว ซึ่งคำตอบก็ได้ซ่อนอยู่แล้วในการสังเกตการณ์รถไฟสองขบวนที่วิ่งด้วยความเร็วพร้อมกัน ที่นี่ เดี๋ยวนี้ คือ จุดคงที่ของจักรวาลที่สามารถใช้เป็นมาตรการพื้นฐานวัดสิ่งต่าง ๆ ได้ ในบทที่สามของหนังสือเล่มนี้ ดิฉันได้พูดอธิบายเรื่องที่นี่ เดี๋ยวนี้ ในฐานะที่เป็นสัจธรรมอันสูงสุด ที่มีความเรียบง่ายและปกติธรรมดา

การเข้าถึงที่นี่ เดี๋ยวนี้ เป็นเรื่องของการฝึกทักษะทางใจเหมือนการสามารถยืนบนแผ่นกระดานโต้คลื่น และสามารถฝึกทักษะที่จะโต้คลื่นลูกเล็กและลูกใหญ่ได้โดยไม่ล้ม

จิตใจของมนุษย์เป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก
ผู้ที่เป็นนักเขียนอาชีพนั้นจะรู้ดีว่า หากเริ่มต้นงานเขียนชิ้นหนึ่งด้วยประโยคหนึ่งหรือย่อหน้าหนึ่งที่ผิดพลาดแล้วละก็ เขาจะคิดต่อไม่ได้ จะเกิดการอุดตันทางด้านความคิด แม้ประโยคหรือย่อหน้าที่เขียนไปนั้นอาจจะฟังเพราะ สวยหรู และดูดีอย่างไรก็ตาม ก็ไม่สามารถเขียนต่อได้ ฉะนั้น การเปลี่ยนประโยค หรือ เปลี่ยนวิธีการเขียน ซึ่งอาจจะดูเรียบ ๆ ไม่ดึงดูดความสนใจแต่อย่างใด แต่ประโยคใหม่เหล่านั้นจะสามารถทำลายกำแพงของการอุดตันทางความคิด ทำให้หัวสมองทำงาน สามารถคิดได้คล่องแคล่วเหมือนน้ำประปาพุ่งไหลออกจากท่อน้ำฉันใดก็ฉันนั้น

สมองและจิตใจของมนุษย์เป็นเรื่องแปลกประหลาด คุณจำเป็นต้องรู้จักใช้งานมัน มันจึงจะทำงานให้คุณได้อย่างคล่องแคล่ว ถ้าคุณไม่มีทักษะที่จะใช้งานมันแล้ว คุณจะไปไม่ถึงไหนเลย เหมือนกับการต่อตัวต่อ jigsaw puzzle คนที่ยังไม่มีความชำนาญนั้นจะเริ่มต่อตัวต่อโดยไม่มีการจัดกลุ่ม หรือ แยกสีสันให้มันอยู่ในกลุ่มเดียวกันเสียก่อน จู่ ๆ ก็หยิบชิ้นส่วนขึ้นมาและก็พยายามต่อมันไป การทำเช่นนี้จะก้าวหน้าได้ช้ามาก แต่หากคนที่มีความชำนาญแล้ว เขาจะต้องแยกกลุ่ม แยกสี ของตัวต่อเหล่านี้ก่อน และเริ่มต้นวางตัวต่อที่ขอบเรียบเสียก่อน ซึ่งจะทำให้เขาสามารถต่อตัวต่อได้ง่ายและมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

การเปรียบเทียบดังกล่าวข้างต้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับอัลเบริต์ ไอน์สไตน์ รวมทั้งนักคิดที่เป็นปัญญาชนทั้งหลาย เว้นเสียแต่ผู้มีทักษะทางวิปัสสนาเท่านั้น ในบทที่ห้าของหนังสือเล่มนี้ ดิฉันได้พูดถึงจุดเอในฐานะที่เป็นพรมแดนสุดท้าย the final frontier ที่จริงคือ สภาวะของที่นี่ เดี๋ยวนี้ อันเป็นปรากฏการณ์ของสัจธรรมอันสูงสุดหรือจุดคงที่ของจักรวาลนั่นเอง ซึ่งอยู่เบื้องหน้าของคนทุกคนแล้ว นักศึกษาของดิฉันรู้จักสภาวะที่เป็นอันติมะนี้ ว่า “ผัสสะบริสุทธิ์” นั่นเอง

หากปราศจากการชี้แนะของผู้รู้จริงแล้วละก็ คนส่วนมากมักยินดีที่จะเดินละจากจุดเออันเป็นสภาวะของสัจธรรมอันสูงสุด และรีบเร่งเดินเข้าไปในท่อแห่งความคิดอันเป็นภูมิปัญญาฝ่ายโลก the tube of intellect ซึ่งดิฉันได้อธิบายไว้ในบทที่หกของหนังสือเล่มนี้ การเดินเข้าไปในท่อแห่งความคิดจะเปรียบเหมือนการตั้งคำถามที่ผิด หรือการเขียนที่เริ่มต้นด้วยประโยคหรือย่อหน้าที่ผิดพลาดที่ก่อให้เกิดการอุดตันทางปัญญานั่นเอง

สุตตะมยปัญญาเปรียบเหมือนเรือรั่ว
ท่อแห่งความคิดอันเป็นภูมิปัญญาฝ่ายโลกนี้แหละ ในมุมมองหนึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เพราะความคิดเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการสร้างอารยธรรมทุกอย่างของมนุษยชาติ กิจกรรมทุกอย่างจะสำเร็จได้ด้วยการคิดเป็นเบื้องต้น แต่หากมองจากมุมมองของสัจธรรมอันสูงสุดแล้วละก็ มันกลับกลายเป็นกำแพง เป็นสิ่งกีดขวางภูมิปัญญาทางธรรมที่ลึกซึ้งและน่ากลัวที่สุด หากเปรียบเทียบภูมิปัญญาทางโลกแล้ว มันก็ไม่ต่างจากเรือสินค้าลำใหญ่ที่มีรูรั่วอยู่ใต้ท้องเรือ เรือสินค้าลำนี้ย่อมไปไม่ได้ไกล ถึงอย่างไรก็ต้องจมวันยังค่ำ จริงหรือไม่นั้น ก็ขอให้ดูอารยธรรมของโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ไม่ว่าอารยธรรมนั้นจะมีความรุ่งเรืองอย่างไรก็ตาม มันก็ต้องมาถึงจุดแห่งความอ่อนแอและล่มจมไปในที่สุดเสมอ

เนื่องจากความคิดเป็นเครื่องมือพื้นฐานของมนุษย์ที่ใช้ทั้งสร้างสรรค์และทำลาย จึงไม่มีเครื่องมืออื่นที่จะใช้ตรวจสอบเครื่องมือพื้นฐานของมนุษย์อันคือความคิดนี้ เหมือนน้ำมีลักษณะเหลว ไฟมีลักษณะร้อน มนุษย์จึงไม่มีทางรู้ด้วยตนเองว่า ความคิดมีคุณลักษณะเฉพาะอย่างของมันคือ ความเป็นมายา มนุษย์จึงถูกความคิดของตนเองหลอกว่า การสามารถคิดได้มาก คิดได้เก่งในเชิงสร้างสรรค์นั้นเป็นสิ่งดี ซึ่งส่วนดีก็มีอยู่อย่างแน่นอน แต่ส่วนเสียนั้นมิใช่เพียงเรื่องการทำลายล้างเผ่าพันธุ์และอารยธรรมของมนุษย์เท่านั้น ข้อเสียที่มนุษย์ไม่มีวันรู้ได้หากผู้รู้จริงไม่บอกคือ ความเป็นมายาของความคิดนี้ได้หลอกให้มนุษย์เดินเข้าไปในท่อความคิดนี้เพื่อไปสู่ทางตันในที่สุดเท่านั้น ไม่มีทางไปต่อได้อีกแล้ว มนุษย์จึงไม่ควรภูมิใจต่อเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่และการคิดค้นต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์อย่างเกินเลยจนถึงขนาดบูชาสิ่งเหล่านี้เป็นพระเจ้า เพราะหากดูให้ดีแล้ว ล้วนเป็นเรื่องดาบสองคมทั้งสิ้น แม้อารยธรรมทางวัตถุได้ทำให้มนุษย์กลุ่มหนึ่งอยู่ได้อย่างสุขสบายก็ตาม แต่มนุษย์ก็ยังไม่มีความพอใจอยู่นั่นเอง ยังคงไขว่คว้าแสวงหาอะไรบางอย่างอยู่เสมอ และความทุกข์ของมนุษย์ก็ไม่ได้มีน้อยลงแต่อย่างใด กลับมีเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความตีบตันของภูมิปัญญาฝ่ายโลกนั่นเอง เพราะสิ่งที่มนุษย์พยายามไขว่คว้าหาอยู่ด้วยความหวังว่าจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุขจริง ๆ นั้นก็คือทฤษฎีเอกภาพที่ไอน์สไตน์ต้องการหาหรือสัจธรรมอันสูงสุดหรือพระนิพพานนี้เอง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถคิดค้นและเข้าถึงได้ด้วยความคิดและการคิดเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องฟังผู้รู้ตามพระพุทธเจ้าเท่านั้น

วิธีการค้นหาสัจธรรมของไอน์สไตน์โดยวิธีการทางคณิตศาสตร์นั้น ก็เปรียบเหมือนการละทิ้งสัจธรรมที่อยู่เบื้องหน้าแล้วหรือจุดเอ และเดินเข้าไปในท่อแห่งความคิดทางปัญญา the tube of intellect ซึ่งเหมือนกับการเริ่มต้นงานเขียนด้วยประโยคหรือย่อหน้าที่ผิดพลาด หรือ การต่อตัวต่อโดยไม่มีการจัดกลุ่มและแยกสีแต่อย่างใด การคิดได้อย่างกว้างขวางของไอน์สไตน์จนทำให้เขาอยู่ในระดับอัจริยะบุคคลแห่งความเป็นนักคิดนั้นจึงไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าการยิ่งเดินลึกเข้าไปในท่อแห่งความคิดนี้ สิ่งที่เขาพบในที่สุดคือ ทางตัน นั่นเอง

สัมพัทธภาพคือความทุกข์
ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ที่พบว่าทุกอย่างเคลื่อนที่ในลักษณะสัมพัทธนั้น ที่จริงแล้ว กฏนี้ย่อมครอบคลุมไปถึงสภาวะทางจิตใจของคนเราด้วย การไม่รู้จุดคงที่ของจักรวาลก็เปรียบเหมือนการไม่รู้จุดคงที่หรือสภาวะปกติของใจ เมื่อไม่รู้สภาวะปกติของใจแล้ว จึงรู้แต่สภาวะคู่ที่ขึ้นลง ดีชั่ว สูงต่ำ อันมีค่าสัมพัทธ เพราะเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบกัน ภาษาของพระพุทธเจ้าเรียกสภาวะสัมพัทธนี้ว่า ความไม่เที่ยง หรือ อนิจจัง เพราะความที่ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง เปลี่ยนแปลง มันจึงมีธรรมชาติที่เป็นทุกข์ เพราะธรรมชาติที่คลอนแคลน เปลี่ยนแปลง ไม่มั่นคงนี้เองที่เป็นดุจเชื้อเพลิงที่ยุยงให้เจ้าชายสิตธัตถะค้นหาหนทางหลุดพ้นจากความทุกข์ และอัลเบริต์ไอน์สไตน์ค้นหาทฤษฎีเอกภาพโดยพยายามอ่านความคิดและการทำงานของพระเจ้าให้ได้ ซึ่งในที่สุด เจ้าชายสิตธัตถะได้พบสัจธรรมอันสูงสุดหรือทางหลุดพ้นจากความทุกข์ จึงได้กลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเป็นครูผู้รู้จริงท่านแรกของโลก แต่โชคร้ายที่อัลเบริต์ ไอน์สไตน์ กลับค้นไม่พบ จึงไม่ได้คงตำแหน่งของผู้รู้ตามพระพุทธเจ้า แต่เป็นเพียงนักฟิสิกส์ที่ได้รับรางวัลโนเบล และเป็นนักคิดในระดับอัจฉริยะบุคคลที่จากโลกนี้ไปอย่างมืดมนอนธการเหมือนมนุษย์ในโลกอีกมากมาย

มาบัดนี้ ดิฉันสามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจว่า สัจธรรมอันสูงสุดไม่ได้อยู่ไกลเลย ไม่จำเป็นต้องท่องเที่ยวไปนอกโลกหรือในจักรวาลเพื่อค้นหามัน และไม่ได้อยู่ในที่ ๆ จะค้นพบได้หลังจากตายไปแล้ว แต่สัจธรรมอันสูงสุดกำลังอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ กำลังอยู่ต่อหน้าของคนทุกคนทั้งที่กำลังอ่านประโยคนี้อยู่หรือไม่ได้อ่านก็ตาม ผู้รู้จริงทุกท่านมักพูดประโยคดังกล่าวนี้เหมือนกันหมดว่า

“หากสัจธรรมไม่ได้อยู่ต่อหน้าคุณในขณะนี้แล้ว คุณคิดว่าคุณจะไปหามันได้ที่ไหนหรือ”

ไม่ว่าคุณมีความเชื่อทางการเมืองและทางศาสนาอย่างใด ไม่สำคัญ เพราะข้อเท็จจริงคือสัจธรรมอันสูงสุดย่อมมีหนึ่งเดียวเท่านั้น คุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยและอยากจะเถียงจนหน้าดำหน้าเขียวก็ตามแต่ มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงว่า สัจธรรมอันสูงสุดในธรรมชาติมีอยู่หนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่มีมากกว่านั้นแน่นอน ฉะนั้น การที่นักวิทยาศาสตร์อย่างไอน์สไตน์หรือแม้ท่านอื่น ๆ ที่ต้องการหาสิ่งแน่นอน ถาวร คงที่ของจักรวาลนั้น เขาล้วนพูดถึงความต้องการหาสภาวะสัจธรรมอันสูงสุดที่มีหนึ่งเดียวทั้งสิ้น

สาเหตุที่เรามองมันไม่เห็นหรือค้นไม่พบ เพราะเราไม่มีเครื่องมือที่ถูกต้องอันเหมาะสมกับงานนี้โดยเฉพาะ ที่จริงแล้ว สัจธรรมอันสูงสุดรออยู่เบื้องหน้าเพื่อให้ทุกคนได้ค้นพบ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่สงวนไว้ให้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า หรือ คนที่รักการแสวงหาเรื่องจิตวิญญาณเท่านั้น แต่สัจธรรมเป็นของคนทุกคนไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไร เพศอะไร เผ่าพันธุ์อะไร ชาติอะไร และมีความเชื่อหรือนับถืออะไรก็แล้วแต่ ไม่สำคัญเลย สัจธรรมอันสูงสุดก็ยังคงรอให้คุณค้นมันพบอยู่นั่นเอง ตราบใดที่คุณมีเครื่องมืออันถูกต้องแล้วละก็ ย่อมรับประกันได้ว่าคุณจะต้องพบสัจธรรมอย่างแน่นอน

วิปัสสนา
ในท่ามกลางพระศาสดาทั้งหลายของโลก สิ่งที่ทำให้พระพุทธเจ้าเด่นขึ้นมาเพราะ หลังจากที่ท่านได้ค้นพบสัจธรรมอันสูงสุดแล้ว ท่านยังสามารถชี้แนวทางที่ชัดเจนให้กับผู้แสวงหาทั้งหลายที่ต้องการเดินตามรอยเท้าของท่าน เพื่อช่วยให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงสัจธรรมอันสูงสุดเหมือนกับที่ท่านได้เข้าถึงแล้ว แนวทางของท่านคือ มรรคมีองค์แปดนั่นเอง แต่หากพูดให้รัดกุมมากขึ้นก็คือ เรื่องมหาสติปัฏฐานสี่

การปฏิบัติสติปัฏฐานสี่หรือวิปัสสนาคือ เครื่องมือสำคัญที่เหมาะกับงานของการเข้าถึงสัจธรรมอันสูงสุด the right tool for the right job นอกจากนั้น เรายังสามารถดัดแปลงการฝึกวิปัสสนานี้ให้เข้าสู่บรรยากาศทางศาสนธรรมต่าง ๆ ได้ หรือจะทำให้เป็นเรื่องสากลที่ชาวโลกทำกันได้หมดโดยปรับให้เป็นการออกกำลังกายเช่น ไท้เก็ก โยคะ ก็ยังได้ เพราะวิปัสสนาไม่มีอะไรอื่นมากไปกว่าการรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่กับลมหายใจ กับการเคลื่อนไหวของกาย และความรู้สึกของกายเท่านั้นเอง เมื่อทำเช่นนี้ได้แล้ว ผู้ปฏิบัติก็จะค่อย ๆ เห็นปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตนเองด้วย ปรากฏการณ์ในจิตใจเหล่านี้คือสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยความคิด ความทรงจำ กับความรู้สึกที่ทุกคนล้วนมีกันอยู่ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาทุกอย่างในโลก วิปัสสนาจึงเป็นการปฏิบัติที่เป็นวิทยาศาสตร์มาก เหมาะกับทุกศาสนิกชน รวมทั้งผู้ที่ปฏิเสธศาสนา atheist ผู้ปฏิเสธพระเจ้า agnostic ด้วย

ความสำคัญของวิปัสสนาคือ สามารถทำให้อายตนะที่หก หรือ 6th sense ของเรากลับคืนมา พระพุทธเจ้าได้พูดว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการรับรู้ได้ ๖ ทาง ไม่ใช่ ๕ ทาง นี่จึงเป็นข่าวดีที่ชาวโลกหรือชาวมนุษย์ทุกคนต้องรับรู้ อายตนะที่ ๖ หรือ ดิฉันเรียก ตาใจ นี้เป็นตาที่สามที่ทุกคนล้วนมีอยู่แล้วทั้งสิ้นโดยธรรมชาติ แต่ใช้มันไม่เป็นเพราะไม่รู้ว่ามันมีอยู่ อายตนะที่ ๖ หรือ ตาใจนี้แหละคือเครื่องมือสำคัญที่สามารถใช้ตรวจสอบเครื่องมือพื้นฐานอันคือ ความคิด ที่มนุษย์ใช้สร้างอารยธรรมทั้งหลาย เพราะมีผู้ใช้ตาใจเป็นนี่แหละ จึงเกิดผู้รู้จริงตามพระพุทธเจ้า จึงดูออกว่า ความคิดเปรียบเหมือนเรือใหญ่ที่มีรูรั่ว ถึงจุดหนึ่งต้องจมอย่างแน่นอน

ทุกคนย่อมทราบกันดีแล้วว่า การสูญเสียสายตาของคน ๆ หนึ่งนั้นเป็นความสูญเสียอย่างมากมายสักเพียงใด การไม่มีความรู้เรื่องอายตนะที่ ๖ นี้จึงเปรียบเหมือนมนุษยชาติสูญเสียตาใจอย่างทั่วถึงเหมือนกันหมด จึงเกิดสภาวะคนตาบอดจูงคนตาบอด ระบบการศึกษาของโลกจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่เข้าใจผิดว่า มนุษย์มีประสาทรับสัมผัสได้ ๕ ทาง ไม่ใช่ ๖ ทาง จึงเป็นระบบการศึกษาที่เริ่มต้นผิดแล้วตั้งแต่แรก นี่จึงเป็นเหตุผลใหญ่ที่ว่าทำไมสังคมโลกจึงเต็มไปด้วยปัญหาต่าง ๆ มากมายที่พันกันยุ่งเหมือนกลุ่มด้ายที่เต็มไปด้วยปุ่มปมต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีคนมากมายล้วนพยายามทุ่มเทชีวิตให้กับการสร้างสันติภาพให้แก่สังคมโลกเช่น อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ เพื่อมนุษย์จะได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่สันติภาพที่แท้จริงก็ยังไม่เกิด สาเหตุหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยใหญ่คือเป็นเพราะระบบการศึกษาที่พิการนี่เอง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในท่ามกลางสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายนั้น อวิชชาเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ดิฉันหวังว่าคุณคงตระหนักชัดถึงระดับความเสียหายที่เกิดขึ้น ว่ามีมากมายอย่างมหันต์เพียงใดเมื่อมนุษย์ขาดความรู้เรื่องอายตนะที่ ๖ หรือ ไม่รู้เรื่องตาใจ เหตุผลที่ชาวโลกไม่ได้คิดว่า การมืดบอดของตาใจไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะทุกคนมีตาใจบอดเหมือนกันหมด จึงไม่รู้สึกทุรนทุราย หรือ ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด ดังที่ฝรั่งพูดว่า ignorance can be a blessing in disguise หรือ ความโง่นี่บางครั้งก็ดีเหมือนกันนะ แต่สำหรับคนรู้จริงแล้ว จะไม่นิ่งดูดาย จะรู้ว่าความมืดบอดของตาใจนี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ต้องแก้ไข ต้องรีบรักษาตาให้หายจากความมืดบอดโดยด่วน และคนรู้จริงเท่านั้นจึงกล้ายืนขึ้นมาประกาศต่อชาวโลกถึงข้อเท็จจริงนี้ ซึ่งแน่นอน คนรู้จริงนั้นจะต้องถูกมองในลักษณะของคนบ้าที่พูดในเรื่องคนหมู่มากเข้าใจไม่ได้ ผู้รู้จริงจึงมักถูกคนโง่ต่อต้านในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามาก ต้องอดทน เพราะจะไม่ให้พูดความจริงก็ไม่ได้

วิปัสสนาคือสูตรสำเร็จของสันติภาพของโลก
น่าเสียดายว่าไอน์สไตน์ไม่มีโอกาสได้พบอาจารย์สอนวิปัสสนาในช่วงชีวิตของเขา มิเช่นนั้นแล้ว โลกนี้อาจจะมีอะไรที่ดีขึ้นกว่านี้ก็เป็นได้ หากไอน์สไตน์รู้เรื่องและได้ฝึกวิปัสสนาแล้ว มันอาจจะหมายความว่า คนทั่วโลกอาจจะยอมรับวิปัสสนาในฐานะที่เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยปรับสภาวะจิตใจของคนให้อยู่ในระดับปกติได้ การยอมรับของไอน์สไตน์ในเรื่องวิปัสสนานี้ย่อมเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้วงการวิทยาศาสตร์วิจัยเรื่องจิตใจของมนุษย์อย่างถูกทาง ไม่เป็นไปอย่างสะเปะสะปะเหมือนที่กำลังเป็นอยู่ นั่นคือ โดยการพยายามเอาผ้าปิดตาออกจากอายตนะที่ ๖ หรือ ตาใจ แทนที่จะไปผูกมัดให้มันแน่นมากขึ้น การวิจัยเรื่องจิตใจของมนุษย์อย่างถูกทางนี้อาจจะสามารถช่วยมนุษยชาติจากวัฒนธรรมยาเสพติดทั้งหลายที่สังคมมนุษย์กำลังติดกับดักมันอยู่ นี่อาจจะเป็นข่าวร้ายต่อผู้หารายได้กับการผลิตและขายยาเสพติด แต่ย่อมเป็นข่าวดีต่อมนุษยชาติโดยส่วนรวม

ด้วยการสนับสนุนของอัจฉริยบุคคลอย่างไอน์สไตน์ วิปัสสนาอาจจะกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการศึกษาของโลก เพราะวิปัสสนาคือ ตัวโดมิโน่ตัวแรกที่สามารถล้มปัญหาอื่น ๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในสังคมโลกได้ตั้งแต่ปัญหาที่เกิดในจิตใจของมนุษย์เพียงหนึ่งคนตลอดจนถึงปัญหาที่เกิดในคนหมู่มาก ในระดับสังคมประเทศและในระดับโลกเช่น สงคราม เป็นต้น วิปัสสนาจึงเป็นสูตรสำเร็จของสันติภาพของโลก ซึ่งสันติภาพของโลกเป็นสิ่งที่ไอน์สไตน์ต้องการเห็นในตลอดชีวิตของเขา

หาก A มีค่าเท่ากับความสำเร็จแล้วละก็ สูตรสำเร็จควรเป็นเช่นนี้คือ A=X+Y+Z X คือ การทำงาน Y คือ การเล่น Z คือ การปิดปากให้แน่น

นั่นคือคำพูดของไอน์สไตน์โดยที่ไม่เคยฝึกวิปัสสนา หากไอน์สไตน์มีโอกาสได้ฝึกฝนวิปัสสนาแล้วไซร้ เขาอาจจะพูดเช่นนี้ก็ได้ คือ

หาก A มีค่าเท่ากับสันติภาพของโลกแล้วละก็ สูตรสำเร็จควรเป็นเช่นนี้คือ A=X+Y+Z X คือ การฝึกวิปัสสนาของชายทุกคน Y คือ การฝึกวิปัสสนาของหญิงทุกคน Z คือ การปิดปากให้แน่น

หากชาวโลกทำตามสูตรสำเร็จนี้ได้แล้วละก็ สันติภาพของโลกย่อมเป็นสิ่งที่รับประกันได้แน่นอน เพราะวิปัสสนาจะไปแก้ปัญหาของมนุษย์ที่ต้นตออันคือความคิดที่ต้องการทำสิ่งเลวร้ายแล้ว เมื่อความคิดที่จะกระทำความชั่วไม่เกิดหรือสามารถถูกขจัดออกจากจิตใจได้แล้ว การกระทำความชั่วย่อมไม่สำเร็จ เพราะการกระทำทุกอย่างไม่ว่าดีหรือชั่วย่อมสำเร็จได้เพราะมีความคิดก่อน

ศีลธรรมสัมพัทธ
เนื่องจากการขาดภูมิปัญญาที่แท้จริงในระบบการศึกษาของโลก ทฤษฎีสัมพัทธภาพจึงมีอิทธิพลต่อวิธีการคิดของคนรุ่นใหม่จนก่อให้เกิดศีลธรรมแบบสัมพัทธขึ้นมา เพราะไม่รู้สัจธรรมอันสูงสุด จึงไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ต่างจากสิ่งชั่วที่สุดอย่างไร คนจึงมักคิดว่า ไม่มีระบบศีลธรรมที่สมบูรณ์ในตัวมันเอง ฉะนั้น คนเราจึงตัดสินการกระทำว่าดีหรือชั่วในลักษณะของการเปรียบเทียบแบบสัมพัทธ เช่น นักขโมยเล็กขโมยน้อยจะคิดเปรียบเทียบตนเองว่าดีกว่าโจรปล้นธนาคารซึ่งคิดว่าตนเองยังดีกว่าอาชญากรที่ข่มขืนหญิงและฆ่าคนเป็นครั้งแรกซึ่งคิดว่าตนเองยังดีกว่าอาชญากรที่ฆ่าคนหลายคนแล้ว คนสูบบุหรี่จะคิดว่าตนเองดีกว่าคนกินเหล้าด้วยสูบบุหรี่ด้วยซึ่งคิดว่าตนเองย่อมดีกว่าคนติดยาเสพติด การคิดอย่างเปรียบเทียบเช่นนี้ย่อมเปรียบไปได้เรื่อย ๆ ในทั้งสองทางคือ ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ต่อเมื่อรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น จึงจะมีมาตรฐานการวัดที่ถูกต้องอย่างแท้จริง

เมื่อผู้นำรัฐเป็นคนตาบอดทางใจเสียเองแล้ว ผลเสียหายยิ่งร้ายแรงมากขึ้นและมีผลกระทบต่อคนหมู่มากอย่างน่าใจหาย เช่น รัฐบาลอังกฤษได้ออกกฎหมายอนุญาตให้ผับต่าง ๆ เปิดขายสุราได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้คนดื่มสุรามากขึ้นโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น นอกจากนั้น ยังยกเลิกกฎหมาย ไม่จัดกัญชาว่าเป็นยาเสพติดที่ร้ายแรงอีกต่อไป ใครต่อใครจึงสามารถสูบกัญชาได้เหมือนสูบบุหรี่ ไม่ถูกจับมาลงโทษเหมือนสมัยก่อน กฎหมายที่โง่เขลาเบาปัญญาเหล่านี้จึงกลายเป็นมาตรฐานสมมุติที่คนนำมาเปรียบเทียบความดีเลวของตนเอง และกลับกลายเป็นกฎหมายที่สร้างปัญหาสังคมอย่างไม่จบไม่สิ้น เป็นการช่วยส่งเสริมทำลายสุขภาพของประชาชนของตนเองแทนที่จะช่วยปกป้องในฐานะผู้ปกครองที่ดี ทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคลแทนที่จะนำไปใช้สร้างสรรค์สิ่งดี ๆ หรือใช้ในสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ นั้นกลับต้องมาทุ่มเทเพื่อแก้ปัญหาปลายเหตุที่รัฐบาลเป็นคนสร้างขึ้นมาเสียเอง

ความอ่อนแอของสถาบันศาสนาทั่วโลกก็เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้สังคมปั่นป่วนมากขึ้น เพราะไม่มีผู้นำทางจิตวิญญาณที่สามารถแสดงออกซึ่งภูมิปัญญาทางธรรมอย่างแท้จริง จึงไม่สามารถยับยั้งกฎหมายที่เป็นโทษต่อสังคม สังคมจึงขาดทิศทางของชีวิตที่ถูกต้อง การนำคนหมู่มากไปสู่เป้าหมายปลายทางของชีวิตอันคือสัจธรรมอันสูงสุดนั้นควรเป็นหน้าที่ของผู้นำทางศาสนาที่ทำร่วมกับผู้นำทางการเมืองโดยเป็นผู้ปรึกษาให้นักการเมือง แต่เมื่อผู้นำทางศาสนาไม่มีความรู้เรื่องสัจธรรมอันสูงสุดแล้ว จึงไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้สังคมได้ การนำสังคมจึงตกเป็นหน้าที่ของนักการเมืองและสื่อมวลชนซึ่งล้วนแต่มีตาใจที่มืดบอดและอดไม่ได้ที่จะทำตามอำนาจของกิเลสทั้งสิ้น แถมผู้นำศาสนาบางลัทธิกลับไปสอนให้คนเกลียดชังซึ่งกันและกัน ถึงขนาดสอนให้พลีชีพตนเองเพื่อฆ่าคนหมู่มากที่ไม่เห็นด้วยต่อลัทธิของตนเพื่อการได้ไปสวรรค์อยู่กับพระเจ้า อันเป็นการกระทำของคนมืดบอดอย่างสนิท จึงทำให้สังคมโลกปั่นป่วนมากในระดับที่เกือบประทุกันทุกหย่อมหญ้าแล้ว

ฉะนั้น ศีลธรรมสัมพัทธจึงกลายเป็นสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดความล้มเหลวทางด้านศีลธรรมของทั่วโลก เพราะคนยุคนี้มักถนัดที่จะหาคนที่เลวกว่าตนเองมาเปรียบเทียบด้วยเสมอ เพื่อจะได้รู้สึกว่าตนเองก็ยังมีส่วนดีอยู่ การคิดเช่นนี้จึงทำให้คนไม่ดี คนขาดศีลธรรมมีเพิ่มมากขึ้น อันเป็นสาเหตุที่สร้างปัญหามากมายให้แก่สังคมโลก นอกจากนั้น การบูชาคนที่มีเงิน มีอำนาจและมีชื่อเสียงก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ศีลธรรมของโลกย่อหย่อนลงจนแทบไม่เหลืออยู่แล้ว เพราะคนไม่น้อยอาจจะร่ำรวยและมีชื่อเสียงขึ้นมาได้เพราะการกระทำที่ทุจริตหรือทำมิจฉาอาชีพของตนเอง เช่น การขายอาวุธ ขายสิ่งเสพติดทั้งหลาย การให้เกียรติและบูชาคนผิดศีลธรรมเพียงเพราะเขาร่ำรวยจึงไม่ต่างจากการเอาหนังสือศีลธรรมมาฉีกทิ้งเล่น และทำให้เรื่องผิดศีลธรรมกลายเป็นเรื่องปกติเป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น เมื่อไม่มีสิ่งที่ดีที่สุดมาใช้เป็นมาตรฐานของการเปรียบเทียบแล้ว จากการช่วยเหลือของฮอลลีวู๊ดที่ผลิตภาพยนตร์ที่เน้นการใช้ความรุนแรง ทำเรื่องการทำร้ายร่างกาย ฆ่ากัน ยิงกัน ให้เป็นเรื่องเท่ห์ พร้อมกับเกมส์คอมพิวเตอร์ที่ส่วนมากเน้นแต่การทำร้ายซึ่งกันและกัน เด็ก ๆ จึงเห็นการกระทำผิดศีลเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ ธรรมดาไป เพราะเป็นสิ่งที่เขายอมรับกันในภาพยนตร์ ในเกมส์คอมพิวเตอร์ การใช้ชีวิตอย่างไร้ศีลธรรมจึงจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตไปในอนาคต ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่ยุคมิคสัญญี คือ ยุคที่มนุษย์สามารถฆ่ากันด้วยความเข้าใจผิดว่ามนุษย์เป็นผักปลา

การทำผิดศีลข้อที่สามเช่นการทำผิดลูกผิดเมียของผู้อื่นหรือไม่ซื่อสัตย์ต่อสามีหรือภรรยาของตนเองเคยเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมในอดีตกลับกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับกันมากขึ้นเพราะเป็นเรื่องที่ทำกันในหมู่คนร่ำรวยและมีชื่อเสียง เช่น ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง ผู้เป็นปูชนียบุคคล เช่น ครูบาอาจารย์ ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา แม้กระทั่งพระสงฆ์องค์เจ้า ทุกวันนี้ สถิติการหย่าร้างมีมากขึ้นจนทำให้สถาบันครอบครัวแตกสลายและอ่อนแอลงไปมาก เด็ก ๆ มากมายจึงเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ดูแลโดยมีพ่อคนเดียว หรือแม่คนเดียว หรือไม่ก็ต่างพ่อต่างแม่ เมื่อพ่อแม่มีปัญหากันเองเพราะถูกสังคมบีบคั้นแล้ว การจะทำตัวเป็นพ่ออย่างแม่อย่างให้ลูกจึงยากขึ้นเป็นธรรมดา เด็กรุ่นใหม่จึงไม่มีแบบอย่างที่ดีที่จะเรียนรู้และทำตาม จึงกลายเป็นสาเหตุเพิ่มเติมที่ทำให้ศีลธรรมย่ำแย่ลง ก่อให้เกิดปัญหาสังคมที่อีนุงตุงนังพันกันให้ยุ่งไปหมด

จุดนิ่งของจักรวาลสามารถยุติศีลธรรมสัมพัทธ
การที่จะยุติสภาวะที่สับสนและยุ่งเหยิงของสังคมและศีลธรรมนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยุติการคิดเรื่องศีลธรรมอย่างสัมพัทธหรือเปรียบเทียบ จะทำเช่นนั้นได้ เราจำเป็นต้องรู้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการมีศีลธรรมจรรยาเสียก่อน คนจะต้องรู้ว่าทำไมนักการศาสนาหรือนักบุญทุกท่านที่ผ่านมาในโลกจะต้องสอนคนให้ทำแต่ความดีและมีศีลธรรมเสมอ การพบจุดนิ่งของจักรวาลอันคงที่ถาวร หรือ การพบสัจธรรมอันสูงสุดเท่านั้นที่สามารถแก้ปัญหาอันสลับซับซ้อนที่เนื่องกับสังคมและศีลธรรมได้ เปรียบเหมือนการแก้ปมเชือกของเส้นด้ายจากต้นสุดหรือปลายสุด เพื่อปมอื่น ๆ จะสามารถหลุดออกเป็นเปาะ ๆ จนกลายเป็นเส้นตรงได้ เมื่อรู้ว่าสัจธรรมสูงสุดคืออะไรแล้ว จะเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการรักษาศีลได้อย่างชัดเจนทีเดียวว่า คนเราต้องทำความดี มีศีลธรรมก็เพราะมันจะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยให้ผู้รักษาศีลเข้าถึงสัจธรรมอันสูงสุดนั่นเอง

นี่จึงพาเรากลับมาสู่ความคิดของไอน์สไตน์ที่ว่า ทำไมเขาจึงตั้งคำถามและต้องการหาจุดนิ่งของจักรวาลที่แน่นอนและพึ่งพาได้ เพราะถ้าเราสามารถหาจุดนิ่งของจักรวาลหรือสัจธรรมอันสูงสุดได้แล้ว สังคมโลกย่อมมีความหวังที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข เป็นปกติ และมีสันติภาพ ถึงแม้ฟังดูแล้วอาจจะเป็นความฝันที่เป็นไปไม่ได้ก็ตาม มนุษย์ก็ควรจะพยายามทำให้ดีที่สุดก่อน เพราะผลของมันนั้นเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย หากไม่มีจุดนิ่ง หรือ สิ่งเที่ยงแท้ ถาวรของจักรวาลที่เราสามารถใช้เป็นมาตรฐานวัดสิ่งต่าง ๆ ได้แล้วละก็ ทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ในลักษณะที่หละหลวม เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง หรือ เป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ จนก่อให้เกิดศีลธรรมสัมพัทธขึ้นมา

แต่หากเราสามารถหาจุดนิ่งของจักรวาลหรือสัจธรรมอันสูงสุดที่สามารถใช้เป็นมาตรฐานการวัดสิ่งต่าง ๆ ได้แล้วละก็ ผลที่ได้ก็จะมีค่าคงที่ สมบูรณ์ แน่นอน ไม่ขึ้นอยู่กับการตีความที่แตกต่างกันของแต่ละคนอีกต่อไป พระนิพพานนั่นแหละคือ ทฤษฎีเอกภาพที่สามารถให้คำตอบทุกอย่างแก่ชีวิตได้ ดังที่ไอน์สไตน์บอกแล้วว่า วิทยาศาสตร์นั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการคิดเรื่องของชีวิตประจำวันนี่เอง เมื่อรู้จักสภาวะพระนิพพานหรือผัสสะบริสุทธิ์แล้ว จึงจะรู้แน่ชัดว่าทำไมมนุษย์เราต้องรักษาศีลและทำแต่ความดี เรื่องเหตุผลของการมีศีลธรรมเป็นสิ่งที่ดิฉันได้พูดไปแล้วในหนังสือเรื่องใบไม้กำมือเดียวและคู่มือชีวิตทั้งภาคศีลธรรมและภาคกฎแห่งกรรม

ทำไมอัจฉริยบุคคลจึงชอบงานเรียบง่าย
หลายปีก่อน ดิฉันได้มีโอกาสดูสรรคดีเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องการติดตามชีวิตของชายสามสี่คน ทุกคนล้วนจัดอยู่ในกลุ่มที่มีไอคิวอยู่ในระดับสูงมากเมื่อตอนที่เป็นเด็ก จึงล้วนมีความสามารถพิเศษไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในขณะที่สังคมคิดว่าเด็ก ๆ ที่ชาญฉลาดในระดับอัจฉริยะเหล่านี้จะเติบโตขึ้นมาและมีงานที่อยู่แวดวงของปัญญาชนในสถาบันการศึกษาที่สูงส่งนั้น ข้อเท็จจริงกลับกลายเป็นว่า คนฉลาดมากเหล่านี้กลับมายึดอาชีพของช่างไม้บ้าง ช่างซ่อมท่อประปาบ้าง เป็นชาวนาที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในชนบทบ้าง หรือเป็นพ่อครัวทำอาหารบ้าง

ที่จริงแล้ว นี่มิใช่เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใดเลย ข้อเปรียบเทียบของท่อความคิดอันเป็นภูมิปัญญาฝ่ายโลก the tube of intellect จะสามารถอธิบายถึงสาเหตุที่ว่าทำไมคนในระดับอัจฉริยะเหล่านี้จึงเลือกที่จะทำงานเรียบง่ายที่สังคมมักจะให้คุณค่าว่าเป็นงานต่ำ เพราะคนที่มีไอคิวสูงเหล่านี้รู้ข้อเท็จจริงว่า เมื่อประตูแห่งความรู้หนึ่งเปิดออกนั้น มันเพียงเปิดให้เราก้าวไปสู่อีกประตูหนึ่งที่อยู่ถัดไปเท่านั้นเอง และก็เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่เป็นเรื่องการขบคิดแก้ปัญหาด้วยวิธีการของสมองแล้วไซร้ การแก้ปัญหาที่แท้จริงจะไม่เกิด คนที่มีไอคิวยิ่งสูงจนถึงระดับอัจฉริยะนั้นจึงเปรียบเหมือนคนที่สามารถเดินเข้าไปถึงสุดท่อของความคิดอันเป็นภูมิปัญญาฝ่ายโลกแล้ว ฉะนั้น คนเหล่านี้จึงเห็นกำแพงที่อยู่สุดท่อของความคิดก่อนคนอื่น คือเขาสามารถคิดจนถึงจุดที่เขาคิดต่อไปไม่ได้อีก ได้พบทางตันของความคิดแล้ว เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไร ย่อมเป็นธรรมชาติอยู่เองที่จะต้องเดินเลี้ยวกลับมาตามท่อเพื่อออกมายืน ณ. จุดเออีก คนมีไอคิวสูงเหล่านี้จะรู้จากประสบการณ์ของตนเองว่า การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย และธรรมดา ๆ อย่างที่สุดนั้นย่อมมีความเอร็ดอร่อยกว่าการใช้พลังอำนาจของสมอง คนที่เป็นอัจฉริยะเท่านั้นจึงจะเข้าใจผู้ที่เป็นอัจฉริยะด้วยกันได้ It takes a genius to understand a genius. นี่แหละคือ เหตุผลที่ว่าทำไม คนที่มีไอคิวสูงมากเหล่านี้จึงกลับมายึดอาชีพธรรมดา ๆ ที่ไม่มีอะไรตื่นเต้นเช่นนั้น

การเลี้ยวกลับ
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็เป็นอัจฉริยะบุคคลหนึ่งที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเลี้ยวกลับเพื่อต้องการกลับไปสู่จุดเอที่เขาได้ละทิ้งมาก่อนเข้าไปในท่อของความคิด จะเห็นได้ก็จากการใช้ชีวิตและประโยคคำพูดของเขาที่เต็มไปด้วยความเรียบง่าย ปกติ และธรรมดาอย่างมากที่สุด ซึ่งคุณภาพเหล่านี้ล้วนเป็นคุณลักษณะเด่นของสัจธรรมอันสูงสุดหรือโลกแห่งผัสสะบริสุทธิ์นั่นเอง คำพูดต่าง ๆ ข้างล่างนี้ของไอน์สไตน์ซึ่งดิฉันได้คัดลอกออกมาจากอินเตอร์เน็ตนั้นได้ชี้ให้เห็นว่า ไอน์สไตน์กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเลี้ยวกลับออกจากท่อความคิดเพื่อกลับมาสู่จุดเออีก คำพูดเหล่านั้นคือ

ถ้าผมสามารถเลือกใช้ชีวิตได้อีก คราวนี้ผมจะเลือกเป็นนายช่างซ่อมท่อประปา

โต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้หนึ่งตัว ผลไม้หนึ่งถาด และไวโอลินหนึ่งตัว จะมีอะไรอีกเล่าที่จะสามารถทำให้ชายคนหนึ่งมีความสุขมากกว่านี้

แรงโน้มถ่วงของโลกไม่สามารถรับผิดชอบต่อความรักของหนุ่มสาวที่มีต่อกัน

พยายามอย่าเป็นชายที่เน้นความสำเร็จ แต่เป็นชายที่เน้นคุณค่าของความดี

เราต้องไม่บูชาภูมิปัญญาฝ่ายโลกเหมือนมันเป็นพระเจ้า เพราะมันเหมือนกล้ามเนื้อที่แข็งแรง แต่ขาดบุคลิกที่ดี

หัวใจของวิทยาศาสตร์ไม่มีอะไรมากไปกว่าการขูดเกลาความคิดที่เนื่องกับเรื่องราวของชีวิตประจำวัน

เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยใช้สติในระดับเดียวกับที่เราสร้างมันขึ้นมา

แหล่งความรู้ที่แท้จริงคือประสบการณ์

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่อันสร้างอารยธรรมของเรานั้นเปรียบเหมือนขวานที่อยู่ในเงื้อมมือของฆาตกร

สรุป
ถึงแม้อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้จากโลกนี้ไปแล้วโดยที่เขายังไม่ได้พบสัจธรรมอันสูงสุดก็ตาม เขาก็ยังได้ทิ้งมรดกทางปัญญาอย่างมากมายให้แก่มนุษยชาติ แต่สำหรับดิฉันแล้ว มรดกที่สำคัญที่สุดที่ไอน์สไตน์ทิ้งไว้ให้แก่มวลมนุษย์คือ การตั้งคำถามของเขาในเรื่องเกี่ยวกับจุดนิ่งของจักรวาลและทฤษฎีเอกภาพ รวมทั้งการชี้ทางไปสู่การหาคำตอบในพระพุทธศาสนา ดิฉันอยากเชื่อว่า ความคิดนี้ของไอน์สไตน์จะสามารถสร้างความตื่นตัวในหมู่ปัญญาชนโดยเฉพาะปัญญาชนไทยให้กลับมาเสาะแสวงหาภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้ามากขึ้น ซึ่งภูมิปัญญาในส่วนพระนิพพานหรือสัจธรรมอันสูงสุดซึ่งดิฉันใช้คำวลีว่า ผัสสะบริสุทธิ์ นั้นเป็นส่วนที่อยู่เหนือกรอบแห่งประเพณีและวัฒนธรรมทางศาสนาต่าง ๆ เป็นเรื่องครอบจักรวาล เป็นเรื่องสากลที่สามารถเข้าถึงได้ด้วยเหตุผลและวิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ไม่จำเป็นต้องแยกระหว่างการเชื่อศาสนาหรือเชื่อวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด ซึ่งเป็นวิธีการเดียวที่จะสามารถรวมมนุษยชาติให้เป็นเอกภาพได้ในฐานะที่ทุกคนเป็นมนุษย์ของดาวนพพระเคราะห์ดวงนี้เท่าเทียมกันหมด

นี่คือเป้าหมายหลักที่ดิฉันพยายามจะทำให้ดีที่สุด นั่นคือ หยิบยื่นสัจธรรมให้แก่ท่านด้วยการเข้าถึงอย่างเป็นกลาง ๆ ที่สุด ห่างจากกรอบประเพณีของศาสนาที่มักมีความขัดแย้งซึ่งกันและกัน ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานของดิฉันโดยเฉพาะในบทนี้ได้สร้างความยุติธรรมทั้งต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและต่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
ชูคลณ์ (IP:161.200.255.162,161.200.93.179,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 12 ก.ย. 2548 (19:37)
น่าสนใจนะคะ จะลองส่งไป^^
Ja_kk (IP:203.113.76.12,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 17 ก.ย. 2548 (17:29)
ผมจะขอนำข้อความ เรียงความ ความคิดเห็นตรงนี้ ไปไว้ที่ web page เกี่ยวกะเรื่องไอน์สไตล์ที่ผมทำอยู่จะได้ไหมคับ......
wizard เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 20 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 18 ก.ย. 2548 (20:53)
อยากเรียนฟิสีกกกกกกกบ้างจางเลย
kangmint@truemailcoth (IP:61.90.92.106,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 21 ก.ย. 2548 (10:23)
ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ
ในความเห็นของดิฉันนั้น การต้องการหาจุดคงที่อันแน่นอนถาวรของจักรวาลพร้อมกับความต้องการอ่านความคิดหรือจิตใจของพระเจ้านั้น ที่จริง เป็นเรื่องเดียวกัน พูดง่าย ๆ คือ อัจฉริยะบุคคลของโลกผู้นี้ต้องการหาสิ่ง ๆ หนึ่งที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็น อสังขตธรรม ซึ่งมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ แน่นอน คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง อมตะ เป็นอันติมะ คือไม่มีสิ่งอื่นใดที่สามารถไปเหนือสิ่งนี้ได้อีกแล้ว สิ่งนี้เป็นที่สิ้นสุดของพรมแดนแล้ว อันมีสิ่งเดียวในจักรวาลนี้เท่านั้น คือ พระนิพพาน นั่นเอง

พระพุทธเจ้าได้บรรยายลักษณะพระนิพพานเช่นนี้คือ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ในอายตนะนั้น ไม่ใช่ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่โลกหน้า ไม่ใช่พระจันทร์ ไม่ใช่พระอาทิตย์ ไม่ใช่การมา ไม่ใช่การไป ไม่ใช่การตั้งอยู่ ไม่ใช่การจุติ ไม่ใช่การเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ความเป็นไป ไม่ใช่อารมณ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นคือ ที่สุดแห่งทุกข์”

จากการบอกเล่าของพระพุทธเจ้า จึงแน่นอนเหลือเกินว่ามีสิ่ง ๆ หนึ่งในจักรวาลที่มีลักษณะไม่เหมือนอะไร และไม่มีอะไรเหมือน คุณลักษณะเช่นนี้แหละคือ ทฤษฎีเอกภาพที่ไอน์สไตน์พยายามจะหาให้พบ คุณลักษณะสมบูรณ์ดังกล่าวนี้เท่านั้น จึงจะเป็นสิ่งที่พึ่งพาได้ ไม่มีความโคลงเคลง และไม่แน่นอนเหมือนกลศาสตร์ควอนตัมที่ไอน์สไตน์หมิ่นและยอมรับไม่ได้

ฉะนั้น มนุษยชาติต้องรู้ว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติหนึ่งอันเป็นที่สุดของทุก ๆ สิ่งในจักรวาลนี้ย่อมมีอยู่ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ค้นพบแล้วในคืนที่ท่านตรัสรู้เมื่อ ๒๕๙๓ ปีก่อน นับจากคืนนั้นเป็นต้นมา ในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาย่อมมีผู้รู้ตามพระพุทธเจ้าเสมอมา ที่สามารถออกมาประกาศย้ำต่อมวลมนุษย์อย่างมั่นใจว่า พระนิพพานอันเป็นสัจธรรมอันสูงสุดของจักรวาลที่มีความแน่นอน และมั่นคงนั้นย่อมมีอยู่ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนายืนหยัดอยู่ได้ถึงทุกวันนี้ สัจธรรมอันสูงสุดหรือพระนิพพานนี้แหละคือ สิ่งที่ไอน์สไตน์ต้องการหาในช่วงชีวิตแห่งการเป็นนักคิดของเขาโดยผ่านวิธีการและกลไกทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิธีการเข้าถึงสัจธรรมที่ผิดพลาด เพราะสัจธรรมนี้จะต้องเข้าถึงด้วยวิธีการของ ปัญญา ศีล สมาธิ เท่านั้น หรือ จะพูดให้รัดกุมคือ ต้องใช้วิธีการปฏิบัติสติปัฏฐานสี่หรือวิปัสสนาเท่านั้นจึงจะเข้าถึงสภาวะที่เป็นอันติมะนี้ได้

สัจธรรมอยู่แค่ปลายจมูกของคนทุกคน
หลังจากกรณีเหตุการณ์พิสดารทางใจของดิฉันในเดือนตุลาคมในปี ๒๕๔๐ นั้น ดิฉันมีความมั่นใจเหลือเกินว่า จุดนิ่งในจักรวาลและทฤษฎีเอกภาพที่ไอน์สไตน์เฝ้าหาอยู่นั้นได้ซ่อนอยู่ในการสังเกตการณ์ของข้อเปรียบเทียบที่ไอน์สไตน์พูดถึงรถไฟสองขบวนที่วิ่งด้วยความเร็วที่พร้อมกันนั่นเอง ทั้ง ๆ ที่ไอน์สไตน์ก็เห็น ๆ อยู่ แต่เขาก็ไม่สามารถรู้ได้ว่านั่นคือสัจธรรมอันสูงสุดของจักรวาลแล้ว เหมือนการมองข้ามคำตอบของปัญหาเชาวน์นั่นเอง เพราะหัวสมองของเขามัวคิดวุ่นอยู่กับการหาคำตอบให้กับจักรวาลที่เปรียบเหมือนการหาคำตอบให้กับคำถามปริศนาของฝรั่งที่ว่า

What is it that has two in a week and one in a year?
อะไรเอ่ยที่มีสองอยู่ในหนึ่งอาทิตย์และมีเพียงหนึ่งในหนึ่งปี

นี่เป็นปัญหาเชาวน์ ซึ่งเป็นเรื่องตื้นที่ไม่ต้องคิดลึกเพื่อหาคำตอบ เพราะคำตอบของปัญหาเชาวน์มักอยู่เบื้องหน้าของเราแล้ว คำตอบของปริศนานี้จึงไม่ต้องไปคิดไกล และคิดลึก แต่ต้องไปดูที่คำว่า week กับ year แทน ก็จะได้คำตอบที่ง่าย ๆ อันคือ ตัวอักษร e นั่นเอง ซึ่งเป็นคำตอบที่อยู่เบื้องหน้าแล้ว

การหาคำตอบให้กับทฤษฎีเอกภาพหรือการเข้าถึงสัจธรรมอันสูงสุดก็เหมือนการหาคำตอบให้กับปัญหาเชาวน์ซึ่งไม่ต้องอาศัยพลังสมองเพียงถ่ายเดียวเท่านั้น ปัจจัยที่สำคัญคือ จะต้องมีผู้รู้ที่ตรัสรู้ด้วยตนเองมาชี้แนะให้เสียก่อนซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ท่านแรก และมีผู้รู้ตาม ๆ ท่านมาจนถึงยุคสมัยนี้ ผู้รู้เหล่านี้แหละจึงจะสามารถชี้บอกได้ว่าสัจธรรมในขั้นอันติมะของจักรวาลเป็นเรื่องพื้น ๆ ธรรมดา ๆ และง่าย ๆ ที่อยู่แค่ปลายจมูกของคนทุกคนแล้ว เหมือนคำตอบของปัญหาเชาวน์ที่ไม่จำเป็นต้องคิดมากแต่อย่างใด เพราะความที่มีลักษณะเป็นหญ้าปากคอกนี้เอง จึงทำให้พระนิพพานกลายเป็นเรื่องยากที่สุดในเหล่าปัญญาชนทั้งหลายที่ถนัดการคิดมากและคิดลึก เปรียบเสมือนการเดินเข้าไปในท่อความคิดอันเป็นปัญญาฝ่ายโลก the tube of intellect

ที่นี่ เดี๋ยวนี้
ที่นี่ เดี๋ยวนี้ คือ คำตอบที่อัจฉริยะบุคคลเช่นไอน์สไตน์ต้องการหาอยู่แต่ล้มเหลว ซึ่งคำตอบก็ได้ซ่อนอยู่แล้วในการสังเกตการณ์รถไฟสองขบวนที่วิ่งด้วยความเร็วพร้อมกัน ที่นี่ เดี๋ยวนี้ คือ จุดคงที่ของจักรวาลที่สามารถใช้เป็นมาตรการพื้นฐานวัดสิ่งต่าง ๆ ได้ ในบทที่สามของหนังสือเล่มนี้ ดิฉันได้พูดอธิบายเรื่องที่นี่ เดี๋ยวนี้ ในฐานะที่เป็นสัจธรรมอันสูงสุด ที่มีความเรียบง่ายและปกติธรรมดา

การเข้าถึงที่นี่ เดี๋ยวนี้ เป็นเรื่องของการฝึกทักษะทางใจเหมือนการสามารถยืนบนแผ่นกระดานโต้คลื่น และสามารถฝึกทักษะที่จะโต้คลื่นลูกเล็กและลูกใหญ่ได้โดยไม่ล้ม

จิตใจของมนุษย์เป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก
ผู้ที่เป็นนักเขียนอาชีพนั้นจะรู้ดีว่า หากเริ่มต้นงานเขียนชิ้นหนึ่งด้วยประโยคหนึ่งหรือย่อหน้าหนึ่งที่ผิดพลาดแล้วละก็ เขาจะคิดต่อไม่ได้ จะเกิดการอุดตันทางด้านความคิด แม้ประโยคหรือย่อหน้าที่เขียนไปนั้นอาจจะฟังเพราะ สวยหรู และดูดีอย่างไรก็ตาม ก็ไม่สามารถเขียนต่อได้ ฉะนั้น การเปลี่ยนประโยค หรือ เปลี่ยนวิธีการเขียน ซึ่งอาจจะดูเรียบ ๆ ไม่ดึงดูดความสนใจแต่อย่างใด แต่ประโยคใหม่เหล่านั้นจะสามารถทำลายกำแพงของการอุดตันทางความคิด ทำให้หัวสมองทำงาน สามารถคิดได้คล่องแคล่วเหมือนน้ำประปาพุ่งไหลออกจากท่อน้ำฉันใดก็ฉันนั้น

สมองและจิตใจของมนุษย์เป็นเรื่องแปลกประหลาด คุณจำเป็นต้องรู้จักใช้งานมัน มันจึงจะทำงานให้คุณได้อย่างคล่องแคล่ว ถ้าคุณไม่มีทักษะที่จะใช้งานมันแล้ว คุณจะไปไม่ถึงไหนเลย เหมือนกับการต่อตัวต่อ jigsaw puzzle คนที่ยังไม่มีความชำนาญนั้นจะเริ่มต่อตัวต่อโดยไม่มีการจัดกลุ่ม หรือ แยกสีสันให้มันอยู่ในกลุ่มเดียวกันเสียก่อน จู่ ๆ ก็หยิบชิ้นส่วนขึ้นมาและก็พยายามต่อมันไป การทำเช่นนี้จะก้าวหน้าได้ช้ามาก แต่หากคนที่มีความชำนาญแล้ว เขาจะต้องแยกกลุ่ม แยกสี ของตัวต่อเหล่านี้ก่อน และเริ่มต้นวางตัวต่อที่ขอบเรียบเสียก่อน ซึ่งจะทำให้เขาสามารถต่อตัวต่อได้ง่ายและมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

การเปรียบเทียบดังกล่าวข้างต้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับอัลเบริต์ ไอน์สไตน์ รวมทั้งนักคิดที่เป็นปัญญาชนทั้งหลาย เว้นเสียแต่ผู้มีทักษะทางวิปัสสนาเท่านั้น ในบทที่ห้าของหนังสือเล่มนี้ ดิฉันได้พูดถึงจุดเอในฐานะที่เป็นพรมแดนสุดท้าย the final frontier ที่จริงคือ สภาวะของที่นี่ เดี๋ยวนี้ อันเป็นปรากฏการณ์ของสัจธรรมอันสูงสุดหรือจุดคงที่ของจักรวาลนั่นเอง ซึ่งอยู่เบื้องหน้าของคนทุกคนแล้ว นักศึกษาของดิฉันรู้จักสภาวะที่เป็นอันติมะนี้ ว่า “ผัสสะบริสุทธิ์” นั่นเอง

หากปราศจากการชี้แนะของผู้รู้จริงแล้วละก็ คนส่วนมากมักยินดีที่จะเดินละจากจุดเออันเป็นสภาวะของสัจธรรมอันสูงสุด และรีบเร่งเดินเข้าไปในท่อแห่งความคิดอันเป็นภูมิปัญญาฝ่ายโลก the tube of intellect ซึ่งดิฉันได้อธิบายไว้ในบทที่หกของหนังสือเล่มนี้ การเดินเข้าไปในท่อแห่งความคิดจะเปรียบเหมือนการตั้งคำถามที่ผิด หรือการเขียนที่เริ่มต้นด้วยประโยคหรือย่อหน้าที่ผิดพลาดที่ก่อให้เกิดการอุดตันทางปัญญานั่นเอง

สุตตะมยปัญญาเปรียบเหมือนเรือรั่ว
ท่อแห่งความคิดอันเป็นภูมิปัญญาฝ่ายโลกนี้แหละ ในมุมมองหนึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เพราะความคิดเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการสร้างอารยธรรมทุกอย่างของมนุษยชาติ กิจกรรมทุกอย่างจะสำเร็จได้ด้วยการคิดเป็นเบื้องต้น แต่หากมองจากมุมมองของสัจธรรมอันสูงสุดแล้วละก็ มันกลับกลายเป็นกำแพง เป็นสิ่งกีดขวางภูมิปัญญาทางธรรมที่ลึกซึ้งและน่ากลัวที่สุด หากเปรียบเทียบภูมิปัญญาทางโลกแล้ว มันก็ไม่ต่างจากเรือสินค้าลำใหญ่ที่มีรูรั่วอยู่ใต้ท้องเรือ เรือสินค้าลำนี้ย่อมไปไม่ได้ไกล ถึงอย่างไรก็ต้องจมวันยังค่ำ จริงหรือไม่นั้น ก็ขอให้ดูอารยธรรมของโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ไม่ว่าอารยธรรมนั้นจะมีความรุ่งเรืองอย่างไรก็ตาม มันก็ต้องมาถึงจุดแห่งความอ่อนแอและล่มจมไปในที่สุดเสมอ

เนื่องจากความคิดเป็นเครื่องมือพื้นฐานของมนุษย์ที่ใช้ทั้งสร้างสรรค์และทำลาย จึงไม่มีเครื่องมืออื่นที่จะใช้ตรวจสอบเครื่องมือพื้นฐานของมนุษย์อันคือความคิดนี้ เหมือนน้ำมีลักษณะเหลว ไฟมีลักษณะร้อน มนุษย์จึงไม่มีทางรู้ด้วยตนเองว่า ความคิดมีคุณลักษณะเฉพาะอย่างของมันคือ ความเป็นมายา มนุษย์จึงถูกความคิดของตนเองหลอกว่า การสามารถคิดได้มาก คิดได้เก่งในเชิงสร้างสรรค์นั้นเป็นสิ่งดี ซึ่งส่วนดีก็มีอยู่อย่างแน่นอน แต่ส่วนเสียนั้นมิใช่เพียงเรื่องการทำลายล้างเผ่าพันธุ์และอารยธรรมของมนุษย์เท่านั้น ข้อเสียที่มนุษย์ไม่มีวันรู้ได้หากผู้รู้จริงไม่บอกคือ ความเป็นมายาของความคิดนี้ได้หลอกให้มนุษย์เดินเข้าไปในท่อความคิดนี้เพื่อไปสู่ทางตันในที่สุดเท่านั้น ไม่มีทางไปต่อได้อีกแล้ว มนุษย์จึงไม่ควรภูมิใจต่อเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่และการคิดค้นต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์อย่างเกินเลยจนถึงขนาดบูชาสิ่งเหล่านี้เป็นพระเจ้า เพราะหากดูให้ดีแล้ว ล้วนเป็นเรื่องดาบสองคมทั้งสิ้น แม้อารยธรรมทางวัตถุได้ทำให้มนุษย์กลุ่มหนึ่งอยู่ได้อย่างสุขสบายก็ตาม แต่มนุษย์ก็ยังไม่มีความพอใจอยู่นั่นเอง ยังคงไขว่คว้าแสวงหาอะไรบางอย่างอยู่เสมอ และความทุกข์ของมนุษย์ก็ไม่ได้มีน้อยลงแต่อย่างใด กลับมีเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความตีบตันของภูมิปัญญาฝ่ายโลกนั่นเอง เพราะสิ่งที่มนุษย์พยายามไขว่คว้าหาอยู่ด้วยความหวังว่าจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุขจริง ๆ นั้นก็คือทฤษฎีเอกภาพที่ไอน์สไตน์ต้องการหาหรือสัจธรรมอันสูงสุดหรือพระนิพพานนี้เอง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถคิดค้นและเข้าถึงได้ด้วยความคิดและการคิดเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องฟังผู้รู้ตามพระพุทธเจ้าเท่านั้น

วิธีการค้นหาสัจธรรมของไอน์สไตน์โดยวิธีการทางคณิตศาสตร์นั้น ก็เปรียบเหมือนการละทิ้งสัจธรรมที่อยู่เบื้องหน้าแล้วหรือจุดเอ และเดินเข้าไปในท่อแห่งความคิดทางปัญญา the tube of intellect ซึ่งเหมือนกับการเริ่มต้นงานเขียนด้วยประโยคหรือย่อหน้าที่ผิดพลาด หรือ การต่อตัวต่อโดยไม่มีการจัดกลุ่มและแยกสีแต่อย่างใด การคิดได้อย่างกว้างขวางของไอน์สไตน์จนทำให้เขาอยู่ในระดับอัจริยะบุคคลแห่งความเป็นนักคิดนั้นจึงไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าการยิ่งเดินลึกเข้าไปในท่อแห่งความคิดนี้ สิ่งที่เขาพบในที่สุดคือ ทางตัน นั่นเอง

สัมพัทธภาพคือความทุกข์
ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ที่พบว่าทุกอย่างเคลื่อนที่ในลักษณะสัมพัทธนั้น ที่จริงแล้ว กฏนี้ย่อมครอบคลุมไปถึงสภาวะทางจิตใจของคนเราด้วย การไม่รู้จุดคงที่ของจักรวาลก็เปรียบเหมือนการไม่รู้จุดคงที่หรือสภาวะปกติของใจ เมื่อไม่รู้สภาวะปกติของใจแล้ว จึงรู้แต่สภาวะคู่ที่ขึ้นลง ดีชั่ว สูงต่ำ อันมีค่าสัมพัทธ เพราะเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบกัน ภาษาของพระพุทธเจ้าเรียกสภาวะสัมพัทธนี้ว่า ความไม่เที่ยง หรือ อนิจจัง เพราะความที่ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง เปลี่ยนแปลง มันจึงมีธรรมชาติที่เป็นทุกข์ เพราะธรรมชาติที่คลอนแคลน เปลี่ยนแปลง ไม่มั่นคงนี้เองที่เป็นดุจเชื้อเพลิงที่ยุยงให้เจ้าชายสิตธัตถะค้นหาหนทางหลุดพ้นจากความทุกข์ และอัลเบริต์ไอน์สไตน์ค้นหาทฤษฎีเอกภาพโดยพยายามอ่านความคิดและการทำงานของพระเจ้าให้ได้ ซึ่งในที่สุด เจ้าชายสิตธัตถะได้พบสัจธรรมอันสูงสุดหรือทางหลุดพ้นจากความทุกข์ จึงได้กลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเป็นครูผู้รู้จริงท่านแรกของโลก แต่โชคร้ายที่อัลเบริต์ ไอน์สไตน์ กลับค้นไม่พบ จึงไม่ได้คงตำแหน่งของผู้รู้ตามพระพุทธเจ้า แต่เป็นเพียงนักฟิสิกส์ที่ได้รับรางวัลโนเบล และเป็นนักคิดในระดับอัจฉริยะบุคคลที่จากโลกนี้ไปอย่างมืดมนอนธการเหมือนมนุษย์ในโลกอีกมากมาย

มาบัดนี้ ดิฉันสามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจว่า สัจธรรมอันสูงสุดไม่ได้อยู่ไกลเลย ไม่จำเป็นต้องท่องเที่ยวไปนอกโลกหรือในจักรวาลเพื่อค้นหามัน และไม่ได้อยู่ในที่ ๆ จะค้นพบได้หลังจากตายไปแล้ว แต่สัจธรรมอันสูงสุดกำลังอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ กำลังอยู่ต่อหน้าของคนทุกคนทั้งที่กำลังอ่านประโยคนี้อยู่หรือไม่ได้อ่านก็ตาม ผู้รู้จริงทุกท่านมักพูดประโยคดังกล่าวนี้เหมือนกันหมดว่า

“หากสัจธรรมไม่ได้อยู่ต่อหน้าคุณในขณะนี้แล้ว คุณคิดว่าคุณจะไปหามันได้ที่ไหนหรือ”

ไม่ว่าคุณมีความเชื่อทางการเมืองและทางศาสนาอย่างใด ไม่สำคัญ เพราะข้อเท็จจริงคือสัจธรรมอันสูงสุดย่อมมีหนึ่งเดียวเท่านั้น คุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยและอยากจะเถียงจนหน้าดำหน้าเขียวก็ตามแต่ มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงว่า สัจธรรมอันสูงสุดในธรรมชาติมีอยู่หนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่มีมากกว่านั้นแน่นอน ฉะนั้น การที่นักวิทยาศาสตร์อย่างไอน์สไตน์หรือแม้ท่านอื่น ๆ ที่ต้องการหาสิ่งแน่นอน ถาวร คงที่ของจักรวาลนั้น เขาล้วนพูดถึงความต้องการหาสภาวะสัจธรรมอันสูงสุดที่มีหนึ่งเดียวทั้งสิ้น

สาเหตุที่เรามองมันไม่เห็นหรือค้นไม่พบ เพราะเราไม่มีเครื่องมือที่ถูกต้องอันเหมาะสมกับงานนี้โดยเฉพาะ ที่จริงแล้ว สัจธรรมอันสูงสุดรออยู่เบื้องหน้าเพื่อให้ทุกคนได้ค้นพบ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่สงวนไว้ให้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า หรือ คนที่รักการแสวงหาเรื่องจิตวิญญาณเท่านั้น แต่สัจธรรมเป็นของคนทุกคนไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไร เพศอะไร เผ่าพันธุ์อะไร ชาติอะไร และมีความเชื่อหรือนับถืออะไรก็แล้วแต่ ไม่สำคัญเลย สัจธรรมอันสูงสุดก็ยังคงรอให้คุณค้นมันพบอยู่นั่นเอง ตราบใดที่คุณมีเครื่องมืออันถูกต้องแล้วละก็ ย่อมรับประกันได้ว่าคุณจะต้องพบสัจธรรมอย่างแน่นอน

วิปัสสนา
ในท่ามกลางพระศาสดาทั้งหลายของโลก สิ่งที่ทำให้พระพุทธเจ้าเด่นขึ้นมาเพราะ หลังจากที่ท่านได้ค้นพบสัจธรรมอันสูงสุดแล้ว ท่านยังสามารถชี้แนวทางที่ชัดเจนให้กับผู้แสวงหาทั้งหลายที่ต้องการเดินตามรอยเท้าของท่าน เพื่อช่วยให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงสัจธรรมอันสูงสุดเหมือนกับที่ท่านได้เข้าถึงแล้ว แนวทางของท่านคือ มรรคมีองค์แปดนั่นเอง แต่หากพูดให้รัดกุมมากขึ้นก็คือ เรื่องมหาสติปัฏฐานสี่

การปฏิบัติสติปัฏฐานสี่หรือวิปัสสนาคือ เครื่องมือสำคัญที่เหมาะกับงานของการเข้าถึงสัจธรรมอันสูงสุด the right tool for the right job นอกจากนั้น เรายังสามารถดัดแปลงการฝึกวิปัสสนานี้ให้เข้าสู่บรรยากาศทางศาสนธรรมต่าง ๆ ได้ หรือจะทำให้เป็นเรื่องสากลที่ชาวโลกทำกันได้หมดโดยปรับให้เป็นการออกกำลังกายเช่น ไท้เก็ก โยคะ ก็ยังได้ เพราะวิปัสสนาไม่มีอะไรอื่นมากไปกว่าการรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่กับลมหายใจ กับการเคลื่อนไหวของกาย และความรู้สึกของกายเท่านั้นเอง เมื่อทำเช่นนี้ได้แล้ว ผู้ปฏิบัติก็จะค่อย ๆ เห็นปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตนเองด้วย ปรากฏการณ์ในจิตใจเหล่านี้คือสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยความคิด ความทรงจำ กับความรู้สึกที่ทุกคนล้วนมีกันอยู่ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาทุกอย่างในโลก วิปัสสนาจึงเป็นการปฏิบัติที่เป็นวิทยาศาสตร์มาก เหมาะกับทุกศาสนิกชน รวมทั้งผู้ที่ปฏิเสธศาสนา atheist ผู้ปฏิเสธพระเจ้า agnostic ด้วย

ความสำคัญของวิปัสสนาคือ สามารถทำให้อายตนะที่หก หรือ 6th sense ของเรากลับคืนมา พระพุทธเจ้าได้พูดว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการรับรู้ได้ ๖ ทาง ไม่ใช่ ๕ ทาง นี่จึงเป็นข่าวดีที่ชาวโลกหรือชาวมนุษย์ทุกคนต้องรับรู้ อายตนะที่ ๖ หรือ ดิฉันเรียก ตาใจ นี้เป็นตาที่สามที่ทุกคนล้วนมีอยู่แล้วทั้งสิ้นโดยธรรมชาติ แต่ใช้มันไม่เป็นเพราะไม่รู้ว่ามันมีอยู่ อายตนะที่ ๖ หรือ ตาใจนี้แหละคือเครื่องมือสำคัญที่สามารถใช้ตรวจสอบเครื่องมือพื้นฐานอันคือ ความคิด ที่มนุษย์ใช้สร้างอารยธรรมทั้งหลาย เพราะมีผู้ใช้ตาใจเป็นนี่แหละ จึงเกิดผู้รู้จริงตามพระพุทธเจ้า จึงดูออกว่า ความคิดเปรียบเหมือนเรือใหญ่ที่มีรูรั่ว ถึงจุดหนึ่งต้องจมอย่างแน่นอน

ทุกคนย่อมทราบกันดีแล้วว่า การสูญเสียสายตาของคน ๆ หนึ่งนั้นเป็นความสูญเสียอย่างมากมายสักเพียงใด การไม่มีความรู้เรื่องอายตนะที่ ๖ นี้จึงเปรียบเหมือนมนุษยชาติสูญเสียตาใจอย่างทั่วถึงเหมือนกันหมด จึงเกิดสภาวะคนตาบอดจูงคนตาบอด ระบบการศึกษาของโลกจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่เข้าใจผิดว่า มนุษย์มีประสาทรับสัมผัสได้ ๕ ทาง ไม่ใช่ ๖ ทาง จึงเป็นระบบการศึกษาที่เริ่มต้นผิดแล้วตั้งแต่แรก นี่จึงเป็นเหตุผลใหญ่ที่ว่าทำไมสังคมโลกจึงเต็มไปด้วยปัญหาต่าง ๆ มากมายที่พันกันยุ่งเหมือนกลุ่มด้ายที่เต็มไปด้วยปุ่มปมต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีคนมากมายล้วนพยายามทุ่มเทชีวิตให้กับการสร้างสันติภาพให้แก่สังคมโลกเช่น อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ เพื่อมนุษย์จะได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่สันติภาพที่แท้จริงก็ยังไม่เกิด สาเหตุหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยใหญ่คือเป็นเพราะระบบการศึกษาที่พิการนี่เอง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในท่ามกลางสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายนั้น อวิชชาเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ดิฉันหวังว่าคุณคงตระหนักชัดถึงระดับความเสียหายที่เกิดขึ้น ว่ามีมากมายอย่างมหันต์เพียงใดเมื่อมนุษย์ขาดความรู้เรื่องอายตนะที่ ๖ หรือ ไม่รู้เรื่องตาใจ เหตุผลที่ชาวโลกไม่ได้คิดว่า การมืดบอดของตาใจไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะทุกคนมีตาใจบอดเหมือนกันหมด จึงไม่รู้สึกทุรนทุราย หรือ ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด ดังที่ฝรั่งพูดว่า ignorance can be a blessing in disguise หรือ ความโง่นี่บางครั้งก็ดีเหมือนกันนะ แต่สำหรับคนรู้จริงแล้ว จะไม่นิ่งดูดาย จะรู้ว่าความมืดบอดของตาใจนี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ต้องแก้ไข ต้องรีบรักษาตาให้หายจากความมืดบอดโดยด่วน และคนรู้จริงเท่านั้นจึงกล้ายืนขึ้นมาประกาศต่อชาวโลกถึงข้อเท็จจริงนี้ ซึ่งแน่นอน คนรู้จริงนั้นจะต้องถูกมองในลักษณะของคนบ้าที่พูดในเรื่องคนหมู่มากเข้าใจไม่ได้ ผู้รู้จริงจึงมักถูกคนโง่ต่อต้านในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามาก ต้องอดทน เพราะจะไม่ให้พูดความจริงก็ไม่ได้

วิปัสสนาคือสูตรสำเร็จของสันติภาพของโลก
น่าเสียดายว่าไอน์สไตน์ไม่มีโอกาสได้พบอาจารย์สอนวิปัสสนาในช่วงชีวิตของเขา มิเช่นนั้นแล้ว โลกนี้อาจจะมีอะไรที่ดีขึ้นกว่านี้ก็เป็นได้ หากไอน์สไตน์รู้เรื่องและได้ฝึกวิปัสสนาแล้ว มันอาจจะหมายความว่า คนทั่วโลกอาจจะยอมรับวิปัสสนาในฐานะที่เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยปรับสภาวะจิตใจของคนให้อยู่ในระดับปกติได้ การยอมรับของไอน์สไตน์ในเรื่องวิปัสสนานี้ย่อมเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้วงการวิทยาศาสตร์วิจัยเรื่องจิตใจของมนุษย์อย่างถูกทาง ไม่เป็นไปอย่างสะเปะสะปะเหมือนที่กำลังเป็นอยู่ นั่นคือ โดยการพยายามเอาผ้าปิดตาออกจากอายตนะที่ ๖ หรือ ตาใจ แทนที่จะไปผูกมัดให้มันแน่นมากขึ้น การวิจัยเรื่องจิตใจของมนุษย์อย่างถูกทางนี้อาจจะสามารถช่วยมนุษยชาติจากวัฒนธรรมยาเสพติดทั้งหลายที่สังคมมนุษย์กำลังติดกับดักมันอยู่ นี่อาจจะเป็นข่าวร้ายต่อผู้หารายได้กับการผลิตและขายยาเสพติด แต่ย่อมเป็นข่าวดีต่อมนุษยชาติโดยส่วนรวม

ด้วยการสนับสนุนของอัจฉริยบุคคลอย่างไอน์สไตน์ วิปัสสนาอาจจะกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการศึกษาของโลก เพราะวิปัสสนาคือ ตัวโดมิโน่ตัวแรกที่สามารถล้มปัญหาอื่น ๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในสังคมโลกได้ตั้งแต่ปัญหาที่เกิดในจิตใจของมนุษย์เพียงหนึ่งคนตลอดจนถึงปัญหาที่เกิดในคนหมู่มาก ในระดับสังคมประเทศและในระดับโลกเช่น สงคราม เป็นต้น วิปัสสนาจึงเป็นสูตรสำเร็จของสันติภาพของโลก ซึ่งสันติภาพของโลกเป็นสิ่งที่ไอน์สไตน์ต้องการเห็นในตลอดชีวิตของเขา

หาก A มีค่าเท่ากับความสำเร็จแล้วละก็ สูตรสำเร็จควรเป็นเช่นนี้คือ A=X+Y+Z X คือ การทำงาน Y คือ การเล่น Z คือ การปิดปากให้แน่น

นั่นคือคำพูดของไอน์สไตน์โดยที่ไม่เคยฝึกวิปัสสนา หากไอน์สไตน์มีโอกาสได้ฝึกฝนวิปัสสนาแล้วไซร้ เขาอาจจะพูดเช่นนี้ก็ได้ คือ

หาก A มีค่าเท่ากับสันติภาพของโลกแล้วละก็ สูตรสำเร็จควรเป็นเช่นนี้คือ A=X+Y+Z X คือ การฝึกวิปัสสนาของชายทุกคน Y คือ การฝึกวิปัสสนาของหญิงทุกคน Z คือ การปิดปากให้แน่น

หากชาวโลกทำตามสูตรสำเร็จนี้ได้แล้วละก็ สันติภาพของโลกย่อมเป็นสิ่งที่รับประกันได้แน่นอน เพราะวิปัสสนาจะไปแก้ปัญหาของมนุษย์ที่ต้นตออันคือความคิดที่ต้องการทำสิ่งเลวร้ายแล้ว เมื่อความคิดที่จะกระทำความชั่วไม่เกิดหรือสามารถถูกขจัดออกจากจิตใจได้แล้ว การกระทำความชั่วย่อมไม่สำเร็จ เพราะการกระทำทุกอย่างไม่ว่าดีหรือชั่วย่อมสำเร็จได้เพราะมีความคิดก่อน

ศีลธรรมสัมพัทธ
เนื่องจากการขาดภูมิปัญญาที่แท้จริงในระบบการศึกษาของโลก ทฤษฎีสัมพัทธภาพจึงมีอิทธิพลต่อวิธีการคิดของคนรุ่นใหม่จนก่อให้เกิดศีลธรรมแบบสัมพัทธขึ้นมา เพราะไม่รู้สัจธรรมอันสูงสุด จึงไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ต่างจากสิ่งชั่วที่สุดอย่างไร คนจึงมักคิดว่า ไม่มีระบบศีลธรรมที่สมบูรณ์ในตัวมันเอง ฉะนั้น คนเราจึงตัดสินการกระทำว่าดีหรือชั่วในลักษณะของการเปรียบเทียบแบบสัมพัทธ เช่น นักขโมยเล็กขโมยน้อยจะคิดเปรียบเทียบตนเองว่าดีกว่าโจรปล้นธนาคารซึ่งคิดว่าตนเองยังดีกว่าอาชญากรที่ข่มขืนหญิงและฆ่าคนเป็นครั้งแรกซึ่งคิดว่าตนเองยังดีกว่าอาชญากรที่ฆ่าคนหลายคนแล้ว คนสูบบุหรี่จะคิดว่าตนเองดีกว่าคนกินเหล้าด้วยสูบบุหรี่ด้วยซึ่งคิดว่าตนเองย่อมดีกว่าคนติดยาเสพติด การคิดอย่างเปรียบเทียบเช่นนี้ย่อมเปรียบไปได้เรื่อย ๆ ในทั้งสองทางคือ ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ต่อเมื่อรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น จึงจะมีมาตรฐานการวัดที่ถูกต้องอย่างแท้จริง

เมื่อผู้นำรัฐเป็นคนตาบอดทางใจเสียเองแล้ว ผลเสียหายยิ่งร้ายแรงมากขึ้นและมีผลกระทบต่อคนหมู่มากอย่างน่าใจหาย เช่น รัฐบาลอังกฤษได้ออกกฎหมายอนุญาตให้ผับต่าง ๆ เปิดขายสุราได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้คนดื่มสุรามากขึ้นโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น นอกจากนั้น ยังยกเลิกกฎหมาย ไม่จัดกัญชาว่าเป็นยาเสพติดที่ร้ายแรงอีกต่อไป ใครต่อใครจึงสามารถสูบกัญชาได้เหมือนสูบบุหรี่ ไม่ถูกจับมาลงโทษเหมือนสมัยก่อน กฎหมายที่โง่เขลาเบาปัญญาเหล่านี้จึงกลายเป็นมาตรฐานสมมุติที่คนนำมาเปรียบเทียบความดีเลวของตนเอง และกลับกลายเป็นกฎหมายที่สร้างปัญหาสังคมอย่างไม่จบไม่สิ้น เป็นการช่วยส่งเสริมทำลายสุขภาพของประชาชนของตนเองแทนที่จะช่วยปกป้องในฐานะผู้ปกครองที่ดี ทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคลแทนที่จะนำไปใช้สร้างสรรค์สิ่งดี ๆ หรือใช้ในสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ นั้นกลับต้องมาทุ่มเทเพื่อแก้ปัญหาปลายเหตุที่รัฐบาลเป็นคนสร้างขึ้นมาเสียเอง

ความอ่อนแอของสถาบันศาสนาทั่วโลกก็เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้สังคมปั่นป่วนมากขึ้น เพราะไม่มีผู้นำทางจิตวิญญาณที่สามารถแสดงออกซึ่งภูมิปัญญาทางธรรมอย่างแท้จริง จึงไม่สามารถยับยั้งกฎหมายที่เป็นโทษต่อสังคม สังคมจึงขาดทิศทางของชีวิตที่ถูกต้อง การนำคนหมู่มากไปสู่เป้าหมายปลายทางของชีวิตอันคือสัจธรรมอันสูงสุดนั้นควรเป็นหน้าที่ของผู้นำทางศาสนาที่ทำร่วมกับผู้นำทางการเมืองโดยเป็นผู้ปรึกษาให้นักการเมือง แต่เมื่อผู้นำทางศาสนาไม่มีความรู้เรื่องสัจธรรมอันสูงสุดแล้ว จึงไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้สังคมได้ การนำสังคมจึงตกเป็นหน้าที่ของนักการเมืองและสื่อมวลชนซึ่งล้วนแต่มีตาใจที่มืดบอดและอดไม่ได้ที่จะทำตามอำนาจของกิเลสทั้งสิ้น แถมผู้นำศาสนาบางลัทธิกลับไปสอนให้คนเกลียดชังซึ่งกันและกัน ถึงขนาดสอนให้พลีชีพตนเองเพื่อฆ่าคนหมู่มากที่ไม่เห็นด้วยต่อลัทธิของตนเพื่อการได้ไปสวรรค์อยู่กับพระเจ้า อันเป็นการกระทำของคนมืดบอดอย่างสนิท จึงทำให้สังคมโลกปั่นป่วนมากในระดับที่เกือบประทุกันทุกหย่อมหญ้าแล้ว

ฉะนั้น ศีลธรรมสัมพัทธจึงกลายเป็นสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดความล้มเหลวทางด้านศีลธรรมของทั่วโลก เพราะคนยุคนี้มักถนัดที่จะหาคนที่เลวกว่าตนเองมาเปรียบเทียบด้วยเสมอ เพื่อจะได้รู้สึกว่าตนเองก็ยังมีส่วนดีอยู่ การคิดเช่นนี้จึงทำให้คนไม่ดี คนขาดศีลธรรมมีเพิ่มมากขึ้น อันเป็นสาเหตุที่สร้างปัญหามากมายให้แก่สังคมโลก นอกจากนั้น การบูชาคนที่มีเงิน มีอำนาจและมีชื่อเสียงก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ศีลธรรมของโลกย่อหย่อนลงจนแทบไม่เหลืออยู่แล้ว เพราะคนไม่น้อยอาจจะร่ำรวยและมีชื่อเสียงขึ้นมาได้เพราะการกระทำที่ทุจริตหรือทำมิจฉาอาชีพของตนเอง เช่น การขายอาวุธ ขายสิ่งเสพติดทั้งหลาย การให้เกียรติและบูชาคนผิดศีลธรรมเพียงเพราะเขาร่ำรวยจึงไม่ต่างจากการเอาหนังสือศีลธรรมมาฉีกทิ้งเล่น และทำให้เรื่องผิดศีลธรรมกลายเป็นเรื่องปกติเป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น เมื่อไม่มีสิ่งที่ดีที่สุดมาใช้เป็นมาตรฐานของการเปรียบเทียบแล้ว จากการช่วยเหลือของฮอลลีวู๊ดที่ผลิตภาพยนตร์ที่เน้นการใช้ความรุนแรง ทำเรื่องการทำร้ายร่างกาย ฆ่ากัน ยิงกัน ให้เป็นเรื่องเท่ห์ พร้อมกับเกมส์คอมพิวเตอร์ที่ส่วนมากเน้นแต่การทำร้ายซึ่งกันและกัน เด็ก ๆ จึงเห็นการกระทำผิดศีลเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ ธรรมดาไป เพราะเป็นสิ่งที่เขายอมรับกันในภาพยนตร์ ในเกมส์คอมพิวเตอร์ การใช้ชีวิตอย่างไร้ศีลธรรมจึงจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตไปในอนาคต ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่ยุคมิคสัญญี คือ ยุคที่มนุษย์สามารถฆ่ากันด้วยความเข้าใจผิดว่ามนุษย์เป็นผักปลา

การทำผิดศีลข้อที่สามเช่นการทำผิดลูกผิดเมียของผู้อื่นหรือไม่ซื่อสัตย์ต่อสามีหรือภรรยาของตนเองเคยเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมในอดีตกลับกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับกันมากขึ้นเพราะเป็นเรื่องที่ทำกันในหมู่คนร่ำรวยและมีชื่อเสียง เช่น ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง ผู้เป็นปูชนียบุคคล เช่น ครูบาอาจารย์ ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา แม้กระทั่งพระสงฆ์องค์เจ้า ทุกวันนี้ สถิติการหย่าร้างมีมากขึ้นจนทำให้สถาบันครอบครัวแตกสลายและอ่อนแอลงไปมาก เด็ก ๆ มากมายจึงเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ดูแลโดยมีพ่อคนเดียว หรือแม่คนเดียว หรือไม่ก็ต่างพ่อต่างแม่ เมื่อพ่อแม่มีปัญหากันเองเพราะถูกสังคมบีบคั้นแล้ว การจะทำตัวเป็นพ่ออย่างแม่อย่างให้ลูกจึงยากขึ้นเป็นธรรมดา เด็กรุ่นใหม่จึงไม่มีแบบอย่างที่ดีที่จะเรียนรู้และทำตาม จึงกลายเป็นสาเหตุเพิ่มเติมที่ทำให้ศีลธรรมย่ำแย่ลง ก่อให้เกิดปัญหาสังคมที่อีนุงตุงนังพันกันให้ยุ่งไปหมด

จุดนิ่งของจักรวาลสามารถยุติศีลธรรมสัมพัทธ
การที่จะยุติสภาวะที่สับสนและยุ่งเหยิงของสังคมและศีลธรรมนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยุติการคิดเรื่องศีลธรรมอย่างสัมพัทธหรือเปรียบเทียบ จะทำเช่นนั้นได้ เราจำเป็นต้องรู้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการมีศีลธรรมจรรยาเสียก่อน คนจะต้องรู้ว่าทำไมนักการศาสนาหรือนักบุญทุกท่านที่ผ่านมาในโลกจะต้องสอนคนให้ทำแต่ความดีและมีศีลธรรมเสมอ การพบจุดนิ่งของจักรวาลอันคงที่ถาวร หรือ การพบสัจธรรมอันสูงสุดเท่านั้นที่สามารถแก้ปัญหาอันสลับซับซ้อนที่เนื่องกับสังคมและศีลธรรมได้ เปรียบเหมือนการแก้ปมเชือกของเส้นด้ายจากต้นสุดหรือปลายสุด เพื่อปมอื่น ๆ จะสามารถหลุดออกเป็นเปาะ ๆ จนกลายเป็นเส้นตรงได้ เมื่อรู้ว่าสัจธรรมสูงสุดคืออะไรแล้ว จะเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการรักษาศีลได้อย่างชัดเจนทีเดียวว่า คนเราต้องทำความดี มีศีลธรรมก็เพราะมันจะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยให้ผู้รักษาศีลเข้าถึงสัจธรรมอันสูงสุดนั่นเอง

นี่จึงพาเรากลับมาสู่ความคิดของไอน์สไตน์ที่ว่า ทำไมเขาจึงตั้งคำถามและต้องการหาจุดนิ่งของจักรวาลที่แน่นอนและพึ่งพาได้ เพราะถ้าเราสามารถหาจุดนิ่งของจักรวาลหรือสัจธรรมอันสูงสุดได้แล้ว สังคมโลกย่อมมีความหวังที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข เป็นปกติ และมีสันติภาพ ถึงแม้ฟังดูแล้วอาจจะเป็นความฝันที่เป็นไปไม่ได้ก็ตาม มนุษย์ก็ควรจะพยายามทำให้ดีที่สุดก่อน เพราะผลของมันนั้นเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย หากไม่มีจุดนิ่ง หรือ สิ่งเที่ยงแท้ ถาวรของจักรวาลที่เราสามารถใช้เป็นมาตรฐานวัดสิ่งต่าง ๆ ได้แล้วละก็ ทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ในลักษณะที่หละหลวม เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง หรือ เป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ จนก่อให้เกิดศีลธรรมสัมพัทธขึ้นมา

แต่หากเราสามารถหาจุดนิ่งของจักรวาลหรือสัจธรรมอันสูงสุดที่สามารถใช้เป็นมาตรฐานการวัดสิ่งต่าง ๆ ได้แล้วละก็ ผลที่ได้ก็จะมีค่าคงที่ สมบูรณ์ แน่นอน ไม่ขึ้นอยู่กับการตีความที่แตกต่างกันของแต่ละคนอีกต่อไป พระนิพพานนั่นแหละคือ ทฤษฎีเอกภาพที่สามารถให้คำตอบทุกอย่างแก่ชีวิตได้ ดังที่ไอน์สไตน์บอกแล้วว่า วิทยาศาสตร์นั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการคิดเรื่องของชีวิตประจำวันนี่เอง เมื่อรู้จักสภาวะพระนิพพานหรือผัสสะบริสุทธิ์แล้ว จึงจะรู้แน่ชัดว่าทำไมมนุษย์เราต้องรักษาศีลและทำแต่ความดี เรื่องเหตุผลของการมีศีลธรรมเป็นสิ่งที่ดิฉันได้พูดไปแล้วในหนังสือเรื่องใบไม้กำมือเดียวและคู่มือชีวิตทั้งภาคศีลธรรมและภาคกฎแห่งกรรม

ทำไมอัจฉริยบุคคลจึงชอบงานเรียบง่าย
หลายปีก่อน ดิฉันได้มีโอกาสดูสรรคดีเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องการติดตามชีวิตของชายสามสี่คน ทุกคนล้วนจัดอยู่ในกลุ่มที่มีไอคิวอยู่ในระดับสูงมากเมื่อตอนที่เป็นเด็ก จึงล้วนมีความสามารถพิเศษไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในขณะที่สังคมคิดว่าเด็ก ๆ ที่ชาญฉลาดในระดับอัจฉริยะเหล่านี้จะเติบโตขึ้นมาและมีงานที่อยู่แวดวงของปัญญาชนในสถาบันการศึกษาที่สูงส่งนั้น ข้อเท็จจริงกลับกลายเป็นว่า คนฉลาดมากเหล่านี้กลับมายึดอาชีพของช่างไม้บ้าง ช่างซ่อมท่อประปาบ้าง เป็นชาวนาที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในชนบทบ้าง หรือเป็นพ่อครัวทำอาหารบ้าง

ที่จริงแล้ว นี่มิใช่เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใดเลย ข้อเปรียบเทียบของท่อความคิดอันเป็นภูมิปัญญาฝ่ายโลก the tube of intellect จะสามารถอธิบายถึงสาเหตุที่ว่าทำไมคนในระดับอัจฉริยะเหล่านี้จึงเลือกที่จะทำงานเรียบง่ายที่สังคมมักจะให้คุณค่าว่าเป็นงานต่ำ เพราะคนที่มีไอคิวสูงเหล่านี้รู้ข้อเท็จจริงว่า เมื่อประตูแห่งความรู้หนึ่งเปิดออกนั้น มันเพียงเปิดให้เราก้าวไปสู่อีกประตูหนึ่งที่อยู่ถัดไปเท่านั้นเอง และก็เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่เป็นเรื่องการขบคิดแก้ปัญหาด้วยวิธีการของสมองแล้วไซร้ การแก้ปัญหาที่แท้จริงจะไม่เกิด คนที่มีไอคิวยิ่งสูงจนถึงระดับอัจฉริยะนั้นจึงเปรียบเหมือนคนที่สามารถเดินเข้าไปถึงสุดท่อของความคิดอันเป็นภูมิปัญญาฝ่ายโลกแล้ว ฉะนั้น คนเหล่านี้จึงเห็นกำแพงที่อยู่สุดท่อของความคิดก่อนคนอื่น คือเขาสามารถคิดจนถึงจุดที่เขาคิดต่อไปไม่ได้อีก ได้พบทางตันของความคิดแล้ว เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไร ย่อมเป็นธรรมชาติอยู่เองที่จะต้องเดินเลี้ยวกลับมาตามท่อเพื่อออกมายืน ณ. จุดเออีก คนมีไอคิวสูงเหล่านี้จะรู้จากประสบการณ์ของตนเองว่า การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย และธรรมดา ๆ อย่างที่สุดนั้นย่อมมีความเอร็ดอร่อยกว่าการใช้พลังอำนาจของสมอง คนที่เป็นอัจฉริยะเท่านั้นจึงจะเข้าใจผู้ที่เป็นอัจฉริยะด้วยกันได้ It takes a genius to understand a genius. นี่แหละคือ เหตุผลที่ว่าทำไม คนที่มีไอคิวสูงมากเหล่านี้จึงกลับมายึดอาชีพธรรมดา ๆ ที่ไม่มีอะไรตื่นเต้นเช่นนั้น

การเลี้ยวกลับ
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็เป็นอัจฉริยะบุคคลหนึ่งที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเลี้ยวกลับเพื่อต้องการกลับไปสู่จุดเอที่เขาได้ละทิ้งมาก่อนเข้าไปในท่อของความคิด จะเห็นได้ก็จากการใช้ชีวิตและประโยคคำพูดของเขาที่เต็มไปด้วยความเรียบง่าย ปกติ และธรรมดาอย่างมากที่สุด ซึ่งคุณภาพเหล่านี้ล้วนเป็นคุณลักษณะเด่นของสัจธรรมอันสูงสุดหรือโลกแห่งผัสสะบริสุทธิ์นั่นเอง คำพูดต่าง ๆ ข้างล่างนี้ของไอน์สไตน์ซึ่งดิฉันได้คัดลอกออกมาจากอินเตอร์เน็ตนั้นได้ชี้ให้เห็นว่า ไอน์สไตน์กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเลี้ยวกลับออกจากท่อความคิดเพื่อกลับมาสู่จุดเออีก คำพูดเหล่านั้นคือ

ถ้าผมสามารถเลือกใช้ชีวิตได้อีก คราวนี้ผมจะเลือกเป็นนายช่างซ่อมท่อประปา

โต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้หนึ่งตัว ผลไม้หนึ่งถาด และไวโอลินหนึ่งตัว จะมีอะไรอีกเล่าที่จะสามารถทำให้ชายคนหนึ่งมีความสุขมากกว่านี้

แรงโน้มถ่วงของโลกไม่สามารถรับผิดชอบต่อความรักของหนุ่มสาวที่มีต่อกัน

พยายามอย่าเป็นชายที่เน้นความสำเร็จ แต่เป็นชายที่เน้นคุณค่าของความดี

เราต้องไม่บูชาภูมิปัญญาฝ่ายโลกเหมือนมันเป็นพระเจ้า เพราะมันเหมือนกล้ามเนื้อที่แข็งแรง แต่ขาดบุคลิกที่ดี

หัวใจของวิทยาศาสตร์ไม่มีอะไรมากไปกว่าการขูดเกลาความคิดที่เนื่องกับเรื่องราวของชีวิตประจำวัน

เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยใช้สติในระดับเดียวกับที่เราสร้างมันขึ้นมา

แหล่งความรู้ที่แท้จริงคือประสบการณ์

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่อันสร้างอารยธรรมของเรานั้นเปรียบเหมือนขวานที่อยู่ในเงื้อมมือของฆาตกร

สรุป
ถึงแม้อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้จากโลกนี้ไปแล้วโดยที่เขายังไม่ได้พบสัจธรรมอันสูงสุดก็ตาม เขาก็ยังได้ทิ้งมรดกทางปัญญาอย่างมากมายให้แก่มนุษยชาติ แต่สำหรับดิฉันแล้ว มรดกที่สำคัญที่สุดที่ไอน์สไตน์ทิ้งไว้ให้แก่มวลมนุษย์คือ การตั้งคำถามของเขาในเรื่องเกี่ยวกับจุดนิ่งของจักรวาลและทฤษฎีเอกภาพ รวมทั้งการชี้ทางไปสู่การหาคำตอบในพระพุทธศาสนา ดิฉันอยากเชื่อว่า ความคิดนี้ของไอน์สไตน์จะสามารถสร้างความตื่นตัวในหมู่ปัญญาชนโดยเฉพาะปัญญาชนไทยให้กลับมาเสาะแสวงหาภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้ามากขึ้น ซึ่งภูมิปัญญาในส่วนพระนิพพานหรือสัจธรรมอันสูงสุดซึ่งดิฉันใช้คำวลีว่า ผัสสะบริสุทธิ์ นั้นเป็นส่วนที่อยู่เหนือกรอบแห่งประเพณีและวัฒนธรรมทางศาสนาต่าง ๆ เป็นเรื่องครอบจักรวาล เป็นเรื่องสากลที่สามารถเข้าถึงได้ด้วยเหตุผลและวิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ไม่จำเป็นต้องแยกระหว่างการเชื่อศาสนาหรือเชื่อวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด ซึ่งเป็นวิธีการเดียวที่จะสามารถรวมมนุษยชาติให้เป็นเอกภาพได้ในฐานะที่ทุกคนเป็นมนุษย์ของดาวนพพระเคราะห์ดวงนี้เท่าเทียมกันหมด

นี่คือเป้าหมายหลักที่ดิฉันพยายามจะทำให้ดีที่สุด นั่นคือ หยิบยื่นสัจธรรมให้แก่ท่านด้วยการเข้าถึงอย่างเป็นกลาง ๆ ที่สุด ห่างจากกรอบประเพณีของศาสนาที่มักมีความขัดแย้งซึ่งกันและกัน ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานของดิฉันโดยเฉพาะในบทนี้ได้สร้างความยุติธรรมทั้งต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและต่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ .........
........6/12 ต.ตะกาดเง้า อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี 22120
โทร..040947879 ชื่อ เด็กชายเกียรติศักดิ์ ไชยวรรณ์..
ิbom_the_angel_@hotmail.com (IP:61.7.144.85,192.168.0.243,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 1 ต.ค. 2548 (00:16)
"ไอน์สไตน์ ในความคิดของฉัน"

ไอน์สไตน์ ในความคิดของฉันนั้น เขาคือนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่ใครๆก็รู้จัก เพราะความสามารถ และความพยายามของเขาที่จะคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้ชาวโลกรับรู้ โดยไม่สนใจคนรอบข้างว่าเขาจะมองตัวเขาเป็นอย่างไร ดิฉันคิดว่า ไอน์สไตน์ คือบุคคลที่มีความพยายาม ที่จะสร้างความฝันให้สำเร็จ ด้วยความที่เขาเป็นคนที่รอบรู้ในหลายด้าน จากการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง จึงไม่ยากนักที่เขาจะเป็นฮีโร่ ในใจของเด็กๆหลายๆคน ด้วยความเป็นตัวเองบวกกับความพยายาม ซึ่ง ในสมัยเด็กนั้นไอน์สไตน์ เป็นคนที่เกลียดวิชาที่ต้องใช้การท่องจำ จึงไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่เขาไม่ใช่เด็กที่ขี้เกียจ เขาเป็นเด็กที่อัจฉริยะในด้านคำนวน เพราะเขาชอบใช้ความเข้าใจในการเรียนมากกว่า ซึ่ง เมื่อเราทราบถึงความคิดของท่านแล้ว กลับมามอง การเรียนการสอนในปัจจุบัน ก็ทำให้เรามองถึงการสอนแบบท่องจำ แบบผิดๆ โดยไม่ใช้ความเข้าใจ ผลงานที่ ไอน์สไตน์ ได้คิดขึ้นและรางวัลที่ได้รับนั้นคือนั้นคือ ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity) ค้นพบทฤษฎีการแผ่รังสี (Photoelectric Effect Theory) ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ.1921 ซึ่งเป็นผลงานที่เกิดจาก ความสามารถ ไหวพริบของท่านทั้งสิ้น ไอน์สไตน์ ในความคิดของฉัน เป็นที่จุดประกายความคิดของ ของมนุษยชาติ ให้มีความพยายาม แม้อดีตของท่าน เรียนจบมามีแต่ความล้มเหลว เช่นโดนไล่ออก แต่ในเวลานี้ ท่านได้พิสูจน์ความสามารถของท่าน ให้ผู้อื่นยอมรับ ไม่ใช่แค่ในประเทศของเขาเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ทั่วโลกได้รับรู้ เขาจึงเป็นบุคคลตัวอย่างที่น่ายกย่อง ไอน์สไตน์ คือ คนที่สร้างกำลังใจให้ผู้ที่เคยล้มเหลวกลับมายืดหยัดอีกครั้งด้วยความพยายามในความสามารถของตนเอง ในสมัยเด็กของข้าพเจ้านั้นไอน์สไตน์ คือผู้ที่จุดประกายความคิด ให้ข้าพเจ้าอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพราะ เขาดูเป็นคนที่ฉลาด รอบรู้มีไหวพริบ เขาทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่น่าค้นหา
โดยตอนนั้นเป็นสมัย ประถมของข้าพเจ้า ที่รู้แต่ ความสามารถ ความเก่ง ความฉลาด และผลงานมากมายของท่านเท่านั้น แต่เมื่อเราได้เรียนสูงขึ้น ทำให้เราทราบประวัติของท่านมากขึ้น ว่า สิ่งที่เขาคิดค้นสร้างมา ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ ต้องใช้ความอดทนพยายาม เป็นอย่างมาก เขาทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่า เราควรคิดและเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยความเข้าใจ เพราะความรู้จากการจำนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ได้ไม่นาน แต่อะไรที่เกิดจากความเข้าใจนั้นเป็นสิ่งที่คงทน จึงไม่แปลกที่เด็กๆ ที่ได้รู้จักกับความสามารถของไอน์สไตน์จึงอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดนั้น เป็นสิ่งที่เด็กๆ หลายคนทั่วโลก คิดอยากที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ อยากมีความสามารถ อยากจะทดลอง อยากจะค้นพบ และประสบความสำเร็จ ด้วยสมองของตนเอง ทำให้ไอน์สไตน์ นั้นสมควรที่จะได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่ง วงการนักวิทยาศาสตร์
การเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะพื้นฐานนั้นเกิดจากการสังเกตสิ่งเล็กๆ สิ่งที่ดูเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่สิ่งเล็กๆเหล่านั้นเป็น ทำให้เกิดการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่



ชื่อ นางสาว เบ็ญจมาศ สูอำพัน
เบอร์โทร 02 8682894
1299 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กทม. 10600
ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอยจรัญ 3
อีเมล kwang_cat99@hotmail.com
ฝากด้วยคะ ส่งอีเมลไม่ได้ (IP:61.91.84.121,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 4 ต.ค. 2548 (16:56)
เรื่อง "ไอน์สไตน์ ในความคิดของฉัน"
"ไอน์สไตน์ ในความคิดเห็นของข้าพเจ้าคือเขาคือนักวิทยาศาสตร์ที่มีความฉลาดเเละมีความสามารถมากมายและความพยายาม ถึงเเม้ตอนเด็กๆเขาไม่ชอบการเรียนหนังสือจึงทำให้คุณครูบังคับให้เขาท่องจำต่าง ๆทำให้ เขาเบื่อหน่ายในการเรียน
เเต่เมื่อตอนเขาโตขึ้นมาเขายังปรารถนาที่จะได้ถามคำถามเเละต้องการคำตอบเพื่อที่ยากรู้ว่าคำตอบเป็นยังไง เขาอยากให้นักเรียนได้แสดงทัศนะความคิดเห็นของตนเองต้องการฟังเรื่องราวที่น่าสนใจเขาชอบถกปัญหาต่าง ๆ ที่ได้ไตร่ตรองคิด นอกจากนั้นเขายังต้องการหาความรู้เพื่อเข้าใจชีวิตอย่างถูกต้อง เขาได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่เกียวกับกระเเสไฟฟ้าชิ้นหนึ่งเเละค้นพบทฤษฎีการแผ่รังสี ที่สำคัญเขาได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ.1921
เมื่อดิฉันอยู่ชั้นประถมฉันไม่รู้ว่าไอน์สไตน์คือใคร เขามาเกียวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ประดิษฐ์เครื่องมืออะไร เมื่อฉันได้มาเรียนเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์จึงทำให้ฉันรู้เกี่ยวกับไอน์สไตน์มากขึ้นเเละเขายังเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดิฉันชอบมากที่สุด
ด.ญ.ณัฐธิดา ปัญญาธนคุณ
79 ถนนหลวง อำเภอ เมือง จ.อุบลราชธานี
เบอร์ 045-242770
ด.ญ.ณัฐธิดา ปัญญาธนคุณ (IP:203.151.140.113,203.113.55.209,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 12 ต.ค. 2548 (12:17)
ประกาศด่วน...!! ข่าวล่าสุดจาก ทีมงานวิชาการดอทคอม

ก่อนอื่นต้องขออภัยในความผิดพลาดของการประกาศผลรางวัล
ตามกำหนดเดิมของวิชาการจะประกาศผลรางวัล ตั้งแต่ วันที่ 10 ตุลาคม 2548

แต่เนื่องด้วย จำนวนคนที่ส่งเรียงความกันเข้าร่วมสนุกเป็นจำนวนมาก ทางกรรมการ
ดังนั้น ทีมงานวิชาการจึงขอเลื่อนประกาศผลรางวัลเป็น วันที่ 31 ตุลาคม 2548

ปล. ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ค่ะ จากปัญหาที่เกิดขึ้นคือ
ได้มีคนแอบอ้างประกาศรางวัล ซึ่งเป็นเท็จและไม่มีมูลความจริง กรุณาอย่าหลงเชื่อค่ะ และขออภัยถึงผู้ที่สอบถามทางโทรศัพท์มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

เนื่องจากเว็บไซต์วิชาการได้รับการสนับสนุนจาก สสวท. และ พสวท.
จึงสามารถรับรองได้ว่า รางวัล ที่จะมอบให้นั้นเป็นความจริงไม่มีจุดประสงค์หลอกลวงแต่อย่างใด

สำหรับการสังเกต ผู้แอบอ้างหรือมิใช่ ทีมงานวิชาการดอทคอม คือ
หากเป็นทีมงานนั้น จะมีโลโก้ ทีมงานวิชาการดอทคอม ดังรูป ห้อยท้ายหลังชื่อด้วยค่ะ
ขอความอภัยมา ณ ที่นี้ ค่ะ

เอ๋วิชาการ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 31 ต.ค. 2548 (21:27)
ประกาศผลรางวัลแล้วจ้า ที่

http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=105&Pid=39508
แพร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 156 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 161 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

กระทู้นี้ ปิด รับความเห็นค่ะ

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.