วิชาการดอทคอม ptt logo

หลุมดำมหันตภัย

โพสต์เมื่อ: 04:32 วันที่ 30 ก.ค. 2548         ชมแล้ว: 98,773 ตอบแล้ว: 440
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
หลุมดำไม่มีรูปร่างแต่มีมวลเป็นอนันต์จริงหรือ


ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง





จำนวน 408 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| 3| 4| -5-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 312 16 ธ.ค. 2548 (19:17)
ตอบความคิดเห็นที่ 309

ของคุณ งุงิ นะคับ

สำหรับการแผ่รังสีเนี่ย

ใช่การแผ่รังสีฮอว์คกิ้งป่าวคับ

ผมไม่แน่ใจ

ถ้าใช่นะคับ

การแผ่รังสีฮอว์คกิ้งเนี่ย

มันเกิดจากหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิก

ที่ว่า บริเวณที่ว่างเปล่านั้น แท้จริงแล้ว

มันไม่ได้ว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์

แต่มันมีพลังงาน หรือ อนุภาค

อยู่ด้วยเสมอ

ดังนั้น จากสมการ E=mc2

ของEistien ทำให้เราทราบว่า

เมื่อมีพลังงาน ก็ย่อมสามารถเกิดอนุภาค (หรือมวล)

ขึ้นมาได้ แต่ทุกครั้งที่เกิดอนุภาคออกมา ย่อมต้องมี

อนุภาคปฏิปักษ์ เกิดขึ้นมาด้วย และอนุภาคกับอนุภาคปฏิปักษ์

เนี่ย เมื่อมันแตะกัน มันจะทำลายตัวมันเอง

ออกมาเป็นพลังงานอีก

แล้วทีนี้

ถ้าการเกิดอนุภาคนั้น เกิดบริเวณริมขอบฟ้าสังเกตุการณ์ล่ะ

จะเกิดอะไรขึ้น แน่นอน ถ้าเกิดขึ้นแล้ว

แล้วอนุภาคปฏิปักษ์เกิดถูกแรงดึงดูด ดูดเข้าไป

อนุภาคปฏิปักษ์นั้นมันก็จะไปทำลายอนุภาคในหลุมดำ

ทำให้กลายเป็นรังสี และมวลของหลุมดำก็จะลดลงด้วย



ส่วนเรื่องสเปกตรัมสีดำนั้น ผมไม่รู้จริงๆคับ

แบบว่า ผมอาจจะแปลผิดก็ได้ เพราะยังไม่ค่อยเก่งมาก

เลยอาจทำให้เกิดความสับสน

ยังไงก็ ขออภัยไว้ณที่นี้ด้วยนะคับ
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 313 16 ธ.ค. 2548 (19:21)
สำหรับความเห็นเพิ่มเติมที่ 310 นะครับ

ถ้าเราอยากเรียนฟิสิกส์ให้เก่งๆ

ก็ไม่มีอะไรมาก ตั้งใจ ทำโจทย์เยอะๆ

งงอะไรก็ถามๆๆๆๆๆๆ การถามนี่แหละ

จะช่วยให้เราคลายความสงสัยลงได้

ขอให้เรียนฟิสิกส์อย่างมีความสุขนะครับ



เจริญพร...โยม (อิอิ)
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 314 17 ธ.ค. 2548 (10:31)


23854 ภาพแสดงอุณหภูมิพื้นผิวและการส่องสว่างของดาวฤกษ์เรียกว่าไดอะแกรมเฮิร์ตสปรังรัสเซล(Hertzsprung – Russel diagram) สีของอักษรแสดงถึงความร้อนบนผิวดาว สีฟ้าแสดงว่าร้อนมาก



ต้องขอขอบคุณหลายๆความคิดเห็น นะครับ



การแผ่รังสี (Radiation) เป็นการถ่ายเทความร้อนออกรอบตัวทุกทิศทุกทาง โดยมิต้องอาศัยตัวกลางในการส่งถ่ายพลังงาน ดังเช่น การนำความร้อน และการพาความร้อน การแผ่รังสีสามารถถ่ายเทความร้อนผ่านอวกาศได้ วัตถุทุกชนิดที่มีอุณหภูมิสูงกว่า -273 องศาเซลเซียส หรือ K (เคลวิน) ย่อมมีการแผ่รังสี วัตถุที่มีอุณหภูมิสูงแผ่รังสีคลื่นสั้น วัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำแผ่รังสีคลื่นยาว



ในการศึกษาเรื่องสเปกตรัมก็ควรมีความเข้าใจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมีความถี่ต่อเนื่องกันเป็นช่วงกว้างๆ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่างๆเหล่านี้เรียกรวมกันว่าสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดต่างๆในสเปคตรัมมีแหล่งกำเนิดและการตรวจจับที่แตกต่างกันแต่ต่างก็มีสมบัติที่สำคัญเหมือนกัน กล่าวคือ เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วเท่ากับความเร็วแสง และมีพลังงานส่งผ่านไปพร้อมกับคลื่น ในส่วนสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากพลังงานดวงอาทิตย์ ประกอบด้วย รังสีเอ็กซ์ แกมมา และอัลตราไวโอเลต รวมประมาณ ร้อยละ 9 รังสีที่มองเห็น ร้อยละ 41 อีกร้อยละ 50 คือ อินฟาเรดและความร้อน ในการศึกษาความสัมพันธ์ของสี อุณหภูมิของดวงดาวตลอดจนความยาวคลื่นเข้มสุดจากการถ่ายสเปกตรัมยังทำให้เราทราบธาตุและโมเลกุลต่างๆที่อยู่บนผิวดาวจากเส้นสเปกตรัมที่ถูกดูดกลืนที่ความยาวคลื่นจำเพาะของธาตุต่างๆหรือข้อมูลธาตุองค์ประกอบของผิวดาวเช่น ดาวสีส้ม จะเห็นสเปกตรัมดูดกลืนของโมเลกุลขนาดเล็กอยู่บ้าง บนดาวสีแดงซึ่งเย็นที่สุดในหมู่ดาวฤกษ์ก็จะมีเส้นสเปกตรัมดูดกลืนของโมเลกุลต่างๆปรากฏให้เห็นมากมายคุณ งุงิ ครับ ผมขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับ spectrum จากภาพถ่ายดาว หรือ การจำแนกดาวตามคลื่นแสง ถ้าไม่ตรงอย่างไรก็ขออภัยด้วยหรืออาจจะมีคำตอบซ่อนอยู่หาให้เจอนะครับ

มาทำความรู้จักการจำแนกดาวตามคลื่นแสง

การศึกษา spectrurm จากภาพถ่ายดาว กำเนิดขึ้นใน พ.ศ.2428 โดยนักดาราศาสตร์ ชาวอเมริกา ชื่อ เอ็ดเว็ร์ด ชาร์ล พิคเคอริง ที่ทำงานอยู่ที่หอดูดาวมหาวิทยาลัย อาวาร์ด ซึ่งผู้ที่ศึกอย่างจริงจังต่อมาคือ แอนนี่ เจ แคนนอน ซึ่งทำให้มีการค้นพบอย่างสำคัญว่าคลื่นแสงของดวงดาวสามารถใช่เป็นตัวแปรในการจำแนกดาวได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้หลักการพื้นฐานของการดูดกลืนคลื่นแสงที่แผ่มาจากดวงดาวความผันแปรของคลื่นแสงที่ตรวจพบช่วยให้ประเมินอายุของดาวได้ รวมทั้งลำดับขั้นการพัฒนาของดวงดาวด้วย จากการผันแปรของคลื่นแสงดวงดาว นักดาราศาสตร์สามารถจำแนกดาวได้ออกเป็น 7 กลุ่มเรียงจากดาวที่อุณหภูมิผิวสูงที่สุดมีสีน้ำเงิน ลดหลั่นลงมาและท้ายสุดคือซึ่งเป็นพวกดาวสีแดงที่ค่อนข้างเย็นและยังซอยลงไปอีกเป็น 10 ประเภทย่อยต่อท้ายเพื่อแสดงสถานะย่อยในแต่ละกลุ่ม(จะไม่ขอกล่าวในที่นี้) ในการแทนอักษรแต่ละกลุ่ม ได้แก่ O B A F G K และ M ซึ่งกำหนดแทนลักษณะการผันแปรและความเข้มของแสงที่แผ่มาจากก๊าซไฮโดรเจน ยังรวมถึงคลื่นแสงที่แผ่มาจากธาตุอื่น ใช้เป็นปัจจัยประกอบในการจำแนกดาว ที่มีรูปแบบแถบคลื่นแสง ความผันแปร และความเข้มของแสงคล้ายคลึงกัน(มีเลข 0 – 9 ต่อท้าย)

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 315 17 ธ.ค. 2548 (10:34)
แก้ไขข้อความการแผ่รังสี ที่ตัวหนาดำ

การแผ่รังสี (Radiation) เป็นการถ่ายเทความร้อนออกรอบตัวทุกทิศทุกทาง โดยมิต้องอาศัยตัวกลางในการส่งถ่ายพลังงาน ดังเช่น การนำความร้อน และการพาความร้อน การแผ่รังสีสามารถถ่ายเทความร้อนผ่านอวกาศได้ วัตถุทุกชนิดที่มีอุณหภูมิสูงกว่า -273 องศาเซลเซียส หรือ 0 K (เคลวิน) ย่อมมีการแผ่รังสี วัตถุที่มีอุณหภูมิสูงแผ่รังสีคลื่นสั้น วัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำแผ่รังสีคลื่นยาว
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 316 17 ธ.ค. 2548 (10:46)


41869
ภาพแสดงแถบคลื่นแสงจากธาตุต่างๆเมื่อผ่านปริซึมจะแยกออกเป็นเส้นสีต่างกัน ดังนั้น เมื่อแยกแถบคลื่นแสงเป็นเส้นสีทำให้วิเคราะห์ได้ว่าดาวดวงนั้นประกอบด้วยธาตุใดบ้าง

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 317 17 ธ.ค. 2548 (11:27)
ครูชิตค่ะ หนูอยากจะเรียนฟิสิกส์ให้รู้เรื่องแต่ทำยังไงก็ไม่เข้าใจ หนูควรทำไงดี หรือว่า อาจารย์สอนไม่เข้าใจ กรุณาช่วยตอบด้วยค่ะ (เด็กรักฟิสิกส์ก็ช่วยตอบด้วย ขอบคุณค่ะ)



ขอบคุณครับ เด็กอยากเรียนฟิสิกส์รู้เรื่อง ถ้าผมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ในอนาคตอันใกล้นี้ไม่เกินจริงที่ผมจะกล่าวและเสนอข้อมูลครับ



ฟิสิกส์ เป็นวิทยาศาสตร์กายภาพ ซึ่งกว้างมาก ควรระบุเป็นด้านๆไปแต่ผมพอจับเป็นประเด็นได้น่าจะ 2 ส่วนนะเช่น ด้านทฤษฎีเนื้อหาสาระต่างๆกับการอธิบายโดยใช้ภาษาทางคณิตศาสตร์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าอยากได้สิ่งใดก็ควรจะรักสิ่งนั้นก่อนครับ เช่น ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ซึ่งผมรักในสิ่งนี้ครับ ในการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เกิดจาการทำงานหรือเรียนรู้เพียงคนเดียว แต่เกิดจากกิจกรรมสัมพันธ์และกิจกรรมหมู่คณะหรือศึกษาจากการอ่านเนื้อหา บทความ การแลกเปลี่ยนความรู้ให้ได้มาก หลายๆเรื่อง อาจจะเป็น 1,000 เรื่อง 1,000 บทความ เพื่อมาสร้างเป็นองค์ความรู้ของตัวเองจนถึงขั้นวิจัยในเรื่องนั้นอย่างเป็นขั้นตอนและอธิบายด้วยภาษาการวิจัย ตลอดจนนำเสนอผลงานในรูปแบบต่างๆเช่น บทความ รายงานการวิจัย เป็นต้น สรุปสั่นๆ คือ รับรู้ สร้างองค์ความรู้ นำเสนอเป็น ค่อยๆเดินไปทีละขั้นอย่างมั่นคง ก็ประมาณนั้นครับ

เดียวในช่วงต่อไปผมจะนำเสนอบุคคลที่ประสบความสำเร็จให้หนูทราบเพื่อเป็นกำลังในการเรียนรู้นะครับ
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 318 17 ธ.ค. 2548 (11:38)


23855
"ผมไม่ได้เป็นคนที่มีความสามารถพิเศษแต่อย่างใดเพียงแต่ผมเป็นคนที่เปี่ยมล้นไปด้วยความยากรู้อยากเห็นเท่านั้นเอง"



ไอน์สไตน์

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 319 17 ธ.ค. 2548 (11:53)


23856
"คำว่าอัจฉริยะในความคิดของผม ประกอบด้วยพรสวรรค์ 1% ส่วนอีก 99 % มาจากความพยายาม"

โทมัส อัลวา เอดิสัน



ผลงาน : - เป็นผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า, หีบเสียง, จานเสียง, เครื่องบันทึกเสียง, กล้องถ่ายภาพยนตร์

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 320 20 ธ.ค. 2548 (18:46)
เห็นด้วยกับท่าน เอดิสัน นะครับ

ที่ว่าคนเราเนี่ย

ถึงแม้จะไม่มีพรสวรรค์

แต่ถ้ามีพรแสวง

เราก็ประสบผลสำเร็จได้

สู้โว้ย (- -)V
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 321 21 ธ.ค. 2548 (15:30)
ขอบคุณมากๆสำหรับคำตอบครับ

วันก่อนผมไปอ่านเจอในหนังสือเล่มนึงบอกว่า

ควอซาร์อาจจะเป็นwhite hole ที่เชื่อมกับblack hole ด้วยรูหนอนซึ่งสัมพัทธภาพทั่วไปก็อนุญาติให้เกิดขึ้นได้ และ

เจ้าควอซาร์จะมีการปล่อยพลังงานออกมาตลอด

คนอื่นคิดอย่างไรบ้างครับ
งุงิ (IP:202.28.21.4,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 322 21 ธ.ค. 2548 (21:55)
ผมว่า ถ้าควาซาร์เป็นรูหนอนเนี่ย

แสดงว่าระดับพลังงานในตัวมันเนี่ย

ต้องมีค่าติดลบ และมันยังต้อง

สามารถรักษาสภาพรูหนอนไว้ได้

เพื่อที่จะสามารถส่งมวลสารได้

แต่ถ้าเป็น white hole จริง

ถ้างั้นสสารที่ black hole

ดูดเข้าไปเนี่ย มันต้องไม่เพิ่ม

ในตัว black hole สิคับ

ถ้างั้น black hole

ต้องมีมวลคงที่ตลอดกาลหรือ?



อืม ผมก็ม่ายรู้นะ

เด๋วคิดอะไรออกจามาบอกต่อ
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 323 22 ธ.ค. 2548 (19:25)


23857 ต้องขอบคุณ คุณ. neverheal และ คุณ งุงิ นะครับที่ช่วยแบ่งปันความรู้ ในเรื่อง หลุมขาวและรูหนอน White Holes and Wormholes นั้น ผมว่ายังไม่มีทฤษฎีใดๆอธิบายได้อย่างชัดเจนนะครับ โดยเฉพาะฟิสิกส์ ก็มีไอน์สไตน์ที่พยายามอธิบายเรื่องนี้ซึ่งผมมีบทความมาให้อ่านเพื่อศึกษาร่วมกันนะครับ



White Holes and Wormholes

"จากสมการสนาม (Field Equation) ของไอน์สไตน์สามารถนำมาแก้ปัญหา ในเรื่องของเหตุการณ์ (Event Horizon) (คือบริเวณทางทฤษฎีที่อยู่รอบ ๆ หลุม ดำ) ทั้งในเอกภพของเรา และในเอกภพอื่นที่อยู่ไกลออกไปในอวกาศและเวลา ถ้า หากว่าไม่มีภาวะเอกภพ (Singularity) (บริเวณจุดศูนย์กลางของหลุมดำที่สสาร ถูกดูดลงไป) ก็จะต้องมี Warm Hole เป็นทางเชื่อมต่อบริเวณอวกาศ-เวลา ที่ เราอยู่กับเอกภพอื่น ดังนั้นตามทฤษฎีแล้ว จึงเป็นไปได้ที่สสารและพลังงานจะถูกย้ายจากเอกภพ ของเราไปสู่อีกเอกภพหนึ่ง ซึ่งจากสมการจะเป็นเอกภพที่มีสถานที่และเวลาแตก ต่างไปจากเอกภพของเรา บริเวณที่สสารและพลังงาน จะปรากฏออกมาจาก เอกภพหนึ่งไปยังอีกเอกภพหนึ่ง เรียกว่า "หลุมขาว" (White Hole) นั้น ในช่วง หนึ่งจะแสดงตัวเป็น "หลุมขาว" (White Hole) ในที่และเวลาอีกแห่งหนึ่งของ อวกาศ และจะป้อนสสารพลังงาน จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง นักวิชาการบาง ท่านมีความแน่ใจว่า "หลุมดำ" และ "หลุมขาว" นี่เอง คือคำตอบสำคัญของการนำ มาอธิบายปรากฏการณ์ของ ควอซาร์ ซึ่งเป็นแหล่งมีพลังงานสูงมากมหาศาลและ เชื่อว่า ควอซาร์ คือสถานที่ของหลุมขาว อย่างไรก็ดี ทฤษฎีที่กล่าวมานี้ ยังมีรากฐานไม่มั่นคงพอ เรายังค้นไม่พบ "เอกภพอื่น" ได้อย่างชัดเจน และแน่นอนว่า เราคงจะไม่ได้หลักฐานว่ามีเอกภพ อื่นอยู่จริง ๆ แม้ว่าสมการสนามของไอน์สไตน์ จะแสดงว่า ยังมีเอกภพอื่น ๆ อีก แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีอยู่จรง ๆ ถึงแม้ว่าทฤษฎีในปัจจุบันจะคาดหมายไว้ว่า หลุมดำ รวมทั้งปรากฏการณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น มีหลุมขาว มี เวอร์มโฮล (Worm Hole) มีเอกภพอื่น ๆ มีทางเชื่อมต่อระหว่าง อวกาศ-เวลา ซึ่งความจริงอาจมี อยู่จริง ๆ ปัญหาสำคัญอยู่ที่เรื่องการหาคำอธิบายโดยแน่ชัดของแห่งเกิดพลังงาน มหาศาล เช่น คอวซาร์ ได้เท่านั้น ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ถ้าหากพลังงานถูกย้ายไปมาระหว่าง เอกภพอื่น ๆ หรืออยู่ภายในเอกภพนี้ แสดงว่าทฤษฎีสถานะคงที่ไม่ถูกต้อง ใน ทำนองเดียวกันการย้ายของมวลและพลังงานเช่นนั้น จะทำให้ความสัมพันธ์ ระหว่างระยะทาง/ความเร็วตามกฎของฮับเบิล ในบริเวณที่ห่างไกลออกไปใน เอกภพใช้ไม่ได้"



ข้อความคัดลอกจาก : http://www.doodaw.com/article/index.php?topic=uniepisode19

.........................................

Schwarzschild wormhole



The Schwarzschild metric admits negative square root as well as positive square root solutions for the geometry.



The complete Schwarzschild geometry consists of a black hole, a white hole, and two Universes connected at their horizons by a wormhole.



The negative square root solution inside the horizon represents a white hole. A white hole is a black hole running backwards in time. Just as black holes swallow things irretrievably, so also do white holes spit them out. White holes cannot exist, since they violate the second law of thermodynamics.



General Relativity is time symmetric. It does not know about the second law of thermodynamics, and it does not know about which way cause and effect go. But we do.



The negative square root solution outside the horizon represents another Universe. The wormhole joining the two separate Universes is known as the Einstein-Rosen bridge.





ภาพและข้อความคัดลอกจาก : http://casa.colorado.edu/~ajsh/schww.html

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 324 25 ธ.ค. 2548 (22:34)
อ่า

ขอบคุณครูชิตมากครับเรื่องหลุมขาว

แต่ทีนี้ ผมคิดว่า ถ้ามันมีการเคลื่อนย้ายมวลสาร

จริงๆ แล้วมันเคลื่อนย้ายผ่านอะไรล่ะ

เพราะไอนส์ไตน์ได้ปิดโอกาศในการเดินทางเร็ว

กว่าแสงไปแล้ว แต่ยังเปิดในเรื่องของ

กาลอวกาศรูปแบบพิเศษ ที่เรียกว่า

รูหนอน (worm hole) แต่ว่า รูหนอนเนี่ย

มันเกิดจากพลังงานที่เป็นลบ

แสดงว่า หลุมดำ เป็นพลังงานที่เป็น ลบหรือ

อืม น่าคิด

เด๋วผมหาข้อมูลมาเพิ่มเติมนะครับ
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 325 26 ธ.ค. 2548 (13:35)


23858
Stabilizing a wormhole with exotic matter



ภาพจาก : http://casa.colorado.edu/~ajsh/schww.html

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 326 26 ธ.ค. 2548 (17:29)
ครูชิตครับผมกลับมาแล้วครับ
Dark of Angel
ร่วมแบ่งปัน32 ครั้ง - ดาว 158 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 327 26 ธ.ค. 2548 (18:12)
ขอบคุณครับครูชิต สำหรับลิงค์

แต่อ่านแล้วน่าเสียดายเนอะ

ที่เราไม่สามารถเดินทางผ่านรูหนอนไปได้

ไม่งั้นเราคงสามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วมหาศาลได้

อืม...ไม่เป็นไร ผมคิดว่ายังไงมนุษย์

ก็ต้องค้นคว้าสิ่งใหม่ๆได้เสมอแหละครับ
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 328 26 ธ.ค. 2548 (21:55)
สวัสดีปีใหม่ครับ Dark of Angel , neverheal และ ทุกๆท่าน

พอดีมีเว็บเกี่ยวกับมวลสาร พลังงานและหลุมดำมาให้อ่านครับ


http://kitty.in.th/index.php?room=article&id=81
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 329 26 ธ.ค. 2548 (22:10)
มีลิงค์ จาก วิชาการ.คอม ตั้งแต่ปี 2544 เกี่ยวกับ หลุมขาว น่าจะเพิ่มความกระจ่างขึ้นบ้างนะครับ


http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=102&Pid=9846&PHPSESSID=
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 330 26 ธ.ค. 2548 (22:23)
สุดท้ายแล้วครับ เกี่ยวกับ หลุมดำ หลุมขาว และ รูหนอน ผมอ่านดูเห็นว่า น่าจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะ คุณ งุงิ และ neverheal ซึ่งสนใจเรื่อง หลุมดำ หลุมขาว และ รูหนอน เป็นพิเศษ อ่านจากลิงค์ที่ผมคัดมาโดยเฉพาะจาก วิชาการ.คอม คงไม่ว่าที่ผมนำลิงค์มาให้อ่านก่อน


http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=101&Pid=9365&PHPSESSID=bb7ea65a20e67904e1c4b6963078d745
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 331 29 ธ.ค. 2548 (00:36)
อยากใหช่วยหาเนื้อหาเกี่ยวกับบรรยากาศชั้นเมโซสเฟียร์และการเกิดชายฝั่งทะเลยกตัวได้ไหมคะ ต้องการอย่างด่วนเลยค่ะตอบกลับทีe-mailก็ได้ค่ะ ได้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้หรือได้ทั้ง2เรื่องเลยก็จะยิ่งดีมาก ช่วยหาให้ด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
phueng_grint@thaimail.com (IP:203.151.140.117,203.113.45.197,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 332 30 ธ.ค. 2548 (13:51)


23859 เมโซสเฟียร์ คือ ชั้นบรรยากาศที่อยู่เหนือชั้นสราโตสเฟียร์ขึ้นไปจนถึงระดับความสูงประมาณ 80 กิโลเมตรเหนือสตราโตรสเฟียรส์ขึ้นไป อุณหภูมิลดต่ำลงอีกครั้ง จนถึง -90 องศาเซลเซียส ที่ระยะสูง 80 กิโลเมตร ทั้งนี้เนื่องจากห่างจากแหล่งความร้อนในชั้นโอโซนออกไป มวลอากาศในชั้นนี้มีไม่ถึงร้อยละ 0.1 ของมวลอากาศทั้งหมด อุณหภูมิของบรรยากาศชั้นนี้จะลดลงตามระดับความสูง



บรรยากาศของโลก แบ่งตามองค์ประกอบในบรรยากาศ

1.เอ็กโซสเฟียร์ (Exosphere) ระดับความสูง 640 ถึงมากกว่า 2,400 กิโลเมตร ที่ระดับสูงกว่า 2,400 กิโลเมตร ก๊าซส่วนใหญ่เป็นไฮโดรเจน ที่ระดับสูงกว่า960-2,400 เป็นไฮโดรเจนและฮีเลียม เท่า ๆ กัน ที่ระดับต่ำกว่า 960 กิโลเมตรมีออกซิเจนอยู่ด้วย

2.ไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) ระดับความสูง 56-640 กิโลเมตร เป็นชั้นที่อะตอมของก๊าซอยู่ในรูปของไอออน มีประจุไฟฟ้า บรรยากาศชั้นนี้สะท้อนคลื่นวิทยุ

3. สตาร์โตสเฟียร์ (Startosphere)ระดับความสูง 10-56 กิโลเมตรประกอบด้วยชั้นโอโซน กักกั้นรังสีคลื่นสั้น จากนอกโลก ไม่ให้เป็นอันตรายต่อชีวิตบนโลก

4. โทรโปสเฟียร์ (Troposphere) จากพื้นโลกถึงความสูง 10 กิโลเมตร บรรยากาศชั้นนี้ อยู่ติดกับพื้นโลก

ก๊าซส่วนใหญ่เป็นก๊าซไนโตรเจน และออกซิเจน เป็นชั้นที่เกิดเมฆและสภาพอากาศทางอุตุนิยมวิทยา



ข้อมูลจาก : กรมทรัพยากรธรณีและศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์

ภาพจาก : SOHO

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 333 30 ธ.ค. 2548 (18:47)
โอววววว

บรรยากาศจงเจริญ



สวัสดีปีใหม่คร้าบบบบบบบบบบ
neverheal(ม่าได้login) (IP:203.188.54.215,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 334 1 ม.ค. 2549 (13:26)


23860
Black Holes and Quasars

ภาพจาก : http://dnausers.d-n-a.net/dnetGOjg/Black/Holes.htm



สวัสดีปีใหม่

โชคอำนวย รวยทรัพย์ รับปีใหม่

ยศเกริกไกร ก้องเกียรติ เฉลิมศรี

สุขท่วมท้น ล้มเปลี่ยม บรรดามี

กายใจดี มีพลา พาสมบูรณ์



ปล.แด่ทุกๆท่านครับ

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 335 2 ม.ค. 2549 (03:50)
นักฟิสิกส์ก็หวังจะสร้าง black hole ขนาดจิ๋วขึ้นใน lab อยู่ด้วยครับ

ซึ่งถ้าทำได้ มันจะแผ่รังสี hawking radiation และสลายตัวไปในเวลาอันสั้น



จาก http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X3992415/X3992415.html



ทีนี้อยากทราบว่า การสร้าง black hole ขนาดจิ๋ว ทำได้อย่างไรครับ
wacky (IP:202.57.182.179,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 336 2 ม.ค. 2549 (04:14)
อืม ทราบแล้วฮับ



http://physics.science.cmu.ac.th/ps/ps8/ps8a5.htm
wacky (IP:202.57.182.179,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 337 2 ม.ค. 2549 (08:45)


23861
หลุมดำจิ๋ว (Mini black holes)

หลุมดำพวกนี้ มีขนาดราว 10-15 หลุมดำที่มนุษย์จะสร้างได้จาก 3 ชนิดน่าจะมีเพียงชนิดเดียว คือ หลุมดำจิ๋ว หลุมดำจิ๋วที่นักฟิสิกส์จะสร้างขึ้นมาอยู่ที่ CERN (ห้องทดลองทางฟิสิกส์อนุภาคที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)โดยเครื่องมือที่จะสร้างมีชื่อว่า LHC (Large Hadron Collider) ซึ่งเป็นที่ที่นักฟิสิกส์ จะจับ เอา Hadron มาชนกันที่พลังงานสูงยิ่งยวด Hadron คืออนุภาคที่มีอันตรกิริยา อย่างแรง นั่นคือ Meson (ประกอบด้วยควาก และปฏิควาก (quark - antiquark) ) และ Baryon (ประกอบด้วย ควาก 3 ตัว เช่น โปรตอน นิวตรอน เป็นต้น) LHC ได้รับการ คาดหมายว่าจะสร้างเสร็จในปี 2005 และเดินเครื่องได้ในปี 2006 ส่วนรายละเอียดศึกษาจาก....

Links ที่น่าสนใจ



เมื่อมนุษย์จะสร้างหลุมดำขึ้นมาเอง
http://physics.science.cmu.ac.th/ps/ps8/ps8a5.htm



เครื่องเร่งอนุภาค LHC : http://lhc.web.cern.ch/lhc/



มิติเสริม ( Extra Dimensions )
http://d0server1.fnal.gov/users/gll/public/edpublic.htm



หลุมดำ
http://www.damtp.cam.ac.uk/user/gr/public/bh_home.html



ภาพจาก : http://lhc.web.cern.ch/lhc/

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 338 2 ม.ค. 2549 (09:15)


23862
คุณ wacky มีอะไรก็สามารถแบ่งปันความรู้กันได้นะครับ สิ่งที่คุณ wacky รู้ หรือ มีมุมมอง ผมจะไม่มีหรือมีน้อยกว่าและผมเห็นด้วยกับการแลกเปลี่ยนความรู้กับมุมมองต่างๆ เพราะสิ่งนี้หละทำให้เรารู้มากขึ้นเพราะตำราเล่มสุดท้ายจากหลักสูตรก็ตอนจบอุดมศึกษาครับ(ผม)ถ้าไม่ค้นคว้า





ภาพดัดแปลงจาก : http://www.nextstep.co.th/newexplorer/blackhole.html

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 339 3 ม.ค. 2549 (09:41)


23863
Ring Arourd a suspected Black Hole in Galaxy NGC 4261



ภาพ : NASA / HST

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 340 3 ม.ค. 2549 (11:49)


สาเหตุที่มองไม่เห็นหลุมดำเป็นแบบนี้หรือเปล่า
23864

Organic Chem
ร่วมแบ่งปัน341 ครั้ง - ดาว 163 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 341 3 ม.ค. 2549 (17:56)


23865
Massive Black Holes in Galaxy NGC 3377,NGC 3379 and NGC 4486



ภาพ : NASA / HST

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 342 3 ม.ค. 2549 (18:21)


23866
หวัดดีค้าบ ไม่ได้มานานเรย แบบว่าติดปีใหม่ เหอๆ

อ่า สำหรับ คห.340 ของคุณ Orgainc Chem อะครับ

คือว่า ถ้าหากแสงเนี่ยสามารถเดินทางเป็นเส้นโค้งได้

ถ้างั้นมันอาจเกิดปรากฏการณ์แบบในรูปก็ได้นะครับ

คือจากดาวที่เรามองเห็นอะ ลำแสงของมันอาจเดินทางผ่าน

ดาวขนาดใหญ่หรือ หลุมดำ แล้วทีนี้ ถ้ามันโค้งวนกลับ

มาที่โลกอีกครั้งเนี่ย เราก็จะเห็นดาวดวงนี้เป็น 2 ดวง

อยู่คนละตำแหน่งของท้องฟ้าได้ รึปล่าวครับ



อืม...น่าคิด

- -"

neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 343 3 ม.ค. 2549 (18:30)


อ่า คิดไปคิดมา

คือว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้จริงๆละก็

แสงจากดาวเนี่ยต้องเดินทางมาพบกันที่โลก

ด้วยเวลาที่แตกต่างกันมาก เพราะลำนึงพุ่งตรง

ส่วนอีกลำเดินทางไปอีกทางแล้วโดนเปลี่ยนทิศทางมา

ถ้างั้น การตรวจดูดวงดาวบนฟากฟ้าที่ผ่านมาอาจจะ

ผิดพลาดก็เป็นได้นะครับ

อ่า...ผมแค่คิดน้า หุหุ



ปล.รูปข้างล่างดูๆปายเหอะ

อย่าคิดมาก เหอๆ(เสี่ยงหัวขาดอีกแล้ว 555+)
23867

neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 344 3 ม.ค. 2549 (18:42)


23868
neverheal ลองศึกษาดูนะครับ คลิ๊กที่นี้

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 345 3 ม.ค. 2549 (18:50)


23869
Dust Disk fuels Black hole



ภาพ : NASA / HST

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 346 4 ม.ค. 2549 (20:56)
อ่า ขอบคุณครูชิตนะครับสำหรับลิงค์

แต่ว่ามานม่ายช่ายเรื่องที่ผมคิดอะ

แต่ไม่เปงไรคับ อ่านแล้วก็สนุกดีเหมือนกัน

เดี๋ยวผมแปลมาให้ลองอ่านละกันนะครับ



Searching for Extra Dimensions



What extra dimensions, you probably think, having just read the title. We know very well that the world around us is three-dimensional. We know East from West, North from South, up from down – what extra dimensions could there possibly be if we never see them?



Well, it turns out that we do not really know yet how many dimensions our world has. All that our current observations tell us is that the world around us is at least 3+1-dimensional. (The fourth dimension is time. While time is very different from the familiar spatial dimensions, Lorentz and Einstein showed at the beginning of the 20th century that space and time are intrinsically related.) The idea of additional spatial dimensions comes from string theory, the only self-consistent quantum theory of gravity so far. It turns out that for a consistent description of gravity, one needs more than 3+1 dimensions, and the world around us could have up to 11 spatial dimensions!



How could this be possible? The reason we do not feel these additional spatial dimensions in our everyday life (if they exist) is because they are very different from the three dimensions we are familiar with. It turns out that it is possible that our world is ‘pinned’ to a 3-dimensional sheet (a so-called ‘brane’) that is located in a higher dimensional space, To illustrate this, imagine an ant crawling on a sheet of paper in your hand. For the ant, the ‘universe’ is pretty much two-dimensional, as it cannot leave the surface of the paper. It only knows North from South and East from West, but up and down don’t make any sense as long as it has to stay on the sheet of paper. In pretty much the same way, we could be restrained to a three-dimensional world, which is in fact a part of a more complicated multi-dimensional universe!



These extra spatial dimensions, if they really exist, are thought to be curled-up, or “compactified”. In the example with the ant, let’s roll the sheet of paper so that it forms a cylinder. In this case, if the ant starts crawling in the direction of curvature, it will eventually come back to the same point it started from. This is an example of a compactified dimension. If the ant crawls in a direction parallel to the length of the cylinder, it would never come back to the same point (we are assuming that the paper cylinder is so long so that it never reaches the edge). This is an example of a “flat” dimension. According to string theory then, we live in a universe where our three familiar dimensions of space are “flat”, but there are additional dimensions which are curled-up very tightly so that they have an extremely small radius: 10-30 cm or less.



So why would it matter to us if the universe has more than 3 spatial dimensions, if we can not feel them? Well, in fact we could “feel” these extra dimensions through their effect on gravity. While the forces that hold our world together (electromagnetic, weak, and strong interactions) are constrained to the 3+1-“flat” dimensions, the gravitational interaction always occupies the entire universe, thus allowing it to feel the effects of extra dimensions. Unfortunately, since gravity is a very weak force and since the radius of extra dimensions is tiny, it could be very hard to see any effects, unless there is some kind of mechanism that amplifies the gravitational interaction. Such a mechanism was recently proposed by Arkani-Hamed, Dimopoulos, and Dvali, who realized that the extra dimensions can be as large as one millimeter, and still we could have missed them in our quest for the understanding of how the universe works!



If the extra dimensions were indeed so large, the laws of gravity would be modified at distances comparable to the size of the extra dimensions. So, why don’t we see this in experiments? In fact it turns out that we know very well how gravity works for large distances (Isaac Newton’s famous law that says that gravitational force between two bodies falls off as the square of distance between them). However, no one has tested how well this works for distances less than about 1 mm. It is complicated to study gravitational interactions at small distances. Objects positioned so close to each other must be very small and very light, so their gravitational interactions are also small and hard to detect. While a new generation of gravitational experiments that should be capable of probing Newton’s law at short distances (up to 1 micron) is under way, our current knowledge about gravity stops at distances of the order of 1 mm. We currently cannot say whether there are, or are not, possible extra dimensions smaller than 1 mm.



So far so interesting, but what does this have to do with particle physics and the DØ experiment at Fermilab? Actually, there is a very direct connection. Since the particles that we accelerate at Fermilab are very energetic, we can easily probe distances as small as 10-19 cm by studying the products of their collisions. However, the particles involved in these collisions are very light, so the gravitational interaction between them is very weak. Fortunately, it turns out that in the theory proposed by Arkani-Hamed, Dimopoulos, and Dvali, the gravitational interaction is greatly enhanced if the colliding particles have sufficiently high energy. This enhancement is due to the so-called “winding modes” of the graviton – the gravitational force carrier – around the compactified extra dimensions. If the graviton is energetic enough, it could travel ¾ “wind” its way ¾ around the compactified dimensions many times. Each time it winds around, it gives rise to a small gravitational force between the colliding particles. If the number of revolutions that the graviton makes around the curled extra dimensions is large enough, the gravitational interaction is tremendously enhanced.



As the Fermilab Tevatron is the highest energy particle accelerator in the world, it is the perfect place to look for extra dimensions, since the higher the colliding particle energy is, the stronger enhancement of the gravitational interaction is expected. Physicists working at the DØ experiment have looked for the effects of gravitational interactions between pairs of electrons or photons produced in high-energy collisions. If the gravitational interaction between the two electrons or two photons is large enough, the properties of such a final state system would be modified. There will be more pairs produced at high two-body masses, and also the angular distribution of these particles will be more uniform than one expects to see if gravity is weak enough to be ignored. When DØ carefully analyzed the data they collected in 1992-1996, no such enhancements were found. The data agrees very well with the predictions from known physics processes, and the gravitational interaction does not seem to play any significant role at the energies that we are able to reach. So, no evidence for extra dimensions was found so far.



Although we have not seen extra dimensions, we were able to set rather strict limits on their size. These limits are stricter than those set by gravitational experiments, or accelerator experiments at lower energy machines, so far. These new limits also place significant constraints on Arkani-Hamed, Dimopoulos, and Dvali’s theory.



Our search for extra dimensions is not over yet. In fact, it has only just started. We are also looking for the effects of extra dimensions in collisions that produce different types of particles, such as quarks. We are also looking for events where gravitons are produced in the collisions and then leave our three-dimensional world, travelling off into one of the other dimensions. This would cause an apparent non-conservation of energy from the point of view of our three dimensional world. With the next data-taking run scheduled to start in 2001, and likely to deliver twenty times the data presently accumulated, we will have a significantly extended sensitivity to large extra dimensions. We very well might see them!



If we are not so lucky, the next generation collider, LHC, that is being built at CERN (near Geneva, Switzerland) will allow us to ultimately probe the theory of large extra dimensions and either find them or show that the idea is actually wrong. But we will have to wait six more years or so, before we learn that.
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 347 4 ม.ค. 2549 (22:22)


23870
neverheal ก็ไม่เชิงเป็น หลุมดำเลยทีเดียว แต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ มิติพิเศษ หลุมดำใน 3 มิติ หรือ บางทฤษฎีก็ 4 มิติ (คือ 3 มิติสำหรับอวกาศและ 1 มิติสำหรับเวลา = 3 + 1 Spacetime อวกาศเป็นที่อยู่ของทุกสิ่ง นอกนั้นเขายังพูดถึง หลุมดำจิ๋ว และ เครื่องมือที่จะสร้างมีชื่อว่า LHC (Large Hadron Collider) การศึกษาหลุมดำทำให้เราได้เรียนรู้ ฟิสิกส์ในด้านอื่นด้วย เช่น เอกภพวิทยา ความโน้มถ่วงควอนตัม ทฤษฎีต่างๆและอื่นๆอีกที่ปฎิสัมพันธ์กับหลุมดำ ซึ่ง หลุมดำ = เป็นที่มีแรงดึงดูดมหาศาล ไม่มีอะไรที่จะสามารถเล็ดลอดออกมาได้ โดยเฉพาะเมื่อผ่าน เส้นขอบฟ้าเหตุการณ์(Horizon) เข้าไปใน ศูนย์กลางหลุมดำ,จุดปลายหลุมดำ,ใจกลางหลุมดำ(Singularity)ส่วนรูปภาพ ความคิดเห็นที่ 344 ก็ให้เห็นอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงมหาศาลซึ่งถือว่าเป็นความโค้งของอวกาศบริเวณใดที่มีแรงดึงดูดหรือความโน้มถ่วงมหาศาลยิ่งมวลมีค่ามากความโค้งของอวกาศก็มีค่ามากยิ่งความโค้งของอวกาศมีค่ามาก แสงก็ยิ่งมีความโค้งมากจนถึงถูกกักขังเลยที่เดียว

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 348 6 ม.ค. 2549 (17:56)


.................อ่าน กัน อึ้ง ไป เลย ครับ ..........





................สง สัย อยู่ อีก อย่าง นึง ครับ .......





...............เรา อาจ เห็น หลุม ดำ ได้ ......เมือ่ หลุม ดำ ....กำลัง ดูด กลึน พลัง งาน จาก ....ดาว เคราะห์....



................ไม่ .ๆ.ๆ.ๆ..ๆ.....ดาว ฤกษ์ สิ .....ต้อง เป็น ดาว ฤกษื ถึง จะ ถูก



................มวล พลัง ..งาน ส่วน หนึ่ง .....กำลัง ...ย้าย ...ไป ยัง แหล่ง แรง ดึง ดูด ที่ สูง กว่า ...



................เรา อาจ จะ เห็น ...มวล พลัง งาน ...2 แหล่ง กำลัง ..ต่อ สู้ กัน



................( ผม ว่า เอา นะ )....เจ้า หลุม ดำ ขนาด เล็ก ๆ.....มัน ต้อง ท่อง เที่ยว ไป ทั่ว ..กาแลคซี่ ...



................วัน ใด วัน หนึ่ง...มัน ต้อง...เข้า ใกล้ ดาว ฤกษ์ สัก ดวง .....



................มัน จะ ต้อง มี สัก ระ ยะ หนึ่ง ที่ .....แรง ดึง ดูด จาก กลุม ดำ ....เริ่ม ดูด กลืน พลัง งาน .....จาก น้อย ......ไป เรื่อย ๆ...จนหมด พลัง งาน



................แสง..ที่ เล็ด ลอด บาง ส่วน....อาจจะ ต้อง บิด เบี้ยว เข้า สู่ สาย ตา เรา .....



................นั่น ..เอง ที่ ทำ ให้ เรา เห็น การ ..ทำ งาน ของ หลุม ดำ ......



................อีก ขอ้ นึง ครับ .....ดาว นิว ตรอน ....หมุน เร็ว ...จี๋.....ใช่ มั๊ย ครับ



................หลุม ดำ จะ หมุน ....ด้วย ไม๊ ครับ ......ผม ว่า ถ้า หมุน.....มัน จะ เร็ว จน ..นึก ไม่ ถึง เลย หล่ะ ครับ ......



................อาจ จะ นับ เป็น Hertz.......เลย ก้ ได้.......(รอบ ต่อ วินาที)



ภาพ จาก

www.celestiamotherlode.net/ catalog/fictional.php



หา ภาพ สวย ๆ....เกี๋ยว กับ อวกาศ ได้ ..ที่ เว็บนี้
23871

.....Tanu
ร่วมแบ่งปัน338 ครั้ง - ดาว 178 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 349 6 ม.ค. 2549 (18:18)
ขอบคุณครับ คุณ .....Tanu



สำหรับการแนะนำแหล่งเรียนรู้ดีๆไว้มีเวลาผมจะเข้ามาอีกทีครับ


http://www.celestiamotherlode.net/catalog/fictional.php
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 350 6 ม.ค. 2549 (18:25)
Oh Yes!
budragon_start@hotmail.com
ร่วมแบ่งปัน9 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 351 7 ม.ค. 2549 (23:06)


23872 หลุมดำ (Black holes)

หลุมดำเป็นที่มีแรงดึงดูดมหาศาล แรงดึงดูดของหลุมดำมีมากมายจนไม่สามารถวัดได้ หรือมีค่าเป็นอนันต์ ไม่มีอะไรหลุดออกมาได้ เมื่อตกเข้าไปในหลุมดำ

ประเภทของหลุมดำ

1.หลุมดำจิ๋ว (Mini black holes)

หลุมดำพวกนี้ มีขนาดราว 10-15 เมตรเป็นหลุมดำที่มีมวลเพียงไม่กี่ร้อยล้านตัน มีขนาดเล็กเพียงขนาดของอะตอมเท่านั้น เกิดขึ้นหลังจากเกิดบิ๊กแบงได้ไม่นาน หลุมดำชนิดนี้จะมีอายุสั้นและจะสลายตัวด้วยการระเบิด ปลดปล่อยรังสีแกมมาออกมา หลุมดำชนิดนี้เป็นหลุมดำในทางทฤษฎี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการค้นพบอย่างเป็นทางการ

2.หลุมดำที่เกิดจากวิวัฒนาการของดวงดาวหรือหลุมดำที่เกิดจากดาวฤกษ์ตายแล้ว(Stellar black holes) เมื่อดาวฤกษ์ที่มวลมาก ๆ ถึงคราวหมดอายุไข จะเกิดการระเบิดเป็น ซูเปอร์โนวา หากหลังการระเบิดยังหลงเหลือมวลสารที่ใจกลางของดาวมากกว่า 3 เท่าของดวงอาทิตย์ มวลใจกลางดาวนั้นจะยุบตัวต่อลงเป็นหลุมดำ

3.หลุมดำยักษ์หรือหลุมดำมวลยิ่งยวด(Supermassive black holes) หลุมดำจำพวกนี้จะมีมวลมากมายมหาศาล อาจมีมวลมากนับเป็นหลายพันล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในใจกลางของกาแล็กซีขนาดใหญ่ ๆ

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับหลุมดำ

สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับหลุมดำ ปีแอร์ ไซมอน ลาปลาซ(Pierre Simon Laplace) ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสเป็นผู้เสนอแนวความคิดว่าดาวฤกษ์สามารถเปลี่ยนแปรไปเป็นหลุมดำได้ เขากล่าวว่า วัตถุใดๆจะหลุดลอยออกมาจากพื้นผิวของดวงดาวได้ก็ต่อเมื่อวัตถุนั้นเคลื่อนที่เร็วหรือเท่ากับความเร็วหนีศูนย์กลาง ขณะที่รัศมีของดวงดาวลดลงความเร็วหนีศูนย์กลางจะเพิ่มขึ้น เมื่อดาวฤกษ์ยุบตัวลงจนเล็กจนถึงระดับหนึ่ง ความเร็วหนีศูนย์กลางที่พื้นผิวของดาวดวงนั้นจะเท่ากับความเร็วของแสง ลาปลาสจึงอนุมานว่าเมื่อดาวพัฒนาถึงสภาวะดังกล่าว แม้แต่แสงก็ไม่สามารถแผ่ออกมาจากดวงดาวได้... ในการศึกษาเรื่องหลุมดำนั้นอาจใช้ ทฤษฎีแรงดึงดูดของ เซอร์ ไอแซค นิวตัน ,ทฤษฎีสัมพันธภาพ(Theory of Relativity)ของไอน์สไตน์,สมการสนามของไอน์สไตน์(Einstein’S Field Equation),ผลลัพธ์ของชวาซชิลด์(Schwarzschild solution)หรือรัศมีชวาซชิลด์(Schwarzschild Radius)ของ คาร์ล ชวาชชิลล์(Karl Schwarzschild), การยุบตัวของดวงดาวของ ดร.สุบามายันต์ จันทราสิขา(Subrahmanyan Chandrasekhar), กลศาสตร์ควอนตัม(Quantum mechanics),การแผ่รังสีฮอร์กิ้ง(Hawking radiation) วิวัฒนาการของดาวฤกษ์, มวล สสารและพลังงาน ซึ่งถ้าหากศึกษาทฤษฎีและเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องจะทำให้การศึกษาเรื่อง หลุมดำ คงจะเพิ่มแง่คิดและมุมมองที่หลากหลายตลอดจนใช้อ้างอิงในการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเรื่อง หลุมดำ

การกำเนิดและลักษณะของหลุมดำ

การเกิดหลุมดำในเอกภพโดยทั่วไปเกิดจากการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ เมื่อผ่านวิวัฒนาการ เกิดจากการสูญเสียของมวลสารที่อยู่ในแกนของดาวฤกษ์ จนดาวฤกษ์มีสภาพเป็นดาวนิวตรอนและมวลสารที่แกนกลางของดาวนิวตรอน ยังคงสลายต่อไปกลายเป็นหลุมดำหรือการที่มวลสารถูกแรงอัดจนมีขนาดเล็กเช่นโลกถูกบีบอัดจนมีขนาดเท่าลูกปิงปองโลกก็สามารถกลายเป็นหลุมดำได้จากการคำนวณที่เรียกว่า รัศมีชวาซชิลด์(Schwarzschild Radius) ในการยุบตัวของดวงดาวจะมีทั้งความสมมาตรเชิงกลม(Sphercal symmetry)ยุบเข้าสู่ใจกลางโดยตรงและการยุบตัวที่ไม่มีสมมาตรเชิงทรงกลม(non - Sphercal symmetry) จะเกิดการแผ่คลื่นแรงโน้มถ่วง ในปี ค.ศ.1915 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้เสนอแนวคิดทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป(Generral Relativity) แรงโน้มถ่วงไอน์สไตน์อธิบายด้วยความโค้งของอวกาศ เหมือนแผ่นผ้าใบที่ขึงตึงทั้งสี่ด้าน ถ้ากลิ้งลูกหินบนผืนผ้าใบนี้ มันย่อมวิ่งเป็นเส้นตรงเนื่องจากแผ่นผ้าใบนั้นเรียบ แต่ถ้าวางลูกตุ้มมีน้ำหนักลงบนแผ่นผ้า น้ำหนักของลูกตุ้มจะทำให้ผ้าใบใบนั้นบุ๋มลงไปไม่เรียบเหมือนเก่า ถ้ากลิ้งลูกหินบนผ้าผืนนี้ ทิศทางการเคลื่อนที่ของลูกหินย่อมได้รับผลกระทบจากความโค้งของผืนผ้าใบ ไอน์สไตน์อธิบายว่า แรงโน้มถ่วงจากดวงดาวก็คือความโค้งของผืนผ้าใบ ยิ่งมวลของดาวมีค่ามากความโค้งของอวกาศก็มีค่ามาก ทำให้แรงโน้มถ่วงที่เกิดจากดาวนั้นมีค่ามากตามไปด้วย ดาวที่จะแปรสภาพเป็นหลุมดำนั้นจะสร้างพื้นผิวหรือมีเส้นหรือขอบเขตแห่งความเป็นหลุมดำที่เรียกว่าขอบฟ้าเหตุการณ์(Event horizon)วัตถุที่ผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์ จะถูกแรงมหาศาลดึงดูดเอาไว้ ไม่สามารถหนีออกมาได้อีก ถึงแม้จะมีความเร็วเท่าแสงก็ตาม นี้ก็คือต้นกำเนิดของหลุมดำ ในส่วน ผลลัพธ์ของชวาซชิลด์(Schwarzschild Solution) สำหรับมวลใดๆ ที่อยู่นิ่ง ไม่มีประจุ ไม่มีการหมุนเป็นวัตถุที่มีสมมาตรเชิงทรงกลมที่อยู่นิ่ง ก็คือ หลุมดำนั้นเอง บริเวณที่เป็นหลุมดำจริงๆคือ จุดศูนย์กลาง จุดปลาย จุดใจกลางของหลุมดำหรือที่ที่เป็นอนันต์ที่เรียกว่า ซิงกูลาริตี (Singularity) หรือ จุดที่มีความเป็นกาลอวกาศ(Spacetime) หลุมดำจะถูกล้อมรอบด้วยขอบฟ้าเหตุการณ์(Event horizon)สิ่งต่างไม่ว่าจะเป็นสสารหรือพลังงาน เมื่อผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์(Event horizon)เลยเส้นขอบเขตหรือเขตแดนเข้าสู่หลุมดำจะถูกดักไว้ในหลุมดำและไม่มีโอกาสหลุดรอดออกมาได้

การสังเกตหลุมดำ

หลุมดำคือที่ที่ไม่มีแสงใดๆสามารถหลุดลอดออกมาได้จึงไม่มีวันเห็นหลุมดำด้วยตาเปล่าแต่การตรวจสอบอาณาบริเวณในอวกาศที่มีแรงดึงดูดกว่าปกติ สังเกตได้จากทิศทางการเคลื่อนที่ของมวลสารจักรวาลที่อยู่ใกล้หลุมดำโดยสังเกตการแผ่รังสีเอ็กซ์( X-ray) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ (Accretion Disc) ที่หมุนรอบหลุมดำด้วยความเร็วสูงมากจนก๊าซมีความร้อนสูงและแผ่รังสีออกมานอกจากนี้ยังสังเกตด้วยวิธีการสังเกตปรากฏการณ์ Gravitational lens ตามทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ที่แสงเดินทางเปลี่ยนแปลงตามแรงโน้มถ่วงเนื่องจากแรงโน้มถ่วงมีอิทธิพลต่ออนุภาพทุกชนิดที่มีมวลหรือพลังงาน



แหล่งอ้างอิง

-ตามล่าหาหลุมดำ
http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=123

-ฟิสิกส์ของหลุมดำ
http://www.physto.se/~narit/thai/blackhole/

-สมาคมดาราศาสตร์ไทย
http://thaiastro.nectec.or.th

-ปฐมบทแห่งภูมิดารา

อ.น้อม งามนิสัย(มศว)



ภาพจาก : บทความตามล่าหาหลุมดำ
http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=123





แหล่งค้นคว้าเกี่ยวกับหลุมดำ



-เอกภพและเวลา A Brief History of Time
http://doodaw.com/article4/index.php?topic=BriefHistoryofTime220

-หลุมดำ สัตว์ร้ายในอวกาศ
http://www.codetukyang.com/tiplearn/old/pages/blackhole.htm

-หลุมดำ
http://www.damtp.cam.ac.uk/user/gr/public/bh_home.html

-เมื่อมนุษย์จะสร้างหลุมดำขึ้นมาเอง
http://physics.science.cmu.ac.th/ps/ps8/ps8a5.htm

-มิติเสริม ( Extra Dimensions )
http://d0server1.fnal.gov/users/gll/public/edpublic.htm

-หลุมดำ
http://dnausers.d-n-a.net/dnetGOjg/Black/mw.htm

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 352 8 ม.ค. 2549 (14:43)


23873
Quasar DG1115+080 and Gravitational lens



ปรากฎการณ์ Gravitational lens ที่แรงโน้มถ่วงสามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินทางของแสงตามทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ซึ่งใช้ตรวจหาหลุมดำโดยการวัดแสงที่มาจากดาวไกลๆโดยแสงส่วนหนึ่งจะถูกโฟกัสโดยแรงโน้มถ่วงของหลุมดำหรือดาวนอกจากนั้นแรงโน้มถ่วงตามทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปไอน์สไตน์ยังอธิบายว่าก็คือความโค้งของอวกาศ ยิ่งหลุมดำหรือดาวมวลมีค่ามาก ความโค้งของอวกาศก็มีค่ามาก ทำให้แรงโน้มถ่วงที่เกิดจากหลุมดำหรือดาวดวงนั้นมีค่ามากตามไปด้วย ต่อมา ไอน์สไตน์จากความคิดของเขาดังกล่าวเขาได้เขียนออกมาเป็นสูตรคณิตศาสตร์ สมการสนามของไอน์สไตน์(Einstein’S Field Equation) ดังนั้น จากทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป ได้วิธีการค้นหาหลุมดำหรือดาวหรือที่ที่มีแรงโน้มถ่วงสูงโดยการสังเกตที่เรียกว่าปรากฎการณ์ Gravitational lens



ภาพ : NASA/HST

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 353 9 ม.ค. 2549 (18:18)


23874 ภาพ ปรากฎการณ์ Gravitational lens





ที่แรงโน้มถ่วงของหลุมดำหรือดวงดาวหรือที่ที่มีมวลมากและมีแรงดึงดูดมหาศาลจนมีอิทธิพลสามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินของแสงให้โค้งได้(ลูกศรสีขาว)ซึ่งวิธีการ Gravitational lens สามารถค้นหาหลุมดำแบบอ้อมๆหรือที่ที่มีมวลหรือแรงดึงดูดมหาศาลได้







ภาพจาก : http://hubblesite.org/newscenter/newsdesk/archive/releases/2000/07/image/c

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 354 12 ม.ค. 2549 (19:20)
อยากรู้เรื่อง ดาวแคระขาว กับ ดาวแคระดำ

ผู้รู้ช่วยตอบทีนะค่ะ
ดาวแคระขาว (IP:203.156.27.82,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 355 12 ม.ค. 2549 (22:01)


23875 ภาพวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ที่มีมวลสารต่างกัน

ถึงคุณ ดาวแคราะขาว ที่ผมเข้ามาแสดงความคิดเห็นไม่เกี่ยวกับการเป็นผู้รู้แต่อย่างใด แต่ชอบที่จะศึกษาค้นคว้าในสิ่งที่เป็นความรู้มากว่าครับ.....

ชีวิตของดาวฤกษ์

จุดเริ่มต้นของดวงดาวเรียกช่วงนี้ว่า "ดาวฤกษ์ก่อนกำเนิด"(โปรโตสตาร์ Protostar : ดาวทารก ) ดาวฤกษ์ก่อตัวขึ้นจากกลุ่มก๊าซ และฝุ่นละอองที่กว้างใหญ่ไพศาลดาวฤกษ์สารมารถส่องแสงสว่างอยู่ได้หลายๆ ล้านปี เมื่อดาวฤกษ์ดังกล่าวมีอายุมากขึ้น มันก็เผาไหม้ก๊าซจนเกือบหมดคือไอโดรเจนที่แกนกลางอันเป็นแหล่งพลังงานหลักหมดลง จากนั้นดาวฤกษ์จะขยายตัวโตมหึมากลายเป็น เจ้ายักษ์แดง พร้อมกับผิวนอกจะค่อยๆ สลายตัวไปในอวกาศ เริ่มเข้าสู่ วัยชราและการสิ้นอายุขัยได้หลายทาง ดาวที่มีมวลน้อยชีวิตลงอย่างเงียบๆ ด้วยการกลายเป็น ดาวแคระขาว เต็มไปด้วยธาตุคาร์บอนและมีเนบิวลาดาวเคราะห์ ดาวมวลปานกลาง จะจบชีวิตกลายเป็น ดาวแคระขาว ที่เป็นธาตุออกซิเจน แต่สำหรับดาวฤกษ์ที่มีมวลมากที่ใช้ชีวิตอย่างสุกสว่างโดดเด่นตลอดมา การสิ้นอายุขัยคือ เกิดการระเบิดเป็น ซูเปอร์โนวา ซึ่งจะปลดปล่อยพลังงานอย่างมากมายมหาศาล แสงสว่างจากการระเบิดจะสามารถเห็นได้จาก ดาราจักรอื่นๆ ที่ห่างไกลออกไปหลายล้านปีแสง และ ในช่วงสุดท้ายชีวิตหลังความตายของดาว คือ ดาวนิวตรอน หลุมดำ หรือการฟื้นคืนชีพของดาวบางดวง การเกิดใหม่ของดาวบางดวง สำหรับดาวฤกษ์มวลน้อยถึงมวลปานกลางหลังจากที่มันเผาไหม้ก๊าซไปจนเกือบหมด จากนั้นก็จะขายตัวโตมหึมา(ฟิวชันไฮโดรเจนเปลือกนอก)กลายเป็นเจ้ายักษ์แดง โดยที่ผิวนอกจะค่อยๆสลายตัวไปในอวกาศ พร้อมกับดาวฤกษ์ดังกล่าวจะหดตัวกลับเป็น ดาวแคระขาว(White dwarf)เมื่อพลังงานหมดลงจนไม่เกิดปฏิกริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ ในที่สุดก็หดตัวลงอีก หยุดส่องแสงสว่างกลายเป็นดาวแคระดำ(Black dwarf) มีลักษณะเป็นก้อนมวลสารสีดำที่หนาวเย็นในที่สุด

วิวัฒนาการของดาวแคระขาว(White dwarf)

เมื่อกำเนิดดาวแคระขาว มวลหดตัวจนเล็กลง เมื่อกระบวนการนิวเคลียร์ในดวงดาวยุติลงแต่ภายในดวงดาวยังคงร้อนอยู่ ผลต่อมาดาวค่อยๆเย็นตัวลง แม้จะมีขนาดเท่าเดิมแต่แสงสว่างจะลดลง ระยะเวลาที่ค่อยๆเย็นตัวลงและสลัวรางลงขึ้นอยู่กับพลังงานและกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในดวงดาวนั้นจากการคำนวณการเย็นตัวลง มวล 0.6 เท่าของดวงอาทิตย์ ความสว่างจะลดลง 0.1 เท่าของดวงอาทิตย์ทุกๆ 20 ล้านปี ความสว่างลดลงเหลือ 0.01 เท่าของดวงอาทิตย์ในเวลา 300 ล้านปีและเหลือ 0.001 เท่าของดวงอาทิตย์ในเลา 1,000 ล้านปี ด้วยเหตุนี้ดาวแคระขาวจึงเป็นดาวที่มีแสงเพียงสลัวราง มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าต้องใช้กล้องโทรทัศน์กำลังส่องสูงเท่านั้นจึงจะมองเห็นได้

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 356 14 ม.ค. 2549 (11:54)


23876
ภาพ Whitte dwarf in planetary nebula NGC 2440(ตรงกลางภาพ)

“หลุมดำ” จิ๊กซอว์แห่งอดีตและอนาคตของจักรวาล คลิ๊กที่นี้

ภาพและข้อมูลจาก :

1. http://www.manager.co.th/

2. บทความตามล่าหาหลุมดำ : http://www.vcharkarn.com/

เขียนโดย ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 357 14 ม.ค. 2549 (12:37)


23877
ดาราจักร NGC1275 มีหลุมดำมวลยวดยิ่งเป็นแกนกลาง และพ่นอนุภาคพลังงานสูงออกมาทำให้เกิดร่องรอยคล้ายขนนก



Credit: NASA/CXC/IoA/J.Sanders et al./ http://www.thaispaceweather.com/news.html



News ข่าวด้านอวกาศและดาราศาสตร์



หลุมดำยักษ์ส่งมวลสารห่อหุ้มกระจุกดาราจักร!!



Black Hole Makes Plumes that Span Intergalactic Space!!

คลิ๊กที่นี้

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 358 14 ม.ค. 2549 (13:52)
ถ้ามันมาเฉียดใกล้ระบบสุริยะของเราละจะเกิดอะไรขึ้น?
คนรักจักรวาล
ร่วมแบ่งปัน296 ครั้ง - ดาว 164 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 359 14 ม.ค. 2549 (15:00)


23878
ภาพดัดแปลงจาก : http://www.nextstep.co.th/newexplorer/blackhole.html



โดยธรรมชาติของหลุมดำบริเวณที่เป็นหลุมดำจริงๆคือ จุดศูนย์กลาง จุดปลาย จุดใจกลางของหลุมดำหรือที่ที่เป็นอนันต์ที่เรียกว่า ซิงกูลาริตี (Singularity)หรือ จุดที่มีความเป็นกาลอวกาศ(Spacetime)ซึ่งมีมวลและแรงโน้มถ่วงมหาศาลอย่างยิ่งยวด หลุมดำจริงๆจะถูกล้อมรอบด้วยขอบฟ้าเหตุการณ์(Event horizon)สิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นสสารหรือพลังงาน เมื่อผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์(Event horizon)เลยเส้นขอบเขตหรือเขตแดนเข้าสู่หลุมดำจะถูกดักไว้ในหลุมดำและไม่มีโอกาสหลุดรอดออกมาได้ หลุมดำมีมวลมากมีแรงดึงดูดมหาศาลแต่ถ้าวัตถุหรือสสารอยู่แค่บริเวณขอบฟ้าเหตุการณ์(Event horizon)ก็จะโคจรหมุนล้อมรอบหลุมดำซึ่งมีอัตราความเร็วเกือบเท่าหรือเท่าแสงในกรณีหลุมดำยักษ์ซึ่งอยู่ใจกลางกาแลคซีเป็นส่วนใหญ่ก็จะมีมวลสารหรือดาวฤกษ์หมุนรอบหลุมดำเช่นกัน สุดท้าย หลุมดำ คือ หลุมหรือที่ที่มีมวลมหาศาลอย่างยิ่งยวดในอวกาศที่สามารถดูดทุกสิ่งที่หลงเข้าไปใกล้รัศมีของมันได้ ไม่เว้นแม้แต่แสง โดยที่วัตถุหรือสสารนั้นจะถูกเปลี่ยนแปลงแม้กระทั้ง รูปร่าง มวล สถานะต่างๆทันทีเป็นส่วนหนึ่งของหลุมดำต่อไปซึ่งระบบสริยะก็น่าจะอยู่ในชตากรรมหรือกรณีเดียวกันครับ คนรักจักรวาล นี้ก็คือ เหตุหนึ่งที่เรียกผมเรียก "หลุมดำมหันตภัย ไงหละครับ ซึ่งรายละเอียดคงต้องอธิบายอีกมาก

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 360 14 ม.ค. 2549 (15:18)
ขอบคุณครับ ขออย่าให้เวลานั้นมาถึงเร็วแล้วกัน แต่ใจนึงก็อยากสัมผัสกับความรู้สึกนั้นเหมือนกันว่าผลจะปรากฎให้เห็นยังไง อย่างน้อยรอให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบในระยะใกล้ ๆ แล้วจะได้วิเคราะห์มาให้ได้รู้กันอย่างละเอียดขึ้น
คนรักจักรวาล
ร่วมแบ่งปัน296 ครั้ง - ดาว 164 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 361 14 ม.ค. 2549 (18:23)


23879 การระเหยเป็นไอของหลุมดำ(black hole evaporation)





การเกิดการแผ่รังสี Hawking คืออนุภาคและปฏิอนุภาคอยู่ใกล้ๆรอบนอกขอบฟ้าเหตุการณ์โดยอนุภาคตัวหนึ่งหลุดหนีไปและอีกตัวหนึ่งตกลงไปในหลุมดำอนุภาคที่หลุดออกไปเป็นการแผ่รังสีส่วนตัวที่ตกลงไปในหลุมดำเป็นปฏิอนุภาคเข้าไปในหลุมดำจึงดึงพลังงานจากหลุมดำทำให้มวลของหลุมดำลดลงไปหรือการระเหยเป็นไอของหลุมดำ(black hole evaporation)



หมายเหตุ



โพสิตรอน (positron หรือสัญลักษณ์ e+)

ปฏิอนุภาค (antiparticle) ของ อิเล็กตรอน (e-) ซึ่งหมายความว่า มันมีคุณสมบัติทุกอย่างเหมือนอิเล็กตรอน ทั้งมวล และสปิน แต่ประจุจะตรงกันข้าม



ภาพจาก : http://www.physto.se/~narit/thai/blackhole/

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 362 15 ม.ค. 2549 (15:20)



รวมเว็บดาราศาสตร์ : Click here

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 363 14 เม.ย. 2549 (10:44)
ม่าได้มานานแฮะ

ขุด 1 จึ๊ก

เด๋วผมหาข้อมูลซักพักจะมาโพสท์นะคับ
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 364 16 เม.ย. 2549 (11:08)
ยินดีครับ คุณ neverheal จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กันมากขึ้นครับ โอ้ ! ผมนึกว่าคุณ neverheal ไปศึกษาต่อต่างประเทศหายไปนานเชียว หรือ รอลุ้นผล O-NET , A-NET อยู่ครับ
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 365 16 เม.ย. 2549 (12:18)
แหะๆ ขอโทษคับ

แต่ผมยางไม่ได้สอง onet กะ anet อะคับ

เพิ่งขึ้น ม.6 ปีนี้เอง

กาลางฝึกภาษาเพิ่มเติมคับ

ดันฝึกแต่ conversation

แร้วจาแปลบทความได้ม้ายเนี่ย

เหอๆ



อะ วันนี้เอามาฝากซักอันนะคับ เรื่องเกี่ยวกับ micro black hole

Micro black hole

A micro black hole,also called a quantum mechanical black hole and inevitably a mini black hole is simply a tiny black hole around which quantum mechanical

effects play an important role.



The existence of micro black holes is purely hypothetical is a proposed explanation for a

but they may eventually be produced on Earth in particle accelerators such as the Large Hadron Collider

or detected in cosmic ray collisions in our atmosphere, Such empirical data could greatly aid the development of a theory of quantum gravity

Micro black holes would be interesting to observe because of their short lifespan,Black holes evaporate over time and the less the mass,the faster one does, Scientists hope to observe the "death" of a very small black hole.



Physicist Brian Greene has suggested that the electron may be a micro black hole,Small black holes would look like elementary particles because they would be completely defined by their mass,charge and spin,Since the electron is not observed to evaporate,an explanation for the electron's stability is needed.



เด๋วจาแปลให้นะคับ
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 366 16 เม.ย. 2549 (13:12)
ขอบคุณ สำหรับเรื่อง หลุมดำ ครับ คุณ neverheal

คุณ neverheal ผมศึกษาภาษาอย่างจริงจัง ก็จากบทสนทนา นี้หละครับ(ภาษาจีนกลาง)อย่างอื่นก็จะเป็นผลพลอยได้อย่างไม่รู้ตัว ส่วน ภาษาอังกฤษ คงอีกสักหน่อย จะใช้สูตรเดียวกับภาษาจีนกลาง(แค่สนทนา ฟังเพลง อ่านออก เขียนได้บ้างไม่เก่ง)ที่ว่าจะใช้สูตรเดียวกันคือ ฟังเพลง วีซีดี อ่านให้มาก(แปลไม่ได้เปิด Dictionary) ถ้าได้ฝึกพูดทุกวันยิ่งดี เขียนบ่อยๆ แล้วจะชินเอง อย่างวันนี้ ผมก็จะฝึกและเรียนรู้โดยการแปลเรื่อง Education Administration (การบริหารการศึกษา) มาเป็นภาษาไทยเช่นกัน เพราะจะทำให้เราได้คำศัพท์ใหม่ๆมาอย่างไม่ขาดสาย อีกอย่างนะครับ ถ้าเราสนใจและได้ หลักภาษา Grammar วิธีใช้ โครงสร้าง หรือ เรื่อง กาล Tense ด้วย ก็จะมีประโยชน์ไม่น้อยครับ

ขอบคุณล่วงหน้าครับ
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 367 16 เม.ย. 2549 (14:05)
คุณ neverheal ผมเห็นลิงค์ เกี่ยวกับ ภาษาอังกฤษ มาแนะนำลองศึกษาดูนะครับอาจจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะผู้ที่สนใจในเรื่อง อวกาศ และ ฝึกภาษาอังกฤษ ไปในตัว อย่างคุณ neverheal ครับ


http://www.space.com/
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 368 16 เม.ย. 2549 (15:12)
หลุมดำที่ผมรู้(ไม่รู้ถูกปล่าว)คือ เกิดจากเมื่อดาวฤกษ์เกิดความไม่สมดุลระหว่าง แรงผลักออกจากภายในที่เกิดจากปฏิกริยาthurmonuclear กับโน้ถ่วงมหาศาลของดาวฤกษ์ ถ้าผลักดันพอดาวฤกษ์แก่แรงดันออกมานก็จะน้อย แต่มวลยังมากอยุ่ ทำให้บีบอัดตัวเองลงไป ขึ้นแรก อัดจนอิเล็กตรอนกับโปรตรอนหลุดออก เหลือเป็นดาวนิวตรอน ตามทฤษฏีสัมพัทธภาพ แรงโน้มถ่วงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ กาล-อวกาศ ถ้าแรงโน้มถ่วงมันมหาศาลมากจะก็จะบับอัดไปอีกจนเล็กมองไม่เห็น และทำให้กาล-อวกาศบิดเบี้ยวเกิดเป็นรูเรียกว่าหลุมดำ
VittruvienMan
ร่วมแบ่งปัน34 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 369 16 เม.ย. 2549 (16:37)


23880
ภาพจาก : http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=26&Pid=49323

หลุมดำจิ๋ว (Mini black holes) ก็มีครับ คุณ VittruvienMan ไม่ต้องเกิดจากซากดาวก็ได้ครับหลุมดำพวกนี้ มีขนาดราว 10-15 เมตรเป็นหลุมดำที่มีมวลเพียงไม่กี่ร้อยล้านตัน มีขนาดเล็กเพียงขนาดของอะตอมเท่านั้น เกิดขึ้นหลังจากเกิดบิ๊กแบงได้ไม่นาน หลุมดำชนิดนี้จะมีอายุสั้นและจะสลายตัวด้วยการระเบิด ปลดปล่อยรังสีแกมมาออกมา หลุมดำชนิดนี้เป็นหลุมดำในทางทฤษฎี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการค้นพบอย่างเป็นทางการหรือแม้แต่โลกของเราก็สามารถกลายเป็นหลุมดำได้จากการที่มวลสารถูกแรงอัดจนมีขนาดเล็กเช่นโลกถูกบีบอัดจนมีขนาดเท่าลูกปิงปองโลกก็สามารถกลายเป็นหลุมดำได้จากการคำนวณที่เรียกว่า รัศมีชวาซชิลด์(Schwarzschild Radius)



ลองศึกษาเพิ่มเติมจากลิงค์นี้ครับ : http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=26&Pid=49323

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 370 16 เม.ย. 2549 (17:09)
ลองศึกษาเพิ่มเติมเรื่อง หลุมดำจิ๋ว ที่นักฟิสิกส์จะสร้างขึ้นมาอยู่ที่ CERN (ห้องทดลองทางฟิสิกส์อนุภาคที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)โดยเครื่องมือที่จะสร้างมีชื่อว่า LHC (Large Hadron Collider) ซึ่งเป็นที่ที่นักฟิสิกส์ จะจับ เอา Hadron มาชนกันที่พลังงานสูงยิ่งยวด Hadron คืออนุภาคที่มีอันตรกิริยา อย่างแรง นั่นคือ Meson (ประกอบด้วยควาก และปฏิควาก (quark - antiquark) ) และ Baryon (ประกอบด้วย ควาก 3 ตัว เช่น โปรตอน นิวตรอน เป็นต้น) LHC ได้รับการ คาดหมายว่าจะสร้างเสร็จในปี 2005 และเดินเครื่องได้ในปี 2006

จากความคิดเห็นที่ 337 และ แหล่งอ้างอิงและสืบค้นเพิ่มเติมครับ



* จากหลุมดำทั้ง 3 ประเภท ก็มีหลุมดำจิ๋วนี้หละที่มนุษย์จะสร้างได้แต่สำหรับหลุมดำอย่างอื่นที่เหลือมนุษย์ถ้าจะสร้างเกรงจะไม่เสร็จดีก็อาจจะถูกแรงดึงดูดของหลุมดำดูดตายเสียก่อนที่จะเห็นหลุมดำ (ข้อความขีดเส้นใต้เป็นเพียงความคิดเห็น)
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 371 16 เม.ย. 2549 (17:14)
หงะ ครูชิตครับ หลุมดำจิ๋วนี่ไม่ใช่มวลไม่ใช่ ร้อยล้านตันนะคับ

- -" มวลมานยังไม่ถึง มวลโปรตอนเลยแหละ เหอะๆ เบามั่กๆ

อ่า เย็นนี้ว่างจัง แปลบทความเรยดีก่า ตอนแรกกะแปลคืนนี้

เหอะๆ



หลุมดำขนาดไมโคร



หลุมดำขนาดไมโครหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "หลุมดำกลศาสตร์ควอนตัม" เป็นหลุมดำขนาดจิ๋วที่เกิดขึ้นมาจากทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม

หลุมดำจิ๋วเหล่านี้ ยังเป็นเพียงทฤษฎีและการทำนายเท่านั้น แต่ว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้บนโลกของเรา ภายในเครื่องเร่งอนุภาค เช่น เครื่อง LHC หรือ ในรังสีคอสมิคในชั้นบรรยากาศ ข้อมูลที่ได้นั้นจะเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาทฤษฎีแรงโน้มถ่วงแบบควอนตัม

หลุมดำจิ๋วเหล่านี้เป็นที่น่าสนใจมากในการค้นหา เพราะว่ามันสามารถสลายตัวได้รวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็น การสลาย ของหลุมดำจิ๋วเหล่านี้

นักฟิสิกส์ Brian Greene ใด้ให้ข้อเสนอว่า อิเล็กตรอนอาจจะเป็นหลุมดำจิ๋ว หลุมดำจิ๋วน่าจะเป็นพวกอนุภาคพื้นฐาน เนื่องจากมวล ประจุ และสปินได้ถูกกำหนดไว้แล้วแต่เราไม่เคยได้พบการสลายตัวของ อิเล็กตรอนเลย และเรายังต้องการคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของอิเล็กตรอนเพิ่มเติมอีกมาก



-*- แหะๆ จบ

อันนี้ไม่ยากแฮะ หุหุ

เห็นครูชิตพูดถึง Schwarzschild Radius เด๋วคราวหน้าผมเอามาลงให้ละกันนะครับ
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 372 16 เม.ย. 2549 (18:14)
คุณ neverheal ที่ พูดมาก็ถูกนะ แต่หลุมดำจิ๋ว ก็มีหลายๆ ขนาด หลายน้ำหนัก เล็กกว่าโปรตอน มีน้ำหนักเบามากๆก็มี หนักกว่านั้นก็มี แต่ก็อยู่ในช่วงที่เรียกว่า หลุมดำจิ๋ว ภาษาอังกฤษผมจะเรียกว่า Mini black holes คุณ neverheal อาจจะเรียก Micro black hole ก็คือ หลุมดำจิ๋ว นั้นเอง ผมอธิบายโดยอิงไปเมื่อครั้นสมัยการเกิดบิกแบงมากไปบ้างตัวเลขอาจจะดูเกินจริงไปหน่อยเมื่อเทียบกับปัจจุบัน แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นหลุมดำประเภทที่ 2 คือมีมวลมากนับเป็นหลายพันล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ผมก็แค่แสดงความคิดเห็นอยากเปิดมุมมองให้เห็นว่าแม้แต่คนก็ยังมี มวล มีขนาด ของร่างกายไม่เท่ากันเลยครับ ทุกอย่างก็สเกลของมันอยู่ครับ สำหรับผมจะตัดสินใจอะไร จะอยู่บนพื้นฐานแห่งข้อมูลและแหล่งอ้างอิง ประกอบการตัดสินใจครับ คุณ neverheal มีความคิดเห็นเป็นเช่นไร
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 373 16 เม.ย. 2549 (18:24)
อ้อ ลืมไป ผมเสนอแนะ คุณ neverheal ว่า ถ้าเป็นข้อมูลที่สืบค้นมาถ้าระบุที่มา หรือ เชิงอรรถ หรือ แหล่งอ้างอิง หรือ คล้ายๆบรรณานุกรม ข้อมูลจะน่าเชื่อถือขึ้นนะครับ นอกจากความคิดเห็นนั้นจะเป็นของเราเอง หรือ คุณ neverheal มีความคิดเห็นเป็นเช่นไรครับ



ด้วยความรักและผูกพันครับ
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 374 16 เม.ย. 2549 (20:29)
เเล้วถ้าการที่อวกาศขยายตัวไปเรื่อยๆ จะมีทางที่หลุมดำ

เข้าไกล้โลกบ้างมั้ยคับ อากรู้ - -.
Palmz
ร่วมแบ่งปัน163 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 375 16 เม.ย. 2549 (20:46)
แหะๆ โทดทีีับเผอิญอ่านแต่เรื่อง micro black hole เลยลืมนึกถึง หลุมดำอีกชนิดนึง

อ่า ส่วนเรื่องของที่มานั้นผมลืมจริงๆ คับ เดี๋ยวคราวหน้า จะนำเสนอให้อีกทีนะครับ

แล้วก็ เรื่องของคุณ Palmz คับ โอกาสที่หลุมดำจะเข้าใกล้โลกเนี่ย ผมว่ายากนะ

เพราะถ้ามันเข้ามาเนี่ย เราต้องรับรู้ถึงอิทธิพลของแรงดึงดูดก่อนอยู่แล้ว แต่โอกาสก็มีนะคับ แค่น้อยเท่านั้นเอง

หุหุ

เดี๋ยวพรุ่งนี้เอาเรื่อง Schwarzschild Radius มาให้ละกันนะครับ

ฝันดีคับ
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 376 17 เม.ย. 2549 (07:56)
คุณ Palmz คงจะหมายถึงจักรวาลกำลังขยายตัวและเป็นห่วงโลกของเราว่าจะมีโอกาสพบกับหลุมดำหรือไม่ ในจักรวาลมีหลุมดำอยู่มากมายแต่เนื่องจากจักรวาลกว้างใหญ่ไพศาลแทบจะเป็นอนันต์จึงเหมือนอยู่ห่างตัวเราแท้จริงแล้วเป็นมหันตภัยอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นหลุมดำจิ๋วไม่มีอันตรายต่อโลกและมวลมนุษย์(เป็นเพียงหลุมดำในทางทฤษฎี)มันจะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ในส่วนหลุมดำแบบที่ 2 คือหลุมดำที่เกิดจากวิวัฒนาการของดวงดาวหรือหลุมดำที่เกิดจากดาวฤกษ์ตายแล้ว(Stellar black holes) ดาวฤกษ์ที่มวลมาก ๆ ถึงคราวหมดอายุไข จะเกิดการระเบิดเป็น ซูเปอร์โนวา หากหลังการระเบิดยังหลงเหลือมวลสารที่ใจกลางของดาวมากกว่า 3 เท่าของดวงอาทิตย์ มวลใจกลางดาวนั้นจะยุบตัวต่อลงเป็นหลุมดำ การเกิดซูเปอร์โนวาของดาวมวลสูงมากจะระเบิดมวลส่วนใหญ่ของดาวออกไป แต่มวลส่วนหนึ่งจะตกกลับลงมายังดาวนิวตรอนที่เหลืออยู่ตรงกลาง(อิเล็กตรอนและโปรตรอนมารวมกันกลายเป็นดาวนิวตรอนลักษณะนิวตรอนอัดแน่น)ซึ่งเศษซากที่ตกลงมาทำให้มีมวลเพิ่มขึ้นซึ่งเกินกว่าที่นิมิตดาวนิวตรอน ความดันดีเจนเนอเรซีของนิวตรอน(แรงดันจากภายในดาวจะสู้กับแรงโน้มถ่วงของดาวในตัวมันเองคือมีแรงโน้มถ่วงสูงมากกว่าแรงผลักดันจากภายในตัวดาวนิวตรอนพูดง่ายๆสู้แรงบีบจากภายนอกไม่ไหวนั้นเอง)สูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ ดาวนิวตรอนจึงยุบตัวลงอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เพราะไม่มีแรงใด ในจักรวาลที่จะต้านการยุบตัวได้ ในที่สุดจะยุบตัวลงกลายเป็น หลุมดำ (Black hole) ซึ่งมีขนาดเป็นศูนย์(ไร้รูปร่าง)แต่มีมวลเป็นอนันต์ หลุมดำมีแรงโน้มถ่วงสูงมากจนแม้แต่แสง(ความเร็ว300,000กิโลเมตร ต่อ วินาที)ก็ไม่สามารถออกจากหลุมดำได้(วัดกันที่ความเร็วหลุดพ้นเช่นโลกของเราถ้ามีใครทำความเกิน 11.2 กิโลเมตรต่อวินาทีก็หลุดพ้นจากโลกได้เช่นกันแต่ถ้าทำระดับระยะความสูงและความเร็วให้พอหรือสมดุลกันการโคจรรอบโลกก็จะทำให้วัตถุไม่ตกสู่พื้นและไม่หลุดพ้นไปไหนแต่กลับจะโคจรรอบโลกแทนเสมอเหมือนบริวารของโลกเช่น ดาวเทียม สถานีอวกาศนานาชาติ)ในหลักการเดียวกันหลุมดำก็จะมีวัตถุหรือบริวารหมุนรอบหลุมดำหรือบางทีหลุมดำและวัตถุต่างโคจรหมุนรอบซึ่งกันและกันแต่ส่วนใหญ่ดาวมวลน้อยจะโคจรรอบดาวมวลมากการสังเกตหลุมดำค่อนข้างจะลำบากเพราะจะไม่สว่างในช่วงคลื่นใดๆ(ช่วงคลื่นที่สายตามองเห็นคือ สีจากรุ้งกินน้ำ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ส่วนช่วงคลื่นที่สายตาไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรงต้องใช้กล้องในช่วงคลื่นต่าง)ที่ใจกลางของแกแล็กซีของเราก็น่าจะเป็นหลุมดำ(อยู่ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องและกลุ่มดาวธนู)มหันตภัยจากหลุมดำ ไม่แน่สักวันระบบสุริยะอาจจะโคจรไปทับเส้นทางของหลุมดำพอดี วันนั้นละไม่อยากจะบรรยายแน่นอนจะต้องถูกดูด(แรงโน้มถ่วง)เข้าไปในหลุมดำตราบใดดวงดาวยังมีการโคจรแต่ใช่ว่าจะเป็นไปตามที่เขียนมาก็ไม่ควรคิดมากหรือตกใจจนไม่ทำอะไรเพราะไม่มีอะไรแน่นอนตราบใดที่โลกยังหมุนอยู่ชีวิตต้องสู้ต่อไป เตรียมตัวและใจไว้เชียร์ฟุตบอลโลกที่เยอรมันเป็นเจ้าภาพใกล้จะเริ่มแล้วครับ คุณ Palmz
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 377 17 เม.ย. 2549 (10:17)
ขอบคุณมากครับ ครูชิต อ่านแล้วก็ยังอ่านได้อีกเรื่อย ๆ จริง ๆ แม้บางเรื่องจะอ่านมาแล้วหลายครั้งก็ตาม

//ปล. สวัสดีปีใหม่แบบไทย ๆ ด้วยนะครับ ช่วงสงกรานต์ไปกับครอบครัว เลยไม่ได้เข้ามาอวยพรเลย
คนรักจักรวาล
ร่วมแบ่งปัน296 ครั้ง - ดาว 164 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 378 17 เม.ย. 2549 (16:11)
ขอบคุณ คนรักจักรวาล ครับ คิดถึงเช่นกันผมนึกว่าคนรักจักรวาลหายไปไหนแล้ว ที่ผ่านมาผมก็มีภาระกิจตลอดหาเวลาเป็นส่วนตัวไม่ค่อยได้(สงสัยจะสัมพันธ์ในเรื่อง กาล - อากาศถูกหลุมดำดูดเวลาหายไป)ทั้งที่คนเรามี 24 ชั่วโมงเท่าๆกัน อ้อในเรื่องความรู้ก็ต้องทบทวน ฝึกฝนอยู่ตลอดเวลาไม่เช่นนั้นเดียวมันทิ้งเราหมด วันนี้ผมพึ่งกลับจาก สพท.ศก. เขต 2 เพื่อส่ง GPA ม.6 ที่จบไม่พร้อมรุ่นพอมาถึงก็ตรงเข้ามา วิชาการ.คอม ทันทีเลย (คิดถึงอย่างแรง) ก็ขอบคุณสำหรับสิ่งดีในวันขึ้นปีใหม่ของไทย สู้ชีวิตต่อไป พบกันใหม่ครับ คนรักจักรวาล
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 379 18 เม.ย. 2549 (22:43)


23881
แหล่งเรียนรู้ดีๆหลากหลายด้านฟิสิกส์


http://www.school.net.th/library/snet3/page1_physics.htm

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 380 18 เม.ย. 2549 (22:58)


23882 หลุมดำวิทยา

นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า หากเรามีดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่มีมวลประมาณ 10 เท่าของดวงอาทิตย์ ดาวฤกษ์ดวงนี้ จะปลดปล่อยพลังงานความร้อน และพลังงานแสงออกมา ตลอดระยะเวลาอันยาวนานร่วม 1,000 ล้านปี โดยอาศัยปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดในดาว ซึ่งจะเปลี่ยนธาตุไฮโดรเจนเป็นธาตุฮีเลียม



พลังงานต่างๆ ที่ดาวฤกษ์ปลดปล่อยออกมานี้ จะทำให้เกิดแรงดันสูงมากพอที่จะต้านแรงดึงดูดแบบโน้มถ่วง (gravity) ซึ่งจะทำให้ดาวยุบตัวลง ได้อย่างสบายๆ มีผลทำให้ดาวฤกษ์ มีรัศมียาวประมาณห้าเท่า ของดวงอาทิตย์ และสำหรับดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่ และมีมวลมหาศาลเช่นนี้ หากมนุษย์อวกาศคนใดต้องการจะขับจรวดหนีให้พ้นจากสนามแรงดึงดูดของดาว จรวดของเขาจะต้องมีความเร็วอย่างน้อยที่สุดก็ 1,000 กิโลเมตร/วินาที นั่นก็หมายความว่า หากจรวดของเขามีความเร็วน้อยกว่านี้ เขาและจรวดจะถูกแรงดึงดูดแบบโน้มถ่วงของดาวดึงดูดให้ตกกลับลงมาอีก แต่ถ้าจรวดของเขามีความเร็วสูงกว่า 1,000 กิโลเมตร/วินาที เขา และจรวดก็จะหลุดพ้นดาวไปชั่วนิจนิรันดร์ ส่วนโลกของเรา ความเร็วที่ จะทำให้จรวดหลุดพ้นจากสนามแรงดึงดูด ของโลกนั้นอยู่ที่ 11 กิโลเมตร/วินาทีเท่านั้นเอง ดังนั้นเวลาเราฉายแสงสู่อวกาศ ความเร็วของแสงที่สูงถึง 3 แสนกิโลเมตร/วินาที จึงทำให้แสงพุ่งหนีโลกไปได้สบายๆ เมื่อเป็นเช่นนี้คำพังเพย ที่ว่าอะไรที่ขึ้นไปแล้วต้องลงนั้น ไม่จริง เพราะถ้าเขาคนนั้นหรือสิ่งนั้นๆ มีความเร็วสูงกว่า 11 กิโลเมตร/วินาที ก็จะหลุดโลกทันที



และเมื่อดาวฤกษ์ดวงที่กล่าวมานี้ เผาผลาญเชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่มีในตัว จนหมดสิ้น ปฏิกิริยานิวเคลียร์ในดาวฤกษ์ดวงนั้น ก็จะหยุด แรงดันที่เดิมเคยมากมหาศาล ก็จะอันตรธานไป เมื่อไม่มีแรงดันภายในใดๆ แรงดึงดูดแบบโน้มถ่วง ที่มีในดาวอยู่ตลอดเวลา ก็จะเริ่มแสดงพลังดาวทั้งดวง จะถูกแรงดึงดูดแบบโน้มถ่วงกระทำ ทำให้ดาวหดตัวลงๆ ความจริงนี้มีอยู่ว่า ดาวยิ่งเล็ก (แต่มวลเท่าเดิม) แรงดึงดูดแบบโน้มถ่วง ที่ผิวดาวจะยิ่งมาก เมื่อรัศมีของดาวลดลงเหลือ เพียง 30 กิโลเมตร (จาก 7 ล้านกิโลเมตร) ความหนาแน่นของดาวจะสูงถึง 1 ล้านล้านตัน/ลูกบาศก์เมตร ในสถานการณ์ เช่นนี้ความเร็วของจรวด ที่จะทำให้มันหลุดพ้น จากสนามแรงดึงดูดของดาวจะต้องสูงถึง 299,792.458 กิโลเมตร/วินาที (จากเดิม 1,000 กิโลเมตร/วินาที) ซึ่งตัวเลขความเร็วนี้แสดงว่าจรวด จะต้องมีความเร็วเท่ากับแสงและเมื่อดาวลดขนาดลงอีก ความเร็วที่จะทำให้จรวดหลุดพ้น จากดาวก็ยิ่งเพิ่มสูงยิ่งขึ้นไปอีก ก็ในเมื่อไม่มีเทหวัตถุใดๆ ในจักรวาลจะมีความเร็วสูงยิ่งไปกว่าแสง นั่นก็แสดงว่าแม้แต่แสงเองก็ไม่สามารถ จะพุ่งหนีจากผิวดาว ที่มีขนาดเล็กนี้ได้อีกต่อไป ดาวจะดึงดูดแม้แต่แสง ให้กลับตกลงสู่ผิวดาวหมด ทำให้โลกภายนอกไม่สามารถรับ หรือเห็นแสงจาดวงดาวนี้ได้เลย และเมื่อไม่มีแสงใดๆ จากวัตถุเข้าตา เราก็มองวัตถุนั้นไม่เห็น นักวิทยาศาสตร์เรียกวัตถุ ที่สามารถดึงดูดสสารและแสงได้ เช่นนี้ว่าหลุมดำ (black hole)



ที่มา : ดร.สุทัศน์ ยกส้าน

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)



ข้อความคัดลอกจาก : http://www.school.net.th/library/snet3/dr_sutat/blckhole.htm



ภาพจาก : http://www.school.net.th/library/snet3/dr_sutat/blckhole.htm

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 381 19 เม.ย. 2549 (10:34)
-*-

ขอโทษค้าบบบ หายไป สองวัน แหะๆ

วันนี้เอานิยามของคำว่า Schwarzschild Radius มาฝากก่อนนะครับ

Schwarzschild Radius is The distance from the center of an object such that, if all the mass compressed within that region, the escape velocity would equal the speed of light. Once a stellar remnant collapses within this radius, light cannot escape and the object is no longer visible.



เด๋วซักพักมาแปลให้นะคับ
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 382 19 เม.ย. 2549 (16:22)
อันที่จริงก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ เข้ามาอ่านอยู่บ่อย ๆ เผอิญช่วงนี้ เห่อกล้องใหม่อยู่ เลยหาข้อมูลอยู่จะได้ใช้ให้คุ้มค่าเหนื่อย รับรองไม่ทิ้งแน่ครับ
คนรักจักรวาล
ร่วมแบ่งปัน296 ครั้ง - ดาว 164 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 383 19 เม.ย. 2549 (18:58)
ยินดีด้วยนะ คนรักจักรวาล คงมีความสุขไม่น้อยกับสิ่งที่ตนเองรัก อย่างไงก็แบ่งเวลาให้ตนเองบ้างนะ ฮะฮา !
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 384 19 เม.ย. 2549 (19:01)
ขอบคุณ คุณ neverheal สำหรับนิยาม Schwarzschild Radius ครับ
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 385 21 เม.ย. 2549 (22:11)
อ่า

วันนี้ผมมีเวปมาฝากคับ เกี่ยวกับทฤษฏีสตริง

www.superstringtheory.com

ซึ่งผมคิดว่านะ จะเป็นทฤษฏีที่สำคัญมากๆในการศึกษาหลุมดำ

ในอณาคต ครับ รึถ้ายังไงจะให้นำมาลงแล้วแปลให้ ก็บอกมาได้ครับ

เดี๋ยวจะได้รีบจัดการ อิอิ
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 386 22 เม.ย. 2549 (10:06)
คุณ neverheal ครับ อย่างไงสำหรับผมก็ขอขอบคุณมาก ในส่วนภาษาต่างประเทศ ก็พอได้ครับ จะขาดแต่เพียง การอธิบายให้เป็นศัพท์วิชาการให้ถูกต้อง สมบูรณ์ เหมาะสมกับเรื่องนั้นจริงๆ คงต้องเรียนรู้และอีกฝนอีกมาก การใช้ภาษาไทยยังต้องปรับปรุงเลยครับ ในอนาคตผมหวังว่าคงได้รับความร่วมมือหรือขอความช่วยเหลือจาก คุณ neverheal แน่นอน ยิ่งเป็นความรู้ผมยินดีเสมอครับ



* ทฤษฎี ก็คือแนวความคิดหรือปรัชญาของนักคิด บางครั้งไม่แน่ใจว่าสิ่งที่รู้อยู่นั้นเป็นความรู้จริงๆหรือไม่ มีหลายทฤษฎีหรือหลายสำนักที่ให้เราศึกษาถ้าจะให้ดีควรศึกษาทุกๆสำนักหรือทุกทฤษฎีแต่ละสำนักว่า เน้นแนวคิด ความเชื่อ เหตุผล สาระ สรุป อย่างไรบ้างจากนั้นเราก็นำแนวคิดต่างๆมาผสมผสาน เรียบเรียง เป็นแหล่งอ้างอิงได้ครับ
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 387 29 เม.ย. 2549 (14:56)
ถามครู...ชิตครับ



อยากทราบว่าหลุมดำที่อยู่ใกล้กับโลกมากที่สุด อยู่ตรงไหนเหรอครับคุณครู
เอก (IP:203.113.16.241,203.113.38.9,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 388 11 พ.ค. 2549 (07:56)
คุณเอกครับ ขอบคุณสำหรับคำถาม เกี่ยวกับหลุมดำ

แต่เป็นคำถามที่ตอบยากมากในแง่ข้อเท็จจริง เพราะบางครั้งเราไม่เห็นด้วยตา แต่มีหลายแนวคิดเชื่อว่าที่ใจกลางของทางช้างเผือกคือหลุมดำยักษ์ นอกจากนี้นักดาราศาสตร์สงสัยว่า Cygnus X-1 ในกลุ่มดาวหงส์ จะเป็นหลุมดำ แต่ในปัจจุบันหลุมดำจิ๋ว (Mini black holes) ที่นักฟิสิกส์จะสร้างขึ้นมาอยู่ที่ CERN (ห้องทดลองทางฟิสิกส์อนุภาคที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)โดยเครื่องมือที่จะสร้างมีชื่อว่า LHC (Large Hadron Collider) ซึ่งเป็นที่ที่นักฟิสิกส์ จะจับ เอา Hadron มาชนกันที่พลังงานสูงยิ่งยวด Hadron คืออนุภาคที่มีอันตรกิริยา อย่างแรง นั่นคือ Meson (ประกอบด้วยควาก และปฏิควาก (quark - antiquark) ) และ Baryon (ประกอบด้วย ควาก 3 ตัว เช่น โปรตอน นิวตรอน เป็นต้น) LHC ได้รับการ คาดหมายว่าจะสร้างเสร็จในปี 2005 และเดินเครื่องได้ในปี 2006 ส่วนรายละเอียดศึกษาจาก....



Links ที่น่าสนใจ



เมื่อมนุษย์จะสร้างหลุมดำขึ้นมาเอง
http://physics.science.cmu.ac.th/ps/ps8/ps8a5.htm



เครื่องเร่งอนุภาค LHC : http://lhc.web.cern.ch/lhc/



มิติเสริม ( Extra Dimensions )
http://d0server1.fnal.gov/users/gll/public/edpublic.htm



หลุมดำ
http://www.damtp.cam.ac.uk/user/gr/public/bh_home.html



Cygnus X-1
http://dnausers.d-n-a.net/dnetGOjg/Black/CygnusX1.htm
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 389 12 พ.ค. 2549 (08:24)
ขอบคุณคุณครูชิตมากนะครับ เริ่มกระจ่างขึ้นมากครับ เพราะเท่าที่ทราบจะทราบเพียงทฤษฎีของหลุมดำต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่ทราบว่ามันมีตัวตนใกล้โลกเราหรือไม่



ขอบคุณครับ
เอก (IP:203.113.16.250,203.113.38.6,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 390 13 พ.ค. 2549 (12:12)
คนเราอาศัยอยู่ตรงส่วนใดของโลกหรือค่ะ ช่วยอธิบายแบบละเอียดนะค่ะ
Minnie_n-p@hotmail.com (IP:203.151.141.195,203.150.96.173,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 392 3 ก.ค. 2549 (06:00)
ทฤษฎีไอน์สไตน์ คือ สะพานไอน์สไตน์ที่สามารถท่องกาลเวลาและมิติอื่นๆ
เวลา (IP:58.9.78.2,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 393 30 ก.ค. 2549 (20:47)
666 หลุมดำหรือครับ คุณ ตั๋ง
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 394 30 ส.ค. 2549 (18:36)
สวัสดี และ ขอบคุณครับ
คนรักจักรวาล
ร่วมแบ่งปัน296 ครั้ง - ดาว 164 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 395 1 ก.ย. 2549 (18:02)
สวัสดีครับ คนรักจักรวาล
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 396 12 ต.ค. 2549 (12:01)
อยากเป็นนักดาราศาสตร์ต้องทำอย่างไรค่ะ แล้วต้องเรียนมหาลัยหลักสูตรอะไรค่ะ ช่วยตอบทีได้โปรด

แจงจัง รักคิม จองฮุน
ladajung_99@hotmail.com (IP:61.19.149.114,192.168.0.92, 61.19.149.114,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 397 19 พ.ย. 2549 (21:36)
หลุมดำนี่เกิดขึ้นอย่างไรครับ และมันเกิดเพราะอะไร คำถามอาจจะยากสำหรับผม ช่วยตอบให้ได้ไหมครับ
takung (IP:222.123.61.141,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 398 10 ม.ค. 2550 (18:57)
ถ้าเราสามารถสร้างบันไดที่มีความสูงซักประมาณ1000กมได้ แล้วเราตั้งขึ้น ไต่ไปเรื่อยๆ เราจะหลุดจากโลกได้ไหมครับถ้าเราไม่แก่ตายเสียก่อน ใครให้คำตอบได้โปรดบอกด้วยครับ
xXx (IP:125.25.15.163)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 405 8 มี.ค. 2550 (22:00)
4278
สวัสดีค่ะ ^0^



เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิก...ฝากเนื้อฝากตัวด้วยจ้า~~*









[Unparseable or potentially dangerous latex formula. Error 6 ]
cherryViva
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 148 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 406 8 มี.ค. 2550 (23:53)
ยินดีครับ คุณ cherryViva
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 413 23 มี.ค. 2550 (23:25)
ทำไม ข้อความเดิมๆ มักจะปรากฏตามกระทู้ต่าง ๆ มีเป้าหมายอะไรกันหรือเปล่าครับ
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 414 25 มี.ค. 2550 (22:50)
สวัสดีครับ ผมพอรู้เรื่องการเกิดหลุมดำ ผมจะอธิยบายให้ฟังครับ เริ่มเเรกเกิดจากการที่ดวงดาวต่างๆที่หมดอายุขัย เเล้วระเบิดพลังงานออกมามหาศาลเเต่เนื่องจากเเรงดึงดูดเเละเเรงกดอากาศมหาศาล จึงทำให้พลังงานทั้งหมดถูกดูดเข้าสู่ศูนย์กลาง ทำให้เกิดจุดหลุมที่มีพลังงานเเละเเรงดึงดูดมหาศาล ซึ่งยิ่งมีพลังงานมากเท่าไรก็จะมีเเรงดึงดูดมากขึ้นเท่านั้น ส่วนพลังงานเหล่านั้นก็หมุดเวียนเเละถูกบีบอัดอยู่ในนั้น จนทำให้เกิดการสั่นไหวเเละการเคลื่อนที่ของพลังงานนั้นรุนเเรงขึ้น ซึ่งทำให้หลุมดำเคลื่อนที่ไปมาอย่างอิสระเเละทำให้นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถคาดเดาทิศทางของหลุดดำได้ เเต่ก็ได้ขอมูลหลายอย่างในการค้นพบเช่น ค่าเฉลี่ยการเกิดหลุมดำ ซึ่งเท่ากับ 1000 ปีต่อการเกิดหลุมดำ 1 หลุม ซึ่งอาจฟังดูไม่มากเท่าไรเเต่หากนำ 1000 ปีมาหารกับอายุของจักรวาล เราจะได้ค่าของการเกิดหลุมดำมากว่า 1000000 หลุมเเล้ว เเละที่สำคัญหลุมดำมีเเรงดึงดูดมหาศาหมากจนเมื่อหลุมดำเดินทางผ่านเเสงจะสามารถหักลำเเสงเข้าหามันได้เลยทีเดียว เเละทั้งหมดนี่คือข้อมูลที่น่ากลัวของหลุมดำเท่าที่ผมรู้ครับ
อาเมน (IP:222.123.81.12)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 415 12 พ.ค. 2550 (13:53)
8796
ผมมีเรื่องรบกวนหน่อยครับ เป็นไปได้หรือปล่าวครับว่า ขวัญที่อยู่บนหัวเราอาจจะเป็นหลุมดำที่สลายไปแล้ว??? (อันนี้ความเห็นส่วนตัวครับ)
ข้ามฟ้ามาหาเทอร์
ร่วมแบ่งปัน34 ครั้ง - ดาว 145 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 417 1 ต.ค. 2550 (11:21)
หลวยสู ลังจุง

ลองผวน แล้วอ่านคำข้างหลัง

กลายเป็น สวยจัง
ลัดมูด (IP:202.6.107.60)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 418 1 ต.ค. 2550 (16:16)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 397


http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=34049


อาจจะมีัครับ
lightning
ร่วมแบ่งปัน5 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 419 21 พ.ย. 2550 (15:15)
เออ.. ผมก้อพออ่านมาบ้างครับเกี่ยวกับเรื่องสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาร์เนี้ยครับ ผมว่ามันเป็นมิติที่ 4 ครับแต่ว่ายังพิสูจน์ยังไม่ได้ครับ แต่เครื่องบินที่หายไปนั้นก้อพบบางลำครับ.. แต่ว่าเครื่องยนตืนั้นหายไปครับ หายเสือโดยทำลาย เหมือนกับสู้กับอะไรอยู่อะไร

..ผมว่าเรื่องมะนาวต่างนุดมีจริงอ่ะครับ แต่ยังไม่เคยเห็นตัวตนที่แท้จริงเลยครับ ได้ยินมาว่าทางสหรัฐนั้นเค้าปิดข่าวเรื่องเกี่ยวกับพบยานอวกาศของต่างดาว... แค่นี้ล่ะครับ
bone_jimmy@thaimail.com (IP:125.25.8.236)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 420 31 ธ.ค. 2550 (22:18)
เนบวลาสามฉฉกเป็นยังไงคะ
nan012345@hotmail.com (IP:203.107.199.99)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 421 2 ต.ค. 2551 (07:41)

มีหลุมดำแล้วมีหลุมขาวไหมครับ


 


aff12345678
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 422 4 ธ.ค. 2551 (19:27)

ตอบไอนี้ให้หน่อย


ninjapet
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 423 18 ก.ย. 2552 (00:22)

bone_jimmy@thaimail.com ค.เห็น น่าสนใจดีครับ


lovesatsuna
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 424 10 ม.ค. 2554 (19:36)
สุดยาด!! รูเรื่องกาแล็กซี ไปเยอะขอบคุณ
sittideacho6_pow@hotmail.com (IP:202.143.155.20)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 425 9 ก.ย. 2554 (10:22)
freelance writer
SheppardLacey28 (IP:95.64.12.20)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม