"เนื้อหาในส่วนนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปอ้างอิง"
"กรุณาลงข่าวประชาสัมพันธ์ของท่านใน vService"
หลุมดำมหันตภัย
โพสต์เมื่อ:
04:32 วันที่ 30 ก.ค. 2548 ชมแล้ว:
44,067
ตอบแล้ว:
437
หลุมดำไม่มีรูปร่างแต่มีมวลเป็นอนันต์จริงหรือ
จำนวน 406 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| -5- 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 10 ต.ค. 2548 (13:42) คุณ DUCK ครับ ลองย้อนไปดูตั้งแต่หน้าแรกอาจพบคำตอบที่ผ่านมาก็ได้ครับ ขอบคุณสำหรับคำถามที่ดีมีประโยชน์ครับ ครู...ชิต (IP:203.172.152.118,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 11 ต.ค. 2548 (16:20) ทำไมไม่มีใครพิสูจน์วิธีหาค่า Schwarzschild radius ให้ผมเลยพูดจริงๆนะเนี่ย เดียวงอนไม่มาคุยนะป.ตรี physics (IP:202.44.14.194,10.1.11.224,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 14 ต.ค. 2548 (04:55) ก่อนอื่นขอบคุณ คูณป.ตรี physics เป็นอย่างสูงที่ได้แวะชมและเข้ามาคุยในกระทู้นี้ ขออภัยสำหรับการพิสูจน์ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 19 ต.ค. 2548 (15:57) ผมคิดว่าว่าหลุมดำเป็นสิ่งที่มีมวลเป็นอนันตร์แต่ไร้รูปร่าง ทุกสิ่งที่อยู่ในหลุมดำนั้นไม่ถูกจัดอยู่ในมิติที่เรารู้จักคือไม่มีเวลา ไม่มีรูปร่าง แต่เราตรวจจับพลังงานมันได้ เพราะหลุมดำมีอิทธิพลต่อความโค้งของกาล-อวกาศมาก มากจนเวลาหยุดนิ่ง และทุกสิ่งที่เข้าไปในหลุมดำนั้น ถูกแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลจากมวลที่ มีค่าเป็นอนันตร์บีบอัดจนเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดเท่าที่มันจะเล็กได้ จนไม่มีรูปร่าง หลุมดำจึงไร้ตัวตนในทุกๆด้านยกเว้นพลังงาน ไม่รูผมคิดถูกรึเปล่า ถ้าผิดอย่างไรโปรดชี้แนะด้วยครับ
เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 120 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 20 ต.ค. 2548 (22:00) คุณ...เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C ครับ ผมขอสรุปเกี่ยวกับ หลุมดำ ดังนี้ครับ 1.ชนิดของดาว = หลุมดำ 2.ขนาด = 0 3.ความหนาแน่นที่ศูนย์กลาง = อนันต์ 4.แรงที่ดันออก. = ไม่มี แต่ทั้งนี้ถ้าตราบใดมนุษย์มีความก้าวหน้าทางด้านต่างๆเช่นเทคโนโลยี กว่าที่มีอยู่ทุกวันนี้ คำตอบในวันนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ครับ คุณคิดอย่างไร ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 21 ต.ค. 2548 (14:30) ครับ เห็นด้วยครับ ในเวลานี้เราอาจมีคำตอบอยู่ไม่มากในเรื่องของหลุมดำ บางอย่างที่คิดว่าถูกต้องอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต และคำตอบของหลุมดำอาจจะมีมากกว่านี้ในอนาคต ขอบคุณครับ ครู...ชิต ที่สรุปให้ดูครับ
เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 120 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 21 ต.ค. 2548 (15:51) ครับ ผมไม่อยากให้เน้น ว่า ถูก หรือ ผิด มากจนเกินไป ถ้า ถูกหรือผิด เพราะอะไร ขึ้นอยู่กับ เราจะได้คำตอบหรือข้อมูลอยู่ตลอดเวลาซึ่งไม่เป็นการสกัดกั้นสิ่งที่ดีมีประโยชน์มาสู่ตัวเราที่ได้การศึกษาค้นคว้า ผมเชื่อ ข้อมูลหรือคำตอบในอนาคตคงต้องเปลี่ยนไปตราบใดที่มนุษย์มีความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง คุณ...เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C ถ้ากลับไปดูหน้าที่ 1 อาจจะมีข้อมูลเรื่อง หลุมดำ นะครับ คำเตือน ใช้ดุลพินิจในการเรียนรู้ และเลือกที่จะทำดีมีประโยชน์ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 21 ต.ค. 2548 (17:11) ครับขอบคุณครับ เอออยากถามครู..ชิตหรือคนอื่นๆก็ได้ว่าถ้าสมมุติว่ามีดาวอยู่2 ดวง ในอวกาศเท่านั้น และมีขนาดเท่ากันทุกประการ และมีมวลเท่ากัน สนามแรงดึงดูดของดาวทั้งสองจึงเท่ากัน แล้ววงโคจรของดาวทั้งสองนี้จะเคลื่อนที่รอบกันและกันไหมครับ หรือ อาจจะเป็นดาวดวงใดดวงหนึ่งที่เคลื่อนที่รอบดาวอีกดวง หรือ ดาวทั้งสองไม่มีการโคจรซึ้งกันและกัน รึเปล่าครับ อยากรู้จริงๆครับ ช่วยบอก ให้หน่อยครับ กำลังศึกษาเรื่องอวกาศอยู่น่ะครับ แต่ติดที่เรื่องนี้ งานจึงไปต่อไม่ได้ โปรดชี้แนะด้วยครับ ขอตอบแบบเนื้อหาแน่นๆเลยนะครับ ขอบคุณครับล่วงหน้าเลยครับ
เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 120 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 21 ต.ค. 2548 (17:53) น้องเด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C ครับ น้องเป็นคนมีจินตนาการ สิ่งนี้หละจะนำน้องไปสู่ความสำเร็จ นักวิทยาศาสตร์ดังๆของโลกมีจินตนาการนี้หละครับ ไม่เก่งไม่เป็นไร ขอให้มีจินตนาการ ในสิ่งที่เราสนใจ ก่อนอื่น น้องควรศึกษาเรื่อง ดาวฤกษ์ จากแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม การเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นการเรียนรู้ที่ยั้งยืน และดีใจที่น้องมีความสนใจใฝ่การเรียน จากคำถามของน้องพี่จะค่อยๆหามาให้ ถ้าสมมุติว่ามีดาวอยู่2 ดวง ในอวกาศเท่านั้น และมีขนาดเท่ากันทุกประการ และมีมวลเท่ากัน สนามแรงดึงดูดของดาวทั้งสองจึงเท่ากัน แล้ววงโคจรของดาวทั้งสองนี้จะเคลื่อนที่รอบกันและกันไหมครับ หรือ อาจจะเป็นดาวดวงใดดวงหนึ่งที่เคลื่อนที่รอบดาวอีกดวง หรือ ดาวทั้งสองไม่มีการโคจรซึ้งกันและกัน รึเปล่าครับ จริงแล้ว ดวงดาวมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา เกี่ยวกับ ดาวสองดวงที่มีมวลเท่ากันถ้าอยู่ใกล้ชิดกันและอยู่เป็นคู่จะมีวงโคจรที่หมุนรอบกันและกัน โดยอยู่ภายใต้อำนาจของแรงโน้มถ่วงเดียวกัน หากดาวทั้งสองดวงมีมวลเท่ากัน จุดสมดุลหรือจุดศูนย์ถ่วงจะอยู่ตรงกลาง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 21 ต.ค. 2548 (18:09) กฎของนิวตัน (Newtons laws) เซอร์ ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ถือกำเนิดใน ปี ค.ศ.1642 นิวตันสนใจ ดาราศาสตร์ และประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ชนิดสะท้อนแสง (Reflecting telescope) ขึ้นโดยใช้โลหะเงาเว้าในการรวมแสง แทนการใช้เลนส์ เช่นในกล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหแสง (Refracting telescope) นิวตันติดใจในปริศนาที่ว่า แรงอะไรทำให้ผลแอปเปิลตกสู่พื้นดินและตรึงดวงจันทร์ไว้กับโลก และสิ่งนี้เองที่นำเขาไปสู่การค้นพบกฎที่สำคัญ 3 ข้อ กฎข้อที่ 1 กฎของความเฉื่อย (Inertia) วัตถุที่หยุดนิ่งจะพยายามหยุดนิ่งอยู่กับที่ ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำ ส่วนวัตถุที่เคลื่อนที่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงด้วยความเร็วคงที่ ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำเช่นกัน ตัวอย่าง: ขณะที่รถติดสัญญาณไฟแดง ตัวเราหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่เมื่อสัญญาณไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว เมื่อคนขับเหยียบคันเร่งให้รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่ตัวของเราจะพยายามคงสภาพหยุดนิ่งไว้ ผลคือ หลังของเราจะถูกผลักติดกับเบาะ ขณะที่รถเกิดความเร่งไปข้างหน้า ในทำนองกลับกัน เมื่อสัญญาณไฟเขียวเปลี่ยนเป็นไฟแดง คนขับรถเหยียบเบรคเพื่อจะหยุดรถ ตัวเราซึ่งเคยเคลื่อนที่ด้วยความเร็วพร้อมกับรถ ทันใดเมื่อรถหยุด ตัวเราจะถูกผลักมาข้างหน้า นิวตันอธิบายว่า ในอวกาศไม่มีอากาศ ดาวเคราะห์จึงเคลื่อนที่โดยปราศจากความฝืด โดยมีความเร็วคงที่ และมีทิศทางเป็นเส้นตรง เขาให้ความคิดเห็นว่า การที่ดาวเคราะห์โคจรเป็นรูปวงรีนั้น เป็นเพราะมีแรงภายนอกมากระทำ (แรงโน้มถ่วงจากดวงอาทิตย์) นิวตันตั้งข้อสังเกตว่า แรงโน้มถ่วงที่ทำให้แอปเปิลตกสู่พื้นดินนั้น เป็นแรงเดียวกันกับ แรงที่ตรึงดวงจันทร์ไว้กับโลก หากปราศจากซึ่งแรงโน้มถ่วงของโลกแล้ว ดวงจันทร์ก็คงจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงผ่านโลกไป กฎข้อที่ 2 กฎของแรง (Force) ความเร่งของวัตถุจะแปรผันตามแรงที่กระทำต่อวัตถุ แต่จะแปรผกผันกับมวลของวัตถุ ถ้าเราผลักวัตถุให้แรงขึ้น ความเร่งของวัตถุก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ถ้าเราออกแรงเท่า ๆ กัน ผลักวัตถุสองชนิดซึ่งมีมวลไม่เท่ากัน วัตถุที่มีมวลมากจะเคลื่อนที่ด้วยความเร่งน้อยกว่าวัตถุที่มีมวลน้อย ความเร่งของวัตถุ = แรงที่กระทำต่อวัตถุ / มวลของวัตถุ (หรือ a = F/m) ตัวอย่าง: เมื่อเราออกแรงเท่ากัน เพื่อผลักรถให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า รถที่ไม่บรรทุกของจะเคลื่อนที่ด้วยความเร่งมากกว่ารถที่บรรทุกของ ในเรื่องดาราศาสตร์ นิวตันอธิบายว่า ดาวเคราะห์และดวงอาทิตย์ต่างโคจรรอบกันและกัน โดยมีจุดศูนย์กลางร่วม แต่เนื่องจากดวงอาทิตย์มีมวลมากกว่าดาวเคราะห์หลายแสนเท่า เราจึงมองเห็นว่า ดาวเคราะห์เคลื่อนที่ไปด้วยความเร่งที่มากกว่าดวงอาทิตย์ และมีจุดศูนย์กลางร่วมอยู่ภายในตัวดวงอาทิตย์เอง ดังเช่น การหมุนลูกตุ้มดัมเบลสองข้างที่มีมวลไม่เท่ากัน กฎข้อที่ 3 กฎของแรงปฏิกิริยา แรงที่วัตถุที่หนึ่งกระทำต่อวัตถุที่สอง ย่อมเท่ากับ แรงที่วัตถุที่สองกระทำต่อวัตถุที่หนึ่ง แต่ทิศทางตรงข้ามกัน (Action = Reaction) หากเราออกแรงถีบยานอวกาศในอวกาศ ทั้งตัวเราและยานอวกาศต่างเคลื่อนที่ออกจากกัน (แรงกริยา = แรงปฏิกิริยา) แต่ตัวเราจะเคลื่อนที่ด้วยความเร่งที่มากกว่ายานอวกาศ ทั้งนี้เนื่องจากตัวเรามีมวลน้อยกว่ายานอวกาศ (กฎข้อที่ 2) นิวตันอธิบายว่า ขณะที่ดวงอาทิตย์มีแรงกระทำต่อดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์ก็มีแรงกระทำต่อดวงอาทิตย์ในปริมาณที่เท่ากัน แต่มีทิศทางตรงกันข้าม และนั่นคือแรงดึงดูดร่วม นิวตันอธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ ตามกฎของเคปเลอร์ การค้นพบกฎทั้งสามข้อนี้ นำไปสู่การค้นพบ กฎความโน้มถ่วงแห่งเอกภพ (The Law of Universal) วัตถุสองชิ้นดึงดูดกันด้วยแรงซึ่งแปรผันตามมวลของวัตถุ แต่แปรผกผันกับระยะทางระหว่างวัตถุยกกำลังสอง ซึ่งเขียนเป็นสูตรได้ว่า = G (m1m2/r2) โดยที่ F = แรงดึงดูดระหว่างวัตถุ m1 = มวลของวัตถุชิ้นที่ 1 m2 = มวลของวัตถุชิ้นที่ 2 r = ระยะห่างระหว่างวัตถุทั้ง 2 ชิ้น G = ค่าคงที่ของแรงโน้มถ่วง = 6.67 x 10-11 newton m2/kg2 บางครั้งเราเรียกกฎข้อนี้อย่างง่ายๆ ว่า กฎการแปรผกผันยกกำลังสอง (Inverse square law) นิวตันพบว่า ขนาดของแรง จะแปรผกผันกับ ค่ากำลังสองของระยะห่างระหว่างวัตถุ ตัวอย่าง: เมื่อระยะทางระหว่างวัตถุเพิ่มขึ้น 2 เท่า แรงดึงดูดระหว่างวัตถุจะลดลง 4 เท่า ดังที่แสดงในภาพที่ 6 เขาอธิบายว่า การร่วงหล่นของผลแอปเปิล ก็เช่นเดียวกับการร่วงหล่นของดวงจันทร์ ณ ตำแหน่งบนพื้นผิวโลก สมมติว่าแรงโน้มถ่วงบนพื้นผิวโลกมีค่า = 1 ระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์มีค่า 60 เท่าของรัศมีโลก ดังนั้นแรงโน้มถ่วง ณ ตำแหน่งวงโคจรของดวงจันทร์ย่อมมีค่าลดลง = (60)2 = 3,600 เท่า ตอนที่เคปเลอร์ค้นพบกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ ซึ่งได้จากผลของการสังเกตการณ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 นั้น เขาไม่สามารถอธิบายว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น จวบจนอีกหนึ่งศตวรรษต่อมา นิวตันได้ใช้กฎการแปรผกผันยกกำลังสอง อธิบายเรื่องการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ ตามกฎทั้งสามข้อของเคปเลอร์ ดังนี้ ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรี เกี่ยวเนื่องจากระยะทางและแรงโน้มถ่วงจากดวงอาทิตย์ ในวงโคจรรูปวงรี ดาวเคราะห์จะเคลื่อนที่เร็ว ณ ตำแหน่งใกล้ดวงอาทิตย์ และเคลื่อนที่ช้า ณ ตำแหน่งไกลจากดวงอาทิตย์ เนื่องจากอิทธิพลของระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ดวงในเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าดาวเคราะห์ดวงนอก เป็นเพราะว่าอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากกว่า จึงมีแรงโน้มถ่วงระหว่างกันมากกว่า ที่มาข้อมูล http://www.lesaproject.com หรือศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์(LESA) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 21 ต.ค. 2548 (18:19) อีกกรณีหนึ่งดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่งมีมวลมากกว่าอีกดวงหนึ่ง จุดสมดุลหรือจุดศูนย์ถ่วงจะอยู่ใกล้กับจุดศูนย์กลางของดาวฤกษ์ดวงที่มีมวลมากกว่า ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 21 ต.ค. 2548 (18:21) ดาวฤกษ์ในระบบแฝดคู่ แต่ละดวงจะโคจรรอบคู่ของตัวเอง โดยมีจุดสมดุลหรือจุดศูนย์ถ่วงร่วมกัน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 21 ต.ค. 2548 (18:35) สรุปกฎการเคลื่นที่ของนิวตัน 1. กฎของความเฉีอย(Inertia) ถ้าแรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุเป็นศูนย์ วัตถุจะอยู่ในสภาพหยุดนิ่ง หรือเคลื่อนที่ในความเร็วคงที่ 2.กฎของแรง (Force) ถ้าแรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง ขนาดความเร่งที่เกิดขึ้น จะแปรผันตรงกับขนาดของแรงลัพธ์ แต่แรงผกผันกับขนาดของมวล 3.กฎของแรงกิริยา-ปฏิกริยา เมื่อวัตถุกระทำต่อกัน จะเกิดแรงกิริยา(แรงกระทำ)และแรงปฏิกิริยา(แรงโต้ตอบการกระทำ)พร้อมกันในวัตถุคนละก้อน ทิศทางตรงกันข้ามแนวเดียวกัน โดยไม่ขึ้นกับมวลและสภาพเคลื่อนที่ของวัตถุทั้งคู่ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 22 ต.ค. 2548 (10:11) บอร์ดนี้คนเก่งๆทั้งนั้นเลย ครูชิต คือ ดร. ชิต เหล่าวัฒนาใช่ไหมครับ เผอิญ ดร. ชิต เคยเป็นกรรมการ super idea contest ที่ผมเเข่งครับ เดีย/witthawints@hotmail.com (IP:203.151.140.118,203.113.36.13,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 22 ต.ค. 2548 (13:13) เรียน คุณ. เดีย/witthawints@hotmail.com ผม ไม่ใช่ ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ที่ เคยเป็นกรรมการ super idea contest ผมไม่ถึงครึ่งของท่านหรอกครับ ผม คือ นายชิตณรงค์ ขดภูเขียว อาชีพ รับราชการครู ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 7 ปัจจุบัน ครู คศ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษเขต 2 ในระดับ ช่วงชั้นที่ 3 - 4 ด้านการศึกษา กำลังศึกษาด้วยตนเองด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ รู้สึกชอบมากๆเพื่อเตรียมที่จะต่อปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์ หรือ บริหารการศึกษา ภูมิลำเนา จังหวัดชัยภูมิ อย่าพึ่งผิดหวังนะครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 22 ต.ค. 2548 (15:30) ขอบคุณมากๆครับ ครู...ชิต ที่ช่วยตอบข้อสงสัยของผมครับ ดูๆแล้วงานของผมก็คงไปต่อได้แล้วหละครับ ขอบคุณครับที่ชี้แนะ
เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 120 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 22 ต.ค. 2548 (16:02) ถ้าผมมีคำถามมาถาม ครู...ชิต อีกครูชิตจะมีเวลาว่างช่วยตอบไหมครับ เพราะว่างานที่ผมทำนั้น เป็นงานที่เด็กรุ่นเดียวกันอย่าง ผมในชั้ัน ม.3 เขาไม่ทำกันหรอกครับ ถ้าช่วยได้บ่อยๆก็จะขอบคุณมากครับ
เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C.
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 120 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 22 ต.ค. 2548 (17:04) ยินดีมากครับ น้อง เด็กรักฟิสิกส์ จากP.R.C จะแบ่งเวลาให้น้องคนนี้ เข้ามาในกระทู้นี้ก็ได้ครับ ว่าแต่น้องวางแผนที่จะศึกษาต่อ ม.4 หรือ ยังครับ ควรเรียนตามที่เราชอบและถนัดนะ ปรึกษา พ่อ แม่ ครู หรือผู้มีประสบการณ์ ก่อนก็คงจะดีนะครับ ทีสำคัญให้เรียนรู้บทเรียนชีวิตด้วย(นอกห้องเรียน) บางคนเก่งแต่ในห้อง แต่อ่อนนอกห้อง อายุ 15 ปี ยังวัยรุ่นและมีอนาคตอีกไกล แต่เด็กสมัยนี้เก่งนะครับ ยิ่ง เก่งและ ดี สุดยอดครับ ไว้วันหลังค่อยแลกเปลี่ยนความรู้กันใหม่นะ สุดท้าย เรียนรู้และเลือกทำในสิ่งที่ดีเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสสู่ความสำเร็จ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 23 ต.ค. 2548 (10:20) เคยได้ยินว่ารังสีXนั้นมีออกมาจากหลุมดำใช่ปะ ทำไมถึงออกมาได้ mars (IP:203.113.76.75,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 23 ต.ค. 2548 (10:59) คุณ mars 8iy[ แสง และ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตร/วินาที ลาปลาสกล่าวว่า วัตถุใดๆจะหลุดลอยออกจากพื้นผิวของดวงดาว ได้ก็ต่อเมื่อวัตถุนั้นเคลื่อนที่เร็วกว่าหรือเท่ากับความเร็วหนีศูนย์กลาง ขณะที่รัศมีของดวงดาวลดลงความเร็วหนีศูนย์กลางจะเพิ่มขึ้น เมื่อดาวฤกษ์ยุบตัวจนเล็กลงถึงระดับหนึ่ง ความเร็วหนีศูนย์กลางที่พื้นผิวของดาวนั้นจะเท่ากับความเร็วของแสง ลาปลาสจึงอนุมานว่าเมื่อดาวพัฒนาถึงสภาวะดังกล่าว แม้แต่แสงก็ม่สามารถแผ่ออกมาจากดวงดาวได้ หลุมดำเป็นอาณาบริเวณในอวกาศซึ่งไม่มีสารหรือพลังงานใดจะเล็ดลอดออกมาได้ หลุมดำเกิดจากการสูญสลายของมวลสารที่อยู่ในแกนของดาวฤกษ์ จนดาวฤกษ์มีสภาพเป็นดาวนิวตรอนและมวลสารที่แกนกลางของดาวนิวตรอนยังคงสลายต่อไปกลายเป็นหลุมดำ หลุมดำไม่มีมวลสาร ไม่มีรังสี ไม่มีแสง จึงเป็นการยากที่จะตรวจพบหลุมดำในห้วงอวกาศ การตรวจสอบหาหลุมดำทำได้ทางเดียวคือการตรวจสอบอาณาบริเวณในอวกาศที่มีแรงดึงดูดมากกว่าปกติ ในห้วงอวกาศที่มีแรงดึงดูดมากกว่าปกติสังเกตได้จากทิศทางการเคลื่อนที่ของมวลสารจักรวาลที่อยู่ใกล้หลุมดำนั้นเอง รังสีเอ็กซ์ (X-ray) มีความยาวคลื่น 0.01 - 1 นาโนเมตร มีแหล่งกำเนิดในธรรมชาติมาจากดวงอาทิตย์ /ดาวฤกษ์ / ความร้อน เราใช้รังสีเอ็กซ์ในทางการแพทย์ เพื่อส่องผ่านเซลล์เนื้อเยื่อ แต่ถ้าได้ร่างกายได้รับรังสีนี้มากๆ ก็จะเป็นอันตราย สรุปกฎการแผ่รังสี 1. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเคลื่อนที่ในอวกาศด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตร/วินาที 2. คลื่นสั้นมีความถี่สูง คลื่นยาวมีความถี่ต่ำ 3. วัตถุทุกชนิดที่มีอุณภูมิสูงกว่า 0 K (-273°C) ล้วนมีพลังงานภายในตัว และมีการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 4. วัตถุที่มีอุณหภูมิสูง ย่อมมีการแผ่พลังงาน (อัตราการไหลของพลังงาน) มากกว่าวัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำ 5. พลังงานของโฟตอนแปรผันโดยตรงกับความถี่ (E = h) 6. พลังงานของโฟตอนแปรผกผันกับความยาวคลื่น (E = hc / ) 7. วัตถุที่มีอุณหภูมิสูงแผ่รังสีคลื่นสั้น วัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำแผ่รังสีคลื่นยาว (max = 0.0029 / T) 8. ความเข้มของพลังงานแปรผกผันกับหน่วยของระยะทางยกกำลังสอง (F1/F2 = (D2/D1)^2) สรุปหลุมดำ .ชนิดของดาว = หลุมดำ 2.ขนาด = 0 3.ความหนาแน่นที่ศูนย์กลาง = อนันต์ 4.แรงที่ดันออก. = ไม่มี หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |