วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
ดาวเคราะห์ดวงที่ 10 ในระบบสุริยะถูกต้องไหมครับ
โพสต์เมื่อ: 00:51 วันที่ 1 ส.ค. 2548         ชมแล้ว: 47,495 ตอบแล้ว: 205
เมื่อไม่กี่มานี้มีการค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่ 10 ในระบบสุริยะของเรามีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโต 2 เท่าจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ ยืนยันเป็นหนักแน่นว่ามีจริง สงสัยเหมือนกันว่าองค์ประกอบหลักคืออะไร ทำไมถึงพึ่งมาค้นพบ จัดเป็นดาวก๊าซหรือดาวหินแข็ง และมนุษย์ได้อะไรจากการค้นพบครั้งนี้อีกทั้งจะมีดวงที่ 11 อีกไหม

ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 193 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| -3- 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 27 ส.ค. 2548 (15:13)
23935
ดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกของเรามากที่สุด มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นก๊าซไฮโดรเจน ที่ใจกลางของดวงอาทิตย์ มีอุณหภูมิและแรงดันสูงมาก จนทำให้ก๊าซไฮโดรเจนหลอมรวมกันเป็นก๊าซฮีเลียม และแผ่พลังงานออกมาอย่างมหาศาล เป็นความร้อนและแสงสว่าง เราเรียกปฏิกิริยานี้ว่า "ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน" พลังงานความร้อน และแสงสว่าง จากดวงอาทิตย์นี้เอง ที่เอื้อให้เกิดสิ่งมีฃีวิตบนโลกของเรา

โครงสร้างภายในของดวงอาทิตย์ ประกอบไปด้วย

1. แกนกลาง มีอุณหภูมิสูงกว่า 15 ล้านองศาเซลเซียส
2. โชนการแผ่รังสี พลังงานความร้อนถ่ายทอดออกสู่ส่วนนอกในรูปแบบคลื่น
3. โซนการพารังสี อยู่เหนือโซนการแผ่รังสี พลังงานความร้อนในโซนนี้ถูกถ่ายทอดออกสู่ส่วนนอก โดยการเคลื่อนที่ของก๊าซ
4. โฟโตสเฟียร์ เป็นพื้นผิวของดวงอาทิตย์ อยู่เหนือโซนการพารังสี เราสังเกตพื้นผิวส่วนนี้ได้ในช่วงคลื่นแสง มีอุณหภูมิประมาณ 5,500 องศาเซลเซียส
5. โครโมสเฟียร์ เป็นบริเวณที่อยู่เหนือขึ้นมาจากชั้นโฟโตสเฟียร์ มีอุณหภูมิสูงประมาณ 10,000 องศาเซลเซียส
6. คอโรนา เป็นบรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์แผ่ออกไปในอวกาศหลายล้านกิโลเมตร มีอุณหภูมิสูงมากกว่า 1 ล้านองศาเซลเซียส
ดวงอาทิตย์

จุดบนดวงอาทิตย์
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กที่พื้นผิวดวงอาทิตย์ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณรอบข้าง จึงมีความสว่างน้อยกว่าบริเวณข้างเคียง จึงสังเกตเห็นเป็นจุดดำ จุดบนดวงอาทิตย์บางจุดมีขนาดใหญ่กว่า โลกของเราหลายเท่า จุดบนดวงอาทิตย์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นสูงสุดทุกๆ 11 ปี ซึ่งสัมพันธ์กับการประทุจ้าที่พื้นผิวของดวงอาทิตย์ ที่เรียกว่า "โซลาร์แฟลร์" (Solar flare)
ลมสุริยะ
อนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์แผ่ออกสู่อวกาศทุกทิศทาง เรียกว่า "ลมสุริยะ" (Solar wind) อนุภาคเหล่านี้เดินทางมาสู่โลกตลอดเวลา แต่ถูกสนามแม่เหล็กโลกปิดกั้นไว้ จึงไม่เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลก อย่างไรก็ตามอนุภาคเหล่านี้ถูกสนามแม่เหล็กโลกเร่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ในบริเวณขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้ และทำปฏิกิริยากับก๊าซในชั้นบรรยากาศ ปรากฏเป็นแสงสีสวยงามบนท้องฟ้าในยามค่ำคืน เรียกว่า "แสงเหนือแสงใต้" (Aurora)

คาบการหมุนรอบตัวเอง บริเวณใกล้ศูนย์สูตร 35 วัน คาบการหมุนรอบตัวเอง บริเวณใกล้ขั้วดาว 25 วัน คาบการโคจรรอบกาแล็กซี 220 ล้านปี

ความหนาแน่น 1,410 กิโลกรัม / ลูกบาศก์เมตร มวลมากกว่าโลก 3 แสนเท่า

ดวงอาทิตย์ประกอบด้วย ไฮโดรเจน 75% และ ฮีเลียม 25% (นับโดยมวล)

อุณหภูมิเฉลี่ยที่ผิว 5,500 °C อุณหภูมิเฉลี่ยที่ใจกลาง 15,000,000 °C


คำเตือน! ห้ามมองดูดวงอาทิตย์โดยตรงจากกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ หรือด้วยตาเปล่า เพราะพลังงานของแสงอาทิตย์ ์จะทำให้ตาบอดได้ ควรสังเกตดวงอาทิตย์ทางอ้อมโดยใช้ฉากหรือกระดาษสีขาว รับภาพของดวงอาทิตย์ จากกล้องส่องทางไกล หรือ กล้องโทรทรรศน์

ภาพและข้อมูล : LESA

ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 27 ส.ค. 2548 (15:20)
23936
กาลิเลโอ

ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ.1564 - 1642 ได้นำกล้องส่องทางไกลซึ่งประดิษฐ์คิดค้นโดยชาวฮอลแลนด์ มาประยุกต์สร้างขึ้นเป็นกล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหแสง (Refracting telescope) เพื่อใช้ส่องดูเทห์วัตถุท้องฟ้า กาลิเลโอพบว่า พื้นผิวของดวงจันทร์เต็มไปด้วยหลุมขรุขระ และพื้นผิวของดวงอาทิตย์ก็มีจุด (Sunspots) มิได้เป็นทรงกลมที่สมบูรณ์ (มีผิวราบเรียบ) ดังคำสั่งสอนของอริสโตเติล

ภาพและข้อมูล : LESA

ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 27 ส.ค. 2548 (15:25)
23937 กาลิเลโอพบว่า ดาวพฤหัสบดีมีดาวจันทร์ 4 ดวง เขาเฝ้าบันทึกการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ทั้งสี่ด้วยการสเก็ตรูป (ภาพที่ 2) และสรุปได้ว่า ดวงจันทร์ทั้งสี่โคจรรอบดาวพฤหัสบดีมิได้โคจรรอบโลก แต่โคจรรอบดาวพฤหัสบดี สิ่งที่กาลิเลโอค้นพบ ขัดแย้งกับคำสอนของอริสโตเติลที่ว่า “โลกคือศูนย์กลางของจักรวาล เทห์วัตถุท้องฟ้าทุกอย่างโคจรรอบโลก”

ภาพและข้อมูล : LESA

ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 27 ส.ค. 2548 (15:28)
23938
เมื่อกาลิเลโอใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องมองดาวศุกร์ เขาพบว่าขนาดของดาวศุกร์เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน เสี้ยวสว่างของดาวศุกร์เปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับการที่ดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์ เมื่อดาวศุกร์โคจรอยู่ด้านเดียวกับโลก ดาวศุกร์จะมีขนาดใหญ่ แต่ปรากฏเป็นเสี้ยวบางคล้ายข้างแรมของดวงจันทร์ เนื่องจากเรามองเห็นแต่ทางด้านหลังดาวศุกร์ เมื่อดาวศุกร์โคจรไปอยู่อีกด้านหนึ่งของดวงอาทิตย์ ดาวศุกร์จะมีขนาดเล็กลง และปรากฏเกือบเป็นวงกลม

ภาพและข้อมูล : LESA

ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 27 ส.ค. 2548 (15:34)
แม้ว่าการค้นพบของกาลิเลโอจะถูกต้องตรงกับความเป็นจริง แต่ทว่าขัดแย้งกับคำสั่งสอนของศาสนาในยุคนั้น ตำราที่เขาเขียนจึงถูกอายัด และตัวเขาเองก็ถูกจองจำอยู่กับบ้านจนวันตาย จนกระทั่งสามร้อยปีต่อมา ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1992 ทางโบสถ์แห่งสำนักวาติกัน ได้ออกมาแถลงการณ์ ยอมรับข้อผิดพลาดที่ปฏิบัติต่อกาลิเลโอ
กาลิเลโอ มิได้เป็นเพียงนักดาราศาสตร์ผู้เฝ้าสังเกตการณ์ แต่ยังเป็นนักฟิสิกส์ยุคใหม่อีกด้วย ในยุคก่อนอริสโตเติลให้คำอธิบายไว้ว่า “การที่สิ่งของตกลงสู่พื้นดินนั้น เป็นเรื่องของการเคลื่อนที่ตามธรรมชาติ มิได้มีเรื่องของแรงมาเกี่ยวข้อง หากเป็นเพราะโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ทุกสิ่งจึงต้องเคลื่อนที่เข้าสู่ศูนย์กลางของโลก” กาลิเลโอคิดแตกต่างออกไป เขาเชื่อว่าการที่วัตถุตกลงสู่พื้นนั้น มิใช่เป็นแค่เพียงการเคลื่อนที่ตามธรรมชาติ แต่เป็นเพราะมีแรงมากระทำต่อวัตถุ กาลิเลโอได้ทำการทดลอง ณ หอเอนแห่งเมืองปิซา (Piza) โดยพิสูจน์ให้เห็นว่า วัตถุต่างชนิดตกลงสู่พื้นโลก ด้วยความเร่งที่เท่ากัน แนวความคิดนี้ถูกนำไปพัฒนาต่อโดย เซอร์ไอแซค นิวตัน นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษในยุคต่อมา

ภาพและข้อมูล : LESA ภาพล่างคือ เซอร์ไอแซค นิวตัน
23939

ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 27 ส.ค. 2548 (15:43)
ดาวเคราะห์คืออะไร ?
ดาวเคราะห์คือ ก้อนกลมขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยหิน หรือ ก๊าซ ของเหลว ที่หมุนคว้างอยู่ในอวกาศ โลกของเราเป็นดาวเคราะห์ คำว่า ดาวเคราะห์ ( Planet ) ในภาษาอังกฤษ มาจากภาษากรีก ที่แปลว่า "ผู้พเนจร"ดาวเคราะห์ เป็นสิงที่เดินอยู่บนฟากฟ้าและโคจรรอบดวงอาทิตย์
ดาวเคราะห์ หมายถึง ดาวที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง แต่สะท้อนแสงอาทิตย์ส่องเข้าตาเรา ดาวเคราะห์แต่ละดวงมีขนาดและจำนวนดวงจันทร์บริวารไม่เท่ากัน อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นระยะทางที่ต่างกัน และทุกดวงอยู่ในระบบสุริยะ โดยหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วต่างกันไป
ดาวเคราะห์ทั้งหลายต่างก็โคจรรอบดวงอาทิตย์ ทั้งนี้เพราะดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่างก็มีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน
แต่มวลของดวงอาทิตย์มากกว่ามวลของดาวเคราะห์มาก ดาวเคราะห์ทั้งหลายจึงดูเหมือนว่าโคจรรอบดวงอาทิตย์
การจำแนกประเภทดาวเคราะห์
ใช้ตำแหน่งของโลกเป็นหลัก ดาวเคราะห์ดวงใดมีวงโคจรอยู่ในวงโคจรของโลกจะเป็นดาวเคราะห์วงใน และดาวเคราะห์ที่อยู่นอกวงโคจรของโลกจะเรียกว่าดาวเคราะห์วงนอกดาวเคราะห์วงใน มีพื้นผิวเต็มไปด้วยหินประกอบด้วยแร่ต่างๆ มีบรรยากาศทุกดวงยกเว้นดาวพุธดาวเคราะห์ชั้นนอกมีขนาดใหญ่และประกอบด้วยแก๊สต่างๆ ยกเว้นดาวพลูโตประกอบด้วยน้ำแข็งและหินนักวิทยาศาสตร์ใช้หน่วยดาราศาสตร์ในการวัดระยะทาง หนึ่งหน่วยดาราศาสตร์ = 149.6 ล้านกิโลเมตรนี้เป็นการแบ่งกลุ่มดาวเคราะห์ในอดีตแต่ปัจจุบันทางดาราศาสตร์ได้แบ่งดังนี้
1. จำแนกตามลักษณะพื้นผิวและโครงสร้างภายในเป็นเกณฑ์ใน แบ่งได้ 2 กลุ่ม
- ดาวเคราะห์แข็งหรือก้อนหิน หรือ Terrestrial Planet (Terrestrial แปลว่า" ลักษณะคล้ายโลก"คือดาวเคราะห์ที่มีพื้นผิวดาวเป็นเป็นพื้นแข็งชัดเจน มักมีร่องรอยปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาและหลุมอุกกาบาตปรากฏอยู่ทั่วไป ดาวเคราะห์มักมีขนาดค่อนข้างเล็ก และมีธาตุองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นโลหะ เช่น เหล็ก และ นิกเกิล ดาวที่ว่าประกอบด้วย ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพลูโต(ดาวพลูโตข้อมูลไม่ชัดเจนอาจมีน้ำแข็งประกอบด้วยเป็นจำนวนมากเนื่องจากอยู่ไกล
- ดาวเคราะห์ก๊าซ หรือ Jovian Planet (Jovian แปลว่า"ลักษณะคล้ายดาวพฤหัสบดี"คือดาวเคราะห์ประกอบด้วยก๊าซ
เกือบทั้งดวง โดยมากมักเป็นก๊าซไฮโดรเจน (ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์) หรือก๊าซแอมโมเนียและมีเทน (ดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน) ดาวเคราะห์ก๊าซไม่มีพื้นผิวชัดเจน (ยานอวกาศสามารถเดินทะลุเข้าไปในตัวดาวได้ )จึงไม่มีหลุมอุกกาบาตหรือร่องรอยทางธรณีวิทยาปรากฏให้ชัดเจนเลย ภายในของดาวเคราะห์ก๊าซเป็นก๊าซความดันสูงหรือก๊าซเหลว ซึ่งมักมีอุณหภูมิและความดันสูงมากประกอบด้วย ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน
2. แบ่งโดยใช้ระยะห่างเป็นเกณฑ์โดยใช้เข็มขัดดาวเคราะห์น้อย ( Asteroid Belt )อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี แบ่งได้ 2 กลุ่ม
- ดาวเคราะห์ชั้นใน ( Inner Planet ) ประกอบด้วย ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร
- ดาวเคราะห์ชั้นนอก ( Outer Planet )ประกอบด้วย ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และดาวพลูโต


การหมุนรอบตัวเองของดาวเคราะห์มีวิธีการศึกษา 2 วิธีคือ
1.การศึกษาโดยวัดเส้นสเปกตรัม การเคลื่อนที่ของเส้นสเปกตรัมขึ้นอยู่กับความเร็วของแหล่งกำเนิดแสง ถ้าการ
เคลื่อนมีมากแสดงว่าดาวเคราะห์นั้นมีอัตราเร็วในการหมุนรอบตัวเองมากด้วย การศึกษาวิธีนี้ใช้ได้ดีสำหรับ
ดาวเคราะห์ดวงใหญ่ ถ้าเป็นดวงเล็กการเคลื่อนของสเปกตรัมจะไม่ชัดเจน
2. การศึกษาโดยการสะท้อนคลื่นไมโครเวฟ คลื่นที่สะท้อนจากขอบที่กำลังหมุนเข้าหาโลกจะมีความถี่มาก ส่วนคลื่นที่
สะท้อนจากขอบที่กำลังหมุนออกจากโลกจะมีความถี่น้อย ข้อมูลนี้สามารถหาอัตราเร็วของการหมุนรอบตัวเองของ
ดาวเคราะห์ได้จากการศึกษาพบว่า ดาวเคราะห์ทุกดวงของระบบสุริยะจะหมุนรอบตัวเองในทิศทวนเข็มนาฬิกายกเว้นดาวศุกร์
ระยะทางและวงโคจรของดาวเคราะห์
ระยะทางในทางดาราศาสตร์ที่ใช้ในการวัดระยะทาง คือ หน่วยดาราศาสตร์ มาจากภาษาอังกฤษว่า Astronomical Unit หรือใช้ตัวย่อว่า AU 1 หน่วยดาราศาสตร์เท่ากับ ระยะทางระหว่างโลกถึงดวงอาทิตย์ ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร
เครื่องมือสำคัญในการวัดระยะทางดาราศาตร์ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นในปัจจุบัน คือ เรดาร์ ( RADAR) ย่อมาจาก
( Radio Detection and Ranging แปลว่า การตรวจหาและวัดระยะทางด้วยคลื่นวิทยุ) มีการส่งคลื่นเรดาห์ไปยังดาวศุกร์
แล้วสะท้อนกลับมายังโลก คลื่นเรดาห์เดินทางด้วยความเร็วเท่ากับแสง ซึ่งเมื่อวัดอย่างละเอียดถี่ถ้วนพบว่าความเร็วแสง
เท่ากับ 299,972,459 เมตร/วินาที หรือประมาณ 300,000 กิโลเมตร/ วินาที เมื่อนำเวลาไปกลับหารด้วย 2 จะได้เวลาที่คลื่นเรดาห์เดินทางไปถึงดาวศุกร์ สามารถคำนวณเป็นระยะทางได้ และด้วยเทคโนโลยีเรดาห์ ทำให้วัดระยะทางระหว่างโลกกับดาวเคราะห์ได้อย่างถูกต้องถึง 1 : พันล้าน มีค่าเท่ากับ 8.3 นาทีแสง ( Light minute = ระยะทางที่แสงเดินทางได้ใน 1 นาที)ซึ่งเป็นเวลาที่แสงเดินทางจากดวงอาทิตย์มาถึงโลก และด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถตรวจสอบได้ว่า 1 หน่วย
ดาราศาสตร์ เท่ากับ ระยะทาง 149,597,892,000 เมตรหรือประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร
แสงเดินทางจากดวงอาทิตย์ถึงโลกใช้เวลา 500 วินาที (8.3 นาที) ถึงดาวพฤหัสบดี 2,600 วินาที ( 43.33 นาที)
ถึงดาวพลูโตใช้เวลา 20,000 วินาที ( 5 ชั่วโมง 33 นาที )
ระยะทางที่วัดด้วยเรดาห์ เพื่อวัดระยะทางระหว่างดาวเคราะห์ไปยังดวงอาทิตย์มีหน่วยที่เรียกว่า หน่วยดาราศาสตร์
และ 1 หน่วยดาราศาสตร์ คือระยะทางเฉลี่ยระหว่างโลกถึงดวงอาทิตย์ แต่ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่แน่นอน เนื่องจากวงโคจรดาวเคราะห์ทั้งหมดเป็นวงรีซึ่งจะได้กล่าวในเรื่องดาวเคราะห์ต่อไป

รวบรวมและเรียบเรียงโดย : (chitnarong.kod@chaiyo.com)
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 27 ส.ค. 2548 (16:04)
โลก ( The Earth )
โลกเป็นดาวเคราะห์ที่ห่างจากดวงอาทิตย์มาเป็นลำดับที่ 3 ในระบบสุริยะ เป็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินหรือ
ดาวเคราะห์แห่งพื้นน้ำ เนื่องจากมองจากอวกาศ โลกเป็นดาวเคราะห์ที่มีสีน้ำเงิน เพราะมีผิวที่ปกคลุมด้วยน้ำเกือบ
3 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมด มีบริวาร 1 ดวง คือ ดวงจันทร์ ( Moon ) มีเส้นรัศมี 6,371 กิโลเมตร มีมวลทั้งสิ้น
(5.9736* 10ยกกำลัง24 ) กิโลกรัม (5,973,600,000,000,000,000,000,000 คือ ห้าล้านเก้าแสนเจ็ดหมื่นสามพันหกร้อยล้านล้านล้าน กิโลกรัม ) ความเร็วในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 29.8 กิโลเมตรต่อวินาที ใช้เวลา 365.25 วัน โดยหมุนรอบตัวเองใช้เวลา 23 ชั่วโมง 56 นาที 4.09 วินาที
โลกมีแถบรังสีที่ชื่อว่า แวนอัลเลน ลักษณะเป็นเข็มขัดห่อหุ้มโดยรอบ 2 ชั้น เรียกว่า เข็มขัดแวน อัลเลน
(Van Allen )และยังมีสนามแม่เหล็กทำหน้าที่เกราะป้องกันโลก เกิดจากการไหลวนของหินเหลวแลโลหะในแก่นชั้นนอกของแก่นโลก (Core )โดยจะกันอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าพลังสูงจากดวงอาทิตย์ไว้ในวงแหวนรังสีไม่ให้ผ่านมาถึงโลกง่าย แต่อาจจะมีอิเล็กตรอนบางส่วนเล็ดลอดผ่านแถบรังสีเข้ามาสู่บรรยากาศโลกได้ ไปทำปฏิกิรยากับอะตอมของออกซิเจนและไนโตรเจนทำให้เกิดแสงเรืองขึ้นในท้องฟ้าแถบขั่วโลกเหนือและขั่วโลกใต้ ที่เรียกว่า แสงเหนือและแสงใต้ ( Aurora )
โครงสร้างภายในของโลก
แก่นโลก (Core) ส่วนใหญ่เป็นเหล็กและนิกเกิล
แก่นโลกชั้นในเป็นของแข็ง รัศมี1,370 กิโลเมตร
แก่นโลกชั้นนอก เป็นของเหลวหนา 2,100 กิโลเมตร
แมนเทิล (Mantle) ชั้นของของหนืดอยู่ระหว่างแก่นโลกกับ
เปลือกโลกมีความหนา 2,800 กิโลเมตร
เปลือกโลก (Crust) ชั้น นอกของโลกเป็นหินมีความหนาเฉลี่ย
6-35 กิโลเมตรหรือ 0 - 50 กิโลเมตร
บรรยากาศของโลก
บรรยากาศของโลก แบ่งตามองค์ประกอบในบรรยากาศ
1.เอ็กโซสเฟียร์ (Exosphere) ระดับความสูง 640 ถึงมากกว่า 2,400 กิโลเมตร ที่ระดับสูงกว่า 2,400 กิโลเมตร ก๊าซส่วนใหญ่เป็นไฮโดรเจน ที่ระดับสูงกว่า960-2,400 เป็นไฮโดรเจนและฮีเลียม เท่า ๆ กัน ที่ระดับต่ำกว่า 960
กิโลเมตรมีออกซิเจนอยู่ด้วย
2.ไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) ระดับความสูง 56-640 กิโลเมตร เป็นชั้นที่อะตอมของก๊าซอยู่ในรูปของไอออน มีประจุไฟฟ้า บรรยากาศชั้นนี้สะท้อนคลื่นวิทยุ
3. สตาร์โตสเฟียร์ (Startosphere)ระดับความสูง 10-56 กิโลเมตรประกอบด้วยชั้นโอโซน กักกั้นรังสีคลื่นสั้น จากนอกโลก ไม่ให้เป็นอันตรายต่อชีวิตบนโลก
4. โทรโปสเฟียร์ (Troposphere) จากพื้นโลกถึงความสูง 10 กิโลเมตร บรรยากาศชั้นนี้ อยู่ติดกับพื้นโลก
ก๊าซส่วนใหญ่เป็นก๊าซไนโตรเจน และออกซิเจน เป็นชั้นที่เกิดเมฆและสภาพอากาศทางอุตุนิยมวิทยา
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 27 ส.ค. 2548 (16:50)
อุกกาบาต ( Meterors)
อุกกาบาตเป็นวัตถุชิ้นเล็กๆ พุ่งผ่านบรรยากาศของโลกด้วยความเร็วสูงเสียดสีกับบรรยากาศทำให้สว่างจ้าขึ้นมักปรากฏหลังเที่ยงคืน
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 27 ส.ค. 2548 (16:52)
ดาวเคราะห์น้อย ( Asteroid )เพิ่มเติม
มีวงทางโคจรระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส เส้นผ่าศูนย์อยู่ระหว่าง 1-768 กิโลเมตร ส่วนใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 กิโลเมตร ซีเรส มีขนาดใหญ่ที่สุด
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 27 ส.ค. 2548 (16:56)
พื้นผิวดาวพุธ
พื้นผิวดาวพุธเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่น้อย เพราะก้อนอุกกาบาตตกลงสู่ผิวดาวพุธโดยไม่เผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ หลุมอุกกาบาตที่มีขนาดใหญ่คือ แอ่ง คาโรริส ( Caloris Basin ) ขนาด 1,300 กิโลเมตร บริเวณซีกเหนือของดาวนอกจากนั้นยังมีแนวหน้าผา ( Scarp ) มีอยู่ทั่วไปมีความยาวหลายร้อยกิโลเมตรและมีความสูงถึง 3 กิโลเมตรในบางบริเวณและน่าจะมี "รอยย่น " ที่เกิดจากการยุบตัวของดาวพุธขณะที่ภายในของดาวเย็นตัวลงในช่วงเวลา 100 ล้านปีแรก
ซึ่งดาวพุธได้ยุบตัวลงประมาณ 4-8 กิโลเมตร จากเส้นผ่าศูนย์กลางเดิม
ดาวพุธไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวาร และมีสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มประมาณ 1 % ของสนามแม่เหล็กโลก
เนื่องจากภายในของดาวพุธได้แข็งตัวเกือบหมดทั้งดวงแล้ว สนามแม่เหล็กนี้น่าจะเกิดจากแก่นเหล็กที่มีขนาดใหญ่มาก
ภายใน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลมวลและความหนาแน่นของดาว
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 27 ส.ค. 2548 (16:58)
วง โคจรของดาวพุธ
ในแต่ละรอบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวพุธจะโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดที่ระยะ 46 ล้านกิโลเมตร
เรียกว่า จุดเพอริฮีเลียน ( Perihelion : จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ) และ ออกห่างที่สุดถึง 70 ล้านกิโลเมตร เรียกว่า
จุดอะฟีเลียน ( Aphelion : จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด ) เห็นได้ชัดว่าจุดอะฟีเลียนอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์กว่าจุดเพอริฮี เลียนถึง1.5 เท่า วงโคจรของดาวพุธจึงมีลักษณะพิเศษกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ คือ มีความรีมาก วงโคจรของดาวพุธมี
ค่าความรี ( Eccentricity ) สูงถึง 0.2056 ในขณะที่วงโคจรของโลกมีค่าความรีเพียง 0.0167 เท่านั้น
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 27 ส.ค. 2548 (17:00)
การสังเกตดาวพุธ
ดาวพุธโคจรออกห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุดเพียง 70 ล้านกิโลเมตร ทำให้ดวงอาทิตย์จะปรากฏห่างจากดวงอาทิตย์เป็นมุมไม่เกิน 28 องศา เมื่อมองจากโลก ดาวพุธจึงโพล่พ้นจากขอบฟ้าก่อนดวงอาทิตย์เป็นเวลา ไม่เกิน 2 ชั่วโมง หรือตกหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วอย่างมากที่สุด 2 ชั่วโมงเท่านั้นขึ้นอยู่กับว่าดาวพุธกำลังอยู่ในวงโคจรด้านตะวันออก หรือ ตะวันตกของดวงอาทิตย์
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 27 ส.ค. 2548 (17:05)
ดาวศุกร์ ( Venus )เพิ่มเติม
มีอีกชื่อหนึ่งว่า ดาววีนัส เป็นดาวเคราะห์ดวงที่สองจากดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลก 42 ล้านกิโลเมตร ถือเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุดยานอวกาศที่ขึ้นไปบนดาวศุกร์เป็นครั้งแรกคือยานมารีเนอร์ 2 ได้ส่งข้อมูลถึงอุณหภูมิของดาวศุกร์ บรรยากาศของดาวศุกร์มีคาร์บอนไดออกไซด์และกรดซัลฟิวริกเกือบทั้งหมดซึ่งปิดกั้นแสงของดวงอาทิตย์ทำให้พื้นผิวของดาวเคราะห์มีสีแดงสลัว
ชาวไทยสังเกตดาวศุกร์มานาน การเรียกดาวศุกร์ที่ปรากฏในตอนเช้าเรียกว่า ดาวรุ่ง หรือ ดาวประกายพรึก(Morning Star ) เรียกดาวศุกร์ในเวลาพลบค่ำว่า ดาวประจำเมือง ซึ่งทั้งสองก็คือดาวดวงเดียวกัน ดาวศุกร์โคจรอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่สองต่อจากดาวพุธ ที่ระยะห่างเฉลี่ย 110 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ระยะเวลา 1 ปีของดาวศุกร์เป็นเวลาประมาณ 224 วันของโลกด้วยความเร็วประมาณ 35.03 กิโลเมตร/วินาทีดาวศุกร์มีขนาดเล็กกว่าโลกของเราเพียงเล็กน้อยจะเรียกว่า"ดาวน้องสาวหรือฝาแฝดของโลก" เนื่องจากมี ลักษณะทางกายภาพหลายประการคล้ายคลึงกับโลกคือขนาดและมวลของดาวศุกร์น้อยกว่าโลกเพียงเล็กน้อยอีกทั้งยังเป็นดาวที่มีวงโคจรอยู่ใกล้โลกมากที่สุด โดยจุดที่อยู่ใกล้ที่สุดจะอยู่ห่างไปเพียง 40 กิโลเมตร นอกจากนี้พื้นผิวของดาวศุกร์มีภูเขาไฟระเบิด และมีการเปลี่ยนแปลงของเปลือกดาวเช่นเดียวกับโลกดาวศุกร์มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 12,103 กิโลเมตร อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์และดาวศุกร์ไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวาร และมีลักษณะการหมุนรอบตัวเองที่แปลกกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆคือ หมุนรอบตัวเองช้ามากวันหนึ่งของดาวศุกร์มีความยาว 243 วันของโลก เป็นดาวที่เวลา 1 วัน นานกว่า 1 ปี และยังหมุนรอบตัวเองตามเข็มนาฬิกาเหมือนกับดาวยูเรนัส นักดาราศาสตร์สันนิฐานว่าสาเหตุที่แกนของดาวศุกร์เอียงไปจนเกือบกลับหัวจนทำให้มุมกลับข้าง น่าจะมาจากการชนของดาวเคราะห์น้อนขนาดใหญ่ในช่วงที่รบบสุริยะยังมีอายุน้อยดาวศุกร์แทบไม่มีสนามแม่เหล็กอยู่เลย คาดว่าน่าจะมาจากสาเหตุที่ดาวศุกร์หมุนรอบตัวเองช้ามากตลอดจนทำให้มีลมพัดเพียงเอื่อยๆเท่านั้นจนทำให้พื้นผิวดาวศุกร์ยิ่งร้อนระอุขึ้นไปอีก
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 27 ส.ค. 2548 (17:07)
บรรยากาศของดาวศุกร์
การที่ดาวศุกร์อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลกทำให้อุณหภูมที่พื้นผิวสูงกว่าโลกมากอีกประการที่ทำให้อุณหภูมิสูงเนื่องจากมีเมฆที่หนาทึบทำให้ดูดความร้อนเอาไว้มาก เสมือนห้องหลังคากระจกใสหรือปรากฏการณ์เรือนกระจก (Green House Effect ) หรือปรากฏการณ์เรือนกระจกแบบกู่ไม่กลับ ( Runaway Green House Effect ) ซึ่งอุณหภูมิสูงกว่าดาวพุธมาก สูงถึง 465 องศาเซลเซียสบรรยากาศส่วนใหญ่ประกอบด้วยก๊าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 96 เปอร์เซ็นต์ ไนโตรเจน 3.5 เปอร์เซ็นต์นอกนั้นเป็นไอน้ำ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อาร์กอนและนีออน ผิวของดาวศุกร์มีภูเขาไฟระเบิดและธารลาวาไหลอยู่ทั่วไป ซึ่งไอน้ำและซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ในบรรยากาศของดาวศุกร์จะรวมตัวเป็นไอของกรดกำมะถัน ซึ่งเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตด้วย เมฆชั้นที่หนาทึบประกอบด้วย กรด ซัลฟิวริก (Sulfuric Acid ; กรดกำมะถัน) การระบิดของภูเขาไฟและหยดน้ำ ซึ่งกลั่นตัวได้ในบรรยากาศชั้นบนของดาวที่เย็นกว่าบริเวณพื้นผิวมากกรดซัลฟิวริกและหยดน้ำจะรวมตัวกันเป็นฝนกรดกลับสู่ผิวดาว แต่ฝนกรดเหล่านี้ไม่มีโอกาสที่จะตกลงถึงผิวดาวได้เลย เพราะเมื่อฝนกรดตกลงถึงบรรยากาศชั้นล่างซึ่งมีความร้อนมากเม็ดกรดก็จะระเหยกลายเป็นไอและแตกตัวกลับขึ้นไปอยู่ในบรรยากาศชั้นสูงดังเดิมดาวศุกร์ส่องสว่างมากเพราะมีชั้นบรรยากาศที่ประกอบด้วยเมฆหนาทึบ ทำให้สะท้อนแสงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดีพื้นผิวดาวศุกร์มีอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ เฉลี่ย 464 องศาเซลเซียส (737 เคลวิน )ร้อนพอที่จะหลอมตะกั่วได้ และมีความดันสูงถึง 92 เท่าของความดันบรรยากาศโลก (เทียบได้ความดันของน้ำใต้ทะเลที่ความลึก 900 เมตร )
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 27 ส.ค. 2548 (17:08)
การสังเกตดาวศุกร์
ดาวศุกร์สังเกตได้ง่ายเพราะสว่างมาก โดยจะปรากฏอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับดาวพุธเนื่องจากทั้งสองเป็นดาวเคราะห์ในวงในเหมือนกัน ดาวศุกร์มีวงโคจรที่ใหญ่กว่าดาวพุธ จึงปรากฏห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุดได้ถึง 46 องศา เราจึงสามารถสังเกตดาวศุกร์ได้ในช่วงเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น หรือ 3 ชั่วโมงหลังดวงอาทิตย์ตกเท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าดาวศุกร์ปรากฏอยู่ด้านตะวันออกหรือตะวันตกของดวงอาทิตย์ สังเกตได้ว่าดาวศุกร์จะไม่เคยปรากฏให้เห็นอยู่กลางท้องฟ้าหรือปรากฏให้เห็นในเวลาดึกๆเลยเพราะดาวศุกร์อยู่กลางท้องฟ้าในเวลากลางวันของโลก แสงสว่างจากดวงอาทิตย์จึงทำให้มองไม่เห็น โอกาสเดียวที่จะเห็นด้วยตาเปล่าในเวลากลางวัน คือเมื่อเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 27 ส.ค. 2548 (17:10)
ดาวอังคาร ( Mars)เพิ่มเติม
ดาวอังคารเป็นดาวดวงที่สี่จากดวงอาทิตย์ใช้เวลา 687 วันในการหมุนรอบดวงอาทิตย์ มีขนาดครึ่งหนึ่งของโลก มองเห็นได้ในเวลากลางคืนเพราะมีสีค่อนข้างแดงยานอวกาศลำแรกที่บินผ่านดาวอังคารคือ มารีเนอร์ 4 ทำให้แน่ใจได้ว่าดาวอังคารเป็นหลุมคบล้ายๆกับหลุมบนดวงจันทร์ ยานไวกิ้งได้พบว่าดาวอังคารมีอุณหภูมิแตกต่างกันมากมีบรรยากาศที่เบาบางประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนเล็กน้อย ดาวอังคารมีดวงจันทร์ 2 ดวงคือ โฟบอสและไดมอส
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 27 ส.ค. 2548 (17:11)
ดาวพฤหัสบดี ( Jupiter )เพิ่มเติม
ใช้เวลาประมาณ 12 ปี ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดกาลิเลโอเป็นผู้ค้นพบดวงจันทร์ที่สว่างที่สุดของดาวพฤหัสดาวดวงนี้ประกอบด้วยก๊าซจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นก๊าซไฮโดรเจน และฮีเลียม ภาพที่เห็นนั้นเป็นเพียงกลุ่มควันของก๊าซเท่านั้น สีขาวเป็นก๊าซแอมโมเนีย สีส้มเป็นก๊าซและสารประกอบของซัลเฟอร์ คาดกันว่าภายใต้กลุ่มควันเป็นชั้นโลหะเหลวหรือไม่ก็แกนหินยานอวกาศลำแรกที่ถูกส่งไปคือ ไพโอเนียร์ 10 และ 11 ได้ถ่ายภาพของดาวและให้รายละเอียดของดวงจันทร์ของมัน ค้นพบวงแหวน
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 27 ส.ค. 2548 (17:13)
ดาวเสาร์ ( Saturn )เพิ่มเติม
เป็นดาวเคราะห์ที่มีวงแหวนล้อมรอบใช้เวลาในการหมุนรอบดวงอาทิตย์ 29 ปีเป็นดาวที่อยู่ห่างไกลที่สุดที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าประกอบด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียมมีดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดคือ ดาวไททันวงแหวนของดาวเสาร์คืออนุภาคของหินและน้ำแข็งที่หมุนรอบดาวเสาร์ มีความหนา 30 เมตรมีรูปแบบการเคลื่อนไหวของอนุภาคที่ประกอบขึ้นเป็นวงแหวนมีความซับซ้อนมาก ยานอวกาศวอยาเจอร ์1 และ 2 พบว่าพื้นผิวของดาวเสาร์เป็นชั้นของกลุ่มควันแอมโมเนียดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 6 เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์สว่าง 5 ดวงในท้องฟ้าที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่เป็นอันดับสองรองจากดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วด้วยคาบประมาณ 10.7 ชั่วโมง จึงมีรูปร่างเป็นทรงรีอย่างเห็นได้ชัด เส้นผ่านศูนย์กลางตามแนวขั้วน้อยกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางตามแนวศูนย์สูตรเกือบ 10% นอกจากนี้องค์ประกอบส่วนใหญ่ของดาวเสาร์เป็นแก๊สจึงมีความหนาแน่นต่ำ กล่าวได้ว่าหากสามารถหย่อนดาวเสาร์ลงในมหาสมุทร มันจะลอยน้ำได้
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 27 ส.ค. 2548 (17:14)
วงแหวนของดาวเสาร์
ดาวเสาร์มีวงแหวนเช่นเดียวกับดาวเคราะห์ยักษ์ทั้งหลายในระบบสุริยะ แต่วงแหวนดาวเสาร์มีขนาดใหญ่และสามารถมองเห็นได้ชัดเจนด้วยกล้องโทรทรรศน์ มันจึงเป็นดาวเคราะห์ที่รู้จักกันในฐานะดาวเคราะห์แห่งวงแหวน กาลิเลโอ นักดาราศาสตร์ชาวอิตาเลียน สังเกตเห็นวงแหวนของดาวเสาร์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1610 แต่ด้วยคุณภาพของกล้องที่ต่ำทำให้เขาไม่สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร จนกระทั่งปี 1655 ที่คริสเตียน ไฮเกนส์ สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือวงแหวน ปี 1675 โจวันนี กัสซีนี พบว่าวงแหวนของดาวเสาร์ประกอบด้วยวงซ้อนกันหลายวงและมีช่องว่างระหว่างวง ปัจจุบันช่องว่างหนึ่งได้ชื่อว่าช่องแบ่งแคสซีนี (Cassini Division) วงแหวนดาวเสาร์มีความหนาเพียงไม่กี่กิโลเมตร ภายในวงแหวนประกอบด้วยก้อนน้ำแข็งและก้อนหินซิลิเกตที่ห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งจำนวนนับพันล้านชิ้น มีขนาดตั้งแต่ฝุ่นผงไปจนถึงก้อนหินขนาดเท่าบ้านหลังหนึ่ง มีทฤษฎีที่พยายามอธิบายการเกิดวงแหวนอยู่ 2 ทฤษฎี เอดวา รอช นักดาราศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เสนอว่าวงแหวนอาจเกิดจากการที่ดวงจันทร์ดวงหนึ่งของดาวเสาร์มีวงโคจรแคบลงจนถูกแรงโน้มถ่วงของดาวเสาร์ฉีกออกเป็นชิ้นๆ บางคนกล่าวว่าดวงจันทร์ดวงนั้นอาจแตกเป็นหลายส่วนเมื่อถูกชนจากดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อย หรือไม่เช่นนั้น วงแหวนก็อาจเป็นชิ้นส่วนที่หลงเหลือมานับตั้งแต่ดาวเสาร์เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อยุคแรกๆ ของระบบสุริยะ
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 27 ส.ค. 2548 (17:16)
เกร็ดน่ารู้
ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นลำดับ 2 รองจากดาวพฤหัสบดี ต้องใช้โลก 9 ดวงมาเรียงกันจึงเท่ากับ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของดาวเสาร์
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.