|
ดาวเคราะห์ดวงที่ 10 ในระบบสุริยะถูกต้องไหมครับ
โพสต์เมื่อ:
00:51 วันที่ 1 ส.ค. 2548 ชมแล้ว:
47,495
ตอบแล้ว:
205
เมื่อไม่กี่มานี้มีการค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่ 10 ในระบบสุริยะของเรามีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโต 2 เท่าจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ ยืนยันเป็นหนักแน่นว่ามีจริง สงสัยเหมือนกันว่าองค์ประกอบหลักคืออะไร ทำไมถึงพึ่งมาค้นพบ จัดเป็นดาวก๊าซหรือดาวหินแข็ง และมนุษย์ได้อะไรจากการค้นพบครั้งนี้อีกทั้งจะมีดวงที่ 11 อีกไหม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 27 ส.ค. 2548 (15:13)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 27 ส.ค. 2548 (15:20)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 27 ส.ค. 2548 (15:25)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 27 ส.ค. 2548 (15:28)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 27 ส.ค. 2548 (15:34)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 27 ส.ค. 2548 (15:43) ดาวเคราะห์คืออะไร ? ดาวเคราะห์คือ ก้อนกลมขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยหิน หรือ ก๊าซ ของเหลว ที่หมุนคว้างอยู่ในอวกาศ โลกของเราเป็นดาวเคราะห์ คำว่า ดาวเคราะห์ ( Planet ) ในภาษาอังกฤษ มาจากภาษากรีก ที่แปลว่า "ผู้พเนจร"ดาวเคราะห์ เป็นสิงที่เดินอยู่บนฟากฟ้าและโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ หมายถึง ดาวที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง แต่สะท้อนแสงอาทิตย์ส่องเข้าตาเรา ดาวเคราะห์แต่ละดวงมีขนาดและจำนวนดวงจันทร์บริวารไม่เท่ากัน อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นระยะทางที่ต่างกัน และทุกดวงอยู่ในระบบสุริยะ โดยหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วต่างกันไป ดาวเคราะห์ทั้งหลายต่างก็โคจรรอบดวงอาทิตย์ ทั้งนี้เพราะดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่างก็มีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน แต่มวลของดวงอาทิตย์มากกว่ามวลของดาวเคราะห์มาก ดาวเคราะห์ทั้งหลายจึงดูเหมือนว่าโคจรรอบดวงอาทิตย์ การจำแนกประเภทดาวเคราะห์ ใช้ตำแหน่งของโลกเป็นหลัก ดาวเคราะห์ดวงใดมีวงโคจรอยู่ในวงโคจรของโลกจะเป็นดาวเคราะห์วงใน และดาวเคราะห์ที่อยู่นอกวงโคจรของโลกจะเรียกว่าดาวเคราะห์วงนอกดาวเคราะห์วงใน มีพื้นผิวเต็มไปด้วยหินประกอบด้วยแร่ต่างๆ มีบรรยากาศทุกดวงยกเว้นดาวพุธดาวเคราะห์ชั้นนอกมีขนาดใหญ่และประกอบด้วยแก๊สต่างๆ ยกเว้นดาวพลูโตประกอบด้วยน้ำแข็งและหินนักวิทยาศาสตร์ใช้หน่วยดาราศาสตร์ในการวัดระยะทาง หนึ่งหน่วยดาราศาสตร์ = 149.6 ล้านกิโลเมตรนี้เป็นการแบ่งกลุ่มดาวเคราะห์ในอดีตแต่ปัจจุบันทางดาราศาสตร์ได้แบ่งดังนี้ 1. จำแนกตามลักษณะพื้นผิวและโครงสร้างภายในเป็นเกณฑ์ใน แบ่งได้ 2 กลุ่ม - ดาวเคราะห์แข็งหรือก้อนหิน หรือ Terrestrial Planet (Terrestrial แปลว่า" ลักษณะคล้ายโลก"คือดาวเคราะห์ที่มีพื้นผิวดาวเป็นเป็นพื้นแข็งชัดเจน มักมีร่องรอยปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาและหลุมอุกกาบาตปรากฏอยู่ทั่วไป ดาวเคราะห์มักมีขนาดค่อนข้างเล็ก และมีธาตุองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นโลหะ เช่น เหล็ก และ นิกเกิล ดาวที่ว่าประกอบด้วย ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพลูโต(ดาวพลูโตข้อมูลไม่ชัดเจนอาจมีน้ำแข็งประกอบด้วยเป็นจำนวนมากเนื่องจากอยู่ไกล - ดาวเคราะห์ก๊าซ หรือ Jovian Planet (Jovian แปลว่า"ลักษณะคล้ายดาวพฤหัสบดี"คือดาวเคราะห์ประกอบด้วยก๊าซ เกือบทั้งดวง โดยมากมักเป็นก๊าซไฮโดรเจน (ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์) หรือก๊าซแอมโมเนียและมีเทน (ดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน) ดาวเคราะห์ก๊าซไม่มีพื้นผิวชัดเจน (ยานอวกาศสามารถเดินทะลุเข้าไปในตัวดาวได้ )จึงไม่มีหลุมอุกกาบาตหรือร่องรอยทางธรณีวิทยาปรากฏให้ชัดเจนเลย ภายในของดาวเคราะห์ก๊าซเป็นก๊าซความดันสูงหรือก๊าซเหลว ซึ่งมักมีอุณหภูมิและความดันสูงมากประกอบด้วย ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน 2. แบ่งโดยใช้ระยะห่างเป็นเกณฑ์โดยใช้เข็มขัดดาวเคราะห์น้อย ( Asteroid Belt )อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี แบ่งได้ 2 กลุ่ม - ดาวเคราะห์ชั้นใน ( Inner Planet ) ประกอบด้วย ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร - ดาวเคราะห์ชั้นนอก ( Outer Planet )ประกอบด้วย ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และดาวพลูโต การหมุนรอบตัวเองของดาวเคราะห์มีวิธีการศึกษา 2 วิธีคือ 1.การศึกษาโดยวัดเส้นสเปกตรัม การเคลื่อนที่ของเส้นสเปกตรัมขึ้นอยู่กับความเร็วของแหล่งกำเนิดแสง ถ้าการ เคลื่อนมีมากแสดงว่าดาวเคราะห์นั้นมีอัตราเร็วในการหมุนรอบตัวเองมากด้วย การศึกษาวิธีนี้ใช้ได้ดีสำหรับ ดาวเคราะห์ดวงใหญ่ ถ้าเป็นดวงเล็กการเคลื่อนของสเปกตรัมจะไม่ชัดเจน 2. การศึกษาโดยการสะท้อนคลื่นไมโครเวฟ คลื่นที่สะท้อนจากขอบที่กำลังหมุนเข้าหาโลกจะมีความถี่มาก ส่วนคลื่นที่ สะท้อนจากขอบที่กำลังหมุนออกจากโลกจะมีความถี่น้อย ข้อมูลนี้สามารถหาอัตราเร็วของการหมุนรอบตัวเองของ ดาวเคราะห์ได้จากการศึกษาพบว่า ดาวเคราะห์ทุกดวงของระบบสุริยะจะหมุนรอบตัวเองในทิศทวนเข็มนาฬิกายกเว้นดาวศุกร์ ระยะทางและวงโคจรของดาวเคราะห์ ระยะทางในทางดาราศาสตร์ที่ใช้ในการวัดระยะทาง คือ หน่วยดาราศาสตร์ มาจากภาษาอังกฤษว่า Astronomical Unit หรือใช้ตัวย่อว่า AU 1 หน่วยดาราศาสตร์เท่ากับ ระยะทางระหว่างโลกถึงดวงอาทิตย์ ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร เครื่องมือสำคัญในการวัดระยะทางดาราศาตร์ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นในปัจจุบัน คือ เรดาร์ ( RADAR) ย่อมาจาก ( Radio Detection and Ranging แปลว่า การตรวจหาและวัดระยะทางด้วยคลื่นวิทยุ) มีการส่งคลื่นเรดาห์ไปยังดาวศุกร์ แล้วสะท้อนกลับมายังโลก คลื่นเรดาห์เดินทางด้วยความเร็วเท่ากับแสง ซึ่งเมื่อวัดอย่างละเอียดถี่ถ้วนพบว่าความเร็วแสง เท่ากับ 299,972,459 เมตร/วินาที หรือประมาณ 300,000 กิโลเมตร/ วินาที เมื่อนำเวลาไปกลับหารด้วย 2 จะได้เวลาที่คลื่นเรดาห์เดินทางไปถึงดาวศุกร์ สามารถคำนวณเป็นระยะทางได้ และด้วยเทคโนโลยีเรดาห์ ทำให้วัดระยะทางระหว่างโลกกับดาวเคราะห์ได้อย่างถูกต้องถึง 1 : พันล้าน มีค่าเท่ากับ 8.3 นาทีแสง ( Light minute = ระยะทางที่แสงเดินทางได้ใน 1 นาที)ซึ่งเป็นเวลาที่แสงเดินทางจากดวงอาทิตย์มาถึงโลก และด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถตรวจสอบได้ว่า 1 หน่วย ดาราศาสตร์ เท่ากับ ระยะทาง 149,597,892,000 เมตรหรือประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร แสงเดินทางจากดวงอาทิตย์ถึงโลกใช้เวลา 500 วินาที (8.3 นาที) ถึงดาวพฤหัสบดี 2,600 วินาที ( 43.33 นาที) ถึงดาวพลูโตใช้เวลา 20,000 วินาที ( 5 ชั่วโมง 33 นาที ) ระยะทางที่วัดด้วยเรดาห์ เพื่อวัดระยะทางระหว่างดาวเคราะห์ไปยังดวงอาทิตย์มีหน่วยที่เรียกว่า หน่วยดาราศาสตร์ และ 1 หน่วยดาราศาสตร์ คือระยะทางเฉลี่ยระหว่างโลกถึงดวงอาทิตย์ แต่ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่แน่นอน เนื่องจากวงโคจรดาวเคราะห์ทั้งหมดเป็นวงรีซึ่งจะได้กล่าวในเรื่องดาวเคราะห์ต่อไป รวบรวมและเรียบเรียงโดย : (chitnarong.kod@chaiyo.com) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 27 ส.ค. 2548 (16:04) โลก ( The Earth ) โลกเป็นดาวเคราะห์ที่ห่างจากดวงอาทิตย์มาเป็นลำดับที่ 3 ในระบบสุริยะ เป็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินหรือ ดาวเคราะห์แห่งพื้นน้ำ เนื่องจากมองจากอวกาศ โลกเป็นดาวเคราะห์ที่มีสีน้ำเงิน เพราะมีผิวที่ปกคลุมด้วยน้ำเกือบ 3 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมด มีบริวาร 1 ดวง คือ ดวงจันทร์ ( Moon ) มีเส้นรัศมี 6,371 กิโลเมตร มีมวลทั้งสิ้น (5.9736* 10ยกกำลัง24 ) กิโลกรัม (5,973,600,000,000,000,000,000,000 คือ ห้าล้านเก้าแสนเจ็ดหมื่นสามพันหกร้อยล้านล้านล้าน กิโลกรัม ) ความเร็วในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 29.8 กิโลเมตรต่อวินาที ใช้เวลา 365.25 วัน โดยหมุนรอบตัวเองใช้เวลา 23 ชั่วโมง 56 นาที 4.09 วินาที โลกมีแถบรังสีที่ชื่อว่า แวนอัลเลน ลักษณะเป็นเข็มขัดห่อหุ้มโดยรอบ 2 ชั้น เรียกว่า เข็มขัดแวน อัลเลน (Van Allen )และยังมีสนามแม่เหล็กทำหน้าที่เกราะป้องกันโลก เกิดจากการไหลวนของหินเหลวแลโลหะในแก่นชั้นนอกของแก่นโลก (Core )โดยจะกันอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าพลังสูงจากดวงอาทิตย์ไว้ในวงแหวนรังสีไม่ให้ผ่านมาถึงโลกง่าย แต่อาจจะมีอิเล็กตรอนบางส่วนเล็ดลอดผ่านแถบรังสีเข้ามาสู่บรรยากาศโลกได้ ไปทำปฏิกิรยากับอะตอมของออกซิเจนและไนโตรเจนทำให้เกิดแสงเรืองขึ้นในท้องฟ้าแถบขั่วโลกเหนือและขั่วโลกใต้ ที่เรียกว่า แสงเหนือและแสงใต้ ( Aurora ) โครงสร้างภายในของโลก แก่นโลก (Core) ส่วนใหญ่เป็นเหล็กและนิกเกิล แก่นโลกชั้นในเป็นของแข็ง รัศมี1,370 กิโลเมตร แก่นโลกชั้นนอก เป็นของเหลวหนา 2,100 กิโลเมตร แมนเทิล (Mantle) ชั้นของของหนืดอยู่ระหว่างแก่นโลกกับ เปลือกโลกมีความหนา 2,800 กิโลเมตร เปลือกโลก (Crust) ชั้น นอกของโลกเป็นหินมีความหนาเฉลี่ย 6-35 กิโลเมตรหรือ 0 - 50 กิโลเมตร บรรยากาศของโลก บรรยากาศของโลก แบ่งตามองค์ประกอบในบรรยากาศ 1.เอ็กโซสเฟียร์ (Exosphere) ระดับความสูง 640 ถึงมากกว่า 2,400 กิโลเมตร ที่ระดับสูงกว่า 2,400 กิโลเมตร ก๊าซส่วนใหญ่เป็นไฮโดรเจน ที่ระดับสูงกว่า960-2,400 เป็นไฮโดรเจนและฮีเลียม เท่า ๆ กัน ที่ระดับต่ำกว่า 960 กิโลเมตรมีออกซิเจนอยู่ด้วย 2.ไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) ระดับความสูง 56-640 กิโลเมตร เป็นชั้นที่อะตอมของก๊าซอยู่ในรูปของไอออน มีประจุไฟฟ้า บรรยากาศชั้นนี้สะท้อนคลื่นวิทยุ 3. สตาร์โตสเฟียร์ (Startosphere)ระดับความสูง 10-56 กิโลเมตรประกอบด้วยชั้นโอโซน กักกั้นรังสีคลื่นสั้น จากนอกโลก ไม่ให้เป็นอันตรายต่อชีวิตบนโลก 4. โทรโปสเฟียร์ (Troposphere) จากพื้นโลกถึงความสูง 10 กิโลเมตร บรรยากาศชั้นนี้ อยู่ติดกับพื้นโลก ก๊าซส่วนใหญ่เป็นก๊าซไนโตรเจน และออกซิเจน เป็นชั้นที่เกิดเมฆและสภาพอากาศทางอุตุนิยมวิทยา ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 27 ส.ค. 2548 (16:50) อุกกาบาต ( Meterors) อุกกาบาตเป็นวัตถุชิ้นเล็กๆ พุ่งผ่านบรรยากาศของโลกด้วยความเร็วสูงเสียดสีกับบรรยากาศทำให้สว่างจ้าขึ้นมักปรากฏหลังเที่ยงคืน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 27 ส.ค. 2548 (16:52) ดาวเคราะห์น้อย ( Asteroid )เพิ่มเติม มีวงทางโคจรระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส เส้นผ่าศูนย์อยู่ระหว่าง 1-768 กิโลเมตร ส่วนใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 กิโลเมตร ซีเรส มีขนาดใหญ่ที่สุด ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 27 ส.ค. 2548 (16:56) พื้นผิวดาวพุธ พื้นผิวดาวพุธเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่น้อย เพราะก้อนอุกกาบาตตกลงสู่ผิวดาวพุธโดยไม่เผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ หลุมอุกกาบาตที่มีขนาดใหญ่คือ แอ่ง คาโรริส ( Caloris Basin ) ขนาด 1,300 กิโลเมตร บริเวณซีกเหนือของดาวนอกจากนั้นยังมีแนวหน้าผา ( Scarp ) มีอยู่ทั่วไปมีความยาวหลายร้อยกิโลเมตรและมีความสูงถึง 3 กิโลเมตรในบางบริเวณและน่าจะมี "รอยย่น " ที่เกิดจากการยุบตัวของดาวพุธขณะที่ภายในของดาวเย็นตัวลงในช่วงเวลา 100 ล้านปีแรก ซึ่งดาวพุธได้ยุบตัวลงประมาณ 4-8 กิโลเมตร จากเส้นผ่าศูนย์กลางเดิม ดาวพุธไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวาร และมีสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มประมาณ 1 % ของสนามแม่เหล็กโลก เนื่องจากภายในของดาวพุธได้แข็งตัวเกือบหมดทั้งดวงแล้ว สนามแม่เหล็กนี้น่าจะเกิดจากแก่นเหล็กที่มีขนาดใหญ่มาก ภายใน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลมวลและความหนาแน่นของดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 27 ส.ค. 2548 (16:58) วง โคจรของดาวพุธ ในแต่ละรอบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวพุธจะโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดที่ระยะ 46 ล้านกิโลเมตร เรียกว่า จุดเพอริฮีเลียน ( Perihelion : จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ) และ ออกห่างที่สุดถึง 70 ล้านกิโลเมตร เรียกว่า จุดอะฟีเลียน ( Aphelion : จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด ) เห็นได้ชัดว่าจุดอะฟีเลียนอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์กว่าจุดเพอริฮี เลียนถึง1.5 เท่า วงโคจรของดาวพุธจึงมีลักษณะพิเศษกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ คือ มีความรีมาก วงโคจรของดาวพุธมี ค่าความรี ( Eccentricity ) สูงถึง 0.2056 ในขณะที่วงโคจรของโลกมีค่าความรีเพียง 0.0167 เท่านั้น ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 27 ส.ค. 2548 (17:00) การสังเกตดาวพุธ ดาวพุธโคจรออกห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุดเพียง 70 ล้านกิโลเมตร ทำให้ดวงอาทิตย์จะปรากฏห่างจากดวงอาทิตย์เป็นมุมไม่เกิน 28 องศา เมื่อมองจากโลก ดาวพุธจึงโพล่พ้นจากขอบฟ้าก่อนดวงอาทิตย์เป็นเวลา ไม่เกิน 2 ชั่วโมง หรือตกหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วอย่างมากที่สุด 2 ชั่วโมงเท่านั้นขึ้นอยู่กับว่าดาวพุธกำลังอยู่ในวงโคจรด้านตะวันออก หรือ ตะวันตกของดวงอาทิตย์ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 27 ส.ค. 2548 (17:05) ดาวศุกร์ ( Venus )เพิ่มเติม มีอีกชื่อหนึ่งว่า ดาววีนัส เป็นดาวเคราะห์ดวงที่สองจากดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลก 42 ล้านกิโลเมตร ถือเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุดยานอวกาศที่ขึ้นไปบนดาวศุกร์เป็นครั้งแรกคือยานมารีเนอร์ 2 ได้ส่งข้อมูลถึงอุณหภูมิของดาวศุกร์ บรรยากาศของดาวศุกร์มีคาร์บอนไดออกไซด์และกรดซัลฟิวริกเกือบทั้งหมดซึ่งปิดกั้นแสงของดวงอาทิตย์ทำให้พื้นผิวของดาวเคราะห์มีสีแดงสลัว ชาวไทยสังเกตดาวศุกร์มานาน การเรียกดาวศุกร์ที่ปรากฏในตอนเช้าเรียกว่า ดาวรุ่ง หรือ ดาวประกายพรึก(Morning Star ) เรียกดาวศุกร์ในเวลาพลบค่ำว่า ดาวประจำเมือง ซึ่งทั้งสองก็คือดาวดวงเดียวกัน ดาวศุกร์โคจรอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่สองต่อจากดาวพุธ ที่ระยะห่างเฉลี่ย 110 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ระยะเวลา 1 ปีของดาวศุกร์เป็นเวลาประมาณ 224 วันของโลกด้วยความเร็วประมาณ 35.03 กิโลเมตร/วินาทีดาวศุกร์มีขนาดเล็กกว่าโลกของเราเพียงเล็กน้อยจะเรียกว่า"ดาวน้องสาวหรือฝาแฝดของโลก" เนื่องจากมี ลักษณะทางกายภาพหลายประการคล้ายคลึงกับโลกคือขนาดและมวลของดาวศุกร์น้อยกว่าโลกเพียงเล็กน้อยอีกทั้งยังเป็นดาวที่มีวงโคจรอยู่ใกล้โลกมากที่สุด โดยจุดที่อยู่ใกล้ที่สุดจะอยู่ห่างไปเพียง 40 กิโลเมตร นอกจากนี้พื้นผิวของดาวศุกร์มีภูเขาไฟระเบิด และมีการเปลี่ยนแปลงของเปลือกดาวเช่นเดียวกับโลกดาวศุกร์มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 12,103 กิโลเมตร อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์และดาวศุกร์ไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวาร และมีลักษณะการหมุนรอบตัวเองที่แปลกกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆคือ หมุนรอบตัวเองช้ามากวันหนึ่งของดาวศุกร์มีความยาว 243 วันของโลก เป็นดาวที่เวลา 1 วัน นานกว่า 1 ปี และยังหมุนรอบตัวเองตามเข็มนาฬิกาเหมือนกับดาวยูเรนัส นักดาราศาสตร์สันนิฐานว่าสาเหตุที่แกนของดาวศุกร์เอียงไปจนเกือบกลับหัวจนทำให้มุมกลับข้าง น่าจะมาจากการชนของดาวเคราะห์น้อนขนาดใหญ่ในช่วงที่รบบสุริยะยังมีอายุน้อยดาวศุกร์แทบไม่มีสนามแม่เหล็กอยู่เลย คาดว่าน่าจะมาจากสาเหตุที่ดาวศุกร์หมุนรอบตัวเองช้ามากตลอดจนทำให้มีลมพัดเพียงเอื่อยๆเท่านั้นจนทำให้พื้นผิวดาวศุกร์ยิ่งร้อนระอุขึ้นไปอีก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 27 ส.ค. 2548 (17:07) บรรยากาศของดาวศุกร์ การที่ดาวศุกร์อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลกทำให้อุณหภูมที่พื้นผิวสูงกว่าโลกมากอีกประการที่ทำให้อุณหภูมิสูงเนื่องจากมีเมฆที่หนาทึบทำให้ดูดความร้อนเอาไว้มาก เสมือนห้องหลังคากระจกใสหรือปรากฏการณ์เรือนกระจก (Green House Effect ) หรือปรากฏการณ์เรือนกระจกแบบกู่ไม่กลับ ( Runaway Green House Effect ) ซึ่งอุณหภูมิสูงกว่าดาวพุธมาก สูงถึง 465 องศาเซลเซียสบรรยากาศส่วนใหญ่ประกอบด้วยก๊าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 96 เปอร์เซ็นต์ ไนโตรเจน 3.5 เปอร์เซ็นต์นอกนั้นเป็นไอน้ำ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อาร์กอนและนีออน ผิวของดาวศุกร์มีภูเขาไฟระเบิดและธารลาวาไหลอยู่ทั่วไป ซึ่งไอน้ำและซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ในบรรยากาศของดาวศุกร์จะรวมตัวเป็นไอของกรดกำมะถัน ซึ่งเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตด้วย เมฆชั้นที่หนาทึบประกอบด้วย กรด ซัลฟิวริก (Sulfuric Acid ; กรดกำมะถัน) การระบิดของภูเขาไฟและหยดน้ำ ซึ่งกลั่นตัวได้ในบรรยากาศชั้นบนของดาวที่เย็นกว่าบริเวณพื้นผิวมากกรดซัลฟิวริกและหยดน้ำจะรวมตัวกันเป็นฝนกรดกลับสู่ผิวดาว แต่ฝนกรดเหล่านี้ไม่มีโอกาสที่จะตกลงถึงผิวดาวได้เลย เพราะเมื่อฝนกรดตกลงถึงบรรยากาศชั้นล่างซึ่งมีความร้อนมากเม็ดกรดก็จะระเหยกลายเป็นไอและแตกตัวกลับขึ้นไปอยู่ในบรรยากาศชั้นสูงดังเดิมดาวศุกร์ส่องสว่างมากเพราะมีชั้นบรรยากาศที่ประกอบด้วยเมฆหนาทึบ ทำให้สะท้อนแสงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดีพื้นผิวดาวศุกร์มีอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ เฉลี่ย 464 องศาเซลเซียส (737 เคลวิน )ร้อนพอที่จะหลอมตะกั่วได้ และมีความดันสูงถึง 92 เท่าของความดันบรรยากาศโลก (เทียบได้ความดันของน้ำใต้ทะเลที่ความลึก 900 เมตร ) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 27 ส.ค. 2548 (17:08) การสังเกตดาวศุกร์ ดาวศุกร์สังเกตได้ง่ายเพราะสว่างมาก โดยจะปรากฏอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับดาวพุธเนื่องจากทั้งสองเป็นดาวเคราะห์ในวงในเหมือนกัน ดาวศุกร์มีวงโคจรที่ใหญ่กว่าดาวพุธ จึงปรากฏห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุดได้ถึง 46 องศา เราจึงสามารถสังเกตดาวศุกร์ได้ในช่วงเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น หรือ 3 ชั่วโมงหลังดวงอาทิตย์ตกเท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าดาวศุกร์ปรากฏอยู่ด้านตะวันออกหรือตะวันตกของดวงอาทิตย์ สังเกตได้ว่าดาวศุกร์จะไม่เคยปรากฏให้เห็นอยู่กลางท้องฟ้าหรือปรากฏให้เห็นในเวลาดึกๆเลยเพราะดาวศุกร์อยู่กลางท้องฟ้าในเวลากลางวันของโลก แสงสว่างจากดวงอาทิตย์จึงทำให้มองไม่เห็น โอกาสเดียวที่จะเห็นด้วยตาเปล่าในเวลากลางวัน คือเมื่อเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 27 ส.ค. 2548 (17:10) ดาวอังคาร ( Mars)เพิ่มเติม ดาวอังคารเป็นดาวดวงที่สี่จากดวงอาทิตย์ใช้เวลา 687 วันในการหมุนรอบดวงอาทิตย์ มีขนาดครึ่งหนึ่งของโลก มองเห็นได้ในเวลากลางคืนเพราะมีสีค่อนข้างแดงยานอวกาศลำแรกที่บินผ่านดาวอังคารคือ มารีเนอร์ 4 ทำให้แน่ใจได้ว่าดาวอังคารเป็นหลุมคบล้ายๆกับหลุมบนดวงจันทร์ ยานไวกิ้งได้พบว่าดาวอังคารมีอุณหภูมิแตกต่างกันมากมีบรรยากาศที่เบาบางประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนเล็กน้อย ดาวอังคารมีดวงจันทร์ 2 ดวงคือ โฟบอสและไดมอส ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 27 ส.ค. 2548 (17:11) ดาวพฤหัสบดี ( Jupiter )เพิ่มเติม ใช้เวลาประมาณ 12 ปี ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดกาลิเลโอเป็นผู้ค้นพบดวงจันทร์ที่สว่างที่สุดของดาวพฤหัสดาวดวงนี้ประกอบด้วยก๊าซจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นก๊าซไฮโดรเจน และฮีเลียม ภาพที่เห็นนั้นเป็นเพียงกลุ่มควันของก๊าซเท่านั้น สีขาวเป็นก๊าซแอมโมเนีย สีส้มเป็นก๊าซและสารประกอบของซัลเฟอร์ คาดกันว่าภายใต้กลุ่มควันเป็นชั้นโลหะเหลวหรือไม่ก็แกนหินยานอวกาศลำแรกที่ถูกส่งไปคือ ไพโอเนียร์ 10 และ 11 ได้ถ่ายภาพของดาวและให้รายละเอียดของดวงจันทร์ของมัน ค้นพบวงแหวน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 27 ส.ค. 2548 (17:13) ดาวเสาร์ ( Saturn )เพิ่มเติม เป็นดาวเคราะห์ที่มีวงแหวนล้อมรอบใช้เวลาในการหมุนรอบดวงอาทิตย์ 29 ปีเป็นดาวที่อยู่ห่างไกลที่สุดที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าประกอบด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียมมีดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดคือ ดาวไททันวงแหวนของดาวเสาร์คืออนุภาคของหินและน้ำแข็งที่หมุนรอบดาวเสาร์ มีความหนา 30 เมตรมีรูปแบบการเคลื่อนไหวของอนุภาคที่ประกอบขึ้นเป็นวงแหวนมีความซับซ้อนมาก ยานอวกาศวอยาเจอร ์1 และ 2 พบว่าพื้นผิวของดาวเสาร์เป็นชั้นของกลุ่มควันแอมโมเนียดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 6 เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์สว่าง 5 ดวงในท้องฟ้าที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่เป็นอันดับสองรองจากดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วด้วยคาบประมาณ 10.7 ชั่วโมง จึงมีรูปร่างเป็นทรงรีอย่างเห็นได้ชัด เส้นผ่านศูนย์กลางตามแนวขั้วน้อยกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางตามแนวศูนย์สูตรเกือบ 10% นอกจากนี้องค์ประกอบส่วนใหญ่ของดาวเสาร์เป็นแก๊สจึงมีความหนาแน่นต่ำ กล่าวได้ว่าหากสามารถหย่อนดาวเสาร์ลงในมหาสมุทร มันจะลอยน้ำได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 27 ส.ค. 2548 (17:14) วงแหวนของดาวเสาร์ ดาวเสาร์มีวงแหวนเช่นเดียวกับดาวเคราะห์ยักษ์ทั้งหลายในระบบสุริยะ แต่วงแหวนดาวเสาร์มีขนาดใหญ่และสามารถมองเห็นได้ชัดเจนด้วยกล้องโทรทรรศน์ มันจึงเป็นดาวเคราะห์ที่รู้จักกันในฐานะดาวเคราะห์แห่งวงแหวน กาลิเลโอ นักดาราศาสตร์ชาวอิตาเลียน สังเกตเห็นวงแหวนของดาวเสาร์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1610 แต่ด้วยคุณภาพของกล้องที่ต่ำทำให้เขาไม่สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร จนกระทั่งปี 1655 ที่คริสเตียน ไฮเกนส์ สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือวงแหวน ปี 1675 โจวันนี กัสซีนี พบว่าวงแหวนของดาวเสาร์ประกอบด้วยวงซ้อนกันหลายวงและมีช่องว่างระหว่างวง ปัจจุบันช่องว่างหนึ่งได้ชื่อว่าช่องแบ่งแคสซีนี (Cassini Division) วงแหวนดาวเสาร์มีความหนาเพียงไม่กี่กิโลเมตร ภายในวงแหวนประกอบด้วยก้อนน้ำแข็งและก้อนหินซิลิเกตที่ห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งจำนวนนับพันล้านชิ้น มีขนาดตั้งแต่ฝุ่นผงไปจนถึงก้อนหินขนาดเท่าบ้านหลังหนึ่ง มีทฤษฎีที่พยายามอธิบายการเกิดวงแหวนอยู่ 2 ทฤษฎี เอดวา รอช นักดาราศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เสนอว่าวงแหวนอาจเกิดจากการที่ดวงจันทร์ดวงหนึ่งของดาวเสาร์มีวงโคจรแคบลงจนถูกแรงโน้มถ่วงของดาวเสาร์ฉีกออกเป็นชิ้นๆ บางคนกล่าวว่าดวงจันทร์ดวงนั้นอาจแตกเป็นหลายส่วนเมื่อถูกชนจากดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อย หรือไม่เช่นนั้น วงแหวนก็อาจเป็นชิ้นส่วนที่หลงเหลือมานับตั้งแต่ดาวเสาร์เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อยุคแรกๆ ของระบบสุริยะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 27 ส.ค. 2548 (17:16) เกร็ดน่ารู้ ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นลำดับ 2 รองจากดาวพฤหัสบดี ต้องใช้โลก 9 ดวงมาเรียงกันจึงเท่ากับ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของดาวเสาร์ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |