"เนื้อหาในส่วนนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปอ้างอิง"
"กรุณาลงข่าวประชาสัมพันธ์ของท่านใน vService"
หลุมดำมหันตภัย
โพสต์เมื่อ:
04:32 วันที่ 30 ก.ค. 2548 ชมแล้ว:
44,058
ตอบแล้ว:
437
หลุมดำไม่มีรูปร่างแต่มีมวลเป็นอนันต์จริงหรือ
จำนวน 406 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| -15- 16| 17| 18| 19| 20| 21| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 270 9 ธ.ค. 2548 (12:02) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 271 9 ธ.ค. 2548 (19:36) กลับมาแย้วคับ เหอๆ ขอบคุณคับ ครูชิต สำหรับลิงค์ดีๆ เดี๋ยวผมอ่านแล้วจาพยายามสรุปกะ ความรู้ที่มีอยู่ แล้วคิดอะไรออกจะลอง มาให้ดูกันนะคับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 272 10 ธ.ค. 2548 (17:33) การค้นพบที่น่าตื่นตาตื่นใจในศตวรรษที่ผ่านมาได้เปิดเผยการกำเนิดของเอกภพมากมาย แต่ความลี้ลับที่ยิ่งใหญ่ยังคงอยู่ต่อไป ดาวเคราะห์น้อยดวงแรกค้นพบเมื่อ 200 ปีก่อน เมื่อ 100 ปีก่อนยังไม่มีใครเห็นดาวพลูโต และนักดาราศาสตร์เชื่อว่าเอกภพอยู่ในที่จำกัดของดาวในดาราจักรทางช้างเผือก ภาพนี้ซับซ้อนขึ้นเมื่อเริ่มต้นศตวรรษที่ 21 ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ บรรยายว่าแรงโน้มถ่วงทำให้อวกาศ-เวลาโค้งได้อย่างไร ทำให้ทฤษฎีดูเหมือนเหนือความคิดสามัญ แม้ทฤษฎีไอน์สไตน์บอกว่าวัตถุมวลมาก(massive mass)ให้รอยเว้าในโครงของอวกาศ-เวลา เหมือนลูกโบลิงกลิ้งบนฟูก เขาเชื่อว่าเอกภพไม่เปลี่ยนแปลง ไอน์สไตน์ใช้ตัวคงที่เอกภพ (cosmological constant) แทนแรงผลักเพื่อให้เอกภพไม่ยุบตัวลงมาภายใต้แรงโน้มถ่วงของมันเอง นักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซีย อเล็กซานเดอร์ ฟรายด์แมนน์สังเกตว่าความคิดของไอน์สไตน์ในเรื่องความโน้มถ่วงนั้นมีคำตอบที่มองไม่เห็น -คือเอกภพสามารถขยายตัว นักเอกภพศาสตร์ชาวเบลเยี่ยม จอร์ช เลอแมรต์ เป็นพระในศาสนาคริสต์คิดหาสมมุติฐานเอกภพขยายตัว ในปีค.ศ.1927 เขาอธิบายเรดชิฟท์(redshift) หมายถึงดาราจักรเคลื่อนที่ออกจากโลก และแสดงว่าเอกภพกำลังขยายตัว ทฤษฎีของเขาบอกว่าเอกภพเริ่มมาจากก้อนเล็กน้อยและขยายตัวมาก ที่ไอน์สไตน์ไม่เคยพูดถึง อย่างไรก็ดีราวทศวรรษ 1920 นักดาราศาสตร์อเมริกัน เอ็ดวิน ฮับเบิลใช้ความสว่างของดาวแปรแสงหาระยะทางดาราจักร เขาพบว่ายิ่งระยะทางไกลจากโลก ดาราจักรยิ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก เกิดการขยายตัวของเอกภพ ค.ศ.1948 ราล์ฟ อัลเฟอร์และจอร์ช กาโมว์คิดทฤษฎีบิกแบงจากข้อมูลสังเกตการณ์ของฮับเบิลและจากความคิดเลอแมรต์ บรรยายสภาวะแรกเริ่มของมวลร้อนอย่างเหลือเชื่อ ที่ประกอบด้วยนิวตรอน และผลผลิตการสลายตัว ซากที่เย็นแล้วของบิกแบง มาจากการแผ่รังสีไมโครเวฟ(microwave radiation) ที่ค้นพบได้จากโลก ค.ศ. 1964 และ1965 อาร์โน เพนเซียส์และโรเบิร์ต วิลสันใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุ(radio telescope)ที่ได้พัฒนาการสื่อสารกับดาวเทียมครั้งแรกค้นหาไมโครเวฟที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง คลื่นมีค่าคงที่ไม่ว่าชี้กล้องโทรทรรศน์ไปทางดวงอาทิตย์หรือทางช้างเผือก แสดงว่ารังสีไม่ได้เกิดจากดวงอาทิตย์หรือดาราจักร เพนเซียส์และวิลสันตระหนักถึงความคงที่ของไมโครเวฟที่อัลเฟอร ์และกาโมว์ได้พยากรณ์ไว้ เรื่องบิกแบงจึงมีความเป็นไปได้ อย่างไรก็ดีบิกแบงก่อให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ ราวค.ศ.1998 หอสังเกตการณ์ในออสเตรเลีย และในแคลิฟอเนียร์บันทึกความสว่างของมหานวดารา เพื่อวัดความหน่วงการขยายตัวของเอกภพ ทั้งสองทีมพบบางสิ่งอย่างไม่คาดคิดคล้ายในเรื่องหลังฉากคลื่นไมโครเวฟ ของเอกภพหรือคอสมิคไมโครเวฟแบคกราวน์(cosmic microwave background )ของเพนเซียส์และวิลสัน คือ ดาราจักรไกลที่มีพบมหานวดาราไม่ได้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วลดลงแต่ดาราจักร มีความเร็วมากขึ้นเมื่อห่างจากเรามากขึ้น โครงสร้างของเอกภพขึ้นกับกำลังขยายของกล้องโทรทรรศน์ ความก่อให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ ความลึกลับต่อไปนี้มาจากความสำเร็จในอดีตและให้เห็นงานที่จะทำในอนาคต 1) เอกภพมีมิติมากมายอย่างไร นักฟิสิกส์ได้ใช้ 4 มิติบรรยายเอกภพ เป็นอวกาศ 3 มิติและเวลา 1 มิติ แบบจำลองช่วยอธิบายทุกๆอย่างตั้งแต่การหักเหของแสงจากดวงอาทิตย์ ไปจนถึงการเกิดหลุมดำ ตอนนี้อาจต้องเพิ่มอีกหลายมิติในอวกาศ ไม่เข้าใจว่าทำไมแรงโน้มถ่วงเข้มน้อยกว่าแรงในธรรมชาติอื่นอีก 3 แรง เช่นแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงเข้ม(strong force) แรงอ่อน(weak force) นักฟิสิกส์ แรนดอลล์แห่ง MIT และราแมน ซันดรัมแห่งมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์เสนอคำอธิบายใหม่คือการเพิ่มมิติ ในแบบจำลองของเขาว่า เราอยู่ในโลก 4 มิติและอนุภาค กราวิตอน(graviton)ที่มีแรงโน้มถ่วงอยู่ในมิติอื่น ระยะห่างสั้นๆในมิติที่ 5 ระหว่างมิติของโลกและของกราวิตอนลดแรงโน้มถ่วงลงมาก นักทฤษฎีเส้นเชือก (string )ไปไกลกว่านั้น เขารวมแรงฟิสิกส์พื้นฐาน 4 มิติในแบบจำลอง 11 มิติที่ซึ่งบ่วงบาศก์เล็กๆของเส้นเชือกเป็นอนุภาคพื้นฐานมากที่สุด ทฤษฎีคาดว่าเส้นเชือกเล็กเป็นหนึ่งส่วนแสนล้านล้านเท่า ของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมที่เล็กที่สุด อันเกิดจากเครื่องเร่งอนุภาคพลังงานสูงสุดที่มีอยู่บนโลก หลักฐานของมิติที่ 5 จะเห็นได้เร็วนี้ แรนดอลล์และซันดรัมคาดว่าตัวชนฮาดรอนใหญ่(Large Hadron Collider)ในเจนีวา จะให้พลังงานมากจนปล่อยกราวิตอนรั่วเข้ามาในโลกเราชั่วขณะ 2) เอกภพเริ่มต้นอย่างไร นักเอกภพศาสตร์เห็นพร้องต้องกันว่าเอกภพ ที่เห็นได้ระเบิดเมื่อ 10-14 พันล้านปีมาแล้วภายในไมโคร วินาทีแรก เอกภพมีซุปร้อน(hot soup)ของควาร์กและอนุภาคประหลาดอื่นๆ เมื่อซุปเย็น ควาร์กเปลี่ยนไปเป็นโปรตอนและนิวตรอน ฮาดรอนและเมซอน ขณะเอกภพมีอายุ 1 วินาที มีเพียงนิวตรอน โปรตอน โฟตอน อิเลกตรอนและนิวตริโนและปฏิอนุภาคของพวกมันยังคงอยู่ มีชุดของปฏิกิริยานิวเคลียร์อีก 200 วินาทีต่อมาผลิตนิวเคลียสของธาตุเล็กที่สุด 3 ธาตุ คลื่นเสียงสะท้อนจากบิกแบงจางลงเป็นระลอก ผ่านของไหลหนาแน่นและร้อนหรือซุปอย่างเหลือเชื่อ เหมือนระลอกคลื่นน้ำจากการโยนหินไปในสระ โปรตอนประจุไฟฟ้าบวกดึงดูดอิเลกตรอนประจุไฟฟ้าลบอิสระ ลดความหนาแน่นลงเกิดการไหลของซุป การชนกันของประจุไฟฟ้าทำให้เกิดโฟตอน เมื่อเอกภพมีอายุได้ 300,000 ปี ก็เย็นพอที่จะเกิดอะตอม เอกภพโปร่งแสงทันทีที่ปล่อยให้โฟตอนเป็นอิสระ โฟตอนอิสระพาเอาร่องรอย ความหนาแน่นแรกเริ่มและอุณหภูมิที่ขึ้นๆลงๆเกิดการเปลี่ยนแปลงความสว่าง นี่เป็นรังสีซากที่เพนเซียส์และวิลสัน ค้นพบครั้งแรก เมื่อนักดาราศาสตร์ชี้กล้องโทรทรรศน์ไมโครเวฟอย่าง โคบ(COBE:Cosmic Background Explorer)หรือ สังเกตการณ์ด้วยบัลลูนชื่อบูมเมอแรง (BOOMERANG: Ballon Observations of Millimetric Extrgalactic Radiation and Geophysics) เป็นตัวค้นหาในทิศทางหนึ่งและวัดอุณหภูมิ ของคอสมิคไมโครเวฟแบคกราวน์ พบรังสี 2.7 องศาเซลเซียสเหนือศูนย์สัมบูรณ์(2.7 เคลวิน) เมื่อหันไปในทิศตรงกันข้าม ก็พบอุณหภูมิ 2.7 เคลวินอีก มีการแกว่งเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในคอสมิคไมโครเวฟแบรคกราวน์เป็นหนึ่งใน 100,000 นักเอกภพศาสตร์ทึ่งกับการระเบิดที่ทำให้เกิดความราบเรียบ ราวกับว่าไม่มีการรบกวนหรือความปั่นป่วน หรือการเคลื่อนที่ที่ไม่สม่ำเสมอในบริเวณร้อนและเย็น ราวกับว่าทุกส่วนของเอกภพเริ่มแรกเชื่อมต่อกัน เป็นไปได้อย่างไร ? ขณะที่กำลังแปลกใจในปัญหาปลายทศวรรษ1970 นักฟิสิกส์อลัน กูธ(Alan Guth)จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในรัฐแคลิฟอเนียร์ก็ให้คำตอบมาว่า เอกภพที่เห็นได้เริ่มต้นเหมือนฟองแปลกขนาดเล็กที่เกิดการขยายตัวทันใด เร็วมากจนไม่มีเวลาเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่ทฤษฎีอินฟลาชัน(Inflation theory)ของกูธอธิบาย 1 ส่วนใน100,000 ของความเรียบของคอสมิคไมโครเวฟแบคกราวน์ แต่มันก็ยืนยันความเป็นก้อนมวลมาจากการแกว่งควอนตัมที่เกิดขึ้นระหว่างอินฟลาชัน นักเอกภพศาสตร์เห็นด้วยว่าแม้ยังไม่ได้แก้ไขรายละเอียด แรงโน้มถ่วงขยายการแกว่งเล็กน้อยในเอกภพไปเป็นก้อนใหญ่ที่เห็นทุกวันนี้ กลายเป็นดาราจักร กระจุกดาราจักรและโครงสร้างใหญ่อื่นๆในเอกภพ ทฤษฎีอินฟลาชันของกูธยังคาดว่า เอกภพฟอง(bubble universe)พองตัวปรากฏแบนในเทอมของเอกภพ ความแบนหมายความว่าเส้นขนานจะไม่ตัดขวางกันแม้มันเคลื่อนที่ไปทั่วเอกภพ แต่ก่อนนักดาราศาสตร์ได้ทดสอบการพยากรณ์ของกูธ และตอนนี้ก็ยังทำกันอีกที่ MIT จากการวัดขนาดเชิงมุมของการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในคอสมิคไมโครเวฟแบคกราวน์ ทุกครั้งก็พบว่าเอกภพแบน มันเป็นทางออกง่ายที่สุดในสมการไอน์สไตน์ ที่จะบรรยายเอกภพอย่างถูกต้อง ไม่มีใครทราบว่าอะไรทำให้เกิดอินฟลาชันหรือการพองตัว นักฟิสิกส์เสนอแบบจำลองที่แตกต่างกันเพื่อบรรยายเอกภพฟอง แต่คำตอบทั้งหมดมาจากคณิตศาสตร์ที่ไม่มีรากฐานทางฟิสิกส์ กอล์บ(Kolb)นักดาราฟิสิกส์ที่ห้องทดลองเฟอร์มิ กล่าวว่า ทฤษฎีทั้งหมดของอินฟลาชันยังไม่ถูกต้อง เรายังไม่มีทฤษฎีที่ดี 3) ทำไมมวลเต็มเอกภพ ถ้าเอกภพสมมาตรที่แท้จริง ไม่มีดาวเคราะห์ อนุภาคหรือผู้คนอยู่ได ้เพราะมันต้องมีจำนวนอนุภาคและปฏิอนุภาคเท่ากัน อนุภาคและปฎิอนุภาคจะทำลายล้างกันโดยเร็วผลิตรังสีแกมมา เอกภพอย่างนี้จะเต็มไปด้วยรังสีและไม่มีอะตอม อาจไม่มีปฏิอนุภาคคงอยู่ในเอกภพ อินฟลาชันของกูธควรผลิตจำนวนมวลหรือสสารและปฏิสสารเท่ากัน (ถ้าสสารและปฏิสสารเกิดในจำนวนที่เท่ากันและทำลายล้างกัน ก็จะไม่มีนักทฤษฎี) สสารหลุดรอดการทำลายล้างได้อย่างไร? เฟง(Feng)นักฟิสิกส์ MIT กล่าว มันเป็นไปได้ว่าปฏิสสารรอดมาได้ แต่มันอยู่ในเอกภพระยะทางไกลจนมองไม่เห็น มันอาจเป็นปฏิดาราจักรที่มีปฏิมนุษย์ในบางแห่ง แต่ก็จะมีผลที่ตามมาแปลกๆที่ยังไม่เห็น ความเป็นไปได้อีกแบบคือเอกภพสมมาตร แต่มันหลีกเลี่ยงความหายนะของการทำลายล้างหลังบิกแบง เพราะกฏฟิสิกส์มีความเอนเอียงชอบมีมวล สภาวะนี้จะสร้างมวลมากเกินเล็กน้อย และเอกภพที่มองเห็นทุกวันนี้ทำด้วยมวลที่เหลือเหล่านี้ กลางทศวรรษ1960 โครนินนักฟิสิกส์อนุภาคทำการทดลอง แสดงว่าราว 0.2 เปอร์เซนต์ของปรากฏการณ์สลายตัว ของอนุภาคพื้นฐานทำลายสมมาตร น่าแปลกใจ นักเอกภพศาสตร์รีบสนับสนุนผล ที่อาจอธิบายได้ว่าทำไมเอกภพมีมวล แต่ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ 4) ดาราจักรเกิดได้อย่างไร ความเป็นก้อนมวลในเอกภพเริ่มแรกมาจากไหน? และก้อนต่อมามีแรงโน้มถ่วงกลายเป็นดาราจักรได้อย่างไร? นักเอกภพศาสตร์เห็นว่าก้อนมวลที่กระจายทั่วเอกภพอายุน้อย ยุบตัวภายใต้แรงโน้มถ่วงของมัน ลากโปรตอนและนิวตรอน(หรือบาริออน)ไปทำให้ร้อนขึ้น บาริออนที่เคลื่อนที่เร็วชนกันสูญเสียพลังงาน ติดกัน ไปและจมไปในบ่อความโน้มถ่วง ดาราจักรเกิดใหม่ก็ถูกดึงเป็นเส้นเชือกยาวไปบนผิวฟองที่ว่างกว้างใหญ่ แม้ว่าแผนที่ดาราจักร 3 มิติยืนยันแบบจำลองเอกภพฟอง แต่ก็ยากที่จะอธิบายรายละเอียดให้เข้าใจ ดาราจักรกังหันชนกันผลิตดาราจักรทรงรีจริงหรือไม่ การแก้ปัญหามีความก้าวหน้าช้า เพราะต้องอาศัยเวลานานเพื่อวัดระยะทางดาราจักร การสำรวจเรดชิฟท์ดาราจักรของหอสังเกตการณ์แอนโกล ออสเตรเลีย ได้รวบรวมข้อมูลดาราจักรแสนแห่งจากโครงการหาระยะทาง 250,000 แห่ง และการสำรวจท้องฟ้าดิจิตอลสโลน คาดว่าจะทำแผนที่ 3 มิติของดาราจักรหนึ่งล้านแห่ง หลังจากทำงานได้ 1 ปีวัดระยะทางของดาราจักร 60,000 แห่ง ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยเราตอบคำถามการกำเนิดดาราจักร 5) มวลมืดเย็นคืออะไร ดาวและดาราจักรทั้งหมดในท้องฟ้ามีจำนวนเพียง 0.5 % ของมวลทั้งหมดในเอกภพ และถ้าเพิ่มก้อนอะตอมที่เห็นไม่ได้ในเอกภพไกล มีจำนวนทั้งหมดเพียง 5 % ที่เหลือเป็นมวลมืดเย็นและพลังงานมืด แม้ไม่เห็นมวลมืดโดยตรง ก็ทราบว่ามีราว 30 % ของมวลในเอกภพเพราะวิธีการที่มันดึงดูดดาวและเบนแสง มวลมืดเย็นข้นแข็งไป เป็นฟิลาเมนต์ที่เป็นเส้นยาวไปตามผิวของที่ว่างคอสมิคขนาด ร้อยถึงล้านปีแสง รูปร่างนี้แสดงว่ามวลมืดเคลื่อนที่ช้าเพราะเย็น มวลมืดร้อนที่เคลื่อนที่เร็วกีดกันการเกิดดาราจักร และอนุภาคมืดเย็นต้องมีปฏิกิริยาอ่อนมากกับมวลธรรมดา ฮาโลมวลมืดทรงกลมล้อมรอบทางช้างเผือก และดาราจักรอื่นจะแบนลงไปเป็นรูปร่างคล้ายแพนเค้ก ถ้าอนุภาคมวลมืดเย็นจะมีปฏิกิริยากับมวลธรรมดา ก็จะหาตัวง่าย ความจริงมันอาจทำแบบนี้ได้ แต่แรงอ่อนมากจนไม่สามารถค้นพบได้ นักฟิสิกส์พยายาม 2 วิธีการเพื่อเพิ่มการชนอนุภาค ความคิดหนึ่งมีดังนี้ การทำลายล้างอนุภาคมวลมืดและปฏิอนุภาคของมันที่ใจกลางของทางช้างเผือก หรือแกนของดวงอาทิตย์จะผลิตนิวตริโน นิวตริโนมีปฏิกิริยาอ่อนกับมวล หนึ่งในอนุภาคพื้นฐานนี้ควรจะชนกับโมเลกุลน้ำเป็นครั้งคราว ปล่อยแสงแลบออกมา มีความหวังที่จะหาร่องรอยแสงที่แลบนี้ นักฟิสิกส์กำลังเปลี่ยนทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอะเดรียติคและน้ำแข็งขั้วโลกใต้ ไปเป็นหอสังเกตการณ์นิวตริโนโดยการวางท่อยาวที่รับแสงในน้ำและน้ำแข็ง อีกความคิดหนึ่งคือ ใช้ผลึกเยอร์มาเนียมในเครื่องค้นหามวลมืดอุณหภูมิต่ำ CDMS (Cryogenic Dark Matter Search)ที่สร้างขึ้นในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มันไม่รับรู้อนุภาคที่เรารู้จักกันดีแล้วชนผลึก ตอนนี้มีคนเฝ้ามองหามวลมืดในห้องใต้ดินขนาด 10 เมตร ทีมทดลองมวลมืดของอิตาลีชื่อ ดามา(DAMA) อาจพบมวลมืดแล้ว มีรายงานสัญญานจากตัวค้นหาใต้ดินในขณะโลกโคจรผ่านอนุภาคมวลมืด แต่การทดลองอื่นไม่ได้พบหลักฐานเช่นนี้ นอกจากนิวตริโนแล้วอะซีออน(axion) อาจเป็นมวลมืดด้วย อะซีออนเป็นอนุภาคตัวเล็กที่มีปฏิกิริยาอ่อนกับมวลธรรมดา การทดลองในสหรัฐอเมริกา เยอรมันนีและญี่ปุ่นยังค้นไม่พบ 6) มีบาริออนทั้งหมดในดาราจักรไหม มีเพียง 10 % ของมวลธรรมดาในเอกภพ มวลบาริออนทำด้วยโปรตอน นิวตรอนและอิเลกตรอน ในดาว นักดาราศาสตร์กำลังค้นหาบาริออนมากขึ้นในควอซาร์ ควอซาร์เป็นวัตถุสว่างไสวมีระยะทางไกลมากจากโลก พลังงานของควอซาร์มาจากหลุมดำ ถ้าแสงควอซาร์ผ่านบาริออนก่อนถึงโลก สเปกตรัมของควอซาร์มีเส้นดูดกลืน แต่พบร่องรอยเพียงเล็กน้อย บาริออนหายไปไหน? บาริออนไม่ได้ไปไหน มันยังอยู่ในอวกาศนานหลายพันล้านปีตั้งแต่เกิด ก้อนกาซชนกันคายคลื่นช้อค จนทำให้กาซรอบๆร้อนนับล้านองศาเซลเซียส แต่กาซที่ช่วงอุณหภูมินั้นไม่คายหรือดูดกลืนรังสีเข้ม จึงไม่สามารถค้นพบได้ อย่างไรก็ดี กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลเมื่อค.ศ. 2000 รายงานพบปริมาณไฮโดรเจนมากมายระหว่างดาราจักร ภาพจำลองจากคอมพิวเตอร์ของออสไตรเกอร์และเซนแสดงว่า กาซระหว่างดาราจักรร้อนควรอยู่ใกล้ดาราจักร วีนเบิร์กหวังจะหาตำแหน่งคายรังสีเอกซ์จากกาซขณะใช้หอสังเกตการณ์รังสีเอกซ์จันทราเกือบ 6 วันเพื่อค้นหากาซ วีนเบิร์กกล่าวว่า นับเป็นการอุทิศเวลามากเพื่อสังเกตการณ์เพียงครั้งเดียวที่อาจค้นไม่พบอะไรเลย แสดงว่าการค้นหามวลนี้มีความสำคัญ 7) พลังงานมืดคืออะไร? การที่มีความเร่งในการขยายตัวเอกภพในปัจจุบัน ต้องมีพลังงานมืด(dark matter) 65 % ของความหนาแน่นทั้งหมดของเอกภพ ปัญหาใหญ่ที่สุดคือไม่มีใครทราบว่าพลังงานมืดคืออะไร เรารู้จักเพียงแค่ชื่อเท่านั้น มันอาจเป็นพลังงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับอะไรเลยหรือได้อิทธิพลของมิติอวกาศที่ซ่อนเร้นอยู่ นักดาราศาสตร์เพร์ลมัตเตอร์(Perlmutter)รู้จักพลังงานมืดบ้างเล็กน้อย มันเป็นการผลักคล้ายปฏิโน้มถ่วง(antigravity) แต่ไม่ใช่แรง มันไม่ขึ้นกับคุณสมบัติของอนุภาค มันกระทำโดยตรงในอวกาศ คล้ายกับการขยายตัวแบบพองตัวของเอกภพเริ่มแรก แต่พลังงานมืดให้ผลช้ากว่า นักฟิสิกส์พยายามคำนวณความหนาแน่นพลังงานมืด ที่สังเกตได้จากทฤษฎีที่ยอมรับกันทางฟิสิกส์ แต่ผลที่ได้ยังไม่ใกล้ความจริง ค่าที่คำนวณได้ราว 10ยกกำลัง60 เท่ามากกว่าค่าที่สำรวจได้ (บางคนบอกว่าตัวเลขน่าเป็น 10ยกกำลัง 120 เท่าแต่จะไม่พูดถึงรายละเอียด) แม้นักเอกภพศาสตร์เคยชินกับตัวเลขจำนวนมากแต่ก็กังวลเกี่ยวกับเลขศูนย์ทั้งหมด กอล์บบอกว่า มีพื้นฐานบางอย่างที่ขาดหายไปจากทฤษฏี 8) ชตากรรมของเอกภพคืออะไร มวลและพลังงานส่วนใหญ่ในเอกภพต่อต้านการขยายตัว ถ้ามีหนทางของมัน แรงโน้มถ่วงของมวลนี้จะยุบเอกภพไปเป็นจุด แต่พลังงานมืดทำให้เอกภพเติบโต เรายังไม่ทราบชตากรรมของเอกภพที่แท้จริง เพราะความเข้าใจพลังงานมืดยังมีเพียงเล็กน้อย พลังงานมืดมีบทบาทต่อความเร่งของการขยายตัวของเอกภพ ถ้าความหนาแน่นของพลังงานมืดเป็นค่าคงที่สากล หรืออย่างน้อยที่สุดยังคงเป็นบวกทั่วเอกภพ พลังงานมืดชนะ เอกภพจะยังคงขยายตัวสม่ำเสมอเพื่อว่าใน 100 พันล้านปีข้างหน้า เราจะเห็นดาราจักรเพียงหยิบมือเดียวด้วยกล้องโทรทรรศน์ของทุกวันนี้ ค่าคงที่เอกภพของไอน์สไตน์อาจเปลี่ยนแปลง มันอาจเป็นค่าลบก็ได้ที่จะทำให้เอกภพยุบตัว มาร์ติน รีส์กล่าวว่า แม้มีการเปลี่ยนแปลงค่าลบเล็กน้อย จะทำให้เอกภพยุบตัวได้ ตอนนี้ยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์ใดเห็นระยะทางไกลพอที่จะเปิดเผยความจริง แม้แต่มหานวดาราไกลที่สุดที่ใช้สำรวจความหนาแน่นของพลังงานมืดลึกลับ ยังสังเกตการณ์ได้ในดาราจักรใกล้ๆเท่านั้น นักดาราศาสตร์หวังให้ดาวเทียมสแนพ(SNAP: Super Nova/ Acceleration Probe) แก้ไขปัญหาทางเทคนิค การโคจรไกลเหนือบรรยากาศจะช่วยตามล่ามหานวดาราที่อยู่ในดาราจักรไกลๆ โดยหวังจัดการกับปัญหาสุดยอดของเอกภพให้ได้ ปลายสุดของเอกภพศาสตร์ ความลี้ลับแปดประการของเอกภพศาสตร์สมัยใหม่ทำให้นักเอกภพศาสตร์งงงวย ถ้าโชคดีก็หวังว่าจะเฉลยได้ในค.ศ.2010 หมายความว่าปัญหาของเอกภพศาสตร์กำลังจะค้นหาคำตอบสุดท้ายได้แล้วหรือ? มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างนั้นหรอก นักเอกภพศาสตร์แน่ใจอยู่อย่างหนึ่งว่า ทุกคำตอบก่อกำเนิดคำถามใหม่ (ผมไม่รู้นะครับว่าครูชิตเข้ามาหรือยังถ้าเอามาช้ำผมต้องขอโทษด้วยนะครับ) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 273 10 ธ.ค. 2548 (18:15)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 274 10 ธ.ค. 2548 (18:34) ขอบคุณครับ Dark of Angel สำหรับการแบ่งปันความรู้ ฝากความคิดถึง ถึง เด็กรักฟิสิกส์ด้วย ให้ตั้งใจเรียนนะครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 275 10 ธ.ค. 2548 (20:59)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 276 10 ธ.ค. 2548 (21:00)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 277 10 ธ.ค. 2548 (23:12) ยินดีด้วยครับ คุณ neverheal ที่ร่วมแบ่งบันความรู้ผมยังเชื่อ การช่วยกันสืบค้น หลายคนหรือหลายความคิดมาร่วม มาช่วยกัน ย่อมดีกว่าหัวเดียวเป็นแน่หลายคนก็ได้หลายมุมมอง หลายมิติ ก็อย่างวันนี้ผมได้อ่านเรื่อง string ฉบับภาษาอังกฤษ (หมายถึงปัญญา ความรู้ ความคิด วิธีการและเทคนิคย่อมเกิดขึ้นกับตัวเราอย่างถาวร) ผมติดตามผลงานของคุณ neverheal อยู่นะขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ สำหรับความตั้งใจ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 278 10 ธ.ค. 2548 (23:50) that string theory was a good mathematical model for Nature at the smallest distance scales. ไม่ได้แปลนะครับให้มองแบบปฎิสัมพันธ์ นักทฤษฎีเส้นเชือก (string )ไปไกลกว่านั้น เขารวมแรงฟิสิกส์พื้นฐานที่ซึ่งบ่วงบาศก์เล็กๆของเส้นเชือกเป็นอนุภาคพื้นฐานมากที่สุด ทฤษฎีคาดว่าเส้นเชือกเล็กเป็นหนึ่งส่วนแสนล้านล้านเท่า ของ อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมที่เล็กที่สุด ความเห็นเพิ่มเติมที่ 279 11 ธ.ค. 2548 (13:52) เหอๆ เกือบตาย กว่าจะแปลเสร็จ - -" อ่า ถ้าอ่านแล้วงงๆตรงไหนก็ถามไว้นะคับ เด๋วผมกลับมาตอบให้ ให้เรานึกถึงสายกีตาร์ที่ถูกขึงอยู่บนกีตาร์ ความตึงของสายจะเป็นตัวกำหนดว่า เมื่อเราดีดจะเกิดเสียงโน๊ตอะไร เสียงโน๊ตดนตรีนี้เราอาจเรียกได้ว่าเป็น รูปแบบที่ถูกกระตุ้นของสายกีตาร์ ภายใต้ความตึง ในทำนองเดียวกันในทฤษฏีสตริง อนุภาคพื้นฐานที่เรามองเห็นในเครื่องเร่งอนุภาคนั้น สามารถมองได้เป็นโน๊ตดนตรี หรือ ภาวะที่ถูกกระตุ้นของ เส้นสตริงพื้นฐาน เช่นเดียวกับการเล่นกีตาร์ ในทฤษฏีสตริงนั้น เส้นสตริงต้องมีการถูกขึงภายใต้ความตึง เพื่อที่จะให้เกิดภาวะถูกกระตุ้น อย่างไรก็ตาม เส้นสตริงนั้นลอยอยู่ในกาล-อวกาศ ถึงกระนั้น ความตึงนั้นจะมีปริมาณตาม 1/(2 p a\') เมื่อ a\' คือ "อัลฟ่า ไพรม" และมันจะมีค่าเท่ากับ กำลังสองของความยาวสตริง ถ้าทฤษฏีสตริงเป็นทฤษฏีของ แรงโน้มถ่วงแบบควอนตัม ดังนั้นความยาวเฉลี่ยของเส้นสตริง น่าจะมีค่าใกล้กับความยาวของ ความโน้มถ่วงแบบควอนตัม เรียกว่า ค่าความยาวพลางค์ ซึ่งมีความยาวประมาณ 10-33 เซนติเมตร เป็นที่น่าเสียดายซึ่งค่าความยาวขนาดนี้นั้นด้วยเทคโนโลยีการตรวจสอบอนุภาคในปัจจุบัน ไม่สามารถทำการตรวจพบได้ เหล่านักทฤษฏีจึงต้องหาวิธีการในการตรวจสอบทฤษฏีแบบอื่นๆแทน นักทฤษฏีสตริงได้พวสมมาตรแบบใหม่ เรียกว่า supersymetry ซึ่งจะทำให้อนุภาค โบซอน สามารถแปรเปลี่ยนเป็น เฟอมิออนได้ ถึงเวลานี้เราจะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงการมีของ supersymmetry แต่นักทฤษฏีเชื่อว่า เป็นเพราะเทคโนโลยีในปัจจุบันไม่สามารถตรวจพบได้ และหวังว่าในอณาคตเราสามารถตรวจพบสมมาตรชนิดนี้ได้ - -" เอ คนแปลยังงงๆ เลย เหอๆ อ่า ถ้าสงสัยอะไรก็โพสท์ไว้นะคับ เด๋วถ้าผมรู้อะไรจามาตอบให้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 280 11 ธ.ค. 2548 (15:15) ขอบคุณ คุณ neverheal ในความพยายามในการแปลภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย ผมขอชื่นชม เป็นเรื่องที่ดีที่เยาวชนไทยที่กล้าคิดกล้าแสดงออกในทางที่ถูกเหมาะสมผมขอสนับสนุนในวิธีการ ซึ่งพรสวรรค์อยู่ในตัวบวกกับพรแสวงความรู้ ความคิด จนสร้างองค์ความรู้ได้เองครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 281 11 ธ.ค. 2548 (15:30)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 282 11 ธ.ค. 2548 (15:40)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 283 11 ธ.ค. 2548 (15:56)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 284 11 ธ.ค. 2548 (16:21) หลุมดำจิ๋ว นอกจากนี้ยังมีทางเป็นไปได้ว่าจะมีหลุมดำที่มีมวลน้อยกว่าดวงอาทิตย์ของเราเสียอีก หลุมดำเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการยุบตัวของดาวฤกษ์เพราะว่ามวลของมันมีค่าน้อยกว่าขีดจำกัดของจันทรสิขา หลุมดำขนาดเล็กนี้จะเกิดขึ้นได้จากการที่วัตถุถูกบีบด้วยแรงมหาศาลจากภายนอกจนมีความหนาแน่นอย่างยิ่งยวด สภาวการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้จากระเบิดไฮโดรเจนขนาดใหญ่ จอห์น วีลเลอร์ ได้เคยทำการคำนวณไว้ว่าถ้าเรานำ "น้ำชนิดหนัก" ทั้งหมดจากทุกมหาสมุทรในโลกมารวมกัน เราจะสามารถสร้างระเบิดไฮโดรเจนที่ใหญ่พอที่จะ "อัด" มวลสารตรงกลางให้กลายเป็นหลุมดำได้ (แต่หลังจากนั้นคงไม่มีผู้ใดอยู่รอดจนเห็นหลุมดำนี้ได้) หลุมดำขนาดเล็กเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้เองด้วยอุณหภูมิและความดันในเอกภพยุคแรกๆ แต่มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเอกภพในขณะนั้นไม่มีความสม่ำเสมอมากนักเพราะว่าบริเวณที่มีความหนาแน่นมากกว่าบริเวณอื่นเท่านั้นจึงจะถูกอัดจนกลายเป็นหลุมดำได้ แต่ที่จริงเรารู้ว่าเอกภพในสมัยแรกๆ จะต้องมีความไม่สม่ำเสมออยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นมวลสารต่างๆ จะไม่รวมตัวกันกลายเป็นดาวฤกษ์และกาแล็กซีต่างๆ ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้การที่ความไม่สม่ำเสมอของเอกภพจะทำให้เกิดหลุมดำตั้งแต่ในระยะแรกๆ ได้อย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะและสภาวการณ์ในช่วงนั้น ดังนั้นถ้าเราทราบจำนวนของหลุมดำชนิดนี้ในปัจจุบัน เราก็จะได้ความรู้บางอย่างเกี่ยวกับลักษณะของเอกภพในระยะแรกๆ หลุมดำที่เกิดขึ้นในยุคแรกเรียกกันว่าหลุมดำแบบ "ไพรมอร์เดียล" (Primordial Black Hole) หลุมดำไพรมอร์เดียลที่มีขนาดตั้งแต่หนึ่งพันล้านตันขึ้นไป (มวลขนาดเท่าภูเขาใหญ่ๆ ลูกหนึ่ง) จะถูกตรวจพบได้ด้วยผลของแรงโน้มถ่วงของมันต่อวัตถุอื่นเท่านั้น แต่เราจะได้เห็นในบทต่อไปว่า หลุมดำนั้นไม่ได้มืดสนิทอย่างแท้จริงนัก มันอาจจะสว่างเหมือนวัตถุที่ร้อนจัดทั่วไปได้ และยิ่งหลุมดำมีขนาดเล็กเท่าใดมันก็ยิ่งจะสว่างมากเท่านั้น ดังนั้นออกจะเป็นเรื่องน่าแปลกอยู่ว่าหลุมดำขนาดเล็กอาจจะถูกตรวจพบได้ง่ายกว่าหลุมดำขนาดใหญ่เสียอีก คัดลอกจาก : http://doodaw.com/article4/index.php?topic=BriefHistoryofTime224 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 285 11 ธ.ค. 2548 (17:09)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 286 11 ธ.ค. 2548 (17:25)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 287 11 ธ.ค. 2548 (17:44)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 288 11 ธ.ค. 2548 (17:50)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 289 12 ธ.ค. 2548 (07:36) ขอบคุณคับ ครูชิต ตอนนี้ผมว่าผมจะหาข้อมูลจากเวปภาษาอังกฤษเป็นหลักนะคับ เพราะดูแล้วเวปภาษาไทยเดี๋ยวหามาแล้วจะซ้ำกับของครูชิต หุหุ อะ พร่ำมากจะเสียพื้นที่เปล่าๆ Hawking radiation Classically, black holes are black. Quantum mechanically, black holes radiate, with a radiation known as Hawking radiation, after the British physicist Stephen Hawking who first proposed it. The animation at top left cartoons the Hawking radiation from a black hole of the size shown at bottom left. The blobs are supposed to be individual photons. Notice, first, that the photons have `sizes\' (wavelengths) comparable to the size of the black hole, and, second, that the Hawking radiation is not very bright - the black hole emits roughly one photon every light crossing time of the black hole. So a black hole observed by its Hawking radiation looks fuzzy, a quantum mechanical object. This is one animation that I did not compute mathematically. How do you draw a quantum mechanical object, whose appearance depends not only on the object but also on the way the observer chooses to observe it? I figured my impressionism was good enough here. Hawking radiation has a blackbody (Planck) spectrum with a temperature T given by kT = hbar g / (2 pi c) = hbar c / (4 pi rs) where k is Boltzmann\'s constant, hbar = h / (2 pi) is Planck\'s constant divided by 2 pi, and g = G M / rs2 is the surface gravity at the horizon, the Schwarzschild radius rs, of the black hole of mass M. Numerically, the Hawking temperature is T = 4*10-20 g Kelvin if the gravitational acceleration g is measured in Earth gravities (gees). The Hawking luminosity L of the black hole is given by the usual Stefan-Boltzmann blackbody formula L = A sigma T4 where A = 4 pi rs2 is the surface area of the black hole, and sigma = pi2 k4 / (60 c2 hbar3) is the Stefan-Boltzmann constant. If the Hawking temperature exceeds the rest mass energy of a particle type, then the black hole radiates particles and antiparticles of that type, in addition to photons, and the Hawking luminosity of the black hole rises to L = A (neff / 2) sigma T4 where neff is the effective number of relativistic particle types, including the two helicity types (polarizations) of the photon. Black holes for which astronomical evidence exists have masses ranging from stellar-sized black holes of a few solar masses, up to supermassive black holes in the nuclei of galaxies, such as the 3ื*109 solar mass black hole at the centre of the galaxy Messier 87. The Hawking radiation from such black holes is minuscule. The Hawking temperature of a 30 solar mass black hole is a tiny 2ื*0-9 Kelvin, and its Hawking luminosity a miserable 10-31 Watts. Bigger black holes are colder and dimmer: the Hawking temperature is inversely proportional to the mass, while the Hawking luminosity is inversely proportional to the square of the mass. - -" แม่เจ้า ยากใช่ย่อย เหอๆ สงสายผมคงต้องแปลนานแน่ๆ หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |