วิชาการดอทคอม ptt logo

การกระเจิงของแสง

โพสต์เมื่อ: 23:45 วันที่ 12 ส.ค. 2548         ชมแล้ว: 51,246 ตอบแล้ว: 44
วิชาการ >> กระทู้ >> วิทยาศาสตร์ >> ฟิสิกส์

ใครสามารถให้คำตอบได้บ้างว่า ทำไมเราถึงเห็นท้องฟ้าในตอนเช้าเป็นสีฟ้า แล้วเห็นท้องฟ้าในตอนเย็นเป็นสีแดง มันเกียวกับแสงตรงไหน



boy(203.172.52.141,,)





จำนวน 26 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 13 ส.ค. 2548 (07:36)
กระทู้นี้เลยท่าน
http://www.vcharkarn.com/snippets/vcafe/show_message.php?Cid=102&Pid=10373&ooc=3
GFK
ร่วมแบ่งปัน2989 ครั้ง - ดาว 229 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 19 พ.ย. 2548 (16:32)
สีของท้องฟ้า

สีของท้องฟ้าเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ตอนกลางวันท้องฟ้าเป็นสีฟ้า ส่วนตอนเช้าและตอนเย็นท้องฟ้าเป็นสีส้มแดง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะ “การกระเจิงของแสง” (Scattering of light) คลื่นแสงแต่ละสีมีขนาดความยาวคลื่นไม่เท่ากัน เมื่อตกกระทบโมเลกุลของอากาศ ก็จะเกิดการกระเจิงของแสงที่แตกต่างกันออกไป คล้ายกับการที่คลื่นของน้ำเมื่อกระแทกกับเขื่อน ถ้าขนาดของคลื่นเล็กกว่าเขื่อน (<d) คลื่นก็จะกระเจิงหรือสะท้อนกลับ แต่ถ้าขนาดของคลื่นใหญ่กว่าเขื่อน (>d) คลื่นก็จะเคลื่อนที่ข้ามเขื่อนไปได้



ภาพที่ 1 การกระเจิงของแสง

ปัจจัยของการกระเจิงของแสง

ขนาดความยาวคลื่น: แสงสีน้ำเงินมีคลื่นสั้น แสงสีแดงมีคลื่นยาว แสงคลื่นสั้นเกิดการกระเจิงได้ดีกว่าแสงคลื่นยาว

ขนาดของอุปสรรค: โมเลกุลของก๊าซในบรรยากาศมีขนาดเล็ก ส่วนโมเลกุลของไอน้ำ และฝุ่นที่แขวนลอยในบรรยากาศมีขนาดใหญ่

มุมที่แสงตกกระทบกับบรรยากาศ: แสงอาทิตย์เวลาเที่ยงทำมุมชันกับพื้นโลก แสงเดินทางผ่านมวลอากาศเป็นระยะทางสั้น ทำให้แสงเดินทางผ่านอุปสรรคไม่มากนัก ส่วนในตอนเช้าและตอนเย็นแสงอาทิตย์ทำมุมลาดกับพื้นโลก แสงเดินทางผ่านมวลอากาศเป็นระยะทางยาว ทำให้อุปสรรคตามทางเดินของแสงมีมาก

ปริมาณสารแขวนลอยในอากาศ: ในช่วงเวลาบ่ายและเย็น อากาศและพื้นผิวโลกมีอุณหภูมิสูง มีฝุ่นละอองลอยอยู่ในอากาศมาก เป็นอุปสรรคขวางกั้นทางเดินของแสง



ภาพที่ 2 การเคลื่อนที่ข้ามโมเลกุลอากาศของคลื่น







ท้องฟ้าเวลากลางวัน

แสงอาทิตย์ทำมุมชันกับพื้นโลก แสงเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางสั้น อุปสรรคที่กีดขวางมีน้อย แสงสีม่วง คราม และน้ำเงิน มีความยาวคลื่นเล็กกว่าโมเลกุลของอากาศจึงกระเจิงไปบนท้องฟ้าในหลายทิศทาง ทำให้เรามองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า ในบริเวณที่มีมลภาวะทางอากาศน้อย เช่น ตามเกาะในทะเล เราจะเห็นท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงิน ส่วนในบริเวณที่มีมลภาวะ มีสารแขวนลอยในอากาศมาก แสงสีเขียวและสีเหลืองจะเกิดการกระเจิงด้วย เราจึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้าอ่อน



ภาพที่ 3 ท้องฟ้าเวลากลางวัน

หมายเหตุ: แม้ว่ารังสีจากดวงอาทิตย์มีความยาวคลื่นที่ให้พลังงานสูงสุด (lmax) อยู่ในย่านสีเหลือง แต่เราจะมองเห็นดวงอาทิตย์เป็นสีขาวในเวลากลางวัน เนื่องจากความเข้มของแสงอาทิตย์มีมาก

ท้องฟ้าเวลาเช้า และเวลาเย็น

แสงอาทิตย์ทำมุมลาดกับพื้นโลก แสงเดินทางผ่านมวลอากาศเป็นระยะทางยาว อุปสรรคที่ขวางกั้นมีมาก แสงสีม่วง คราม และน้ำเงิน ไม่สามารถเดินทางผ่านอุปสรรคไปได้ จึงกระเจิงอยู่รอบนอก ส่วนแสงสีเหลือง ส้ม และแดง กระเจิงในแนวราบตามแนวลำแสง ทำให้เรามองเห็นดวงอาทิตย์และท้องฟ้าในบริเวณใกล้เคียงเป็นสีแดง



หมายเหตุ: ท้องฟ้าเวลาเย็นมีสีแดงมากกว่าตอนรุ่งเช้า เนื่องจากอุณหภูมิสูงในตอนบ่าย ทำให้มีฝุ่นละอองในอากาศมากกว่าตอนเช้า ประกอบกับฝุ่นละอองในอากาศถูกชะล้างด้วยน้ำค้างในตอนเช้ามืด ดังนั้นตอนเย็นจึงมีการกระเจิงของแสงสีแดงมากกว่าตอนเช้า



ภาพที่ 4 ท้องฟ้ารุ่งเช้าและยามเย็น
bankbagam@hotmail.com (IP:203.188.4.51,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 19 พ.ย. 2548 (17:51)
แนะนำอีกลิงค์ครับ
http://www.lesa.in.th/energy/em_wave/scattering/scattering.htm
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2948 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 19 พ.ย. 2548 (22:57)
เมื่อแสงตกกระทบพื้นผิว แล้วสะท้อนกลับออก เราเรียกว่าเกิด การสะท้อนของแสง (reflection)



แสงส่วนที่สะท้อนออก หากไม่ได้เป็นลำเดียวอย่างตอนเข้ามา แต่กระจัดกระจายออกเป็นหลายๆลำแสง ก็ไม่เรียกว่าการสะท้อน ก็เรียกว่า เป็น การกระเจิงแสง Scattering การกระเจิงแสงนี้ แยกได้สองแบบตามลักษณะการกระจายพลังงานคือ



๑ การกระเจิง ที่พลังงานรวมก่อนและหลังต่างกัน คือแสงสูญพลังงานไปส่วนหนึ่ง เรียกว่าเป็นการสะท้อนแบบ Inelastic Scattering พลังงานที่สูญไป ทำให้แสงสะท้อนออกมาคนละความถี่กับตอนที่เข้าไป อาจทำให้กลายเป็นคนละคลื่นไปเลย หรืออย่างน้อยๆก็กลายเป็นคนละสีไป



๒ การกระเจิงแบบเด้งดี๋ง Elastic Scattering ที่พลังงานก่อนเข้า เท่ากันกับพลังงานรวมที่กระเจิงออกมา การกระเจิงแบบนี้ ที่กำหนดด้วยลักษณะทางกายภาพ คือขนาดของวัตถุ กำหนดการกระเจิงให้แตกต่างกัน



หยดน้ำเล็กๆที่ประกอบกันเป็นเมฆ มีขนาดประมาณไม่เกิน 1 uM(micrometer = 1 mm) แต่ในบรรยากาศ มีส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดคือ โมเลกุลของอากาศหรือก๊าซต่างๆ ที่มีขนาดเล็กลงไปอีกมากๆๆๆๆ การกระเจิง ก็ต่างกันไป เพราะแสงมีความยาวคลื่นต่างกัน ก็กระเจิงออกจากพื้นผิวเดียวกันต่างกัน สำหรับโมเลกุลของก๊าซที่มีขนาดเล็กมากๆ พอๆกับความยาวคลื่นใดคลื่นหนึ่ง ก็มักจะสะท้อนกลับคลื่นนั้นๆได้ดีกว่าคลื่นตัวอื่นที่ยาวสั้นต่างกันออกไป



การกระเจิงแบบ Inelastic ที่สำคัญมีสองอย่างคือ Mie Scattering และ Rayleigh Scattering ตอนนี้จะขอพูดถึงแบบ Rayleigh ก่อนนะคะ



การกระเจิงแบบ เรลี่ คือ การกระเจิงแบบเลือกที่รักมักที่ชัง โมเลกุลของก๊าซในบรรยากาศของเรา จะกระเจิงแสงสีฟ้าได้ดีกว่า โดยเฉพาะก็คือ โมเลกุลของก๊าซอ๊อกซิเจน และไนโตรเจน จะกระเจิงแสงสีฟ้าได้ดีกว่าสีแดงที่มีความยาวคลื่นมากกว่าสีฟ้า



แต่ความจริงแล้ว แสงสีม่วงก็ยิ่งกระเจิงได้ดีกว่าแสงสีฟ้าตั้ง ๑๖ เท่าแน่ะค่ะ แต่ในเรติน่าของคนเรา มีประสาทรับแสงที่ไวต่อแสงสีฟ้ามากกว่าสีม่วงค่ะ เลยมองไม่ค่อยเห็นส่วนที่เป็นสีม่วง แต่จะเห็นสีฟ้ามากกว่า



รูปแสดงการกระเจิงแบบ Rayleigh ค่ะ









พวงร้อย วันที่ 18 ต.ค. 2544 02:50:24









ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2



เพราะว่าโมเลกุลของอากาศมันเลือกกระเจิงแสงสีฟ้าออกไปมากกว่าสีอื่น เราจึงเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้าค่ะ เมื่อลำแสงจากดวงอาทิตย์ ผ่านบรรยากาศเข้ามาตรงหัว หรือเกือบตรงหัว แสงที่เดิมทีเป็นสีขาวก็แยกตัวออกด้วยการกระเจิงกลายเป็นมีสีฟ้ามากกว่าเพื่อน



แต่ตอนเย็นหรือตอนเช้า แดดเข้ามาเฉียงๆ เป็นมุมทแยงกับพื้นโลก ก็ต้องผ่านบรรยากาศหนาขึ้นมาก จนแสงสีฟ้ากระเจิงออก ส่วนหนึ่งจะหายไปในอวกาศ ทำให้แสงที่เหลือ ซึ่งเป็นพวกสีส้มสีแดง มีอิทธิพลมากขึ้นมาเรื่อยๆค่ะ เมื่อเข้าเวลาเย็นลงท้องฟ้าก็จะเริ่มเปลี่ยนสีไปทางสีส้มมากขึ้น



พวงร้อย วันที่ 18 ต.ค. 2544 02:54:08









ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3



รูปนี้จะเห็นได้ถนัดว่า มุมที่ต่างกันของแดดที่เข้าตาเรา จะทำให้เรามองเห็นสีต่างกันไปค่ะ ด้านซ้ายจะเห็นว่า ชั้นของบรรยากาศเมื่อแสงเข้ามาตรงๆ จะบางกว่าเมื่อเข้ามาในมุมทแยงมากกว่ามากเลยค่ะ ในรูปขวา เมื่อแสงทแยงมากๆเข้าจนกลายเป็นมุมราบ สีฟ้าที่กระเจิงออกไปก็หายไปในอวกาศเลยค่ะ อันนี้คงอธิบายได้ว่า ทำไมฟ้าจึงเป็นสีแดงเมื่อพระอาทิตย์ใกล้ตกเท่านั้น เพราะต้องรอให้แสงอาทิตย์เกือบจะเป็นมุมราบแล้วเท่านั้น ถึงจะกำจัดแสงสีฟ้า ด้วยการที่มันกระเจิงออกไปในอวกาศ ได้มากพอจนแสงสีแดงเด่นชัดขึ้นมา



พวงร้อย วันที่ 18 ต.ค. 2544 02:57:09









ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4



กำลังพยายามแก้ให้ครับ แต่ยังแก้ไม่ได้ แหะๆๆๆ



ผมว่าถ้าน้องยากจะทดลองเรื่องนี้ก็ทำได้ไม่ยากครับ

หาตู้ปลาซักตู้หนึ่ง เอาที่ใหญ่พอสมควร จะให้คุณครูช่วยหามาก็ได้

ใส่น้ำลงไปให้เยอะหน่อย จะเต็มก็ได้ไม่ว่ากัน

แล้วก็หาพวกปูนขาว หรือแป้งมันก็ได้ มาละลายน้ำให้ขุ่นๆ

(พยามหาสีขาวๆ หน่อย เพราะจะได้สังเกตุปรากฎการณ์ชัดๆ)

จากนั้นก็เอาโคมไฟที่ให้แสงสีขาว ( อาจจะใช้หลอดประหยัดไฟก็ได้)

ส่องเข้าที่ด้านข้างๆใดข้างหนึ่งของตู้ปลา แล้วลองสังเกตุดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น

ลองมองดูด้านหน้าตู้ปลาจะเห็นน้ำที่เคยขุ่นขาวๆ ออกสีฟ้าๆ

นั่นคือแสงสีฟ้า กระเจิงออกมาจากฝุ่น หรือ แป้ง ที่ลอยอยู่ในน้ำครับ

แต่ถ้าเราไปมองที่ด้านข้างอีกข้างหนึ่งของตู้ปลา ลองมองที่ดวงไฟ

จะเห็นว่าดวงไฟออกสีแดงหน่อยๆ นั่นคือ แสงสีฟ้าที่อยู่ในแสงขาว

กระเจิงออกไป เลยเหลือแต่แสงสีแดงมาเข้าตาเรา

ปรากฎการณ์เดียวกันก็เกิดขึ้นกับแสงที่ผ่านเข้ามาในบรรยากาศของโลกครับ



ลองไปทดลองดูแล้วช่วยมาบอกพี่ๆด้วยว่าได้ผลหรือเปล่า



Jor วันที่ 18 ต.ค. 2544 03:15:48









ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5



ขอบคุณมากนะคะ คุณจ้อ



ไหนๆก็ไหนๆแล้ว อธิบายไปถึงสาเหตุว่า ทำไมท้องฟ้าเป็นสีฟ้าในตอนกลางวัน และทำไมถึงเป็นสีแดงตอนเช้ากับตอนเย็น เพื่ออธิบาย Inelastic scattering แบบ Mie ให้ครบชุดไปเลยค่ะ



ทำไมเมฆเป็นสีขาว



เพราะเมฆประกอบด้วยหยดน้ำกลมๆ ซึ่งมีขนาดกำลังดีให้กระเจิงแสงได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชังว่าจะกระเจิงสีไหนได้ดีกว่าสีไหน เลยกระเจิงออกไปทุกๆสีเท่าๆกัน เมื่อเข้ามาถึงตาของเรา ก็กลับไปรวมกันใหม่ให้เห็นเป็นสีขาวอีกน่ะค่ะ



รูปการกระเจิงแบบ Mie Scattering



พวงร้อย วันที่ 18 ต.ค. 2544 04:35:53









ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6



เราจึงเห็นเมฆเป็นสีขาว ที่ข้างใต้เมฆเป็นสีเทาๆ ก็เพราะแสงแดดส่วนมากส่องไม่ถึงน่ะค่ะ ที่ทะลุลงไปได้ก็มี เมฆฝนก็เหมือนกัน มันมีมากจนแสงแดดส่องไม่ถึงหลายๆส่วน คนที่เคยขึ้นเครื่องบินคงสังเกตได้ เวลาเครื่องบินทะยานทะลุเมฆ เราจะไม่เห็นเมฆทึบๆเหมือนที่เห็นเมื่อมองจากพื้นดิน แต่เมฆจะเป็นหมอกบางๆที่แสงส่องผ่านได้บ้าง เมื่อประกอบชั้นหนาๆกันไปเข้า แสงที่ส่องทะลุมาข้างล่างได้ก็มีน้อยลงไปเรื่อยๆ ทำให้เราเห็นสีของเมฆคล้ำลงเมื่อเข้าใกล้ฐานเมฆลงมาน่ะค่ะ



สำหรับเมฆฝนที่มืดคล้ำมาก ก็เพราะมันมีความหนาแน่นมาก แสงส่องผ่านได้น้อยลงๆเมื่อความหนาแน่นของไอน้ำในเมฆฝนมีมากขึ้นๆ เมื่อไม่มีแสงส่องเข้ามามันก็เลยดูมืดๆไปค่ะ



พวงร้อย วันที่ 18 ต.ค. 2544 04:39:08









ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7



ขอย้อนกลับไปความเห็นที่สามนะคะ (ขออภัยที่ต้องให้กลับไปกลับมา ลืมไปหน่อยค่ะ) นั่นเป็นภาพอาทิตย์ตกดินตามปกติ



แต่หากมีอนุภาคในบรรยากาศที่ผิดปกติไป ก็จะทำให้การกระเจิงแสงเปลี่ยนไป อนุภาคที่มากขึ้น หากมีขนาดกำลังเหมาะ ก็จะกระเจิงสีบางอย่างออกไปให้สีของท้องฟ้าตอนตะวันตกดินเปลี่ยนไปอีก



ที่มีบ่อยก็สภาพมลพิษในอากาศ อาจจะเกิดมาจากเขม่าจากไฟไหม้ เขม่าควันละเอียดที่ลอยขึ้นไปสูง ก็ช่วยไปกระเจิงแสงสีฟ้า และหรือรวมทั้งแสงสีเขียว ออกไปได้มากขึ้น ท้องฟ้าก็เป็นสีแดงคล้ำยั่งขึ้นไปอีก



หรือในกรณีที่เกิดภูเขาไฟ พวก aerosol ที่เป็นรูปหยดน้ำเล็กๆมากๆ ลอยขึ้นไปในบรรยากาศชั้นสูง ทำให้คนที่อยู่ไกลออกไป จะเห็นสีของท้องฟ้าแดงจัเยิ่งขึนไปอีก



ตอนที่เกิดระเบิดภูแขาไฟที่พินาทูโบในฟิลิปปินส์ พระอาทิตย์ตกดินที่ฝั่งตะวันตกของสหรัฐ มีสีสดสวยผิดปกติเป็นเดือนๆเลยค่ะ



เป็นรางวัลทดแทนจากธรรมชาติในยามมนุษย์เกิดความสูญเสียอย่างหนึ่งมังคะ



ภาพเปรียบเทียบกับข้อ ๓ ข้างบน ที่เมื่้อมีภาวะมลพิษ ท้องฟ้าจะดูมีสีแดงมากขึ้น เพราะอนุภาคที่เพิ่มขึ้น ช่วยกระเจิงแสงสีอื่นออกไปออกไปมากขึ้น เหลือแต่สีแดงที่มีความยาวคลื่นมากที่สุดใน visible light มาให้เราเห็น
เด็กเกรต3
ร่วมแบ่งปัน87 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 16 ม.ค. 2549 (09:07)
ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลดี ๆ
น้องนู๋ (IP:203.118.80.209,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 19 ม.ค. 2549 (12:57)
ขอบคุณมากนะคะสำหรับความรู้เรื่องสีของท้องฟ้า
ไดมอน thanaporn_eye@thaimail. (IP:203.113.41.100,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 19 ม.ค. 2549 (14:44)
อยากทราบว่าแสงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ยังไงแล้วมีปรากฏการณ์ใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับแสงบ้าง

!ช่วยตอบหน่อยนะคะ จากเด็กเหนือ !
Runglawan_puy@Thaimail.com (IP:61.19.32.234,192.168.1.62,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 20 มิ.ย. 2549 (21:38)
เราอยากได้รูปการกระเจิงของแสงที่เป็นแอนนิเมชั่นอ่ะค่ะ ใครมี ขอบ้างนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
... (IP:203.147.20.141,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 13 มิ.ย. 2550 (22:01)
ที่อธฺบายมา ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการกระเจิงของแสงเลยอ่ะค่ะ แล้วไอ้การกระเจิงของแสงมันเกี่ยวอะไรกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์เรื่องการจำแนกสารล่ะค่ะ (คอนลอยด์ แขวนลอยด์ สารละลาย) แล้วมันเกี่ยวกับอนุภาคของสารยังไงค่ะ อ้อ แล้วแสงมีความยาวเท่าไรค่ะ ตอบด่วนค่ะ ขอร้องมั่กๆ
meaw_krotnarak@hotmail.com (IP:124.121.125.50)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 14 มิ.ย. 2550 (14:05)
ลองหา VCD เรื่องโลกแห่งแสงสี ของที่นี่ดู เค้าจะมีอธิบายด้วยภาพค่ะ http://www.multimediathailand.com/physics.htm
jubes2007
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 17 มิ.ย. 2550 (20:36)
คอลลอยด์เป็นสารเดียวที่มีการกระเจิงของแสง ลองเอาไฟฉายส่องดูก็ได้ ส่วนสารละลายอนุภาคเล็กมาก และแขวนลอยก็ใหญ่เกินไป ก่อนอื่นก็ดูก่อน เอากระดาษกรองมากรอง ถ้ากรองไม่ผ่านก็แขวนลอย ถ้ากรองผ่านมีสองแบบคือเอามากรองผ่านกระดาษเซลโลเฟน ถ้าผ่านได้ก็สารละลาย ถ้าผ่านไม่ได้ก็คอลลอยด์ หรือไม่ก็เอาแสงมาส่องว่ากระเจิงไหม ถ้ากระเจิงก็คอลลอยด์ ถ้าไม่กระเจิงก็สารละลาย



ความยาวคลื่นของแสงถ้าจำไม่ผิดก็"ประมาณ"400-700นาโนเมตร อ้อ ทีหลังค้นคว้าทำการบ้านเองนะหนู นอกจากจะเข้าใจแจ่มแล้ว ยังเอาไปอธิบายเพื่อนได้อีก ม.1ใช่ไหมเรา อยากได้เตรียมฯป่ะ ถ้าอยากได้ก็ขยันทำการบ้านเอง ค้นคว้าเอง อ่านหนังสือเอง สอนเพื่อน เป็นประจำ ไม่ใช่มาหาเอาในเน็ตแบบนี้ น่าเบื่อจริงเด็กสมัยนี้ไม่มีความพยายามความกระตือรือร้นเองเลย เออยังดีไม่ไปลอกเพื่อนนะเนี่ย ดีแล้วหนู แต่ควรพยายามกว่านี้ให้มากๆ เพราะคนเก่งๆเขาขยันๆเอาเองทั้งนั้นนะหนู
สอวน. (IP:203.188.50.49)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 7 ก.ย. 2550 (01:59)
เด็กเกรด3ครับคุรอธิบายผิด

การกระเจิงแบบมีและ"เลลีห์"เป็นการกระเจิงแบบ"ยืดหยุ่น"(elastic scattering) สิ่งที่บอกว่าเป็นแบบยืดหยุ่นคือ พลังงาน ความถี่ ไม่เปลี่ยนครับ



แบบมีกับเลลีห์ต่างกันตรงขนาดของอนุภาคที่ชน แบบเลลีห์จะชนในลักษณะที่คลื่นแสงมีขนาดเล็กกว่าคื่นแสงประมาณ 0.333 เท่า
shok_kup@hot.com (IP:58.8.86.94)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 12 พ.ย. 2550 (14:15)
ไม่รู้ค่ะ
sakonrut4@yahoo.com (IP:61.19.114.74)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 12 พ.ย. 2550 (15:22)
การกระเจิงของแสงอาทิตย์ด้วยโมเลกุลของอากาศ

แสงสีม่วงจะกระเจิงได้ดีกว่าสีแดง 16 เท่า

เนื่องมาจากสีแดงมีความยาวคลื่นมากเป็น 2 เท่าของสีม่วง

และอัตราการกระเจิงเป็นสัดส่วนผกผันกับความยาวคลื่นยกกำลัง 4

การกระเจิงกับโมเลกุลของอากาศนี้เกิดขึ้นน้อยมาก เมื่อเทียบกับแสงที่ตกกระทบ

ด้วยเหตุที่โมเลกุลอากาศที่มีขนาดเท่ากันทั้งหมดนั้นเล็กมากเมื่อเทียบกับความยาวคลื่นแสงทุกสีนั่นเอง

จึงทำให้เราสังเกตการกระเจิงได้ยาก และเห็นการกระเจิงได้มากขึ้นเมื่อแสงผ่านบรรยากาศที่หนา ๆ แบบตอนเชฃ้ากับตอนเย็น



แต่สำหรับเมฆ ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคของละอองน้ำที่มีขนาดใหญ่จนใกล้เคียงกับความยาวคลื่นแสงหรือมากกว่า

และมีขนาดที่หลากหลาย

จึงทำให้ละอองน้ำสามารถกระเจิงแสงได้ดีกว่าโมเลกุลอากาศมากหลายร้อยเท่า

ทำให้เมฆที่หนาถึงกับทึบแสงได้เนื่องจากแสงกระเจิงไปหมดก่อนที่จะมาถึงพื้น
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27120 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 12 พ.ย. 2550 (15:29)
62079
ลองดูภาพแสดงการกระเจิงของแสงสีต่างๆ (แดง เขียว น้ำเงิน)



ภายบนขวา แสดงแสงไฟจากไฟฉายที่ฉายเข้าไปในแท่งกาว จะเห็นการกระเจิงของแสงสีต่างๆ



ล่างซ้าย ท้องฟ้าอีสานยามเช้า - ล่างขวา ท้องฟ้า Liverpool ยามเช้า
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 13 พ.ย. 2550 (15:53)
62173
มีโอกาสได้ขึ้นไปบนสะพานกาญจนาภิเษก

กะจะถ่ายรูปสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมมาฝากเสียหน่อย



ที่ไหนได้



ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันตกดิน แต่มืดไปหมด

ฝุ่นตลบคลุมทั้งเมืองอุตสาหกรรม



ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องถูกต้องหรือเปล่าที่เราจะเปลี่ยนประเทศที่น่าอยู่ของเรา

ให้เป็น

เมืองอุตสาหกรรม
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27120 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 13 พ.ย. 2550 (16:03)
62175
อีกฟากของแม่น้ำเจ้าพระยาก็ไม่น้อยหน้า

บริเวณอ.เมืองสมุทรปราการ

มีพิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียรยืนเป็นหลักฐานเห็นได้แต่ไกล

แต่ปกคลุมด้วยหมอกควันไปหมด



ทั้งหมดก็เนื่องมาจากแสงกระเจิง แสงจึงเคลื่อนที่ไม่เป็นเส้นตรงมาเข้ากล้อง
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27120 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 8 ธ.ค. 2550 (10:25)
ขอบคูณสำหรับข้อมูลค่ะ
แมง ปอ (IP:203.113.80.136)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 15 ก.พ. 2551 (22:11)
<P>อยากทราบว่าทำไมในอวกาศถึงมืดสนิททั้งๆที่มีนักวิทยาศาสตร์บอกว่ามีการค้นพบลำแสงมากมายในอวกาศ</P>
b.a.n.k.3065@gmail.com (IP:203.113.50.14)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 15 ก.พ. 2551 (22:35)

เวลาเราขับรถไปบนถนนลาดยางมะตอยตอนกลางคืน
เราก็มองไม่เห็นถนนทั้งที่เปิดไฟใหญ่หน้ารถแล้ว



ก็เนื่องมาจากแสงที่ส่องออกไปไม่ได้กระทบกับอะไรเลย
จึงไม่มีแสงสะท้อนมาเข้าตาเรา



ในอวกาศก็เช่นเดียวกัน ถึงมีแสงมากมายแต่ไม่มีอะไรสะท้อนแสง
เราก็ไม่สามารถเห็นอะไรได้ มันจึงมืดสนิทครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27120 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 16 ก.พ. 2551 (01:29)

มาดูที่นี่ครับ



http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=136905



http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=137522


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 11 ธ.ค. 2551 (20:00)
ครับ
wisai@windowslive.com (IP:118.174.64.32)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 15 ม.ค. 2552 (18:44)

การกระเจิงของแสงเป็นอย่างไรบอกทีศิษโนต


jjLoveDonaemon (IP:115.67.86.252)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 29 ม.ค. 2552 (11:11)

แล้วการกระเจิงของแสงมีผลเสียอย่างไรบ้าง

อย่างเช่นจะทฃมีผลต่อการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนรึเปล่า


ถ่ามีหนูขอให้ช่วยอะบายหน่อยค่ะ


บอกโทษให้หมดเลยนะค่ะ


kumsuk_3755@hotmail.com (IP:58.147.93.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 15 ก.ย. 2552 (16:45)

งง อ่ะค่ะ หนุเรียนอิงลิชดโปรแกมครูให้มาหาว่า tyndoll effect คืออะไร
มันคือการกระเจิงของแสงรึป่าวคะ แล้วอย่างท้องฟ้านี่มันเป็นการกระเจิงของแสงยังไงอะคะ??


loveyou_neverdie@hotmail.com (IP:61.90.70.43)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 23 ส.ค. 2553 (22:22)
การกระเจิงของแสง คือ ปรากฏการณ์ที่แสงกระจัดกระจายไปโดยรอบ เมื่อแสงเดินผ่านผ่านโมเลกุลต่าง ๆ โดยแสง
ที่มีความยาวคลื่นน้อยจะสามารถกระเจิงแสงได้ดีกว่าแสงที่มีความยาวคลื่นสูง
ท้องฟ้ากับการกระเจิงของแสง
ท้องฟ้าเป็นสีฟ้านั้นเกิดจากการกระเจิงแสงของโมเลกุลในชั้นบรรยากาศของโลก โดยเมื่อแสงขาวจากแสงแดด
ผ่านเข้ามายังชั้นบรรยากาศของโลกจะกระทบกับโมเลกุลของอากาศทำให้กระจัดกระจายไปโดยรอบ เราพบว่าแสงสีม่วง
ซึ่งมีความยาวคลื่นน้อยที่สุดจะกระเจิงได้ดีที่สุดถัดมาคือแสงสีฟ้า แต่ในความเป็นจริงเรตินาของคนเรา มีประสาทรับแสง
ที่ไวต่อแสงสีฟ้ามากกว่าสีม่วง ทำให้เรามองไม่ค่อยเห็นส่วนที่เป็นสีม่วง แต่จะเห็นสีฟ้ามากกว่าในเวลากลางวัน
เมื่อถึงช่วงเวลาเย็นท้องฟ้าจะเปลี่ยนสีกลายเป็นสีส้มหรือสีแดง นั่นเป็นเพราะในเวลาเย็นหรือเช้า แสงจะเข้ามาเฉียงๆ
เป็นมุม ทแยงกับพื้นโลก และต้องผ่านบรรยากาศหนาขึ้นมากกว่าเวลาที่พระอาทิตย์ตรงศีรษะ และกว่าจะเดินทางถึงตาเรา
แสงสีฟ้าส่วนใหญ่จะกระเจิงออกไปหมด ทำให้แสงที่เหลือ ซึ่งเป็นพวกสีส้มสีแดงที่จะกระเจิงแสงเข้าสู่ตา เมื่อเวลาเย็น
ท้องฟ้าก็จะเริ่มเปลี่ยนสีไปทางสีส้มมากขึ้น
kanlayawee - franceza_four@hotmail.com (IP:119.31.121.93)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม