หลุมดำมหันตภัย

หลุมดำไม่มีรูปร่างแต่มีมวลเป็นอนันต์จริงหรือ


ความคิดเห็นที่ 1

เนยสด
30 ก.ค. 2548 21:17
  1. รูปร่างของหลุมดำ หรือขอบฟ้าเหตุการณ์ครับ ความจริงแล้ว หลุมดำก็คือซากดาวที่มีมวลมาก เมื่อดาวฤกษ์ตายไป ก็จะเหลือแต่แกนกลมๆ ที่ยังพอส่องแสง/ส่งพลังงานต่างๆ ออกมาได้อีกระยะหนึ่ง แล้วหลุมดำหละ ตัวกลางมันก็น่าจะกลมๆ อัดด้วยสสารอย่างแน่นมากๆ หรืออาจจะรีๆ หน่อ ยถ้ามันหมุนรอบตัวเองเร็ว ส่วนขอบฟ้าเหตุการณ์ คือระยะไกลสุด ที่หลุมดำมีอำนาจในการดึงดูดวัตถุและแสงเข้าไป แล้ววัตถุหรือแสงนั้น หนีออกมาไมได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 3

Mr.T
4 ส.ค. 2548 23:10
  1. อย่าให้มันมาโผล่แถวโลกเราล่ะ -*-

ความคิดเห็นที่ 4

ครู...ชิต
12 ส.ค. 2548 01:25
  1. [[23797]] ผังแสดงวิวัฒนาการชีวิตของดาวฤกษ์ที่มีมวลสารต่างๆกัน

ความคิดเห็นที่ 5

ครู...ชิต
12 ส.ค. 2548 02:46
  1. หลุมดำ การเกิดซูเปอร์โนวาของดาวมวลสูงมากจะระเบิดมวลส่วนใหญ่ของดาวออกไป แต่มวลส่วนหนึ่งจะตกกลับลงมายังดาวนิวตรอนที่เหลืออยู่ตรงกลาง(อิเล็กตรอนและโปรตรอนมารวมกันกลายเป็นดาวนิวตรอนลักษณะนิวตรอนอัดแน่น)ซึ่งเศษซากที่ตกลงมาทำให้มีมวลเพิ่มขึ้นซึ่งเกินกว่าที่นิมิตดาวนิวตรอน ความดันดีเจนเนอเรซีของนิวตรอน(แรงดันจากภายในดาวจะสู้กับแรงโน้มถ่วงของดาวในตัวมันเองคือมีแรงโน้มถ่วงสูงมากกว่าแรงผลักดันจากภายในตัวดาวนิวตรอนพูดง่ายๆสู้แรงบีบจากภายนอกไม่ไหวนั้นเอง)สูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ ดาวนิวตรอนจึงยุบตัวลงอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เพราะไม่มีแรงใด ในจักรวาลที่จะต้านการยุบตัวได้ ในที่สุดจะยุบตัวลงกลายเป็น หลุมดำ (Black hole) ซึ่งมีขนาดเป็นศูนย์(ไร้รูปร่าง)แต่มีมวลเป็นอนันต์ หลุมดำมีแรงโน้มถ่วงสูงมากจนแม้แต่แสง(ความเร็ว300,000กิโลเมตร ต่อ วินาที)ก็ไม่สามารถออกจากหลุมดำได้(วัดกันที่ความเร็วหลุดพ้นเช่นโลกของเราถ้ามีใครทำความเกิน 11.2 กิโลเมตรต่อวินาทีก็หลุดพ้นจากโลกได้เช่นกันแต่ถ้าทำระดับระยะความสูงและความเร็วให้พอหรือสมดุลกันการโคจรรอบโลกก็จะทำให้วัตถุไม่ตกสู่พื้นและไม่หลุดพ้นไปไหนแต่กลับจะโคจรรอบโลกแทนเสมอเหมือนบริวารของโลกเช่น ดาวเทียม สถานีอวกาศนานาชาติ)ในหลักการเดียวกันหลุมดำก็จะมีวัตถุหรือบริวารหมุนรอบหลุมดำหรือบางทีหลุมดำและวัตถุต่างโคจรหมุนรอบซึ่งกันและกันแต่ส่วนใหญ่ดาวมวลน้อยจะโคจรรอบดาวมวลมากการสังเกตหลุมดำค่อนข้างจะลำบากเพราะจะไม่สว่างในช่วงคลื่นใดๆ(ช่วงคลื่นที่สายตามองเห็นคือ สีจากรุ้งกินน้ำ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ส่วนช่วงคลื่นที่สายตาไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรงต้องใช้กล้องในช่วงคลื่นต่าง)ที่ใจกลางของแกแล็กซีของเราก็น่าจะเป็นหลุมดำ(อยู่ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องและกลุ่มดาวธนู)มหันตภัยจากหลุมดำ ไม่แน่สักวันระบบสุริยะอาจจะโคจรไปทับเส้นทางของหลุมดำพอดี วันนั้นละไม่อยากจะบรรยายแน่นอนจะต้องถูกดูด(แรงโน้มถ่วง)เข้าไปในหลุมดำตราบใดดวงดาวยังมีการโคจรแต่ใช่ว่าจะเป็นไปตามที่เขียนมาก็ไม่ควรคิดมากหรือตกใจจนไม่ทำอะไรเพราะไม่มีอะไรแน่นอนตราบใดที่โลกยังหมุนอยู่ชีวิตต้องสู้ต่อไป สรุป หลุมดำเป็นวัตถุที่ขนาดเป็นศูนย์แต่มีมวลเป็นอนันต์

ความคิดเห็นที่ 6

ครู...ชิต
12 ส.ค. 2548 03:06
  1. [[23798]] ภาพเปรียบเทียบโครงสร้างระดับอนุภาคของซากดาวฤกษ์แบบต่างๆจากหนังสือ เอกภพ เพื่อความเข้าในธรรมชาติของจักรวาล ดาวแคาะขาว) อิเล็กตรอนจะเข้าไปอยู่ทุกที่ว่างจึงไม่เกิดการบีบอัด(อิเล็กตรอน โปรตรอนแยกกันอยู่) ดาวนิวตรอน) โปรตรอน และอิเล็กตรอนเข้ารวมกันเป็นอนุภาคนิวตรอนมีขนาดเล็กลงถูกอัดแน่น(เต็ม) หลุมดำ มวลจะยุบตัวลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กลายเป็นดาวที่มีขนาดเป็นศูนย์แต่มีมวลเป็นอนันต์ ภาพและข้อความขอยกความดีให้กับ หนังสือ เอกภพ เพื่อความเข้าในธรรมชาติของจักรวาล

ความคิดเห็นที่ 7

ครู...ชิต
12 ส.ค. 2548 03:12
  1. สรุป หลุมดำ 1.ชนิดของดาว = หลุมดำ 2.ขนาด = 0 3.ความหนาแน่นที่ศูนย์กลาง = อนันต์ 4.แรงที่ดันออก. = ไม่มี

ความคิดเห็นที่ 8

.....Tanu
15 ส.ค. 2548 15:19
  1. [[23799]] .............แรง ดูด ของ หลุม ดำ....มี ความ เร็ว มาก กว่า ความ เร็ว แสง ...... .............แปล ว่า ....เรา จะ ถูก ...บี้ ด้วย ความ เร็ว เหนือ แสง .... .............โอ้ ..ว......วิเศษ.....พระเจ้า จอร์จ....ทอด กล้วย .............อีก อย่าง นึง ที่ ผม สง สัย .............คือ .... ที่ ว่า เวลา " บิด เบี้ยว ใน หลุม ดำ " มัน คือ อะ ไร .............เวลา มัน จะ บิด เบี้ยว ยัง ไง อ่ะ ครับ .....

ความคิดเห็นที่ 9

25 ส.ค. 2548 13:04
  1. อยากเห็นดาวต่าง ๆ

ความคิดเห็นที่ 10

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 12:15
  1. [[23800]] ความคิดเห็นที่ 9 ผมจะนำเสนอภาพดาวต่างๆเท่าที่จะอำนวยตามสกุลภาพเช่น JPEG มักจะ UP ไม่ได้ ในภาพคือกลุ่มดาวต่างๆจากโปรแกรมดาว

ความคิดเห็นที่ 11

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 12:20
  1. [[23801]] ภาพกลุ่มดาวตามจักราศี 12 ราศรีครับ

ความคิดเห็นที่ 12

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 12:24
  1. [[23802]] ภาพกลุ่มดาวนายพราน ภาพที่ 10 ,11 จาก LESA หรือ ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์

ความคิดเห็นที่ 13

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 12:28
  1. [[23803]] ภาพกลุ่มดาวค้างคาว ภาพ 12,13 โดย LESA

ความคิดเห็นที่ 14

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 12:50
  1. [[23804]] สภาพพื้นผิวของดาวอังคารครับ ภาพ NASA

ความคิดเห็นที่ 15

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 12:55
  1. [[23805]] ภาพดวงจันทร์ไดมอสของดาวอังคารครับ ภาพ NASA

ความคิดเห็นที่ 16

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 13:05
  1. [[23806]] ภาพชนิดของดาวต่างๆ เนบิวลา ดาวเคราะห์และอื่นๆ

ความคิดเห็นที่ 17

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 13:08
  1. ดาราจักรแบบก้นหอยหรือกังหันตรงกลางอาจมีหลุมดำขนาดใหญ่

ความคิดเห็นที่ 18

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 13:25
  1. [[23807]] ภาพดาวเหนือ ภาพ : LESA

ความคิดเห็นที่ 19

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 13:32
  1. [[23808]] ภาพทางทางเผือกของเราเมื่อมองจากอวกาศ กาแล็กซีของเรามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100,000 ปีแสง มีรัศมี 50,000 ปีแสง (1 ปีแสง = ระยะทางซึ่งแสงใช้เวลานาน 1 ปี หรือ 9.5 ล้านล้านกิโลเมตร) และหนาประมาณ 2,000 ปีแสง ดังนั้นดวงดาวบนท้องฟ้าที่เรามองเห็นเป็นกลุ่มดาว ล้วนอยู่ห่างออกไปเป็นระยะทางไม่เกิน 2,000 ปีแสงทั้งนั้น เมื่อเรามองไปตามแนวระนาบของทางช้างเผือก เราจะมองเห็นฝ้าขาวสว่างของดาวในทางช้างเผือก ซึ่งอยู่ห่างไกลนับหมื่นปีแสง และเมื่อมองไปในทิศระหว่าง กลุ่มดาวแมงป่องและกลุ่มดาวคนยิงธนู จะเห็นว่าทางช้างเผือกในบริเวณนั้น กว้างใหญ่และสว่างเป็นพิเศษ ทั้งนี้เป็นเพราะเรากำลังมองเข้าไปตรงศูนย์กลางของกาแล็กซี ทางช้างเผือกมิใช่มีแต่เพียงฝ้าสว่างสีขาว แต่ยังมีฝ้าทึบสีดำด้วย ในบางบริเวณของกาแล็กซีมีก๊าซและฝุ่นอยู่อย่างหนาทึบ ดังเช่น บนระนาบของกาแล็กซี สสารอุณหภูมิต่ำเหล่านี้ บดบังความสว่างของดาวที่อยู่เบื้องหลัง (ในทำนองเดียวกับเนบิวลามืด ซึ่งบังแสงของดาวสว่าง) เมื่อมองดูด้วยตาเปล่า เราจึงอาจเข้าใจผิดว่า คิดว่ามีช่วงว่างของอวกาศ แทรกอยู่ระหว่างทางช้างเผือก แต่เมื่อศึกษาด้วยภาพถ่ายแล้ว จะพบว่า สีดำที่เห็นเหล่านั้น ล้วนเป็นกลุ่มก๊าซอันหนาทึบ ภาพและข้อความ : LESA

ความคิดเห็นที่ 20

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 13:36
  1. [[23809]] ภาพแสดงศูนย์กลางของแกแล็กซีทางช่างเผือกในระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องและคนยิงธนูอาจมีหลุมดำขนาดใหญ่อยู่ตรงใจกลาง ภาพ : LESA

ความคิดเห็นที่ 21

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 13:45
  1. [[23810]] ภาพแสดงดาวสว่างสามเหลี่ยมในฤดูหนาว ภาพ : LESA

ความคิดเห็นที่ 22

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 13:50
  1. [[23811]] หลุมดำหรือกาแล็กซี (Galaxy) บางทีเรียกว่า "ดาราจักร" หมายถึง อาณาจักรของดาว ดาวมิได้กระจายตัวกันอยู่ในอวกาศ แต่อยู่รวมกันเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ กาแล็กซีของเรามีชื่อว่า "กาแล็กซีทางช้างเผือก" (The Milky Way galaxy) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100,000 ปีแสง (1 ปีแสง = ระยะทางซึ่งแสงใช้เวลานาน 1 ปี หรือ 9.5 ล้านล้านกิโลเมตร) เป็นอาณาจักรของดาวประมาณ 1 พันล้านดวง ในกาแล็กซีมีทั้ง ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ เนบิวลา และกระจุกดาวเปิด นอกจากกาแล็กซีทางช้างเผือกแล้ว ยังมี "กาแล็กซีแอนโดรมีดา" (M31) ซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นจุดจาง ๆ ในกลุ่มดาวแอนโดรมีดา (Andromeda) กาแล็กซีนี้อยู่ห่างออกไป 2.3 ล้านปีแสง ภาพ ; LESA

ความคิดเห็นที่ 23

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 14:01
  1. [[23812]] โลก (The Earth) โลกของเรามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12,756 กิโลเมตร โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 150 ล้านกิโลเมตร แสงอาทิตย์ต้องใช้เวลาเดินทางนาน 8 นาที กว่าจะถึงโลก ระบบสุริยะ (Solar System) ประกอบด้วยดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์อยู่ตรงศูนย์กลาง มีดาวเคราะห์ 9 ดวง เป็นบริวารโคจรล้อมรอบ ดาวเคราะห์แต่ละดวง อาจมีดวงจันทร์เป็นบริวารโคจรล้อมรอบอีกทีหนึ่ง ดาวพลูโตอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 6 พันล้านกิโลเมตร แสงอาทิตย์ต้องใช้เวลาเดินทางนานมากกว่า 5 ชั่วโมงกว่าจะถึงดาวพลูโต ดาวฤกษ์เพื่อนบ้าน (Stars) ดาวฤกษ์แต่ละดวงอาจมีระบบดาวเคราะห์เป็นบริวาร เช่นเดียวกับระบบสุริยะของเรา ดาวฤกษ์แต่ละดวงอยู่ห่างกัน เป็นระยะทางหลายล้านล้านกิโลเมตร ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ที่สุดของดวงอาทิตย์ชื่อ "ปร๊อกซิมา เซนทอรี" (Proxima Centauri) อยู่ห่างออกไป 40 ล้านล้านกิโลเมตร หรือ 4.2 ปีแสง ดาวฤกษ์ซึ่งมองเห็นเป็นดวงสว่างบนท้องฟ้า ส่วนมากจะอยู่ห่างไม่เกิน 2,000 ปีแสง กาแล็กซี (Galaxy) กาแล็กซีคืออาณาจักรของดวงดาว กาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา มีรูปร่างเหมือนกังหัน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 แสนปีแสง ประกอบด้วยดาวฤกษ์ประมาณ 1 พันล้านดวง ดวงอาทิตย์ของเราอยู่ห่างจากใจกลางของกาแล็กซีเป็นระยะทางประมาณ 3 หมื่นปีแสง หรือ 2 ใน 3 ของรัศมี กระจุกกาแล็กซี (Cluster of galaxies) กาแล็กซีมิได้อยู่กระจายตัวด้วยระยะห่างเท่า ๆ กัน หากแต่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม (Group) หรือกระจุก (Cluster) "กลุ่มกาแล็กซีของเรา" (The Local Group) ประกอบด้วยกาแล็กซีมากกว่า 10 กาแล็กซี กาแล็กซีเพื่อนบ้านของเรา มีชื่อว่า "กาแลกซีแอนโดรมีดา" (Andromeda galaxy) อยู่ห่างออกไป 2.3 ล้านปีแสง กลุ่มกาแล็กซีท้องถิ่นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 ล้านปีแสง ซูเปอร์คลัสเตอร์ (Supercluster) ซูเปอร์คลัสเตอร์ ประกอบด้วยกระจุกกาแล็กซีหลายกระจุก "ซูเปอร์คลัสเตอร์ของเรา" (The local supercluster) มีกาแล็กซีประมาณ 2 พันกาแล็กซี ตรงใจกลางเป็นที่ตั้งของ "กระจุกเวอร์โก" (Virgo cluster) ซึ่งประกอบด้วยกาแล็กซีประมาณ 50 กาแล็กซี อยู่ห่างออกไป 65 ล้านปีแสง กลุ่มกาแล็กซีท้องถิ่นของเรา กำลังเคลื่อนที่ออกจากกระจุกเวอร์โก ด้วยความเร็ว 400 กิโลเมตร/วินาที เอกภพ (Universe) "เอกภพ" หรือ "จักรวาล" หมายถึง อาณาบริเวณโดยรวม ซึ่งบรรจุทุกสรรพสิ่งทั้งหมด นักดาราศาสตร์ยังไม่ทราบว่า ขอบของเอกภพสิ้นสุดที่ตรงไหน แต่พวกเขาพบว่ากระจุกกาแล็กซีกำลังเคลื่อนที่ออกจากกัน นั่นแสดงให้เห็นว่าเอกภพกำลังขยายตัว เมื่อคำนวณย้อนกลับนักดาราศาสตร์พบว่า เมื่อก่อนทุกสรรพสิ่งเป็นจุด ๆ เดียว เอกภพถือกำเนิดขึ้นด้วย "การระเบิดใหญ่" (Big Bang) เมื่อประมาณ 13,000 ล้านปีมาแล้ว ภาพและข้อมูลคัดลอกจาก : LESA

ความคิดเห็นที่ 24

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 14:56
  1. สำหรับความคิดเห็นที่ 9 คุณ hty.98 ผมได้นำภาพและข้อมูลระบบสุริยะบางส่วนถ้าสนใจ เชิญศึกษาได้ในกระทู้เรื่อง ดาวเคราะห์ดวงที่ 10 ในระบบสุริยะถูกต้องไหมครับ โดยรูปภาพและข้อมูลได้รับความอนุเคราะห์จาก LESA : Learning center for Earth Science and Astronomy ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์

ความคิดเห็นที่ 25

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 15:49
  1. ดาราจักรหรือหลุมดำ ? ดาราจักร เป็นที่อยู่ของดาวฤกษ์น้อยใหญ่จำนวนมากมหาศาล นักดาราศาสตร์พบว่าใจกลางของดาราจักรขนาดใหญ่แทบทุกดาราจักรมีหลุมดำยักษ์อยู่ รวมถึงดาราจักรทางช้างเผือกที่เราอาศัยอยู่ด้วย ดาราจักรที่มีหลุมดำยักษ์อยู่มักเป็นชนิดก้นหอยซึ่งมีดุมกลางปูดโปน ยิ่งดุมดาราจักรใหญ่ขึ้นเท่าใด หลุมดำที่อยู่ข้างในก็ยิ่งหนักขึ้นเท่านั้น แม้นักดาราศาสตร์จะทราบความสัมพันธ์นี้มานานแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่ทราบก็คือ หลุมดำหรือดุมดาราจักรเกิดขึ้นก่อน เหมือนปัญหาไก่กับไข่ ทฤษฎีชั้นนำที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันบ่งชี้ว่า ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กัน แต่การสำรวจเมื่อไม่นานมานี้โดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุวีแอลเอ (VLA-- Very Large Array) พบว่า อาจไม่เป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็มีหนึ่งดาราจักรที่หลุมดำเกิดก่อน เควซาร์ J1148+5251 เป็นเควซาร์ที่อยู่ไกลที่สุด และพบว่าเป็นดาราจักรที่มีหลุมดำเกิดขึ้นก่อนดุมดาราจักร นักดาราศาสตร์ที่สำรวจในครั้งนี้นำโดย คริส คาริลลี จากหอดูดาววิทยุแห่งชาติอเมริกา (NRAO) วัตถุเป้าหมายคือเควซาร์ดวงหนึ่งชื่อ J1148+5251 เควซาร์เป็นวัตถุเปล่งคลื่นวิทยุรุนแรงอยู่ในใจกลางดาราจักรที่อยู่ห่างไกลมาก ๆ สำหรับเควซาร์ J1148+5251 นี้ค้นพบเมื่อปี 2546 โดยโครงการเอสดีเอสเอส (SDSS--Sloan Digital Sky Survey) อยู่ห่างออกไปถึง 12.8 พันล้านปีแสง นับเป็นเควซาร์ที่อยู่ไกลที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ คณะของคาริลลีพบว่าดาราจักรนี้มีแก๊สเป็นจำนวนมาก และหากแก๊สนี้ถูกดูดเข้าไปในหลุมดำทั้งหมด หลุมดำก็จะมีมวลเกือบเท่ากับระบบทั้งระบบ นั่นหมายความว่ามวลที่เหลือจะไม่มากพอที่จะทำให้เกิดดุมของดาราจักรได้ดังที่แบบจำลองการกำเนิดดาราจักรแสดงไว้ คณะของคาริลลีสามารถวัดมวลของหลุมดำได้ว่าอยู่ระหว่าง 1 ถึง 5 พันล้านมวลสุริยะ และมวลของแก๊สในดาราจักรประมาณ 1 หมื่นล้านมวลสุริยะ และมวลของดาวฤกษ์ที่อยู่ในดุมประมาณ 4-5 หมื่นล้านมวลสุริยะ หากหลุมดำยักษ์และดุมดาราจักรเกิดขึ้นพร้อมกันจริง มวลของดาวฤกษ์ในดุมของดาราจักรนี้ก็ควรจะมีอยู่นับล้านล้านมวลสุริยะ การที่มวลดาวฤกษ์ในดุมของดาราจักรนี้มีน้อยกว่ามาก แสดงว่าเกิดขึ้นหลังหลุมดำ ที่มาของข้อมูล : http://thaiastro.nectec.or.th สมาคมดาราศาสตร์ไทย

ความคิดเห็นที่ 26

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 16:37
  1. ซูเปอร์โนวา (Supernova) โนวา ( Nova ) = การระเบิดบนผิวดาวแคระขาว เกิดจากไฮโดรเจนเปลี่ยนเป็นฮีเลียมอย่างกระทันหัน และการระเบิดที่ก่อให้เกิดการส่องสว่างมากกว่าโนวาหลายหมื่นเท่า เรียนกว่า ซูเปอร์โนวา เนื่องจากดาวฤกษ์บางดวงมีขนาดใหญ่มาก จนมันไม่หดตัวเป็นดาวแคระขาวง่ายๆ ดาวฤกษ์เหล่านี้มี มวล ( Mass) มากกว่าดวงอาทิตย์เกินสามเท่ามันจะขยายตัวโตมหึมา กลายเป็น ซูเปอร์ไจแอนท์ Super giant เจ้ายักษ์แดง เมื่อก๊าซถูกเผาไหม้จนเกือบหมด ก็จะเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง กลายเป็น ซูเปอร์โนวา เหลือเพียง ดาวนิวตรอนหรือ พัลซาร์ หรืออาจจะเป็นจุดกำเนิดของดาวดวงใหม่โดยมี ฝุ่น ก๊าซ จาก เนบิวลาและซากซูเปอร์โนวา การระเบิดแบ่งได้ 3 ขั้นตอนดังนี้ 1. แกนของดาวฤกษ์ซึ่งมีลักษณะเป็นดาวยักษ์แดง ( red giant ) เกิดการยุบตัวลง ( ตามแรงดึงดูด) 2. แกนดาวฤกษ์ที่มีนิวตรอน (Neutron = อนุภาคนิวเคลียร์ที่ไม่มี อิเลคตรอน เป็นองค์ประกอบ) มากดันตัวต้านแรงยุบตัวและผักมวลสารให้กระจายออก 3.เกิดคลื่นสะท้อนออกจากแกนกลางทำให้ดาวระเบิด

ความคิดเห็นที่ 27

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 16:39
  1. ดาวแคระขาว(White Dwarf) ซากของส่วนที่เคยเป็นแกนของดาวฤกษ์ที่มีมวลเริ่มต้นน้อยกว่า 8 เท่าของดวงอาทิตย์ ประกอบด้วยธาตุคาร์บอนหรือออซิเจนเป็นส่วนใหญ่ พื้นผิเคลือบด้วยฮีเลียม หรืออาจเป็นไฮโดรเจน เมื่อผ่านกระบวนการทางนิวเคลียร์ในดาวฤกษ์ยุติลง จะเปลี่ยนสภาพเป็นดาวแคระขาวอย่างรวดเร็ว

ความคิดเห็นที่ 28

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 16:40
  1. ดาวนิวตรอน (Neutron stars) คือซากแกนของดาวที่มีมวลเริ่มต้นระหว่าง 8 - 18 เท่า ของมวลดวงอาทิตย์ที่หลงเหลือจากการเกิดซูเปอร์โนวานิวตรอนประกอบด้วยนิวตรอนอัดแน่น มีความหนาแน่นสูง มีลักษณะคล้ายกับนิวเคลียสขนาดยักษ์ แต่สิงที่แตกต่างกันคือ นิวเคลียสของอะตอมยึดกันไว้ด้วย แรงนิวเคลียร์แบบเข็ม ในขณะที่ดาวนิวตรอนยึดกันไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงและนิวเคลียสจะมีทั้งโปรตรอนและนิวตรอน ในขณะที่ดาวนิวตรอนมีเพียงนิวตรอนเท่านั้น นอกนั้น ยังก่อเกิด พัลซาร์ (Pulsar) เป็นดาวนิวตรอนชนิดหนึ่งซึ่งประกายพลังงานที่แผ่รังสีออกมาเกิดจากขั้วแม่เหล็ก และประกายพลังงานผ่านมาเป็นช่วงๆคล้ายจังหวะการเต้นของหัวใจ

ความคิดเห็นที่ 29

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 16:42
  1. ดาวหลุมดำ (Black Hole) การเกิดซูเปอร์โนวา มวลส่วนใหญ่ของดาวจะออกไป แต่มวลส่วนหนึ่งจะตกกลับไปยังดาวนิวตรอนที่ยังเหลืออยู่ตรงกลาง ในกรณีของดาวฤกษ์ที่มีมวลเริ่มต้นมากกว่า 18 เท่าของดวงอาทิตย์ เศษซากดาวที่ตกกลับลงมายังดาวนิวตรอนจะมีมวลมากพอที่จะทำให้เกิดมวลเพิ่มขึ้นสามเท่าของดวงอาทิตย์ซึ่งเกินกว่าลิมิตของดาวนิวตรอนและมีแรงโน้มถ่วงสูงขึ้นเรื่อยๆและดาวนิวตรอนจะยุบตัวลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่มีแรงใดในจักรวาลที่จะด้านทานการยุบตัวได้และดาวนิวตรอนจะยุบตัวลงเป็น หลุมดำ ซึ่งเป็นวัตถุที่มีขนาดเป็นศูนย์แต่มีมวลเป็นอนันต์ และอีกอย่างที่เกิดหลุมดำคือ แกนเหล็กของดาวมวลมากที่สิ้นอายุขัยสามารถยุบตัวลงผ่านลิมิตดาวนิวตรอนและกลายเป็นหลุมดำโดยตรง หลุมดำจึงเป็นอาณาบริเวณของอวกาศที่มีความโน้มถ่วงสูงมาก จึงไม่มีสิ่งใดแม้กระทั้งแสงสว่างเล็ดลอดออกมาได้ จะมีมวลมากมายมหาศาล เทียบกับมวลของดาวฤกษ์นับพันล้านดวง หากมีสิ่งใดตกลงไปแล้วจะไม่สามารถกลับออกมาได้อีก

ความคิดเห็นที่ 30

ครู...ชิต
27 ส.ค. 2548 16:45
  1. เนบิวลาหัวม้า (Horsehead nebula) เป็นเนบิวลาที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดแห่งหนึ่งในท้องฟ้า มองเห็นเป็นส่วนมืดมีรูปร่างคล้ายหัวม้า ดาวสว่างทางซ้ายเป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งตรงเข็มขัดของกลุ่มดาวนายพราน (ส่วนหนึ่งของดาวไถตามกลุ่มดาวไทย) ส่วนที่เห็นคล้ายรูปหัวม้า เป็นกลุ่มฝุ่นมืดที่หนาทึบอยู่เบื้องหน้าเนบิวลาเปลแสงที่เห็นเป็นแดง เนบิวลาสีแดงเกิดจากการที่อิเล็กตรอนเข้าจับกับโปรตอน ได้อะตอมของไฮโดรเจน ในภาพยังเห็นเนบิลาสะท้อนแสงที่ได้รับแสงจากดาวฤกษ์ใกล้เคียงจนปรากฏเป็นสีฟ้า

ความคิดเห็นที่ 31

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 00:21
  1. [[23813]] ภาพ เนบิวลาดอกกุหลาบ หรือ NGC2244 ภาพ สมาคมดาราศาสตร์ไทย

ความคิดเห็นที่ 32

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 00:26
  1. [[23814]] ภาพกระจุกดาวลูกไก่ในกลุ่มดาววัว ภาะ สมาคมดาราศาสตร์ไทย

ความคิดเห็นที่ 33

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 00:30
  1. [[23815]] ภาพถ่ายใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก ภาพ สมาคมดาราศาสตร์ไทย

ความคิดเห็นที่ 34

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 00:42
  1. [[23816]] ดาราจักรแบบก้นหอยมักจะพบหลุมดำอยู่ตรงใจกลางดาราจักร ภาพ สมาคมดาราศาสตร์ไทย

ความคิดเห็นที่ 35

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 22:43
  1. หลุมดำเป็นดาว ดูด ดึง ฉีก มีแรงโน้มถ่วงมาก มีมวลแต่ไม่มีรูปร่าง

ความคิดเห็นที่ 36

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 22:46
  1. ดาวนิวตรอนแม้แต่ขวดใบเล็กปะทะดาวนิวตรอนก็เกิดการระเบิดยิ่งกว่าระเบิดใดๆในโลกนี้

ความคิดเห็นที่ 37

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 22:50
  1. ดาวนิวตรอนยังเหลือซากแต่หลุมดำ...

ความคิดเห็นที่ 38

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 22:52
  1. ดาราจักรกับหลุมดำอะไรเกิดก่อนกันก็เหมือนไก่กับไข่ ?

ความคิดเห็นที่ 39

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 22:54
  1. จุดอ่อนของหลุมดำคือกาลเวลา.............?

ความคิดเห็นที่ 40

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 23:01
  1. แต่หลุมดำที่ใจกลางทางช้างเผือกก็มีคุณแก่เราระบบดาว หมู่ดาวต่างโคจรรอบใจกลางดาราจักรที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 100,000 ปีแสนอย่างเกื้อหนุนกัน

ความคิดเห็นที่ 41

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 23:03
  1. จากการที่หลุมดำไม่มีรูปร่างทำให้ยากแก่การติดตามและสังเกต

ความคิดเห็นที่ 42

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 23:08
  1. แต่มนุษย์ก็เก่งมากสามารถเก็บและรับข้อมูล อาศัยเทคโนโลยีเช่น กล่องถ่ายในช่วงคลื่นรังสีต่างๆ มาวิเคราะห์ ประมวลผล รายงานอย่างเป็นระบบ(เก่ง)

ความคิดเห็นที่ 43

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 23:17
  1. ถ้าหลุมดำชนหลุมดำจะเกิดอะไรขึ้น ? แต่โอกาสคงจะมีน้อย แต่ใช่ว่าจะไม่มี

ความคิดเห็นที่ 44

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 23:23
  1. ยิ่งห่างจากใจกลางของหลุมดำแรงโน้มถ่วงก็ยิ่งน้อยลงตามระทาง (ปีแสง) ดาวบางก็โคจรรอบหลุมดำ บางดวงก็เหมือนดาวเทียมค้างฟ้า(โลก)

ความคิดเห็นที่ 45

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 23:29
  1. ในจักรวาลมีหลุมดำอยู่มากมาย แต่เนื่องจากจักรวาลกว้างใหญ่ไพศาลแทบจะเป็นอนันต์ จึงเหมือนอยู่ห่างตัวเรา แท้จริงแล้วเป็นมหันตภัยอย่างหนึ่ง

ความคิดเห็นที่ 46

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 23:37
  1. ตราบใดถ้าโลกยังมีอุกาบาต ดาวหาง มาแวะเยีอน โลกก็มีโอกาสเผชิญหลุมดำได้เช่นกัน ระบบสุริยะจะหายไป มีแต่มวลไม่มีรูปร่างในหลุมดำ

ความคิดเห็นที่ 47

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 23:43
  1. ดาวฤกษ์ดวงอาทิตย์ไม่มีโอกาสเป็นหลุมดำ จากเหตุ มีมวลน้อย ฟิวชั่น ถึงแค่ คาร์บอน จากดาวยักษ์แดง เป็นดาวแคระขาว,แคระดำ(ดาวมวลน้อย) ดังนั้นดวงอาทิตย์จึงไม่เป็นหลุมดำ

ความคิดเห็นที่ 48

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 23:48
  1. จากความคิดเห็นที่ 47 ถ้าดวงอาทิตย์จะเป็นหลุมดำ ดูดดาวฤกษ์หรือรวมกับดางฤกษ์ดวงอื่น หรือเพิ่มมวลให้กับตนเองให้ได้มากกว่าปัจจุบันเกิน 18 เท่า จึงจะมีโอกาสเป็นหลุมดำ (มีโอกาสอาจจะไม่เป็น)

ความคิดเห็นที่ 49

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 23:52
  1. จุดจบหรืออวสานของหลุมดำอยู่ที่ใด.....????????????????? จุดเริ่มต้นมี อวสานหลุมดำจะเป็นอย่างไร..??????????????????

ความคิดเห็นที่ 50

ครู...ชิต
28 ส.ค. 2548 23:58
  1. การที่เราทราบอะไรล่วงหน้าก็คงจะไม่สนุก แต่เวลากับหลุมดำก็คงจะคู่กัน ดังนั้นอวสานของหลุมดำก็น่าจะมีเวลามาเป็นเงื่อนไขด้วย หรือยังมีเงื่อนไขอื่นๆ

ความคิดเห็นที่ 51

ครู...ชิต
29 ส.ค. 2548 00:04
  1. เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือหลุมดำมี...........?

ความคิดเห็นที่ 52

ครู...ชิต
29 ส.ค. 2548 12:45
  1. ปิแอร์ ไซมอน ลาปลาส เป็นผู้เสนอแนวคิดว่าดาวฤกษ์สามารถเปลี่ยนแปรไปเป็นหลุมดำได้ ในปลายพุทธทศวรรษที่ 2250

ความคิดเห็นที่ 53

ครู...ชิต
29 ส.ค. 2548 12:51
  1. ลาปลาสกล่าวว่า วัตถุใดๆจะหลุดลอยออกจากพื้นผิวของดวงดาว ได้ก็ต่อเมื่อวัตถุนั้นเคลื่อนที่เร็วกว่าหรือเท่ากับความเร็วหนีศูนย์กลาง ขณะที่รัศมีของดวงดาวลดลงความเร็วหนีศูนย์กลางจะเพิ่มขึ้น เมื่อดาวฤกษ์ยุบตัวจนเล็กลงถึงระดับหนึ่ง ความเร็วหนีศูนย์กลางที่พื้นผิวของดาวนั้นจะเท่ากับความเร็วของแสง ลาปลาสจึงอนุมานว่าเมื่อดาวพัฒนาถึงสภาวะดังกล่าว แม้แต่แสงก็ม่สามารถแผ่ออกมาจากดวงดาวได้

ความคิดเห็นที่ 54

ครู...ชิต
29 ส.ค. 2548 12:57
  1. ความคิดเกี่ยวกับหลุมดำของลาปลาส อิงมาจากทฤษฎีแรงดึงดูดของเซอร์ ไอแซค นิวตัน อย่างไรก็ตามการทำความเข้าใจหลุมดำ จะใช้เพียงทฤษฎีแรงดึงดูดทฤษฎีเดียวไม่ได้จำเป็นต้องใช้ทฤษฎีอื่นด้วยเช่น ทฤษฎ๊สัมพันธภาพของไอสไตน์ เป็นต้น

ความคิดเห็นที่ 55

ครู...ชิต
29 ส.ค. 2548 13:01
  1. หลุมดำเป็นอาณาบริเวณในอวกาศซึ่งไม่มีสารหรือพลังงานใดจะเล็ดลอดออกมาได้ หลุมดำเกิดจากการสูญสลายของมวลสารที่อยู่ในแกนของดาวฤกษ์ จนดาวฤกษ์มีสภาพเป็นดาวนิวตรอนและมวลสารที่แกนกลางของดาวนิวตรอนยังคงสลายต่อไปกลายเป็นหลุมดำ

ความคิดเห็นที่ 56

ครู...ชิต
29 ส.ค. 2548 13:06
  1. หลุมดำจะถูกล้อมรอบด้วยระนาบวิกฤติ(event horizon) สิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นสสารหรือพลังงาน เมื่อผ่านวิกฤติเข้าสู่หลุมดำจะถูกดักไว้ในหลุมดำและไม่มีโอกาสหลุดรอดออกมาได้

ความคิดเห็นที่ 57

ครู...ชิต
29 ส.ค. 2548 13:09
  1. event horizon = ระนาบที่ล้อมรอบหลุมดำ ไม่มีสสารหรือรังสีแผ่ข้ามระนาบวิกฤติออกมาได้

ความคิดเห็นที่ 58

ครู...ชิต
29 ส.ค. 2548 13:11
  1. หลุมดำไม่มีมวลสาร ไม่มีรังสี ไม่มีแสง จึงเป็นการยากที่จะตรวจพบหลุมดำในห้วงอวกาศ

ความคิดเห็นที่ 59

ครู...ชิต
29 ส.ค. 2548 13:15
  1. การตรวจสอบหาหลุมดำทำได้ทางเดียวคือการตรวจสอบอาณาบริเวณในอวกาศที่มีแรงดึงดูดมากกว่าปกติ

ความคิดเห็นที่ 60

ครู...ชิต
29 ส.ค. 2548 13:17
  1. ในห้วงอวกาศที่มีแรงดึงดูดมากกว่าปกติสังเกตได้จากทิศทางการเคลื่อนที่ของมวลสารจักรวาลที่อยู่ใกล้หลุมดำนั้นเอง

ความคิดเห็นที่ 61

8 ก.ย. 2548 21:23
  1. เมื่อเราอยู่ในดวงจันทร์ในเวลากลางคืนจะพบสิ่งใดบนท้องฟ้าเมื่อมองจากดวงจันทร์ ช่วยส่งมาทางเมลล์ให้หน่อยครับ

ความคิดเห็นที่ 62

ครู...ชิต
15 ก.ย. 2548 22:45
  1. ผมขอตอบตอนกลางวันแทนนะครับคือ ท้องฟ้าบนดวงจันทร์ มืดมิดอยู่เสมอ เนื่องจากไม่มีบรรยากาศ หรือดวงจันทร์เป็นสถานทีว่างเปล่า เงียบเหงา เดียวดาย ไม่มีน้ำ ไม่มีบรรยากาศ ไม่มีฟ้าร้อง ไม่มีฝนตก ด้านมืดอุหภูมิหนาวเย็นมาก บนดวงจันทร์ เป็นที่ว่างเปล่ามีแต่หิน และฝุ่นละอองครับ

ความคิดเห็นที่ 63

6 ต.ค. 2548 10:15
  1. ช่วยพิสูจน์วิธีหาค่า Schwarzschild radius ให้ดูหน่อยครับ

ความคิดเห็นที่ 64

6 ต.ค. 2548 12:23
  1. แล้วบ้านของเทวดา นางฟ้าอยู่ตรงใหน นรก สวรรค์ อยู่ตรงใหน แล้วเอกภพมันแตกตัวห่างออกไป ออกไป ใครจะดึงมันกลับ มันเป็นอย่างนี้ไปทำใม แล้วผมเกิดมาทำใม งง งง

ความคิดเห็นที่ 65

7 ต.ค. 2548 11:14
  1. เอกภพไม่ได้แตกตัว เอกภพขยายตัว ปัจจุบันจากการสำรวจพบว่าเอกภพกำลังขยายตัวออกไปเรื่อยๆเมื่อเราฉายภาพย้อนกลับจะพบว่าเอกภพมีจุดเริ่มต้น คือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Big bang เปรียบเทียบคล้ายกับการมองควันไฟที่หรือควันบุหรี่ เมื่อฉายภาพย้อนกลับจะพบจุดเริ่มต้นของควัน

ความคิดเห็นที่ 66

ครู...ชิต
9 ต.ค. 2548 02:23
  1. ขอบคุณครับ คุณ ป.ตรีฟิสิกส์

ความคิดเห็นที่ 68

10 ต.ค. 2548 13:42
  1. คุณ DUCK ครับ ลองย้อนไปดูตั้งแต่หน้าแรกอาจพบคำตอบที่ผ่านมาก็ได้ครับ ขอบคุณสำหรับคำถามที่ดีมีประโยชน์ครับ

ความคิดเห็นที่ 69

11 ต.ค. 2548 16:20
  1. ทำไมไม่มีใครพิสูจน์วิธีหาค่า Schwarzschild radius ให้ผมเลยพูดจริงๆนะเนี่ย เดียวงอนไม่มาคุยนะ

ความคิดเห็นที่ 70

ครู...ชิต
14 ต.ค. 2548 04:55
  1. ก่อนอื่นขอบคุณ คูณป.ตรี physics เป็นอย่างสูงที่ได้แวะชมและเข้ามาคุยในกระทู้นี้ ขออภัยสำหรับการพิสูจน์ครับ

ความคิดเห็นที่ 71

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
19 ต.ค. 2548 15:57
  1. ผมคิดว่าว่าหลุมดำเป็นสิ่งที่มีมวลเป็นอนันตร์แต่ไร้รูปร่าง ทุกสิ่งที่อยู่ในหลุมดำนั้นไม่ถูกจัดอยู่ในมิติที่เรารู้จักคือไม่มีเวลา ไม่มีรูปร่าง แต่เราตรวจจับพลังงานมันได้ เพราะหลุมดำมีอิทธิพลต่อความโค้งของกาล-อวกาศมาก มากจนเวลาหยุดนิ่ง และทุกสิ่งที่เข้าไปในหลุมดำนั้น ถูกแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลจากมวลที่ มีค่าเป็นอนันตร์บีบอัดจนเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดเท่าที่มันจะเล็กได้ จนไม่มีรูปร่าง หลุมดำจึงไร้ตัวตนในทุกๆด้านยกเว้นพลังงาน ไม่รูผมคิดถูกรึเปล่า ถ้าผิดอย่างไรโปรดชี้แนะด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 72

ครู...ชิต
20 ต.ค. 2548 22:00
  1. คุณ...เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C ครับ ผมขอสรุปเกี่ยวกับ หลุมดำ ดังนี้ครับ 1.ชนิดของดาว = หลุมดำ 2.ขนาด = 0 3.ความหนาแน่นที่ศูนย์กลาง = อนันต์ 4.แรงที่ดันออก. = ไม่มี แต่ทั้งนี้ถ้าตราบใดมนุษย์มีความก้าวหน้าทางด้านต่างๆเช่นเทคโนโลยี กว่าที่มีอยู่ทุกวันนี้ คำตอบในวันนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ครับ คุณคิดอย่างไร

ความคิดเห็นที่ 73

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
21 ต.ค. 2548 14:30
  1. ครับ เห็นด้วยครับ ในเวลานี้เราอาจมีคำตอบอยู่ไม่มากในเรื่องของหลุมดำ บางอย่างที่คิดว่าถูกต้องอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต และคำตอบของหลุมดำอาจจะมีมากกว่านี้ในอนาคต ขอบคุณครับ ครู...ชิต ที่สรุปให้ดูครับ

ความคิดเห็นที่ 74

ครู...ชิต
21 ต.ค. 2548 15:51
  1. ครับ ผมไม่อยากให้เน้น ว่า ถูก หรือ ผิด มากจนเกินไป ถ้า ถูกหรือผิด เพราะอะไร ขึ้นอยู่กับ เราจะได้คำตอบหรือข้อมูลอยู่ตลอดเวลาซึ่งไม่เป็นการสกัดกั้นสิ่งที่ดีมีประโยชน์มาสู่ตัวเราที่ได้การศึกษาค้นคว้า ผมเชื่อ ข้อมูลหรือคำตอบในอนาคตคงต้องเปลี่ยนไปตราบใดที่มนุษย์มีความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง คุณ...เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C ถ้ากลับไปดูหน้าที่ 1 อาจจะมีข้อมูลเรื่อง หลุมดำ นะครับ คำเตือน ใช้ดุลพินิจในการเรียนรู้ และเลือกที่จะทำดีมีประโยชน์

ความคิดเห็นที่ 75

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
21 ต.ค. 2548 17:11
  1. ครับขอบคุณครับ เอออยากถามครู..ชิตหรือคนอื่นๆก็ได้ว่าถ้าสมมุติว่ามีดาวอยู่2 ดวง ในอวกาศเท่านั้น และมีขนาดเท่ากันทุกประการ และมีมวลเท่ากัน สนามแรงดึงดูดของดาวทั้งสองจึงเท่ากัน แล้ววงโคจรของดาวทั้งสองนี้จะเคลื่อนที่รอบกันและกันไหมครับ หรือ อาจจะเป็นดาวดวงใดดวงหนึ่งที่เคลื่อนที่รอบดาวอีกดวง หรือ ดาวทั้งสองไม่มีการโคจรซึ้งกันและกัน รึเปล่าครับ อยากรู้จริงๆครับ ช่วยบอก ให้หน่อยครับ กำลังศึกษาเรื่องอวกาศอยู่น่ะครับ แต่ติดที่เรื่องนี้ งานจึงไปต่อไม่ได้ โปรดชี้แนะด้วยครับ ขอตอบแบบเนื้อหาแน่นๆเลยนะครับ ขอบคุณครับล่วงหน้าเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 76

ครู...ชิต
21 ต.ค. 2548 17:53
  1. น้องเด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C ครับ น้องเป็นคนมีจินตนาการ สิ่งนี้หละจะนำน้องไปสู่ความสำเร็จ นักวิทยาศาสตร์ดังๆของโลกมีจินตนาการนี้หละครับ ไม่เก่งไม่เป็นไร ขอให้มีจินตนาการ ในสิ่งที่เราสนใจ ก่อนอื่น น้องควรศึกษาเรื่อง ดาวฤกษ์ จากแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม การเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นการเรียนรู้ที่ยั้งยืน และดีใจที่น้องมีความสนใจใฝ่การเรียน จากคำถามของน้องพี่จะค่อยๆหามาให้ ถ้าสมมุติว่ามีดาวอยู่2 ดวง ในอวกาศเท่านั้น และมีขนาดเท่ากันทุกประการ และมีมวลเท่ากัน สนามแรงดึงดูดของดาวทั้งสองจึงเท่ากัน แล้ววงโคจรของดาวทั้งสองนี้จะเคลื่อนที่รอบกันและกันไหมครับ หรือ อาจจะเป็นดาวดวงใดดวงหนึ่งที่เคลื่อนที่รอบดาวอีกดวง หรือ ดาวทั้งสองไม่มีการโคจรซึ้งกันและกัน รึเปล่าครับ จริงแล้ว ดวงดาวมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา เกี่ยวกับ ดาวสองดวงที่มีมวลเท่ากันถ้าอยู่ใกล้ชิดกันและอยู่เป็นคู่จะมีวงโคจรที่หมุนรอบกันและกัน โดยอยู่ภายใต้อำนาจของแรงโน้มถ่วงเดียวกัน หากดาวทั้งสองดวงมีมวลเท่ากัน จุดสมดุลหรือจุดศูนย์ถ่วงจะอยู่ตรงกลาง

ความคิดเห็นที่ 77

ครู...ชิต
21 ต.ค. 2548 18:09
  1. กฎของนิวตัน (Newton’s laws) เซอร์ ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ถือกำเนิดใน ปี ค.ศ.1642 นิวตันสนใจ ดาราศาสตร์ และประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ชนิดสะท้อนแสง (Reflecting telescope) ขึ้นโดยใช้โลหะเงาเว้าในการรวมแสง แทนการใช้เลนส์ เช่นในกล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหแสง (Refracting telescope) นิวตันติดใจในปริศนาที่ว่า แรงอะไรทำให้ผลแอปเปิลตกสู่พื้นดินและตรึงดวงจันทร์ไว้กับโลก และสิ่งนี้เองที่นำเขาไปสู่การค้นพบกฎที่สำคัญ 3 ข้อ กฎข้อที่ 1 กฎของความเฉื่อย (Inertia) “วัตถุที่หยุดนิ่งจะพยายามหยุดนิ่งอยู่กับที่ ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำ ส่วนวัตถุที่เคลื่อนที่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงด้วยความเร็วคงที่ ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำเช่นกัน“ ตัวอย่าง: ขณะที่รถติดสัญญาณไฟแดง ตัวเราหยุดนิ่งอยู่กับที่ • แต่เมื่อสัญญาณไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว เมื่อคนขับเหยียบคันเร่งให้รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่ตัวของเราจะพยายามคงสภาพหยุดนิ่งไว้ ผลคือ หลังของเราจะถูกผลักติดกับเบาะ ขณะที่รถเกิดความเร่งไปข้างหน้า • ในทำนองกลับกัน เมื่อสัญญาณไฟเขียวเปลี่ยนเป็นไฟแดง คนขับรถเหยียบเบรคเพื่อจะหยุดรถ ตัวเราซึ่งเคยเคลื่อนที่ด้วยความเร็วพร้อมกับรถ ทันใดเมื่อรถหยุด ตัวเราจะถูกผลักมาข้างหน้า นิวตันอธิบายว่า ในอวกาศไม่มีอากาศ ดาวเคราะห์จึงเคลื่อนที่โดยปราศจากความฝืด โดยมีความเร็วคงที่ และมีทิศทางเป็นเส้นตรง เขาให้ความคิดเห็นว่า การที่ดาวเคราะห์โคจรเป็นรูปวงรีนั้น เป็นเพราะมีแรงภายนอกมากระทำ (แรงโน้มถ่วงจากดวงอาทิตย์) นิวตันตั้งข้อสังเกตว่า แรงโน้มถ่วงที่ทำให้แอปเปิลตกสู่พื้นดินนั้น เป็นแรงเดียวกันกับ แรงที่ตรึงดวงจันทร์ไว้กับโลก หากปราศจากซึ่งแรงโน้มถ่วงของโลกแล้ว ดวงจันทร์ก็คงจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงผ่านโลกไป กฎข้อที่ 2 กฎของแรง (Force) “ความเร่งของวัตถุจะแปรผันตามแรงที่กระทำต่อวัตถุ แต่จะแปรผกผันกับมวลของวัตถุ” • ถ้าเราผลักวัตถุให้แรงขึ้น ความเร่งของวัตถุก็จะมากขึ้นตามไปด้วย • ถ้าเราออกแรงเท่า ๆ กัน ผลักวัตถุสองชนิดซึ่งมีมวลไม่เท่ากัน วัตถุที่มีมวลมากจะเคลื่อนที่ด้วยความเร่งน้อยกว่าวัตถุที่มีมวลน้อย ความเร่งของวัตถุ = แรงที่กระทำต่อวัตถุ / มวลของวัตถุ (หรือ a = F/m) ตัวอย่าง: เมื่อเราออกแรงเท่ากัน เพื่อผลักรถให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า รถที่ไม่บรรทุกของจะเคลื่อนที่ด้วยความเร่งมากกว่ารถที่บรรทุกของ ในเรื่องดาราศาสตร์ นิวตันอธิบายว่า ดาวเคราะห์และดวงอาทิตย์ต่างโคจรรอบกันและกัน โดยมีจุดศูนย์กลางร่วม แต่เนื่องจากดวงอาทิตย์มีมวลมากกว่าดาวเคราะห์หลายแสนเท่า เราจึงมองเห็นว่า ดาวเคราะห์เคลื่อนที่ไปด้วยความเร่งที่มากกว่าดวงอาทิตย์ และมีจุดศูนย์กลางร่วมอยู่ภายในตัวดวงอาทิตย์เอง ดังเช่น การหมุนลูกตุ้มดัมเบลสองข้างที่มีมวลไม่เท่ากัน กฎข้อที่ 3 กฎของแรงปฏิกิริยา “แรงที่วัตถุที่หนึ่งกระทำต่อวัตถุที่สอง ย่อมเท่ากับ แรงที่วัตถุที่สองกระทำต่อวัตถุที่หนึ่ง แต่ทิศทางตรงข้ามกัน” (Action = Reaction) หากเราออกแรงถีบยานอวกาศในอวกาศ ทั้งตัวเราและยานอวกาศต่างเคลื่อนที่ออกจากกัน (แรงกริยา = แรงปฏิกิริยา) แต่ตัวเราจะเคลื่อนที่ด้วยความเร่งที่มากกว่ายานอวกาศ ทั้งนี้เนื่องจากตัวเรามีมวลน้อยกว่ายานอวกาศ (กฎข้อที่ 2) นิวตันอธิบายว่า ขณะที่ดวงอาทิตย์มีแรงกระทำต่อดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์ก็มีแรงกระทำต่อดวงอาทิตย์ในปริมาณที่เท่ากัน แต่มีทิศทางตรงกันข้าม และนั่นคือแรงดึงดูดร่วม นิวตันอธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ ตามกฎของเคปเลอร์ การค้นพบกฎทั้งสามข้อนี้ นำไปสู่การค้นพบ “กฎความโน้มถ่วงแห่งเอกภพ” (The Law of Universal) “วัตถุสองชิ้นดึงดูดกันด้วยแรงซึ่งแปรผันตามมวลของวัตถุ แต่แปรผกผันกับระยะทางระหว่างวัตถุยกกำลังสอง” ซึ่งเขียนเป็นสูตรได้ว่า = G (m1m2/r2) โดยที่ F = แรงดึงดูดระหว่างวัตถุ m1 = มวลของวัตถุชิ้นที่ 1 m2 = มวลของวัตถุชิ้นที่ 2 r = ระยะห่างระหว่างวัตถุทั้ง 2 ชิ้น G = ค่าคงที่ของแรงโน้มถ่วง = 6.67 x 10-11 newton m2/kg2 บางครั้งเราเรียกกฎข้อนี้อย่างง่ายๆ ว่า “กฎการแปรผกผันยกกำลังสอง” (Inverse square law) นิวตันพบว่า “ขนาดของแรง จะแปรผกผันกับ ค่ากำลังสองของระยะห่างระหว่างวัตถุ” ตัวอย่าง: เมื่อระยะทางระหว่างวัตถุเพิ่มขึ้น 2 เท่า แรงดึงดูดระหว่างวัตถุจะลดลง 4 เท่า ดังที่แสดงในภาพที่ 6 เขาอธิบายว่า การร่วงหล่นของผลแอปเปิล ก็เช่นเดียวกับการร่วงหล่นของดวงจันทร์ ณ ตำแหน่งบนพื้นผิวโลก สมมติว่าแรงโน้มถ่วงบนพื้นผิวโลกมีค่า = 1 ระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์มีค่า 60 เท่าของรัศมีโลก ดังนั้นแรงโน้มถ่วง ณ ตำแหน่งวงโคจรของดวงจันทร์ย่อมมีค่าลดลง = (60)2 = 3,600 เท่า ตอนที่เคปเลอร์ค้นพบกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ ซึ่งได้จากผลของการสังเกตการณ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 นั้น เขาไม่สามารถอธิบายว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น จวบจนอีกหนึ่งศตวรรษต่อมา นิวตันได้ใช้กฎการแปรผกผันยกกำลังสอง อธิบายเรื่องการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ ตามกฎทั้งสามข้อของเคปเลอร์ ดังนี้ • ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรี เกี่ยวเนื่องจากระยะทางและแรงโน้มถ่วงจากดวงอาทิตย์ • ในวงโคจรรูปวงรี ดาวเคราะห์จะเคลื่อนที่เร็ว ณ ตำแหน่งใกล้ดวงอาทิตย์ และเคลื่อนที่ช้า ณ ตำแหน่งไกลจากดวงอาทิตย์ เนื่องจากอิทธิพลของระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์ • ดาวเคราะห์ดวงในเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าดาวเคราะห์ดวงนอก เป็นเพราะว่าอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากกว่า จึงมีแรงโน้มถ่วงระหว่างกันมากกว่า ที่มาข้อมูล http://www.lesaproject.com หรือศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์(LESA)

ความคิดเห็นที่ 78

ครู...ชิต
21 ต.ค. 2548 18:19
  1. อีกกรณีหนึ่งดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่งมีมวลมากกว่าอีกดวงหนึ่ง จุดสมดุลหรือจุดศูนย์ถ่วงจะอยู่ใกล้กับจุดศูนย์กลางของดาวฤกษ์ดวงที่มีมวลมากกว่า

ความคิดเห็นที่ 79

ครู...ชิต
21 ต.ค. 2548 18:21
  1. ดาวฤกษ์ในระบบแฝดคู่ แต่ละดวงจะโคจรรอบคู่ของตัวเอง โดยมีจุดสมดุลหรือจุดศูนย์ถ่วงร่วมกัน

ความคิดเห็นที่ 80

ครู...ชิต
21 ต.ค. 2548 18:35
  1. สรุปกฎการเคลื่นที่ของนิวตัน 1. กฎของความเฉีอย(Inertia) ถ้าแรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุเป็นศูนย์ วัตถุจะอยู่ในสภาพหยุดนิ่ง หรือเคลื่อนที่ในความเร็วคงที่ 2.กฎของแรง (Force) ถ้าแรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง ขนาดความเร่งที่เกิดขึ้น จะแปรผันตรงกับขนาดของแรงลัพธ์ แต่แรงผกผันกับขนาดของมวล 3.กฎของแรงกิริยา-ปฏิกริยา เมื่อวัตถุกระทำต่อกัน จะเกิดแรงกิริยา(แรงกระทำ)และแรงปฏิกิริยา(แรงโต้ตอบการกระทำ)พร้อมกันในวัตถุคนละก้อน ทิศทางตรงกันข้ามแนวเดียวกัน โดยไม่ขึ้นกับมวลและสภาพเคลื่อนที่ของวัตถุทั้งคู่

ความคิดเห็นที่ 81

22 ต.ค. 2548 10:11
  1. บอร์ดนี้คนเก่งๆทั้งนั้นเลย ครูชิต คือ ดร. ชิต เหล่าวัฒนาใช่ไหมครับ เผอิญ ดร. ชิต เคยเป็นกรรมการ super idea contest ที่ผมเเข่งครับ

ความคิดเห็นที่ 82

ครู...ชิต
22 ต.ค. 2548 13:13
  1. เรียน คุณ. เดีย/witthawints@hotmail.com ผม ไม่ใช่ ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ที่ เคยเป็นกรรมการ super idea contest ผมไม่ถึงครึ่งของท่านหรอกครับ ผม คือ นายชิตณรงค์ ขดภูเขียว อาชีพ รับราชการครู ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 7 ปัจจุบัน ครู คศ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษเขต 2 ในระดับ ช่วงชั้นที่ 3 - 4 ด้านการศึกษา กำลังศึกษาด้วยตนเองด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ รู้สึกชอบมากๆเพื่อเตรียมที่จะต่อปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์ หรือ บริหารการศึกษา ภูมิลำเนา จังหวัดชัยภูมิ อย่าพึ่งผิดหวังนะครับ

ความคิดเห็นที่ 83

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
22 ต.ค. 2548 15:30
  1. ขอบคุณมากๆครับ ครู...ชิต ที่ช่วยตอบข้อสงสัยของผมครับ ดูๆแล้วงานของผมก็คงไปต่อได้แล้วหละครับ ขอบคุณครับที่ชี้แนะ

ความคิดเห็นที่ 84

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
22 ต.ค. 2548 16:02
  1. ถ้าผมมีคำถามมาถาม ครู...ชิต อีกครูชิตจะมีเวลาว่างช่วยตอบไหมครับ เพราะว่างานที่ผมทำนั้น เป็นงานที่เด็กรุ่นเดียวกันอย่าง ผมในชั้ัน ม.3 เขาไม่ทำกันหรอกครับ ถ้าช่วยได้บ่อยๆก็จะขอบคุณมากครับ

ความคิดเห็นที่ 85

ครู...ชิต
22 ต.ค. 2548 17:04
  1. ยินดีมากครับ น้อง เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C จะแบ่งเวลาให้น้องคนนี้ เข้ามาในกระทู้นี้ก็ได้ครับ ว่าแต่น้องวางแผนที่จะศึกษาต่อ ม.4 หรือ ยังครับ ควรเรียนตามที่เราชอบและถนัดนะ ปรึกษา พ่อ แม่ ครู หรือผู้มีประสบการณ์ ก่อนก็คงจะดีนะครับ ทีสำคัญให้เรียนรู้บทเรียนชีวิตด้วย(นอกห้องเรียน) บางคนเก่งแต่ในห้อง แต่อ่อนนอกห้อง อายุ 15 ปี ยังวัยรุ่นและมีอนาคตอีกไกล แต่เด็กสมัยนี้เก่งนะครับ ยิ่ง เก่งและ ดี สุดยอดครับ ไว้วันหลังค่อยแลกเปลี่ยนความรู้กันใหม่นะ สุดท้าย เรียนรู้และเลือกทำในสิ่งที่ดีเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสสู่ความสำเร็จ

ความคิดเห็นที่ 86

23 ต.ค. 2548 10:20
  1. เคยได้ยินว่ารังสีXนั้นมีออกมาจากหลุมดำใช่ปะ ทำไมถึงออกมาได้

ความคิดเห็นที่ 87

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 10:59
  1. คุณ mars 8iy[ แสง และ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตร/วินาที ลาปลาสกล่าวว่า วัตถุใดๆจะหลุดลอยออกจากพื้นผิวของดวงดาว ได้ก็ต่อเมื่อวัตถุนั้นเคลื่อนที่เร็วกว่าหรือเท่ากับความเร็วหนีศูนย์กลาง ขณะที่รัศมีของดวงดาวลดลงความเร็วหนีศูนย์กลางจะเพิ่มขึ้น เมื่อดาวฤกษ์ยุบตัวจนเล็กลงถึงระดับหนึ่ง ความเร็วหนีศูนย์กลางที่พื้นผิวของดาวนั้นจะเท่ากับความเร็วของแสง ลาปลาสจึงอนุมานว่าเมื่อดาวพัฒนาถึงสภาวะดังกล่าว แม้แต่แสงก็ม่สามารถแผ่ออกมาจากดวงดาวได้ หลุมดำเป็นอาณาบริเวณในอวกาศซึ่งไม่มีสารหรือพลังงานใดจะเล็ดลอดออกมาได้ หลุมดำเกิดจากการสูญสลายของมวลสารที่อยู่ในแกนของดาวฤกษ์ จนดาวฤกษ์มีสภาพเป็นดาวนิวตรอนและมวลสารที่แกนกลางของดาวนิวตรอนยังคงสลายต่อไปกลายเป็นหลุมดำ หลุมดำไม่มีมวลสาร ไม่มีรังสี ไม่มีแสง จึงเป็นการยากที่จะตรวจพบหลุมดำในห้วงอวกาศ การตรวจสอบหาหลุมดำทำได้ทางเดียวคือการตรวจสอบอาณาบริเวณในอวกาศที่มีแรงดึงดูดมากกว่าปกติ ในห้วงอวกาศที่มีแรงดึงดูดมากกว่าปกติสังเกตได้จากทิศทางการเคลื่อนที่ของมวลสารจักรวาลที่อยู่ใกล้หลุมดำนั้นเอง รังสีเอ็กซ์ (X-ray) มีความยาวคลื่น 0.01 - 1 นาโนเมตร มีแหล่งกำเนิดในธรรมชาติมาจากดวงอาทิตย์ /ดาวฤกษ์ / ความร้อน เราใช้รังสีเอ็กซ์ในทางการแพทย์ เพื่อส่องผ่านเซลล์เนื้อเยื่อ แต่ถ้าได้ร่างกายได้รับรังสีนี้มากๆ ก็จะเป็นอันตราย สรุปกฎการแผ่รังสี 1. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเคลื่อนที่ในอวกาศด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตร/วินาที 2. คลื่นสั้นมีความถี่สูง คลื่นยาวมีความถี่ต่ำ 3. วัตถุทุกชนิดที่มีอุณภูมิสูงกว่า 0 K (-273°C) ล้วนมีพลังงานภายในตัว และมีการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 4. วัตถุที่มีอุณหภูมิสูง ย่อมมีการแผ่พลังงาน (อัตราการไหลของพลังงาน) มากกว่าวัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำ 5. พลังงานของโฟตอนแปรผันโดยตรงกับความถี่ (E = h) 6. พลังงานของโฟตอนแปรผกผันกับความยาวคลื่น (E = hc / ) 7. วัตถุที่มีอุณหภูมิสูงแผ่รังสีคลื่นสั้น วัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำแผ่รังสีคลื่นยาว (max = 0.0029 / T) 8. ความเข้มของพลังงานแปรผกผันกับหน่วยของระยะทางยกกำลังสอง (F1/F2 = (D2/D1)^2) สรุปหลุมดำ .ชนิดของดาว = หลุมดำ 2.ขนาด = 0 3.ความหนาแน่นที่ศูนย์กลาง = อนันต์ 4.แรงที่ดันออก. = ไม่มี

ความคิดเห็นที่ 88

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 11:03
  1. แก้ไขความคิดเห็นที่ 87 จาก คุณ mars 8iy[ เป็น คุณ mars ครับ ขออภัยด้วยครับ ได้ปะ

ความคิดเห็นที่ 89

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 11:08
  1. ความยาวคลื่น = ความเร็วแสง / ความถี่ ความยาวคลื่น = ระยะห่างระหว่างยอดคลื่น มีหน่วยเป็นเมตร (m) ความถี่ (f) = จำนวนคลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านจุดที่กำหนด ในระยะเวลา 1 วินาที มีหน่วยเป็นเฮิรทซ์ (Hz) ความเร็วแสง (c) = 300,000,000 เมตร/วินาที (m/s)

ความคิดเห็นที่ 90

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 11:11
  1. แสงที่ตามองเห็น (Visible light) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในช่วงซึ่งประสาทตาของมนุษย์สามารถสัมผัสได้ ซึ่งมีความยาวคลื่นอยู่ระหว่าง 400 – 700 นาโนเมตร (1 เมตร = 1,000,000,000 นาโนเมตร) หากนำแท่งแก้วปริซึม (Prism) มาหักเหแสงอาทิตย์ เราจะเห็นว่าแสงสีขาวถูกหักเหออกเป็นสีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง คล้ายกับสีของรุ้งกินน้ำ เรียกว่า “สเปคตรัม” (Spectrum) แสงแต่ละสีมีความยาวคลื่นแตกต่างกัน สีม่วงมีความยาวคลื่นน้อยที่สุด สีแดงมีความยาวคลื่นมากที่สุด

ความคิดเห็นที่ 91

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 11:13
  1. รังสีแกมมา (Gamma ray) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นน้อยกว่า 0.01 นาโนเมตร โฟตอนของรังสีแกมมามีพลังงานสูงมาก กำเนิดจากแหล่งพลังงานนิวเคลียร์ เช่น ดาวระเบิด หรือ ระเบิดปรมาณู เป็นอันตรายมากต่อสิ่งมีชีวิต

ความคิดเห็นที่ 92

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 11:14
  1. รังสีเอ็กซ์ (X-ray) มีความยาวคลื่น 0.01 - 1 นาโนเมตร มีแหล่งกำเนิดในธรรมชาติมาจากดวงอาทิตย์ /ดาวฤกษ์ เราใช้รังสีเอ็กซ์ในทางการแพทย์ เพื่อส่องผ่านเซลล์เนื้อเยื่อ แต่ถ้าได้ร่างกายได้รับรังสีนี้มากๆ ก็จะเป็นอันตราย

ความคิดเห็นที่ 93

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 11:16
  1. รังสีอุลตราไวโอเล็ต (Ultraviolet radiation) มีความยาวคลื่น 1 - 400 นาโนเมตร รังสีอุลตราไวโอเล็ตมีอยู่ในแสงอาทิตย์ เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากได้รับมากเกินไปก็จะทำให้ผิวไหม้ และอาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง

ความคิดเห็นที่ 94

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 11:17
  1. แสงที่ตามองเห็น (Visible light) มีความยาวคลื่น 400 – 700 นาโนเมตร พลังงานที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์ ส่วนมากเป็นรังสีในช่วงนี้ แสงแดดเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของโลก และยังช่วยในการสังเคราะห์แสงของพืช

ความคิดเห็นที่ 95

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 11:19
  1. รังสีอินฟราเรด (Infrared radiation) มีความยาวคลื่น 700 นาโนเมตร – 1 มิลลิเมตร โลกและสิ่งชีวิตแผ่รังสีอินฟราเรดออกมา ก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำ ในบรรยากาศดูดซับรังสีนี้ไว้ ทำให้โลกมีความอบอุ่น เหมาะกับการดำรงชีวิต

ความคิดเห็นที่ 96

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 11:20
  1. คลื่นไมโครเวฟ (Microwave) มีความยาวคลื่น 1 มิลลิเมตร – 10 เซนติเมตร ใช้ประโยชน์ในด้านโทรคมนาคมระยะไกล นอกจากนั้นยังนำมาประยุกต์สร้างพลังงานในเตาอบอาหาร

ความคิดเห็นที่ 97

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 11:21
  1. คลื่นวิทยุ (Radio wave) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นมากที่สุด คลื่นวิทยุสามารถเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศได้ จึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม

ความคิดเห็นที่ 98

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 11:26
  1. การแผ่รังสี (Radiation) เป็นการถ่ายเทความร้อนออกรอบตัวทุกทิศทุกทาง โดยมิต้องอาศัยตัวกลางในการส่งถ่ายพลังงาน ดังเช่น การนำความร้อน และการพาความร้อน การแผ่รังสีสามารถถ่ายเทความร้อนผ่านอวกาศได้ วัตถุทุกชนิดที่มีอุณหภูมิสูงกว่า -273°C หรือ 0 K (เคลวิน) ย่อมมีการแผ่รังสี วัตถุที่มีอุณหภูมิสูงแผ่รังสีคลื่นสั้น วัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำแผ่รังสีคลื่นยาว

ความคิดเห็นที่ 99

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 11:31
  1. [[23817]] ดวงอาทิตย์ (ภาพ : NASA ) เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด และเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก ดวงอาทิตย์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.4 ล้านกิโลเมตร อยู่ห่างจากโลก 150 ล้านกิโลเมตร มีองค์ประกอบเป็นไฮโดรเจน 74% ฮีเลียม 25% และธาตุชนิดอื่น 1%

ความคิดเห็นที่ 100

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 11:41
  1. ดาวฤกษ์ดวงอาทิตย์ไม่มีโอกาสเป็นหลุมดำ จากเหตุ มีมวลน้อย ฟิวชั่น ถึงแค่ คาร์บอน จากดาวยักษ์แดง เป็นดาวแคระขาว,แคระดำ(ดาวมวลน้อย) ดังนั้นดวงอาทิตย์จึงไม่เป็นหลุมดำ ถ้าดวงอาทิตย์จะเป็นหลุมดำ ดูดดาวฤกษ์หรือรวมกับดางฤกษ์ดวงอื่น หรือเพิ่มมวลให้กับตนเองให้ได้มากกว่าปัจจุบันเกิน 18 เท่า จึงจะมีโอกาสเป็นหลุมดำ (มีโอกาสอาจจะไม่เป็น)

ความคิดเห็นที่ 101

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 12:34
  1. ความคิดเห็นที่ 87 - 101 ข้อมูลและแหล่งอ้างอิงคือ : ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดารศาสตร์ ( LESA ) http://www.lesaproject.com

ความคิดเห็นที่ 102

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 22:15
  1. หลุมดำมีแรงโน้มถ่วงสูงมากจนแม้แต่แสงซึ่งเดินทางด้วยความเร็วสูงที่สุดก็ไม่สามารถออกจากหลุมดำได้(เพราะความเร็วหลุดพ้นของหลุมดำสูงกว่าความเร็วแสง) ดังนั้น จึงไม่มีวัตถุใดๆหลุดออกจากหลุมดำได้เลย แต่ก็มีวัตถุที่ห่างจากหลุมดำมากเพียงพอจะโคจรรอบหลุมดำในลักษณะที่ไม่ต่างจากการโคจรรอบดาวดวงหนึ่ง เช่นกัน

ความคิดเห็นที่ 103

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 22:24
  1. หลุมดำไม่ส่องสว่างในช่วงคลื่นใดๆเลย การตรวจสอบ เช่น วัดการแผ่รังสีเอกซ์จากจานรวมมวลที่อาจเกิดขึ้นรอบๆหลุมดำที่ดูดมวลจากดาวดวงอื่นเข้ามาการแผ่รังสีเอกซ์ความเข้มสูงซึ่งเป็นไปได้ว่าเกิดจากจานรวมมวลรอบๆหลุมดำ

ความคิดเห็นที่ 104

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 22:32
  1. ชนิดของดาวที่น่าสนใจ 1.ดาวฤกษ์ทั่วไป ขนาด 150,000-15,000,000 กิโลเมตร 2.ดาวแคระขาว ขนาด 150,000 - 15,000,000 กิโลเมตร 3.ดาวนิวตรอน ขนาด 10 - 20 กิโลเมตร 4.หลุมดำ ขนาด 0 กิโลเมตร

ความคิดเห็นที่ 105

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 22:38
  1. ความหนาแน่นที่ศูนย์กลาง (กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร) 1.ดาวฤกษ์ทั่วไป 100 - 1,000 2.ดาวแคระขาว 100,000 - 1,000,000 3.ดาวนิวตรอน 10 ยกกำลัง 15 4.หลุมดำ อนันต์

ความคิดเห็นที่ 106

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 22:49
  1. แรงที่กดเข้าสู่ศูนย์กลางทั้ง 4 ประเภท คือ แรงโน้มถ่วง แต่ แรงโน้มถ่วงของหลุมดำสูงจนสามารถเอาชนะแรงใดๆได้ จึงไม่เกิดความสมดุลและยุบตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แรงที่ดันออกของดาวมีดังนี้ 1.ดาวฤกษ์ทั่วไป คือ ความดันจากการขยายตัวของก๊าซความร้อนสูง ซึ่งมีความสมดุลกับแรงโน้มถ่วง คือ ความดันจากการแผ่รังสี 2.ดาวแคระขาว คือ ความดันดีเจนเนอซีของอิเล็กตรอน 3.ดาวนิวตรอน คือ ความดันดีเจนเนอซีของนิวตรอน 4.หลุมดำ คือ ไม่มี สำหรับหลุมดำมวลจะยุบตัวลงอย่างไม่มีสิ้นสุด กลายเป็นดาวที่มีขนาดเป็น 0 แต่มีมวลเป็นอนัตน์

ความคิดเห็นที่ 107

ครู...ชิต
23 ต.ค. 2548 23:15
  1. หลุมดำไม่ส่องสว่างในช่วงคลื่นใดๆ เลยจึงยากแก่การสังเกต ในจักวาลอาจจะมีหลุมดำอยู่มากมาย วัตถุใดก็ตาม ที่ถูกแรงโน้มถ่วงของหลุมดำกดเข้าสู่ศูนย์กลาง วัตถุนั้น จะถูกฉีกอย่างละเอียดถึงที่สุดจนมีขนาดเป็น 0 มีมวลเป็นอนันต์หนึ่งเดียวกับหลุมดำ นี้ก็เป็นมหัตภัยในอวกาศ ที่มีอยู่จริง หากวันใดระบบสุริยะของเราผ่านไปใกล้หลุมดำจนถูกแรงโน้มถ่วงของหลุมดำ โดยระบบสุริยะของเราจะไม่สามารถเอาชนะแรงโน้มถ่วงดังกล่าวได้เลย ดังนั้น หลุมดำก็คือมหัตภัยจากห้วงอวกาศที่น่ากลัวไม่น้อยที่เดียวถ้าคิดในแง่ความหายนะดังกล่าวตลอดจนผลที่ตามมาครับ หมายเหตุ จักรวาลกว้างใหญ่ไพศาลมาก

ความคิดเห็นที่ 108

26 ต.ค. 2548 14:21
  1. ผมว่าหลุดดำเป็นสิ่งที่หน้ากลัวนะครับ

ความคิดเห็นที่ 109

26 ต.ค. 2548 14:36
  1. ผมว่าดวงอาทิตย์ไม่มีวันที่จะเป็นหลุดดำได้หลอกครับเพราะมีความร้อนสูงมากครับผม

ความคิดเห็นที่ 110

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
26 ต.ค. 2548 14:43
  1. ผมอยากถามครูชิดว่า ตามความเข้าใจของผม ผมคิดว่า ถ้าความโค้งของ กาล-อวกาศ เกิดจาก มวล และทำให้วัตถุรวมทั้งแสง มีการเดินทางเป็นเส้นโค้ง ผมว่าถ้าเป็นเช่นนั้น แสงรวมทั้ง วัตถุจะมีค่าความเร็วเปลี่ยนไปเป็น จะช้าหรือเร็วก็จะขึ้นอยู่กับ ความโค้งของ กาล-อวกาศ ในแต่ละสถานที่ที่มีมวลแตกต่าง กัน ดังนั้นผมเชื่อว่าเวลาและความเร็วของแสงและวัตถุจะมีค่าเปลี่ยนแปลงไป ตามความโค้งของ กาล-อวกาศ ในแต่ละสถานที่ที่มีความจุของมวลไม่เท่ากันครับ และผมคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ความเร็วของวัตถุและความเร็วของแสงจะไม่มีค่าแน่นอนตายตัวครับ ผมคิดว่าอย่างนี้นะครับ อยากให้ครู...ชิตช่วยชี้แนะหน่อยครับว่าเป็นอย่างไรครับ ขอบคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูงด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 111

ครู...ชิต
27 ต.ค. 2548 22:34
  1. ถึง น้องเด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C. ก็ขอขอบคุณที่มาแวะเยี่ยมเป็นประจำ จากประเด็นคำถามผมเข้าใจว่าคือปรากฏการณ์ ความโค้งของอวกาศและเวลา(Space-time Curvature)ผมขอนำเสนอดังนี้ครับ ความโค้งของอวกาศและเวลา ปรากฏการณ์ ความโค้งของอวกาศและเวลา(Space-time Curvature) ไอน์สไตน์อธิบายว่า แรงโน้มถ่วงจากดวงดาวต่างๆก็คือความโค้ง ยิ่งมวลของดาวมีมากความโค้งของอวกาศก็มีค่ามาก ทำให้แรงโน้มถ่วงที่เกิดจากดาวนั้นมีค่ามากตามไปด้วย ยกตัวอย่างการโคจรของดาวพุธรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรีเป็นเพราะดาวพุธโคจรอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาก จึงได้รับปรากฏการณ์ความโค้งของอวกาศและเวลาที่เกิดจากสนามแรงโน้มถ่วงความเข้มข้นสูงของดวงอาทิตย์ ปรากฏการณ์ Gravtational lens ตามทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์นั้น แรงโน้มถ่วงสามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินของแสงได้ เนื่องจากแรงโน้มถ่วงมีอิธิพลต่ออนุภาคทุกชนิดที่มีมวลหรือพลังงาน ไอน์สไตน์ได้แสดงให้เห็นว่า ระยะทางและเวลามีค่าสัมพันธ์ กล่าวคือ เปลี่ยนแปลงได้ตามความเร็วของผู้สังเกต จึงทำให้เห็นความเร็วของแสงคงที่ ไมเคิลสันกับมอร์เลย์ได้ทำการทดลองวัดความเร็วของแสงดังกล่าวแล้ว พบว่าความเร็วทั้งสองทิศทางไม่แตกต่างกัน นั้นหมายความว่า แสงเดินทางในทิศทางใดความเร็วยังคงที่ หรือถ้าให้ผู้ใดสังเกตเดินทางด้วยความเร็วเท่าไรก็ตามก็ยังคงเห็นแสงมีความเร็วคงที่ เซอร์ ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) การเคลื่อนของดวงจันทร์ ใน 1 วินาที ดวงจันทร์เคลื่อนที่ไปได้ 1 กิโลเมตร จะถูกโลกดึงดูดให้ตกลงมา 1.4 มิลลิเมตร เมื่อดวงจันทร์โคจรไปได้ 1 เดือน ทั้งแรงตั้งต้นของดวงจันทร์ และแรงโน้มถ่วงของโลก ก็จะทำให้ดวงจันทร์โคจรได้ 1 รอบพอดี จากวิธีการเคลื่อนที่ของนิวตันจำเป็นต้องใช้ทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์อธิบายแทน คาร์ล ชวาชชิลล์ (Karl Schwarzschild) อธิบาย ความโค้งของอวกาศรอบๆดาวที่มีรูปทรงเป็นทรงกลมสมบูรณ์และไม่หมุนรอบตัวเอง และความโค้งของอวกาศมีค่ามาก มากเสียจนขนาดที่ว่า แม้แต่แสงก็ยังถูกกักขังเอาไว้ได้ หมายเหตุ การเคลื่อนที่ของวัตถุใด ๆ เป็นไปตามกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน แต่แสงเป็นปรากฏการณ์มีความสัมพันธ์กับเวลา ถ้าเดินทางด้วยความเร็วใกล้แสงมากเท่าไหร่ เวลาก็จะเดินช้าลง ทุกสิ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสง ระยะทางและเวลามีค่าเป็นศูนย์

ความคิดเห็นที่ 112

ครู...ชิต
28 ต.ค. 2548 01:10
  1. ปรากฏการณ์ ความโค้งของอวกาศและเวลา(Space-time Curvature)วง โคจรของดาวพุธ ในแต่ละรอบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวพุธจะโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดที่ระยะ 46 ล้านกิโลเมตร เรียกว่า จุดเพอริฮีเลียน ( Perihelion : จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ) และ ออกห่างที่สุดถึง 70 ล้านกิโลเมตร เรียกว่า จุดอะฟีเลียน ( Aphelion : จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด ) เห็นได้ชัดว่าจุดอะฟีเลียนอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์กว่าจุดเพอริฮี เลียนถึง1.5 เท่า วงโคจรของดาวพุธจึงมีลักษณะพิเศษกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ คือ มีความรีมาก วงโคจรของดาวพุธมีค่าความรี ( Eccentricity ) สูงถึง 0.2056 ในขณะที่วงโคจรของโลกมีค่าความรีเพียง 0.0167 เท่านั้นการสังเกตการเคลื่อนที่ของเพอฮีเลียนของดาวพุธนับว่าเป็นมูลเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ไอน์สไตน์พยายามคิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปขึ้นได้สำเร็จ ที่มาข้อมูล : เอกภพเพื่อความเข้าใจในธรรมชาติของจักรวาล โดย : วิภู รุโจปการ / (GSFC / NASA / NSSDC

ความคิดเห็นที่ 113

ครู...ชิต
28 ต.ค. 2548 01:19
  1. ดาวแคระขาว(WHITE DWARF STARS) ดาวแคระขาว เป็นดาวฤกษ์ เป็นดาวที่มองเห็นเพียงสลัวลาง น่าจะเป็นไปได้ว่ามีขนาดเล็กมากนั่นเอง นักดาราศาสตร์จึงเรียกมันว่า ดาวแคระขาว

ความคิดเห็นที่ 114

ครู...ชิต
28 ต.ค. 2548 01:20
  1. วิวัฒนาการของดาวแคระขาว เมื่อดาวแคระขาวกำเนิดขึ้นมาแล้ว และมวลหดตัวเล็กลงจนมีขนาดเท่ากับขนาดปัจจุบัน กระบวนการนิวเคลียร์ในดวงดาวยุติลงแต่ภายในดวงดาวยังคงร้อนอยู่ และเป็นที่มาของพลังงานความร้อนที่ดาวแผ่รังสีออกมาสู่อวกาศ ดาวแคระขาวเกิดจากอะไร เชื่อกันว่าดาวแคระขาววิวัฒนาการโดยตรงมาจากดาวแกนกลางของเนบิวลาที่ก่อกำเนิดดาวเคราะห์(PLANETARY NEBULA)ในกระบวนการเกิดระบบดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ที่อยู่ตรงกลางจานเนบิวลา จะสูญเสียมวลและพลังงานไปกับพายุอวกาศที่พัดผ่านมา

ความคิดเห็นที่ 115

ครู...ชิต
28 ต.ค. 2548 01:22
  1. ดาวนิวตรอน ดาวนิวตรอน (NEUTRON STARS) เกิดจากดาวฤกษ์ที่เกิดมามีมวลประมาณ 8 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ในที่สุดเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงในดาวฤกษ์ดวงนั้น ก่อให้เกิดซูเปอร์โนวา (SUPERNOVA) ส่วนที่เหลือภายหลังการระเบิดคือดาวนิวตรอน

ความคิดเห็นที่ 116

ครู...ชิต
28 ต.ค. 2548 01:26
  1. พัลซาร์ (PULSAR) พัลซาร์ เป็นดาวนิวตรอนชนิดหนึ่งซึ่งประกายพลังงานที่แผ่รังสีออกมาเกิดจากขั้วแม่เหล็ก และประกายพลังงานที่ผ่านมายังโลก จะผ่านมาเป็นช่วงๆคล้ายจังหวะการเต้นของชีพจร

ความคิดเห็นที่ 117

ครู...ชิต
28 ต.ค. 2548 01:28
  1. การกำเนิดของหลุมดำ หลุมดำ ได้แก่อาณาบริเวณในอวกาศซึ่งไม่มีสารหรือพลังงานใดจะเล็ดลอดออกมาได้ หลุมดำเกิดจากการศูนย์สลายของมวลสารที่อยู่ในแกนของดาวฤกษ์ จนดาวฤกษ์มีสภาพเป็นนิวตรอน แล้วมวลสารที่แกนกลางของดาวนิวตรอน ยังคงสลายต่อไปกลายเป็นหลุมดำหลุมดำไม่มีมวลสาร ไม่มีรังสี ไม่มีแสง จึงเป็นการยากที่จะตรวจพบหลุมดำในห้วงอวกาศ การตรวจสอบทำได้ทางเดียว คือ การตรวจสอบอาณาบริเวณในอวกาศที่มีแรงดึงดูดมากกว่าปกติ

ความคิดเห็นที่ 118

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
28 ต.ค. 2548 19:22
  1. ขอบคุณ ครู...ชิต มากครับที่ตอบขอสงสัยของผมให้ครับ เออ ผมมีคำถามที่อยากรู้มากที่สุดครับมันเกี่ยวกับสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ตอนนี้ครับ คือว่าตามที่ครู...ชิตพูดเกี่ยวกับ ถ้าแรงโน้มถ่วงจากดวงดาวต่างๆก็คือความโค้ง ยิ่งมวลของดาวมีมากความโค้งของอวกาศก็มีค่ามาก ทำให้แรงโน้มถ่วงที่เกิดจากดาวนั้นมีค่ามากตามไปด้วย ดังนั้น แสงก็จะเบี่ยงเบนทิศทางไปเล็กน้อยแต่ยังมีความเร็วเท่าเดิมเมื่อผ่านสนามแรงโน้มถ่วงเข้มๆ เช่นดวงอาทิตย์ ตามการทดลองของไมเคิลสันกับมอร์เลย์ แต่ผมคิดว่ามันก็ขัดกับสภาวะ ซิงกูลาริตี้ ของหลุมดำที่มีมวลเป็น อนันต์ จึงเป็นผลทำให้แรงโน้มถ่วงมีค่าเป็นอนันต์ด้วย และ แสงเมื่อลากผ่านหลุมดำ จึงถูกดึงดูดให้เข้าไปในหลุมดำและมีความเร็วหยุดนิ่งตามสภาวะ ซิงกูลาริตี้ จึงเป็นเหตุทำให้ผมคิดว่า ความเร็วของแสง จะแปรผกผันกับ แรงโน้มถ่วงที่เกิดจากมวล ดังนั้นยิ่งมีแรงโน้มถ่วงมากเท่าไหร่ ความเร็วของแสงก็ยิ่งช้าลงและถูดดึงให้มีความโค้งมากขึ้นตามไปด้วยครับ และที่ ไมเคิลสันกับมอร์เลย์ ทดลอง มันขัดกับ สภาวะซิงกูลาริตี้นี่ครับ ดังนั้นผมจึงคิดว่า แสงจึงมีค่าไม่แน่นอนครับ และค่าที่เรารู้ตอนนี้ เป็นเพียงแค่ค่าความเร็วแสงค่าหนึ่งที่ถูกกำหนดโดยดวงอาทิตย์ ที่มีสนามแรงโน้มถ่วงมากที่สุดในระบบสุริยะของเราที่เป็นผลทำให้ค่าความเร็วของแสงเปลี่ยนแปลงไปเป็นค่าที่เรารู้ตอนนี่ครับ และถ้าเราทดลองเกี่ยวกับความเร็วแสงที่อยู่ใกล้กับหลุมดำ ผมคิดว่า แสงจะมีความเร็วช้ากว่านี้นะครับและถ้ายิ่งใกล้หลุมดำมากขึ้นแสงก็ยิ่งมีความเร็วช้าลงอีกครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าความเร็วแสงจึงมีค่าไม่แน่นอน และความเร็วแสงก็ขึ้นอยู่กับมวลของ สนามหนึ่งๆเท่านั้นครับ และถ้ามันเป็นไปตามที่ผมคิดผมว่า มันคงทำให้ ทฤษฎี ปรากฏการณ์สนามอวกาศที่ไร้ผล ที่ผมคิดเล่นๆนี้ คงจะทำให้ฝันของผมเป็นจริงครับ ขอให้ครู...ชิตช่วย ตอบข้อสงสัยให้หน่อยครับ เพราะตอนนี้ครู...ชิต เป็นคนที่จะตัดสินว่าผมจะคิดทฤษฎีนี้ต่อไปได้สำเร็จหรือไม่ครับ ขอให้ ครู...ชิตช่วยด้วยนะครับ ขอขอบคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูงมากครับ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 119

ครู...ชิต
29 ต.ค. 2548 15:51
  1. ดีมาก ครับ น้อง เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C. ความสงสัยเป็นสิ่งที่ดี แต่จะยังไม่ชมไปมากกว่านี้แต่ก็ถือว่าชมนะสิ่งที่น้องถามมาแสดงว่าน้องเป็นคนชอบค้นคว้าพฤติกรรมนี้หละที่จะนำพาน้องไปสู่ความสำเร็จพี่ขอให้กำลังใจ ในกระทู้นี้พี่ต้องการเติมความรู้เกี่ยวกับฟิสิกส์ดาราศาสตร์เพราะชอบจากคำถามของน้องเกี่ยวกับแสงไอน์สไตน์ได้แสดงให้เห็นว่า ระยะทางและเวลามีค่าสัมพันธ์ กล่าวคือ เปลี่ยนแปลงได้ตามความเร็วของผู้สังเกต จึงทำให้เห็นความเร็วของแสงคงที่ และโดยส่วนตัวแล้วคุณลักษณะของแสงอีกอย่างคือ เมื่อความเร็วไม่เพิ่ม มันก็ไม่ลดเช่นกัน ทิศทางการเคลื่อนที่ของแสงที่เกิดขึ้นในแกนของดาวฤกษ์ที่มีการสลายตัวของมวลสาร A แสงกระจายเป็นเส้นตรงออกจากแกนกลางของดาวฤกษ์ที่มีการสลายตัวของมวลสาร B มวลสารแกนกลางดาวฤกษ์สลายตัวต่อไปแสงจะเดินทางเป็นเส้นโค้งเล็กน้อย C มวลสารสลายตัวและดาวฤกษ์มีขนาดเล็กลง แสงออกมาน้อยลงและโค้งมากขึ้น D มวลสารสลายตัวหมดไม่มีรูปร่างขนาดเป็น 0 เปลี่ยนเป็นหลุมดำไม่มีแสงแผ่ออกมาอีกเลย ภาพอนุเคราะห์โดย : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ [[23818]]

ความคิดเห็นที่ 120

ครู...ชิต
29 ต.ค. 2548 16:06
  1. เกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงหรือการยุบตัวของดวงดาว นักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดีย ดร.สุบมายันต์ จันทราสิขา พบ ดาวฤกษ์มีการยุบตัวเนื่องจากแรงโน้มถ่วง ยิ่งมีมวลมากแรงโน้มถ่วงยิ่งมีมาก โดยธรรมชาติวัตถุทุกชนิดจะมีแรงดึงดูดระหว่างกันนอกจากดาวจะมีแรงโน้มถ่วงเพียงอย่างเดียวแล้วดาวก็มีปฏิกริยานิวเคลียร์ภายในแกนของตัวมันเองจึงมีแรงด้านหรือแรงแรงผลักดันหรือแรงที่ดันออกและสาเหตุที่ดาวฤกษ์หลายดวงมีจุดสมดุลยระหว่างแรงที่กดเข้าสู่ศูนย์กลางและแรงที่ดันออกจึงมีลักษณะทรงกลม ภาพอนุเคราะห์โดย : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ [[23819]]

ความคิดเห็นที่ 121

ครู...ชิต
29 ต.ค. 2548 16:13
  1. ดาวฤกษ์ ( STAS ) ดาวฤกษ์ ( STAS )คือ กลุ่มก๊าซที่มีรูปร่างกลมขนาดใหญ่ สามารถส่องแสงสว่างออกมาได้ ขณะที่หมุนรอบตัวเองไปในอวกาศหรือดาวที่มีแสงสว่างและมีพลังงานในตัวเอง ในชีวิตของดวงดาวกำเนิดขึ้นจาก เนบิวลา ที่ยุบตัวกลายเป็น กระจุกดาว ดาวหลากสีหลายประเภทจะใช้ชีวิตใน ลำดับหลัก จนกระทั้งเชื้อเพลิงของดาวจะหมดลงช่วงสุดท้ายมันจะขยายใหญ่ขึ้นเป็น ดาวยักษ์แดง และในที่สุดจบลงด้วยการยุบตัวลงเป็น ดาวแคระขาว เนบิวลาดาวเคราะห์ หรือ ดาวนิวตรอน หรือ พัลซาร์ ดาวฤกษ์ที่มีมวลมากจะจบชีวิตในการระเบิดที่ยิ่งใหญ่ตระการตาเรียกว่า ซูเปอร์โนวา และจะจบชีวิตโดยกลายเป็นหลุมดำ ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด ภาพ : NASA [[23820]]

ความคิดเห็นที่ 122

ครู...ชิต
29 ต.ค. 2548 16:18
  1. ชีวิตของดาวฤกษ์ จุดเริ่มต้นของดวงดาวเรียกช่วงนี้ว่า "ดาวฤกษ์ก่อนกำเนิด"(โปรโตสตาร์ Protostar : ดาวทารก ) ดาวฤกษ์ก่อตัวขึ้นจากกลุ่มก๊าซ และฝุ่นละอองที่กว้างใหญ่ไพศาลดาวฤกษ์สารมารถส่องแสงสว่างอยู่ได้หลายๆ ล้านปี เมื่อดาวฤกษ์ดังกล่าวมีอายุมากขึ้น มันก็เผาไหม้ก๊าซจนเกือบหมดคือไอโดรเจนที่แกนกลางอันเป็นแหล่งพลังงานหลักหมดลง จากนั้นดาวฤกษ์จะขยายตัวโตมหึมากลายเป็น เจ้ายักษ์แดง พร้อมกับผิวนอกจะค่อยๆ สลายตัวไปในอวกาศ เริ่มเข้าสู่วัยชราและการสิ้นอายุขัยได้หลายทาง ดาวที่มีมวลน้อยชีวิตลงอย่างเงียบๆ ด้วยการกลายเป็น ดาวแคระขาว เต็มไปด้วยธาตุคาร์บอนและมีเนบิวลาดาวเคราะห์ ดาวมวลปานกลาง จะจบชีวิตกลายเป็น ดาวแคระขาว ที่เป็นธาตุออกซิเจน แต่สำหรับดาวฤกษ์ที่มีมวลมากที่ใช้ชีวิตอย่างสุกสว่างโดดเด่นตลอดมา การสิ้นอายุขัยคือ เกิดการระเบิดเป็น ซูเปอร์โนวา ซึ่งจะปลดปล่อยพลังงานอย่างมากมายมหาศาล แสงสว่างจากการระเบิดจะสามารถเห็นได้จาก ดาราจักรอื่นๆ ที่ห่างไกลออกไปหลายล้านปีแสง และ ในช่วงสุดท้ายชีวิตหลังความตายของดาว คือ ดาวนิวตรอน หลุมดำ หรือการฟื้นคืนชีพของดาวบางดวง การเกิดใหม่ของดาวบางดวง สามารถเพิ่มเติมจากการศึกษาจากหนังสือดาราศาสตร์ เอกภพ ซึ่งมีจำหน่ายอยู่ทั่วไป

ความคิดเห็นที่ 123

ครู...ชิต
29 ต.ค. 2548 16:25
  1. จุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของดวงดาว : เนบิวลา (Nebula) เนบิวลา คือกลุ่มก๊าซหรือฝุ่นที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเองรวมกันอยู่หนาแน่นมากเป็นปริมาณมหาศาล จะปรากฏเป็นฝ้ามัวๆ บริเวณที่กลุ่มฝุ่นและก๊าซรวมกันและยึดอย่างเหนียวแน่นด้วยแรงโน้มถ่วงของเนบิวลา จะทำให้บริเวณดังกล่าวกลายเป็นแหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ต่างๆจำนวนมาก ซึ่งเนบิวลาบางส่วนอาจเกิดจากการระเบิดของดาวฤกษ์กลายเป็นซากก๊าซและฝุ่นกระจายออกจากกันและอาจกระจายไปรวมกับก๊าซและฝุ่นแห่งอื่นๆกลายเป็นดาวฤกษ์ดวงใหม่ก็ได้กลุ่มก๊าซและฝุ่นเมื่อได้รับแสงจากดาวฤกษ์ก็จะสามารถสะท้อนแสงและเรืองแสงออกมา กลายเป็นวัตถุท้องฟ้าที่เรียกว่าเนบิวลา หรือ กลุ่มหมอกเพลิง หรือ ฝุ่นอวกาศ ในภาษา ลาติน แปลว่า เมฆ องค์ประกอบเกือบทั้งหมดของเนบิวลา คือ ก๊าซไฮโดรเจนซึ่งเป็นธาตุที่เบาที่สุดและมีมากที่สุดในจักรวาลนอกนั้นมีก๊าซฮีเลียม และธาตุหนักอื่นๆ ภาพเนบิลาดอกกุหลาบ ภาพจากสมาคมดาราศาสตร์ไทย [[23821]]

ความคิดเห็นที่ 124

ครู...ชิต
29 ต.ค. 2548 16:29
  1. พัลซาร์ แบบจำลองการหมุนรอบแกนเอียงของตัวเองของพัลซาร์ แกนแม่เหล็กจะเอียงทำมุมกับแกนการหมุนของดาวนิวตรอน จากการหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงมีผลทำให้มีคลื่นวิทยุแผ่ออกมาจากขั้วแม่เหล็ก ควาซาร์(QUASAR) ควาซาร์ เป็นกาแล็คซี่ชนิดหนึ่ง ที่ดูเหมือนว่ามันเกิดขึ้นในอดีตอันนานโพ้น มีขนาดเล็กมาก แต่เป็นกาแล็คซี่ที่ยังมีชีวิต แสงควาซาร์ อยู่ในช่วงคลื่นสีแดง สาเหตุที่คลื่นแสงจากควาซาร์อยู่ในช่วงคลื่นสีแดงเป็นผลที่เรียกว่า ผลของดอปเฟลอร์ (DOPPLER EFFECT)

ความคิดเห็นที่ 125

ครู...ชิต
29 ต.ค. 2548 16:38
  1. ดาวแคระขาว(White Dwarf) เมื่อมีการเผาใหม้เชื้องเพลิงจนหมดก็จะเกิดการยุบตัวลงเนื่องจากแรงโน้มถ่วงธาตุต่างๆจะถูกอัดให้ใกล้กันมากเมื่ออยู่ใกล้กันมากเกินไปมันจะผลักกันทำให้เกิดแรงดันขึ้นจนสามารถหยุดยั้งการยุบตัวของดวงดาวได้ทำให้เกิดเป็นดาวแคราะขาว เป็นดาวที่เย็นและมีขนาดเล็กประมาณโลกของเรา ซากของส่วนที่เคยเป็นแกนของดาวฤกษ์ที่มีมวลเริ่มต้นน้อยกว่า 8 เท่าของดวงอาทิตย์ ประกอบด้วยธาตุคาร์บอนหรือออซิเจนเป็นส่วนใหญ่ พื้นผิวเคลือบด้วยฮีเลียม หรืออาจเป็นไฮโดรเจน เมื่อผ่านกระบวนการทางนิวเคลียร์ในดาวฤกษ์ยุติลง จะเปลี่ยนสภาพเป็นดาวแคระขาวอย่างรวดเร็ว

ความคิดเห็นที่ 126

ครู...ชิต
29 ต.ค. 2548 16:42
  1. ดาวนิวตรอน (Neutron stars) คือซากแกนของดาวที่มีมวลเริ่มต้นระหว่าง 8 - 18 เท่า ของมวลดวงอาทิตย์ที่หลงเหลือจากการเกิดซูเปอร์โนวานิวตรอนประกอบด้วยนิวตรอนอัดแน่น มีความหนาแน่นสูง มีลักษณะคล้ายกับนิวเคลียสขนาดยักษ์ แต่สิงที่แตกต่างกันคือ นิวเคลียสของอะตอมยึดกันไว้ด้วย แรงนิวเคลียร์แบบเข็ม ในขณะที่ดาวนิวตรอนยึดกันไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงและนิวเคลียสจะมีทั้งโปรตรอนและนิวตรอน ในขณะที่ดาวนิวตรอนมีเพียงนิวตรอนเท่านั้น นอกนั้น ยังก่อเกิดพัลซาร์ (Pulsar) เป็นดาวนิวตรอนชนิดหนึ่งซึ่งประกายพลังงานที่แผ่รังสีออกมาเกิดจากขั้วแม่เหล็ก และประกายพลังงานผ่านมาเป็นช่วงๆคล้ายจังหวะการเต้นของหัวใจพัลซาร์ทุกดวง คือดาวนิวตรอน แต่ดาวนิวตรอนทุกดวงไม่จำเป็นต้องเป็นพัลซาร์

ความคิดเห็นที่ 127

ครู...ชิต
29 ต.ค. 2548 16:52
  1. [[23822]] สนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงของดาวนิวตรอนทำให้เกิดการแผ่รังสีเป็นลำออกจากขั้วแม่เหล็กทั้งสองซึ่งไม่ได้อยู่ ณ ตำแน่งเดียวกันกับขั้วการหมุนของดาวเมื่อดาวนิวครอนหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูง ลำรังสีจึงกวดไปโดยรอบอย่างรวดเร็ว หากลำรังสีนี้ส่องผ่านโลกพอดีเราจะสามารถสังเกตปรากฏการณ์พัลซาร์ได้ ภาพจาก มศว ประมานมิตร ข้อความจาก หนังสือเอกภพเพื่อความเข้าใจในธรรมชาติของจักรวาล พิมพ์ครั้งที่ 1 วิภู รุโจปการเขียน

ความคิดเห็นที่ 128

ครู...ชิต
29 ต.ค. 2548 16:57
  1. [[23823]] ภาพ : NASA ซูเปอร์โนวา (Supernova) โนวา ( Nova ) = การระเบิดบนผิวดาวแคระขาว เกิดจากไฮโดรเจนเปลี่ยนเป็นฮีเลียมอย่างกระทันหัน และการระเบิดที่ก่อให้เกิดการส่องสว่างมากกว่าโนวาหลายหมื่นเท่า เรียนกว่า ซูเปอร์โนวา เนื่องจากดาวฤกษ์บางดวงมีขนาดใหญ่มาก จนมันไม่หดตัวเป็นดาวแคระขาวง่ายๆ ดาวฤกษ์เหล่านี้มี มวล ( Mass) มากกว่าดวงอาทิตย์เกินสามเท่ามันจะขยายตัวโตมหึมา กลายเป็น ซูเปอร์ไจแอนท์ Super giant เจ้ายักษ์แดง เมื่อก๊าซถูกเผาไหม้จนเกือบหมด ก็จะเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง กลายเป็น ซูเปอร์โนวา เหลือเพียง ดาวนิวตรอนหรือ พัลซาร์ หรืออาจจะเป็นจุดกำเนิดของดาวดวงใหม่โดยมี ฝุ่น ก๊าซ จาก เนบิวลาและซากซูเปอร์โนวาการระเบิดแบ่งได้ 3 ขั้นตอนดังนี้ 1. แกนของดาวฤกษ์ซึ่งมีลักษณะเป็นดาวยักษ์แดง ( red giant ) เกิดการยุบตัวลง ( ตามแรงดึงดูด) 2. แกนดาวฤกษ์ที่มีนิวตรอน (Neutron = อนุภาคนิวเคลียร์ที่ไม่มี อิเลคตรอน เป็นองค์ประกอบ) มากดันตัวต้านแรงยุบตัวและผักมวลสารให้กระจายออก 3.เกิดคลื่นสะท้อนออกจากแกนกลางทำให้ดาวระเบิด

ความคิดเห็นที่ 129

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
29 ต.ค. 2548 17:00
  1. ขอบคุณมากครับ ครู...ชิต ที่ตอบข้อสงสัยของผมครับ ถ้าสรุปตามที่ ครู...ชิต ว่า ระยะทางและเวลามีค่าสัมพันธ์ กล่าวคือ เปลี่ยนแปลงได้ตามความเร็วของผู้สังเกต จึงทำให้เห็นความเร็วของแสงคงที่ และโดยส่วนตัวแล้วคุณลักษณะของแสงอีกอย่างคือ เมื่อความเร็วไม่เพิ่ม มันก็ไม่ลดเช่นกัน และทำไมเขาคิดว่า ถ้าเราเดินทางโดยใช้ความเร็วเท่าแสงหรือสูงกว่าแล้วสามารถเดินทางข้ามเวลาได้ คงเป็นเพราะเมื่อสามารถเร็วได้เท่าแสง เวลาก็จะหยุดนิ่ง ใช่ไหมครับ ผมคิดว่าถ้าเป็นการเคลื่อนในสนามที่มีแรงโน้มถ่วงเป็น 0 และมีความโค้งของ กาล-อวกาศ เป็น 0 คือเป็นเส้นตรง เราก็สามารถเคลื่อนที่ไปโดยใช่กำลัง น้อยกว่าเดิม และความเร็วที่มากกว่าเดิมในสภาวะสนามแรงโน้มถ่วงทั่วไป และเป็นระยะทางที่สั้นกว่าเดิมเพราะเราไม่ต้องเดินทางอ้อมโค้งขึ้นไปจากเส้นตรง เราก็สามารถเดินทางให้มีความเร็วใกล้เคียงแสงได้ โดยใช่พลังงานน้อยกว่าปกติมากใช่ไหมครับ สรุปก็คือการที่เคลื่อนที่ในสนามแรงโน้มถ่วงที่เป็น 0 เราก็สามารถเดินทางได้เร็วกว่า และใช้กำลังน้อยกว่า และเวลาก็สั้นลงใช่ไหมครัีบ อยากให้ครูชิตแนะนำให้หน่อยครับขอบคุณล่วงหน้าครับ

ความคิดเห็นที่ 130

ครู...ชิต
29 ต.ค. 2548 17:03
  1. [[23824]] ซากของซูเปอร์โนวา(SUPERNOVA REMNANT) ผลสุดท้ายของการระเบิดของซูเปอร์โนวา เรียกว่า ซากของซูเปอร์โนวา ซากของซูเปอร์โนวายังคงแผ่รังสีได้ มีทั้งรังสีเอกซ์ อุลตราไวโอเลต และอินฟาเรดซากซูเปอร์โนวาอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า พลีไรออน (PLELION)เป็นซากซูเปอร์โนวา ที่มีรูปร่างคล้ายเนบิวลารูปปูซูเปอร์โนวา SN.1987A ภาพด้านซ้ายแสดงให้เห็นกลุ่มเมฆอวกาศแมกเจลแลนด์ขนาดใหญ่ ก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์โนวา ลูกศรในภาพชี้ไปยังดาวฤกษ์ ที่จะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา ส่วนภาพขวาเป็นรูปบริเวณเดียวกัน ถ่ายภายหลังจากซูเปอร์โนวาระเบิดแล้ว

ความคิดเห็นที่ 131

ครู...ชิต
29 ต.ค. 2548 17:05
  1. หลุมดำ (Black Hole) การเกิดซูเปอร์โนวา มวลส่วนใหญ่ของดาวจะออกไป แต่มวลส่วนหนึ่งจะตกกลับไปยังดาวนิวตรอนที่ยังเหลืออยู่ตรงกลาง ในกรณีของดาวฤกษ์ที่มีมวลเริ่มต้นมากกว่า 18 เท่าของดวงอาทิตย์ เศษซากดาวที่ตกกลับลงมายังดาวนิวตรอนจะมีมวลมากพอที่จะทำให้เกิดมวลเพิ่มขึ้นสามเท่าของดวงอาทิตย์ซึ่งเกินกว่าลิมิตของดาวนิวตรอนและมีแรงโน้มถ่วงสูงขึ้นเรื่อยๆและดาวนิวตรอนจะยุบตัวลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่มีแรงใดในจักรวาลที่จะด้านทานการยุบตัวได้และดาวนิวตรอนจะยุบตัวลงเป็น หลุมดำ ซึ่งเป็นวัตถุที่มีขนาดเป็นศูนย์แต่มีมวลเป็นอนันต์ และอีกอย่างที่เกิดหลุมดำคือ แกนเหล็กของดาวมวลมากที่สิ้นอายุขัยสามารถยุบตัวลงผ่านลิมิตดาวนิวตรอนและกลายเป็นหลุมดำโดยตรง หลุมดำจึงเป็นอาณาบริเวณของอวกาศที่มีความโน้มถ่วงสูงมาก จึงไม่มีสิ่งใดแม้กระทั้งแสงสว่างเล็ดลอดออกมาได้ จะมีมวลมากมายมหาศาล เทียบกับมวลของดาวฤกษ์นับพันล้านดวง หากมีสิ่งใดตกลงไปแล้วจะไม่สามารถกลับออกมาได้อีก

ความคิดเห็นที่ 132

ครู...ชิต
29 ต.ค. 2548 17:20
  1. [[23825]] ภาพใจกลางดาราจักรทางช้างเผือก ณ ใจกลางดาราจักรทางช้างเผือกอาจพบหลุมดำขนาดใหญ่หรือหลุมดำยักษ์เพราะพบวัตถุที่โคจรรอบด้วยความเร็วสูงมาก แต่มีความสงบอย่างน่าประหลาดหลุมดำขนาดใหญ่มักจะมีจานรวมมวลหรือทรงกลมหรือขอบฟ้าเหตุการณ์(Event Horizon )ขนาดใหญ่ที่มีพลังงานสูงยิ่งยวดหมุนอยู่โดยรอบมีลำก็าซพุ่งออกตั้งฉากกับแนวจานรวมมวลทั้งสองด้าน เห็นชัดในช่วงคลื่นรังสีเอกซ์

ความคิดเห็นที่ 133

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
29 ต.ค. 2548 17:20
  1. อยากให้ครู...ชิต ช่วยตอบคำถามข้อที่ 129 ให้หน่อยครับ อยากรู้มากเลยครับ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 134

Dark of Angel
30 ต.ค. 2548 17:22
  1. ครูชิตครับผมอยากถามนอกเรื่องนะครับทำไมคนเมื่อก่อนถึงคิดว่าโลกแบนละครับแล้วทำไมต้องอยู่บนกระดองเต่าด้วยละครับช่วยตอบผมด้วยนะครับผมเป็นเพื่อนของ เด็กรักฟิสิกส์ อยู่โรงเรียนเดียวกันครับ

ความคิดเห็นที่ 135

Dark of Angel
30 ต.ค. 2548 17:26
  1. ช่วยรับเด็กคนนี้เป็นลูกศิษย์ผมไม่เก่งวิทย์มากนักนะครับ

ความคิดเห็นที่ 136

Dark of Angel
30 ต.ค. 2548 17:47
  1. ครูชิตครับหลุมดำมีโอกาศเกิดที่ไหนมากสูงสุดละครับผม

ความคิดเห็นที่ 137

Dark of Angel
30 ต.ค. 2548 18:56
  1. หลุมดำเกิดที่ไหนบ้างหรือยังครับ

ความคิดเห็นที่ 138

Dark of Angel
30 ต.ค. 2548 19:11
  1. หลุมดำเกิดขึ้นยังครับแล้วเกิดวิกิจอะไรไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 139

Dark of Angel
30 ต.ค. 2548 19:55
  1. หลุดดำมีโอกาสเกิดที่ไหนบ้างครับ

ความคิดเห็นที่ 140

ครู...ชิต
1 พ.ย. 2548 05:34
  1. ต้องขออภัยที่เข้ามาสนทนาช้าเพราะช่วงนี้เปิดภาคเรียนแล้วเวลาเป็นส่วนก็น้อยลง(เดียวจะพยายามแสดงความคิดเห็นอย่างง่ายเรื่อง เวลา แสง และความเร็ว) เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C. และ Dark of Angel ต้องขอขอบคุณที่มั่นมาแวะเยือนและยินดีต้อนรับ Dark of Angel อีกคนประการแรกขอให้ตั้งใจเรียนให้มากตลอดจนให้เป็นคนดีของสังคมพัฒนาประเทศชาติต่อไปเป็นความหวังของประทศนะต้องขออภัยอีกครั้งที่ตอบคำถามไม่ครบเพราะจำคำถามไม่ค่อยได้ก็จะขอตอบหรือแสดงความคิดเห็นทีละประเด็นช่วงหน้าครับถ้าไม่ครบก็รอวันต่อไปให้สัญญาว่าจะพยายามตอบให้หมดให้มีคุณภาพจะไม่ขอตอบแบบไปที ติดตามช่วงต่อไป

ความคิดเห็นที่ 141

ครู...ชิต
1 พ.ย. 2548 05:56
  1. ทำไมคนเมื่อก่อนถึงคิดว่าโลกแบนละครับแล้วทำไมต้องอยู่บนกระดองเต่าด้วยละครับ ? แต่ก่อนความเจริญก้าวหน้าด้านต่างๆยังไม่พัฒนาเหมือนทุกวันนี้เช่นเทคโทโลยี อีกทั้งความไม่รู้และกลัวตกขอบโลก ตลอดจนอิทธิพลทางด้านศาสนาโดยเฉพาะยุโรปในยุคมืดศาสนจักรมีอิทธิพลจึงไม่ค่อยมีใครกล้าที่จะขัดแย้งถึงแม้ว่าทฤษฎีจะถูกต้องก็ตามนักวิทยาศาสตรบางคนเสียชีวิตตั้ง 100 - 200 ปีคนถึงยอมรับก็มีพอหมดจากยุคมืดคือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ความเชื่อว่าโลกกลมก็เป็นที่ยอมรับและพิสูจน์ต่อมาหลักฐานที่เชื่อว่าโลกกลมที่ดีที่สุดคือภาพถ่ายอวกาศส่วนเรื่อกระดองเต่าเป็นความเชื่อครับ โครงสร้างภายในของโลก จากการศึกษาคลื่นแผ่นดินไหว ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถแบ่งโลกออกเป็นชั้นต่าง ๆ จากผิวโลกถึงชั้นในสุดได้ 3 ชั้นใหญ่ ๆดังนี้ 1. เปลือกโลก (Crust) เป็นชั้นนอกสุดมีความหนาระหว่าง 6-35 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนาที่สุดของเปลือกโลก เรียก เปลือกโลกส่วนบน (Upper crust) มีความหนาแน่นต่ำ ประกอบด้วยโปแตสเซียม อะลูมิเนียม และซิลิเกตเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีชื่อเรียกว่า ชั้นไซอัล (sial) ส่วนบางที่สุดเรียกเปลือกโลก ส่วนล่าง (Lower crust) มีความหนาแน่นมากกว่าส่วนบน ประกอบด้วยแมกนีเซียม เหล็ก แคลเซียม และซิลิเกตเป็นส่วนใหญ่ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ชั้นไซมา (Sima) ส่วนของเปลือกโลกภาคพื้นทวีปประกอบด้วยชั้นไซอัลและไซมา ทำให้มีความหนามากกว่าส่วนที่อยู่ใต้มหาสมุทร ซึ่งระกอบด้วยชั้นไซมาเท่านั้น 2. แมนเทิล (Mantle) เป็นชั้นที่อยู่ระหว่างเปลือกโลกกับแก่นโลก มีความหนาประมาณ 2,885 กิโลเมตร มีส่วนประกอบของแมกนีเซียมและเหล็กเป็นส่วนใหญ่ แมนเทิลเกือบทั้งหมดเป็นของแข็ง ยกเว้นที่ความลึกประมาณ 70-260 กิโลเมตรหรือที่เรียกว่า ชั้นแอสทีโนสเฟียร์ (Asthenosphere) ในชั้นนี้มีการหลอมละลายของหินเป็นบางส่วน 3. แก่นโลก (Core) เป็นส่วนชั้นในสุดของโลกที่มีความหนาแน่นมาก มีรัศมียาวประมาณ 3,486 กิโลเมตร ประกอบด้วยโลหะผสมระหว่างเหล็กและนิกเกิล และแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ แก่นโลกชั้นนอก (outer core) ซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่าหินทั่วไปถึง 5 เท่า (ความถ่วงจำเพาะมากกว่า 17) และมีความร้อนสูงถึง 4,000 องศาเซลเซียส โครงสร้างภายในของโลกแบ่งตามองค์ประกอบทางเคมี นักธรณีวิทยา แบ่งโครงสร้างภายในของโลกออกเป็น 3 ส่วน โดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางเคมี ดังนี้ (ภาพที่ 5) เปลือกโลก (Crust) เป็นผิวโลกชั้นนอก มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลิกอนออกไซด์ และอะลูมิเนียมออกไซด์ เมนเทิล (Mantle) คือส่วนซึ่งอยู่อยู่ใต้เปลือกโลกลงไปจนถึงระดับความลึก 2,900 กิโลเมตร มีองค์ประกอบหลักเป็นซิลิคอนออกไซด์ แมกนีเซียมออกไซด์ และเหล็กออกไซด์ แก่นโลก (Core) คือส่วนที่อยู่ใจกลางของโลก มีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็ก และนิเกิล โครงสร้างภายในของโลกแบ่งตามคุณสมบัติทางกายภาพ นักธรณีวิทยา แบ่งโครงสร้างภายในของโลกออกเป็น 5 ส่วน โดยพิจารณาจากคุณสมบัติทางกายภาพ ดังนี้ ลิโทสเฟียร์ (Lithosphere) คือ ส่วนชั้นนอกสุดของโลก ประกอบด้วย เปลือกโลกและแมนเทิลชั้นบนสุด ดังนี้ o เปลือกทวีป (Continental crust) ส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิตมีความหนาเฉลี่ย 35 กิโลเมตร ความหนาแน่น 2.7 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร o เปลือกสมุทร (Oceanic crust) เป็นหินบะซอลต์ความหนาเฉลี่ย 5 กิโลเมตร ความหนาแน่น 3 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร (มากกว่าเปลือกทวีป) o แมนเทิลชั้นบนสุด (Uppermost mantle) เป็นวัตถุแข็งซึ่งรองรับเปลือกทวีปและเปลือกสมุทรอยู่ลึกลงมาถึงระดับลึก 100 กิโลเมตร แอสทีโนสเฟียร์ (Asthenosphere) เป็นแมนเทิลชั้นบนซึ่งอยู่ใต้ลิโทสเฟียร์ลงมาจนถึงระดับ 700 กิโลเมตร เป็นวัสดุเนื้ออ่อนอุณหภูมิประมาณ 600 – 1,000ฐC เคลื่อนที่ด้วยกลไกการพาความร้อน (Convection) มีความหนาแน่นประมาณ 3.3 กรัม/เซนติเมตร เมโซสเฟียร์ (Mesosphere) เป็นแมนเทิลชั้นล่างซึ่งอยู่ลึกลงไปจนถึงระดับ 2,900 กิโลเมตร มีสถานะเป็นของแข็งอุณหภูมิประมาณ 1,000 – 3,500ฐC มีความหนาแน่นประมาณ 5.5 กรัม/เซนติเมตร แก่นชั้นนอก (Outer core) อยู่ลึกลงไปถึงระดับ 5,150 กิโลเมตร เป็นเหล็กหลอมละลายมีอุณหภูมิสูง 1,000 – 3,500ฐC เคลื่อนตัวด้วยกลไกการพาความร้อนทำให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก มีความหนาแน่น 10 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร แก่นชั้นใน (Inner core) เป็นเหล็กและนิเกิลในสถานะของแข็งซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 5,000 ?C ความหนาแน่น 12 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร จุดศูนย์กลางของโลกอยู่ที่ระดับลึก 6,370 กิโลเมตร ที่มาของข้อมูล : http://www.lesaproject.com กรมทรัพยากรธรณี : http://www.dmr.go.th

ความคิดเห็นที่ 142

ครู...ชิต
1 พ.ย. 2548 06:34
  1. หลุดดำมีโอกาสเกิดที่ไหนบ้างครับ ? ครูชิตครับหลุมดำมีโอกาศเกิดที่ไหนมากสูงสุดละครับผม ? หลุมดำเกิดที่ไหนบ้างหรือยังครับ ? การเกิดหลุมดำจะมีความสัมพันธ์กับการเกิดซูเปอร์โนวาของดาวที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราอาจจะมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราเกิน 18 เท่า(ค่าจากแบบจำลองทางคณิตศาสวตร์)หรือบางตำราบอกว่ามากกว่าดวงอาทิตย์ 3 เท่าสรุปมากกว่าดวงอาทิตย์อยู่ดีและการเกิดหลุมดำอีกลักษณะหนึ่งคือดาวฤกษ์กลายเป็นหลุมดำได้คือแกนเหล็กของดาวมวลมากที่สิ้นอายุขัยสามารถยุบตัวลงผ่านลิมิตดาวนิวตรอนและกลายเป็นหลุมดำโดยตรงซึ่งจะไม่เกิดเป็นซูเปอร์โนวาเลยนี้คือการเกิดหลุมดำ หลุมดำเกิดได้ทุกที่ตามที่กล่าวมา(ศึกษาเรื่องชีวิตดวงดาวในความคิดเห็นที่ผ่านมาได้) ปัจจุบันในแกแล็กซี่ของเราอาจมีหลุมดำเป็นจำนวนมากเช่นที่ใจกลางแกแล็กซีหรือวัตถุในระบบดาวคู่ซิกนัสเอกซ์-1 ในกลุ่มดาวหงส์ คนพบในปี 1971 มีดาวฤกษ์โคจรรอบวัตถุที่ไม่สามารถมองเห็นมีการแผ่รังสีเอกซ์ความเข็มสูงที่เกิดจากจานรวมมวลรอบๆหลุมดำ

ความคิดเห็นที่ 143

ครู...ชิต
1 พ.ย. 2548 06:52
  1. เมื่อเราเดินทางด้วนความเร็วใกล้แสงมากเท่าไหร่ เวลาก็จะช้าลง เมื่อเราอยู่ในรถไฟขบวนหนึ่งวิ่งจากตะวันออกไปตะวันตกด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีรถสวนมาด้วยความเร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากทิศตางกันข้าม เราจะเห็นความเร็วรถเป็น 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในทำนองเดียวกัน ถ้าวิ่งตามกันความเร็วจะดูช้าลง เพราะนำมาลบกัน แต่หากทดลองกับแสง เช่น แสงเดินทางด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที ขณะที่เส้นรอบวงของโลก 1 รอบ มีความยาว 40,000 กิโลเมตร ดังนั้น แสงเดินทางรอบโลกได้ประมาณ 7.5 รอบในเวลา 1 วินาที ในขณะที่โลกหมุนรอบตนเองอยู่ตลอดเวลาด้วยความเร็ว 0.5 กิโลเมตรต่อวินาที ถ้าให้แสงเดินทางจากตะวันออกไปตะวันตก หรือจากตะวันตกไปตะวันออกจะมีความเร็วต่างกันหรือไม่ ไมเคิลสันกับมอร์เลย์ได้ทำการทดลองวัดความเร็วของแสงดังกล่าวแล้ว พบว่าความเร็วทั้งสองทิศทางไม่แตกต่างกัน นั้นหมายความว่า แสงเดินทางในทิศทางใดความเร็วยังคงที่ หรือถ้าให้ผู้ใดสังเกตเดินทางด้วยความเร็วเท่าไรก็ตามก็ยังคงเห็นแสงมีความเร็วคงที่ คาร์ล ชวาชชิลล์ (Karl Schwarzschild) อธิบาย ความโค้งของอวกาศรอบๆดาวที่มีรูปทรงเป็นทรงกลมสมบูรณ์และไม่หมุนรอบตัวเอง และความโค้งของอวกาศมีค่ามาก มากเสียจนขนาดที่ว่า แม้แต่แสงก็ยังถูกกักขังเอาไว้ได้ ส่วนอื่นๆไว้โอกาสหน้าครับ

ความคิดเห็นที่ 144

ครู...ชิต
1 พ.ย. 2548 06:54
  1. เมื่อเราอยู่ในรถไฟขบวนหนึ่งวิ่งจากตะวันออกไปตะวันตกด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีรถสวนมาด้วยความเร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากทิศตางกันข้าม เราจะเห็นความเร็วรถเป็น 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในทำนองเดียวกัน ถ้าวิ่งตามกันความเร็วจะดูช้าลง เพราะนำมาลบกัน แต่หากทดลองกับแสง เช่น แสงเดินทางด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที ขณะที่เส้นรอบวงของโลก 1 รอบ มีความยาว 40,000 กิโลเมตร ดังนั้น แสงเดินทางรอบโลกได้ประมาณ 7.5 รอบในเวลา 1 วินาที ในขณะที่โลกหมุนรอบตนเองอยู่ตลอดเวลาด้วยความเร็ว 0.5 กิโลเมตรต่อวินาที ถ้าให้แสงเดินทางจากตะวันออกไปตะวันตก หรือจากตะวันตกไปตะวันออกจะมีความเร็วต่างกันหรือไม่ ไมเคิลสันกับมอร์เลย์ได้ทำการทดลองวัดความเร็วของแสงดังกล่าวแล้ว พบว่าความเร็วทั้งสองทิศทางไม่แตกต่างกัน นั้นหมายความว่า แสงเดินทางในทิศทางใดความเร็วยังคงที่ หรือถ้าให้ผู้ใดสังเกตเดินทางด้วยความเร็วเท่าไรก็ตามก็ยังคงเห็นแสงมีความเร็วคงที่ ที่มา : รศ ยืน ภู่วรวรรณ สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ความคิดเห็นที่ 145

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
2 พ.ย. 2548 14:54
  1. ขอบคุณมากครับ ครู...ชิต ที่กรุณามาตอบคำถามให้ผมครับ

ความคิดเห็นที่ 146

Dark of Angel
2 พ.ย. 2548 14:58
  1. ครูชิตครับขอบคุรที่ตอบคำถามนะครับหลุมดำเกิดที่ดาวอะไรบ้างครับแล้วเคยเกิดที่ดาวพลูโตไหมครับคำถามอาจไม่เข้าท่านะครับผม

ความคิดเห็นที่ 147

Dark of Angel
2 พ.ย. 2548 18:19
  1. ครูชิตครับใครเป็นคนค้นพบหลุมดำครับแล้วเขาใช้อะไรค้นหาหลุมดำครับแล้วเขาค้นพบได้ยังไงครับแล้วทำไมต้องมีชื่อว่าหลุมดำแล้วทำไหมหลุมดำถึงมีมวลเป้นศูนย์ครับถ้าหลุมดำมีสิทธิเกิดขึ้นบนโลกเราจะเกิดอะไรบ้างครับแล้วมีผลอย่างไรครับและจะมีวิธีแก้ไขอย่างไงครับช่วยบอกด้วยนะครับผมต้องการคำตอบอย่างมากจากลูกศิลษ์Dark of Angelครับ

ความคิดเห็นที่ 148

3 พ.ย. 2548 15:29
  1. ยังไงก็รู้สึกว่าครู ชิตเก่งอยู่ดี

ความคิดเห็นที่ 149

Dark of Angel
3 พ.ย. 2548 17:14
  1. ครูชิตครับหลุมดำจะเกิดขึ้นอีกที่ไหนเหรอครับแล้วหลุมดำเราสามารถเห็นได้ไหมครับ(นอกโลก)ถ้าเกิดบนโลกเราจะรู้สึกถึงหลุมดำไหมครับแล้วเราจะเห็นหลุมดำในโลกไหมครับ(บนโลก)

ความคิดเห็นที่ 150

ครู...ชิต
4 พ.ย. 2548 15:16
  1. ช่วงเย็นหลัง 2 ทุ่มพบกันครับ

ความคิดเห็นที่ 151

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
4 พ.ย. 2548 19:29
  1. รู้ยัง Dark of Angel ตอนเย็นหลัง 2 ทุ่มนะ

ความคิดเห็นที่ 152

ครู...ชิต
4 พ.ย. 2548 20:47
  1. ก็ขอสวัสดี นักเรียนทั้ง 2 นะ เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.Cและ Dark of Angel คืนนี้เป็นครูเวรที่โรงเรียนขณะนี้ฝนกำลังตก ฟ้าร้องด้วย ไฟดับแล้วหนึ่งครั้ง จะรอดหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ มาช้ากว่าที่นัดหมายคงไม่ว่านะครับ ฝนตก ถนนก็มีหลุม.....ด้วย

ความคิดเห็นที่ 153

ครู...ชิต
4 พ.ย. 2548 21:48
  1. จะเริ่มต้นตรงไหนดีนะ ขอทบทวนเกี่ยวกับหลุมดำ หลุมดำ ก็คือ ดาวมืดที่มวลสารหนาแน่นมากมีความโน้มถ่วงสูงที่กดเข้าสู่นย์กลางแต่มีขนาดรูปร่างเป็นอนันต์(มองไม่เห็นถ้าจะเปรียบเทียบมวล 1 ช้อนหลุมดำอาจจะมีมวลเท่ากับโลกเลยก็ได้ สมมุติเอาเองเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน) หรือพูดง่ายๆ แรงโน้มถ่วงของหลุมดำสูงจนสามารถเอาชนะแรงใดๆก็ได้จึงไม่เกิดความสมดูลจึงยุบตัวลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดยิ่งมีมวลมากแรงโน้มถ่วงก็มีมากตามไปด้วย หลุมดำมีพัฒนาการมาจากดาวฤกษ์ที่มีมวลสูงมากๆ(18 เท่าของดวงอาทิตย์)ทั้งจากการระเบิดซูเปอร์โนวาหรือแกนเหล็กของดาวมวลมากที่สิ้นอายุขัยยุบตัวลงผ่านลิมิตดาวนิวตรอนกลายเป็นหลุมดำโดยตรงหรือหลุมดำเกิดจากการสูญสลายของมวลสาร(ดาวฤกษ์ที่มีมวลมากอายุจะสั้น แต่ดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อยอายุจะยืนยาว)ที่อยู่ในแกนกลางของดาวฤกษ์ (ดาวฤกษ์อยู่ได้เพราะพลังงานและเกิดปฏิกริยาฟิวชั่นต่างๆสัมพันธ์กับอุณหภูมิด้วยนะดวงอาทิตย์เป็นดาวมวลน้อยปฏิกิริยาฟิวชั่นถึงแค่คาร์บอนไม่พัฒนาการเป็นหลุมดำได้ด้วยเงื่อนไขดังที่กล่าวมา) จนดาวฤกษ์มีสภาพเป็นดาวนิวตรอน (เป็นการรวมตัวของอิเล็กตรอนและโปรตรอนของสสารในแกนเหล็กช่วงสุดท้ายถูกอัดแน่นจนรวมตัวเข้าด้วยกัน กลายเป็นดาวนิวตรอน และปล่อยอนุภาพนิวตริโนออกมา สุดท้ายเหลือแต่นิวตรอนก้อนกลมๆผิวมันวาว เมื่อถูกอัดแน่นหรือการได้รับมวลเพิ่มก็มีแรงโน้มถ่วงสูงเกินกว่าลิมิตของดาวนิวตรอนจะรับได้และไม่สามารถยุบตัวเพราะนิวตรอนถูก อัดและหนาแน่นมากเคยเห็นโรงหนังแตกไหมเพราะคนแน่นไม่สามารถเพิ่มคนได้อีกนิวตรอนก็เช่นกันจึงมีแรงดันเกิดการระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาไง และก็พัฒนาเป็นหลุมดำครับ ถ้าจะให้อธิบายก็คงจะวกไปวกมาให้ไปศึกษาชีวิตของดาวฤกษ์นะครับ)

ความคิดเห็นที่ 154

ครู...ชิต
4 พ.ย. 2548 22:06
  1. หลุมดำจะถูกล้อมรอบด้วย "ขอบฟ้าเหตุการณ์หรือระนาบวิกฤติ(event horizon)สิ่งต่างไม่ว่าจะเป็นสสารหรือพลังงาน เมื่อผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์หรือระนาบวิกฤติเข้าสู่หลุมดำจะถูกกักไว้ในหลุมดำไม่มีโอกาสหลุดรอดออกมาได้เพราะแรงโน้มถ่วงสูงหลุมดำสูงกว่าความเร็วที่มวลสารหรือพลังงานจะหลุดลอดออกมาได้ (เหมือนคนตกหลุมและถูกกักขังไว้ไม่สามารถขึ้นมาได้เป็นการสมมุติ)

ความคิดเห็นที่ 155

ครู...ชิต
4 พ.ย. 2548 22:16
  1. event horizon = ระนาบที่ล้อมรอบหลุมดำ ไม่มีสสาร หรือรังสีแผ่ข้ามระนาบวิกฤติหรือขอบฟ้าเหตุการณ์ออกมาได้(ข้ามเข้าไปได้แต่ข้ามออกมาไม่ได้หรือไปไม่กลับ) บางครั้งมวลสารก็หมุนรอบหลุมดำด้วยความเร็วสูงก็จะปล่อยรังสีเอกซ์ออกมาจากระนาบวิกฤติหรือขอบฟ้าเหตุการณ์

ความคิดเห็นที่ 156

ครู...ชิต
4 พ.ย. 2548 22:30
  1. เนื่องจากหลุมดำ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีรังสี ไม่มีแสง จึงเป็นการยากที่จะตรวจพบหลุมดำได้ การตรวจสอบทำได้คือการตรวจสอบอาณาบริเวณที่มีแรงดึงดูดมากกว่าปกติ สังเกตได้จากการเคลื่อนที่ของมวลสารจักรวาลที่อยู่ใกล้หลุมดำนั้นเองหรือมีรังสีที่แผ่ออกมาจากระนาบวิกฤติหรือขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon)ซึ่งหมุนรอบหลุมดำในกาแล็กซีหรือดาราจักรทางช้างเผือกหรือดาราจักรแบบกังหัน อาจมีหลุมดดำขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางกาแล็กซี่

ความคิดเห็นที่ 157

ครู...ชิต
4 พ.ย. 2548 22:44
  1. จาน / ระนาบวิกฤติ /ขอบฟ้าเหตุการณ์ /ระนาบจาน /จานรวมมวล / ผิวทรงกลมขอบฟ้าเหตุการณ์ / event horizon = โคจรรอบหลุมดำด้วยความเร็วสูงมากมีการแผ่รังสีความเข็มสูงในช่วงคลื่นรังสีเอกซ์ออกมาจากขอบฟ้าเหตุการณ์ หมายเหตุ event horizon จะล้อมรอบหลุมดำ

ความคิดเห็นที่ 158

ครู...ชิต
4 พ.ย. 2548 23:10
  1. ความโค้งของอวกาศและเวลา(Space-time Curvature)หรือกาลและอวกาศ มีความสัมพันธ์กับ กว้าง ยาว สูง และเวลา แรงโน้มถ่วงจากดวงดาวรวมทั้งหลุมดำก็คือความโค้งของกาล-อวกาศ ยิ่งมีมวลมากทำให้ความโค้งของอวกาศก็มีค่ามาก แรงโน้มถ่วงจากดาวดวงนั้นก็มีค่ามากไปด้วย(อาจศึกษาเพิ่มเติมจากความคิดเห็นที่ 119)

ความคิดเห็นที่ 159

ครู...ชิต
4 พ.ย. 2548 23:32
  1. ปีแอร์ ไซมอน ลาปลาส (Pierre Simon Laplace) เป็นผู้เสนอแนวคิดว่า ดาวฤกษ์สามารถเปลี่ยนแปรไปเป็นหลุมดำได้ ในปลายปีพุทธทศวรรษที่ 2250 ลาปลาสกล่าวว่า วัตถุใดๆจะหลุดลอยออกมากจากพื้นผิวของดวงดาวได้ก็ต่อเมื่อวัตถุนั้นเคลื่อนที่เร็วกว่าหรือเท่ากับความเร็วหนีศูนย์กลาง ขณะที่รัศมีของดวงดาวลดลงความเร็วหนีศูนย์กลางจะเพิ่มขึ้น เมื่อดาวฤกษ์ยุบตัวลงจนเล็กได้ระดับหนึ่ง ความเร็วหนีศูนย์กลางที่พื้นที่ของดาวนั้นจะเท่ากับความเร็วของแสง ลาปลาสจึงอนุมานว่าเมื่อดาวพัฒนาถึงสภาวะดังกล่าว แม้แต่แสงก็ไม่สามารถแผ่ออกมาจากดวงดาวได้ ความคิดเกี่ยวกับหลุมดำของลาปลาส อิงมาจากทฤษฎีแรงดึงดูดของเซอร์ ไอแซค นิวตัน (Sis Isaac Newton) อย่างไรก็ตามการทำความเข้าใจหลุมดำ จะใช้เพียงทฤษฎีแรงดึงดูดทฤษฎีเดียวไม่ได้จำเป็นต้องใช้ทฤษฎีอื่นด้วย เช่น ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตน์ และ หลักการอื่นทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์มาอธิบายด้วย (หมายเหตุ ไอสไตน์ เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2498

ความคิดเห็นที่ 160

ครู...ชิต
4 พ.ย. 2548 23:46
  1. ถึง คุณ Dark of Angel และ เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C. ดวงอาทิตย์ของเราและดาวพลูโต ไม่เป็นหลุมดำครับ เพราะมีมวลน้อย ปฏิกริยาฟิวชั่นถึงแค่คาร์บอน ต้องเพิ่มมวลอีก 18 เท่าหรือมากกว่านี้ครับ ถึงจะมีปฏิกริยาฟิวชั่นออกซิเจน ปฏิกริยาฟิวชั่นนีออน ปฏิกริยาฟิวชั่นแมกนีเซียม ปฏิกริยาฟิวชั่นซิลิคอนและมีแกนเหล็ก เป็นดาวนิวตรอน หรือ ระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา และพัฒนาการเป็น หลุมดำ ในที่สุดครับ เห็นไหมครับกว่าจะเป็นหลุมดำต้องได้เงื่อนไขตามที่กล่าวมาครับ ยิ่งดาวพลูโตยิ่งหมดสิทธิ์ครับ ขนาดก็เล็กกว่าดวงจันทร์( Moon )เสียอีก

ความคิดเห็นที่ 161

ครู...ชิต
4 พ.ย. 2548 23:55
  1. การสังเกตหลุมดำนั้นควรใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่หรือถ้าจะให้ดีกล้องอวกาศฮับเบิลเป็นดีที่สุดแต่ต้องจองนานหน่อยนะเพราะมีคิวยาวมากหลุมดำจะมองไม่เห็นโดยตรงแต่มองผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์ได้เพราะจะแผ่รังสีความเข็มสูงจากขอบฟ้าเหตุการณ์(event horizon)จากการโคจรรอบหลุมดำนั้นเอง

ความคิดเห็นที่ 162

ครู...ชิต
5 พ.ย. 2548 00:00
  1. พบกันโอกาสหน้าครับ ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมชม เชิญร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ด้วยกันครับ หลายความคิด หลายความรู้ ดีกว่า หัวเดียวครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ

ความคิดเห็นที่ 163

Dark of Angel
12 พ.ย. 2548 20:56
  1. ครูชิตครับทำไหมกระทู้ถึงมาอยู่ที่นี้ได้ละครับผม

ความคิดเห็นที่ 164

ครู...ชิต
12 พ.ย. 2548 21:35
  1. นัฐ ครูชิต ไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไรก่อนดี จริงกระทู้ไม่ได้หายไปไหนหรอก(ยกเว้นถูกลบ)ในเรื่องกระทู้นี้อยู่ในเรื่องวิทยาศาสตร์ ซึ่ง วิทยาศาสตร์ก็มีหลายสาขา เช่น ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ ธรณีวิทยาและอื่นๆในการเข้าหากระทู้ ที่กระดานสนทนารวมให้คลิกด้านซ้ายมือหรือด้านล่างที่เขียนว่าดูกระทู้ทั้งหมดให้คลิก 1 ครั้งก็จะปรากฏหน้ากระดานเสวนาเด็กวิทย์ห้องนี้เป็นห้องรวมวิทย์ทุกสาขาเหมือนเดิมด้านล่างมีให้เลือกทั้งตัวเลขหน้าและดูกระทู้ทั้งหมดและเรายังตั้งกระทู้ใหม่ได้ด้วยนะอ้อกระทู้เรื่องหลุมดำมหันภัยเลือกไว้ในสาขาดาราศาสตร์เราไม่ต้องคลิกด้านล่างก็ได้ไปคลิกที่ห้องย่อยด้านบนให้คลิกตรงดาราศาสตร์จะปรากฎหน้าดาราศาสตร์ทันทีหรือแบบค่อยมาทีละนิด อีกอย่างเราสามารถเลือกกระทู้ตามที่ต้องการได้นะ เรียงตามเลขรหัสกระทู้ ที่มีการ Post ความคิดเห็นใหม่ จำนวนคำตอบ จำนวนผู้เข้าชม ถ้าเราต้องการประเด็นไหน ให้กด GO ก็จะเป็นไปตามที่เราต้องการ ในส่วนคำถามของนัฐครูชิตเข้าใจว่าคงเป็นแบบที่มีการ Post ความคิดเห็นใหม่ซึ่งถ้าไม่มีการ Post ความคิดเห็นใหม่ ก็จะถูกเลื่อน ไปอยู่หน้าที่ 1 3 4 5 แต่ถ้ามีการ Post ความคิดเห็นใหม่ ก็จะมีคำว่า New 1-2 วัน นี้ก็เป็นคำตอบตามที่ครูชิตเข้าใจคำถามนะครับหรือถ้าอย่างไรก็ลองศึกษาดูนะครับ

ความคิดเห็นที่ 165

Dark of Angel
13 พ.ย. 2548 18:32
  1. ครูชิตรู้ชื่อผมได้ไงครับเด็กรักฟิสิกส์บอกเหรอครับ

ความคิดเห็นที่ 166

Dark of Angel
13 พ.ย. 2548 18:34
  1. ครูชิตเห็นยังครับหน้าแรกมีเรื่องหลุมดำเหทือนกันเลยครับเป็นเนื้อหาเดียวกันไหมครับผมดูมีแต่เด็กใหม่ๆ

ความคิดเห็นที่ 167

ครู...ชิต
13 พ.ย. 2548 22:56
  1. นัฐนันท์เห็นชื่อนามแฝงของหนูไหมด้านขวาจะมีตัว V เรากดเข้าไปก็จะปรากฎข้อมูลอยู่เลยครับอาจจะเป็นข้อมูลตอนเราสมัครอยูก็ได้นะและสามารถอัพโหลด/อัพเดตใหม่ได้นะให้กดที่ login แล้วไปที่ option เราสามารถเปลี่ยนข้อมูลได้ครับ นอกจากนี้เราสามารถเล่น Vcafe code ได้ด้วยนะเช่น หลุมดำมหันตภัย

ความคิดเห็นที่ 168

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
15 พ.ย. 2548 13:48
  1. ไม่มีอะไรจะถามงะ คิดไม่ออกเลยครับ เพราะช่วงนี้ไม่ว่างเลยครับ ต้องเตรียมตัวสอบครับ แฮะๆ

ความคิดเห็นที่ 169

Dark of Angel
15 พ.ย. 2548 17:12
  1. หลุมดำ คือ หลุมในอวกาศที่สามารถดูดทุกสิ่งที่หลงเข้าไปใกล้รัศมีของมันได้ ไม่เว้นแม้แต่แสงจากคำกล่าวนี้เองที่ทำให้คนทั่วไปยากที่จะเชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเชื่อว่าหลุมดำมีอยู่จริง ยิ่งไปกว่านั้นมันยังอยู่ใกล้ตัวเรามากด้วย โดยคำทำนายจากทฤษฎีฟิสิกส์ขั้นสูงที่ว่า หลุมดำไม่ได้เป็นเพียงแค่ดาวยักษ์สีดำที่คอยจ้องจะกลืนกินทุกสิ่งที่เข้าใกล้เท่านั้น แต่ยังมีีหลุมดำขนาดจิ๋วที่เล็กจนสามารถซ่อนในวัตถุต่างๆในโลกของเรา หรือแม้แต่ในตัวของคุณเอง!จริงเหรอครับครูชิต

ความคิดเห็นที่ 170

ครู...ชิต
15 พ.ย. 2548 19:08
  1. ครับ ทั้ง Dark of Angel และ เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C. การศึกษาเรื่อง หลุมดำ จะสามารถนำพาไปสู่การค้นหาคำตอบในทางฟิสิกส์ได้เป็นอย่างดีซึ่งถ้าหากจะอธิบายตรงนี้ต้องใช้เวลาและเนื้อที่มากขอเสนอแนะว่า ในบทความของวิชาการ.คอมก็มีนะตลอดจนหนังสือแบบเรียนต่างๆก็มีครับขอเพียงแต่ให้เรามีความสนใจอย่างแท้จริง แต่ก็ขอชมทั้ง 2 ว่ามีความสนใจและพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดีมากขอให้กำลังใจนะ

ความคิดเห็นที่ 171

Dark of Angel
16 พ.ย. 2548 14:47
  1. ครูชิตครับหลุมดำที่มีขนาดเล็กที่ผมถามในความคิดเห็น169มันมีในตัวเรามันเกิดจะการระเบิดของตัวอะไรครับผมแล้วทำไหมเราไม่เห็นเป็นอะไรละครับหรือไม่มีในตัวหรือไม่มีวันเกิดในตัวเราเลยละครับแล้วหลุมดำไม่สามารถดูดแสงได้จริงหรือครับแล้วหลุมดำที่มีขนาดเล็กจะอยู่ที่ในวัตถุที่มีขนาดเล็กเก็บขึ้นได้ยังไงครับแล้วถ้ามีในร่างเราจริงเราจะมีอะไรในตัวเราไหมครับแล้วหลุมดำเป็นหลุมเดียวกับแบล็กโฮแวถ้าไม่เป็นหลุมเดียวกันอันไหนมีอนุภาพมากกว่ากันครับช่วยตอบด้วยนะครับผมผมอาจจะพิมพ์ผิดบางคำนะครับอย่าถือโกรธนะครับ

ความคิดเห็นที่ 172

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
16 พ.ย. 2548 14:50
  1. ครับขอบคุณครับครู...ชิต จากเรื่องสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาร์ผมคิดว่า มันคือสนามแม่เหล็ก ตามที่ทุกคนคิดกันใช่ไหมครับ ผมว่า ตามทฤษฎีทั่วไปแล้ว เมื่อเปรียบเสมือนพระอาทิตย์แล้วจุดศูนย์กลางจะมีความร้อนสูงกว่าจุดอื่น จึงแสดงว่าจุดศูนย์กลางของสสารทุกชนิดจะมีความหนาแน่นสูงกว่าจุดอื่นเมื่อเปรียบ กับ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาร์แล้วมันจึงเป็นเหตผลให้ทุกคนเข้าใจว่า จุดศนย์กลางของโลกที่มีสนามแม่แหล็กที่เข้มข้นที่สุด คงเป็น สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาร์ แต่ผมคิดว่า ทุกอย่างคงจมเหมือนเรือที่อับปางเมื่อมีสนามแม่เหล็กเข้มข้นขนาดนั้น แต่สิ่งที่ผมสังเกตุที่ว่า ทำไมเครื่องบินที่บินผ่านถึงไม่พุ่งดิ่งจมสูก้นทะเลทันทีเพราะแรงดึงดูดแต่กลับเป็นหลงทางและน้ำมันหมดแทน ผมคิดว่าตามเ หตุนี้แล้วผมจึงคิดว่า ทฤษฎีที่ว่าด้วยจุดศูนย์ที่มีความหนาแน่นสูงกว่าจุดอื่นแล้ว คงใช้ได้กับ่าของพลังงานที่เกิดจากสสารเท่านั้น แต่จะใช้ไม่ได้กับ สนามแม่เหล็ก และ แรงโน้มถ่วง ครับ เพราะ ว่าผมคิดว่าตามเหตุที่เรือจมคงเป็นเพราะสาเหตุอื่นมากกว่าที่จะเป็นเพราะแรงแม่เหล็กดูดให้จม เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องบินที่ตกเพราะน้ำมันหมดไม่ใช่เพราะแรงดึงดูด ผมจึงสรุปได้ว่า จุดศูนย์กลางของสนามแม่เหล็กนั้นคงไร้ค่าคือไม่มีค่ามากกว่าจุดอื่น และมีผลกระทบทาง ขั้วของที่สนามแม่เหล็กคือ ตามแรงแม่เหล็กทั่วไป ขั้วของมันจะอยู่ต่างคนละที่แต่แรงจะส่งผ่านซึ้งกันและกันไปมา และเมื่อเป็นไปตามที่ผมคิดคือจุดศูนย์กลางของมันไม่มีค่ามาก เพราะมันจะผลักซึ้งกันและกันเป็นวงกลม ซ้อนอยู่ข้างใน ทำไมถึงไม่มีค่าเพราะเมื่อคิดจากเส้นรัศมีของวงกลมที่อยูที่ขอบมันจะส่งแรงมายังจุดศูนย์กลาง เช่นเดียวกับ จุดอื่นๆรอบๆจุดศูนย์กลาง เมื่อแรงทั้งหมดมาเจอกันมันจึงผลักกันเพราะชนกัน เมื่อแต่ละจุดชนกันพร้อมกันมันก็จะผลักกันไม่ใช่รวมกัน เมื่อคิดดามหลักของนิวตันที่ว่าเมื่อแรงเท่ากันสองข้างมาเจอกันมันจะผลักกันในระยะทางที่เท่ากัน และก็จะกลายเป็นวงกลมซ้อนอยู่ข้างในของวงกลมใหญ่ คือจุดศูนย์กลางที่ไม่มีค่า เพราะแรงถูกผลักออกไปหมด จึงอธิบายได้ว่าสาเหตุที่เครื่องบินหลงทางกับเรือคงเป็นเพราะ แรงของแม่เหล็กของรัศมีแต่ละเส้นมาชนกันและผลักกันออกไป เข็มทิศจึงถูกดึงกลับไปที่เก่าที่มันมาคือสมมุติว่าหันไปทางเหนือก็จะหันไปทางทิศใต้ ใช่ไหมครับ มันจึงหมุนติ้วอยู่อย่างนั้นเพราะแรงดึงของเส้นต่างๆ ขอให้ครูชิตช่วยดูและสรุปให้หน่อยนะครับและว่าที่ผมคิดมีส่วนเป็นไปได้ไหมครับ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 173

Dark of Angel
16 พ.ย. 2548 19:18
  1. การค้นพบครั้งนี้ทำให้เราได้ความคิดว่าหลุมดำสามารถขยายขนาดได้โดยการรวมกันเข้ากับหลุมดำอื่นซึ่งเป็นสิ่งสำคัญถ้าเราต้องการทราบกลไกการกำเนิดและวิวัฒนาการของกาแลกซี่ โดยหลุมดำขนาดยักษ์ทั้งสองใน NGC 6240 ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 3000 ปีแสงนี้จะดึงดูดและเคลื่อนที่เข้าหากันและชนกันในที่สุดทำให้เกิดคลื่นความโน้มถ่วงมหาศาลออกมา คลื่นนี้จะแผ่ขยายไปทั่วเอกภพด้วยความเร็วแสงและรบกวนความโค้งของกาลอวกาศ(space-time) ทำให้เราสังเกตได้ว่าระยะทางระหว่าง 2 จุดในกาลอวกาศเปลี่ยนไปยาวขึ้นหรือสั้นลง แต่การเปลี่ยนแปลงนี้จะมีเพียงเล็กน้อยเนื่องความอ่อนของแรงโน้มถ่วงนั่นเอง(ตราบเท่าปัจจุบันเรายังไม่สามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงโดยตรงได้เนื่องจากเหตุผลเดียวกันนี้) โดยความจริงข้อนี้ทำให้มีการสันนิษฐานว่าอาจเกิดการชนกันของกาแลกซี่หรือหลุมดำในที่อื่นๆที่เรายังไม่เจอและก่อกำเนิดคลื่นความโน้มถ่วงมหาศาลออกมาให้เราตรวจพบได้ในปัจจุบัน NASA จึงได้มีโครงการที่ชื่อว่า LISA (Laser Interferometer Space Antenna) ซึ่งเป็นหอดูดาวลอยฟ้าเช่นเดียวกับฮับเบิลและจันทราแต่เอาไว้ตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดจากการชนกันของหลุมดำซึ่งคาดว่าสามารถเกิดได้หลายครั้งในแต่ละปี (จริงเหรอครับที่หลุมดำมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกๆปีนะครับแล้วเกิดได้หลายครั้งด้วยจริงเหรอครับผมต้องการคำอบมากเลยนะครับครูชิต)

ความคิดเห็นที่ 174

Dark of Angel
16 พ.ย. 2548 19:24
  1. ที่เขาทราบว่าเอกภพเกิดในช่วงพันล้านปีแรกของเอกภพนั้น คิดว่าประมาณจากระยะห่างของ Supernova เนื่องจากเป็นซุปเปอร์โนวาที่เกิดไกลจากโลกมาก ยิ่งไกลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งหมายความว่าแสงจากSupernova จะต้องใช้เวลาเดินทางมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แสงต้องใช้เวลาเดินทาง ภาพของSupernovaที่เราเห็นตอนนี้จึงเป็นภาพของอดีต ดังนั้นแสงที่เดินทางจากวัตถุที่ไกลมากๆ ก็หมายความว่ามันเป็นภาพจากอดีตที่เวลานานมากๆนั่นเอง Supernova ที่เขาศึกษา (SN 1997ff ) เป็นอันที่อยู่ไกลมากๆ เรียกว่าไกลที่สุดที่ค้นพบ ดังนั้นภาพของ SN 1997ff ที่เราเห็นในตอนนี้จึงเป็นภาพที่เวลานานมากแล้ว ซึ่งนานเท่าไหร่นั้นนักฟิสิกส์ก็สามารถที่จะเทียบกับโมเด็ลที่มีอยู่ได้ ส่วนความสว่างของ Supernova เกี่ยวข้องกับอัตราการขยายตัวอย่างไรนั้นพอจะอธิบายได้คร่าวๆคือ ถ้าเอกภพขยายตัวด้วยความเร่ง ความสว่างของ Supernova จะน้อยเนื่องจาก General relativitic effect จะหน่วงแสงที่วิ่งมาถึงโลก ในขณะที่ถ้าเอกภพขยายตัวด้วยอัตราเร็วคงที่ หรือขยายตัวด้วยอัตราหน่วง(ขยายตัวช้าลงเรื่อยๆ) Supernova จะมีแสงที่สว่างกว่า (มืดลงน้อยกว่า) ในกรณีที่ขยายตัวด้วยความเร่ง อาจจะลองจินตนาการโดยสมมุติว่า Supernova ปล่อย Photon (ควอนตัมของแสง) ออกมาด้วยอัตรา 1 Photon ต่อ 1 วินาที ถ้าหากว่า Supernova อยู่นิ่งๆเทียบกับเรา Photon ก็จะวิ่งมาหาเราด้วยอัตราเดิม (1ตัว/วินาที) นั่นคือ Luminosity เท่าเดิม แต่ถ้า Supernova เคลื่อนที่ออกจากเราไปเรื่อยๆ เราจะเห็น Photon วิ่งเข้าหาเราด้วยอัตราที่น้อยกว่า 1 ตัว/วินาที อัตราส่วนจำนวนPhotonที่ลดลงทำให้ Luminosity หรือความสว่างของแสงที่เราเห็นลดลงด้วย ดังนั้นถ้า Supernova ยิ่งวิ่งออกจากเราไปด้วยอัตราเร่ง หมายถึงวิ่งหนีออกไปจากเราเร็วขึ้นเรื่อยๆ Photon rate ที่วิ่งเข้าหาเราก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก ซึ่งแปลว่าความสว่างก็จะยิ่งลดลงมากกว่าในกรณีที่วิ่งห่างจากเราด้วยอัตราเร็วคงที่ และในกรณีที่วิ่งห่างจากเราด้วยอัตราเร็วที่ลดลงเรื่อยๆ ในเนื้อข่าวอธิบายเร็วไปนิดหนึ่งเกี่ยวกับธรรมชาติของ Dark Energy จริงๆแล้วไม่ใช่ว่า "dark energy มีค่าคงที่" แต่ Dark Energy "มี Energy density คงที่" ดังนั้นในช่วงที่เอกภพมีอายุน้อยๆ เอกภพยังมีขนาดไม่ใหญ่ พลังงานของ Dark Energy จึงมีไม่มาก แต่พอเอกภพขยายตัวมากขึ้นมีขนาดใหญ่ขึ้น Dark energy เลยมีพลังงานมากขึ้น (ความหนาแน่นพลังงานยังเท่าเดิมอยู่) ในขณะที่ความหนาแน่นของพลังงานในรูปอื่นลดลง ในปัจจุบันเอกภพประกอบด้วย Dark Energy ถึง 70 เปอร์เซนต์ของพลังงานและมวลสารทั้งหมดในเอกภพ (จริงไหมครับผมเอามาจากที่อื่นนะครับแล้วเป็นความจริงหรือป่าวครับผมครูชิต)

ความคิดเห็นที่ 175

Dark of Angel
17 พ.ย. 2548 20:27
  1. (ครูชิตครับนี้การทดลองเรื่องหลุมดำนะครับผมผมไม่รุ้ว่าถูกหรือป่าวนะครับผมถ้าผิดต้องขอโทษด้วยนะครับผมครูชิต) เชื่อกันว่าหลุมดำเกิดจากการหดตัวของดวงดาว จนมีขนาดเล็กจนมองไม่เห็น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น หาตำตอบได้จากการทดลองนี้ 1. พาดปากลูกโป่งลงบนปากแก้ว แก้วละ 1 ลูก และเป่าลมให้ลูกโป่งพองพอดีกับปากแก้ว ใช้ยากรัดปากลูกโป่งให้แน่น 2. ทำแครื่องหมายตรงที่ลูกโป่งแตะปากแก้ว 3. นำแก้วใบหนึ่งไปใส่ในตู้เย็นทิ้งไว้ 30 นาทีจึงนำออกจากตู้เย็น สังเกตเครื่องหมายบนลูกโป่งในแก้วทั้งสองใบ เกิดอะไรขึ้น ลูกโป่งที่อยู่นอกตู้เย็นไม่เปลี่ยนแปลง แต่ลูกโป่งที่นำออกมาจากตู้เย็นมีขนาดเล็กลง และเข้าไปในแก้ว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงความดันของก๊าซภายในลูกโป่ง ขนาดของลูกโป่งจะไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่าความดันภายในและภายนอกเท่ากัน ถ้าความดันภายในลดลง ความดันจากภายนอก จะกดผิวลูกโป่งให้เล็กลงเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่าง แรงกดบนผิวลูกโป่งกับความดันของก๊าซภายในที่ดันออกปฏิกิริยานิวเคลียร์ ที่จุดศูนย์กลางของดาวฤกษ์ทำให้เกิดแรงดันจากภายในออกสู่ภายนอก ในขณะเดียวกันก็มีแรงโน้มถ่วงดึงเนื้อสารกลับเข้าสู่จุดศูนย์กลาง ตราบใดที่แรงดันและแรงโน้มถ่วงเท่ากันดาวฤกษ์จะมีขนาดคงที่เหมือนลูกโป่ง แต่เมื่อปฏิกิริยานิวเคลียร์หยุดลง แรงดันภายในลดลงเกิดความไม่สมดุลระหว่างแรงทั้งสอง แรงโน้มถ่วงมีมากกว่าจึงดึงเนื้อสารกลับเข้าสู่จุดศูนย์กกลาง ทำให้ดาวเกิดการหดตัวเล็กลงไปเรื่อยๆจนกระทั่งมองไม่เห็น และเชื่อว่านั่นคือการเกิดของหลุมดำ

ความคิดเห็นที่ 176

ครู...ชิต
18 พ.ย. 2548 07:40
  1. พอดีครูชิตได้แสดงความคิดเห็นในกระทู้ตามลิงค์ที่ให้มา http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=106&Pid=36441 สำหรับบทความที่ให้เป็นตัวอย่างมานั้นให้ระบุแหล่งที่มาด้วยนะ ครูชิตคิดว่าเป็นข้อเขียนหรือบทความของท่าน ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูมิ หรือ คุณ จ้อ นั้นเอง ไว้เวลาว่างๆจะเข้ามาเสริมให้ครับ รวมถึงการทดลองด้วย อย่าลืมบันทึกผลการทดลองด้วยนะ

ความคิดเห็นที่ 177

ครู...ชิต
19 พ.ย. 2548 10:34
  1. ถึง Dark of Angel ศิษย์รัก ครูชิต ได้เขียนข้อความตอบเกี่ยวกับการทดลองแล้ว แต่พอจะส่งข้อความกับล้มเหลว พรุ่งนี้ให้ช่างมาลงโปรแกรมใหม่แล้วเสียดายจัง เขียนมากไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 178

ครู...ชิต
19 พ.ย. 2548 14:15
  1. เกี่ยวกับการทดลองนะ Dark of Angel ก่อนอื่นขอชมเชยในความสนในต่อการเรียนรู้และสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ได้เพราะจะทำให้เรารู้จักคิดและเชื่ออย่างมีเหตุผลไงหละ ก่อนอื่นขออธิบายเกี่ยวสถานะของสสารในธรรมชาติเขาแบ่งได้ 4 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ(ไอ)และเมื่อเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นโมเลกุลแยกตัวเป็นอะตอมหากเพิ่มอุณหภูมิอีกอะตอมจะสูญเสียอิเล็กตรอนอยู่สภาพเป็นประจุไฟฟ้าเราเรียกว่า พลาสมา เหมือนดวงอาทิตย์ของเรา เป็นดาวพลาสมา

ความคิดเห็นที่ 183

.....Tanu
20 พ.ย. 2548 01:45
  1. ..... ตาม อ่าน จน ปวด ตา ไ ปเลย ..... สวัส ดี ครับ ...จริง ๆ ผม ไม่ มี ความ รู้ เรื่อง หลุม ดำ อะ ไร หรอก ครับ ..... แค่ อ่าน อยู่ แล้ว เห็น น้อง สอง คน นี้ ขยัน ถาม กัน ดี จัง เลย ..... ก้ เลย อยาก เข้า มา ชม เลย หน่ะ ครับ ..... คือ อย่าง นี้ เด็ก สมัย นี้ อ่ะ ครับ ..... ไม่ ค่อย อยาก ที่ จะ ถาม ครู กัน ..อาย มั๊ง ..... พอ ครู สอน จบ ครู มัก จะ ถาม ว่า " มี ใคร สง สัย ตรง ไหน บ้าง " ..... ทุก คน ตะ โกน คำ ว่า " เงียบ " นิ่ง สนิท ไม่ กล้า ขยับ ตัว....กลัว ครู เรียก... ..... แต่ เว็บ วิชาการ นี่ ทำ ให้ เด็ก ได้ ความ รู้ นอก ห้อง เรียน ครับ .... ..... ผม ชื่น ชม ทั้ง เว็บ วิชาการ และน้องๆ ที่ ขยัน เข้า มา โพสต์ หา ข้อ มูล ...สอบ ถาม กัน บ้าง ..... ขอ ข้อ มูล ราย งาน บ้าง ผม เอง ก้ ไม่ ได้ ช่วย น้อง ซัก เท่า ไหร่ ..... แต่ หาลย ๆ คน แทบ จะ ทำ ราย งาน ให้ กัน เลย ที เดียว ..... ครู...ชิต เป็น อีก คน หนึ่ง ที่ ข้อ มูล แน่น [move]มาก กกกกกกกกกกก[/move] ..... อยาก จะ ชม เชย ครับ .....ถ้า อยาก ได้ ยิน เสียง ตบ มือ ก้ เงี่ย หู ฟัง เอา หน่อย นะ

ความคิดเห็นที่ 184

ครู...ชิต
20 พ.ย. 2548 07:31
  1. ก่อนอื่นขอขอบคุณ..คุณ .....Tanu เป็นอย่างสูงครับสำหรับการเข้ามาเยี่ยมชมมีอะไรติดไม้ติดมือติดความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อหลายท่านมาฝากอีกแล้วผมสังเกตุดูแต่ละท่านมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองนะครับ 1 ในนั้นคือคุณ .....Tanu ครับ ขอบคุณสำหรับคำชม ส่วนขอมูลนั้นที่ว่าแน่นนั้นผมเองก็ไม่รู้ตัวนะขอบคุณอีกครั้ง ขอบคุณสำหรับเสียงตบมือดังมาก คำชมเป็นสิ่งที่ดีนะครับ พอดีช่วงนี้คอมฯมีปัญหาส่งรูปภาพและข้อมูลไม่ค่อยได้เวลามีคนใช้เน็ตมากๆวันนี้รอให้ช่างมาดูและลงโปรแกรมใหม่จะได้แวะเข้ามาบ้านพักในวิชาการ.คอมอย่างมีความสุขครับ ขอบคุณครับเสียงตบมือที่เป็นกำลังใจ

ความคิดเห็นที่ 185

ครู...ชิต
20 พ.ย. 2548 07:35
  1. [[23826]] ทดลองส่งภาพเกี่ยวกับการทดลองหลุมดำครับ ภาพจาก:http://www.doodaw.com/lab/star/images/lab605.jpg

ความคิดเห็นที่ 186

ครู...ชิต
20 พ.ย. 2548 07:41
  1. คำอธิบายเกี่ยวกับการทดลองลูกโป่งกับหลุมดำ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงความดันของก๊าซภายในลูกโป่ง ขนาดของลูกโป่งจะไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่าความดันภายในและภายนอกเท่ากัน ถ้าความดันภายในลดลง ความดันจากภายนอก จะกดผิวลูกโป่งให้เล็กลงเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่าง แรงกดบนผิวลูกโป่งกับความดันของก๊าซภายในที่ดันออกปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่จุดศูนย์กลางของดาวฤกษ์ทำให้เกิดแรงดันจากภายในออกสู่ภายนอก ในขณะเดียวกันก็มีแรงโน้มถ่วงดึงเนื้อสารกลับเข้าสู่จุดศูนย์กลาง ตราบใดที่แรงดันและแรงโน้มถ่วงเท่ากันดาวฤกษ์จะมีขนาดคงที่เหมือนลูกโป่ง แต่เมื่อปฏิกิริยานิวเคลียร์หยุดลง แรงดันภายในลดลงเกิดความไม่สมดุลระหว่างแรงทั้งสอง แรงโน้มถ่วงมีมากกว่าจึงดึงเนื้อสารกลับเข้าสู่จุดศูนย์กกลาง ทำให้ดาวเกิดการหดตัวเล็กลงไปเรื่อยๆจนกระทั่งมองไม่เห็น และเชื่อว่านั่นคือการเกิดของหลุมดำ ข้อความคัดลอกจาก : http://www.doodaw.com/lab/star/lab502.php#top

ความคิดเห็นที่ 187

ครู...ชิต
20 พ.ย. 2548 07:46
  1. ลิงค์เกี่ยวกับหลุมดำขออนุญาตวิชาการ.คอมนำเสนอที่นี้นะครับซึ่งส่วนใหญ่เขียนโดย อาจารย์พวงร้อยครับ เห็นว่ามีประโยชน์มากเลยนำมาฝากครับ http://www.vcharkarn.com/.../showkratoo.php?Pid=5755

ความคิดเห็นที่ 188

ครู...ชิต
20 พ.ย. 2548 07:57
  1. หลุมดำในมุมมองท่านอื่น ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ ยังมีสิ่งลึกลับมากมายที่รอให้มนุษย์ได้ค้นหาคำตอบ หนึ่งในนั้นคือ วัตถุ ุลึกลับที่รู้จักกันในนาม หลุมดำ (Black Hole) ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ต่าง พากันศึกษาเพื่อหาคำตอบถึงการมีอยู่จริงของเจ้าวัตถุลึกลับที่ว่านี้ “หลุมดำ คือ หลุมในอวกาศที่สามารถดูดทุกสิ่งที่หลงเข้าไปใกล้รัศมีของมันได้ ไม่เว้นแม้แต่แสง” จากคำกล่าวนี้เองที่ทำให้คนทั่วไปยากที่จะเชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเชื่อว่า หลุมดำมีอยู่จริง ยิ่งไปกว่านั้นมันยังอยู่ใกล้ตัวเรามากด้วย โดยคำทำนายจากทฤษฎีฟิสิกส์ขั้นสูง ที่ว่า หลุมดำไม่ได้เป็นเพียงแค่ดาวยักษ์สีดำที่คอยจ้องจะกลืนกินทุกสิ่งที่เข้าใกล้เท่านั้น แต่ยังมี หลุมดำขนาดจิ๋วที่เล็กจนสามารถซ่อนในวัตถุต่างๆในโลกของเรา หรือแม้แต่ในตัวของคุณเอง! ตามทฤษฎีฟิสิกส์ หลุมดำ เกิดจากการที่ดาวฤกษ์ซึ่งใช้ปฏิกริยานิวเคลียร์ในการก่อให้เกิดแสง สว่างและพยุงไม่ให้ดาวทั้งดวงเกิดการยุบตัว ได้ทำการเผาไหม้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์จนหมดไป เป็นเหตุให้เกิดการระเบิดตัวอย่างรุนแรง ที่เรียกว่า Supernova ผิวนอกของดาวจะระเบิด ตัวกระจายอยู่รอบๆ ส่วนแกนกลางจะยุบตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการยุบตัวนี้ได้ทำให้เกิด ดาว แคระขาว และดาวนิวตรอนหรือหลุมดำ โดยดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อยกว่า 1.4 เท่าของดวงอาทิตย์ จะเกิดเป็น ดาวแคระขาว แต่หากดาวฤกษ์มีมวลมากกว่า 1.4 เท่าของดวงอาทิตย์ ก็จะก่อให้เกิด วัตถุชนิดใหม่คือ ดาวนิวตรอน จากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Relativity) ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ สามารถ อธิบายถึงแรงโน้มถ่วงของอวกาศ โดยสมมติให้อวกาศเป็นเสมือนแผ่นผ้าใบขึงตึงทั้งสี่ด้าน ถ้ากลิ้งลูกหินลงไปบนผืนผ้าใบ มันจะวิ่งเป็นทางตรงเนื่องจากผ้าใบเรียบ แต่ถ้าวางตุ้มน้ำหนัก น้ำหนักของตุ้มจะทำให้ผ้าใบบุ๋ม และเมื่อกลิ้งลูกหิน ทิศทางการเคลื่อนที่ของลูกหินย่อมได้รับผล กระทบจากความโค้งของผืนผ้าใบ ซึ่งหมายความว่า แรงโน้มถ่วงจากดาวต่างๆ คือ ความโค้ง ของอวกาศรอบๆ ดวงดาวเหล่านั้น เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันกับที่ลูกตุ้มกระทำต่อผืนผ้าใบ ยิ่งมวลของดาวมีค่ามาก ความโค้งของอวกาศก็ยิ่งมีค่ามาก ทำให้แรงโน้มถ่วงที่เกิดจากดาวนั้น มีค่ามากตามไปด้วย ไอน์สไตน์ได้เขียนคำอธิบายถึงแรงโน้มถ่วงของอวกาศนี้ออกมาเป็นสูตรที่เรียกกันว่า Einstein’s Field Equation โดยผู้ที่สามารถหาคำตอบแรกของสมการนี้ได้ คือ คาร์ล ชวาชชิลล์ (Karl Schwarzschild) ซึ่งเขาได้พิจารณาถึงความโค้งของอวกาศรอบๆ ดาวที่มีรูปทรงกลม สมบูรณ์และไม่หมุนรอบตัวเอง และพบว่า ระยะห่างค่าหนึ่งจากใจกลางของดวงดาว ซึ่งเรียกว่า รัศมีของ Schwarzschild ความโค้งของอวกาศจะมีค่ามากจน แม้แต่แสงยังถูกกักขังเอาไว้ได้ ดาวฤกษ์ที่ระเบิดและยุบตัวจนมีขนาดเล็กกว่ารัศมีของ Schwarzschild ดาวจะแปรสภาพ เป็นหลุมดำ โดยจะสร้างผิวทรงกลมที่เรียกว่า Event Horizon ขึ้น ซึ่งจะมีขนาดเท่ากับ รัศมี ของ Schwarzschild หากมีวัตถุเคลื่อนที่เข้าใกล้หลุมดำเกินกว่า Event Horizon ก็จะถูก แรงดึงดูดอันมหาศาลของมันดูดเอาไว้ และไม่สามารถหนีออกมาได้อีก แม้ว่าวัตถุนั้นจะมีความ เร็วเท่ากับแสงก็ตาม ซึ่งสิ่งนี้เองคือต้นกำเนิดของหลุมดำ ข้อความคัดลอกจาก: http://www.nextstep.co.th/newexplorer/blackhole.html

ความคิดเห็นที่ 189

ครู...ชิต
20 พ.ย. 2548 14:54
  1. ต้องขออภัยด้วยนะครับที่ลิงค์ความคิดเห็นที่ 187 เปิดไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 190

Dark of Angel
20 พ.ย. 2548 17:08
  1. ครูชิตครับถ้าผมมีอะไรที่สงสัยอีกผมจะมาถามอีกนะครับส่วนเด็กรักฟิสิกส์เพื่อนผมช่วงนี้เขาไม่ว่างนะครับครูอย่าโกรธเขานะครับเพราะเขากับผมต้องไปสอบเข้าโรงเรียนอื่นนะครับ(ต่อม.4)เพราะงี้ผมกับเพื่อนต้องหายไปสักพักนะครับครูชิตด้วยความเครพอยากสูงจะลูกศิษย์

ความคิดเห็นที่ 191

20 พ.ย. 2548 17:55
  1. ในความคิดผมก็เหมือนกับท่านอื่นๆแหละครับแต่ผมมีข้อซักถามครับคือว่า 1. หลุมดำมีแรงโน้มถ่วงมากๆๆแล้วทำไมรังสี X จึงออกมาได้แล้วกราวิตอนก็ออกมาได้ครับหรือเป็นเพราะว่าทั้งคู่มันไม่มีมวลจึงให้ไม่เกิดปฏิกิริยากัยการวิตอนครับ 2.ความเร็วแสงทำไมไม่ขึ้นกับผู้สังเกคไม่ว่าวัดยังไงก็เหมือนเดิม 3.รูปร่างของหลุมดำมันเหมือนกับดาวดวงนึงที่เล็กๆสีดำมวลมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆไม่ใช่เหรอแล้วทำไมจึงเสนอในรูปร่างที่เหมือนกับกรวยยังงั้นล่ะจริงๆแล้วมัน3มิติน่ะไม่ใช่2 4 (สัมพัทธภาพ)จรวดลำนึงสมมุติว่าเร็วใกล้เคียงแสงเร็วมากมวลก็มากตามมันก็จะก่อให้เกาล-อวกาศบิดโค้งขึ้นเป็นไปได้ไหมที่จะก่อให้เกิดหลุมดำกับตัวเองแล้ววิ่งผ่านไปทะลุอีกที่นึง(วาปร์) ช้วยตอบให้ด้วยน่ะครับหรือเข้ามาคุยวิชาการกันก็ได้น่ะ jabbar@chaiyo.com

ความคิดเห็นที่ 192

Dark of Angel
20 พ.ย. 2548 18:28
  1. ครูชิตครับสมัยนี้มีคนเข้ามาในกระทู้มากจังนะครับลูกศิษย์ก็มากตามไปด้วยนะครับผม

ความคิดเห็นที่ 193

ครู...ชิต
20 พ.ย. 2548 21:54
  1. คิดถึงศิษย์ทั้งสองนะเราพบเพื่อจากก็ขอให้ได้ที่เรียนที่อยากจะเรียนนะ ให้พยายามคบเพื่อนที่ดี สำหรับคำถามนั้นถามได้ตลอดเวลาบางอย่างจะตอบตรงๆบางอย่างให้เป็นแง่คิดเพื่อนำไปสู่การมีจินตนาการขอบคุณที่สนใจต่อการศึกษาให้เรียนในสิ่งที่คิดว่าเราชอบและถนัดนะศิษย์รัก

ความคิดเห็นที่ 194

ครู...ชิต
20 พ.ย. 2548 22:56
  1. สำหรับ คุณงุงิ ก็เป็นฟิสิกส์ระดับสูงครับซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและทฤษฎีต่างที่เกี่ยวข้องสำหรับหลุมดำนั้นก่อนอื่นขออธิบายแบบภาษาง่ายดังนี้ครับ ส่วนที่1 คือหลุมดำมีแรงโน้มถ่วงสูงมากไม่มีรังสีหรือแม้แต่แสงก็ไม่สามารถหลุดพ้นได้ ไม่มีรูปร่าง มีมวลเป็นอนันต์ ส่วนที่ 2 จาน / ระนาบวิกฤติ /ขอบฟ้าเหตุการณ์ /ระนาบจาน /จานรวมมวล / ผิวทรงกลมขอบฟ้าเหตุการณ์ / event horizon = โคจรรอบหลุมดำด้วยความเร็วสูงมากมีการแผ่รังสีความเข็มสูงในช่วงคลื่นรังสีเอกซ์ออกมาจากขอบฟ้าเหตุการณ์พูดง่ายๆก็คือหมุนรอบหลุมดำก็เหมือนหลุมดำเป็นแกนกลางคลื่นต่างๆหรือปรากฎการณ์หรือการสังเกตหลุมดำก็อาศัยตรงนี้แหละครับเพราะหลุมดำไม่มีแสง ไม่มีสี ไม่มีคลื่นให้สังเกตจึงอาศัย event horizon ครับ สำหรับความเร็วแสงนั้นแสงมีความเร็ว 300000 กิโลเมตรต่อวินาทีไม่ว่าเราจะยืนอยู่นะที่ใดความเร็วของแสงก็คงที่คือไม่เพิ่มและก็ไม่ลดด้วยนะคงที่ว่างั้นเถอะตามหลักความช้าหรือความเร็วถ้าวิ่งสวนกันก็เหมือนมีความเร็วเพิ่มขึ้นแต่ถ้าวิ่งตามกันเหมือนเราวิ่งช้าลงส่วนเรื่องรูปร่างของหลุมดำหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ดาวดำก็ได้ ขึ้นอยู่กับมวลถ้ามีมวลมากความโน้มถ่วงก็มีมากยกตัวอย่างทฤษฎีของไอสน์ไตน์ที่กล่าวว่าแผ่นผ้าใบขึงตึงทั้งสี่ด้านถ้ากลิ้งลูกหินลงไปบนผืนผ้าใบ มันจะวิ่งเป็นทางตรงเนื่องจากผ้าใบเรียบ แต่ถ้าวางตุ้มน้ำหนักน้ำหนักของตุ้มจะทำให้ผ้าใบบุ๋ม และเมื่อกลิ้งลูกหิน ทิศทางการเคลื่อนที่ของลูกหินย่อมได้รับผลกระทบจากความโค้งของผืนผ้าใบ ซึ่งหมายความว่า แรงโน้มถ่วงจากดาวต่างๆ คือ ความโค้งของอวกาศรอบๆ ดวงดาวเหล่านั้น เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันกับที่ลูกตุ้มกระทำต่อผืนผ้าใบยิ่งมวลของดาวมีค่ามาก ความโค้งของอวกาศก็ยิ่งมีค่ามาก ทำให้แรงโน้มถ่วงที่เกิดจากดาวนั้นมีค่ามากตามไปด้วยผมขอยกตัวอย่างอีกอย่างหนึ่งก็เหมือนรูปร่างของคนนั้นแหละคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันบางคนอ้วนมากเพราะมีพลังงานเหลือจากการกินมากจึงทำให้รูปร่างอ้วน บางคนก็ผอมอาจจะเป็นเพราะทานน้อยหรือเป็นโรคเมตา.....มีมวลหรือไขมันหรือเนื้อน้อยไปหน่อยหลุมดำก็คล้ายๆกันนะในแง่ของการมีมวลมีความโน้มถ่วงสูงจึงทำให้รูปร่างถึงขั้นเป็นกรวยอาจแหลมก็ได้เกี่ยวกับมิติสัมพันธ์กับตัวเลขเป็นส่วนใหญ่เช่น 3 มิติ กว้าง ยาว สูงหรือบางครั้งอาจมีถึง 16 มิติหรือมากกว่านั้น ส่วนคำถามเกี่ยวกับจรวจและความเร็วนั้นถึงจรวจจะมีความเร็วใกล้เคียงกับแสงก็ไม่เป็นหลุมดำเพราะหลุมดำจะสัมพันธ์กับการมีมวลมากหรือมากกว่าดวงอาทิตย์ 18 เท่าขึ้นไป(ใช้หลักการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่มีผู้คำนวณไว้)สัมพันธ์กับความโน้มถ่วงสูงมากส่วนตัวเราเมื่อเร็วเท่าแสงผมคิดว่าเราจะไม่รู้สึกอะไรเลย มองไม่เห็น ไม่ได้ยิน อะไรเลยเพราะเร็วมากเกินกว่าที่มนุษย์จะคุ้นเคยได้ไปหลายมิติแน่เพราะมิติก็สัมพันธ์กับตัวเลขทั้งนั้นเช่น กว้าง ยาว สูง หรือ องศา ระยะห่างเชิงมุม ฯลฯ ที่สำคัญไปแล้วกลับบ้านถูกไหมหละมันหลายมิติเกินไปขณะนี้ระบบสุริยะของเราก็โคจรรอบกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราถ้าจำไม่ผิดนะ(ผิดจะมาบอกใหม่) 320 กิโลเมตรต่อวินาที ต้องใช้เวลา 220 ล้านปี(ถ้าจำไม่ผิดหรือตัวเลขอาจจะสลับกันก็ได้)จึงจะโคจรรอบทางช่างเผือกครบ 1 รอบและในจักรวาลหรือเอกภพมีเป็นแสนล้านกาแลกซีทางช้างเผือกของเรามีเส้นผ่านศูนย์กลาง 100,000 ปีแสง และส่วนที่โป่งตรงกลางประมาณ 20,000 ปีแสง ทางช้างเผือกของเราห่างจากใจกลางแกแล็กซี 30,000 ปีแสง ผมว่าแค่กาแล็กซีของเราเกิดก็ร้อยๆชาติก็เที่ยวไม่หมดหรอกเผลออาจเป็นส่วนหนึ่งของหลุมดำสักวันหนึ่งใครจะรู้ได้ใช่ไหมครับคุณงุงิ ต้องขอขอบคุณ งุงิ มากครับที่เข้ามาเยี่ยมชมครับการสงสัยเป็นสิ่งที่ดีครับเพราะจะนำไปสู่การเกิดปัญญาและการเรียนรู้ถ้าไม่สงสัยปัญญาก็ไม่เกิดถึงรู้คุณก็ลืมได้ สงสัย มีจินตนาการ ความรู้ทัน ปัญญาเกิดแน่นอนครับ

ความคิดเห็นที่ 195

22 พ.ย. 2548 21:38
  1. อาจารย์ผมอยากทราบว่าที่นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐาน เรื่องอวสานของโลก ผมอยากทราบว่า ระหว่างหลุมดำดูดกลืนโลก กับ พระอาทิตย์มอดแสง อะไรจะเกิดขึ้นก่อนกันครับ

ความคิดเห็นที่ 198

ครู...ชิต
23 พ.ย. 2548 12:36
  1. อวสานของโลกมีแน่นอน สิ่งที่แน่นอนคือเมื่อดวงอาทิตย์อีก 5,000 ล้านปีดวงอาทิตย์ใช้ไฮโดรเจนที่แกนกลางหมด หรือปฏิกริยาฟิวชันไฮโดรเจนมอดลง เหลือแต่ฮีเลียมที่แกนกลาง(ขี้เถ้า)จากการเผาผลาญไฮโดรเจน ดวงอาทิตย์เกิดการยุบตัวลงไม่มีแรงต้านและต่อมาทำให้เกิดความดันภายในมีอุณหภูมิสูงขึ้น ฮีเลียมถูกอัดอยู่ตรงกลาง ส่วนไฮโดรเจนที่อยู่รอบๆยุบตัวลงทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นทำให้ดาวมีกำลังส่องสว่างเพิ่มขึ้นและผลักดันผิวชั้นนอกให้ขยายออกไปดวงอาทิตย์จึงพองออกมีขนาดใหญ่กลืนดาวพุธ ดาวศุกร์และโลกของเราเลยทีเดียวนั้นก็หมายความว่านั้นคือ อวสานของโลกอย่างแน่นอน ส่วนดวงอาทิตย์เมื่อไฮโดรเจนหมดก็กลายสภาพเป็นดาวแคระขาว แคระดำต่อไป ส่วนหลุมดำไม่ขอยืนยันครับ

ความคิดเห็นที่ 199

ครู...ชิต
24 พ.ย. 2548 05:46
  1. [[23827]] ชีวิตของดวงดาว

ความคิดเห็นที่ 200

ครู...ชิต
24 พ.ย. 2548 05:52
  1. [[23828]] ภาพจาก : google Earth ดวงอาทิตย์ขยายตัวออกมีขนาดใหญ่ขึ้นถึงวงโคจร ดาวพุธ ดาวศุกร์และโลกของเราเลยทีเดียวนั้นก็หมายความว่า คือ อวสานของโลกอย่างแน่นอน ส่วนดวงอาทิตย์เมื่อไฮโดรเจนหมดก็กลายสภาพเป็นดาวแคระขาว แคระดำต่อไป

ความคิดเห็นที่ 201

25 พ.ย. 2548 11:42
  1. ขอบคุณสำหรับคำตอบมากๆครับคุณครูชิตคือผมก็ไม่ได้เรียนมาทางนี้แต่สนใจก็เลยไปหาอ่านเอาเองครับพอสงสัยก็ไม่รู้จะไปถามใครได้เศร้าจัง(ตอนนี้ผมเรียนปี.2เรียนทางสายสุขภาพแต่ใจอยากเรียนฟิสิกส์ก็ว่าจะไปลงเรียนราม)สงสัยอีกแล้ว ไอ้มิติที่เพิ่มมาตั้งหลายมิติมันคืออะไรกันแน่(จากสตริง)แล้วเข้าไปในหลุมดำแล้วเป็นเหมือนรูหนอนโผล่ทะลุอีกที่นึงจิงเหรอทำไม ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 202

ครู...ชิต
25 พ.ย. 2548 12:17
  1. ผมมีลิงค์ที่เป็นบทความที่เขียนโดย ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ ลองอ่านดูก่อนนะครับสัก 10 รอบก็ได้ แล้วค่อยมาจับเป็นประเด็นไว้เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจครับ http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.phpAid=315&PHPSESSID=e1430cf7084a200c5c46786a7950984b

ความคิดเห็นที่ 203

ครู...ชิต
25 พ.ย. 2548 12:30
  1. ต้องขออภัยคุณ งุงิ ด้วยนะครับที่ลิงค์ในความคิดเห็นที่ 202 ไม่สามารถเชื่อมหรือเปิดได้คุณ งุงิ ลองเข้าไปอ่านดูก่อนก็ได้นะครับที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ไว้ตอนที่ผมว่างจากงานผมจะเข้ามาแสดงความคิดเห็นให้ครับ เพราะบางอย่างต้องอาศัยข้อมูล เวลาและสมาธิครับ

ความคิดเห็นที่ 204

Dark of Angel
26 พ.ย. 2548 15:23
  1. ครูชิตครับผมกลับมาแล้วกาบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆผม

ความคิดเห็นที่ 205

Dark of Angel
26 พ.ย. 2548 15:27
  1. ครูชิตครับถ้าหลุมดำเกิดที่ดวงอาทิตย์ดาวดวงในจะถูกดูดบ้างครับหรือถูกดูดหมดเลยครับหรือว่าเหลือแต่ดาวศุกร์ครับผมช่วยตอบด้วยนะครับผม

ความคิดเห็นที่ 206

ครู...ชิต
26 พ.ย. 2548 17:18
  1. คุณ งุงิ ครับ สำหรับเรื่อง ทฤษฎีเส้นเชือก(String Theory)เป็นฟิสิกส์ระดับอนุภาคที่จะอธิบายเรื่องของธรรมชาติในระดับเล็กอย่างอนุภาคสำหรับคำถามเกี่ยวกับมิติขออธิบายแบบของผมเองครับ คำว่า [b]มิติ Dimension[/b] ซึ่งแปลว่า ด้าน หรือ ระยะ

ความคิดเห็นที่ 207

ครู...ชิต
26 พ.ย. 2548 17:35
  1. มิติ ยังรวมถึง กว้าง ยาว สูง ตื่น ลึก หนา บาง(ด้าน/ระยะ)เช่น มิติเชิงมุม(หน่วยวัดเป็นองศา) มิติเชิงเส้น(หน่วยเป็นความยาว) มิติแห่งเวลา เป็นการบอกมิติของปรากฎการณ์ด้วยหน่วยเวลาระยะเวลา ซึ่งมีหน่วยเป็น ชั่วโมง วัน เดือน ปี ล้านปี ครับ

ความคิดเห็นที่ 208

ครู...ชิต
26 พ.ย. 2548 17:39
  1. Dark of Angel ครูชิตกำลังจะประกาศตามหาตัวอยู่พอดีเลย

ความคิดเห็นที่ 209

ครู...ชิต
26 พ.ย. 2548 21:16
  1. Dark of Angel ดวงอาทิตย์ของเราเป็นดาวฤกษ์ประเภทมวลน้อยไม่เป็นหลุมดำหรอกนะ แต่อีกประมาณ 5,000 ล้านปีข้างหน้าดวงอาทิตย์ของเราก็จะหมดพลังงานคือไฮโดรเจนที่แกนกลางแต่ยังเหลือ(ขี้เถ่า)คือฮีเลียมซึ่งดวงอาทิตย์เกิดการยุบตัวอย่างรวดเร็วโดยมีพลังงานคือฮีเลี่ยมกับไฮโดรเจนที่เปลือกนอกช่วงนี้เองดวงอาทิตย์เกิดการขยายตัวใหญ่จนถึงวงโคจรของโลกเราเลยทีเดียวหรือเรียกว่า เจ้ายักษ์แดง เมื่อไฮโดรเจนที่เปลือกนอกหมดยุบตัวลงอีกครั้งเป็นดาวแคระขาว แคราะดำ มืดหนาวเย็นคล้ายดาวเคราะห์ในที่สุด นี้คือชีวิตของดวงอาทิตย์ของเราครับ

ความคิดเห็นที่ 211

29 พ.ย. 2548 13:59
  1. สติรงมันพูดถึงอะไรเนี้ย งง อ่างแล้วงงอะครูชิตช่วยอธิบายในลักษณะภาษาพูดได้ไหมครับ แนะนำหนังสือดีๆหน่อยซิครับ แล้วเป็นไปได้ไหมว่าวันนึงเรารู้สึกถึงแรงดึงดูดที่มากระทำกับเราพอหันไปดูก็ไม่พบหลุมแล้ว(สลายไปแล้ว) ทำไมโลกเราเคลื่อนที่เป็นวงกลมรอบดวงอาทิตย์ทั้งที่ไม่มีแรงกระทำทางด้านข้างของโลกเราแล้วทำไมถึงหมุนรอบตัวเองได้ไรมากระทำตอบให้หน่อยน่ะครับอยากรู้มากไปอ่านก็ไม่รู้เรื่องเอาแบบชัดเจนน่ะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

ความคิดเห็นที่ 212

คนรักจักรวาล
29 พ.ย. 2548 15:44
  1. ความคิดผมนะครับที่ ครูชิตส่งไม่ได้ผมว่าน่าจะมาจากการที่ครูใชเน็ท ส่วนกลาง (เน็ตฟรี) เค้าอาจจะกำหนดข้อมูลในการส่งไฟล์ (นับเป็น Byte) หากเกินจากที่เค้ากำหนดระบบจะตัดทันทีคิดว่านะครับ เพื่อไม่ให้เกิดการเบียดกันของข้อมูลในการส่งข้อมูลในปริมาณจำนวนมาก ๆ เนื่องจากเป็นของฟรี ระบบความสามารถของ Sv คิดว่าไม่น่าจะเทียบเท่าของเอกชน

ความคิดเห็นที่ 213

ครู...ชิต
29 พ.ย. 2548 22:27
  1. ขอบคุณ คนรักจักรวาลสำหรับความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ช่วงนี้ยอมรับเหมือนกันมีข้อมูลแต่อยากจะส่งก็ส่งไม่ได้ไว้วันเสาร์นี้จะใช้ระบบบัตรเติมเงิน 38 ชั่วโมงทดลองดูก่อนถ้ายังไม่ได้อีกรื้อทั้งระบบเป็นคำตอบสั้นๆคงไม่ว่านะ ขอบคุณนะ

ความคิดเห็นที่ 214

ครู...ชิต
29 พ.ย. 2548 22:38
  1. สำหรับคุณ งุงิ ขอบคุณที่ขยันมาเยี่ยมเยือนสำหรับเรื่อง สตริง นั้น ผมอธิบายว่า สสารมีหลายสถานะเช่น ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ และพลาสมา อีกทั้งก่อนจะมีรูปร่างหรือสถานนะนั้นมีโมเลกุล อะตอม และระดับอนุภาคเช่น อิเล็คตรอน โปรตรอน นิวตรอน

ความคิดเห็นที่ 215

ครู...ชิต
29 พ.ย. 2548 22:54
  1. ปกติสมวลสารจะมีแรงดึงดูดระหว่างกันยิ่งมีความหนาแน่นสูงมวลมากก็จะมีแรงโน้มถ่วงหรือแรงดึงดูดมากไปด้วยเรียกว่าแรงโน้มถ่วงแต่ในขณะเดียวกันก็เกิดการเบียดเสียดเคลื่อนที่ระดับอนุภาคก็จะเกิดพลังงานถึงขั้นปฎิกริยาจากแกนกลางเรียกว่าแรงผลักครับ

ความคิดเห็นที่ 216

ครู...ชิต
29 พ.ย. 2548 23:11
  1. ในดวงอาทิตย์ของเราก็มีทั้งสองแรงคือ แรงโน้มถ่วง และ แรงผลัก อุณภูมิที่แกนกลางของดวงอาทิตย์อุณหภูมิ 15 ล้านเคลวิน เกิดปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่แกนกลางคือ นิวเคลียสของไฮโดรเจน 4 อะตอม รวมตัวเป็นนิวเคลียสฮีเลี่ยม 1 อะตอม

ความคิดเห็นที่ 217

ครู...ชิต
29 พ.ย. 2548 23:19
  1. ไฮโดรเจน 4 อะตอมคือ โปรตรอน 4 อนุภาค และฮีเลี่ยม 1 อะตอม ประกอบด้วย โปรตรอน 2 อนุภาค นิวตรอน 2 อนุภาคและก็จะปลดปล่อยพลังงานออกมาหรือที่เรียกว่าปฏิกริยาฟิวชันที่แกนกลางจนแผ่รังสีในชั้นถัดมา พาความร้อน และแผ่รังสีมาถึงเราและดาวเคราะห์

ความคิดเห็นที่ 218

ครู...ชิต
29 พ.ย. 2548 23:34
  1. ยกตัวอย่างดวงอาทิตย์คือรู้จักอนุภาคพลังงานสูงนำไปสู่การศึกษาแรงแรงธรรมชาติสตริงคือ 1.แรงโน้มถ่วง 2.แรงแม่เหล็กไฟฟ้า (สนามแม่เหล็กกับสนามไฟฟ้าตั้งฉากกันเมื่อเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) 3.แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน 4.แรงนิวเคลียร์แบบเข้ม

ความคิดเห็นที่ 219

ครู...ชิต
29 พ.ย. 2548 23:50
  1. คุณสมบัติของอนุภาคโปรตอนที่ไม่มีมวล แต่เป็นพลังงาน โปรตอนและนิวตรอนรวมตัวกันในนิวเคลียสด้วยแรงนิวเคลียร์แบบเข้ม อิเล็คตรอนจะโคจรรอบนิวเคลียส(โปรตรอน อิเล็คตรอน)ด้วยแรงแม่เหล็กไฟฟ้านึกถึงไข่นะไข่แดง ไข่ขาวและเปลือก

ความคิดเห็นที่ 220

ครู...ชิต
30 พ.ย. 2548 00:07
  1. จากแรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า ในสตริงจะอธิบายเกี่ยวกับแรงนิวเคลียร์แบบอ่อน แรงนิวเคลียร์แบบเข้มศึกษาอนุภาคหรือเล็กกว่าอนุภาคโดยอนุภาคทุกชนิด ทั้งที่ประกอบขึ้นด้วยสสารและอนุภาคที่เป็นสื่อศึกษาความไม่ต่อเนื่องของกาล-อวกาศครับ

ความคิดเห็นที่ 221

คนรักจักรวาล
30 พ.ย. 2548 01:55
  1. ครูครับ เป็นกำลังใจให้นะครับ อยากให้มีเรื่องมาเล่นให้ฟังอีกเยอะ ๆ ผมอยากจะถามว่า 1. ถ้าหลุมดำมาชนดวงอาทิตย์ จะเกิดอะไรขึ้น 2. เราไม่สามารถรู้ได้เลยใช่หรือไม่ว่ามันอยู่ส่วนไหนบ้าง (ซึ่งบางทีอาจจะใกล้ชนดวงอาทิตย์แล้วก็ได้ แต่เนื่องจาก ไม่มีขนาด / รูปร่าง ให้เห็นจึงไม่สามารถทราบได้ว่ามันอยู่ตำแหน่งบ้าง หากไม่ได้ติดตั้งแต่ก่อนที่จะเป็นดาวนิวตรอน หรือก่อนหน้านั้น) 3. ครูพักผ่อน เยอะ ๆ นะครับ ผมครู เข้ามาตอบคำถามวันละหลาย ๆ เวลา ตั้งแต่เช้ามืดยันมืดค่ำ ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ (นอกเรื่องไปหน่อย แต่ดูจากเวลาในการเขียนข้อความนี้แล้ว คิดว่าครูคงเหนื่อยมาก แต่อยากถ่ายทอดความรู้ให้กับคนที่อยากจะศึกษา)

ความคิดเห็นที่ 222

ครู...ชิต
30 พ.ย. 2548 06:43
  1. คุณงุงิครับ ลิงค์นี้เกี่ยวกับ การหมุนรอบตัวเองการโคจรของดาวเคราะห์ครับ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=92&Pid=25994

ความคิดเห็นที่ 223

ครู...ชิต
30 พ.ย. 2548 07:05
  1. อีกลิงค์ครับเกี่ยวกับการหมุนรอบตัวเองของโลกที่ผมเคยแสดงความคิดเห็นไว้ครับ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=102&Pid=16023

ความคิดเห็นที่ 224

ครู...ชิต
30 พ.ย. 2548 07:20
  1. ขอบคุณครับคนรักจักรวาล สำหรับหลุมดำจริงๆนั้นอยู่ตรงกลางโดยมีจานรวมมวลหรือขอบฟ้าเหตการณ์หมุนรอบหลุมดำด้วยความเร็วสูงถ้ายังไม่ถึงหลุมดำก็จะเพียงแค่เป็นบริวารหมุนรอบหลุมดำถ้าเลยขอบฟ้าเหตุการณ์ถึงหลุมดำก็จะเพิ่มพลังงานให้หลุมดำเท่านั้นครับ

ความคิดเห็นที่ 225

Dark of Angel
30 พ.ย. 2548 13:20
  1. หลุมดำไม่ได้ดูดสสารเข้าไปอย่างเดียวครับ แต่มันระเหยเอามวลสารและพลังงานออกมาด้วย ผ่านกระบวนการ Hawking radiation นานๆเข้าหลุมดำก็จะระเหยหายไปผ่านกระบวนการนี้ แต่ต้องนานจริงๆ เพราะถ้าพิจารณาหลุมดำขนาดใหญ่ๆ หรือที่เรียกว่า Astrophysical blackhole อาจจะต้องใช้เวลาถึง 1067 ปีเลยทีเดียว กว่าที่จะสลายตัวหมด ซึ่งยาวนานกว่าอายุของเอกภพเสียอีก (เอกภพมีอายุประมาณ 1 หมื่นห้าพันล้านปี) อย่างในรูปเป็นรูปวาดแสดงภาพหลุมดำซึ่งอยู่ในระบบดาวคู่ (คือดาวฤกษ์ที่โคจรรอบกันและกัน) ถ้าดาวฤกษ์ดวงหนึ่งเกิดดับลงแล้วกลายเป็นหลุมดำ มันก็อาจจะดูดมวลสารของดาวฤกษ์ดวงที่อยู่ใกล้ๆ ให้ตกลงไปในหลุมดำ แรงดึงดูดมหาศาลของหลุมดำก็จะทำให้สสารเหล่านั้นอัดแน่นและปล่อยพลังงานออกมาในรูปของรังสีเอ็กซ์ ซึ่งนักดาราศาสตร์สามารถตรวจวัดได้ครับ (จริงหรือครับครูชิตช่วยตอบด้วยนะครับ)

ความคิดเห็นที่ 226

Dark of Angel
30 พ.ย. 2548 13:22
  1. แต่หลุมดำก็ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่เสอมไปนะครับ นักฟิสิกส์เชื่อว่ามีหลุมดำขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะเรียกว่า Microscopic Blackhole ซึ่งมีขนาดได้ตั้งแต่เล็กกว่าโปรตรอน อย่างในรูป ไปจนถึงขนาดประมาณอุกกาบาตลูกเล็กๆ ได้เลยทีเดียว หลุมดำจิ๋วพวกนี้ไม่ได้เกิดจากการแตกดับของดาวฤกษ์ แต่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงที่เอกภพมีอายุน้อยๆหลังจากกำเนิดขึ้นมาจากบิกแบง หรือ อาจจะเกิดขึ้นจากการชนกันของอนุภาคพลังงานสูงก็ได้ครับ นักฟิสิกส์ที่ห้องปฎิบัติการนิวเคลียร์ของยุโรป หรือที่เรียกว่า CERN เริ่มพูดกันถึงการทดลองที่จะตรวจหาหลุมดำจิ๋วเหล่านี้แล้ว ซึ่งหลุมดำพวกนี้ไม่ได้น่ากลัวอะไร เพราะนอกจากมันจะมีขนาดเล็กแล้ว มันยังสลายตัวเร็วด้วย อย่างในรูปนี้ตามทฤษฎีจะสลายตัวในเวลา 10-26 วินาที เรียกว่าน้อยกว่าเสี้ยววินาทีอีก (หลุมดำไม่มีลักษณะไม่ใช่หรือครับแล้วทำไหมเข้าพิมพ์ว่า"หลุมดำไม่มีแค่ขนาดใหญ่ละครับผมงงมากๆๆๆๆ)

ความคิดเห็นที่ 227

เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
30 พ.ย. 2548 14:27
  1. สวัสดีครับ

ความคิดเห็นที่ 228

Dark of Angel
30 พ.ย. 2548 14:32
  1. "หลุมดำ คือ หลุมในอวกาศที่สามารถดูดทุกสิ่งที่หลงเข้าไปใกล้รัศมีของมันได้ ไม่เว้นแม้แต่แสง” จากคำกล่าวนี้เองที่ทำให้คนทั่วไปยากที่จะเชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเชื่อว่าหลุมดำมีอยู่จริง ยิ่งไปกว่านั้นมันยังอยู่ใกล้ตัวเรามากด้วย โดยคำทำนายจากทฤษฎีฟิสิกส์ขั้นสูงที่ว่า หลุมดำไม่ได้เป็นเพียงแค่ดาวยักษ์สีดำที่คอยจ้องจะกลืนกินทุกสิ่งที่เข้าใกล้เท่านั้น แต่ยังมีีหลุมดำขนาดจิ๋วที่เล็กจนสามารถซ่อนในวัตถุต่างๆในโลกของเรา หรือแม้แต่ในตัวของคุณเอง! ตามทฤษฎีฟิสิกส์ หลุมดำ เกิดจากการที่ดาวฤกษ์ซึ่งใช้ปฏิกริยานิวเคลียร์ในการก่อให้เกิดแสงสว่างและพยุงไม่ให้ดาวทั้งดวงเกิดการยุบตัว ได้ทำการเผาไหม้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์จนหมดไปเป็นเหตุให้เกิดการระเบิดตัวอย่างรุนแรง ที่เรียกว่า Supernova ผิวนอกของดาวจะระเบิดตัวกระจายอยู่รอบๆ ส่วนแกนกลางจะยุบตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการยุบตัวนี้ได้ทำให้เกิด ดาวแคระขาว และดาวนิวตรอนหรือหลุมดำ โดยดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อยกว่า 1.4 เท่าของดวงอาทิตย์จะเกิดเป็น ดาวแคระขาว แต่หากดาวฤกษ์มีมวลมากกว่า 1.4 เท่าของดวงอาทิตย์ ก็จะก่อให้เกิดวัตถุชนิดใหม่คือ ดาวนิวตรอน จากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Relativity) ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ สามารถอธิบายถึงแรงโน้มถ่วงของอวกาศ โดยสมมติให้อวกาศเป็นเสมือนแผ่นผ้าใบขึงตึงทั้งสี่ด้านถ้ากลิ้งลูกหินลงไปบนผืนผ้าใบ มันจะวิ่งเป็นทางตรงเนื่องจากผ้าใบเรียบ แต่ถ้าวางตุ้มน้ำหนักน้ำหนักของตุ้มจะทำให้ผ้าใบบุ๋ม และเมื่อกลิ้งลูกหิน ทิศทางการเคลื่อนที่ของลูกหินย่อมได้รับผลกระทบจากความโค้งของผืนผ้าใบ ซึ่งหมายความว่า แรงโน้มถ่วงจากดาวต่างๆ คือ ความโค้งของอวกาศรอบๆ ดวงดาวเหล่านั้น เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันกับที่ลูกตุ้มกระทำต่อผืนผ้าใบยิ่งมวลของดาวมีค่ามาก ความโค้งของอวกาศก็ยิ่งมีค่ามาก ทำให้แรงโน้มถ่วงที่เกิดจากดาวนั้นมีค่ามากตามไปด้วย ไอน์สไตน์ได้เขียนคำอธิบายถึงแรงโน้มถ่วงของอวกาศนี้ออกมาเป็นสูตรที่เรียกกันว่า Einstein’s Field Equation โดยผู้ที่สามารถหาคำตอบแรกของสมการนี้ได้ คือ คาร์ล ชวาชชิลล์(Karl Schwarzschild) ซึ่งเขาได้พิจารณาถึงความโค้งของอวกาศรอบๆ ดาวที่มีรูปทรงกลมสมบูรณ์และไม่หมุนรอบตัวเอง และพบว่า ระยะห่างค่าหนึ่งจากใจกลางของดวงดาว ซึ่งเรียกว่ารัศมีของSchwarzschild ความโค้งของอวกาศจะมีค่ามากจน แม้แต่แสงยังถูกกักขังเอาไว้ได้ ดาวฤกษ์ที่ระเบิดและยุบตัวจนมีขนาดเล็กกว่ารัศมีของ Schwarzschild ดาวจะแปรสภาพเป็นหลุมดำ โดยจะสร้างผิวทรงกลมที่เรียกว่า Event Horizon ขึ้น ซึ่งจะมีขนาดเท่ากับ รัศมีีของ Schwarzschild หากมีวัตถุเคลื่อนที่เข้าใกล้หลุมดำเกินกว่า Event Horizon ก็จะถูกแรงดึงดูดอันมหาศาลของมันดูดเอาไว้ และไม่สามารถหนีออกมาได้อีก แม้ว่าวัตถุนั้นจะมีความเร็วเท่ากับแสงก็ตาม ซึ่งสิ่งนี้เองคือ (ครูครับนี้คือสิ่งที่ผมหามาได้นะครับมันอาจจะน้อยไปนิดหนึ่งนะครับแลวถ้าผมหาอะไรได้อีกผมจะเอามาฝากนะครับ)

ความคิดเห็นที่ 229

Dark of Angel
30 พ.ย. 2548 14:35
  1. หลุมดำมีอยู่จริงแถวกลุ่มดาวหงษ์ (cygnus x-1) มันเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่มหรรษจรรณ์มาก แต่ที่แน่กว่าก็คือมนุษย์เพราะเราสามารถสร้างหลุมดำขึ้นมาเองได้แต่เป็นขนาดจิ๋ว(หลุมดำมี 3 ชนิด) แต่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลขนาดจ่ายไฟฟ้าให้กรุงเทพฯทั้งเมืองเลย เพื่อทำปฏิกริยา นิวเคลียร์ฟิวส์ชั่น ของอนุภาค ของอะตอม ใช้งบประมาณ 86000 ล้านบาทแน่ะ ไปดูหนังเรื่อง Event Horizon ซิจะเค้าใจแต่ต้องมีพื้นฐานความเข้าใจเรื่อง ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวส์ชั่น จำพวก โปรตรอน อิเล็คตรอน นิวตรอน อิออน โฟตรอน กลูออน ตริโนตอน หรือ คล๊าก (จริงเหรอครับที่คนเราสามารถสร้างหลุมดำขึ้นมาได้งะครับผม)

ความคิดเห็นที่ 230

คนรักจักรวาล
30 พ.ย. 2548 16:42
  1. ตกลงมันสร้างได้จิงรึเปล่าครับ เห็นมีตอนนี้ในวงเล็บ เลยสับสน

ความคิดเห็นที่ 231

ครู...ชิต
30 พ.ย. 2548 18:21
  1. ขอบคุณ คนรักจักรวาล , Dark of Angel ,เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.และคุณ งุงิ ความสงสัยเป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะถ้าไม่สงสัยความรู้ก็ไม่เกิด ลองศึกษาตามลิงค์นี้ดูครับ http://www.physto.se/~narit/thai/blackhole/

ความคิดเห็นที่ 232

ครู...ชิต
30 พ.ย. 2548 18:36
  1. สำหรับคำถามของ Dark of Angel ผมเสริมว่าถ้าสิ่งใดข้ามเส้นขอบฟ้าเหตุการณ์เข้าไปในหลุมดำแล้วจะหลุดออกมาไม่ได้แต่ด้วยสนามแม่เหล็กของหลุมดำจะบีบให้เกิดลำอนุภาคพลังงานสูง(Jet)พุ่งออกจากแก่นจานทั้ง 2 ด้านด้วยความเร็วสูงใกล้แสงครับ

ความคิดเห็นที่ 233

Dark of Angel
30 พ.ย. 2548 19:26
  1. ขอบคุณครูชิตนะครับที่ตอบคำถามของลูกศิลษ์คนนี้นะครับขอบคุณอีกครั้งครับ

ความคิดเห็นที่ 234

30 พ.ย. 2548 22:06
  1. เนบิวลาคืออะไหร เกี่ยวข้องกับดาวฤกษ์อย่างไร

ความคิดเห็นที่ 235

คนรักจักรวาล
1 ธ.ค. 2548 02:46
  1. ไปที่กระทู้นี้เลยครับ คุณ "อยากรู้จัง" http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=106&Pid=40915

ความคิดเห็นที่ 236

คนรักจักรวาล
1 ธ.ค. 2548 03:02
  1. ผมได้เข้าไปอ่านในลิงค์ เรื่องเกี่ยวกับหลุมดำที่อธิบายไว้ได้เข้าใจขึ้นมาระดับนึง (พยายามอ่านแล้วอ่านอีก ผมไม่ได้เรียนมาทางฟิสิกส์) เลยมีเรื่องคิดได้ว่า " เป็นไปได้หรือเปล่าครับครู ที่หลุมดำ จะเป็นจุดรวมในการเกิดดาวเคราะห์ / ดาวฤกษ์ ตามความคิดที่เข้าใจ (ของคนไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์) เพราะว่าเนื่องจากหลุมดำ มีพลังงานในการดูดทุกสิ่งเข้าไป ทำให้มันมีมวลอนันต์ และอนันต์ยิ่งขึ้น ถึงจุดจุดนึง (เหมือนกับ การกลับด้าน เมื่อถึงจุดนนั้น จะทำให้เกิด เอกภพ (เป็นที่รวมของกลุ่มดาวต่าง ที่มันเคยดูดกลืนไป) ผมอธิบายไม่ค่อยเข้าใจ ขอโทดด้วยนะครับ สรุปคือ เมื่อถึงจุด ๆ นึงที่หลุมดำ ถึงเวลาของมัน เป็นไปได้หรือเปล่าว่ามันจะ Reverse ตัวเองกลายมาเป็นเอกภพ ถ้าครูงงที่ผมถามก็ไม่เป็นไรครับ เพราะผมถามแบบคนไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เลยครับ

ความคิดเห็นที่ 237

คนรักจักรวาล
1 ธ.ค. 2548 03:08
  1. ถ้าหากเป็นอย่างนั้น ซักวันเมื่อมันกลืนทุกสิ่งในเอกภพ จนเหลือแต่ตัวมันเอง อาจจะเป็นเวลาของการเกิดเอกภพยุคใหม่

ความคิดเห็นที่ 238

คนรักจักรวาล
1 ธ.ค. 2548 03:10
  1. อีกอย่างเป็นไปได้รึเปล่าว่าทุกสิ่งที่เรามองเห็น ทุกสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ ค้นพบ ในอวกาศ เหมือนว่าเรากำลังอยู่ภายในหลุมดำ จริงเปล่า ที่ว่า หลุมดำเหมือนกับมิติอีกด้านนึงที่อยู่ตรงกันข้ามกับเอกภพ

ความคิดเห็นที่ 239

ครู...ชิต
1 ธ.ค. 2548 04:41
  1. เก่งมากครับ คนรักจักรวาล ช่วยกันอธิบายเรียนรู้ไปด้วยกัน การแลกเปลี่ยนความรู้กัน ก็ถือเป็นการศึกษาครับ ส่วนคำถามผมพอที่จะจับประเด็นได้ครับ แต่ถ้าถามเป็นประเด็นจะง่ายต่อการทำความเข้าใจเช่น คืออะไร จะอธิบายอย่างไร หลักการทั่วไปครับ

ความคิดเห็นที่ 240

ครู...ชิต
1 ธ.ค. 2548 04:57
  1. สำหรับเนบิวลาอาจมาจากการระเบิดของดาวฤกษ์ก็มีเมื่อได้รวมกับฝุ่น ธาตุในอวกาศ เกิดการยุบตัวลงมีการเพิ่มอุณหภูมิ หมุนรอบแกนตนเองแบบจานรวมมวลมีลำอนุภาคพลังงานพุ่งจากแก่น 2 ด้าน กลายเป็นดาวก่อนกำเนิด(โปรโตสตาร์)เป็นดาวฤกษ์(Star)ต่อไป

ความคิดเห็นที่ 241

ครู...ชิต
1 ธ.ค. 2548 05:11
  1. สำหรับดาวเคราะห์ส่วนหนึ่งอาจมาจากมวลสารของดาวฤกษ์ที่หมุนรอบตนเองเร็วเกินไปในช่วงก่อนกำเนิดทำให้มวลสารหลุดกระเด็นออกมาโคจรรอบดาวฤกษ์มีแรงโน้มถ่วงและหมุนรอบตัวเองเกิดการควบแน่นโดยมีธาตุหนักอยู่แกนกลางธาตเบาสุดอยู่นอกสุดครับ

ความคิดเห็นที่ 242

ครู...ชิต
1 ธ.ค. 2548 14:32
  1. [[23829]] หลุมดำยักษ์(Supermassive Black Hole)ที่อยู่รอบๆหลุมดำยักษ์คือ จานรวมมวล(Accretion Disk)จานนี้ที่รวมของสสารที่อยู่ใกล้หลุมดำถ้ามากเกินไปจะถูกแรงโน้มถ่วงดึงดูดเข้ามาไหลหมุนวนก่อนที่จะตกลงสู่หลุมดำสนามแม่เหล็กความเข้มสูงยิ่งยวดของหลุมดำจะบีบให้เกิดลำอนุภาคพลังงานสูง(Relativistic jet)ออกจากแก่น กระแสอนุภาคที่มีประจุจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้แสง หมายเหตุ มีเขตแดนระหว่างส่วนที่เป็นหลุมดำกับจานรวมมวลหรือขอบฟ้าเหตุการณ์อย่างชัดเจนคราวใดก็ตามถ้ามีสสารข้ามเขตแดนดังกล่าวเข้าไปในหลุมดำที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมากแม้แต่แสงซึ่งเดินทางด้วยความเร็วสูงที่สุดก็ไม่สามารถออกจากหลุมดำได้(เพราะความเร็วหลุดพ้นของหลุมดำสูงกว่าความเร็วแสง)ดังนั้น จึงไม่มีวัตถุใดๆหลุดออกจากหลุมดำได้เลย ถ้าข้ามเส้นดังกล่าวเข้าไป

ความคิดเห็นที่ 243

ครู...ชิต
1 ธ.ค. 2548 14:48
  1. [[23830]] จากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Relativity) ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ สามารถอธิบายถึงแรงโน้มถ่วงของอวกาศ โดยสมมติให้อวกาศเป็นเสมือนแผ่นผ้าใบขึงตึงทั้งสี่ด้านถ้ากลิ้งลูกหินลงไปบนผืนผ้าใบ มันจะวิ่งเป็นทางตรงเนื่องจากผ้าใบเรียบ แต่ถ้าวางตุ้มน้ำหนักน้ำหนักของตุ้มจะทำให้ผ้าใบบุ๋ม และเมื่อกลิ้งลูกหิน ทิศทางการเคลื่อนที่ของลูกหินย่อมได้รับผลกระทบจากความโค้งของผืนผ้าใบ ซึ่งหมายความว่า แรงโน้มถ่วงจากดาวต่างๆ คือ ความโค้งของอวกาศรอบๆ ดวงดาวเหล่านั้น เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันกับที่ลูกตุ้มกระทำต่อผืนผ้าใบยิ่งมวลของดาวมีค่ามาก ความโค้งของอวกาศก็ยิ่งมีค่ามาก ทำให้แรงโน้มถ่วงที่เกิดจากดาวนั้นมีค่ามากตามไปด้วย ไอน์สไตน์ได้เขียนคำอธิบายถึงแรงโน้มถ่วงของอวกาศนี้ออกมาเป็นสูตรที่เรียกกันว่า Einstein’s Field Equation โดยผู้ทีสามารถหาคำตอบแรกของสมการนี้ได้ คือ คาร์ล ชวาชชิลล์(Karl Schwarzschild) ซึ่งเขาได้พิจารณาถึงความโค้งของอวกาศรอบๆ ดาวที่มีรูปทรงกลมสมบูรณ์และไม่หมุนรอบตัวเอง และพบว่า ระยะห่างค่าหนึ่งจากใจกลางของดวงดาว ซึ่งเรียกว่ารัศมีของ Schwarzschild ความโค้งของอวกาศจะมีค่ามากจนแม้แต่แสงยังถูกกักขังเอาไว้ได้ดาวฤกษ์ที่ระเบิดและยุบตัวจนมีขนาดเล็กกว่ารัศมีของ Schwarzschild ดาวจะแปรสภาพเป็นหลุมดำ โดยจะสร้างผิวทรงกลมที่เรียกว่า Event Horizon ขึ้น ซึ่งจะมีขนาดเท่ากับ รัศมีของ Schwarzschild หากมีวัตถุเคลื่อนที่เข้าใกล้หลุมดำเกินกว่า Event Horizon ก็จะถูกแรงดึงดูดอันมหาศาลของมันดูดเอาไว้ และไม่สามารถหนีออกมาได้อีก แม้ว่าวัตถุนั้นจะมีความเร็วเท่ากับแสงก็ตาม ซึ่งสิ่งนี้เองคือต้นกำเนิดของหลุมดำ ภาพและข้อความคัดลอกจาก: http://www.nextstep.co.th/newexplorer/blackhole.html

ความคิดเห็นที่ 245

2 ธ.ค. 2548 14:04
  1. ไม่ได้มาแป็บเดียวคนเต็มเลยหลายความคิดดีจัง อันนี้อาจไม่เยวกับหลุมดำสักเท่าไหร่แต่สงสัยอะ 1. แสงมากระทบตาเราจนเราเห็นภาพก็คือโฟตอนใช่ไหมแล้วที่โฟตอนกระทบวัตถุ โฟตอนมันไปชนกับอะไรจึงมีทิศทางแบบนั้นแล้ว โฟตอนที่สะท้อนกลับมาเป็นตัวเดียวกับที่มันไปกระทบวัตถุไหม 2. ผมไปอ่านมาบอกว่าแรงโน้มถ่วงเกิดจากการแลกเปลื่อนอนุภาคกราวิตอนแล้วหลุมดำส่งแรงโน้มถ่วงมหาศาลออกมาก็แสดงว่ามันอนุญาติให้ปล่อยกราวิตอนออกมาเหรอครับ 3.แล้วกราวิตอนส่งผลต่อกราวิตอนอัวอื่นๆไหมเช่นมันชนกันเอง ช่วยคลายความสงสัยให้ผมหน่อยน่ะครับขอบพระคุณอย่างสูงครับ

ความคิดเห็นที่ 246

ครู...ชิต
3 ธ.ค. 2548 08:25
  1. [[23831]] คูณ งุงิ ครับ ขอบคุณสำหรับคำถามแต่ผมเกรงว่าจะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนครับ ผมขอเสนอบทความที่เขียนโดย ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักเขียนประจำ วิชาการ.คอมซึ่งอยู่ในส่วน VArticles บทความดีดี อ่านง่ายๆ สไตล์วิชาการ.คอม (ขออนุญาตนำหัวข้อและชื่อผู้เขียนมานำเสนอเพราะเป็นบทความที่ให้ความรู้ละเอียดดีมากครับ) หน้าที่ 1 : ทฤษฎีสนามรวม หรือ Unified field theory หน้าที่ 2 : ทฤษฎีเส้นเชือก (String Theory) หน้าที่ 3 : ซุปเปอร์ฟิสิกส์และซุปเปอร์คณิตศาสตร์ หน้าที่ 4 : จักรวาลวิทยาและการทดสอบทฤษฎีเส้นเชือก ................................ และ ลิงค์ที่เกี่ยวกับหลุมดำอีกครั้งหนึ่งครับเพราะผมเห็นว่าค่อนข้างจะละเอียดกว่าที่ผมจะอธิบายมากกว่าหลายๆๆๆๆเท่าครับ http://www.physto.se/~narit/thai/blackhole/

ความคิดเห็นที่ 247

คนรักจักรวาล
3 ธ.ค. 2548 11:58
  1. รูปจากความเห็น 246 เนี่ย หมายถึงอะไรครับ ใช่การเหวี่ยงหลุดพ้นรึเปล่าครับ ถ้าใช่ มันจะกลายเป็นอะไร ดาวฤกษ์เล็ก ๆ ดวงใหม่ หรือนับเป็น Astroid

ความคิดเห็นที่ 248

ครู...ชิต
3 ธ.ค. 2548 20:41
  1. ครับ บางครั้งดาวฤกษ์ก็มีระบบฝาแฝดเหมือนกันเช่น แฝด 2 ,3,4,5,6 ก็มี หากมีดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่งกลายเป็นหลุมดำมันก็จะดูดเอามวลอีกดวงหนึ่งไปด้วยหรือเรียกว่า ธารพลาสมา ดังในรูปครับ........ มีบางท่านถามถ้ามนุษย์เดินทางได้เร็วเหนือแสงจะเป็นอย่างไร.......หากเราสามารถเดินทางท่องจักรวาลด้วยยานที่มีความเร็วเหนือแสง และหากยานมีความเร็วหลายปีแสงใน 1 วินาที มนุษย์จะสามารถเดินทางข้ามแกแล็กซี่ได้ แต่มนุษย์จะไม่สามารถสัมผัสเทหวัตถุฟ้าดังกล่าวมาแล้วได้อย่างใกล้ชิด มนุษย์มองเห็นเทหวัตถุเหล่านั้นได้เนื่องจากมันอยู่ไกลมาก เมื่อเราเข้าไปใกล้ ขนาดของมนุษย์รวมทั้งยานมีขนาดเล็กมากอาจมีขนาดเล็กกว่าอิเล็กตรอนเสียอีก เมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนของเทหวัตถุฟ้า เช่นเดียวกับโลกของเราอยู่ในแกแล็กซี่ทางช้างเผือกแต่เราไม่สามารถจะสัมผัสเนบิวลา ควาซาร์ หรือพัลซาร์ ตลอดจนก๊าซหรือฝุ่นอวกาศได้ เพราะถึงที่สุดแล้วใกล้ก็เหมือนไกลนั้นเอง ดังนั้นหลายปรากฎการณ์ในทางดาราศาสตร์ มนูษย์จึงต้องสัสผัสด้วยใจ ด้วยจินตนาการ และด้วยภาพที่มองจากระยะไกล...... ส่วนแสงจากดวงอาทิตย์หรือดาวฤกษ์ซึ่งเป็นดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง แสงเป็นพลังที่มีผลมาจากปฏิกริยานิวเคลียร์รวมตัวของก๊าซที่ประกอบขึ้นเป็นดาว ปฏิกิริยานิวเคลียร์ก่อให้เกิดพลังงานหลายช่วงคลื่นรวมเรียกว่า พลังแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีตั้งแต่พลังจากพลังอนุภาคคอสมิค รังสีเอกซ์ รังสีอุลตร้าไวโอเลต แสงที่ตา(มนุษย์)มองเห็น รังสีอินฟาเรด คลื่นวิทยุ และคลื่นโทรทัศน์เป็นต้น ด้วยเหตุที่ดาวฤกษ์สามารถผลิตพลังงานขึ้นเองได้ ดาวฤกษ์จึงเปล่งแสงออกมาได้ด้วย แสงของดาวฤกษ์จะสดใส สว่างแวววาวเพียงใด ขึ้นอยู่กับอายุ ขนาด และระยะทางของดวงดาวจากโลก การมองเห็นของมนุษย์แสงก็มีส่วนช่วยให้เรามองเห็นวัตถุต่างชัดเจนขึ้นครับ

ความคิดเห็นที่ 249

คนรักจักรวาล
5 ธ.ค. 2548 09:44
  1. ครูชิตครับ ไม่ทราบว่าบอกได้รึเปล่าครับว่าสอนที่ไหน ผมจะให้ลูกไปเรียนที่นั่นนะคับ

ความคิดเห็นที่ 250

ครู...ชิต
5 ธ.ค. 2548 15:51
  1. [[23832]] นำภาพ กระจุกดาวลูกไก่ ซึ่งอยู่ใน กลุ่มดาววัว มาฝากเห็นว่าชอบศึกษาเรื่องดวงดาวเหมือนกัน ขอบคุณครับ คนรักจักรวาล สงสารลูกเถอะ น่าจะอยู่ที่ตัวเขาเองเลือกมากกว่าครับ ประวัติผมเป็นชาวจังหวัดชัยภูมิโดยกำเนิด ปัจจุบัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษเขต 2 ครับ ส่วนโรงเรียนไม่บอก ฮะ ฮะ ฮะ คนรักจักรวาล ระวังน้ำท่วมด้วยนะฟังข่าวจากกรมอุตุนิยมวิทยา

ความคิดเห็นที่ 251

5 ธ.ค. 2548 22:49
  1. "ผม ไม่ใช่ ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ที่ เคยเป็นกรรมการ super idea contest ผมไม่ถึงครึ่งของท่านหรอกครับ" ทุกชึวิตมีคุณค่าเท่ากัน ไม่มีใครสูง-ต่ำกว่ากัน ชื่นชม อาจารย์ที่สละเวลาไขปริศนา ความข้องใจของน้องๆ ด้าน Physics ครับ ขอบุญกุศลนำพาให้อาจารย์สำเร็จ ปริญญาโท Physics หรือ บริหารการศึกษาตามอาจารย์ตั้งใจไว้ครับ

ความคิดเห็นที่ 252

คนรักจักรวาล
6 ธ.ค. 2548 03:22
  1. ขอบคุณครูชิจอีกครั้งที่เป็นห่วง 1. บ้านผมท่วมไปแล้วครับ เข้าบ้านตาตุ่ม ซึ่งมันไม่น่าเข้าเล้ย น้ำมาทางหลังบ้าน หน้าบ้านริมฟุตบาทพอดี ปล.บ้านผมอยู่ในเมืองนะเนี่ย 2. ช่วงนี้ฝนตกหนักอีกระลอก แต่ไม่หนักทั้งวัน ตกแล้วก็ตกแต่เบา ๆ ลง 3. ดีใจครับ ที่มีครูอยู่คอยให้ความรู้ วันนี้ถือวันพ่อ ถือว่าครูเป็นพ่อคอยสอนให้แล้วกัน(แม้ว่าจะเพิ่งรู้จักกันไม่นาน) ปล. พ่อผมเสียไปหลายปีแล้วครับ ขอให้ครู มีสุขภาพแข็งแรง อย่าหักโหมการทำงานมากนักนะครับ ส่วนโครงการอะไรที่ครูวางไว้ขอให้ผ่านไปลุล่วงด้วยดีนะครับ ว่าแล้วก็ขอตัวไปทำงานต่อหน่อยนะครับ จะเสร็จแล้ว เด๊ยวไม่ได้นอนพอดีเปิดร้าน 8 โมงเช้า ผมจะกลายเป็นหมีแพนด้าแล้วครับนอนดึกตื่นเช้าเป็นอาชีพ

ความคิดเห็นที่ 253

ครู...ชิต
6 ธ.ค. 2548 19:30
  1. "ทุกชึวิตมีคุณค่าเท่ากัน ไม่มีใครสูง-ต่ำกว่ากัน" ผมเห็นด้วยและขอบคุณอีกครั้งครับ เรียน ท่าน ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ที่เคารพยิ่ง ที่ท่านได้ให้เกียรติเป็นอย่างสูง ร่วมตอบในกระทู้ของวิชาการ.คอมนี้ ผมขอขอบคุณท่านอีกครั้งหนึ่งครับ สำหรับการไขข้อข้องใจในจากคำถามต่างๆก็เสมอเหมือนได้ศึกษาไปพร้อมกันกับคนที่ถามอาศัยว่ามีความชอบและรักในด้านนี้ก็เลยรู้สึกมีความสุขในการแสดงความคิดเห็นครับ ขอบคุณสำหรับคำอวยพรที่เป็นมงคลยิ่งทำให้ผมมีพลังที่จะศึกษาในระดับที่สูงขึ้นต่อไป สุดท้ายนี้ ขอให้ท่านและครอบครัวจงมีแต่ความสุข ความเจริญสมหวังในทุกสิ่งสมความปรารถนาครับ ด้วยความเคารพยิ่ง

ความคิดเห็นที่ 254

ครู...ชิต
6 ธ.ค. 2548 20:57
  1. คุณงุงิ ครับ แสงเป็นทั้ง “ คลื่น” และ “อนุภาค” แสงมีคุณสมบัติความเป็นคลื่นเราเรียกว่า “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า”(Electromagnetic waves)ซึ่งประกอบไปด้วยสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าทำมุมตั้งฉากและเคลื่อนที่ไปในอวกาศด้วยความเร็ว 300,000,000 เมตร/วินาที เมื่อเรากล่าวถึงแสงในคุณสมบัติของอนุภาคเราเรียกว่า “โปรตอน”(Proton) เป็นอนุภาคที่ไม่มีมวล แต่เป็นพลังงาน โปรตอนเป็นอนุภาคของแสง ซึ่งไม่มีมวล แต่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 300,000,000 เมตร/วินาที พลังงานของโปรตอนแปรตามความถี่ แต่แปรผกผันกับความยาวคลื่น กล่าวคือ โฟตอนของรังสีคลื่นสั้น ย่อมมีพลังงานมากกว่า โปรตอนของรังสีคลื่นยาว ดังเช่น โปรตอนของรังสีอุลตราไวโอเล็ต มีพลังงานมากกว่า รังสีอินฟราเรด

ความคิดเห็นที่ 255

ครู...ชิต
6 ธ.ค. 2548 21:10
  1. [[23833]] คนรักจักรวาล ผมเสียใจด้วยนะเกี่ยวกับคุณพ่อ อย่างไงก็พักผ่อนให้มากๆนะและขอบคุณสำหรับความเป็นมิตรที่ดี ถึงแม้ว่าจะกลายเป็นหมีแพนด้าก็ตาม ฮะ ฮะ ฮะ

ความคิดเห็นที่ 256

ครู...ชิต
6 ธ.ค. 2548 22:40
  1. [[23834]] หลุมดำ - blackhole หลุมดำคือบริเวณในอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก จนสามารถดูดได้ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปได้ไม่เว้นแม้แต่แสง และไม่มีอะไรสามารถหลุดรอดออกจากหลุมดำได้เลย หลุมดำเกิดขึ้นจากมวลสารที่ยุบตัวลงอยู่ในปริมาตรเล็ก ๆ หลุมดำอาจแบ่งได้เป็นสามจำพวกใหญ่ ๆ คือ 1. หลุมดำที่เกิดจากดาวฤกษ์ตายแล้ว เมื่อดาวฤกษ์ที่มวลมาก ๆ ถึงคราวหมดอายุไข จะเกิดการระเบิดเป็น ซูเปอร์โนวา หากหลังการระเบิดยังหลงเหลือมวลสารที่ใจกลางของดาวมากกว่า 3 เท่าของดวงอาทิตย์ มวลใจกลางดาวนั้นจะยุบตัวต่อลงเป็นหลุมดำ แหล่งกำเนิดรังสีเอกซ์หลายแห่งในกาแล็กซีทางช้างเผือก เช่น Cygnus X-1 ในกลุ่มดาวหงส์ ก็เชื่อว่าเป็นหลุมดำชนิดนี้ 2. หลุมดำยักษ์ หลุมดำจำพวกนี้จะมีมวลมากมายมหาศาล อาจมีมวลมากนับเป็นหลายพันล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในใจกลางของกาแล็กซีขนาดใหญ่ ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ นักดาราศาสตร์พบหลุมดำชนิดนี้อยู่ตามกาแล็กซีขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราด้วย 3. หลุมดำจิ๋ว เป็นหลุมดำที่มีมวลเพียงไม่กี่ร้อยล้านตัน มีขนาดเล็กเพียงขนาดของอะตอมเท่านั้น เกิดขึ้นหลังจากเกิดบิกแบงได้ไม่นาน หลุมดำชนิดนี้จะมีอายุสั้นและจะสลายตัวด้วยการระเบิด ปลดปล่อยรังสีแกมมาออกมา หลุมดำชนิดนี้เป็นหลุมดำในทางทฤษฎี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการค้นพบอย่างเป็นทางการ ข้อความคัดลอกจาก : http://thaiastro.nectec.or.th/ency/index.html ภาพจาก : http://www.physto.se/~narit/thai/blackhole/

ความคิดเห็นที่ 257

neverheal
7 ธ.ค. 2548 00:21
  1. อ่า - -" ปวดตา อ่านมาตั้งกะหน้า1 คือผมลองคิดดูแล้วนะคับ ตามทฤษฏีสัมพันธภาพ ที่บอกว่าความเร็วแสงมีค่าคงที่ แต่ว่า ความเร็วแสงไม่สามารถหลุดออกจากหลุมดำได้ ผมคิดว่า สิ่งที่แปรค่าไปไม่ใช่ความเร็วแสง แต่เป็นเวลา เพราะว่า ความเร็วคือระยะทางที่กำกับไว้ด้วยเวลา เช่นที่เคยมีการทดลองว่า นาฬิกาที่ผิวโลกกับตึกสูง ที่ใดเดินเร็ว กว่ากัน ผลปรากฎว่า นาฬิกาบนตึกสูงเดินเร็วกว่า อันเนื่องมาจาก ผลของความโค้งงอของอวกาศ แล้วยิ่งถ้าเป็นภายในขอบฟ้าสังเกตุการณ์ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความโค้งงอ ของอวกาศสูงมากด้วย แล้ว ระยะเวลาจะมีค่าเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล อะคับ ผิดถูกไงก็ติชมนะคับ

ความคิดเห็นที่ 259

neverheal
7 ธ.ค. 2548 00:26
  1. อ่า คือผมมีความคิดอีกอันที่คิดไว้นานแล้วอะคับ คือ ที่บอกว่า แรงโน้มถ่วงเกิดจากความโค้งงอของอวกาศ แต่ว่า สิ่งที่นำพาแรงโน้มถ่วงคือกราวิตอน ใช่ปะคับ ทีนี้ ตามหลักสัมพันธภาพที่บอกไว้ว่า ไม่มีสิ่งใดเดินทาง ได้เร็วกว่าแสง แต่ว่า ถามกฎของนิวตัน ก็กล่าวไว้ว่า แรงโน้มถ่วงเป็นแรงที่เกิดขึ้นได้ทันทีที่มีมวล(หรือพลังงาน) ถ้างั้น กราวิตรอนที่ทำหน้าที่นำพาแรงก็ต้องมีความเร็วเหนือ กว่าแสงด้วยสิครับ แล้วก็ แรงโน้มถ่วงมากกับแรงโน้มถ่วงน้อย เนี่ย มันต่างกันยังไง จำนวนกราวิตรอนคงที่แล้วปริมาณแรงที่ มันขนส่งมีมากหรือว่า กราวิตรอน1ตัว ขนส่งแรงได้ด้วยปริมาณคงที่ แต่แรงโน้มถ่วงมากใช้กราวิตรอนมากกันแน่คับ - -" ปวกหัวมานานแย้วอะ ถามครูฟิสิกส์ที่โรงเรียนก็มะมีครายตอบ วานครู ชิต ช่วยตอบให้หน่อยนะคับ ขอบคุณล่วงหน้าเลยนะคับ(-/\-)

ความคิดเห็นที่ 260

neverheal
7 ธ.ค. 2548 00:29
  1. ปล. เด๋วพรุ่งนี้ผมมาแจมใหม่นะคับ Einstien กล่าวไว้ว่า "Imagine is more important than knowledge"

ความคิดเห็นที่ 261

Dark of Angel
7 ธ.ค. 2548 13:34
  1. สวัสดีครับครูชิตผมกลับมาแล้วครับส่วนเด็กรักฟิสิกส์เขาไม่วางนะครับเขาเลยไม่ได้มานาน

ความคิดเห็นที่ 262

Dark of Angel
7 ธ.ค. 2548 14:04
  1. การเกิดหลุมดำในเอกภพโดยทั่วไปก็คือการเกิดการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วง (gravitational collapse) ของดวงดาว (ดาวฤกษ์) เพราะว่าดวงดาวที่มีอยู่ในเอกภพจะอยู่ในสภาพที่มีสมดุลระหว่างแรง 2 ชนิดที่มีอยู่ในตัวมันเองก็คือ แรงผลักออกจากการที่มีปฏิกิริยานิวเคลียร์ (nuclear reaction) ที่อยู่ในใจกลางของดวงดาว และแรงดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลางที่เกิดจากขนาดของมวล (gravitatational pull) ซึ่งเมื่อดวงดาวได้เผาผลาญพลังงานนิวเคลียร์ภายในของมันจนหมด แรงผลักออกก็ไม่สามารถที่จะต้านแรงดึงเข้าสู่จุดศูนย์กลางได้ ก็จึงทำให้เกิดการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วงนั่นเอง ดวงอาทิตย์ของเราในระบบสุริยะก็สามารถยุบตัวเป็นหลุมดำได้ แต่ยังเป็นเวลาอีกนานมากเพราะมัรจะต้องผ่านการวิวัฒนาการอีกหลายขั้นตอน โดยปกติการยุบตัวของดวงดาวจะมีความสมมาตรเชิงทรงกลม (spherical symmetry) เพราะเป็นการยุบเข้าสู่ใจกลางโดยตรง ซึ่งก็จะเกิดเป็นหลุมดำชนิดที่ง่ายที่สุดที่เรียกว่า หลุมดำชว๊าซชิลด์ (Schwarzschild black holes) ถ้าการยุบตัวของหลุมดำมีประจุติดไปด้วยและยังมีความสมมาตรเชิงทรงกลม เราจะได้หลุมดำที่เรียกว่า หลุมดำไรส์เนอร์-นอร์ดสเตริม (Reissner-Nordström black holes) และถ้าในระหว่างการยุบตัวมีการหมุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นหลุมดำเคอร์ (Kerr black hole) และถ้าการยุบตัวแบบนี้มีประจุรวมอยู่ด้วยเราจะเรียกมันว่าหลุมดำเคอร์-นิวแมน (Kerr-Newman black hole) สำหรับการยุบตัวที่ไม่มีสมมาตรเชิงทรงกลม (non-spherical symmetry) จะเกิดการแผ่คลื่นแรงโน้มถ่วง (gravitational waves) ซึ่งยังเป็นสิ่งที่นักฟิสิืกส์กำลังเสาะหาอยู่และ ถือว่าเป็นการพิสูจน์ผลการทำนายของทฤษฎีสัมพัทธภาพด้วย หลังจากที่ได้มีการทดสอบแล้วในหลาย ๆ กรณีอย่างเช่น การเบี่ยงเบนของแสงเมื่อตกอยู่ในอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง การยืดหดของเวลา ฯลฯ (ผมเอามาให้ครูอ่านเล่นๆนะครับไม่รู้ว่าครุเอามาใส่เหรอยังนะครับถ้าซ้ผมต้องข้อโทษด้วยนะครับ)

ความคิดเห็นที่ 263

neverheal
7 ธ.ค. 2548 21:32
  1. ขอบคุณคับ คุณ Dark of Angel สำหรับข้อมูลดีๆ แต่ผมอยากจะรู้ว่า หลุมดำแบบต่างๆนั้นมันมีลักษณะต่างกัน อย่างไรอะคับ ถ้าเป็นรูปภาพได้จะขอบคุณมากเลยคับ

ความคิดเห็นที่ 264

ครู...ชิต
8 ธ.ค. 2548 17:46
  1. [[23835]] ขอชมเชย Dark of Angel นะทำถูกต้องแล้วหละรู้สึกมีความกล้า ความรู้ก็แน่นขึ้นนะ มาช่วยกันแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันความรู้ทุกๆท่านมีสิทธิ์ครับ ขอบคุณ คุณ neverheal อีกครั้งครับ ในช่วงสัปดาห์นี้ผมไม่ค่อยว่างเพราะต้องเตรียมงานรับการประเมินคือ 1.โรงเรียนในฝัน 2.รับการประเมินเพื่อขอรับรางวัลเป็นโรงเรียนพระราชทานในระดับจังหวัดเพื่อเป็นตัวแทนในระดับสูงขึ้นต่อไปสำหรับคำถามผมก็จะค่อยไขข้อข้องใจเท่าที่จะทำได้ครับแต่คนที่ถามควรคิดให้มากอ่านให้หลากหลายกว่าที่ถามผมรับรองท่านคือผู้รู้จากการศึกษาอย่างแท้จริงครับ

ความคิดเห็นที่ 265

ครู...ชิต
8 ธ.ค. 2548 17:51
  1. กราวิตอน ( graviton )เป็นอนุภาคเสมือน ( virtual particle ) ไม่ใช่อนุภาคจริง ( real particle ) ไม่มีมวล เป็นอนุภาคที่ทำให้เกิดแรงหรือส่งแรงดึงดูดระหว่างมวลออกไปในที่กว้างใหญ่ไพศาล ( force carrying particle at long range ) เกิดเป็นคลื่นความโน้มถ่วง ( gravitational waves ) หรือคลื่นแสงอย่างที่ (classical physics) ดังนั้น กราวิตอน(graviton)ที่มีแรงโน้มถ่วง และแรงโน้มถ่วงเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นแรงเดียวกับแรงทางไฟฟ้าหรือไม่แรงโน้มถ่วงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของอนุภาคหรือวัตถุทุกชนิด นั่นคือ ที่จะมีแรงโน้มถ่วงเป็นสมบัติติดตัวมาทันที่ตั้งแต่เกิด นั่นคือ อนุภาคหรือวัตถุใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอนุภาคชนิดใด วัตถุชนิดใด เล็กใหญ่เพียงใด จะต้องมีแรงดึงดูดสามารถดึงดูดวัตถุอื่น ๆ ทุกชนิดเสมอ โดยที่ขนาดของแรงดึงดูดจะขึ้นอยู่กับมวลของอนุภาคหรือวัตถุ และมีความแรงมากที่สุดที่ตรงตำแหน่งใกล้กับอนุภาคหรือวัตถุมากที่สุดจุดกำเนิดของแรงดึงดูดโน้มถ่วงมีความเป็นมาอย่างไร ก็เป็นคำถามย้อนกลับไปสู่ปัญหาจุดกำเนิดของสสารทั้งหมดในจักรวาล ซึ่งตามความเข้าใจของวงการวิทยาศาสตร์ ปัจจุบัน ขณะเมื่อเกิดการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ หรือ Big Bang อันเป็นกำเนิดของจักรวาลเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นห้าพันล้านปีมาแล้วนั้น ยังไม่มีอนุภาคหรือแรงชนิดใด ๆ ดังที่เรารู้จักกันเกิดขึ้นต่อมา หลังการเกิดบิกแบงนั่นแหละ จึงเริ่มมีการแบ่งแยกก่อกำเนิดเป็นสสารชนิดต่าง ๆ และเกิดเป็นแรงพื้นฐาน 4 ชนิดในธรรมชาติ คือ แรงดึงดูดโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน และแรงนิวเคลียร์แบบเข้มครับ นักทฤษฎีเส้นเชือก (string )ไปไกลกว่านั้น เขารวมแรงฟิสิกส์พื้นฐานที่ซึ่งบ่วงบาศก์เล็กๆของเส้นเชือกเป็นอนุภาคพื้นฐานมากที่สุด ทฤษฎีคาดว่าเส้นเชือกเล็กเป็นหนึ่งส่วนแสนล้านล้านเท่า ของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมที่เล็กที่สุด อันเกิดจากเครื่องเร่งอนุภาคพลังงานสูงสุดที่มีอยู่บนโลกครับ

ความคิดเห็นที่ 266

ครู...ชิต
8 ธ.ค. 2548 17:58
  1. ว่าไง .....Dark of Angel ....ครูชิตและคุณ neverheal อยากเห็นภาพหลุมดำประเภทต่างๆ ช่วยหน่อยได้ไหม....และขอบคุณล่วงหน้าครับ

ความคิดเห็นที่ 267

neverheal
8 ธ.ค. 2548 19:31
  1. ขอบคุณครูชิตมากนะครับเรื่อง กราวิตรอน แต่เอ ผมอ่านแล้วรู้สึกงงๆนะคับที่บอกว่า แรงโน้มถ่วงเป็นคลื่น ถ้างั้น ก็ต้องมีสมบัติของคลื่น ด้วยสิครับ เช่น การเลี้ยวเบน การแทรกสอด การสะท้อน แล้วก็ ถ้าเป็นคลื่นจริง จะมีความถี่เท่าไหร่ ถ้าความถี่เปลี่ยนไปแล้ว จะมีผลกระทบยังไงกับ ลักษณะของแรงหรือไม่ อะคับ - -" ถามซะเยอะเชียว เหอะๆ

ความคิดเห็นที่ 268

neverheal
8 ธ.ค. 2548 19:38
  1. เอ่อ ผมขอแนะนำหนังสือดีๆซํก 2เล่มนะคับ 1.ประวัติย่อของกาลเวลา a brif history of time 2.ก้าวพ้นกรอบไอนส์ไตน์ beyond eistien คือ สองเล่มนี้ผมอ่านแล้วได้ความรู้เยอะแยะเลย เกี่ยวกับทฤษฏีทางฟิสิกส์อะคับ เลยอยากแนะนำ ถ้าอ่านแล้วก็ขออภัยนะคับ ที่พูดเรื่องซ้ำซาก เหอๆ ปล. เด๋วหลัง5ทุ่มผมมาใหม่นะคับ

ความคิดเห็นที่ 269

ครู...ชิต
9 ธ.ค. 2548 09:03
  1. ต้องขอบคณ คุณ neverheal คงต้องใช้เวลามากถ้าจะทำความเข้าใจในเรื่องบางเรื่อง ผมว่าการสืบค้นข้อมูลก็เป็นอีกหนทางหนึ่งครับเพราะบางเรื่องต้องศึกษาไปพร้อมกับทฤษฎี บางอย่างก็ยังหาคำตอบไม่ได้ทั้งก็เข้าใจอยู่โดยเฉพาะในระดับเล็กกว่าอนุภาคแต่ผมว่าดีนะครับเพราะรู้เร็วเกินไปทำให้เห็นความสำคัญน้อยครับ "ในการเรียนรู้คนที่ถามควรคิดให้มากอ่านให้หลากหลายกว่าที่ถามหลายเท่าผมรับรองท่านคือผู้รู้จากการศึกษาอย่างแท้จริงครับ "ขอบคุณสำหรับการแนะนำหนังสือที่ดีๆ เดียวค่อยๆคุยกันไปเรื่อยๆนะครับ

ความคิดเห็นที่ 270

ครู...ชิต
9 ธ.ค. 2548 12:02
  1. [[23836]] ภาพจาก : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=zol&group=1 แหล่งสืบค้นข้อมูลที่น่าสนใจครับ http://www.vittayasart.net/articles/cosmology.html http://www.doodaw.com/article/index.php?topic=humanuniver61 http://doodaw.com/article4/index.php?topic=BriefHistoryofTime210 http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=zol&group=1

ความคิดเห็นที่ 271

neverheal
9 ธ.ค. 2548 19:36
  1. กลับมาแย้วคับ เหอๆ ขอบคุณคับ ครูชิต สำหรับลิงค์ดีๆ เดี๋ยวผมอ่านแล้วจาพยายามสรุปกะ ความรู้ที่มีอยู่ แล้วคิดอะไรออกจะลอง มาให้ดูกันนะคับ

ความคิดเห็นที่ 272

Dark of Angel
10 ธ.ค. 2548 17:33
  1. การค้นพบที่น่าตื่นตาตื่นใจในศตวรรษที่ผ่านมาได้เปิดเผยการกำเนิดของเอกภพมากมาย แต่ความลี้ลับที่ยิ่งใหญ่ยังคงอยู่ต่อไป ดาวเคราะห์น้อยดวงแรกค้นพบเมื่อ 200 ปีก่อน เมื่อ 100 ปีก่อนยังไม่มีใครเห็นดาวพลูโต และนักดาราศาสตร์เชื่อว่าเอกภพอยู่ในที่จำกัดของดาวในดาราจักรทางช้างเผือก ภาพนี้ซับซ้อนขึ้นเมื่อเริ่มต้นศตวรรษที่ 21 ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ บรรยายว่าแรงโน้มถ่วงทำให้อวกาศ-เวลาโค้งได้อย่างไร ทำให้ทฤษฎีดูเหมือนเหนือความคิดสามัญ แม้ทฤษฎีไอน์สไตน์บอกว่าวัตถุมวลมาก(massive mass)ให้รอยเว้าในโครงของอวกาศ-เวลา เหมือนลูกโบลิงกลิ้งบนฟูก เขาเชื่อว่าเอกภพไม่เปลี่ยนแปลง ไอน์สไตน์ใช้ตัวคงที่เอกภพ (cosmological constant) แทนแรงผลักเพื่อให้เอกภพไม่ยุบตัวลงมาภายใต้แรงโน้มถ่วงของมันเอง นักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซีย อเล็กซานเดอร์ ฟรายด์แมนน์สังเกตว่าความคิดของไอน์สไตน์ในเรื่องความโน้มถ่วงนั้นมีคำตอบที่มองไม่เห็น -คือเอกภพสามารถขยายตัว นักเอกภพศาสตร์ชาวเบลเยี่ยม จอร์ช เลอแมรต์ เป็นพระในศาสนาคริสต์คิดหาสมมุติฐานเอกภพขยายตัว ในปีค.ศ.1927 เขาอธิบายเรดชิฟท์(redshift) หมายถึงดาราจักรเคลื่อนที่ออกจากโลก และแสดงว่าเอกภพกำลังขยายตัว ทฤษฎีของเขาบอกว่าเอกภพเริ่มมาจากก้อนเล็กน้อยและขยายตัวมาก ที่ไอน์สไตน์ไม่เคยพูดถึง อย่างไรก็ดีราวทศวรรษ 1920 นักดาราศาสตร์อเมริกัน เอ็ดวิน ฮับเบิลใช้ความสว่างของดาวแปรแสงหาระยะทางดาราจักร เขาพบว่ายิ่งระยะทางไกลจากโลก ดาราจักรยิ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก เกิดการขยายตัวของเอกภพ ค.ศ.1948 ราล์ฟ อัลเฟอร์และจอร์ช กาโมว์คิดทฤษฎีบิกแบงจากข้อมูลสังเกตการณ์ของฮับเบิลและจากความคิดเลอแมรต์ บรรยายสภาวะแรกเริ่มของมวลร้อนอย่างเหลือเชื่อ ที่ประกอบด้วยนิวตรอน และผลผลิตการสลายตัว ซากที่เย็นแล้วของบิกแบง มาจากการแผ่รังสีไมโครเวฟ(microwave radiation) ที่ค้นพบได้จากโลก ค.ศ. 1964 และ1965 อาร์โน เพนเซียส์และโรเบิร์ต วิลสันใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุ(radio telescope)ที่ได้พัฒนาการสื่อสารกับดาวเทียมครั้งแรกค้นหาไมโครเวฟที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง คลื่นมีค่าคงที่ไม่ว่าชี้กล้องโทรทรรศน์ไปทางดวงอาทิตย์หรือทางช้างเผือก แสดงว่ารังสีไม่ได้เกิดจากดวงอาทิตย์หรือดาราจักร เพนเซียส์และวิลสันตระหนักถึงความคงที่ของไมโครเวฟที่อัลเฟอร ์และกาโมว์ได้พยากรณ์ไว้ เรื่องบิกแบงจึงมีความเป็นไปได้ อย่างไรก็ดีบิกแบงก่อให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ ราวค.ศ.1998 หอสังเกตการณ์ในออสเตรเลีย และในแคลิฟอเนียร์บันทึกความสว่างของมหานวดารา เพื่อวัดความหน่วงการขยายตัวของเอกภพ ทั้งสองทีมพบบางสิ่งอย่างไม่คาดคิดคล้ายในเรื่องหลังฉากคลื่นไมโครเวฟ ของเอกภพหรือคอสมิคไมโครเวฟแบคกราวน์(cosmic microwave background )ของเพนเซียส์และวิลสัน คือ ดาราจักรไกลที่มีพบมหานวดาราไม่ได้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วลดลงแต่ดาราจักร มีความเร็วมากขึ้นเมื่อห่างจากเรามากขึ้น โครงสร้างของเอกภพขึ้นกับกำลังขยายของกล้องโทรทรรศน์ ความก่อให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ ความลึกลับต่อไปนี้มาจากความสำเร็จในอดีตและให้เห็นงานที่จะทำในอนาคต 1) เอกภพมีมิติมากมายอย่างไร นักฟิสิกส์ได้ใช้ 4 มิติบรรยายเอกภพ เป็นอวกาศ 3 มิติและเวลา 1 มิติ แบบจำลองช่วยอธิบายทุกๆอย่างตั้งแต่การหักเหของแสงจากดวงอาทิตย์ ไปจนถึงการเกิดหลุมดำ ตอนนี้อาจต้องเพิ่มอีกหลายมิติในอวกาศ ไม่เข้าใจว่าทำไมแรงโน้มถ่วงเข้มน้อยกว่าแรงในธรรมชาติอื่นอีก 3 แรง เช่นแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงเข้ม(strong force) แรงอ่อน(weak force) นักฟิสิกส์ แรนดอลล์แห่ง MIT และราแมน ซันดรัมแห่งมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์เสนอคำอธิบายใหม่คือการเพิ่มมิติ ในแบบจำลองของเขาว่า เราอยู่ในโลก 4 มิติและอนุภาค กราวิตอน(graviton)ที่มีแรงโน้มถ่วงอยู่ในมิติอื่น ระยะห่างสั้นๆในมิติที่ 5 ระหว่างมิติของโลกและของกราวิตอนลดแรงโน้มถ่วงลงมาก นักทฤษฎีเส้นเชือก (string )ไปไกลกว่านั้น เขารวมแรงฟิสิกส์พื้นฐาน 4 มิติในแบบจำลอง 11 มิติที่ซึ่งบ่วงบาศก์เล็กๆของเส้นเชือกเป็นอนุภาคพื้นฐานมากที่สุด ทฤษฎีคาดว่าเส้นเชือกเล็กเป็นหนึ่งส่วนแสนล้านล้านเท่า ของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมที่เล็กที่สุด อันเกิดจากเครื่องเร่งอนุภาคพลังงานสูงสุดที่มีอยู่บนโลก หลักฐานของมิติที่ 5 จะเห็นได้เร็วนี้ แรนดอลล์และซันดรัมคาดว่าตัวชนฮาดรอนใหญ่(Large Hadron Collider)ในเจนีวา จะให้พลังงานมากจนปล่อยกราวิตอนรั่วเข้ามาในโลกเราชั่วขณะ 2) เอกภพเริ่มต้นอย่างไร นักเอกภพศาสตร์เห็นพร้องต้องกันว่าเอกภพ ที่เห็นได้ระเบิดเมื่อ 10-14 พันล้านปีมาแล้วภายในไมโคร วินาทีแรก เอกภพมีซุปร้อน(hot soup)ของควาร์กและอนุภาคประหลาดอื่นๆ เมื่อซุปเย็น ควาร์กเปลี่ยนไปเป็นโปรตอนและนิวตรอน ฮาดรอนและเมซอน ขณะเอกภพมีอายุ 1 วินาที มีเพียงนิวตรอน โปรตอน โฟตอน อิเลกตรอนและนิวตริโนและปฏิอนุภาคของพวกมันยังคงอยู่ มีชุดของปฏิกิริยานิวเคลียร์อีก 200 วินาทีต่อมาผลิตนิวเคลียสของธาตุเล็กที่สุด 3 ธาตุ คลื่นเสียงสะท้อนจากบิกแบงจางลงเป็นระลอก ผ่านของไหลหนาแน่นและร้อนหรือซุปอย่างเหลือเชื่อ เหมือนระลอกคลื่นน้ำจากการโยนหินไปในสระ โปรตอนประจุไฟฟ้าบวกดึงดูดอิเลกตรอนประจุไฟฟ้าลบอิสระ ลดความหนาแน่นลงเกิดการไหลของซุป การชนกันของประจุไฟฟ้าทำให้เกิดโฟตอน เมื่อเอกภพมีอายุได้ 300,000 ปี ก็เย็นพอที่จะเกิดอะตอม เอกภพโปร่งแสงทันทีที่ปล่อยให้โฟตอนเป็นอิสระ โฟตอนอิสระพาเอาร่องรอย ความหนาแน่นแรกเริ่มและอุณหภูมิที่ขึ้นๆลงๆเกิดการเปลี่ยนแปลงความสว่าง นี่เป็นรังสีซากที่เพนเซียส์และวิลสัน ค้นพบครั้งแรก เมื่อนักดาราศาสตร์ชี้กล้องโทรทรรศน์ไมโครเวฟอย่าง โคบ(COBE:Cosmic Background Explorer)หรือ สังเกตการณ์ด้วยบัลลูนชื่อบูมเมอแรง (BOOMERANG: Ballon Observations of Millimetric Extrgalactic Radiation and Geophysics) เป็นตัวค้นหาในทิศทางหนึ่งและวัดอุณหภูมิ ของคอสมิคไมโครเวฟแบคกราวน์ พบรังสี 2.7 องศาเซลเซียสเหนือศูนย์สัมบูรณ์(2.7 เคลวิน) เมื่อหันไปในทิศตรงกันข้าม ก็พบอุณหภูมิ 2.7 เคลวินอีก มีการแกว่งเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในคอสมิคไมโครเวฟแบรคกราวน์เป็นหนึ่งใน 100,000 นักเอกภพศาสตร์ทึ่งกับการระเบิดที่ทำให้เกิดความราบเรียบ ราวกับว่าไม่มีการรบกวนหรือความปั่นป่วน หรือการเคลื่อนที่ที่ไม่สม่ำเสมอในบริเวณร้อนและเย็น ราวกับว่าทุกส่วนของเอกภพเริ่มแรกเชื่อมต่อกัน เป็นไปได้อย่างไร ? ขณะที่กำลังแปลกใจในปัญหาปลายทศวรรษ1970 นักฟิสิกส์อลัน กูธ(Alan Guth)จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในรัฐแคลิฟอเนียร์ก็ให้คำตอบมาว่า เอกภพที่เห็นได้เริ่มต้นเหมือนฟองแปลกขนาดเล็กที่เกิดการขยายตัวทันใด เร็วมากจนไม่มีเวลาเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่ทฤษฎีอินฟลาชัน(Inflation theory)ของกูธอธิบาย 1 ส่วนใน100,000 ของความเรียบของคอสมิคไมโครเวฟแบคกราวน์ แต่มันก็ยืนยันความเป็นก้อนมวลมาจากการแกว่งควอนตัมที่เกิดขึ้นระหว่างอินฟลาชัน นักเอกภพศาสตร์เห็นด้วยว่าแม้ยังไม่ได้แก้ไขรายละเอียด แรงโน้มถ่วงขยายการแกว่งเล็กน้อยในเอกภพไปเป็นก้อนใหญ่ที่เห็นทุกวันนี้ กลายเป็นดาราจักร กระจุกดาราจักรและโครงสร้างใหญ่อื่นๆในเอกภพ ทฤษฎีอินฟลาชันของกูธยังคาดว่า เอกภพฟอง(bubble universe)พองตัวปรากฏแบนในเทอมของเอกภพ ความแบนหมายความว่าเส้นขนานจะไม่ตัดขวางกันแม้มันเคลื่อนที่ไปทั่วเอกภพ แต่ก่อนนักดาราศาสตร์ได้ทดสอบการพยากรณ์ของกูธ และตอนนี้ก็ยังทำกันอีกที่ MIT จากการวัดขนาดเชิงมุมของการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในคอสมิคไมโครเวฟแบคกราวน์ ทุกครั้งก็พบว่าเอกภพแบน มันเป็นทางออกง่ายที่สุดในสมการไอน์สไตน์ ที่จะบรรยายเอกภพอย่างถูกต้อง ไม่มีใครทราบว่าอะไรทำให้เกิดอินฟลาชันหรือการพองตัว นักฟิสิกส์เสนอแบบจำลองที่แตกต่างกันเพื่อบรรยายเอกภพฟอง แต่คำตอบทั้งหมดมาจากคณิตศาสตร์ที่ไม่มีรากฐานทางฟิสิกส์ กอล์บ(Kolb)นักดาราฟิสิกส์ที่ห้องทดลองเฟอร์มิ กล่าวว่า ทฤษฎีทั้งหมดของอินฟลาชันยังไม่ถูกต้อง เรายังไม่มีทฤษฎีที่ดี 3) ทำไมมวลเต็มเอกภพ ถ้าเอกภพสมมาตรที่แท้จริง ไม่มีดาวเคราะห์ อนุภาคหรือผู้คนอยู่ได ้เพราะมันต้องมีจำนวนอนุภาคและปฏิอนุภาคเท่ากัน อนุภาคและปฎิอนุภาคจะทำลายล้างกันโดยเร็วผลิตรังสีแกมมา เอกภพอย่างนี้จะเต็มไปด้วยรังสีและไม่มีอะตอม อาจไม่มีปฏิอนุภาคคงอยู่ในเอกภพ อินฟลาชันของกูธควรผลิตจำนวนมวลหรือสสารและปฏิสสารเท่ากัน (ถ้าสสารและปฏิสสารเกิดในจำนวนที่เท่ากันและทำลายล้างกัน ก็จะไม่มีนักทฤษฎี) สสารหลุดรอดการทำลายล้างได้อย่างไร? เฟง(Feng)นักฟิสิกส์ MIT กล่าว มันเป็นไปได้ว่าปฏิสสารรอดมาได้ แต่มันอยู่ในเอกภพระยะทางไกลจนมองไม่เห็น มันอาจเป็นปฏิดาราจักรที่มีปฏิมนุษย์ในบางแห่ง แต่ก็จะมีผลที่ตามมาแปลกๆที่ยังไม่เห็น ความเป็นไปได้อีกแบบคือเอกภพสมมาตร แต่มันหลีกเลี่ยงความหายนะของการทำลายล้างหลังบิกแบง เพราะกฏฟิสิกส์มีความเอนเอียงชอบมีมวล สภาวะนี้จะสร้างมวลมากเกินเล็กน้อย และเอกภพที่มองเห็นทุกวันนี้ทำด้วยมวลที่เหลือเหล่านี้ กลางทศวรรษ1960 โครนินนักฟิสิกส์อนุภาคทำการทดลอง แสดงว่าราว 0.2 เปอร์เซนต์ของปรากฏการณ์สลายตัว ของอนุภาคพื้นฐานทำลายสมมาตร น่าแปลกใจ นักเอกภพศาสตร์รีบสนับสนุนผล ที่อาจอธิบายได้ว่าทำไมเอกภพมีมวล แต่ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ 4) ดาราจักรเกิดได้อย่างไร ความเป็นก้อนมวลในเอกภพเริ่มแรกมาจากไหน? และก้อนต่อมามีแรงโน้มถ่วงกลายเป็นดาราจักรได้อย่างไร? นักเอกภพศาสตร์เห็นว่าก้อนมวลที่กระจายทั่วเอกภพอายุน้อย ยุบตัวภายใต้แรงโน้มถ่วงของมัน ลากโปรตอนและนิวตรอน(หรือบาริออน)ไปทำให้ร้อนขึ้น บาริออนที่เคลื่อนที่เร็วชนกันสูญเสียพลังงาน ติดกัน ไปและจมไปในบ่อความโน้มถ่วง ดาราจักรเกิดใหม่ก็ถูกดึงเป็นเส้นเชือกยาวไปบนผิวฟองที่ว่างกว้างใหญ่ แม้ว่าแผนที่ดาราจักร 3 มิติยืนยันแบบจำลองเอกภพฟอง แต่ก็ยากที่จะอธิบายรายละเอียดให้เข้าใจ ดาราจักรกังหันชนกันผลิตดาราจักรทรงรีจริงหรือไม่ การแก้ปัญหามีความก้าวหน้าช้า เพราะต้องอาศัยเวลานานเพื่อวัดระยะทางดาราจักร การสำรวจเรดชิฟท์ดาราจักรของหอสังเกตการณ์แอนโกล ออสเตรเลีย ได้รวบรวมข้อมูลดาราจักรแสนแห่งจากโครงการหาระยะทาง 250,000 แห่ง และการสำรวจท้องฟ้าดิจิตอลสโลน คาดว่าจะทำแผนที่ 3 มิติของดาราจักรหนึ่งล้านแห่ง หลังจากทำงานได้ 1 ปีวัดระยะทางของดาราจักร 60,000 แห่ง ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยเราตอบคำถามการกำเนิดดาราจักร 5) มวลมืดเย็นคืออะไร ดาวและดาราจักรทั้งหมดในท้องฟ้ามีจำนวนเพียง 0.5 % ของมวลทั้งหมดในเอกภพ และถ้าเพิ่มก้อนอะตอมที่เห็นไม่ได้ในเอกภพไกล มีจำนวนทั้งหมดเพียง 5 % ที่เหลือเป็นมวลมืดเย็นและพลังงานมืด แม้ไม่เห็นมวลมืดโดยตรง ก็ทราบว่ามีราว 30 % ของมวลในเอกภพเพราะวิธีการที่มันดึงดูดดาวและเบนแสง มวลมืดเย็นข้นแข็งไป เป็นฟิลาเมนต์ที่เป็นเส้นยาวไปตามผิวของที่ว่างคอสมิคขนาด ร้อยถึงล้านปีแสง รูปร่างนี้แสดงว่ามวลมืดเคลื่อนที่ช้าเพราะเย็น มวลมืดร้อนที่เคลื่อนที่เร็วกีดกันการเกิดดาราจักร และอนุภาคมืดเย็นต้องมีปฏิกิริยาอ่อนมากกับมวลธรรมดา ฮาโลมวลมืดทรงกลมล้อมรอบทางช้างเผือก และดาราจักรอื่นจะแบนลงไปเป็นรูปร่างคล้ายแพนเค้ก ถ้าอนุภาคมวลมืดเย็นจะมีปฏิกิริยากับมวลธรรมดา ก็จะหาตัวง่าย ความจริงมันอาจทำแบบนี้ได้ แต่แรงอ่อนมากจนไม่สามารถค้นพบได้ นักฟิสิกส์พยายาม 2 วิธีการเพื่อเพิ่มการชนอนุภาค ความคิดหนึ่งมีดังนี้ การทำลายล้างอนุภาคมวลมืดและปฏิอนุภาคของมันที่ใจกลางของทางช้างเผือก หรือแกนของดวงอาทิตย์จะผลิตนิวตริโน นิวตริโนมีปฏิกิริยาอ่อนกับมวล หนึ่งในอนุภาคพื้นฐานนี้ควรจะชนกับโมเลกุลน้ำเป็นครั้งคราว ปล่อยแสงแลบออกมา มีความหวังที่จะหาร่องรอยแสงที่แลบนี้ นักฟิสิกส์กำลังเปลี่ยนทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอะเดรียติคและน้ำแข็งขั้วโลกใต้ ไปเป็นหอสังเกตการณ์นิวตริโนโดยการวางท่อยาวที่รับแสงในน้ำและน้ำแข็ง อีกความคิดหนึ่งคือ ใช้ผลึกเยอร์มาเนียมในเครื่องค้นหามวลมืดอุณหภูมิต่ำ CDMS (Cryogenic Dark Matter Search)ที่สร้างขึ้นในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มันไม่รับรู้อนุภาคที่เรารู้จักกันดีแล้วชนผลึก ตอนนี้มีคนเฝ้ามองหามวลมืดในห้องใต้ดินขนาด 10 เมตร ทีมทดลองมวลมืดของอิตาลีชื่อ ดามา(DAMA) อาจพบมวลมืดแล้ว มีรายงานสัญญานจากตัวค้นหาใต้ดินในขณะโลกโคจรผ่านอนุภาคมวลมืด แต่การทดลองอื่นไม่ได้พบหลักฐานเช่นนี้ นอกจากนิวตริโนแล้วอะซีออน(axion) อาจเป็นมวลมืดด้วย อะซีออนเป็นอนุภาคตัวเล็กที่มีปฏิกิริยาอ่อนกับมวลธรรมดา การทดลองในสหรัฐอเมริกา เยอรมันนีและญี่ปุ่นยังค้นไม่พบ 6) มีบาริออนทั้งหมดในดาราจักรไหม มีเพียง 10 % ของมวลธรรมดาในเอกภพ มวลบาริออนทำด้วยโปรตอน นิวตรอนและอิเลกตรอน ในดาว นักดาราศาสตร์กำลังค้นหาบาริออนมากขึ้นในควอซาร์ ควอซาร์เป็นวัตถุสว่างไสวมีระยะทางไกลมากจากโลก พลังงานของควอซาร์มาจากหลุมดำ ถ้าแสงควอซาร์ผ่านบาริออนก่อนถึงโลก สเปกตรัมของควอซาร์มีเส้นดูดกลืน แต่พบร่องรอยเพียงเล็กน้อย บาริออนหายไปไหน? บาริออนไม่ได้ไปไหน มันยังอยู่ในอวกาศนานหลายพันล้านปีตั้งแต่เกิด ก้อนกาซชนกันคายคลื่นช้อค จนทำให้กาซรอบๆร้อนนับล้านองศาเซลเซียส แต่กาซที่ช่วงอุณหภูมินั้นไม่คายหรือดูดกลืนรังสีเข้ม จึงไม่สามารถค้นพบได้ อย่างไรก็ดี กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลเมื่อค.ศ. 2000 รายงานพบปริมาณไฮโดรเจนมากมายระหว่างดาราจักร ภาพจำลองจากคอมพิวเตอร์ของออสไตรเกอร์และเซนแสดงว่า กาซระหว่างดาราจักรร้อนควรอยู่ใกล้ดาราจักร วีนเบิร์กหวังจะหาตำแหน่งคายรังสีเอกซ์จากกาซขณะใช้หอสังเกตการณ์รังสีเอกซ์จันทราเกือบ 6 วันเพื่อค้นหากาซ วีนเบิร์กกล่าวว่า นับเป็นการอุทิศเวลามากเพื่อสังเกตการณ์เพียงครั้งเดียวที่อาจค้นไม่พบอะไรเลย แสดงว่าการค้นหามวลนี้มีความสำคัญ 7) พลังงานมืดคืออะไร? การที่มีความเร่งในการขยายตัวเอกภพในปัจจุบัน ต้องมีพลังงานมืด(dark matter) 65 % ของความหนาแน่นทั้งหมดของเอกภพ ปัญหาใหญ่ที่สุดคือไม่มีใครทราบว่าพลังงานมืดคืออะไร เรารู้จักเพียงแค่ชื่อเท่านั้น มันอาจเป็นพลังงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับอะไรเลยหรือได้อิทธิพลของมิติอวกาศที่ซ่อนเร้นอยู่ นักดาราศาสตร์เพร์ลมัตเตอร์(Perlmutter)รู้จักพลังงานมืดบ้างเล็กน้อย มันเป็นการผลักคล้ายปฏิโน้มถ่วง(antigravity) แต่ไม่ใช่แรง มันไม่ขึ้นกับคุณสมบัติของอนุภาค มันกระทำโดยตรงในอวกาศ คล้ายกับการขยายตัวแบบพองตัวของเอกภพเริ่มแรก แต่พลังงานมืดให้ผลช้ากว่า นักฟิสิกส์พยายามคำนวณความหนาแน่นพลังงานมืด ที่สังเกตได้จากทฤษฎีที่ยอมรับกันทางฟิสิกส์ แต่ผลที่ได้ยังไม่ใกล้ความจริง ค่าที่คำนวณได้ราว 10ยกกำลัง60 เท่ามากกว่าค่าที่สำรวจได้ (บางคนบอกว่าตัวเลขน่าเป็น 10ยกกำลัง 120 เท่าแต่จะไม่พูดถึงรายละเอียด) แม้นักเอกภพศาสตร์เคยชินกับตัวเลขจำนวนมากแต่ก็กังวลเกี่ยวกับเลขศูนย์ทั้งหมด กอล์บบอกว่า มีพื้นฐานบางอย่างที่ขาดหายไปจากทฤษฏี 8) ชตากรรมของเอกภพคืออะไร มวลและพลังงานส่วนใหญ่ในเอกภพต่อต้านการขยายตัว ถ้ามีหนทางของมัน แรงโน้มถ่วงของมวลนี้จะยุบเอกภพไปเป็นจุด แต่พลังงานมืดทำให้เอกภพเติบโต เรายังไม่ทราบชตากรรมของเอกภพที่แท้จริง เพราะความเข้าใจพลังงานมืดยังมีเพียงเล็กน้อย พลังงานมืดมีบทบาทต่อความเร่งของการขยายตัวของเอกภพ ถ้าความหนาแน่นของพลังงานมืดเป็นค่าคงที่สากล หรืออย่างน้อยที่สุดยังคงเป็นบวกทั่วเอกภพ พลังงานมืดชนะ เอกภพจะยังคงขยายตัวสม่ำเสมอเพื่อว่าใน 100 พันล้านปีข้างหน้า เราจะเห็นดาราจักรเพียงหยิบมือเดียวด้วยกล้องโทรทรรศน์ของทุกวันนี้ ค่าคงที่เอกภพของไอน์สไตน์อาจเปลี่ยนแปลง มันอาจเป็นค่าลบก็ได้ที่จะทำให้เอกภพยุบตัว มาร์ติน รีส์กล่าวว่า แม้มีการเปลี่ยนแปลงค่าลบเล็กน้อย จะทำให้เอกภพยุบตัวได้ ตอนนี้ยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์ใดเห็นระยะทางไกลพอที่จะเปิดเผยความจริง แม้แต่มหานวดาราไกลที่สุดที่ใช้สำรวจความหนาแน่นของพลังงานมืดลึกลับ ยังสังเกตการณ์ได้ในดาราจักรใกล้ๆเท่านั้น นักดาราศาสตร์หวังให้ดาวเทียมสแนพ(SNAP: Super Nova/ Acceleration Probe) แก้ไขปัญหาทางเทคนิค การโคจรไกลเหนือบรรยากาศจะช่วยตามล่ามหานวดาราที่อยู่ในดาราจักรไกลๆ โดยหวังจัดการกับปัญหาสุดยอดของเอกภพให้ได้ ปลายสุดของเอกภพศาสตร์ ความลี้ลับแปดประการของเอกภพศาสตร์สมัยใหม่ทำให้นักเอกภพศาสตร์งงงวย ถ้าโชคดีก็หวังว่าจะเฉลยได้ในค.ศ.2010 หมายความว่าปัญหาของเอกภพศาสตร์กำลังจะค้นหาคำตอบสุดท้ายได้แล้วหรือ? มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างนั้นหรอก นักเอกภพศาสตร์แน่ใจอยู่อย่างหนึ่งว่า ทุกคำตอบก่อกำเนิดคำถามใหม่ (ผมไม่รู้นะครับว่าครูชิตเข้ามาหรือยังถ้าเอามาช้ำผมต้องขอโทษด้วยนะครับ)

ความคิดเห็นที่ 273

ครู...ชิต
10 ธ.ค. 2548 18:15
  1. [[23837]] “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” (Electromagnetic waves) ทฤษฎีเกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้าของ James Clerk Maxwell ขณะที่ได้ศึกษาเรื่องไฟฟ้าแม่เหล็ก ทำให้ได้ทราบว่า ขณะมีกระแสไฟฟ้าในตัวนำจะมีสนามแมเหล็กหรือฟลักซ์แม่เหล็กเกิดขึ้นรอบลวดตัวนำนั้น ซึ่ง แมกซ์เวลซ์ ได้สรุปเป็นทฤษฎีซึ่งเสนอในรูปของสมการทางคณิตศาสตร์ คือ สามารถอธิบายได้ว่าเมื่อสนามแม่เหล็กในบริเวณหนึ่งเปลี่ยนแปลง จะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามไฟฟ้าโดยสนามไฟฟ้าเหนี่ยวนำจะอยู่ในระนาบที่ตั้งฉากกับทิศของสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลง และสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงจะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็กในระนาบที่ตั้งฉากกับทิศของสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลง จากความคิดดังกล่าว แมกซ์เวลล์ ได้นำมาใช้เป็นพื้นฐานในการทำนายว่า มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดขึ้นจากการเหนี่ยวนำต่อเนื่องกันระหว่างสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กจากแหล่งกำเนิด คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นตามขวาง จะเห็นว่าไม่มีการสั่นของอนุภาคตัวกลางเหมือนคลื่นกล คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงคือ ขนาดและทิศทางของสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า คือ ขนาดของสนามทั้งสองจะมีค่าสูงสุดแล้วลดลงจนเป็นศูนย์อีก เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและตลอดระยะทางที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเคลื่อนที่ไป แม้กระทั้งในสูญญากาศ นี้ก็เป็นการสรุปแบบบรรยายทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์ครับ .................................................... ความถี่ ความยาว ความเร็วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า c = f x ความยาวคลื่น เมื่อ 1. c = ความเร็วของคลื่น 2. f = ความถี่(Hz) 3. =ความยาวคลื่น ดังนั้น หากคลื่นมีความถี่มาก ความยาวคลื่นจะน้อย หากมีความถี่น้อย ความยาวคลื่นจะมาก สมบัติของแสง แสงมีสมบัติการสะท้อน และการหักเห แสงเป็นสเปคตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ดังนั้นแสงจึงควรมีสมบัติเช่นเดียวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกประการ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็สามารถแสดงสะท้อน หักเห เลี้ยวเบนและสอดแทรกได้ ดังนั้นแสงจึงควรแสดงสมบัติแทรกสอดและเลี้ยวเบนได้เดียวกัน มีลิงค์เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ (LESA) ครับ http://www.lesa.in.th/energy/em_wave/em_wave/em_wave.htm

ความคิดเห็นที่ 274

ครู...ชิต
10 ธ.ค. 2548 18:34
  1. ขอบคุณครับ Dark of Angel สำหรับการแบ่งปันความรู้ ฝากความคิดถึง ถึง เด็กรักฟิสิกส์ด้วย ให้ตั้งใจเรียนนะครับ

ความคิดเห็นที่ 275

neverheal
10 ธ.ค. 2548 20:59
  1. เหอๆ มาแร้วคับ คือว่าไปเปิดเวปหาเรื่องทฤษฏีสตริงมา เจอแต่ภาษาอังกฤษ - -" เลยเอามาให้ดูกานก่อน เด๋วผมแปลได้แล้ว จะมาเสนอเปงภาษาไทยละกันนะคับ Think of a guitar string that has been tuned by stretching the string under tension across the guitar. Depending on how the string is plucked and how much tension is in the string, different musical notes will be created by the string. These musical notes could be said to be excitation modes of that guitar string under tension. In a similar manner, in string theory, the elementary particles we observe in particle accelerators could be thought of as the "musical notes" or excitation modes of elementary strings. In string theory, as in guitar playing, the string must be stretched under tension in order to become excited. However, the strings in string theory are floating in spacetime, they aren't tied down to a guitar. Nonetheless, they have tension. The string tension in string theory is denoted by the quantity 1/(2 p a'), where a' is pronounced "alpha prime"and is equal to the square of the string length scale. If string theory is to be a theory of quantum gravity, then the average size of a string should be somewhere near the length scale of quantum gravity, called the Planck length, which is about 10-33 centimeters, or about a millionth of a billionth of a billionth of a billionth of a centimeter. Unfortunately, this means that strings are way too small to see by current or expected particle physics technology (or financing!!) and so string theorists must devise more clever methods to test the theory than just looking for little strings in particle experiments. String theories are classified according to whether or not the strings are required to be closed loops, and whether or not the particle spectrum includes fermions. In order to include fermions in string theory, there must be a special kind of symmetry called supersymmetry, which means for every boson (particle that transmits a force) there is a corresponding fermion (particle that makes up matter). So supersymmetry relates the particles that transmit forces to the particles that make up matter. Supersymmetric partners to to currently known particles have not been observed in particle experiments, but theorists believe this is because supersymmetric particles are too massive to be detected at current accelerators. Particle accelerators could be on the verge of finding evidence for high energy supersymmetry in the next decade. Evidence for supersymmetry at high energy would be compelling evidence that string theory was a good mathematical model for Nature at the smallest distance scales. อ่า ส่วนอันนี้คือรูปแบบหนึ่งของเส้นสตริงนะคับ เป็นรูปแบบที่สามารถแยกออกมาจากวงได้ [[23838]]

ความคิดเห็นที่ 276

neverheal
10 ธ.ค. 2548 21:00
  1. [[23839]] อันนนี้คืออีกแบบนึง เป็นแบบที่ต้องยึดติดเป็นวงตลอดเวลาคับ

ความคิดเห็นที่ 277

ครู...ชิต
10 ธ.ค. 2548 23:12
  1. ยินดีด้วยครับ คุณ neverheal ที่ร่วมแบ่งบันความรู้ผมยังเชื่อ การช่วยกันสืบค้น หลายคนหรือหลายความคิดมาร่วม มาช่วยกัน ย่อมดีกว่าหัวเดียวเป็นแน่หลายคนก็ได้หลายมุมมอง หลายมิติ ก็อย่างวันนี้ผมได้อ่านเรื่อง string ฉบับภาษาอังกฤษ (หมายถึงปัญญา ความรู้ ความคิด วิธีการและเทคนิคย่อมเกิดขึ้นกับตัวเราอย่างถาวร) ผมติดตามผลงานของคุณ neverheal อยู่นะขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ สำหรับความตั้งใจ

ความคิดเห็นที่ 278

ครู...ชิต
10 ธ.ค. 2548 23:50
  1. that string theory was a good mathematical model for Nature at the smallest distance scales. ไม่ได้แปลนะครับให้มองแบบปฎิสัมพันธ์ นักทฤษฎีเส้นเชือก (string )ไปไกลกว่านั้น เขารวมแรงฟิสิกส์พื้นฐานที่ซึ่งบ่วงบาศก์เล็กๆของเส้นเชือกเป็นอนุภาคพื้นฐานมากที่สุด ทฤษฎีคาดว่าเส้นเชือกเล็กเป็นหนึ่งส่วนแสนล้านล้านเท่า ของ อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมที่เล็กที่สุด

ความคิดเห็นที่ 279

neverheal
11 ธ.ค. 2548 13:52
  1. เหอๆ เกือบตาย กว่าจะแปลเสร็จ - -" อ่า ถ้าอ่านแล้วงงๆตรงไหนก็ถามไว้นะคับ เด๋วผมกลับมาตอบให้ ให้เรานึกถึงสายกีตาร์ที่ถูกขึงอยู่บนกีตาร์ ความตึงของสายจะเป็นตัวกำหนดว่า เมื่อเราดีดจะเกิดเสียงโน๊ตอะไร เสียงโน๊ตดนตรีนี้เราอาจเรียกได้ว่าเป็น รูปแบบที่ถูกกระตุ้นของสายกีตาร์ ภายใต้ความตึง ในทำนองเดียวกันในทฤษฏีสตริง อนุภาคพื้นฐานที่เรามองเห็นในเครื่องเร่งอนุภาคนั้น สามารถมองได้เป็นโน๊ตดนตรี หรือ ภาวะที่ถูกกระตุ้นของ เส้นสตริงพื้นฐาน เช่นเดียวกับการเล่นกีตาร์ ในทฤษฏีสตริงนั้น เส้นสตริงต้องมีการถูกขึงภายใต้ความตึง เพื่อที่จะให้เกิดภาวะถูกกระตุ้น อย่างไรก็ตาม เส้นสตริงนั้นลอยอยู่ในกาล-อวกาศ ถึงกระนั้น ความตึงนั้นจะมีปริมาณตาม 1/(2 p a') เมื่อ a' คือ "อัลฟ่า ไพรม" และมันจะมีค่าเท่ากับ กำลังสองของความยาวสตริง ถ้าทฤษฏีสตริงเป็นทฤษฏีของ แรงโน้มถ่วงแบบควอนตัม ดังนั้นความยาวเฉลี่ยของเส้นสตริง น่าจะมีค่าใกล้กับความยาวของ ความโน้มถ่วงแบบควอนตัม เรียกว่า ค่าความยาวพลางค์ ซึ่งมีความยาวประมาณ 10-33 เซนติเมตร เป็นที่น่าเสียดายซึ่งค่าความยาวขนาดนี้นั้นด้วยเทคโนโลยีการตรวจสอบอนุภาคในปัจจุบัน ไม่สามารถทำการตรวจพบได้ เหล่านักทฤษฏีจึงต้องหาวิธีการในการตรวจสอบทฤษฏีแบบอื่นๆแทน นักทฤษฏีสตริงได้พวสมมาตรแบบใหม่ เรียกว่า supersymetry ซึ่งจะทำให้อนุภาค โบซอน สามารถแปรเปลี่ยนเป็น เฟอมิออนได้ ถึงเวลานี้เราจะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงการมีของ supersymmetry แต่นักทฤษฏีเชื่อว่า เป็นเพราะเทคโนโลยีในปัจจุบันไม่สามารถตรวจพบได้ และหวังว่าในอณาคตเราสามารถตรวจพบสมมาตรชนิดนี้ได้ - -" เอ คนแปลยังงงๆ เลย เหอๆ อ่า ถ้าสงสัยอะไรก็โพสท์ไว้นะคับ เด๋วถ้าผมรู้อะไรจามาตอบให้

ความคิดเห็นที่ 280

ครู...ชิต
11 ธ.ค. 2548 15:15
  1. ขอบคุณ คุณ neverheal ในความพยายามในการแปลภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย ผมขอชื่นชม เป็นเรื่องที่ดีที่เยาวชนไทยที่กล้าคิดกล้าแสดงออกในทางที่ถูกเหมาะสมผมขอสนับสนุนในวิธีการ ซึ่งพรสวรรค์อยู่ในตัวบวกกับพรแสวงความรู้ ความคิด จนสร้างองค์ความรู้ได้เองครับ

ความคิดเห็นที่ 281

ครู...ชิต
11 ธ.ค. 2548 15:30
  1. [[23840]] ภาพจาก : http://www.vittayasart.net/articles/cosmology.html ผมมีความยินดี คุณ neverheal ไม่หวงความรู้มีอะไรพบอะไรดีก็สามารถนำเสนอได้เลย เพราะว่าใครๆก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ ยินดีร่วมสนทนาเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดครับ

ความคิดเห็นที่ 282

ครู...ชิต
11 ธ.ค. 2548 15:40
  1. [[23841]] ภาพและข้อมูลจาก : http://www.physto.se/~narit/thai/blackhole/ ในภาพแสดงถึงโครงสร้างหลุมดำโดยที่เส้นสีแดงคือ เส้นขอบฟ้าแห่งเหตุการณ์หรือเรียกสั้น ๆ ว่า horizon และสีน้ำเงินคือบริเวณที่เป็นหลุมดำที่ไม่มีอะไรสามารถเล็ดลอดออกมาได้ ส่วน Singularity คือจุดปลาย หรือจุดใจกลางของหลุมดำนั่นเอง

ความคิดเห็นที่ 283

ครู...ชิต
11 ธ.ค. 2548 15:56
  1. [[23842]] ภาพจาก : http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=106&Pid=34049 หลุมดำจิ๋ว เป็นหลุมดำที่มีมวลเพียงไม่กี่ร้อยล้านตัน มีขนาดเล็กเพียงขนาดของอะตอมหรือเล็กกว่า เกิดขึ้นหลังจากเกิดบิกแบงได้ไม่นาน หลุมดำชนิดนี้จะมีอายุสั้นและจะสลายตัวด้วยการระเบิด ปลดปล่อยรังสีแกมมาออกมา หลุมดำชนิดนี้เป็นหลุมดำในทางทฤษฎี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการค้นพบอย่างเป็นทางการ

ความคิดเห็นที่ 284

ครู...ชิต
11 ธ.ค. 2548 16:21
  1. หลุมดำจิ๋ว นอกจากนี้ยังมีทางเป็นไปได้ว่าจะมีหลุมดำที่มีมวลน้อยกว่าดวงอาทิตย์ของเราเสียอีก หลุมดำเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการยุบตัวของดาวฤกษ์เพราะว่ามวลของมันมีค่าน้อยกว่าขีดจำกัดของจันทรสิขา หลุมดำขนาดเล็กนี้จะเกิดขึ้นได้จากการที่วัตถุถูกบีบด้วยแรงมหาศาลจากภายนอกจนมีความหนาแน่นอย่างยิ่งยวด สภาวการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้จากระเบิดไฮโดรเจนขนาดใหญ่ จอห์น วีลเลอร์ ได้เคยทำการคำนวณไว้ว่าถ้าเรานำ "น้ำชนิดหนัก" ทั้งหมดจากทุกมหาสมุทรในโลกมารวมกัน เราจะสามารถสร้างระเบิดไฮโดรเจนที่ใหญ่พอที่จะ "อัด" มวลสารตรงกลางให้กลายเป็นหลุมดำได้ (แต่หลังจากนั้นคงไม่มีผู้ใดอยู่รอดจนเห็นหลุมดำนี้ได้) หลุมดำขนาดเล็กเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้เองด้วยอุณหภูมิและความดันในเอกภพยุคแรกๆ แต่มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเอกภพในขณะนั้นไม่มีความสม่ำเสมอมากนักเพราะว่าบริเวณที่มีความหนาแน่นมากกว่าบริเวณอื่นเท่านั้นจึงจะถูกอัดจนกลายเป็นหลุมดำได้ แต่ที่จริงเรารู้ว่าเอกภพในสมัยแรกๆ จะต้องมีความไม่สม่ำเสมออยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นมวลสารต่างๆ จะไม่รวมตัวกันกลายเป็นดาวฤกษ์และกาแล็กซีต่างๆ ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้การที่ความไม่สม่ำเสมอของเอกภพจะทำให้เกิดหลุมดำตั้งแต่ในระยะแรกๆ ได้อย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะและสภาวการณ์ในช่วงนั้น ดังนั้นถ้าเราทราบจำนวนของหลุมดำชนิดนี้ในปัจจุบัน เราก็จะได้ความรู้บางอย่างเกี่ยวกับลักษณะของเอกภพในระยะแรกๆ หลุมดำที่เกิดขึ้นในยุคแรกเรียกกันว่าหลุมดำแบบ "ไพรมอร์เดียล" (Primordial Black Hole) หลุมดำไพรมอร์เดียลที่มีขนาดตั้งแต่หนึ่งพันล้านตันขึ้นไป (มวลขนาดเท่าภูเขาใหญ่ๆ ลูกหนึ่ง) จะถูกตรวจพบได้ด้วยผลของแรงโน้มถ่วงของมันต่อวัตถุอื่นเท่านั้น แต่เราจะได้เห็นในบทต่อไปว่า หลุมดำนั้นไม่ได้มืดสนิทอย่างแท้จริงนัก มันอาจจะสว่างเหมือนวัตถุที่ร้อนจัดทั่วไปได้ และยิ่งหลุมดำมีขนาดเล็กเท่าใดมันก็ยิ่งจะสว่างมากเท่านั้น ดังนั้นออกจะเป็นเรื่องน่าแปลกอยู่ว่าหลุมดำขนาดเล็กอาจจะถูกตรวจพบได้ง่ายกว่าหลุมดำขนาดใหญ่เสียอีก คัดลอกจาก : http://doodaw.com/article4/index.php?topic=BriefHistoryofTime224

ความคิดเห็นที่ 285

ครู...ชิต
11 ธ.ค. 2548 17:09
  1. [[23843]] หลุมดำ สัตว์ร้ายในอวกาศ ความเวิ้งว่างเปล่าเหนือหัวคนเราขึ้นไปนั้น เป็นเอกภพมหามหึมาอันมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลเหลือสติปัญญาที่จะหยั่งคะเนได้ สถานที่อันไร้อาณาเขตนี้นั้นก็ประกอบด้วยดวงดาวน้อยใหญ่ที่คุมกันหลวมๆ เป็นจักรวาลและจักรวาลน้อยใหญ่ก็มีอยู่เหลือคณานับ เคลื่อนคล้อยในเอกภพอันไร้ขอบเขตด้วยจำนวนอันไร้ปริมาณธรรมชาติมิได้สร้างความเรียบร้อยสวยงามให้ปรากฏขึ้นอย่างเดียว แต่ธรรมชาตินี่แหละที่ก็ได้สร้างความเหี้ยมเกรียม ความหายนะให้เกิดควบคู่กันไปด้วย ใครจะคิดได้ว่า อันดวงดาวทั้งปวงที่เห็นดารดาษบนท้องฟ้านั้น คืออาหารอันโอชะของเจ้าสัตว์ร้ายพวกหนึ่งที่คอยจ้องเขมือบดาวเหล่านี้ให้สูญหายไป ตราบใดก็ตามที่ดาวน้อยใหญ่ทั้งหลายเผลอเรอหลงเข้าไปในแวดวงที่มัน “อาศัย” อยู่?สัตว์ร้ายที่ว่านี้ นักวิทยาศาสตร์บนดาวเล็กๆ ดวงที่เรียกว่าโลกนี้เขาตั้งชื่อมันเอาไว้ว่า แบล็ค โฮล หรือแปลกันง่ายๆ คือ หลุมดำในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา นับแต่ปี พ.ศ. 2513 นั้น นักวิทยาศาสตร์สาขาดาราศาสตร์ทั้งหลายก็พากันบอกเป็นเสียงเดียวว่า เจ้าสิ่งที่เรียกว่าหลุมดำหรือแบล็ค โฮลนั้นได้จัดการออกล่าเหยื่อเขมือบดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้าไปแล้วมากต่อมาก และหลังจากเขมือบดาวเหล่านี้ไปชั่วระยะหนึ่งแล้ว มันก็หยุดการล่าเหยื่อของมันไปชั่วระยะหนึ่งช่วงที่แบล็ค โฮลอยู่เฉยๆ ไม่อนาทรคันปากคันคอจะกินดาวอย่างที่เคยนั้น นักดาราศาสตร์นั่นแหละที่เขาบอกว่ามันกำลังขอเวลาสำหรับ “ย่อย” ดาวที่เป็นอาหารของมันอยู่ มาถึงตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญที่เฝ้าสังเกตสังเกตเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ กำลังร้องบอกว่าเจ้าหลุมดำ หรือแบล็ค โฮลนี้ เริ่มต้นที่จะออกล่าเขมือบดวงดาวใหม่แล้วแต่โชคดีที่ว่าโลกเรานั้นยังอยู่ไกลมากจากถิ่นที่สัตว์ร้ายแห่งเอกภพนี้มันสิงสถิตอยู่ ไม่เช่นนั้นสักวันหนึ่งโลกใบนี้ ก็คงถูกมันเขมือบ และจัดการย่อยอร่อยปากอร่อยกระเพาะมันไปเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม วันสุดท้ายของโลกและสุริยจักรวาลนั้นก็ยังมีโอกาสมาถึงเหมือนกัน เพราะดวงดาวเพื่อนบ้านตลอดจนถึงดวงอาทิตย์ อาจจะถือว่าสุริยจักรวาลทั้งระบบนั้นกำลังค่อยๆ ถูกดูดให้เข้าไปหาเจ้าแบล็ค โฮลนี้ทีละน้อยๆ แต่ว่าเรื่องนี้ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจขนข้าวของอพยพกันหรอกนะครับ เพราะนักดาราศาสตร์กล่าวว่า อีกอย่างน้อยๆ ก็นับสิบๆ ล้านปีนั่นแหละกว่าที่โลกจะกลายเป็นเหยื่อเจ้าสัตว์ร้ายแห่งเอกภพ เวลาป่านนั้นเราจะตายไปเกิดที่ไหนอีกกี่สิบกี่ร้อยหรือกี่ล้านชาติก็ไม่รู้ปรากฎการณ์สัตว์ร้ายแห่งเอกภพหรือหลุมดำนี้อาจจะมีมานานนับร้อยพันหมื่นล้านปีมาแล้ว แต่ก็เพิ่งเป็นที่ประจักษ์กันในหมู่มนุษย์เพียงไม่นานมานี้ ก็เมื่อคนเรามีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้รอบตัวให้ทันสมัยสมใจนึกมากขึ้น เพราะความก้าวหน้านี้เอง ที่ทำให้เราได้มองเห็นเจ้าสัตว์ร้ายนี้ ด้วยความรู้จากสมมติฐานกลายไปเป็นทฤษฎีหลุมดำหรือแบล็ค โฮลนี้เป็นภาพที่มองไม่เห็นในเอกภพ แต่ว่ามันสัมผัสได้ด้วยการสังเกตได้ด้วยผลที่บังเกิดขึ้นรอบๆ ตัวของมัน ก็คือการหายไปของดาวต่างๆ ที่กล้องโทรทัศน์จากผิวโลกมองออกมาและบันทึกเอาไว้เปรียบเทียบกัน แสดงถึงอำนาจอันมหาศาลของเจ้าตัวร้ายแห่งเอกภพ ภาพและข้อมูล : http://www.codetukyang.com/tiplearn/old/pages/blackhole.htm

ความคิดเห็นที่ 286

ครู...ชิต
11 ธ.ค. 2548 17:25
  1. [[23844]] ภาพที่ 1 แสดงความโค้งของอวกาศรอบๆ ดวงอาทิตย์ ภาพที่ 2 แสดงความโค้งของอวกาศบริเวณหลุมดำ นักฟิสิกส์ ชื่อ คาร์ล ชว็าชชิลล์ (Karl Schwarzschild) เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่ ไอน์สไตน์ประกาศทฤษฏีของเขา ชว็าซชิลล์ได้พิจารณาความโค้งของอวกาศรอบๆ ดาวที่มีรูปทรงเป็นทรงกลมสมบรูณ์และไม่หมุนรอบตัวเอง คำตอบที่Schwarzschildค้นพบมีสิ่งน่าตื่นเต้นคือ ที่ระยะห่างค่าหนึ่งจากใจกลางของดวงดาว ซึ่งเรียกว่า รัศมีของSchwarzschild ความโค้งของอวกาศมีค่ามาก มากเสียจนขนาดที่ว่า แม้แต่แสงก็ยังถูกกักขังเอาไว้ได้ สำหรับดวงดาวโดยทั่วไปแล้วรัศมีของดาวจะมีค่ามากกว่า รัศมีของSchwarzschild เราจึงไม่พบรัศมีที่ว่า แต่ในกรณีที่ดาวมีมวลมากกว่า 3 เท่าของดวงอาทิตย์ ดังที่ได้กล่าวไว้ในหัวข้อที่แล้วนั้น เมื่อปฎิกริยานิวเคลียร์ภายในดวงดาวสิ้นสุดลง มันจะยุบตัวลงจนมีขนาดเล็กกว่า รัศมีของSchwarzschild ในกรณีนี้ดาวจะแปรสภาพเป็น หลุมดำ โดยดาวจะสร้างผิวทรงกลมที่เรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event Horizon) ขึ้น โดยขอบฟ้าเหตุการณ์นี้จะมีรัศมีเท่ากับรัศมีของSchwarzschild วัตถุที่เคลื่อนที่เข้าใกล้ หลุมดำเกินกว่าขอบฟ้าเหตุการณ์ จะถูกแรงดึงดูดมหาศาลของมันดูดเอาไว้ และไม่สามารถที่จะหนีออกมาได้อีกแม้ว่าวัตถุนั้นจะมีความเร็วเท่าเก่าแสงก็ตาม นี่เองคือต้นกำเนิดของหลุมดำจากการคำนวนพบว่า รัศมีSchwarzschild ของ ดวงอาทิตย์ นั้นมีขนาดเพียง 2.9 กิโลเมตร ในขณะที่รัศมีของดวงอาทิตย์ยาวถึงเกือบ 7แสนกิโลเมตร ดังนั้นดวงอาทิตย์จึงไม่มีคุณสมบัติของหลุมดำปรากฎออกมาให้เห็น ที่มาภาพและข้อมูลจาก : http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=123

ความคิดเห็นที่ 287

ครู...ชิต
11 ธ.ค. 2548 17:44
  1. [[23845]] ซิงกูลาริตีในหลุมดำ(Singularity) ในระหว่างปี ค.ศ. 1965 และ 1970 ใช้ทฤษฎีสากลแห่งสัมพัทธภาพเพื่อแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีซิงกูลาริตี ซึ่งมีความหนาแน่นเป็นอนันต์และมีการบิดโค้งของอวกาศสี่มิติ (Space-time Curvature) ในหลุมดำมันจะมีลักษณะคล้ายกับบิกแบงที่เป็นจุดกำเนิดของเอกภพเพียงแต่มันจะเป็นจุดจบของเวลาเฉพาะสำหรับวัตถุที่ยุบตัวและสำหรับมนุษย์อวกาศคนนั้นเท่านั้น ที่ซิงกูลาริตีนี้เราไม่สามารถใช้กฎทางวิทยาศาสตร์เพื่อทำนายเหตุการณ์ใดๆ ได้ แต่ผู้ที่อยู่นอกขอบเขตของหลุมดำจะยังสามารถใช้กฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ได้เหมือนเดิมเพราะเขาไม่สามารถรับรู้สิ่งใดที่เกิดขึ้นในหลุมดำได้ ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ทำให้เพนโรส์เสนสมมติฐาน "การเซนเซอร์ของจักรวาล" (Cosmic Censorship Hypothesis) ซึ่งอาจจะกล่าวแทนได้ด้วยประโยคว่า "พระเจ้าไม่อยากเห็นซิงกูลาริตีเปลือย" ("God abhors a naked singularity") สมมติฐานนี้มีพื้นฐานมาจากผลที่ซิงกูลาริตีที่เกิดขึ้นที่บริเวณหนึ่งของเอกภพจะ "ถูกซ้อน" ไม่ให้มีผลกระทบใดกับผู้ที่อยู่นอก "ขอบฟ้าเหตุการณ์" กล่าวให้เจาะจงลงไปอีกก็ได้ว่านี่เป็น "การเซนเซอร์อย่างอ่อนๆ ของจักรวาล" (Weak Cosmic Censorship Hypothesis) มันจะปกป้องผู้ที่อยู่นอกขอบฟ้าเหตุการณ์ไม่ให้ได้รับผลจากการที่กฎทางวิทยาศาสตร์ใช้การไม่ได้ที่ตัว Singularity แต่มันจะไม่มีผลในการปกป้องใดๆ กับตัวผู้ที่ตกลงไปใน "หลุม" นั้นเองมีทางออกบางอย่างจากสมการในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่จะเป็นไปได้สำหรับมนุษย์อวกาศที่จะเห็นซิงกูลาริตี "เปลือย" ได้ เขาอาจจะหลีกเลี่ยงการวิ่งเข้าสู่ซิงกูลาริตีโดยการหลุดลงไปใน "รูหนอน" (Wormhole) แทนและกลับออกมายังเอกภพในตำแหน่งอื่นได้ ถึงแม้วิธีนี้จะฟังดูเป็นการดีสำหรับการเดินทางข้ามห้วงอวกาศและเวลา แต่โชคร้ายที่วิธีการนี้ต้องการความแม่นยำมากเกินไป การขาดความเสถียรภาพเพียงนิดเดียวเช่นการรบกวนจากการปรากฏตัวของมนุษย์อวกาศเองก็อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากจนทำให้เขาไม่เห็นซิงกูลาริตีจนกระทั่งเขาวิ่งเข้าไปถึงมันและพบจุดจบอย่างกะทันหัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าซิงกูลาริตีจะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตสำหรับเขาเสมอและไม่มีทางจะเป็นอดีตสำหรับเขาได้สมมติฐาน "การเซนเซอร์อย่างเข้มงวดของจักรวาล" (Strong Version of the Cosmic Censorship Hypothesis) กล่าวว่าซิงกูลาริตีจะอยู่ในอนาคตเสมอ (เช่นซิงกูลาริตีในหลุมดำ) หรือจะต้องอยู่ในอดีตเสมอ (เช่นในบิกแบง) เป็นเรื่องที่น่าตั้งความหวังว่าสมมติฐานอันใดอันหนึ่งน่าจะเป็นจริง เพราะว่าถ้าเราสามารถเห็นซิงกูลาริตีที่เปล่าเปลือยได้ มันก็จะทำให้ความฝันเรื่องการเดินทางในอดีตเป็นจริงขึ้นมา แต่ถึงเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับนักอ่านและนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ มันกลับจะหมายถึงว่าชีวิตทุกคนจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ใครคนหนึ่งอาจจะกลับไปในอดีตแล้วฆ่าพ่อหรือแม่ของคุณก่อนที่คุณจะทันได้เกิดเสียอีก ข้อความจาก : http://doodaw.com/article4/index.php?topic=BriefHistoryofTime220 ภาพจาก : http://www.physto.se/~narit/thai/blackhole/

ความคิดเห็นที่ 288

ครู...ชิต
11 ธ.ค. 2548 17:50
  1. [[23846]] ขอบฟ้าเหตุการณ์...ประตูสู่นรก ขอบฟ้าเหตุการณ์ซึ่งเป็นขอบเขตของอวกาศสี่มิติที่ไม่มีสิ่งใดสามารถหนีออกไปได้ จะเป็นเสมือนประตูทางเดียวที่อยู่ล้อมรอบหลุมดำ วัตถุใดๆ จะหลุดผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์เข้าไปยังหลุมดำได้แต่จะไม่มีสิ่งใดสามารถหลุดกลับออกมาได้ มันอาจจะทำให้เรานึกถึงคำในโคลงของนักประพันธ์ "แดนติ" ที่กล่าวถึงประตูสู่นรกว่า "All hope abandon, ye who enter here." ใครหรือสิ่งใดก็ตามที่หลุดเข้าไปในขอบฟ้าเหตุการณ์แล้วจะตกเข้าไปสู่ขอบเขตที่มีความหนาแน่นเป็นอนันต์และเป็นจุดจบของเวลา ข้อความจาก : http://doodaw.com/article4/index.php?topic=BriefHistoryofTime220 ภาพจาก : http://www.physto.se/~narit/thai/blackhole/

ความคิดเห็นที่ 289

neverheal
12 ธ.ค. 2548 07:36
  1. ขอบคุณคับ ครูชิต ตอนนี้ผมว่าผมจะหาข้อมูลจากเวปภาษาอังกฤษเป็นหลักนะคับ เพราะดูแล้วเวปภาษาไทยเดี๋ยวหามาแล้วจะซ้ำกับของครูชิต หุหุ อะ พร่ำมากจะเสียพื้นที่เปล่าๆ Hawking radiation Classically, black holes are black. Quantum mechanically, black holes radiate, with a radiation known as Hawking radiation, after the British physicist Stephen Hawking who first proposed it. The animation at top left cartoons the Hawking radiation from a black hole of the size shown at bottom left. The blobs are supposed to be individual photons. Notice, first, that the photons have `sizes' (wavelengths) comparable to the size of the black hole, and, second, that the Hawking radiation is not very bright - the black hole emits roughly one photon every light crossing time of the black hole. So a black hole observed by its Hawking radiation looks fuzzy, a quantum mechanical object. This is one animation that I did not compute mathematically. How do you draw a quantum mechanical object, whose appearance depends not only on the object but also on the way the observer chooses to observe it? I figured my impressionism was good enough here. Hawking radiation has a blackbody (Planck) spectrum with a temperature T given by kT = hbar g / (2 pi c) = hbar c / (4 pi rs) where k is Boltzmann's constant, hbar = h / (2 pi) is Planck's constant divided by 2 pi, and g = G M / rs2 is the surface gravity at the horizon, the Schwarzschild radius rs, of the black hole of mass M. Numerically, the Hawking temperature is T = 4*10-20 g Kelvin if the gravitational acceleration g is measured in Earth gravities (gees). The Hawking luminosity L of the black hole is given by the usual Stefan-Boltzmann blackbody formula L = A sigma T4 where A = 4 pi rs2 is the surface area of the black hole, and sigma = pi2 k4 / (60 c2 hbar3) is the Stefan-Boltzmann constant. If the Hawking temperature exceeds the rest mass energy of a particle type, then the black hole radiates particles and antiparticles of that type, in addition to photons, and the Hawking luminosity of the black hole rises to L = A (neff / 2) sigma T4 where neff is the effective number of relativistic particle types, including the two helicity types (polarizations) of the photon. Black holes for which astronomical evidence exists have masses ranging from stellar-sized black holes of a few solar masses, up to supermassive black holes in the nuclei of galaxies, such as the 3ื*109 solar mass black hole at the centre of the galaxy Messier 87. The Hawking radiation from such black holes is minuscule. The Hawking temperature of a 30 solar mass black hole is a tiny 2ื*0-9 Kelvin, and its Hawking luminosity a miserable 10-31 Watts. Bigger black holes are colder and dimmer: the Hawking temperature is inversely proportional to the mass, while the Hawking luminosity is inversely proportional to the square of the mass. - -" แม่เจ้า ยากใช่ย่อย เหอๆ สงสายผมคงต้องแปลนานแน่ๆ

ความคิดเห็นที่ 290

neverheal
12 ธ.ค. 2548 07:39
  1. [[23847]] อ่าวซวยแล่ว ลืมใส่รูป อันนี้คือรูปการแผ่รังสีฮอว์คกิ้ง นะคับ มันจะปล่อยมาแค่ทีละ1 photon ทำให้ไม่ค่อยสว่างมาก

ความคิดเห็นที่ 291

ครู...ชิต
12 ธ.ค. 2548 08:52
  1. ขอบคุณครับ คุณ neverheal ที่ทำให้กระทู้และเรื่องหลุมดำน่าศึกษายิ่งขึ้นส่วนเว็บภาษาไทยก็ได้คัดข้อความรูปภาพที่คิดว่าสัมพันธ์กับหลุมดำมารวบรวมไว้เพื่อง่ายต่อการค้นคว้าซึ่งก็ได้อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลพูดง่ายๆผมยืมมาอ่านก่อนครับอ่านมากได้ ความรู้ เพิ่มแง่คิด ที่หลากหลาย ผมว่าภาษาอะไรก็น่าจะดีหมดขอให้เรามีความเข้าใจเรื่องนั้นจริงๆ แต่ก็สนับสนุนในวิธีการของคุณ neverheal ครับและจะติดตามต่อไปครับ พอดีก็มีฉบับภาษไทยเพื่อให้สัมพันธ์กับคุณ neverheal ครับ การแผ่รังสีฮอร์กิ้่ง (Hawking radiation) หรือจะเรียกว่าการแผ่รังสีของหลุมดำก็ได้ การแผ่รังสีแบบนี้ค้นพบโดย Stephen Hawking ในราวต้นทศวรรษที่ 1970 การค้นพบของ Hawking ถือเป็นการค้นพบที่ทำให้วงการฟิสิกส์ตกตะลึงไปตามกัน เพราะการค้นพบของ Hawking บอกเราว่า หลุมดำไม่ได้ดำอย่างที่เราคิดกัน (Black holes ain't black!) การค้นพบของ Hawking เกิดจากการที่เขาได้ประยุกต์ใช้ทฤษฎีควอนตัมในการศึกษาหลุมดำ นั่นคือเมื่อเรามองหลุมดำว่าเป็นวัตถุควอนตัมหรือ quantum object (ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นอย่างนั้น -- นี่คือสาเหตุว่าทำไมนักฟิสิกส์จึงตกตะลึงไปตาม ๆ กัน) การค้นพบการแผ่รังสีของหลุมดำทำให้เรารู้ด้วยว่าหลุมดำไม่ได้เยือกเย็นมีอุณหภูมิศูนย์สมบูรณ์ (absolute zero) และหลุมดำไม่ได้มีอยู่ตลอดไป เพราะมันสามารถระเหยเป็นไอไปได้ (Black hole evaporation) ก็ด้วยสาเหตุที่มันต้องแผ่รังสีตามที่ Hawking ได้ค้นพบ Stephen Hawking: นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอังกฤษที่สามารถเอาชนะความเจ็บป่วยของร่างกายด้วยการเสนอทฤษฎีอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับหลุมดำ ภาพและข้อมูลจาก : http://www.physto.se/~narit/thai/blackhole/ [[23848]]

ความคิดเห็นที่ 292

neverheal
12 ธ.ค. 2548 10:38
  1. ใช่แล้วคับ เรื่องนี้เกี่ยวกับการแผ่รังสีฮอว์คกิ้ง แต่ผมอ่านดูแล้ว - -" รู้สึกว่าค่อนข้างเป็นทางวิชาการมาก เดี๋ยวแปลแล้วจะพยายามเกลาให้เข้าใจง่ายนะคับ แต่คงนานหน่อย เพราะยาก เหอๆ

ความคิดเห็นที่ 293

ครู...ชิต
12 ธ.ค. 2548 11:35
  1. ใช่ครับผมเห็นด้วยกับคุณ neverheal เป็นอย่างยิ่ง บางอย่างเป็นวิชาการมากเกินไป แต่ก็ต้องเป็นไปตามหลักการ วิธีการเขียน ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้องของหลักการเขียนนะครับ ซึ่งคนที่จะอธิบายในบทความนั้นได้กระจ่างแจ้งก็คือ ผู้เขียนเอง ถ้าไม่ใช่ผู้เขียนจะอธิบายบทความของผู้อื่นผมเกรงจะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนมากกว่าแต่ก็มีวิธีทำความเข้าใจหลายวิธีเช่นศึกษา อ่านข้อเขียน ตำรา บทความจากผู้เขียนของท่านอื่นๆให้มากๆอาจจะเป็น หลายๆ เรื่อง 1,000 เรื่องก็ยิ่งดี ผมไม่รู้นะเพราะผมมีความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆผมไม่ใช่นักเขียนที่จะเป็นผู้เขียนได้ดี ผมจึงไม่ทราบ แต่ก็เป็นนักบริโภคจากการศึกษา อ่าน ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ไม่แน่นะถ้าเราพร้อมก็อาจจะมีวันนั้นได้(ผู้เขียน)จริงๆ ต้องขอบคุณอีกครั้งครับสำหรับการแปลภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยผมอ่านแล้วเข้าใจง่าย ขอบคุณอีกครั้งครับ สำหรับในความพยายาม สักวันหนึ่งสิ่งที่คุณ neverheal ทำในวันนี้ก็จะส่งผลถึงอนาคตของคุณ neverheal อีก 5 ปี 10 ปี ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนเพราะจากวันนี้ถึงมีวันนั้นครับผมเชื่อผลแห่งการกระทำจริงๆนะครับ แล้วคุณ neverheal คิดอย่างไงในประเด็นนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 294

ครู...ชิต
12 ธ.ค. 2548 12:14
  1. คุณ neverheal ครับ ผมมีเว็บเกี่ยวกับหลุมดำภาษาอังกฤษมาฝากถ้าไม่เป็นการรบกวนช่วยแปลวันละนิดมาฝากในกระทู้ก็ยินดีรับอ่านและเป็นความรู้แก่ท่านที่กำลังศึกษาเรื่องหลุมครับ ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ http://dnausers.d-n-a.net/dnetGOjg/black/holes.htm ขอให้มีความสุขกับการค้นคว้าเรื่องหลุมดำนะครับ

ความคิดเห็นที่ 295

neverheal
12 ธ.ค. 2548 13:45
  1. [[23849]] - -" โอ้ว สงสายปีนี้เราจาอังกฤษเกรดเด้งแน่ๆ เหอๆ อะ พูดมากจะมากความ ผมแปลเสร็จแล้วนะคับ แปลผิดแปลถูกก็ขออภัยไว้ณที่นี้นะคับ ผมมานเดะ ม.5เอง ยางไม่เก่งมาก เหอๆ ในอดีตเราเชื่อว่าหลุมดำมีสีดำ แต่จากการศึกษาด้วยกลศาสตร์ควอนตัม ทำให้เราทราบว่า หลุมดำมีการแผ่รังสี รู้จักกันในนาม hawking radiation โดยนักวิทยาศาสตร์ผู้คิดคือ สตีเฟนฮอว์คกิ้ง รูปภาพที่เห็นคือการแผ่รังสีฮอว์คกิ้งจุดสีที่เห็นสมมติว่าเป็นโปรตอนโดดเดี่ยว โดยที่ขนาดของโฟตอน(ความยาวคลื่น)จะมีขนาดเปรียบได้กับขนาดหลุมดำ และการแผ่รังสีฮอว์คกิ้งนั้นไม่ค่อยสว่างมาก หลุมดำปล่อยออกมาเพียง 1 โฟตอนต่อการแผ่แต่ละครั้ง การแผ่รังสีฮอว์คกิ้งมีสเปกตรัมเป็นสีดำ(- -" ไม่แน่ใจว่าแปลถูกรึปล่าวนะคับ - ผู้แปล) ด้วยอุณหภูมิ T โดยหาได้จาก kT=hbar g/(2 pi c)=hbar c/ (4pi rs) โดยที่ k คือค่าคงที่ของ Boltzmann , hbar คือ ค่าคงที่พลางค์หารด้วย 2 pi และ g=GM/rs2 คือแรงโน้มถ่วงที่ขอบฟ้าสังเกตุการณ์, rs คือ รัศมี Schwarzschild,M คือมวลของหลุมดำ จากการคำณวนการแผ่รังสีฮอว์คกิ้งจะมีค่าอุณหภูมิ T = 4*10-20g เคลวิน ถ้า g มีค่าประมาณแรงดึงดูดของโลก ค่าความสว่าง (L) ของหลุมดำ หาได้จาก L = A sigma T4 โดยที่ A= 4pi rs2ที่พื้นผิวของหลุมดำ และ sigma = pi2k4/(60 c2hbar3) คือค่าคงที่ของ Stefan-Boltzmann ถ้า อุณหภูมิของการแผ่รังศีมีค่าเกินกว่า พลังงานของอนุภาค (ผมไม่แน่ใจว่าคืออะไรนะคับ - ผู้แปล) แล้ว หลุมดำจะปล่อย อนุภาค และ ปฎิอนุภาคออกมานอกเหนือจากโฟตอนและค่าความสว่างจะมีค่า L = A(neff/2) sigma T4 โดยที่ neff คือเลข relativistic particle types (แปลม่ายได้จิงๆคับ - -" - ผู้แปล) รวมถึงการโพลาไลซ์ของโฟตอน หลุมดำที่นักดาราศาสตร์พบนั้นมีมวลตั้งแต่ ไม่กี่ solar masses (เท่าไหร่วะเนี่ย - -") ซึ่งเกิดจากซากของดวงดาว ไปจนถึง supermassive ซึ่งอยู่บริเวณศูนย์กลางของกาแลกซี่ Messier 87. มีมวลประมาณ 3*109 solar masses (เท่าไหร่อีกฟะเนี่ย - -") อุณหภูมิของหลุมดำที่มีมวล 30 solar mass จะมีเพียง 2*10-9 เคลวิน และมีความสว่าง 10-31 วัต หลุมดำที่ใหญ่กว่าจะมีอุณหภูมิและความสว่างน้อยกว่า โดยที่อุณหภูมิจะมีค่าเป็นส่วนกลับของมวล และ ความสว่างจะมีค่าเป็นส่วนกลับของ มวลยกกำลัง2 อะ จบไปอีก 1 บทความ ยากเจงๆ เอ - -" สงสายจาแปลแป้กๆ เหอๆ อ่า สงสัยอะไรโพสท์ไว้นะคับ เด๋วผมรู้แล้วจามาบอก แล้วก็อ่า 1 solar mass เนี่ย มันมีค่าเท่าไหร่เหรอคับ ครายรู้บอกผมที

ความคิดเห็นที่ 296

ครู...ชิต
12 ธ.ค. 2548 15:20
  1. คุณ neverheal อย่างนี้พอได้ไหมครับ 1. relativistic particle types = จำนวนที่ได้ผลของอนุภาค relativistic เกี่ยวกับอนุภาคของรังสี 2. solar masses = มวลสุริยะ = ในระบบสุริยะดวงอาทิตย์มีมวลถึงสองพันล้านล้านล้านล้านตัน หรือ 2 x 1027ตันหรือ 2,000,000,000,000,000,000,000,000,000 ตัน คิดเป็นร้อยละ 98 ของวัตถุทั้งหมดในระบบสุริยะ 3. 3*109 = 3 x 109 = สามพันล้านมวลสุริยะ =3,000,000,000 มวลสุริยะ 4. 2*10-9 เคลวิน = 2 x 10-9 เคลวิน = 0.000000002 เคลวิน 5.10-31 วัต = 0.0000000000000000000000000000001 วัตต์หรือ 1 ใน 10 ล้านล้านล้านล้านล้าน วัตต์ หวังว่าคงเป็นข้อมูลได้นะคุณ neverheal ผิดถูกช่วยแก้ไขให้ด้วยนะขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 297

12 ธ.ค. 2548 15:33
  1. โอเช ขอบคุณคับครูชิต ส่วนบทความที่ครูชิตหามาให้อะคับ ขอเวลาซักพัก กำลังค่อยๆแปลนะคับ

ความคิดเห็นที่ 298

ครู...ชิต
12 ธ.ค. 2548 15:33
  1. คุณ neverheal เก่งนะครับ มีความพยายามดีมาก ในการศึกษาการช่วยเหลือซึ่งกันและกันผมว่าดีมากๆเลยนะครับและต้องขอขอบคุณ คุณ neverheal เป็นอย่างสูงสำหรับการแปลภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยต่อไปคุณ neverheal จะมีความชำนาญจากการฝึกฝนการแปลภาษาของคุณคงเป็นเรื่องง่ายและใช้เวลาน้อยผมขอให้กำลังใจครับ ต้องขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งสำหรับการแวะชมกระทู้นี้ ผมเองก็รู้บ้างไม่รู้บ้างเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่ไม่มีใครรู้อะไรหมดทุกสิ่งทุกอย่างแต่ที่แน่เรามีในสิ่งที่เราได้เช่นได้เรียน ได้ทำงาน ฯลฯ ครับ

ความคิดเห็นที่ 299

ครู...ชิต
12 ธ.ค. 2548 15:38
  1. โอ้คุณ neverheal เรากดส่งเกือบจะพร้อมกันต่างกันเพียงเศษเสี่ยวของวินาทีนะเนี้ยแต่ผมช้ากว่า ฮา ฮา ไม่มีน้ำตา

ความคิดเห็นที่ 300

neverheal
12 ธ.ค. 2548 16:52
  1. อันนี้เป็นข้อมูลที่ครูชิตหามาให้นะคับ ผมกาลางจัดการแปลให้อยู่คงต้องซักพักนะคับ Black Holes A Black Hole can be described as a region in space where a high degree of compression has occured. This region of compression may have been caused by the collapse of a star or it has been suggested in the case of smaller Black Holes as a result of the collapsing of highly compressed regions in the primordial dense medium existing after the big bang. These bodies have collasped catastrophically under their own gravity. Creation of a Black Hole During a stars lifetime nuclear reactions inside the star convert hydrogen into helium giving a release of energy. Gradually a star runs out of its hydrogen fuel. Depending on the mass of the star it may evolve in a number of ways. At less than twice the mass of our sun when the fuel is finished heat will be lost, contraction will take place and a stable state into a white dwarf will occur. Chandrasekhar limit Chandrasekhar in 1928 calculated the limit whereby a cold star cannot maintain its balance in terms of a constant radius, between its gravity and the "exclusion principle" which makes the star want to expand. Stars exceeding the Chandrasekhar limit, those which have a mass of over twice that of our sun, cannot settle into the stable state of a white dwarf. They may cool and swell to become a red giant, more massive stars may become supergiants the most massive exploding as supernova. In some cases these outcomes may occur with stars exploding thus throwing off sufficient matter to avoid gravitional collapse. Another scenario is that the star collapses under its own gravity. With such a star exhausted of nuclear fuel nothing remains of the outward pressure supporting the star against its own gravity. As the star shrinks the gravitional field becomes stronger. A point is reached where the escape velocity necessary to overcome the gravitional field cannot be exceeded even by light itself at a speed of 300,000 kilometers/second. At this point in time light is no longer emitted from the star, a Black Hole has been formed. Event Horizon Black Holes have a boundary the point at which light just fails to escape, this is called the Event Horizon or Schwarzschild radius which can be calculated from the formula: 2GM/(c2) Where: G = Newton's Constant of gravity M = Mass of star c = Velocity of light For example: for a star with a mass of 19.9 x 10^30Kg (A mass of about 10 times that of our Sun) this calculates to give a Schwarzschild radius of about 30 kilometers. Locating a Black Hole There are a number of methods which have been proposed to assist in locating black holes. One such method takes into account that a black hole whilst emitting no light will still exhert a gravitional force. Observations have been made in systems of two stars orbiting each other, being attracted by their respective gravitional forces. Other observations have been made where a star appears to orbit an unseen partner. A good example of this effect is Cygnus X-1. Visit X-1 by using the Virtual Space Observatory - Click here - to view. It is not necessarly the case that the unseen object is a black hole it could be a small, very faint, white dwarf. Some observations have shown that strong X-rays are emitted in some cases. A plausible explaination for this is that matter is attracted from the surface of the visible star spiralling towards the black hole. In doing so a large amount of heat is generated emitting X-rays. For this effect to take place the unseen object would have to be very small such as a white dwarf, neutron star or a black hole. อ่า รูปนี่ไม่เกี่ยวอะไรนะคับ แค่อยากใส่(แม้ว่าจะเสี่ยงคุกก็ตาม) อิอิ [[23850]]

ความคิดเห็นที่ 301

ครู...ชิต
12 ธ.ค. 2548 17:05
  1. The radio image below shows the central area of the Milky Way. It has been suggested that a massive Black Hole at the center of the Milky Way could be responsible for the central bulge and mini spiral. http://dnausers.d-n-a.net/dnetGOjg/Black/mw.htm

ความคิดเห็นที่ 302

neverheal
12 ธ.ค. 2548 21:47
  1. เย้ๆ แปลเสร็จแย้ว 555+ เกือบตาย - -" ผิดถูกก็ขออภัยนะค้าบ หลุมดำ หลุมดำสามารถเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของอวกาศที่ซึ่งมีความกดดันสูงมาก สถานที่แห่งนี้อาจเกิดจากการยุบตัวลงของดวงดาวลงจนเหลือขนาดเล็ก การยุบตัวลงนี้เกิดจากแรงดึงดูดของมันเอง การเกิดหลุมดำ ในช่วงชีวิตของดวงดาว แรงจากปฎิกิริยานิวเคลียร์จะทำหน้าที่ค้ำจุนดวงดาวไว้ แต่เมื่อถึงเวลาที่เชื้อเพลิงหมดดวงดาวที่มีมวลน้อยกว่าสองเท่าของดวงอาทิตย์ จะหดตัวลงกลายเป็น ดาวแคระขาว ลิมิตจันทรสิกขา ในปี 1928 จันทรสิกขา ได้คำณวนถึงขีดจำกัดที่ซึ่งดาวไม่สามารถรักษาสมดุลระหว่างแรงโน้มถ่วงและแรงผลักได้ ในดาวที่มีมวลมากกว่าสองเท่าของดวงอาทิตย์ จะไม่สามารถคงสภาพการเป็นดาวแคระขาวไว้ได้ มันจะพองตัวออกเป็นดาวแดงยักษ์ ดาวที่มีมวลมากกว่านี้จะกลายเป็น supergiants และในที่สุดก็จะระเบิดออกเป็น supernova การที่ดาวระเบิดนั้นจะทำการโยน(- -" เค้าเขียนว่า throwing ผมเลยไม่รู้ว่าจาใช้คำว่าไรดี) สสารในตัวออกไปเพื่อให้รอดพ้นจากการยุบตัวโดยแรงโน้มถ่วง อีกเหตุการณ์หนึ่ง คือดวงดาวจะยุบตัวลงด้วยแรงโน้มถ่วงของตัวมันเอง เมื่อดวงดาวใช้เชื้อเพลิงจนหมดและไม่มีแหล่งพลังงานที่จะมาต้านทานแรงโน้มถ่วงของตัวมันเองนั้น ดวงดาวจะหดตัวเล็กลง และยิ่งมันหดเล็กลงเท่าไหร่ มันจะยิ่งมีแรงดึงดูดมากขึ้นเท่านั้น (ตามกฎกำลังสองผกผัน - ผู้แปล) จนถึงจุดที่แสงซึ่งมีความเร็ว 300000 กิโลเมตร/วินาที ไม่สามารถหนีรอดออกมาได้ นั่นคือ หลุมดำได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว (555+ และแล้วมันก็โผล่มา) ขอบฟ้าสังเกตุการณ์ ณจุดที่กันเขตแดนระหว่างบริเวณที่แสงหนีออกมาได้กับบริเวณที่แสงไม่สามารถหนีออกมาได้ เราเรียกจุดนี้ว่า ขอบฟ้าสังเกตุการณ์ หรือ รัศมี Schwarzschild ซึ่งสามารถหาได้จากสูตร ขอบฟ้าสังเกตุการณ์ = 2GM/(c2) โดยที่ G=ค่าคงที่แรงโน้มถ่วงของนิวตัน M=มวลของดวงดาว c=ความเร็วแสง ตัวอย่าง สำหรับดวงดาวที่มีมวล 19.9*1030กิโลกรัม (มวลประมาณ 10 เท่าของดวงอาทิตย์) ขอบฟ้าสังเกตุการณ์จะมีค่าประมาณ 30 กิโลเมตร การค้นหาหลุมดำ มีวิธีการมากมายที่จะช่วยในการค้นหาหลุมดำ 1 ในวิธีการนั้นก็คือ หลุมดำนั้นจะไม่ปล่อยแสงออกมา แต่จะปล่อยคลื่นความโน้มถ่วงออกมา ผู้สังเกตุการณ์ สามารถตรวจสอบได้จากระบบดาวคู่ซึ่งจะเห็นว่ามีดาวดวงใดดวงหนึ่งโคจรรอบๆ ความว่างปล่าว ตัวอย่างที่ดีสำหรับเหตุการณ์นี้คือ Cygnus X-1 ท่านสามารถเข้าไปดูได้โดยคลิก ที่นี่ มันไม่จำเป็นเสมอไปว่า สิ่งที่เรามองไม่เห็นนั้นคือหลุมดำ มันอาจจะเป็นดาวแคระขาวที่มีขนาดเล็กมากก็ได้ ในการสังเกตุการณ์บางครั้งได้แสดงให้เห็นถึง รังสี X กำลังสูง ถูกปล่อยออกมาในบางกรณี คำอธิบายที่มีน้ำหนักคือรังสีเหล่านี้ถูกปล่อยออกมาจากดาวที่โคจรรอบๆหลุมดำ ด้วยอุณหภูมิที่สูงมาก ทำให้มันปล่อยรังสี X ออกมา - -" โอว แปลเสร็จแร้ว จาบ้าตาย เหอๆ มีไรสงสัยก็โพสท์ไว้นะค้าบ เด๋วผมรู้อารายจามาตอบให้ อ่า รูปข้างล่างก็ไม่เกี่ยวอะไรอีกแระ แค่อยากวาง อิอิ ครายจะรู้ว่าชูวิทย์ก็ชอบปังย่า หึๆๆ จาติดคุกมั้ยเนี่ย ถ้าติดไปประกันตัวผมที [[23851]]

ความคิดเห็นที่ 303

คนรักจักรวาล
12 ธ.ค. 2548 22:11
  1. คุณข้างบนอะ ออกรอบกับผมซักรอบมั๊ย

ความคิดเห็นที่ 304

12 ธ.ค. 2548 22:41
  1. อาวอ๊ะป่าว แอดชื่อมาจิ id: icute999 วันไหนบอกมา เหอๆ

ความคิดเห็นที่ 305

14 ธ.ค. 2548 15:22
  1. พี่ครับ ผมอยากรู้เรื่องอุณหภูมิผิว และสีของดาวฤกษ์อะครับ

ความคิดเห็นที่ 306

คนรักจักรวาล
14 ธ.ค. 2548 16:55
  1. แต่ละดวงเท่ากันเหรอ ผมทราบเฉพาะ ดวงอาทิตย์นะครับ ชั้นโฟโตสเฟียร์ 5,700-5,800 เคลวิน ชั้นโครโมสเฟียร์ 6,000-10,000 เคลวิน ชั้นโคโรนา 2,000,000 เคลวิน หมายเหตุ 0 องศาเซลเซียส = 273 เคลวิน (ไม่เรียกองศาเคลวิน)

ความคิดเห็นที่ 307

ครู...ชิต
14 ธ.ค. 2548 21:08
  1. [[23852]] หลุมดำที่เกิดจากดาวฤกษ์ตายแล้ว เมื่อดาวฤกษ์ที่มวลมาก ๆ ถึงคราวหมดอายุไข จะเกิดการระเบิดเป็น ซูเปอร์โนวา หากหลังการระเบิดยังหลงเหลือมวลสารที่ใจกลางของดาวมากกว่า 3 เท่าของดวงอาทิตย์ มวลใจกลางดาวนั้นจะยุบตัวต่อลงเป็นหลุมดำ แหล่งกำเนิดรังสีเอกซ์หลายแห่งในกาแล็กซีทางช้างเผือก เช่น Cygnus X-1 ในกลุ่มดาวหงส์ ก็เชื่อว่าเป็นหลุมดำชนิดนี้ ภาพจาก : http://dnausers.d-n-a.net/dnetGOjg/Black/CygnusX1.htm

ความคิดเห็นที่ 308

ครู...ชิต
14 ธ.ค. 2548 21:21
  1. [[23853]] หลุมดำยักษ์ หลุมดำจำพวกนี้จะมีมวลมากมายมหาศาล อาจมีมวลมากนับเป็นหลายพันล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในใจกลางของกาแล็กซีขนาดใหญ่ ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ นักดาราศาสตร์พบหลุมดำชนิดนี้อยู่ตามกาแล็กซีขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราด้วย

ความคิดเห็นที่ 309

16 ธ.ค. 2548 14:45
  1. แต่ล่ะคนมีความรู้มากความพยายามดีจิงๆเลยครับ การแผ่รังสีกับสเปกตรัมสีดำมันคืออะไรเหรอครับ

ความคิดเห็นที่ 310

16 ธ.ค. 2548 18:26
  1. ครูชิตค่ะ หนูอยากจะเรียนฟิสิกส์ให้รู้เรื่องแต่ทำยังไงก็ไม่เข้าใจ หนูควรทำไงดี หรือว่า อาจารย์สอนไม่เข้าใจ กรุณาช่วยตอบด้วยค่ะ (เด็กรักฟิสิกส์ก็ช่วยตอบด้วย ขอบคุณค่ะ)

ความคิดเห็นที่ 311

neverheal
16 ธ.ค. 2548 18:58
  1. กลับมาแย้วค้าบ เหอๆ ไม่ได้มา2วัน แบบว่าทำงานกีฬาสีอยู่ หุหุ มาแล้วก็เข้าเรื่องเลยนะคับ อันนี้เป็นข้อมูลที่ครูชิตหามาให้ เรื่องSingularity Singularity It is not possible to study black holes without coming across the term Singularity. Indeed there are different interpretations of the constituants making up a singularity for example the tidal gravity of what is known as BKL (Belinsky, Khalatnikov and Lifshitz) singularity is very different from the Oppenheimer-Snyder singularity. What is meant by Singularity, or a singular spacetime in relation to black holes? "A spacetime is singular if it is timelike or null geodesically incomplete but cannot be embedded in a larger spacetime." - Stephen Hawking Here is my own attempt at a definition based on Stephen Hawking's. A singularity is timelike but cannot be embedded in a larger spacetime, it can be seen as a consquence of the gravity inside a black hole producing an "apparent horizon" pulling outgoing light rays back in, the gravity becoming so strong a null point in time is created. In order to further understanding, Einstein's general relativistic laws are now seen to merge with the laws of quantum mechanics under the heading Quantum Gravity. Wheeler has argued that because there is no such thing as time in the singularity, when BKL tidal gravity forces peak, space gives way to "Quantum foam" เหอๆ แปลยากพอตัวแฮะ

ความคิดเห็นที่ 312

neverheal
16 ธ.ค. 2548 19:17
  1. ตอบความคิดเห็นที่ 309 ของคุณ งุงิ นะคับ สำหรับการแผ่รังสีเนี่ย ใช่การแผ่รังสีฮอว์คกิ้งป่าวคับ ผมไม่แน่ใจ ถ้าใช่นะคับ การแผ่รังสีฮอว์คกิ้งเนี่ย มันเกิดจากหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิก ที่ว่า บริเวณที่ว่างเปล่านั้น แท้จริงแล้ว มันไม่ได้ว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์ แต่มันมีพลังงาน หรือ อนุภาค อยู่ด้วยเสมอ ดังนั้น จากสมการ E=mc2 ของEistien ทำให้เราทราบว่า เมื่อมีพลังงาน ก็ย่อมสามารถเกิดอนุภาค (หรือมวล) ขึ้นมาได้ แต่ทุกครั้งที่เกิดอนุภาคออกมา ย่อมต้องมี อนุภาคปฏิปักษ์ เกิดขึ้นมาด้วย และอนุภาคกับอนุภาคปฏิปักษ์ เนี่ย เมื่อมันแตะกัน มันจะทำลายตัวมันเอง ออกมาเป็นพลังงานอีก แล้วทีนี้ ถ้าการเกิดอนุภาคนั้น เกิดบริเวณริมขอบฟ้าสังเกตุการณ์ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น แน่นอน ถ้าเกิดขึ้นแล้ว แล้วอนุภาคปฏิปักษ์เกิดถูกแรงดึงดูด ดูดเข้าไป อนุภาคปฏิปักษ์นั้นมันก็จะไปทำลายอนุภาคในหลุมดำ ทำให้กลายเป็นรังสี และมวลของหลุมดำก็จะลดลงด้วย ส่วนเรื่องสเปกตรัมสีดำนั้น ผมไม่รู้จริงๆคับ แบบว่า ผมอาจจะแปลผิดก็ได้ เพราะยังไม่ค่อยเก่งมาก เลยอาจทำให้เกิดความสับสน ยังไงก็ ขออภัยไว้ณที่นี้ด้วยนะคับ

ความคิดเห็นที่ 313

neverheal
16 ธ.ค. 2548 19:21
  1. สำหรับความเห็นเพิ่มเติมที่ 310 นะครับ ถ้าเราอยากเรียนฟิสิกส์ให้เก่งๆ ก็ไม่มีอะไรมาก ตั้งใจ ทำโจทย์เยอะๆ งงอะไรก็ถามๆๆๆๆๆๆ การถามนี่แหละ จะช่วยให้เราคลายความสงสัยลงได้ ขอให้เรียนฟิสิกส์อย่างมีความสุขนะครับ เจริญพร...โยม (อิอิ)

ความคิดเห็นที่ 314

ครู...ชิต
17 ธ.ค. 2548 10:31
  1. [[23854]] ภาพแสดงอุณหภูมิพื้นผิวและการส่องสว่างของดาวฤกษ์เรียกว่าไดอะแกรมเฮิร์ตสปรังรัสเซล(Hertzsprung – Russel diagram) สีของอักษรแสดงถึงความร้อนบนผิวดาว สีฟ้าแสดงว่าร้อนมาก ต้องขอขอบคุณหลายๆความคิดเห็น นะครับ การแผ่รังสี (Radiation) เป็นการถ่ายเทความร้อนออกรอบตัวทุกทิศทุกทาง โดยมิต้องอาศัยตัวกลางในการส่งถ่ายพลังงาน ดังเช่น การนำความร้อน และการพาความร้อน การแผ่รังสีสามารถถ่ายเทความร้อนผ่านอวกาศได้ วัตถุทุกชนิดที่มีอุณหภูมิสูงกว่า -273 องศาเซลเซียส หรือ K (เคลวิน) ย่อมมีการแผ่รังสี วัตถุที่มีอุณหภูมิสูงแผ่รังสีคลื่นสั้น วัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำแผ่รังสีคลื่นยาว ในการศึกษาเรื่องสเปกตรัมก็ควรมีความเข้าใจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมีความถี่ต่อเนื่องกันเป็นช่วงกว้างๆ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่างๆเหล่านี้เรียกรวมกันว่าสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดต่างๆในสเปคตรัมมีแหล่งกำเนิดและการตรวจจับที่แตกต่างกันแต่ต่างก็มีสมบัติที่สำคัญเหมือนกัน กล่าวคือ เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วเท่ากับความเร็วแสง และมีพลังงานส่งผ่านไปพร้อมกับคลื่น ในส่วนสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากพลังงานดวงอาทิตย์ ประกอบด้วย รังสีเอ็กซ์ แกมมา และอัลตราไวโอเลต รวมประมาณ ร้อยละ 9 รังสีที่มองเห็น ร้อยละ 41 อีกร้อยละ 50 คือ อินฟาเรดและความร้อน ในการศึกษาความสัมพันธ์ของสี อุณหภูมิของดวงดาวตลอดจนความยาวคลื่นเข้มสุดจากการถ่ายสเปกตรัมยังทำให้เราทราบธาตุและโมเลกุลต่างๆที่อยู่บนผิวดาวจากเส้นสเปกตรัมที่ถูกดูดกลืนที่ความยาวคลื่นจำเพาะของธาตุต่างๆหรือข้อมูลธาตุองค์ประกอบของผิวดาวเช่น ดาวสีส้ม จะเห็นสเปกตรัมดูดกลืนของโมเลกุลขนาดเล็กอยู่บ้าง บนดาวสีแดงซึ่งเย็นที่สุดในหมู่ดาวฤกษ์ก็จะมีเส้นสเปกตรัมดูดกลืนของโมเลกุลต่างๆปรากฏให้เห็นมากมายคุณ งุงิ ครับ ผมขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับ spectrum จากภาพถ่ายดาว หรือ การจำแนกดาวตามคลื่นแสง ถ้าไม่ตรงอย่างไรก็ขออภัยด้วยหรืออาจจะมีคำตอบซ่อนอยู่หาให้เจอนะครับ มาทำความรู้จักการจำแนกดาวตามคลื่นแสง การศึกษา spectrurm จากภาพถ่ายดาว กำเนิดขึ้นใน พ.ศ.2428 โดยนักดาราศาสตร์ ชาวอเมริกา ชื่อ เอ็ดเว็ร์ด ชาร์ล พิคเคอริง ที่ทำงานอยู่ที่หอดูดาวมหาวิทยาลัย อาวาร์ด ซึ่งผู้ที่ศึกอย่างจริงจังต่อมาคือ แอนนี่ เจ แคนนอน ซึ่งทำให้มีการค้นพบอย่างสำคัญว่าคลื่นแสงของดวงดาวสามารถใช่เป็นตัวแปรในการจำแนกดาวได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้หลักการพื้นฐานของการดูดกลืนคลื่นแสงที่แผ่มาจากดวงดาวความผันแปรของคลื่นแสงที่ตรวจพบช่วยให้ประเมินอายุของดาวได้ รวมทั้งลำดับขั้นการพัฒนาของดวงดาวด้วย จากการผันแปรของคลื่นแสงดวงดาว นักดาราศาสตร์สามารถจำแนกดาวได้ออกเป็น 7 กลุ่มเรียงจากดาวที่อุณหภูมิผิวสูงที่สุดมีสีน้ำเงิน ลดหลั่นลงมาและท้ายสุดคือซึ่งเป็นพวกดาวสีแดงที่ค่อนข้างเย็นและยังซอยลงไปอีกเป็น 10 ประเภทย่อยต่อท้ายเพื่อแสดงสถานะย่อยในแต่ละกลุ่ม(จะไม่ขอกล่าวในที่นี้) ในการแทนอักษรแต่ละกลุ่ม ได้แก่ O B A F G K และ M ซึ่งกำหนดแทนลักษณะการผันแปรและความเข้มของแสงที่แผ่มาจากก๊าซไฮโดรเจน ยังรวมถึงคลื่นแสงที่แผ่มาจากธาตุอื่น ใช้เป็นปัจจัยประกอบในการจำแนกดาว ที่มีรูปแบบแถบคลื่นแสง ความผันแปร และความเข้มของแสงคล้ายคลึงกัน(มีเลข 0 – 9 ต่อท้าย)

ความคิดเห็นที่ 315

ครู...ชิต
17 ธ.ค. 2548 10:34
  1. แก้ไขข้อความการแผ่รังสี ที่ตัวหนาดำ การแผ่รังสี (Radiation) เป็นการถ่ายเทความร้อนออกรอบตัวทุกทิศทุกทาง โดยมิต้องอาศัยตัวกลางในการส่งถ่ายพลังงาน ดังเช่น การนำความร้อน และการพาความร้อน การแผ่รังสีสามารถถ่ายเทความร้อนผ่านอวกาศได้ วัตถุทุกชนิดที่มีอุณหภูมิสูงกว่า -273 องศาเซลเซียส หรือ 0 K (เคลวิน) ย่อมมีการแผ่รังสี วัตถุที่มีอุณหภูมิสูงแผ่รังสีคลื่นสั้น วัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำแผ่รังสีคลื่นยาว

ความคิดเห็นที่ 316

ครู...ชิต
17 ธ.ค. 2548 10:46
  1. [[41869]] ภาพแสดงแถบคลื่นแสงจากธาตุต่างๆเมื่อผ่านปริซึมจะแยกออกเป็นเส้นสีต่างกัน ดังนั้น เมื่อแยกแถบคลื่นแสงเป็นเส้นสีทำให้วิเคราะห์ได้ว่าดาวดวงนั้นประกอบด้วยธาตุใดบ้าง

ความคิดเห็นที่ 317

ครู...ชิต
17 ธ.ค. 2548 11:27
  1. ครูชิตค่ะ หนูอยากจะเรียนฟิสิกส์ให้รู้เรื่องแต่ทำยังไงก็ไม่เข้าใจ หนูควรทำไงดี หรือว่า อาจารย์สอนไม่เข้าใจ กรุณาช่วยตอบด้วยค่ะ (เด็กรักฟิสิกส์ก็ช่วยตอบด้วย ขอบคุณค่ะ) ขอบคุณครับ เด็กอยากเรียนฟิสิกส์รู้เรื่อง ถ้าผมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ในอนาคตอันใกล้นี้ไม่เกินจริงที่ผมจะกล่าวและเสนอข้อมูลครับ ฟิสิกส์ เป็นวิทยาศาสตร์กายภาพ ซึ่งกว้างมาก ควรระบุเป็นด้านๆไปแต่ผมพอจับเป็นประเด็นได้น่าจะ 2 ส่วนนะเช่น ด้านทฤษฎีเนื้อหาสาระต่างๆกับการอธิบายโดยใช้ภาษาทางคณิตศาสตร์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าอยากได้สิ่งใดก็ควรจะรักสิ่งนั้นก่อนครับ เช่น ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ซึ่งผมรักในสิ่งนี้ครับ ในการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เกิดจาการทำงานหรือเรียนรู้เพียงคนเดียว แต่เกิดจากกิจกรรมสัมพันธ์และกิจกรรมหมู่คณะหรือศึกษาจากการอ่านเนื้อหา บทความ การแลกเปลี่ยนความรู้ให้ได้มาก หลายๆเรื่อง อาจจะเป็น 1,000 เรื่อง 1,000 บทความ เพื่อมาสร้างเป็นองค์ความรู้ของตัวเองจนถึงขั้นวิจัยในเรื่องนั้นอย่างเป็นขั้นตอนและอธิบายด้วยภาษาการวิจัย ตลอดจนนำเสนอผลงานในรูปแบบต่างๆเช่น บทความ รายงานการวิจัย เป็นต้น สรุปสั่นๆ คือ รับรู้ สร้างองค์ความรู้ นำเสนอเป็น ค่อยๆเดินไปทีละขั้นอย่างมั่นคง ก็ประมาณนั้นครับ เดียวในช่วงต่อไปผมจะนำเสนอบุคคลที่ประสบความสำเร็จให้หนูทราบเพื่อเป็นกำลังในการเรียนรู้นะครับ

ความคิดเห็นที่ 318

ครู...ชิต
17 ธ.ค. 2548 11:38
  1. [[23855]] "ผมไม่ได้เป็นคนที่มีความสามารถพิเศษแต่อย่างใดเพียงแต่ผมเป็นคนที่เปี่ยมล้นไปด้วยความยากรู้อยากเห็นเท่านั้นเอง" ไอน์สไตน์

ความคิดเห็นที่ 319

ครู...ชิต
17 ธ.ค. 2548 11:53
  1. [[23856]] "คำว่าอัจฉริยะในความคิดของผม ประกอบด้วยพรสวรรค์ 1% ส่วนอีก 99 % มาจากความพยายาม" โทมัส อัลวา เอดิสัน ผลงาน : - เป็นผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า, หีบเสียง, จานเสียง, เครื่องบันทึกเสียง, กล้องถ่ายภาพยนตร์

ความคิดเห็นที่ 320

neverheal
20 ธ.ค. 2548 18:46
  1. เห็นด้วยกับท่าน เอดิสัน นะครับ ที่ว่าคนเราเนี่ย ถึงแม้จะไม่มีพรสวรรค์ แต่ถ้ามีพรแสวง เราก็ประสบผลสำเร็จได้ สู้โว้ย (- -)V

ความคิดเห็นที่ 321

21 ธ.ค. 2548 15:30
  1. ขอบคุณมากๆสำหรับคำตอบครับ วันก่อนผมไปอ่านเจอในหนังสือเล่มนึงบอกว่า ควอซาร์อาจจะเป็นwhite hole ที่เชื่อมกับblack hole ด้วยรูหนอนซึ่งสัมพัทธภาพทั่วไปก็อนุญาติให้เกิดขึ้นได้ และ เจ้าควอซาร์จะมีการปล่อยพลังงานออกมาตลอด คนอื่นคิดอย่างไรบ้างครับ

ความคิดเห็นที่ 322

neverheal
21 ธ.ค. 2548 21:55
  1. ผมว่า ถ้าควาซาร์เป็นรูหนอนเนี่ย แสดงว่าระดับพลังงานในตัวมันเนี่ย ต้องมีค่าติดลบ และมันยังต้อง สามารถรักษาสภาพรูหนอนไว้ได้ เพื่อที่จะสามารถส่งมวลสารได้ แต่ถ้าเป็น white hole จริง ถ้างั้นสสารที่ black hole ดูดเข้าไปเนี่ย มันต้องไม่เพิ่ม ในตัว black hole สิคับ ถ้างั้น black hole ต้องมีมวลคงที่ตลอดกาลหรือ? อืม ผมก็ม่ายรู้นะ เด๋วคิดอะไรออกจามาบอกต่อ

ความคิดเห็นที่ 323

ครู...ชิต
22 ธ.ค. 2548 19:25
  1. [[23857]] ต้องขอบคุณ คุณ. neverheal และ คุณ งุงิ นะครับที่ช่วยแบ่งปันความรู้ ในเรื่อง หลุมขาวและรูหนอน White Holes and Wormholes นั้น ผมว่ายังไม่มีทฤษฎีใดๆอธิบายได้อย่างชัดเจนนะครับ โดยเฉพาะฟิสิกส์ ก็มีไอน์สไตน์ที่พยายามอธิบายเรื่องนี้ซึ่งผมมีบทความมาให้อ่านเพื่อศึกษาร่วมกันนะครับ White Holes and Wormholes "จากสมการสนาม (Field Equation) ของไอน์สไตน์สามารถนำมาแก้ปัญหา ในเรื่องของเหตุการณ์ (Event Horizon) (คือบริเวณทางทฤษฎีที่อยู่รอบ ๆ หลุม ดำ) ทั้งในเอกภพของเรา และในเอกภพอื่นที่อยู่ไกลออกไปในอวกาศและเวลา ถ้า หากว่าไม่มีภาวะเอกภพ (Singularity) (บริเวณจุดศูนย์กลางของหลุมดำที่สสาร ถูกดูดลงไป) ก็จะต้องมี Warm Hole เป็นทางเชื่อมต่อบริเวณอวกาศ-เวลา ที่ เราอยู่กับเอกภพอื่น ดังนั้นตามทฤษฎีแล้ว จึงเป็นไปได้ที่สสารและพลังงานจะถูกย้ายจากเอกภพ ของเราไปสู่อีกเอกภพหนึ่ง ซึ่งจากสมการจะเป็นเอกภพที่มีสถานที่และเวลาแตก ต่างไปจากเอกภพของเรา บริเวณที่สสารและพลังงาน จะปรากฏออกมาจาก เอกภพหนึ่งไปยังอีกเอกภพหนึ่ง เรียกว่า "หลุมขาว" (White Hole) นั้น ในช่วง หนึ่งจะแสดงตัวเป็น "หลุมขาว" (White Hole) ในที่และเวลาอีกแห่งหนึ่งของ อวกาศ และจะป้อนสสารพลังงาน จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง นักวิชาการบาง ท่านมีความแน่ใจว่า "หลุมดำ" และ "หลุมขาว" นี่เอง คือคำตอบสำคัญของการนำ มาอธิบายปรากฏการณ์ของ ควอซาร์ ซึ่งเป็นแหล่งมีพลังงานสูงมากมหาศาลและ เชื่อว่า ควอซาร์ คือสถานที่ของหลุมขาว อย่างไรก็ดี ทฤษฎีที่กล่าวมานี้ ยังมีรากฐานไม่มั่นคงพอ เรายังค้นไม่พบ "เอกภพอื่น" ได้อย่างชัดเจน และแน่นอนว่า เราคงจะไม่ได้หลักฐานว่ามีเอกภพ อื่นอยู่จริง ๆ แม้ว่าสมการสนามของไอน์สไตน์ จะแสดงว่า ยังมีเอกภพอื่น ๆ อีก แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีอยู่จรง ๆ ถึงแม้ว่าทฤษฎีในปัจจุบันจะคาดหมายไว้ว่า หลุมดำ รวมทั้งปรากฏการณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น มีหลุมขาว มี เวอร์มโฮล (Worm Hole) มีเอกภพอื่น ๆ มีทางเชื่อมต่อระหว่าง อวกาศ-เวลา ซึ่งความจริงอาจมี อยู่จริง ๆ ปัญหาสำคัญอยู่ที่เรื่องการหาคำอธิบายโดยแน่ชัดของแห่งเกิดพลังงาน มหาศาล เช่น คอวซาร์ ได้เท่านั้น ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ถ้าหากพลังงานถูกย้ายไปมาระหว่าง เอกภพอื่น ๆ หรืออยู่ภายในเอกภพนี้ แสดงว่าทฤษฎีสถานะคงที่ไม่ถูกต้อง ใน ทำนองเดียวกันการย้ายของมวลและพลังงานเช่นนั้น จะทำให้ความสัมพันธ์ ระหว่างระยะทาง/ความเร็วตามกฎของฮับเบิล ในบริเวณที่ห่างไกลออกไปใน เอกภพใช้ไม่ได้" ข้อความคัดลอกจาก : http://www.doodaw.com/article/index.php?topic=uniepisode19 ......................................... Schwarzschild wormhole The Schwarzschild metric admits negative square root as well as positive square root solutions for the geometry. The complete Schwarzschild geometry consists of a black hole, a white hole, and two Universes connected at their horizons by a wormhole. The negative square root solution inside the horizon represents a white hole. A white hole is a black hole running backwards in time. Just as black holes swallow things irretrievably, so also do white holes spit them out. White holes cannot exist, since they violate the second law of thermodynamics. General Relativity is time symmetric. It does not know about the second law of thermodynamics, and it does not know about which way cause and effect go. But we do. The negative square root solution outside the horizon represents another Universe. The wormhole joining the two separate Universes is known as the Einstein-Rosen bridge. ภาพและข้อความคัดลอกจาก : http://casa.colorado.edu/~ajsh/schww.html

ความคิดเห็นที่ 324

neverheal
25 ธ.ค. 2548 22:34
  1. อ่า ขอบคุณครูชิตมากครับเรื่องหลุมขาว แต่ทีนี้ ผมคิดว่า ถ้ามันมีการเคลื่อนย้ายมวลสาร จริงๆ แล้วมันเคลื่อนย้ายผ่านอะไรล่ะ เพราะไอนส์ไตน์ได้ปิดโอกาศในการเดินทางเร็ว กว่าแสงไปแล้ว แต่ยังเปิดในเรื่องของ กาลอวกาศรูปแบบพิเศษ ที่เรียกว่า รูหนอน (worm hole) แต่ว่า รูหนอนเนี่ย มันเกิดจากพลังงานที่เป็นลบ แสดงว่า หลุมดำ เป็นพลังงานที่เป็น ลบหรือ อืม น่าคิด เด๋วผมหาข้อมูลมาเพิ่มเติมนะครับ

ความคิดเห็นที่ 325

ครู...ชิต
26 ธ.ค. 2548 13:35
  1. [[23858]] Stabilizing a wormhole with exotic matter ภาพจาก : http://casa.colorado.edu/~ajsh/schww.html

ความคิดเห็นที่ 326

Dark of Angel
26 ธ.ค. 2548 17:29
  1. ครูชิตครับผมกลับมาแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 327

neverheal
26 ธ.ค. 2548 18:12
  1. ขอบคุณครับครูชิต สำหรับลิงค์ แต่อ่านแล้วน่าเสียดายเนอะ ที่เราไม่สามารถเดินทางผ่านรูหนอนไปได้ ไม่งั้นเราคงสามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วมหาศาลได้ อืม...ไม่เป็นไร ผมคิดว่ายังไงมนุษย์ ก็ต้องค้นคว้าสิ่งใหม่ๆได้เสมอแหละครับ

ความคิดเห็นที่ 328

ครู...ชิต
26 ธ.ค. 2548 21:55
  1. สวัสดีปีใหม่ครับ Dark of Angel , neverheal และ ทุกๆท่าน พอดีมีเว็บเกี่ยวกับมวลสาร พลังงานและหลุมดำมาให้อ่านครับ http://kitty.in.th/index.php?room=article&id=81

ความคิดเห็นที่ 329

ครู...ชิต
26 ธ.ค. 2548 22:10
  1. มีลิงค์ จาก วิชาการ.คอม ตั้งแต่ปี 2544 เกี่ยวกับ หลุมขาว น่าจะเพิ่มความกระจ่างขึ้นบ้างนะครับ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=102&Pid=9846&PHPSESSID=

ความคิดเห็นที่ 330

ครู...ชิต
26 ธ.ค. 2548 22:23
  1. สุดท้ายแล้วครับ เกี่ยวกับ หลุมดำ หลุมขาว และ รูหนอน ผมอ่านดูเห็นว่า น่าจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะ คุณ งุงิ และ neverheal ซึ่งสนใจเรื่อง หลุมดำ หลุมขาว และ รูหนอน เป็นพิเศษ อ่านจากลิงค์ที่ผมคัดมาโดยเฉพาะจาก วิชาการ.คอม คงไม่ว่าที่ผมนำลิงค์มาให้อ่านก่อน http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=101&Pid=9365&PHPSESSID=bb7ea65a20e67904e1c4b6963078d745

ความคิดเห็นที่ 331

29 ธ.ค. 2548 00:36
  1. อยากใหช่วยหาเนื้อหาเกี่ยวกับบรรยากาศชั้นเมโซสเฟียร์และการเกิดชายฝั่งทะเลยกตัวได้ไหมคะ ต้องการอย่างด่วนเลยค่ะตอบกลับทีe-mailก็ได้ค่ะ ได้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้หรือได้ทั้ง2เรื่องเลยก็จะยิ่งดีมาก ช่วยหาให้ด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 332

ครู...ชิต
30 ธ.ค. 2548 13:51
  1. [[23859]] เมโซสเฟียร์ คือ ชั้นบรรยากาศที่อยู่เหนือชั้นสราโตสเฟียร์ขึ้นไปจนถึงระดับความสูงประมาณ 80 กิโลเมตรเหนือสตราโตรสเฟียรส์ขึ้นไป อุณหภูมิลดต่ำลงอีกครั้ง จนถึง -90 องศาเซลเซียส ที่ระยะสูง 80 กิโลเมตร ทั้งนี้เนื่องจากห่างจากแหล่งความร้อนในชั้นโอโซนออกไป มวลอากาศในชั้นนี้มีไม่ถึงร้อยละ 0.1 ของมวลอากาศทั้งหมด อุณหภูมิของบรรยากาศชั้นนี้จะลดลงตามระดับความสูง บรรยากาศของโลก แบ่งตามองค์ประกอบในบรรยากาศ 1.เอ็กโซสเฟียร์ (Exosphere) ระดับความสูง 640 ถึงมากกว่า 2,400 กิโลเมตร ที่ระดับสูงกว่า 2,400 กิโลเมตร ก๊าซส่วนใหญ่เป็นไฮโดรเจน ที่ระดับสูงกว่า960-2,400 เป็นไฮโดรเจนและฮีเลียม เท่า ๆ กัน ที่ระดับต่ำกว่า 960 กิโลเมตรมีออกซิเจนอยู่ด้วย 2.ไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) ระดับความสูง 56-640 กิโลเมตร เป็นชั้นที่อะตอมของก๊าซอยู่ในรูปของไอออน มีประจุไฟฟ้า บรรยากาศชั้นนี้สะท้อนคลื่นวิทยุ 3. สตาร์โตสเฟียร์ (Startosphere)ระดับความสูง 10-56 กิโลเมตรประกอบด้วยชั้นโอโซน กักกั้นรังสีคลื่นสั้น จากนอกโลก ไม่ให้เป็นอันตรายต่อชีวิตบนโลก 4. โทรโปสเฟียร์ (Troposphere) จากพื้นโลกถึงความสูง 10 กิโลเมตร บรรยากาศชั้นนี้ อยู่ติดกับพื้นโลก ก๊าซส่วนใหญ่เป็นก๊าซไนโตรเจน และออกซิเจน เป็นชั้นที่เกิดเมฆและสภาพอากาศทางอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลจาก : กรมทรัพยากรธรณีและศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ ภาพจาก : SOHO

ความคิดเห็นที่ 333

30 ธ.ค. 2548 18:47
  1. โอววววว บรรยากาศจงเจริญ สวัสดีปีใหม่คร้าบบบบบบบบบบ

ความคิดเห็นที่ 335

2 ม.ค. 2549 03:50
  1. นักฟิสิกส์ก็หวังจะสร้าง black hole ขนาดจิ๋วขึ้นใน lab อยู่ด้วยครับ ซึ่งถ้าทำได้ มันจะแผ่รังสี hawking radiation และสลายตัวไปในเวลาอันสั้น จาก http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X3992415/X3992415.html ทีนี้อยากทราบว่า การสร้าง black hole ขนาดจิ๋ว ทำได้อย่างไรครับ

ความคิดเห็นที่ 336

2 ม.ค. 2549 04:14
  1. อืม ทราบแล้วฮับ http://physics.science.cmu.ac.th/ps/ps8/ps8a5.htm

ความคิดเห็นที่ 337

ครู...ชิต
2 ม.ค. 2549 08:45
  1. [[23861]] หลุมดำจิ๋ว (Mini black holes) หลุมดำพวกนี้ มีขนาดราว 10-15 หลุมดำที่มนุษย์จะสร้างได้จาก 3 ชนิดน่าจะมีเพียงชนิดเดียว คือ หลุมดำจิ๋ว หลุมดำจิ๋วที่นักฟิสิกส์จะสร้างขึ้นมาอยู่ที่ CERN (ห้องทดลองทางฟิสิกส์อนุภาคที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)โดยเครื่องมือที่จะสร้างมีชื่อว่า LHC (Large Hadron Collider) ซึ่งเป็นที่ที่นักฟิสิกส์ จะจับ เอา Hadron มาชนกันที่พลังงานสูงยิ่งยวด Hadron คืออนุภาคที่มีอันตรกิริยา อย่างแรง นั่นคือ Meson (ประกอบด้วยควาก และปฏิควาก (quark - antiquark) ) และ Baryon (ประกอบด้วย ควาก 3 ตัว เช่น โปรตอน นิวตรอน เป็นต้น) LHC ได้รับการ คาดหมายว่าจะสร้างเสร็จในปี 2005 และเดินเครื่องได้ในปี 2006 ส่วนรายละเอียดศึกษาจาก.... Links ที่น่าสนใจ เมื่อมนุษย์จะสร้างหลุมดำขึ้นมาเอง http://physics.science.cmu.ac.th/ps/ps8/ps8a5.htm เครื่องเร่งอนุภาค LHC : http://lhc.web.cern.ch/lhc/ มิติเสริม ( Extra Dimensions ) http://d0server1.fnal.gov/users/gll/public/edpublic.htm หลุมดำ http://www.damtp.cam.ac.uk/user/gr/public/bh_home.html ภาพจาก : http://lhc.web.cern.ch/lhc/

ความคิดเห็นที่ 338

ครู...ชิต
2 ม.ค. 2549 09:15
  1. [[23862]] คุณ wacky มีอะไรก็สามารถแบ่งปันความรู้กันได้นะครับ สิ่งที่คุณ wacky รู้ หรือ มีมุมมอง ผมจะไม่มีหรือมีน้อยกว่าและผมเห็นด้วยกับการแลกเปลี่ยนความรู้กับมุมมองต่างๆ เพราะสิ่งนี้หละทำให้เรารู้มากขึ้นเพราะตำราเล่มสุดท้ายจากหลักสูตรก็ตอนจบอุดมศึกษาครับ(ผม)ถ้าไม่ค้นคว้า ภาพดัดแปลงจาก : http://www.nextstep.co.th/newexplorer/blackhole.html

ความคิดเห็นที่ 339

ครู...ชิต
3 ม.ค. 2549 09:41
  1. [[23863]] Ring Arourd a suspected Black Hole in Galaxy NGC 4261 ภาพ : NASA / HST

ความคิดเห็นที่ 341

ครู...ชิต
3 ม.ค. 2549 17:56
  1. [[23865]] Massive Black Holes in Galaxy NGC 3377,NGC 3379 and NGC 4486 ภาพ : NASA / HST

ความคิดเห็นที่ 342

neverheal
3 ม.ค. 2549 18:21
  1. [[23866]] หวัดดีค้าบ ไม่ได้มานานเรย แบบว่าติดปีใหม่ เหอๆ อ่า สำหรับ คห.340 ของคุณ Orgainc Chem อะครับ คือว่า ถ้าหากแสงเนี่ยสามารถเดินทางเป็นเส้นโค้งได้ ถ้างั้นมันอาจเกิดปรากฏการณ์แบบในรูปก็ได้นะครับ คือจากดาวที่เรามองเห็นอะ ลำแสงของมันอาจเดินทางผ่าน ดาวขนาดใหญ่หรือ หลุมดำ แล้วทีนี้ ถ้ามันโค้งวนกลับ มาที่โลกอีกครั้งเนี่ย เราก็จะเห็นดาวดวงนี้เป็น 2 ดวง อยู่คนละตำแหน่งของท้องฟ้าได้ รึปล่าวครับ อืม...น่าคิด - -"

ความคิดเห็นที่ 343

neverheal
3 ม.ค. 2549 18:30
  1. อ่า คิดไปคิดมา คือว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้จริงๆละก็ แสงจากดาวเนี่ยต้องเดินทางมาพบกันที่โลก ด้วยเวลาที่แตกต่างกันมาก เพราะลำนึงพุ่งตรง ส่วนอีกลำเดินทางไปอีกทางแล้วโดนเปลี่ยนทิศทางมา ถ้างั้น การตรวจดูดวงดาวบนฟากฟ้าที่ผ่านมาอาจจะ ผิดพลาดก็เป็นได้นะครับ อ่า...ผมแค่คิดน้า หุหุ ปล.รูปข้างล่างดูๆปายเหอะ อย่าคิดมาก เหอๆ(เสี่ยงหัวขาดอีกแล้ว 555+) [[23867]]

ความคิดเห็นที่ 344

ครู...ชิต
3 ม.ค. 2549 18:42
  1. [[23868]] neverheal ลองศึกษาดูนะครับ คลิ๊กที่นี้

ความคิดเห็นที่ 345

ครู...ชิต
3 ม.ค. 2549 18:50
  1. [[23869]] Dust Disk fuels Black hole ภาพ : NASA / HST

ความคิดเห็นที่ 346

neverheal
4 ม.ค. 2549 20:56
  1. อ่า ขอบคุณครูชิตนะครับสำหรับลิงค์ แต่ว่ามานม่ายช่ายเรื่องที่ผมคิดอะ แต่ไม่เปงไรคับ อ่านแล้วก็สนุกดีเหมือนกัน เดี๋ยวผมแปลมาให้ลองอ่านละกันนะครับ Searching for Extra Dimensions What extra dimensions, you probably think, having just read the title. We know very well that the world around us is three-dimensional. We know East from West, North from South, up from down – what extra dimensions could there possibly be if we never see them? Well, it turns out that we do not really know yet how many dimensions our world has. All that our current observations tell us is that the world around us is at least 3+1-dimensional. (The fourth dimension is time. While time is very different from the familiar spatial dimensions, Lorentz and Einstein showed at the beginning of the 20th century that space and time are intrinsically related.) The idea of additional spatial dimensions comes from string theory, the only self-consistent quantum theory of gravity so far. It turns out that for a consistent description of gravity, one needs more than 3+1 dimensions, and the world around us could have up to 11 spatial dimensions! How could this be possible? The reason we do not feel these additional spatial dimensions in our everyday life (if they exist) is because they are very different from the three dimensions we are familiar with. It turns out that it is possible that our world is ‘pinned’ to a 3-dimensional sheet (a so-called ‘brane’) that is located in a higher dimensional space, To illustrate this, imagine an ant crawling on a sheet of paper in your hand. For the ant, the ‘universe’ is pretty much two-dimensional, as it cannot leave the surface of the paper. It only knows North from South and East from West, but up and down don’t make any sense as long as it has to stay on the sheet of paper. In pretty much the same way, we could be restrained to a three-dimensional world, which is in fact a part of a more complicated multi-dimensional universe! These extra spatial dimensions, if they really exist, are thought to be curled-up, or “compactified”. In the example with the ant, let’s roll the sheet of paper so that it forms a cylinder. In this case, if the ant starts crawling in the direction of curvature, it will eventually come back to the same point it started from. This is an example of a compactified dimension. If the ant crawls in a direction parallel to the length of the cylinder, it would never come back to the same point (we are assuming that the paper cylinder is so long so that it never reaches the edge). This is an example of a “flat” dimension. According to string theory then, we live in a universe where our three familiar dimensions of space are “flat”, but there are additional dimensions which are curled-up very tightly so that they have an extremely small radius: 10-30 cm or less. So why would it matter to us if the universe has more than 3 spatial dimensions, if we can not feel them? Well, in fact we could “feel” these extra dimensions through their effect on gravity. While the forces that hold our world together (electromagnetic, weak, and strong interactions) are constrained to the 3+1-“flat” dimensions, the gravitational interaction always occupies the entire universe, thus allowing it to feel the effects of extra dimensions. Unfortunately, since gravity is a very weak force and since the radius of extra dimensions is tiny, it could be very hard to see any effects, unless there is some kind of mechanism that amplifies the gravitational interaction. Such a mechanism was recently proposed by Arkani-Hamed, Dimopoulos, and Dvali, who realized that the extra dimensions can be as large as one millimeter, and still we could have missed them in our quest for the understanding of how the universe works! If the extra dimensions were indeed so large, the laws of gravity would be modified at distances comparable to the size of the extra dimensions. So, why don’t we see this in experiments? In fact it turns out that we know very well how gravity works for large distances (Isaac Newton’s famous law that says that gravitational force between two bodies falls off as the square of distance between them). However, no one has tested how well this works for distances less than about 1 mm. It is complicated to study gravitational interactions at small distances. Objects positioned so close to each other must be very small and very light, so their gravitational interactions are also small and hard to detect. While a new generation of gravitational experiments that should be capable of probing Newton’s law at short distances (up to 1 micron) is under way, our current knowledge about gravity stops at distances of the order of 1 mm. We currently cannot say whether there are, or are not, possible extra dimensions smaller than 1 mm. So far so interesting, but what does this have to do with particle physics and the DØ experiment at Fermilab? Actually, there is a very direct connection. Since the particles that we accelerate at Fermilab are very energetic, we can easily probe distances as small as 10-19 cm by studying the products of their collisions. However, the particles involved in these collisions are very light, so the gravitational interaction between them is very weak. Fortunately, it turns out that in the theory proposed by Arkani-Hamed, Dimopoulos, and Dvali, the gravitational interaction is greatly enhanced if the colliding particles have sufficiently high energy. This enhancement is due to the so-called “winding modes” of the graviton – the gravitational force carrier – around the compactified extra dimensions. If the graviton is energetic enough, it could travel ¾ “wind” its way ¾ around the compactified dimensions many times. Each time it winds around, it gives rise to a small gravitational force between the colliding particles. If the number of revolutions that the graviton makes around the curled extra dimensions is large enough, the gravitational interaction is tremendously enhanced. As the Fermilab Tevatron is the highest energy particle accelerator in the world, it is the perfect place to look for extra dimensions, since the higher the colliding particle energy is, the stronger enhancement of the gravitational interaction is expected. Physicists working at the DØ experiment have looked for the effects of gravitational interactions between pairs of electrons or photons produced in high-energy collisions. If the gravitational interaction between the two electrons or two photons is large enough, the properties of such a final state system would be modified. There will be more pairs produced at high two-body masses, and also the angular distribution of these particles will be more uniform than one expects to see if gravity is weak enough to be ignored. When DØ carefully analyzed the data they collected in 1992-1996, no such enhancements were found. The data agrees very well with the predictions from known physics processes, and the gravitational interaction does not seem to play any significant role at the energies that we are able to reach. So, no evidence for extra dimensions was found so far. Although we have not seen extra dimensions, we were able to set rather strict limits on their size. These limits are stricter than those set by gravitational experiments, or accelerator experiments at lower energy machines, so far. These new limits also place significant constraints on Arkani-Hamed, Dimopoulos, and Dvali’s theory. Our search for extra dimensions is not over yet. In fact, it has only just started. We are also looking for the effects of extra dimensions in collisions that produce different types of particles, such as quarks. We are also looking for events where gravitons are produced in the collisions and then leave our three-dimensional world, travelling off into one of the other dimensions. This would cause an apparent non-conservation of energy from the point of view of our three dimensional world. With the next data-taking run scheduled to start in 2001, and likely to deliver twenty times the data presently accumulated, we will have a significantly extended sensitivity to large extra dimensions. We very well might see them! If we are not so lucky, the next generation collider, LHC, that is being built at CERN (near Geneva, Switzerland) will allow us to ultimately probe the theory of large extra dimensions and either find them or show that the idea is actually wrong. But we will have to wait six more years or so, before we learn that.

ความคิดเห็นที่ 348

.....Tanu
6 ม.ค. 2549 17:56
  1. .................อ่าน กัน อึ้ง ไป เลย ครับ .......... ................สง สัย อยู่ อีก อย่าง นึง ครับ ....... ...............เรา อาจ เห็น หลุม ดำ ได้ ......เมือ่ หลุม ดำ ....กำลัง ดูด กลึน พลัง งาน จาก ....ดาว เคราะห์.... ................ไม่ .ๆ.ๆ.ๆ..ๆ.....ดาว ฤกษ์ สิ .....ต้อง เป็น ดาว ฤกษื ถึง จะ ถูก ................มวล พลัง ..งาน ส่วน หนึ่ง .....กำลัง ...ย้าย ...ไป ยัง แหล่ง แรง ดึง ดูด ที่ สูง กว่า ... ................เรา อาจ จะ เห็น ...มวล พลัง งาน ...2 แหล่ง กำลัง ..ต่อ สู้ กัน ................( ผม ว่า เอา นะ )....เจ้า หลุม ดำ ขนาด เล็ก ๆ.....มัน ต้อง ท่อง เที่ยว ไป ทั่ว ..กาแลคซี่ ... ................วัน ใด วัน หนึ่ง...มัน ต้อง...เข้า ใกล้ ดาว ฤกษ์ สัก ดวง ..... ................มัน จะ ต้อง มี สัก ระ ยะ หนึ่ง ที่ .....แรง ดึง ดูด จาก กลุม ดำ ....เริ่ม ดูด กลืน พลัง งาน .....จาก น้อย ......ไป เรื่อย ๆ...จนหมด พลัง งาน ................แสง..ที่ เล็ด ลอด บาง ส่วน....อาจจะ ต้อง บิด เบี้ยว เข้า สู่ สาย ตา เรา ..... ................นั่น ..เอง ที่ ทำ ให้ เรา เห็น การ ..ทำ งาน ของ หลุม ดำ ...... ................อีก ขอ้ นึง ครับ .....ดาว นิว ตรอน ....หมุน เร็ว ...จี๋.....ใช่ มั๊ย ครับ ................หลุม ดำ จะ หมุน ....ด้วย ไม๊ ครับ ......ผม ว่า ถ้า หมุน.....มัน จะ เร็ว จน ..นึก ไม่ ถึง เลย หล่ะ ครับ ...... ................อาจ จะ นับ เป็น Hertz.......เลย ก้ ได้.......(รอบ ต่อ วินาที) ภาพ จาก www.celestiamotherlode.net/ catalog/fictional.php หา ภาพ สวย ๆ....เกี๋ยว กับ อวกาศ ได้ ..ที่ เว็บนี้ [[23871]]

ความคิดเห็นที่ 349

ครู...ชิต
6 ม.ค. 2549 18:18
  1. ขอบคุณครับ คุณ .....Tanu สำหรับการแนะนำแหล่งเรียนรู้ดีๆไว้มีเวลาผมจะเข้ามาอีกทีครับ http://www.celestiamotherlode.net/catalog/fictional.php

ความคิดเห็นที่ 350

budragon_start@hotmail.com
6 ม.ค. 2549 18:25
  1. Oh Yes!

ความคิดเห็นที่ 351

ครู...ชิต
7 ม.ค. 2549 23:06
  1. [[23872]] หลุมดำ (Black holes) หลุมดำเป็นที่มีแรงดึงดูดมหาศาล แรงดึงดูดของหลุมดำมีมากมายจนไม่สามารถวัดได้ หรือมีค่าเป็นอนันต์ ไม่มีอะไรหลุดออกมาได้ เมื่อตกเข้าไปในหลุมดำ ประเภทของหลุมดำ 1.หลุมดำจิ๋ว (Mini black holes) หลุมดำพวกนี้ มีขนาดราว 10-15 เมตรเป็นหลุมดำที่มีมวลเพียงไม่กี่ร้อยล้านตัน มีขนาดเล็กเพียงขนาดของอะตอมเท่านั้น เกิดขึ้นหลังจากเกิดบิ๊กแบงได้ไม่นาน หลุมดำชนิดนี้จะมีอายุสั้นและจะสลายตัวด้วยการระเบิด ปลดปล่อยรังสีแกมมาออกมา หลุมดำชนิดนี้เป็นหลุมดำในทางทฤษฎี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการค้นพบอย่างเป็นทางการ 2.หลุมดำที่เกิดจากวิวัฒนาการของดวงดาวหรือหลุมดำที่เกิดจากดาวฤกษ์ตายแล้ว(Stellar black holes) เมื่อดาวฤกษ์ที่มวลมาก ๆ ถึงคราวหมดอายุไข จะเกิดการระเบิดเป็น ซูเปอร์โนวา หากหลังการระเบิดยังหลงเหลือมวลสารที่ใจกลางของดาวมากกว่า 3 เท่าของดวงอาทิตย์ มวลใจกลางดาวนั้นจะยุบตัวต่อลงเป็นหลุมดำ 3.หลุมดำยักษ์หรือหลุมดำมวลยิ่งยวด(Supermassive black holes) หลุมดำจำพวกนี้จะมีมวลมากมายมหาศาล อาจมีมวลมากนับเป็นหลายพันล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในใจกลางของกาแล็กซีขนาดใหญ่ ๆ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับหลุมดำ สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับหลุมดำ ปีแอร์ ไซมอน ลาปลาซ(Pierre Simon Laplace) ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสเป็นผู้เสนอแนวความคิดว่าดาวฤกษ์สามารถเปลี่ยนแปรไปเป็นหลุมดำได้ เขากล่าวว่า วัตถุใดๆจะหลุดลอยออกมาจากพื้นผิวของดวงดาวได้ก็ต่อเมื่อวัตถุนั้นเคลื่อนที่เร็วหรือเท่ากับความเร็วหนีศูนย์กลาง ขณะที่รัศมีของดวงดาวลดลงความเร็วหนีศูนย์กลางจะเพิ่มขึ้น เมื่อดาวฤกษ์ยุบตัวลงจนเล็กจนถึงระดับหนึ่ง ความเร็วหนีศูนย์กลางที่พื้นผิวของดาวดวงนั้นจะเท่ากับความเร็วของแสง ลาปลาสจึงอนุมานว่าเมื่อดาวพัฒนาถึงสภาวะดังกล่าว แม้แต่แสงก็ไม่สามารถแผ่ออกมาจากดวงดาวได้... ในการศึกษาเรื่องหลุมดำนั้นอาจใช้ ทฤษฎีแรงดึงดูดของ เซอร์ ไอแซค นิวตัน ,ทฤษฎีสัมพันธภาพ(Theory of Relativity)ของไอน์สไตน์,สมการสนามของไอน์สไตน์(Einstein’S Field Equation),ผลลัพธ์ของชวาซชิลด์(Schwarzschild solution)หรือรัศมีชวาซชิลด์(Schwarzschild Radius)ของ คาร์ล ชวาชชิลล์(Karl Schwarzschild), การยุบตัวของดวงดาวของ ดร.สุบามายันต์ จันทราสิขา(Subrahmanyan Chandrasekhar), กลศาสตร์ควอนตัม(Quantum mechanics),การแผ่รังสีฮอร์กิ้ง(Hawking radiation) วิวัฒนาการของดาวฤกษ์, มวล สสารและพลังงาน ซึ่งถ้าหากศึกษาทฤษฎีและเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องจะทำให้การศึกษาเรื่อง หลุมดำ คงจะเพิ่มแง่คิดและมุมมองที่หลากหลายตลอดจนใช้อ้างอิงในการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเรื่อง หลุมดำ การกำเนิดและลักษณะของหลุมดำ การเกิดหลุมดำในเอกภพโดยทั่วไปเกิดจากการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ เมื่อผ่านวิวัฒนาการ เกิดจากการสูญเสียของมวลสารที่อยู่ในแกนของดาวฤกษ์ จนดาวฤกษ์มีสภาพเป็นดาวนิวตรอนและมวลสารที่แกนกลางของดาวนิวตรอน ยังคงสลายต่อไปกลายเป็นหลุมดำหรือการที่มวลสารถูกแรงอัดจนมีขนาดเล็กเช่นโลกถูกบีบอัดจนมีขนาดเท่าลูกปิงปองโลกก็สามารถกลายเป็นหลุมดำได้จากการคำนวณที่เรียกว่า รัศมีชวาซชิลด์(Schwarzschild Radius) ในการยุบตัวของดวงดาวจะมีทั้งความสมมาตรเชิงกลม(Sphercal symmetry)ยุบเข้าสู่ใจกลางโดยตรงและการยุบตัวที่ไม่มีสมมาตรเชิงทรงกลม(non - Sphercal symmetry) จะเกิดการแผ่คลื่นแรงโน้มถ่วง ในปี ค.ศ.1915 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้เสนอแนวคิดทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป(Generral Relativity) แรงโน้มถ่วงไอน์สไตน์อธิบายด้วยความโค้งของอวกาศ เหมือนแผ่นผ้าใบที่ขึงตึงทั้งสี่ด้าน ถ้ากลิ้งลูกหินบนผืนผ้าใบนี้ มันย่อมวิ่งเป็นเส้นตรงเนื่องจากแผ่นผ้าใบนั้นเรียบ แต่ถ้าวางลูกตุ้มมีน้ำหนักลงบนแผ่นผ้า น้ำหนักของลูกตุ้มจะทำให้ผ้าใบใบนั้นบุ๋มลงไปไม่เรียบเหมือนเก่า ถ้ากลิ้งลูกหินบนผ้าผืนนี้ ทิศทางการเคลื่อนที่ของลูกหินย่อมได้รับผลกระทบจากความโค้งของผืนผ้าใบ ไอน์สไตน์อธิบายว่า แรงโน้มถ่วงจากดวงดาวก็คือความโค้งของผืนผ้าใบ ยิ่งมวลของดาวมีค่ามากความโค้งของอวกาศก็มีค่ามาก ทำให้แรงโน้มถ่วงที่เกิดจากดาวนั้นมีค่ามากตามไปด้วย ดาวที่จะแปรสภาพเป็นหลุมดำนั้นจะสร้างพื้นผิวหรือมีเส้นหรือขอบเขตแห่งความเป็นหลุมดำที่เรียกว่าขอบฟ้าเหตุการณ์(Event horizon)วัตถุที่ผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์ จะถูกแรงมหาศาลดึงดูดเอาไว้ ไม่สามารถหนีออกมาได้อีก ถึงแม้จะมีความเร็วเท่าแสงก็ตาม นี้ก็คือต้นกำเนิดของหลุมดำ ในส่วน ผลลัพธ์ของชวาซชิลด์(Schwarzschild Solution) สำหรับมวลใดๆ ที่อยู่นิ่ง ไม่มีประจุ ไม่มีการหมุนเป็นวัตถุที่มีสมมาตรเชิงทรงกลมที่อยู่นิ่ง ก็คือ หลุมดำนั้นเอง บริเวณที่เป็นหลุมดำจริงๆคือ จุดศูนย์กลาง จุดปลาย จุดใจกลางของหลุมดำหรือที่ที่เป็นอนันต์ที่เรียกว่า ซิงกูลาริตี (Singularity) หรือ จุดที่มีความเป็นกาลอวกาศ(Spacetime) หลุมดำจะถูกล้อมรอบด้วยขอบฟ้าเหตุการณ์(Event horizon)สิ่งต่างไม่ว่าจะเป็นสสารหรือพลังงาน เมื่อผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์(Event horizon)เลยเส้นขอบเขตหรือเขตแดนเข้าสู่หลุมดำจะถูกดักไว้ในหลุมดำและไม่มีโอกาสหลุดรอดออกมาได้ การสังเกตหลุมดำ หลุมดำคือที่ที่ไม่มีแสงใดๆสามารถหลุดลอดออกมาได้จึงไม่มีวันเห็นหลุมดำด้วยตาเปล่าแต่การตรวจสอบอาณาบริเวณในอวกาศที่มีแรงดึงดูดกว่าปกติ สังเกตได้จากทิศทางการเคลื่อนที่ของมวลสารจักรวาลที่อยู่ใกล้หลุมดำโดยสังเกตการแผ่รังสีเอ็กซ์( X-ray) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ (Accretion Disc) ที่หมุนรอบหลุมดำด้วยความเร็วสูงมากจนก๊าซมีความร้อนสูงและแผ่รังสีออกมานอกจากนี้ยังสังเกตด้วยวิธีการสังเกตปรากฏการณ์ Gravitational lens ตามทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ที่แสงเดินทางเปลี่ยนแปลงตามแรงโน้มถ่วงเนื่องจากแรงโน้มถ่วงมีอิทธิพลต่ออนุภาพทุกชนิดที่มีมวลหรือพลังงาน แหล่งอ้างอิง -ตามล่าหาหลุมดำ http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=123 -ฟิสิกส์ของหลุมดำ http://www.physto.se/~narit/thai/blackhole/ -สมาคมดาราศาสตร์ไทย http://thaiastro.nectec.or.th -ปฐมบทแห่งภูมิดารา อ.น้อม งามนิสัย(มศว) ภาพจาก : บทความตามล่าหาหลุมดำ http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=123 แหล่งค้นคว้าเกี่ยวกับหลุมดำ -เอกภพและเวลา A Brief History of Time http://doodaw.com/article4/index.php?topic=BriefHistoryofTime220 -หลุมดำ สัตว์ร้ายในอวกาศ http://www.codetukyang.com/tiplearn/old/pages/blackhole.htm -หลุมดำ http://www.damtp.cam.ac.uk/user/gr/public/bh_home.html -เมื่อมนุษย์จะสร้างหลุมดำขึ้นมาเอง http://physics.science.cmu.ac.th/ps/ps8/ps8a5.htm -มิติเสริม ( Extra Dimensions ) http://d0server1.fnal.gov/users/gll/public/edpublic.htm -หลุมดำ http://dnausers.d-n-a.net/dnetGOjg/Black/mw.htm

ความคิดเห็นที่ 352

ครู...ชิต
8 ม.ค. 2549 14:43
  1. [[23873]] Quasar DG1115+080 and Gravitational lens ปรากฎการณ์ Gravitational lens ที่แรงโน้มถ่วงสามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินทางของแสงตามทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ซึ่งใช้ตรวจหาหลุมดำโดยการวัดแสงที่มาจากดาวไกลๆโดยแสงส่วนหนึ่งจะถูกโฟกัสโดยแรงโน้มถ่วงของหลุมดำหรือดาวนอกจากนั้นแรงโน้มถ่วงตามทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปไอน์สไตน์ยังอธิบายว่าก็คือความโค้งของอวกาศ ยิ่งหลุมดำหรือดาวมวลมีค่ามาก ความโค้งของอวกาศก็มีค่ามาก ทำให้แรงโน้มถ่วงที่เกิดจากหลุมดำหรือดาวดวงนั้นมีค่ามากตามไปด้วย ต่อมา ไอน์สไตน์จากความคิดของเขาดังกล่าวเขาได้เขียนออกมาเป็นสูตรคณิตศาสตร์ สมการสนามของไอน์สไตน์(Einstein’S Field Equation) ดังนั้น จากทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป ได้วิธีการค้นหาหลุมดำหรือดาวหรือที่ที่มีแรงโน้มถ่วงสูงโดยการสังเกตที่เรียกว่าปรากฎการณ์ Gravitational lens ภาพ : NASA/HST

ความคิดเห็นที่ 354

12 ม.ค. 2549 19:20
  1. อยากรู้เรื่อง ดาวแคระขาว กับ ดาวแคระดำ ผู้รู้ช่วยตอบทีนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 355

ครู...ชิต
12 ม.ค. 2549 22:01
  1. [[23875]] ภาพวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ที่มีมวลสารต่างกัน ถึงคุณ ดาวแคราะขาว ที่ผมเข้ามาแสดงความคิดเห็นไม่เกี่ยวกับการเป็นผู้รู้แต่อย่างใด แต่ชอบที่จะศึกษาค้นคว้าในสิ่งที่เป็นความรู้มากว่าครับ..... ชีวิตของดาวฤกษ์ จุดเริ่มต้นของดวงดาวเรียกช่วงนี้ว่า "ดาวฤกษ์ก่อนกำเนิด"(โปรโตสตาร์ Protostar : ดาวทารก ) ดาวฤกษ์ก่อตัวขึ้นจากกลุ่มก๊าซ และฝุ่นละอองที่กว้างใหญ่ไพศาลดาวฤกษ์สารมารถส่องแสงสว่างอยู่ได้หลายๆ ล้านปี เมื่อดาวฤกษ์ดังกล่าวมีอายุมากขึ้น มันก็เผาไหม้ก๊าซจนเกือบหมดคือไอโดรเจนที่แกนกลางอันเป็นแหล่งพลังงานหลักหมดลง จากนั้นดาวฤกษ์จะขยายตัวโตมหึมากลายเป็น เจ้ายักษ์แดง พร้อมกับผิวนอกจะค่อยๆ สลายตัวไปในอวกาศ เริ่มเข้าสู่ วัยชราและการสิ้นอายุขัยได้หลายทาง ดาวที่มีมวลน้อยชีวิตลงอย่างเงียบๆ ด้วยการกลายเป็น ดาวแคระขาว เต็มไปด้วยธาตุคาร์บอนและมีเนบิวลาดาวเคราะห์ ดาวมวลปานกลาง จะจบชีวิตกลายเป็น ดาวแคระขาว ที่เป็นธาตุออกซิเจน แต่สำหรับดาวฤกษ์ที่มีมวลมากที่ใช้ชีวิตอย่างสุกสว่างโดดเด่นตลอดมา การสิ้นอายุขัยคือ เกิดการระเบิดเป็น ซูเปอร์โนวา ซึ่งจะปลดปล่อยพลังงานอย่างมากมายมหาศาล แสงสว่างจากการระเบิดจะสามารถเห็นได้จาก ดาราจักรอื่นๆ ที่ห่างไกลออกไปหลายล้านปีแสง และ ในช่วงสุดท้ายชีวิตหลังความตายของดาว คือ ดาวนิวตรอน หลุมดำ หรือการฟื้นคืนชีพของดาวบางดวง การเกิดใหม่ของดาวบางดวง สำหรับดาวฤกษ์มวลน้อยถึงมวลปานกลางหลังจากที่มันเผาไหม้ก๊าซไปจนเกือบหมด จากนั้นก็จะขายตัวโตมหึมา(ฟิวชันไฮโดรเจนเปลือกนอก)กลายเป็นเจ้ายักษ์แดง โดยที่ผิวนอกจะค่อยๆสลายตัวไปในอวกาศ พร้อมกับดาวฤกษ์ดังกล่าวจะหดตัวกลับเป็น ดาวแคระขาว(White dwarf)เมื่อพลังงานหมดลงจนไม่เกิดปฏิกริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ ในที่สุดก็หดตัวลงอีก หยุดส่องแสงสว่างกลายเป็นดาวแคระดำ(Black dwarf) มีลักษณะเป็นก้อนมวลสารสีดำที่หนาวเย็นในที่สุด วิวัฒนาการของดาวแคระขาว(White dwarf) เมื่อกำเนิดดาวแคระขาว มวลหดตัวจนเล็กลง เมื่อกระบวนการนิวเคลียร์ในดวงดาวยุติลงแต่ภายในดวงดาวยังคงร้อนอยู่ ผลต่อมาดาวค่อยๆเย็นตัวลง แม้จะมีขนาดเท่าเดิมแต่แสงสว่างจะลดลง ระยะเวลาที่ค่อยๆเย็นตัวลงและสลัวรางลงขึ้นอยู่กับพลังงานและกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในดวงดาวนั้นจากการคำนวณการเย็นตัวลง มวล 0.6 เท่าของดวงอาทิตย์ ความสว่างจะลดลง 0.1 เท่าของดวงอาทิตย์ทุกๆ 20 ล้านปี ความสว่างลดลงเหลือ 0.01 เท่าของดวงอาทิตย์ในเวลา 300 ล้านปีและเหลือ 0.001 เท่าของดวงอาทิตย์ในเลา 1,000 ล้านปี ด้วยเหตุนี้ดาวแคระขาวจึงเป็นดาวที่มีแสงเพียงสลัวราง มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าต้องใช้กล้องโทรทัศน์กำลังส่องสูงเท่านั้นจึงจะมองเห็นได้

ความคิดเห็นที่ 356

ครู...ชิต
14 ม.ค. 2549 11:54
  1. [[23876]] ภาพ Whitte dwarf in planetary nebula NGC 2440(ตรงกลางภาพ) “หลุมดำ” จิ๊กซอว์แห่งอดีตและอนาคตของจักรวาล คลิ๊กที่นี้ ภาพและข้อมูลจาก : 1. http://www.manager.co.th/ 2. บทความตามล่าหาหลุมดำ : http://www.vcharkarn.com/ เขียนโดย ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ

ความคิดเห็นที่ 357

ครู...ชิต
14 ม.ค. 2549 12:37
  1. [[23877]] ดาราจักร NGC1275 มีหลุมดำมวลยวดยิ่งเป็นแกนกลาง และพ่นอนุภาคพลังงานสูงออกมาทำให้เกิดร่องรอยคล้ายขนนก Credit: NASA/CXC/IoA/J.Sanders et al./ http://www.thaispaceweather.com/news.html News ข่าวด้านอวกาศและดาราศาสตร์ หลุมดำยักษ์ส่งมวลสารห่อหุ้มกระจุกดาราจักร!! Black Hole Makes Plumes that Span Intergalactic Space!! คลิ๊กที่นี้

ความคิดเห็นที่ 358

คนรักจักรวาล
14 ม.ค. 2549 13:52
  1. ถ้ามันมาเฉียดใกล้ระบบสุริยะของเราละจะเกิดอะไรขึ้น?

ความคิดเห็นที่ 359

ครู...ชิต
14 ม.ค. 2549 15:00
  1. [[23878]] ภาพดัดแปลงจาก : http://www.nextstep.co.th/newexplorer/blackhole.html โดยธรรมชาติของหลุมดำบริเวณที่เป็นหลุมดำจริงๆคือ จุดศูนย์กลาง จุดปลาย จุดใจกลางของหลุมดำหรือที่ที่เป็นอนันต์ที่เรียกว่า ซิงกูลาริตี (Singularity)หรือ จุดที่มีความเป็นกาลอวกาศ(Spacetime)ซึ่งมีมวลและแรงโน้มถ่วงมหาศาลอย่างยิ่งยวด หลุมดำจริงๆจะถูกล้อมรอบด้วยขอบฟ้าเหตุการณ์(Event horizon)สิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นสสารหรือพลังงาน เมื่อผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์(Event horizon)เลยเส้นขอบเขตหรือเขตแดนเข้าสู่หลุมดำจะถูกดักไว้ในหลุมดำและไม่มีโอกาสหลุดรอดออกมาได้ หลุมดำมีมวลมากมีแรงดึงดูดมหาศาลแต่ถ้าวัตถุหรือสสารอยู่แค่บริเวณขอบฟ้าเหตุการณ์(Event horizon)ก็จะโคจรหมุนล้อมรอบหลุมดำซึ่งมีอัตราความเร็วเกือบเท่าหรือเท่าแสงในกรณีหลุมดำยักษ์ซึ่งอยู่ใจกลางกาแลคซีเป็นส่วนใหญ่ก็จะมีมวลสารหรือดาวฤกษ์หมุนรอบหลุมดำเช่นกัน สุดท้าย หลุมดำ คือ หลุมหรือที่ที่มีมวลมหาศาลอย่างยิ่งยวดในอวกาศที่สามารถดูดทุกสิ่งที่หลงเข้าไปใกล้รัศมีของมันได้ ไม่เว้นแม้แต่แสง โดยที่วัตถุหรือสสารนั้นจะถูกเปลี่ยนแปลงแม้กระทั้ง รูปร่าง มวล สถานะต่างๆทันทีเป็นส่วนหนึ่งของหลุมดำต่อไปซึ่งระบบสริยะก็น่าจะอยู่ในชตากรรมหรือกรณีเดียวกันครับ คนรักจักรวาล นี้ก็คือ เหตุหนึ่งที่เรียกผมเรียก "หลุมดำมหันตภัย ไงหละครับ ซึ่งรายละเอียดคงต้องอธิบายอีกมาก

ความคิดเห็นที่ 360

คนรักจักรวาล
14 ม.ค. 2549 15:18
  1. ขอบคุณครับ ขออย่าให้เวลานั้นมาถึงเร็วแล้วกัน แต่ใจนึงก็อยากสัมผัสกับความรู้สึกนั้นเหมือนกันว่าผลจะปรากฎให้เห็นยังไง อย่างน้อยรอให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบในระยะใกล้ ๆ แล้วจะได้วิเคราะห์มาให้ได้รู้กันอย่างละเอียดขึ้น

ความคิดเห็นที่ 362

ครู...ชิต
15 ม.ค. 2549 15:20
  1. รวมเว็บดาราศาสตร์ : Click here

ความคิดเห็นที่ 363

neverheal
14 เม.ย. 2549 10:44
  1. ม่าได้มานานแฮะ ขุด 1 จึ๊ก เด๋วผมหาข้อมูลซักพักจะมาโพสท์นะคับ

ความคิดเห็นที่ 364

ครู...ชิต
16 เม.ย. 2549 11:08
  1. ยินดีครับ คุณ neverheal จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กันมากขึ้นครับ โอ้ ! ผมนึกว่าคุณ neverheal ไปศึกษาต่อต่างประเทศหายไปนานเชียว หรือ รอลุ้นผล O-NET , A-NET อยู่ครับ

ความคิดเห็นที่ 365

neverheal
16 เม.ย. 2549 12:18
  1. แหะๆ ขอโทษคับ แต่ผมยางไม่ได้สอง onet กะ anet อะคับ เพิ่งขึ้น ม.6 ปีนี้เอง กาลางฝึกภาษาเพิ่มเติมคับ ดันฝึกแต่ conversation แร้วจาแปลบทความได้ม้ายเนี่ย เหอๆ อะ วันนี้เอามาฝากซักอันนะคับ เรื่องเกี่ยวกับ micro black hole Micro black hole A micro black hole,also called a quantum mechanical black hole and inevitably a mini black hole is simply a tiny black hole around which quantum mechanical effects play an important role. The existence of micro black holes is purely hypothetical is a proposed explanation for a but they may eventually be produced on Earth in particle accelerators such as the Large Hadron Collider or detected in cosmic ray collisions in our atmosphere, Such empirical data could greatly aid the development of a theory of quantum gravity Micro black holes would be interesting to observe because of their short lifespan,Black holes evaporate over time and the less the mass,the faster one does, Scientists hope to observe the "death" of a very small black hole. Physicist Brian Greene has suggested that the electron may be a micro black hole,Small black holes would look like elementary particles because they would be completely defined by their mass,charge and spin,Since the electron is not observed to evaporate,an explanation for the electron's stability is needed. เด๋วจาแปลให้นะคับ

ความคิดเห็นที่ 366

ครู...ชิต
16 เม.ย. 2549 13:12
  1. ขอบคุณ สำหรับเรื่อง หลุมดำ ครับ คุณ neverheal คุณ neverheal ผมศึกษาภาษาอย่างจริงจัง ก็จากบทสนทนา นี้หละครับ(ภาษาจีนกลาง)อย่างอื่นก็จะเป็นผลพลอยได้อย่างไม่รู้ตัว ส่วน ภาษาอังกฤษ คงอีกสักหน่อย จะใช้สูตรเดียวกับภาษาจีนกลาง(แค่สนทนา ฟังเพลง อ่านออก เขียนได้บ้างไม่เก่ง)ที่ว่าจะใช้สูตรเดียวกันคือ ฟังเพลง วีซีดี อ่านให้มาก(แปลไม่ได้เปิด Dictionary) ถ้าได้ฝึกพูดทุกวันยิ่งดี เขียนบ่อยๆ แล้วจะชินเอง อย่างวันนี้ ผมก็จะฝึกและเรียนรู้โดยการแปลเรื่อง Education Administration (การบริหารการศึกษา) มาเป็นภาษาไทยเช่นกัน เพราะจะทำให้เราได้คำศัพท์ใหม่ๆมาอย่างไม่ขาดสาย อีกอย่างนะครับ ถ้าเราสนใจและได้ หลักภาษา Grammar วิธีใช้ โครงสร้าง หรือ เรื่อง กาล Tense ด้วย ก็จะมีประโยชน์ไม่น้อยครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

ความคิดเห็นที่ 367

ครู...ชิต
16 เม.ย. 2549 14:05
  1. คุณ neverheal ผมเห็นลิงค์ เกี่ยวกับ ภาษาอังกฤษ มาแนะนำลองศึกษาดูนะครับอาจจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะผู้ที่สนใจในเรื่อง อวกาศ และ ฝึกภาษาอังกฤษ ไปในตัว อย่างคุณ neverheal ครับ http://www.space.com/

ความคิดเห็นที่ 368

VittruvienMan
16 เม.ย. 2549 15:12
  1. หลุมดำที่ผมรู้(ไม่รู้ถูกปล่าว)คือ เกิดจากเมื่อดาวฤกษ์เกิดความไม่สมดุลระหว่าง แรงผลักออกจากภายในที่เกิดจากปฏิกริยาthurmonuclear กับโน้ถ่วงมหาศาลของดาวฤกษ์ ถ้าผลักดันพอดาวฤกษ์แก่แรงดันออกมานก็จะน้อย แต่มวลยังมากอยุ่ ทำให้บีบอัดตัวเองลงไป ขึ้นแรก อัดจนอิเล็กตรอนกับโปรตรอนหลุดออก เหลือเป็นดาวนิวตรอน ตามทฤษฏีสัมพัทธภาพ แรงโน้มถ่วงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ กาล-อวกาศ ถ้าแรงโน้มถ่วงมันมหาศาลมากจะก็จะบับอัดไปอีกจนเล็กมองไม่เห็น และทำให้กาล-อวกาศบิดเบี้ยวเกิดเป็นรูเรียกว่าหลุมดำ

ความคิดเห็นที่ 369

ครู...ชิต
16 เม.ย. 2549 16:37
  1. [[23880]] ภาพจาก : http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=26&Pid=49323 หลุมดำจิ๋ว (Mini black holes) ก็มีครับ คุณ VittruvienMan ไม่ต้องเกิดจากซากดาวก็ได้ครับหลุมดำพวกนี้ มีขนาดราว 10-15 เมตรเป็นหลุมดำที่มีมวลเพียงไม่กี่ร้อยล้านตัน มีขนาดเล็กเพียงขนาดของอะตอมเท่านั้น เกิดขึ้นหลังจากเกิดบิ๊กแบงได้ไม่นาน หลุมดำชนิดนี้จะมีอายุสั้นและจะสลายตัวด้วยการระเบิด ปลดปล่อยรังสีแกมมาออกมา หลุมดำชนิดนี้เป็นหลุมดำในทางทฤษฎี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการค้นพบอย่างเป็นทางการหรือแม้แต่โลกของเราก็สามารถกลายเป็นหลุมดำได้จากการที่มวลสารถูกแรงอัดจนมีขนาดเล็กเช่นโลกถูกบีบอัดจนมีขนาดเท่าลูกปิงปองโลกก็สามารถกลายเป็นหลุมดำได้จากการคำนวณที่เรียกว่า รัศมีชวาซชิลด์(Schwarzschild Radius) ลองศึกษาเพิ่มเติมจากลิงค์นี้ครับ : http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=26&Pid=49323

ความคิดเห็นที่ 370

ครู...ชิต
16 เม.ย. 2549 17:09
  1. ลองศึกษาเพิ่มเติมเรื่อง หลุมดำจิ๋ว ที่นักฟิสิกส์จะสร้างขึ้นมาอยู่ที่ CERN (ห้องทดลองทางฟิสิกส์อนุภาคที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)โดยเครื่องมือที่จะสร้างมีชื่อว่า LHC (Large Hadron Collider) ซึ่งเป็นที่ที่นักฟิสิกส์ จะจับ เอา Hadron มาชนกันที่พลังงานสูงยิ่งยวด Hadron คืออนุภาคที่มีอันตรกิริยา อย่างแรง นั่นคือ Meson (ประกอบด้วยควาก และปฏิควาก (quark - antiquark) ) และ Baryon (ประกอบด้วย ควาก 3 ตัว เช่น โปรตอน นิวตรอน เป็นต้น) LHC ได้รับการ คาดหมายว่าจะสร้างเสร็จในปี 2005 และเดินเครื่องได้ในปี 2006 จากความคิดเห็นที่ 337 และ แหล่งอ้างอิงและสืบค้นเพิ่มเติมครับ * จากหลุมดำทั้ง 3 ประเภท ก็มีหลุมดำจิ๋วนี้หละที่มนุษย์จะสร้างได้แต่สำหรับหลุมดำอย่างอื่นที่เหลือมนุษย์ถ้าจะสร้างเกรงจะไม่เสร็จดีก็อาจจะถูกแรงดึงดูดของหลุมดำดูดตายเสียก่อนที่จะเห็นหลุมดำ (ข้อความขีดเส้นใต้เป็นเพียงความคิดเห็น)

ความคิดเห็นที่ 371

neverheal
16 เม.ย. 2549 17:14
  1. หงะ ครูชิตครับ หลุมดำจิ๋วนี่ไม่ใช่มวลไม่ใช่ ร้อยล้านตันนะคับ - -" มวลมานยังไม่ถึง มวลโปรตอนเลยแหละ เหอะๆ เบามั่กๆ อ่า เย็นนี้ว่างจัง แปลบทความเรยดีก่า ตอนแรกกะแปลคืนนี้ เหอะๆ หลุมดำขนาดไมโคร หลุมดำขนาดไมโครหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "หลุมดำกลศาสตร์ควอนตัม" เป็นหลุมดำขนาดจิ๋วที่เกิดขึ้นมาจากทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม หลุมดำจิ๋วเหล่านี้ ยังเป็นเพียงทฤษฎีและการทำนายเท่านั้น แต่ว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้บนโลกของเรา ภายในเครื่องเร่งอนุภาค เช่น เครื่อง LHC หรือ ในรังสีคอสมิคในชั้นบรรยากาศ ข้อมูลที่ได้นั้นจะเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาทฤษฎีแรงโน้มถ่วงแบบควอนตัม หลุมดำจิ๋วเหล่านี้เป็นที่น่าสนใจมากในการค้นหา เพราะว่ามันสามารถสลายตัวได้รวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็น การสลาย ของหลุมดำจิ๋วเหล่านี้ นักฟิสิกส์ Brian Greene ใด้ให้ข้อเสนอว่า อิเล็กตรอนอาจจะเป็นหลุมดำจิ๋ว หลุมดำจิ๋วน่าจะเป็นพวกอนุภาคพื้นฐาน เนื่องจากมวล ประจุ และสปินได้ถูกกำหนดไว้แล้วแต่เราไม่เคยได้พบการสลายตัวของ อิเล็กตรอนเลย และเรายังต้องการคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของอิเล็กตรอนเพิ่มเติมอีกมาก -*- แหะๆ จบ อันนี้ไม่ยากแฮะ หุหุ เห็นครูชิตพูดถึง Schwarzschild Radius เด๋วคราวหน้าผมเอามาลงให้ละกันนะครับ

ความคิดเห็นที่ 372

ครู...ชิต
16 เม.ย. 2549 18:14
  1. คุณ neverheal ที่ พูดมาก็ถูกนะ แต่หลุมดำจิ๋ว ก็มีหลายๆ ขนาด หลายน้ำหนัก เล็กกว่าโปรตอน มีน้ำหนักเบามากๆก็มี หนักกว่านั้นก็มี แต่ก็อยู่ในช่วงที่เรียกว่า หลุมดำจิ๋ว ภาษาอังกฤษผมจะเรียกว่า Mini black holes คุณ neverheal อาจจะเรียก Micro black hole ก็คือ หลุมดำจิ๋ว นั้นเอง ผมอธิบายโดยอิงไปเมื่อครั้นสมัยการเกิดบิกแบงมากไปบ้างตัวเลขอาจจะดูเกินจริงไปหน่อยเมื่อเทียบกับปัจจุบัน แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นหลุมดำประเภทที่ 2 คือมีมวลมากนับเป็นหลายพันล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ผมก็แค่แสดงความคิดเห็นอยากเปิดมุมมองให้เห็นว่าแม้แต่คนก็ยังมี มวล มีขนาด ของร่างกายไม่เท่ากันเลยครับ ทุกอย่างก็สเกลของมันอยู่ครับ สำหรับผมจะตัดสินใจอะไร จะอยู่บนพื้นฐานแห่งข้อมูลและแหล่งอ้างอิง ประกอบการตัดสินใจครับ คุณ neverheal มีความคิดเห็นเป็นเช่นไร

ความคิดเห็นที่ 373

ครู...ชิต
16 เม.ย. 2549 18:24
  1. อ้อ ลืมไป ผมเสนอแนะ คุณ neverheal ว่า ถ้าเป็นข้อมูลที่สืบค้นมาถ้าระบุที่มา หรือ เชิงอรรถ หรือ แหล่งอ้างอิง หรือ คล้ายๆบรรณานุกรม ข้อมูลจะน่าเชื่อถือขึ้นนะครับ นอกจากความคิดเห็นนั้นจะเป็นของเราเอง หรือ คุณ neverheal มีความคิดเห็นเป็นเช่นไรครับ ด้วยความรักและผูกพันครับ

ความคิดเห็นที่ 374

Palmz
16 เม.ย. 2549 20:29
  1. เเล้วถ้าการที่อวกาศขยายตัวไปเรื่อยๆ จะมีทางที่หลุมดำ เข้าไกล้โลกบ้างมั้ยคับ อากรู้ - -.

ความคิดเห็นที่ 375

neverheal
16 เม.ย. 2549 20:46
  1. แหะๆ โทดทีีับเผอิญอ่านแต่เรื่อง micro black hole เลยลืมนึกถึง หลุมดำอีกชนิดนึง อ่า ส่วนเรื่องของที่มานั้นผมลืมจริงๆ คับ เดี๋ยวคราวหน้า จะนำเสนอให้อีกทีนะครับ แล้วก็ เรื่องของคุณ Palmz คับ โอกาสที่หลุมดำจะเข้าใกล้โลกเนี่ย ผมว่ายากนะ เพราะถ้ามันเข้ามาเนี่ย เราต้องรับรู้ถึงอิทธิพลของแรงดึงดูดก่อนอยู่แล้ว แต่โอกาสก็มีนะคับ แค่น้อยเท่านั้นเอง หุหุ เดี๋ยวพรุ่งนี้เอาเรื่อง Schwarzschild Radius มาให้ละกันนะครับ ฝันดีคับ

ความคิดเห็นที่ 376

ครู...ชิต
17 เม.ย. 2549 07:56
  1. คุณ Palmz คงจะหมายถึงจักรวาลกำลังขยายตัวและเป็นห่วงโลกของเราว่าจะมีโอกาสพบกับหลุมดำหรือไม่ ในจักรวาลมีหลุมดำอยู่มากมายแต่เนื่องจากจักรวาลกว้างใหญ่ไพศาลแทบจะเป็นอนันต์จึงเหมือนอยู่ห่างตัวเราแท้จริงแล้วเป็นมหันตภัยอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นหลุมดำจิ๋วไม่มีอันตรายต่อโลกและมวลมนุษย์(เป็นเพียงหลุมดำในทางทฤษฎี)มันจะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ในส่วนหลุมดำแบบที่ 2 คือหลุมดำที่เกิดจากวิวัฒนาการของดวงดาวหรือหลุมดำที่เกิดจากดาวฤกษ์ตายแล้ว(Stellar black holes) ดาวฤกษ์ที่มวลมาก ๆ ถึงคราวหมดอายุไข จะเกิดการระเบิดเป็น ซูเปอร์โนวา หากหลังการระเบิดยังหลงเหลือมวลสารที่ใจกลางของดาวมากกว่า 3 เท่าของดวงอาทิตย์ มวลใจกลางดาวนั้นจะยุบตัวต่อลงเป็นหลุมดำ การเกิดซูเปอร์โนวาของดาวมวลสูงมากจะระเบิดมวลส่วนใหญ่ของดาวออกไป แต่มวลส่วนหนึ่งจะตกกลับลงมายังดาวนิวตรอนที่เหลืออยู่ตรงกลาง(อิเล็กตรอนและโปรตรอนมารวมกันกลายเป็นดาวนิวตรอนลักษณะนิวตรอนอัดแน่น)ซึ่งเศษซากที่ตกลงมาทำให้มีมวลเพิ่มขึ้นซึ่งเกินกว่าที่นิมิตดาวนิวตรอน ความดันดีเจนเนอเรซีของนิวตรอน(แรงดันจากภายในดาวจะสู้กับแรงโน้มถ่วงของดาวในตัวมันเองคือมีแรงโน้มถ่วงสูงมากกว่าแรงผลักดันจากภายในตัวดาวนิวตรอนพูดง่ายๆสู้แรงบีบจากภายนอกไม่ไหวนั้นเอง)สูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ ดาวนิวตรอนจึงยุบตัวลงอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เพราะไม่มีแรงใด ในจักรวาลที่จะต้านการยุบตัวได้ ในที่สุดจะยุบตัวลงกลายเป็น หลุมดำ (Black hole) ซึ่งมีขนาดเป็นศูนย์(ไร้รูปร่าง)แต่มีมวลเป็นอนันต์ หลุมดำมีแรงโน้มถ่วงสูงมากจนแม้แต่แสง(ความเร็ว300,000กิโลเมตร ต่อ วินาที)ก็ไม่สามารถออกจากหลุมดำได้(วัดกันที่ความเร็วหลุดพ้นเช่นโลกของเราถ้ามีใครทำความเกิน 11.2 กิโลเมตรต่อวินาทีก็หลุดพ้นจากโลกได้เช่นกันแต่ถ้าทำระดับระยะความสูงและความเร็วให้พอหรือสมดุลกันการโคจรรอบโลกก็จะทำให้วัตถุไม่ตกสู่พื้นและไม่หลุดพ้นไปไหนแต่กลับจะโคจรรอบโลกแทนเสมอเหมือนบริวารของโลกเช่น ดาวเทียม สถานีอวกาศนานาชาติ)ในหลักการเดียวกันหลุมดำก็จะมีวัตถุหรือบริวารหมุนรอบหลุมดำหรือบางทีหลุมดำและวัตถุต่างโคจรหมุนรอบซึ่งกันและกันแต่ส่วนใหญ่ดาวมวลน้อยจะโคจรรอบดาวมวลมากการสังเกตหลุมดำค่อนข้างจะลำบากเพราะจะไม่สว่างในช่วงคลื่นใดๆ(ช่วงคลื่นที่สายตามองเห็นคือ สีจากรุ้งกินน้ำ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ส่วนช่วงคลื่นที่สายตาไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรงต้องใช้กล้องในช่วงคลื่นต่าง)ที่ใจกลางของแกแล็กซีของเราก็น่าจะเป็นหลุมดำ(อยู่ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องและกลุ่มดาวธนู)มหันตภัยจากหลุมดำ ไม่แน่สักวันระบบสุริยะอาจจะโคจรไปทับเส้นทางของหลุมดำพอดี วันนั้นละไม่อยากจะบรรยายแน่นอนจะต้องถูกดูด(แรงโน้มถ่วง)เข้าไปในหลุมดำตราบใดดวงดาวยังมีการโคจรแต่ใช่ว่าจะเป็นไปตามที่เขียนมาก็ไม่ควรคิดมากหรือตกใจจนไม่ทำอะไรเพราะไม่มีอะไรแน่นอนตราบใดที่โลกยังหมุนอยู่ชีวิตต้องสู้ต่อไป เตรียมตัวและใจไว้เชียร์ฟุตบอลโลกที่เยอรมันเป็นเจ้าภาพใกล้จะเริ่มแล้วครับ คุณ Palmz

ความคิดเห็นที่ 377

คนรักจักรวาล
17 เม.ย. 2549 10:17
  1. ขอบคุณมากครับ ครูชิต อ่านแล้วก็ยังอ่านได้อีกเรื่อย ๆ จริง ๆ แม้บางเรื่องจะอ่านมาแล้วหลายครั้งก็ตาม //ปล. สวัสดีปีใหม่แบบไทย ๆ ด้วยนะครับ ช่วงสงกรานต์ไปกับครอบครัว เลยไม่ได้เข้ามาอวยพรเลย

ความคิดเห็นที่ 378

ครู...ชิต
17 เม.ย. 2549 16:11
  1. ขอบคุณ คนรักจักรวาล ครับ คิดถึงเช่นกันผมนึกว่าคนรักจักรวาลหายไปไหนแล้ว ที่ผ่านมาผมก็มีภาระกิจตลอดหาเวลาเป็นส่วนตัวไม่ค่อยได้(สงสัยจะสัมพันธ์ในเรื่อง กาล - อากาศถูกหลุมดำดูดเวลาหายไป)ทั้งที่คนเรามี 24 ชั่วโมงเท่าๆกัน อ้อในเรื่องความรู้ก็ต้องทบทวน ฝึกฝนอยู่ตลอดเวลาไม่เช่นนั้นเดียวมันทิ้งเราหมด วันนี้ผมพึ่งกลับจาก สพท.ศก. เขต 2 เพื่อส่ง GPA ม.6 ที่จบไม่พร้อมรุ่นพอมาถึงก็ตรงเข้ามา วิชาการ.คอม ทันทีเลย (คิดถึงอย่างแรง) ก็ขอบคุณสำหรับสิ่งดีในวันขึ้นปีใหม่ของไทย สู้ชีวิตต่อไป พบกันใหม่ครับ คนรักจักรวาล

ความคิดเห็นที่ 379

ครู...ชิต
18 เม.ย. 2549 22:43
  1. [[23881]] แหล่งเรียนรู้ดีๆหลากหลายด้านฟิสิกส์ http://www.school.net.th/library/snet3/page1_physics.htm

ความคิดเห็นที่ 380

ครู...ชิต
18 เม.ย. 2549 22:58
  1. [[23882]] หลุมดำวิทยา นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า หากเรามีดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่มีมวลประมาณ 10 เท่าของดวงอาทิตย์ ดาวฤกษ์ดวงนี้ จะปลดปล่อยพลังงานความร้อน และพลังงานแสงออกมา ตลอดระยะเวลาอันยาวนานร่วม 1,000 ล้านปี โดยอาศัยปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดในดาว ซึ่งจะเปลี่ยนธาตุไฮโดรเจนเป็นธาตุฮีเลียม พลังงานต่างๆ ที่ดาวฤกษ์ปลดปล่อยออกมานี้ จะทำให้เกิดแรงดันสูงมากพอที่จะต้านแรงดึงดูดแบบโน้มถ่วง (gravity) ซึ่งจะทำให้ดาวยุบตัวลง ได้อย่างสบายๆ มีผลทำให้ดาวฤกษ์ มีรัศมียาวประมาณห้าเท่า ของดวงอาทิตย์ และสำหรับดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่ และมีมวลมหาศาลเช่นนี้ หากมนุษย์อวกาศคนใดต้องการจะขับจรวดหนีให้พ้นจากสนามแรงดึงดูดของดาว จรวดของเขาจะต้องมีความเร็วอย่างน้อยที่สุดก็ 1,000 กิโลเมตร/วินาที นั่นก็หมายความว่า หากจรวดของเขามีความเร็วน้อยกว่านี้ เขาและจรวดจะถูกแรงดึงดูดแบบโน้มถ่วงของดาวดึงดูดให้ตกกลับลงมาอีก แต่ถ้าจรวดของเขามีความเร็วสูงกว่า 1,000 กิโลเมตร/วินาที เขา และจรวดก็จะหลุดพ้นดาวไปชั่วนิจนิรันดร์ ส่วนโลกของเรา ความเร็วที่ จะทำให้จรวดหลุดพ้นจากสนามแรงดึงดูด ของโลกนั้นอยู่ที่ 11 กิโลเมตร/วินาทีเท่านั้นเอง ดังนั้นเวลาเราฉายแสงสู่อวกาศ ความเร็วของแสงที่สูงถึง 3 แสนกิโลเมตร/วินาที จึงทำให้แสงพุ่งหนีโลกไปได้สบายๆ เมื่อเป็นเช่นนี้คำพังเพย ที่ว่าอะไรที่ขึ้นไปแล้วต้องลงนั้น ไม่จริง เพราะถ้าเขาคนนั้นหรือสิ่งนั้นๆ มีความเร็วสูงกว่า 11 กิโลเมตร/วินาที ก็จะหลุดโลกทันที และเมื่อดาวฤกษ์ดวงที่กล่าวมานี้ เผาผลาญเชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่มีในตัว จนหมดสิ้น ปฏิกิริยานิวเคลียร์ในดาวฤกษ์ดวงนั้น ก็จะหยุด แรงดันที่เดิมเคยมากมหาศาล ก็จะอันตรธานไป เมื่อไม่มีแรงดันภายในใดๆ แรงดึงดูดแบบโน้มถ่วง ที่มีในดาวอยู่ตลอดเวลา ก็จะเริ่มแสดงพลังดาวทั้งดวง จะถูกแรงดึงดูดแบบโน้มถ่วงกระทำ ทำให้ดาวหดตัวลงๆ ความจริงนี้มีอยู่ว่า ดาวยิ่งเล็ก (แต่มวลเท่าเดิม) แรงดึงดูดแบบโน้มถ่วง ที่ผิวดาวจะยิ่งมาก เมื่อรัศมีของดาวลดลงเหลือ เพียง 30 กิโลเมตร (จาก 7 ล้านกิโลเมตร) ความหนาแน่นของดาวจะสูงถึง 1 ล้านล้านตัน/ลูกบาศก์เมตร ในสถานการณ์ เช่นนี้ความเร็วของจรวด ที่จะทำให้มันหลุดพ้น จากสนามแรงดึงดูดของดาวจะต้องสูงถึง 299,792.458 กิโลเมตร/วินาที (จากเดิม 1,000 กิโลเมตร/วินาที) ซึ่งตัวเลขความเร็วนี้แสดงว่าจรวด จะต้องมีความเร็วเท่ากับแสงและเมื่อดาวลดขนาดลงอีก ความเร็วที่จะทำให้จรวดหลุดพ้น จากดาวก็ยิ่งเพิ่มสูงยิ่งขึ้นไปอีก ก็ในเมื่อไม่มีเทหวัตถุใดๆ ในจักรวาลจะมีความเร็วสูงยิ่งไปกว่าแสง นั่นก็แสดงว่าแม้แต่แสงเองก็ไม่สามารถ จะพุ่งหนีจากผิวดาว ที่มีขนาดเล็กนี้ได้อีกต่อไป ดาวจะดึงดูดแม้แต่แสง ให้กลับตกลงสู่ผิวดาวหมด ทำให้โลกภายนอกไม่สามารถรับ หรือเห็นแสงจาดวงดาวนี้ได้เลย และเมื่อไม่มีแสงใดๆ จากวัตถุเข้าตา เราก็มองวัตถุนั้นไม่เห็น นักวิทยาศาสตร์เรียกวัตถุ ที่สามารถดึงดูดสสารและแสงได้ เช่นนี้ว่าหลุมดำ (black hole) ที่มา : ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ข้อความคัดลอกจาก : http://www.school.net.th/library/snet3/dr_sutat/blckhole.htm ภาพจาก : http://www.school.net.th/library/snet3/dr_sutat/blckhole.htm

ความคิดเห็นที่ 381

neverheal
19 เม.ย. 2549 10:34
  1. -*- ขอโทษค้าบบบ หายไป สองวัน แหะๆ วันนี้เอานิยามของคำว่า Schwarzschild Radius มาฝากก่อนนะครับ Schwarzschild Radius is The distance from the center of an object such that, if all the mass compressed within that region, the escape velocity would equal the speed of light. Once a stellar remnant collapses within this radius, light cannot escape and the object is no longer visible. เด๋วซักพักมาแปลให้นะคับ

ความคิดเห็นที่ 382

คนรักจักรวาล
19 เม.ย. 2549 16:22
  1. อันที่จริงก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ เข้ามาอ่านอยู่บ่อย ๆ เผอิญช่วงนี้ เห่อกล้องใหม่อยู่ เลยหาข้อมูลอยู่จะได้ใช้ให้คุ้มค่าเหนื่อย รับรองไม่ทิ้งแน่ครับ

ความคิดเห็นที่ 383

ครู...ชิต
19 เม.ย. 2549 18:58
  1. ยินดีด้วยนะ คนรักจักรวาล คงมีความสุขไม่น้อยกับสิ่งที่ตนเองรัก อย่างไงก็แบ่งเวลาให้ตนเองบ้างนะ ฮะฮา !

ความคิดเห็นที่ 384

ครู...ชิต
19 เม.ย. 2549 19:01
  1. ขอบคุณ คุณ neverheal สำหรับนิยาม Schwarzschild Radius ครับ

ความคิดเห็นที่ 385

neverheal
21 เม.ย. 2549 22:11
  1. อ่า วันนี้ผมมีเวปมาฝากคับ เกี่ยวกับทฤษฏีสตริง www.superstringtheory.com ซึ่งผมคิดว่านะ จะเป็นทฤษฏีที่สำคัญมากๆในการศึกษาหลุมดำ ในอณาคต ครับ รึถ้ายังไงจะให้นำมาลงแล้วแปลให้ ก็บอกมาได้ครับ เดี๋ยวจะได้รีบจัดการ อิอิ

ความคิดเห็นที่ 386

ครู...ชิต
22 เม.ย. 2549 10:06
  1. คุณ neverheal ครับ อย่างไงสำหรับผมก็ขอขอบคุณมาก ในส่วนภาษาต่างประเทศ ก็พอได้ครับ จะขาดแต่เพียง การอธิบายให้เป็นศัพท์วิชาการให้ถูกต้อง สมบูรณ์ เหมาะสมกับเรื่องนั้นจริงๆ คงต้องเรียนรู้และอีกฝนอีกมาก การใช้ภาษาไทยยังต้องปรับปรุงเลยครับ ในอนาคตผมหวังว่าคงได้รับความร่วมมือหรือขอความช่วยเหลือจาก คุณ neverheal แน่นอน ยิ่งเป็นความรู้ผมยินดีเสมอครับ * ทฤษฎี ก็คือแนวความคิดหรือปรัชญาของนักคิด บางครั้งไม่แน่ใจว่าสิ่งที่รู้อยู่นั้นเป็นความรู้จริงๆหรือไม่ มีหลายทฤษฎีหรือหลายสำนักที่ให้เราศึกษาถ้าจะให้ดีควรศึกษาทุกๆสำนักหรือทุกทฤษฎีแต่ละสำนักว่า เน้นแนวคิด ความเชื่อ เหตุผล สาระ สรุป อย่างไรบ้างจากนั้นเราก็นำแนวคิดต่างๆมาผสมผสาน เรียบเรียง เป็นแหล่งอ้างอิงได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 387

29 เม.ย. 2549 14:56
  1. ถามครู...ชิตครับ อยากทราบว่าหลุมดำที่อยู่ใกล้กับโลกมากที่สุด อยู่ตรงไหนเหรอครับคุณครู

ความคิดเห็นที่ 388

ครู...ชิต
11 พ.ค. 2549 07:56
  1. คุณเอกครับ ขอบคุณสำหรับคำถาม เกี่ยวกับหลุมดำ แต่เป็นคำถามที่ตอบยากมากในแง่ข้อเท็จจริง เพราะบางครั้งเราไม่เห็นด้วยตา แต่มีหลายแนวคิดเชื่อว่าที่ใจกลางของทางช้างเผือกคือหลุมดำยักษ์ นอกจากนี้นักดาราศาสตร์สงสัยว่า Cygnus X-1 ในกลุ่มดาวหงส์ จะเป็นหลุมดำ แต่ในปัจจุบันหลุมดำจิ๋ว (Mini black holes) ที่นักฟิสิกส์จะสร้างขึ้นมาอยู่ที่ CERN (ห้องทดลองทางฟิสิกส์อนุภาคที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)โดยเครื่องมือที่จะสร้างมีชื่อว่า LHC (Large Hadron Collider) ซึ่งเป็นที่ที่นักฟิสิกส์ จะจับ เอา Hadron มาชนกันที่พลังงานสูงยิ่งยวด Hadron คืออนุภาคที่มีอันตรกิริยา อย่างแรง นั่นคือ Meson (ประกอบด้วยควาก และปฏิควาก (quark - antiquark) ) และ Baryon (ประกอบด้วย ควาก 3 ตัว เช่น โปรตอน นิวตรอน เป็นต้น) LHC ได้รับการ คาดหมายว่าจะสร้างเสร็จในปี 2005 และเดินเครื่องได้ในปี 2006 ส่วนรายละเอียดศึกษาจาก.... Links ที่น่าสนใจ เมื่อมนุษย์จะสร้างหลุมดำขึ้นมาเอง http://physics.science.cmu.ac.th/ps/ps8/ps8a5.htm เครื่องเร่งอนุภาค LHC : http://lhc.web.cern.ch/lhc/ มิติเสริม ( Extra Dimensions ) http://d0server1.fnal.gov/users/gll/public/edpublic.htm หลุมดำ http://www.damtp.cam.ac.uk/user/gr/public/bh_home.html Cygnus X-1 http://dnausers.d-n-a.net/dnetGOjg/Black/CygnusX1.htm

ความคิดเห็นที่ 389

12 พ.ค. 2549 08:24
  1. ขอบคุณคุณครูชิตมากนะครับ เริ่มกระจ่างขึ้นมากครับ เพราะเท่าที่ทราบจะทราบเพียงทฤษฎีของหลุมดำต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่ทราบว่ามันมีตัวตนใกล้โลกเราหรือไม่ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 390

13 พ.ค. 2549 12:12
  1. คนเราอาศัยอยู่ตรงส่วนใดของโลกหรือค่ะ ช่วยอธิบายแบบละเอียดนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 392

3 ก.ค. 2549 06:00
  1. ทฤษฎีไอน์สไตน์ คือ สะพานไอน์สไตน์ที่สามารถท่องกาลเวลาและมิติอื่นๆ

ความคิดเห็นที่ 393

ครู...ชิต
30 ก.ค. 2549 20:47
  1. 666 หลุมดำหรือครับ คุณ ตั๋ง

ความคิดเห็นที่ 394

คนรักจักรวาล
30 ส.ค. 2549 18:36
  1. สวัสดี และ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 395

ครู...ชิต
1 ก.ย. 2549 18:02
  1. สวัสดีครับ คนรักจักรวาล

ความคิดเห็นที่ 421

aff12345678
2 ต.ค. 2551 07:41
  1. มีหลุมดำแล้วมีหลุมขาวไหมครับ

     


ความคิดเห็นที่ 422

ninjapet
4 ธ.ค. 2551 19:27
  1. ตอบไอนี้ให้หน่อย


ความคิดเห็นที่ 423

lovesatsuna
18 ก.ย. 2552 00:22
  1. bone_jimmy@thaimail.com ค.เห็น น่าสนใจดีครับ


ความคิดเห็นที่ 424

10 ม.ค. 2554 19:36
  1. สุดยาด!! รูเรื่องกาแล็กซี ไปเยอะขอบคุณ

ความคิดเห็นที่ 425

9 ก.ย. 2554 10:22
  1. freelance writer

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น