คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ได้รับรางวัลแม็กไซไซ สาขาบริการภาครัฐ (Government Service) ค.ศ.2005
โพสต์เมื่อ: 12:53 วันที่ 15 ส.ค. 2548         ชมแล้ว: 53,413 ตอบแล้ว: 21
41532
คัดมาจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000109328

------------------------------------------

ตอนแรกไม่สบายใจที่ได้ รู้สึกไม่ได้ทำอะไรที่ควรได้ เป็นคนชอบทำอะไรเงียบๆ ไม่เป็นจุดเด่น เขาถามว่าจะรับไหม ผมว่ารับ เหตุที่รับเพราะนี่ไม่ใช่แค่ผลงานผมแต่เป็นผลงานร่วมกัน ผมไม่ได้รับเพื่อตัวเองแต่รับแทนภาคประชาสังคมที่ต่อสู้เพื่อผู้ด้อยโอกาส รับแทนสมาชิกวุฒิสภาส่วนน้อยที่ต่อสู้เรื่องนี้ ผมสบายใจที่จะรับในฐานะนี้...ความจริงคนที่ผมคิดว่าสมควรได้รับรางวัลแม็กไซไซที่สุดในรอบปีนี้คือ ทนายสมชาย นีละไพจิตร"

เสียงแหบพร่า แต่มีพลังของ 'จอน อึ๊งภากรณ์' สื่อความคิดและจิตวิญญาณบางอย่างของเขาออกมา

ตั้งแต่มูลนิธิรามอน แมกไซไซ ประกาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่าจอน อึ๊งภากรณ์ วุฒิสมาชิกจากไทยได้รับรางวัล "แมกไซไซ" ซึ่งเทียบได้กับรางวัล "โนเบล" แห่งเอเชีย ก็ถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจะภูมิใจในเพื่อนร่วมชาติคนนี้เช่นเมื่อ 40 ปีก่อน ที่บิดาของเขาเคยได้รับเกียรติอันสำคัญยิ่งนี้มาแล้ว


จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1411 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 239 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 20 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 15 ส.ค. 2548 (12:57)
24181
ถ่ายกับคุณพ่อดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และน้องปีเตอร์ อึ๊งภากรณ์ (จอห์นคนขวา)

- 1 -

"นายธนาคารระหว่างประเทศยกย่องนายป๋วยว่าเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางที่มีความสามารถดีเด่นคนหนึ่งของโลก...การกระทำของนายป๋วยยังเป็นแรงบันดาลใจสำหรับข้าราชการผู้ขยันขันแข็ง นายป๋วยผู้ซึ่งถือว่า ความเรียบง่ายคือความงาม และความซื่อสัตย์สุจริตคือคุณความดีสูงสุดของชีวิตข้าราชการ เป็นหลักประจำใจซึ่งยึดถือมาช้านาน และได้เผยแพร่กับเพื่อนร่วมงานด้วยว่า ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ผู้แสวงหาความจริงและผู้ใช้วิชาชีพ จะต้องไม่เป็นเพียงผู้ที่คอยเรียนรู้อยู่เสมอและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น หากยังต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต และต้องแสดงให้ ปรากฏออกมาถึงความซื่อสัตย์สุจริตนั้น อย่างเพียงพอที่จะเรียกร้องให้ผู้อื่นมีความซื่อสัตย์สุจริตด้วย"

(คำประกาศเกียรติประวัติ เมื่อป๋วย อึ๊งภากรณ์ได้รับรางวัลแม็กไซไซ สาขาบริการภาครัฐ พ.ศ.2508)

"วุฒิสภาไทยไม่ได้มีบทบาทในการออกกฎหมาย แต่มีบทบาทสำคัญในการติดตามการทำงานของรัฐบาล รวมไปถึงการสร้างแนวทางทางด้านกฎหมาย ในฐานะที่เป็นสมาชิกของคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จอนใช้บทบาทนี้ในการสร้างความตระหนักให้แก่สังคมในเรื่องประชาชนชายขอบ และใช้ช่องทางของสื่อในการวิพากษ์และนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ที่คณะกรรมาธิการค้นพบต่อสาธารณะ ซึ่งถ้าหากไม่ใช้วิธีการเช่นนี้ ประเด็นทางสังคมก็มักจะถูก "ฝัง" อยู่ท่ามกลางความล่าช้าของระบบราชการ

และด้วยบทบาทเช่นนี้ จอนสามารถผลักดันให้ 'นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค' ครอบคลุมการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์, การต่อสู้ในเรื่องการยกเลิกสิทธิบัตรยาของบริษัทบริสทอล ไมเยอร์ส สควิบ จนทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตยาที่จำเป็นสำหรับผู้ติดเชื้อด้วยราคาที่ถูกกว่าถึงครึ่งหนึ่ง...

จอนยังใช้บทบาทของการเป็นวุฒิสมาชิกในการเผยให้เห็นบทบาทที่โหดร้ายของรัฐบาลไทยที่มีต่อประชาชนมุสลิม...ช่วยยืนยันสิทธิของประชาชนในชนบทที่ต้องสูญเสียวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับการสร้างเขื่อน โรงไฟฟ้า และเหมืองถ่านหิน นอกจากนี้จอนยังต่อต้านการลงโทษประหารชีวิต ต่อต้านเรื่องข้อตกลงว่าด้วยเรื่องสิทธิทางปัญญาที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อประชาชนผู้ยากจน และต่อต้านสื่อที่ไม่ยอมรายงานปัญหาความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำการโดยรัฐ

จอนไม่ได้ทำสิ่งต่างๆ อย่างโดดเดี่ยวลำพัง เขายังมีเพื่อนร่วมความคิดที่เป็นวุฒิสมาชิกด้วยกัน แต่ก็เป็นกลุ่มของคนเพียงไม่กี่คน เพราะวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่ต่างยอมก้มหัวให้กับรัฐบาล...ในการเลือกจอน อึ๊งภากรณ์ เพื่อรับรางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาการบริการภาครัฐ ประจำปี พ.ศ. 2548 คณะกรรมการได้เล็งเห็นถึงการยืนหยัดอย่างมุ่งมั่นในฐานะวุฒิสมาชิก ที่ให้ความเคารพต่อเรื่องสิทธิและรับฟังความต้องการของประชาชนที่ด้อยโอกาสอย่างเคารพต่อความเป็นมนุษย์"

(คำประกาศเกียรติประวัติ จอน อึ๊งภากรณ์ รางวัลแม็กไซไซ สาขาบริการภาครัฐ พ.ศ.2548)

หากคนไทยไม่ลืมง่ายเกินไป คงจำได้ว่าวุฒิสมาชิกคนนี้คือลูกชายคนโตของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตเสรีไทย อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยมี อดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์ในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ และอดีตข้าราชการผู้ซื่อสัตย์ที่สุด เมื่อ 40 ปีก่อนเขาก้าวขึ้นรับ รางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาบริการภาครัฐ (Government Service) ที่กรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์มาแล้วโดยเป็นคนไทยที่ได้รับรางวัลสาขานี้เป็นคนแรก

คำประกาศเกียรติคุณข้างต้นของคณะกรรมการที่มีระยะเวลาห่างกัน 40 ปี ในรางวัลสาขาเดียวกัน แต่แตกต่างกันในรายละเอียดผลงานที่ทั้งคู่ทำ แต่สำหรับเราคำประกาศนี้ไม่ต่างในรายละเอียดของสิ่งที่เรียกว่า "ความซื่อสัตย์" ในจิตใจและคติพจน์การทำหน้าที่ของพ่อลูกคู่นี้

แม้จอนบอกสื่อว่าเขาได้อิทธิพลทางความคิดจากแม่มากกว่าพ่อแต่ก็น่าสนใจว่าแม่ของเขาได้ส่งผ่านสารบางอย่างมาจากตัว ดร.ป๋วย โดยตรงด้วย ลองมองให้ดีแล้วจะพบว่าขณะที่อาจารย์ป๋วยมีความเชื่อเรื่อง "สันติประชาธรรม" มาร์กาเร็ต ผู้ภรรยาก็มีความคิดเรื่องสันติวิธีไม่ต่างกันนัก

"ท่านเล่าเรื่องการทำงานของคุณพ่อ คุณแม่มีความเชื่อเรื่องสังคมนิยม ความเป็นธรรม ประชาธิปไตย สันติวิธี เช่น สงครามโลกครั้งที่สองท่านก็ปฏิเสธการเป็นทหาร (ที่ประเทศอังกฤษตอนนั้นมีการเรียกทหารกองหนุนทั้งหญิงชาย) เลยต้องขึ้นศาลกัน แล้วศาลจะตัดสินว่าเป็นความคิดความเชื่อที่บริสุทธิ์ไหม ถ้าใช่ไม่ผิดกฎหมาย ถ้าเป็นข้ออ้างในการแก้ตัวอาจทำให้บางคนติดคุกได้"

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบหนึ่งปี จอน อึ๊งภากรณ์ ก็ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2490 ที่ประเทศอังกฤษ เป็นลูกชายคนแรกของอาจารย์ป๋วยขณะกำลังกลับไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก

ในความเป็นจริง จอนก็ไม่ได้ทำกิจกรรมหรือตื่นตัวทางการเมืองตั้งแต่สมัยเรียนเหมือนที่ใครหลายคนซึ่งเพิ่งรู้จักเขาจากการรับรางวัลแม็กไซไซวาดภาพเอาไว้ เขาเริ่มเข้ามาคลุกคลีกับกิจกรรมทางสังคมของไทยจะว่าไปก็คงต้องเริ่มต้นนับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซึ่งนั่นคือช่วงแรกๆ ที่ทำให้จอนมีมุมมองทางสังคมขึ้นอย่างจริงจัง สิ่งที่ส่งผลมากก็คืออิทธิพลจากคนรอบข้างและสิ่งแวดล้อมที่ในขณะนั้นมีการตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตยสูง

ขณะที่คุณพ่อของเขาเป็นอธิการบดีธรรมศาสตร์ยุคที่นักศึกษามีพลังที่สุด(2518) ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาอีกฟากหนึ่ง จอน อึ๊งภากรณ์ คืออาจารย์หนุ่มไฟแรงเพิ่งจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์จากอังกฤษ มาสอนฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลให้กับบรรดานักศึกษาแพทย์ ที่ช่วงนั้นก็ตื่นตัวทางการเมืองสูงไม่แพ้กัน และประสบการณ์ในช่วงนั้นของอาจารย์จอนก็ยังคงแจ่มชัดจนถึงวันนี้

"สมัยเด็กแม้รับความคิดจากคุณแม่แต่ไม่ได้ทำกิจกรรมสังคมเลย ผมจบเตรียมเมืองไทย เรียนต่อที่อังกฤษกลับมาสอนหนังสือที่คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล ตอนเกิด 14 ตุลา ไม่มีส่วนร่วม ผมทำกิจกรรมจริงหลังจากนั้นเพราะที่มหิดลตื่นตัวมาก ผู้นำนักศึกษามาคุยกับผมบ่อย ชวนไปทำกิจกรรม ออกไปดูชนบท แล้วก็เรื่องที่อาจารย์กับนักศึกษาปฏิรูปหลักสูตรการเลือกสายเรียนในมหิดล ผมไปเกี่ยวกับการตั้งสภาคณาจารย์ สมัครและได้รับเลือกเป็นสภาคณาจารย์รุ่นแรก

จากตรงนั้นเริ่มรู้จักอาจารย์นักกิจกรรมมหาวิทยาลัยอื่น มีการตั้งกลุ่มอาจารย์ 6 สถาบันขึ้น เราสนใจติดตามการเคลื่อนไหวของนักศึกษา...ผมกับเพื่อนอาจารย์ยังสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวิตกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่า ที่รวมตัวสไตร์คและยึดโรงงานผลิตกางเกงยีนส์เอง" ซึ่งชีวิตช่วงนี้เองได้ปูพื้นงานประชาสังคมของเขาในเวลาต่อมา

ชีวิตอาจารย์จอนหักเหอีกครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (กรณีกลุ่มขวาจัดอย่างกระทิงแดง นวพล รวมถึงฝ่ายขวาหัวรุนแรงนำโดยสมัคร สุนทรเวช ใช้สถานีวิทยุปลุกระดมและใช้กำลังล้อมปราบนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติในธรรมศาสตร์ ซึ่งทุกวันนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ยังไม่มีคำตอบให้ญาติผู้เสียชีวิต) เวลานั้นจอนลากลับไปเยี่ยมแม่ที่อังกฤษ แล้วทราบข่าวจาก BBC ถึงเหตุการณ์ในไทยที่ทำให้อาจารย์ป๋วยต้องลี้ภัย เขาจึงตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยมหิดลและไม่เดินทางกลับ...

"ตอนนั้นผมอยู่อังกฤษแล้ว เป็นช่วงปิดเทอม ผมลางานไปเยี่ยมคุณแม่ ห่วงคุณพ่อมากไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร สถานการณ์ค่อนข้างสับสน จนคุณพ่อโทรศัพท์จากเยอรมันที่เครื่องบินที่ท่านแวะจอดจึงโล่งใจ อยู่อังกฤษก็เลยทำกิจกรรม NGO กับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งมาชักชวน ตอนนั้นคุณพ่อตั้งจดหมายข่าว "มิตรไทย" ขึ้น ผมเลยทำงานกับมูลนิธิมิตรไทย งานจะเป็นการจัดประชุมสัมมนาของคนไทยในระดับยุโรป เรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยในไทย"

"จน พ.ศ.2523 มาทำงานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมซึ่งตอนนั้นเป็นโครงการ กลับเมืองไทยตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองไม่สนใจงานวิชาการ สนใจเรื่องสังคมมากกว่า เลยทำงาน NGO ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา"

มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมที่อาจารย์จอนรับตำแหน่งผู้อำนวยการคนแรกนั้นก่อตั้งขึ้นโดยผู้ทรงคุณวุฒิเช่น คุณหญิงอัมพร มีสุข อ.โคทม อารียา โดยเขาสมัครเป็นผู้อำนวยการคนแรก และทำงานที่นี่อยู่ถึง 10 ปี

"เขาสัมภาษณ์ผมแล้วก็เลือกมาทำงานที่มูลนิธิ เป็นการสมัครแล้วมาฝึกอบรมคนรุ่นใหม่ไปทำงานกับเอ็นจีโอคนละ 2 ปี ให้เขาสัมผัสกับชีวิตคนด้อยโอกาส"
โครงการนี้มีจุดหมายในการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีส่วนร่วมทำงานกับชุมชนและชนบท "10 ปี ผ่านไปผมเริ่มรู้สึกต้องเปลี่ยน ไม่มีอะไรใหม่ เลยเริ่มมาทำเรื่องเอดส์ตั้งแต่ปี 2532"

ซึ่งงานนี้อาจารย์จอนก็ยังคงทำต่อมาจนมาเป็นวุฒิสมาชิกในปัจจุบัน ถือเป็นผลงานสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้ได้รับรางวัลแม็กไซไซแบบที่เจ้าตัวไม่คาดฝันในที่สุด

จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1411 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 239 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 15 ส.ค. 2548 (13:01)
24182กับคุณพ่อดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งปัจจุบันนับเป็นพ่อลูกคู่แรกที่ได้รับรางวัลแม็กไซไซ สาขาเดียวกัน

- 2 -

"ไม่นึกและไม่เคยคิดว่าจะได้รางวัลนี้ เขาบอกล่วงหน้าก่อนประกาศเป็นทางการประมาณเดือนหนึ่ง ..."

กรกฏาคม 2548 คณะกรรมการรางวัลรามอน แม็กไซไซ ส่งเอกสารถึงเขาหลังโทรศัพท์ข้ามประเทศมาแจ้งเมื่อหัวค่ำต้นเดือนกรกฏา ให้เหตุผลว่าเขาทำงานกับคนด้อยโอกาสในสังคม รูปธรรมคืองานกับกลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์ก่อนเป็นวุฒิสภา (โครงการเข้าถึงเอดส์ (ACESS) เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ และให้สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ติดในสังคมไทย) งานต่อสู้เพื่อสิทธิคนด้อยโอกาส รวมถึงการนำเสนอสันติวิธีใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

"ตอนหลังทราบว่าทาง 'ฟอรั่มเอเชีย' (NGO ทำงานเรื่องสิทธิในเอเชีย) เป็นคนเสนอชื่อ เลขาฯ คือ ท่านอ.โคทม(อารียา) นึกถึงผมแล้วประสานกับศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ซึ่งมี คุณสุพัตรา นาคะผิว เป็น ผอ. ทั้งหมดนี้รู้ทีหลัง เขาโทรไปถาม อ.ใจ น้องชายผมโดยขอรายละเอียดประวัติซึ่ง อ.ใจ บอกว่าไม่ต้องให้จอนได้ไหม เขาบอกอยากให้คุณสมชาย นีละไพจิตร ได้รับ ผมไม่ได้โกรธน้องผมนะครับ(ยิ้ม) ผมเห็นด้วย แต่ติดกฎของแม็กไซไซ ที่เขาไม่ให้ผู้เสียชีวิต กรณีทนายสมชายแม้เราไม่ทราบแน่นอนแต่ก็อาจไม่อยู่ในเกณฑ์ จึงมีการเสนอชื่อผม แต่คนที่ผมคิดว่าสมควรที่จะได้รับที่สุดในรอบปีนี้ก็คือทนายสมชาย ผมคิดว่าใจเขาพูดถูกครับ"

จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1411 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 239 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 15 ส.ค. 2548 (13:08)
24183
ภาพเมื่อ 40 ปีก่อนของอาจารย์ป๋วย เมื่อครั้งไปพบประธานาธิบดีมาร์กอส เพื่อรับรางวัลสาขาเดียวกันเมื่อปี พ.ศ.2508

- 3 -

สิ่งที่อาจารย์จอนทำก่อนเป็นวุฒิสภาในปัจจุบันได้รับความสำเร็จหลายเรื่อง โดยเฉพาะสิทธิผู้ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งเขายังเห็นว่าต้องต่อสู้ต่อไป

"เรื่องเอดส์ดีขึ้น..สมัยก่อนคนติดเชื่อจะไม่มีกำลังใจ ไม่รู้อนาคต คนช่วยเขาจะเป็น NGO กับรัฐ บัดนี้คนติดเชื้อมีองค์กรตนเองกว่า 700 องค์กร มีเครือข่ายระดับภูมิภาคและประเทศ เขาสามารถช่วยเหลือกันได้ มีการเรียกร้องสิทธิต่างๆ ที่สำเร็จคือได้รับการรักษาที่ดีทางด้านสุขภาพ เข้าถึงยาต้านไวรัส ขณะที่สมัยก่อนแพงมาก ยาทำให้เขามีชีวิตยืนยาวขึ้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดโอกาสป่วยและเลี้ยงครอบครัวได้จนเกือบเรียกว่าใช้ชีวิตปกติ...

นี่บรรลุความสำเร็จพอควร แต่เขายังกังวลเรื่องเอฟทีเอ(เขตการค้าเสรี)กับสหรัฐ เพราะสหรัฐเรียกร้องทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับยามากกว่าข้อตกลงระดับโลกของ WTO เป็นปัญหาว่าถ้ารัฐบาลยอมเกินกว่าปัจจุบัน ทำให้ผลิตยาราคาถูกได้ยาก จะทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ไม่จำเป็นต้องเอดส์ แม้แต่มะเร็งที่ผมเป็นอยู่หรืออื่นๆ ก็จะเข้าถึงยาลำบากบริการสุขภาพจะด้อยลง"

อ.จอนกล่าวถึงปัญหาเรื่องเอดส์ต่อไปว่า "สิ่งที่ยังไม่บรรลุคือการไม่ตรวจเลือดก่อนทำงาน สถานประกอบการจำนวนมากบอกใครสมัครงานต้องตรวจหรือแสดงผลตรวจว่าไม่ติดเอดส์ นี่ผิดรัฐธรรมนูญ เพราะเลือกปฏิบัติ ถ้าคนสมัครสุขภาพแข็งแรง ประเด็นมีหรือไม่มีเชื้อไม่ควรเป็นจุดตัดสิน ต้องดูความสามารถ..ยิ่งสมัยนี้ยาสามารถทำให้เขามีชีวิตปกติก็ไม่ควรทำ

ผมมีศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ได้รับร้องเรียนประจำจากผู้ติดเชื้อที่สมัครงานแล้วไม่ได้ บางคนทำงานหลายปีอยู่ดีๆ สถานประกอบการเจาะเลือด ผู้บริหารดูผล คนติดเชื้อต้องออก นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ยังอยู่ ความรังเกียจไม่เข้าใจในสังคมยังมี แม้ลดลงบ้างแต่ก็ไม่หมด อีกประเด็นคือเด็กหลายคนเจอปัญหาเวลาไปสถานรับเลี้ยงเด็ก...หลังๆ ยังมีปัญหาในโรงเรียนประถมหลายที่ นโยบายกระทรวงศึกษาต้องรับ แต่ทางปฏิบัติไม่ใช่ง่าย แม้บังคับแต่ถ้าสังคมมีความรังเกียจ เด็กคนนั้นก็จะไม่มีความสุข"

"ตั้งแต่เป็นวุฒิสภา เรียนรู้ปัญหาประชาชนมากมาย สิ่งที่พบมากพร้อมเพื่อนวุฒิสภาที่ทำงานด้วยกันคือการละเมิดสิทธิชุมชน ส่วนมากเกี่ยวกับทรัพยากร ที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ..."

จอนยังแสดงทัศนะเรื่องความรุนแรงว่า "ความรุนแรงภาคใต้เริ่มด้วยกลุ่มคนที่ใช้ความรุนแรง แต่เกิดการตอบโต้โดยรัฐที่รุนแรงเช่นกัน เราผิดพลาดหลายกรณีโดยเฉพาะเรื่องตากใบที่มีการขนคน จับตัวแล้วยังเสียชีวิตกว่า 80 คน นี่อยู่ในการดูแลรัฐ เรายังได้รับการร้องเรียนเรื่องอุ้มฆ่า โดยเฉพาะกรณีนายสมชาย ทั้งหมดนี้เห็นแล้วห่วงมาก ดูเหมือนความรุนแรงจะทวีขึ้นไม่สิ้นสุด..."

คนรุ่นใหม่ปัจจุบันก็มีแนวโน้มความรุนแรง เห็นได้จากความคิดเห็นที่ส่งเข้าไปตามรายการคุยข่าว พวกเขาพากันรุมก่นนักวิชาการสายพิราบ ซึ่ง อ.จอน บอกกับผู้นิยมความแข็งกร้าวว่า

"ถามว่าที่ใช้ความรุนแรงมาตลอดสถานการณ์ดีขึ้นไหม เห็นแย่ลงทุกวัน ล่าสุดคนทำมาหากินไม่สามารถทำงานวันศุกร์ ผู้ก่อการร้ายมีอิทธิพลต่อพื้นที่ เพราะรัฐสร้างความแปลกแยกกับประชาชน ไม่สามารถให้ความมั่นใจกับคนพื้นที่ได้ไม่ว่าศาสนาใด พูดง่ายๆ ประชาชนไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐขณะนี้

ตัวอย่างความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองที่เกิดในประเทศอื่นอย่างไอร์แลนด์เหนือ ทุกกรณีที่สุดแก้ปัญหาได้เมื่อให้ความเป็นธรรมกับคนพื้นที่..ให้เขามีโอกาสศึกษา ทำงาน ไม่ต่างกับที่อื่น ที่สำคัญเรื่องปกครองตนเองที่ไม่ได้แยกดินแดน หมายถึงคนพื้นที่ต้องมีตำแหน่งปกครองในพื้นที่ ต้องไม่เหมือนอาณานิคมหรือมีคนนอกอยู่ตำแหน่งบริหาร นี่ต้องเร่งแก้และเคารพวัฒนธรรมพื้นที่ คนของรัฐทุกส่วนต้องเข้าหาประชาชนได้ ถ้าโจมตีพวกผมว่าอยู่บนหอคอยไม่เข้าใจสถานการณ์ ให้ลองมองประวัติศาสตร์ทุกประเทศดูว่าในที่สุดเขาแก้อย่างไร ไม่มีรัฐไหนใช้ความรุนแรงแล้วจะสงบ ประวัติศาสตร์จริงคือยิ่งใช้รุนแรงมากเท่าไรความไม่สงบจะทวีขึ้นเท่านั้น"

"ผมอยากให้คนสนใจเรื่องสังคม ให้เรียนรู้สังคมของเรา ฟังและคิดให้ละเอียด ทำอย่างไรจะสร้างสังคมที่เป็นธรรม ช่วยทำให้สังคมเป็นตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ เรามี รัฐธรรมนูญค่อนข้างดี แต่ขอให้ดูความประพฤติผู้มีอำนาจว่าทำตามหรือไม่ ช่วยกันกดดันให้รัฐสร้างสันติสุขในภาคใต้ นี่เป็นแนวคิดผม เชื่อไม่เชื่อเป็นสิทธิ ผมคิดว่าแต่ละคนใช้วิจารณญาณด้วยตนเองได้ครับ"

ถึงตอนนี้ จอน อึ๊งภากรณ์ ยังคงทำหน้าที่วุฒิสมาชิก "เสียงข้างน้อย" ต่อไป ถึงแม้งานในหน้าที่ของเขาจะต่างกับ ดร.ป๋วย ผู้เป็นบิดา แต่ก็มีคุณค่ามากต่อสังคมจนได้รับเกียรติก้าวขึ้นรับรางวัลที่เทียบได้กับ "โนเบล" ของเอเชียสาขาเดียวกับบิดาของเขาในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ที่จะถึงนี้

เหมือนเมื่อ 40 ปีก่อนที่คนไทยได้ภาคภูมิใจในตัวอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นั่นเอง...

* * * *

*ภาพบางส่วนจากนิตยสารสารคดีฉบับพิเศษ "ป๋วย อึ๊งภากรณ์"

จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1411 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 239 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 15 ส.ค. 2548 (13:12)
41886
หน้าตาของรางวัลแม็กไซไซ

จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1411 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 239 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 1 ก.ย. 2548 (15:47)
เก่งมากครับ
1321 (IP:202.143.149.146,192.168.1.211,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 1 พ.ย. 2548 (20:32)
ประวัติไม่เห้นมีเลย
อีฟ (IP:58.147.49.171,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 2 พ.ย. 2548 (13:13)
นายจอน อึ๊งภากรณ์

สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร



เกิดวันที่ 19 กันยายน 2490

ที่อยู่
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ 48/282 โครงการเซ็นเตอร์เพลส
ถนนรามคำแหง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร. 372-2113, 4
โทรสาร. 372-2116

การศึกษา
ปริญญาตรี สาขาอิเล็กทรอนิกส์ (University of Sussex : อังกฤษ)

อาชีพ
นักพัฒนา

ประสบการณ์
ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์
ประธานคณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์
ผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

กรรมาธิการสามัญ การมีส่วนร่วมของประชาชน
การสาธารณสุข
กรรมาธิการวิสามัญ สภาเศรษฐกิจ
กองทุนสุขภาพ
ค่าตอบแทนผู้เสียหาย
แร่
คนสวยแถวนี้จ้า (IP:202.57.156.183,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 2 พ.ย. 2548 (13:15)
อาจารย์ จอน อึ๊งภากรณ์ อายุ 58 ปี เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2490 เป็นบุตรชายคนโตของ ศาสตราจารย์ ดร. ป๋วย และนางมาการ์เร็ต อึ๊งภากรณ์ หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จาก มหาวิทยาลัย Sussex ประเทศอังกฤษ จอน อึ๊งภากรณ์ ได้มาเป็นอาจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ให้กับนักศึกษาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ 5 ปี ซึ่งนับเป็นอาจารย์รุ่นใหม่ไฟแรงที่สนับสนุนกิจกรรมนักศึกษาอย่างดียิ่ง ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 บรรยากาศในสังคมการเมืองไทยเข้าสู่ช่วงอึมครึมที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ เขาต้องไปอยู่ประเทศอังกฤษกับบิดา และในช่วงนั้นเองตัวเขา บิดา น้องชาย และคนไทยในอังกฤษกลุ่มหนึ่ง ได้ทำหนังสือ “มิตรไทย” เพื่อเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลต่างๆ ในประเทศไทย ให้กับคนไทยในต่างแดนและประชาคมโลก รวมทั้งให้การติดต่อช่วยเหลือแก่นักศึกษาที่หลบหนีภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศ หลังจากนั้นเขาได้หวนกลับมาทำงานประเทศไทยอีกครั้ง ในตำแหน่งผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) คนแรก โดยมีภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรองผู้อำนวยการ และใช้เวลาใน มอส. เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีส่วนร่วมทำงานกับชุมชนและชนบทเป็นเวลากว่า 10 ปี ก่อนจะผันตัวเองมาทำงานในโครงการเข้าถึงเอดส์ (ACCESS) เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อเอดส์ในสังคมไทย เนื่องจากในยุคแรก ๆ ที่สังคมไทยเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์เอดส์นั้น ผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้แรงงาน พนักงานให้บริการทางเพศ ที่ได้รับเชื้อ ถูกประณามและตราหน้าว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา กระทั่งมีความพยายามที่จะละเมิดสิทธิ์ผู้ติดเชื้อด้วยการกักบริเวณ ทำให้จอนและเอ็นจีโอจำนวนมากประท้วงแนวคิดดังกล่าว และยกเรื่องเอดส์กับปัญหาสิทธิมนุษยชน เป็นจุดยืนในการทำงานตลอดมา ท่านได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการภาครัฐ ในปี 2005
คนเดิมแหละจ้า (IP:202.57.156.183,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 12 พ.ย. 2548 (16:30)
ไม่เห็นมีประวัติเลย มีแต่มีหน่อยเดียว และมีไปปนอยู่กับหัวข้ออื่น สรุปยากจัง แต่ก็สามารถให้ความรู้ได้เยอะมาก ขอบคุณที่ให้ข้อมูลคะ
จอย เด็กมะขามสรรเสริญ (IP:203.113.81.139,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 14 พ.ย. 2548 (12:50)
ขอบคุณมากค่ะสำหรับเรื่องดีๆๆๆๆๆที่มีให้ศึกษา
เดชะ (IP:203.156.47.73,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 9 ธ.ค. 2548 (09:30)
ขอบคุณมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ที่ให้ความรู้
banklovekorw@hotmail.com (IP:202.143.149.146,192.168.1.175,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 9 ธ.ค. 2548 (09:36)
ไม่ค่อยมีข้อมูลแต่ก็ได้ความรู้ ขอบคุณมากๆๆ
"เสื้อเทพ" (IP:202.143.149.146,192.168.1.175,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 13 ธ.ค. 2548 (09:57)
ได้ความรู้มากมาย ขอบคุณมากๆๆๆๆๆครับ
บุรุษไร้นาม (IP:202.143.149.146,192.168.1.175,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 13 ธ.ค. 2548 (13:27)
โนเบล (คนที่ 21) แห่งเอเชีย จอน อึ๊งภากรณ์... "รางวัลนี้ไม่ใช่ของผมคนเดียว"
อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กรุงเทพฯมหานคร , นักเคลื่อนไหวประเด็นสิทธิมนุษยชน , NGOsด้านเอดส์ (มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ www.aidsaccess.com) และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ข่าวอิสระ ประชาไท (www.prachatai.com) กับวัย 58 ปีและรางวัลแม็กไซไซที่ได้รับ คือ เครื่องการันตีถึงผลของการทำงานทั้งชีวิตวันวัยและประสบการณ์ซึ่งสะท้อนผ่านบุคคลิก (มีเลศนิดๆ) ของคน ๆ หนึ่งที่อาจจะเรียกได้ว่า... "คนรุ่นใหม่เค้าไม่ได้ดูกันที่อายุและสังขาร"

ThaiNGO : อยากพูดอะไร ในวันที่ 31 สิงหาฯ ที่มะนิลา
จอน อึ๊งภากรณ์ : มีสองเรื่อง เรื่องแรก วันที่ 29 เป็นการบรรยายเชิงวิชาการพร้อมกับคนวิจารณ์ ในหัวข้อ "เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมทางสังคมผ่านระบบรัฐสภา" ในเบื้องต้นจะเน้นเรื่องการต่อสู้ของชุมชน และความขัดแย้งเรื่องฐานทรัพยากรจากนโยบายรัฐ เรื่องที่ดิน เรื่องป่าไม้ เรื่องน้ำ ยกตัวอย่างเรื่องที่ดินลำพูน กรณีผลกระทบหลังสึนามิ กลุ่มผู้นำชุมชนถูกสังหารซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ทั้งในเชิงอิทธิพลท้องถิ่นและนโยบายอำนาจรัฐ

ThaiNGO : ดูเหมือนจะมุ่งไปที่ความไม่เป็นธรรมของนโยบายภาครัฐ
จอน อึ๊งภากรณ์ : ใช่... ความไม่เป็นธรรมทั้งที่เกิดจากนโยบายภาครัฐ และอิทธิพลท้องถิ่นแต่ยังไม่ได้คิดรายละเอียด รวมทั้งสถานะการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เอฟทีเอ และการออกพระราชกำหนดสถานะการณ์ฉุกเฉิน แง่มุมของการต่อสู้ระหว่างชุมชน และกลุ่มเกษตรกรรายย่อย

ThaiNGO : ทราบว่า คุณแม่มีอิทธิพลกับความคิดทางการเมืองมาก
จอน อึ๊งภากรณ์ : พูดกันตามจริงแล้ว คุณแม่มีอิทธิพลมากกว่าคุณพ่อ คุณแม่มีแนวความคิดเรื่องสังคมนิยม-ประชาธิปไตย และสันติวิธี สอนให้เรามองคนอื่นอย่างมีศักดิ์ศรี เท่าเทียม รังเกียจความเหลื่อมล้ำและช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งเป็นเรื่องที่ รัฐ ต้องจัดการและให้หลักประกันพื้นฐานในการดำรงชีวิตแก่คนในสังคมในระดับที่ใกล้เคียงกัน

ThaiNGO : อาจารย์เป็นนักสันติวิธีเหมือนคุณแม่
จอน อึ๊งภากรณ์ : ยัง ผมยังไม่ถึงขั้นสันติวิธีเหมือนคุณแม่หรอก (หัวเราะ) คือ ผมเป็นคนไม่ชอบความรุนแรง และชอบแก้ปัญหาโดยไม่ใช้กำลังรุนแรง สันติวิธี ไม่ได้หมายถึงการประนีประนอมแต่หมายถึงการต่อสู้ การต่อสู้ที่ไม่ต้องใช้อาวุธอาจจะ หมายถึง การชุมนุมประท้วง ทำในสิ่งที่ถูกต้องและสมควร แต่ไม่จับอาวุธ จริงๆ แล้วผมเคยคิดเรื่องการจับอาวุธล้มล้างระบบชนชั้นได้รับอิทธิพลจากขบวนการนิสิตนักศึกษายุคนั้น แต่วันนี้ไม่คิดอย่างนั้น ในหลายกรณี การปฏิวัติ-จับอาวุธ ทำให้เกิดชนชั้นปกครองอีกรูปแบบ เผด็จการอีกรูปแบบ แต่ถึงวันนี้ก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าภาพสังคมที่เป็นธรรมหน้าตาจะเป็นอย่างไร หรือจะต้องทำอย่างไร ใช้วิธีการใด

ThaiNGO : เป็นสว.มีปัญหาเรื่องการทำงานในระบบบ้าง หรือเปล่า
จอน อึ๊งภากรณ์ : เปล่านะ ผมเพียงคาดหวังว่าการเป็น สว. ของผมจะทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนได้อย่างไร อาศัยเครื่องมือกลไกในระบบเท่าที่มี คือ ผมเลือกกลุ่มคนทำงานร่วมได้ แม้บางครั้งในหลายๆ เรื่องเพื่อนๆ สว. ไม่ได้มองไปในทางเดียวกัน แต่ก็ร่วมงานกันได้เน้นไปที่การนำเรื่องราวต่างๆ มาถ่ายทอด

ThaiNGO : คิดยังไงที่มีคนเห็นว่า อาจารย์จัดอยู่ในกลุ่ม สว. เสียงข้างน้อย
จอน อึ๊งภากรณ์ : ไม่คิดยังไง การเป็น สว. เสียงข้างน้อยไม่ได้เป็นเรื่องที่จะต้องมานั่งคิดมาก เสียงข้างน้อยไม่ได้แปลว่าทำอะไรไม่ได้ บางทีเสียงข้างน้อยก็มีอิทธิพล (หัวเราะ) ในการอภิปราย หลายหนมีที่เราเสียงดังแต่พอถึงเวลาโหวตเราแพ้ (หัวเราะ) คือ หากใครมานั่งฟังอภิปรายเสมือนว่าน้ำหนักจะเทมาทางเรา เรื่องของเรื่อง คือ เรามีโอกาสพูดกับสังคมได้มากพอสมควร พูดกับสื่อมวลชนได้มาก พูดกับรัฐบาลได้ในหลายกรณี แต่ก็นั่นแหละอยู่ที่เค้าจะฟังหรือไม่ฟัง

ThaiNGO : ทำงานด้านเอดส์มากี่ปี
จอน อึ๊งภากรณ์ : ตั้งแต่ ปี 2534 จนกระทั่งเป็น สว. ช่วงนั้นสังคมไทยมองคนกลุ่มนี้ด้วยสายตารังเกียจ ทั้งที่คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถ เอดส์ ไม่ได้หมายถึง ไร้อนาคต สังคมต่างหากที่ทำให้คนเป็นเอดส์ไร้อนาคต งานหลักๆ ที่เราทำ คือ ให้บริการรักษาผู้ติดเชื้อเอดส์ หลังจากนั้นจะเป็นกระบวนการเสริมความเข้มแข็ง สร้างเครือข่าย จนวันนี้มีถึง 600 เครือข่าย

ThaiNGO : วันนี้ สังคมมองคนกลุ่มนี้ยังไง
จอน อึ๊งภากรณ์ : ในระดับตัวบุคคลยังยอมรับไม่ได้ ยังมีอาการหรือท่าทีรังเกียจมีการแบ่งแยก ที่สำคัญ มีการละเมิดสิทธิ์โดยเฉพาะสิทธิการทำงาน การขอตรวจเชื้อเอดส์ก่อนรับคนเข้าทำงาน นั่นคือ การละเมิดอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐ อย่างเช่น สำนักงานอัยการ ผู้ช่วยผู้พิพากษา

ThaiNGO : หมายความว่าไง ห้ามตรวจเชื้อ
จอน อึ๊งภากรณ์ : การตรวจเชื้อเอดส์ก่อนรับเข้าทำงานเป็นเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ขณะที่รัฐธรรมนูญของเราห้ามเลือกปฏิบัติ ความจริงคลุมในหลายเรื่องทั้งเชื้อชาติ ศาสนา เพศ วัย ตลอดจนสุขภาพ สมมติว่า ผมจะรับใครสักคนเข้าทำงาน ชายคนที่หนึ่งติดเชื้อ ชายคนที่สองไม่ติดเชื้อ จะต้องไม่มีการเลือกรับคนที่ไม่ติดเชื้อ ในกรณีที่คนทั้งสองมีความสามารถเท่ากัน หรือคนติดเชื้อมีความสามารถมากกว่า ไม่เช่นนั้นถือว่าเป็นการกีดกันสิทธิการทำงานของคนติดเชื้อ และไม่มีเหตุผลสมควรใดๆ ซึ่งทางบริษัทจำเป็นจะต้องรู้ว่าลูกจ้างของตนติดเชื้อหรือไม่ ผมเป็นเจ้าของบริษัทผมไม่จำเป็นต้องรู้ว่าลูกจ้างคนไหนของผมติดเชื้อ หรือในบางกรณีบริษัทใช้การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นเครื่องมือในการตรวจหาเชื้อเอดส์ อย่างนี้ถือว่าละเมิดสิทธิ์กันอย่างรุนแรง

ThaiNGO : นโยบายของรัฐวันนี้ เป็นยังไง
จอน อึ๊งภากรณ์ : เรื่องการดูแลสุขภาพผู้ป่วยและการเข้าถึงยาตอนนี้ดีขึ้นมาก สามารถผลักสู่นโยบายระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งคงต้องยอมรับว่าเป็นความสำเร็จของเครือข่ายเอดส์ ที่ผลักดันกับเครือข่ายทางสังคมอื่นๆ กว่า 60,000 รายชื่อ ต้องยอมรับว่าพวกเค้าทำงานกันจริงจังมาก หรืออย่างกรณีเอฟทีเอ แต่ยังต้องยอมรับว่าสถาบันการศึกษาและสถานรับเลี้ยงเด็กยังไม่ยอมรับ สังคมไทยยังคง......อะไรดี (นิ่งคิด) เรียกว่า ระแวงหรือยังไม่เข้าใจ

ThaiNGO : สะท้อนนโยบายทางด้านสิทธิมนุษยชนไทย หรือเปล่า
จอน อึ๊งภากรณ์ : คือ นโยบายรัฐมันดีมาตลอดบังคับว่าจะต้องไม่มีการแบ่งแยก หรือเลือกปฎิบัติแต่ผลในทางปฏิบัติไม่เกิด ยกตัวอย่าง เราได้รับการร้องเรียนจากผู้ติดเชื้อว่าไปสมัครงานแล้วทางบริษัทไม่รับ สาเหตุเพราะติดเชื้ อเมื่อศูนย์คุ้มครองผู้ติดเชื้อและกลุ่มคนทำงานด้านเอดส์ออกไปพบกับทางบริษัท ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปด้วยบางครั้งไปคุยกับบริษัทว่าการทำเช่นนี้ถือเป็นการขัดนโยบายแห่งรัฐ ปรากฏว่ากลับไม่มีหน่วยงานของรัฐร่วมมือกับเรา ปัญหาตกอยู่ที่คนทำงาน (NGOs) หากมีคำสั่งหรือเราได้รับแรงสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ หรือเป็นคำสั่งจากอัยการโดยตรง เราก็จะทำอะไรได้มากกว่านี้ แต่นี่สำนักงานอัยการยังตรวจหาเชื้อจากคนที่จะเข้ามาทำงานในองค์กร แสดงให้เห็นได้ประการหนึ่งว่ารัฐเองยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับมาตรการคุ้มครองกลุ่มผู้ติดเชื้อ นอกจากนี้เรายังรณรงค์เรื่องการป้องกันเอดส์ทุกรูปแบบ อีกด้านหนึ่ง คือ ทำงานด้านเพศศึกษา อีกด้านเป็นด้านการให้บริการผู้ติดเชื้อ อีกด้านเป็นการสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งของผู้ติดเชื้อ

ThaiNGO : ทราบว่า อาจารย์มีปัญหาเรื่องสุขภาพ
จอน อึ๊งภากรณ์ : เป็นมะเร็งกล่องเสียง รำคาญบ้างเป็นบางครั้ง (หัวเราะ) ทำงานด้านเอดส์ทำให้ได้คิดอย่างหนึ่งว่ าเป็นเอดส์ไม่ได้หมายถึงจบสิ้น เป็นมะเร็งก็ไม่ได้หมายความว่าจบสิ้น เราเผชิญหน้ากับโรคภัยไข้เจ็บได้ แพ้เมื่อไรไม่เป็นไร แต่สู้เอาไว้ก่อน เห็นคนที่อยู่กับเอดส์แล้วทำให้เรามีพลังใจ

ThaiNGO : เป็นมานานแค่ไหน
จอน อึ๊งภากรณ์ : 2 ปี ครึ่ง ตอนนี้อาการยังอยู่

ThaiNGO : มีผลกับสภาพจิตใจแค่ไหน
จอน อึ๊งภากรณ์ : กังวลบ้างเหมือนกันแต่มีคนให้กำลังใจผมมาก พูดกันตรงๆ ผมไม่คิดว่าการทำงานของผม คือ การเสียสละ ผมทำงานที่ผมชอบและมีความสุข สุขภาพจึงดูเป็นปัญหารองๆ ทำงานช่วงหลังๆ นี่ความเครียดลดลงแม้จะต้องพบปะ เสือสิงห์กระทิงแรด (หัวเราะ)

ThaiNGO : เครื่องมือการทำงานของ สว. มากกว่ าเอ็นจีโอ
จอน อึ๊งภากรณ์ : ไม่หรอกคนละแบบมากกว่า พูดตรงๆ ว่า เป็น NGOs มีความสุขมากกว่าโดยเฉพาะช่วงทำงานเอดส์ ผมเป็นคนให้คำปรึกษา (ยิ้ม) สว .เราอาจจะเรียกร้องข้อมูลจากองค์กรหน่วยงานภาคราชการมาดูได้ง่ายกว่า จัดแถลงข่าวได้ง่ายกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะชอบเรานะ หลังๆ มานี่เค้ายิ่งไม่ให้ความร่วมมือ (หัวเราะ) เป็น NGOs เรียกหน่วยงานมาชี้แจงลำบาก แต่ก็นั่นแหละเป็น สว .ก็ลำบากอีกแบบอย่างเช่นกรณีโรงไฟฟ้าแก่งคอย ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีถึงกับหายหน้าไป ไม่ยอมมา (หัวเราะ) หรือกรณีตากใบ สว. ร้องขอคำชี้แจงเรียกได้ว่าเป็นอภิสิทธิ์แบบหนึ่ง สว .สามารถเรียกร้องตรงนี้ได้

ThaiNGO : จำความรู้สึกแรกที่ไปถึงค่ายอิงคยุทธได้หรือเปล่า
จอน อึ๊งภากรณ์ : (นิ่งคิด) ผมไม่คิดว่าเหตุการณ์ทำนองนี้จะเกิดขึ้นในสังคมไทย ลงไปคุยไปสัมภาษณ์เรื่องมันยิ่งแย่กว่าที่คิดเอาไว้ ผมคิดว่าทหารอาจจะไม่รู้ก็เป็นได้ว่ามีคนขาดอากาศตายอยู่หลังรถ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ สอบสวนแล้วปรากฏว่ามีทหารคุมอยู่ที่หลังรถและเห็นๆ ว่า มีคนร้องให้ช่วยขอชีวิต สังคมไทยเป็นสังคมที่ลักลั่น เราเป็นสังคมพุทธแต่เรากลับสนับสนุนความรุนแรง มันขัดแย้งกันอย่างนี้

ThaiNGO : เป็นอย่างนี้หรือเปล่าว่า พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉิน กับ คณะกรรมการสมานฉันท์ เป็นการดำเนินนโยบายคู่ขนานของรัฐบาล ที่ต้องมีทั้งไม้แข็งและไม้นวม
จอน อึ๊งภากรณ์ : คือ ผมคิดว่ารัฐบาลนี้ทำอะไรแบบคู่ขนานมาตลอดทุกเรื่อง ผมคุยกับหลายคนในแวดวงตุลาการ การออกพระราชกำหนดเปรียบได้กับการทำรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญทีเดียว สำหรับผม คือ เรื่องที่ร้ายแรงมาก อีกอย่างถามว่าการมีอยู่ของคณะกรรมการสมานฉันท์ วันนี้ทำอะไรกับพระราชกำหนดได้บ้าง โดยเฉพาะหากมองประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่เคยมีปรากฏการออกพระราชากำหนดฯ เพราะมันคือใบอนุญาตให้ฆ่าคนได้ตามใจชอบ

ThaiNGO : คาดหวังกับประชาไทขนาดไหน
จอน อึ๊งภากรณ์ : มันควรเป็นสื่อทางเลือกอันหนึ่ง ที่จะต้องไปได้ไกลกว่านี้ ผมเน้นไปที่ประเด็นการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาไทยังน้อยหากเทียบกับไทยเอ็นจีโอ

ThaiNGO : แต่ดูเหมือนจะเด่นเรื่องทะเลาะกันมากกว่าเด่นทางเนื้อหาสาระ
จอน อึ๊งภากรณ์ : (หัวเราะ) เป็นบางช่วง บางครั้งผมคิดว่า ผมเป็นต้นเหตุของการทะเลาะด้วยหรือเปล่า (หัวเราะ) ผมว่ามันเป็นไปตามสภาพเหตุการณ์ อย่างช่วงกรณีตากใบ เสมือนว่าจะมีการจัดตั้งกันเป็นขบวนการมาทำลายผู้ที่แสดงความคิดเห็น ประเด็น อยู่ที่การมีส่วนร่วม ประชาไท ต้องไปถึงจุดนั้น ต้องทำให้คนรู้สึกเป็นเจ้าของได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสม่ำเสมอ
เด็กวิชาการ (IP:202.183.130.120,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 13 ธ.ค. 2548 (13:27)
ThaiNGO : หมดวาระ (สมาชิกวุฒิสภา) แล้วจะทำอะไร
จอน อึ๊งภากรณ์ : ยังไม่รู้ แต่คิดว่าจะทำในสิ่งที่ต้องการทำ เอ่อ จะรับเงินเดือนจากไหนนี่ยังงไม่รู้ ยิ่งตอนนี้มีคนออกมาคัดค้านเรื่องบำเหน็จ-บำนาญ สส. สว. (หัวเราะ) หมดเงินเดือน สว. แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาเงินเดือนมาจากไหน (หัวเราะ) คงจะต้องทำงานและคงต้องเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคม คิดคร่าวๆ เอาไว้ว่า จะลองสมัครคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

ThaiNGO : เห็นด้วยกับเรื่องบำเน็จ-บำนาญ สส. สว.
จอน อึ๊งภากรณ์ : เห็นด้วย (ตอบทันที) ...มี อดีต สส. สว. หลายคนที่อยู่อย่างยากลำบาก สังคมมักจะมีภาพลบกับกลุ่มบุคคลสองกลุ่มนี้ ทั้งที่สังคมเป็นคนเลือกบุคคลสองกลุ่มนี้เข้ามาทำงาน !!

ThaiNGO : หนทางทางการเมืองสอนให้อาจารย์คิดซับซ้อนขึ้น
จอน อึ๊งภากรณ์ : เล่นเกมส์เก่งขึ้น (หัวเราะ) แต่เป็นแบบสุจริต เช่น การนับองค์ประชุม คือ หากเรากำลังสู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งเราจำเป็นต้องมีวิธี ต้องรู้จักเรียนรู้จากคนอื่นเสมอ เช่น เราเสนอว่าห้ามมหาวิทยาลัยปฏิเสธคนไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน เราต้องเข้าไปในเกมส์ผลักดันคนที่เห็นด้วยให้เข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจ หรืออย่างกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเราต้องผลักดันคนของเราเข้าไปทำหน้าที่ มิเช่นนั้น อย่าหวังว่าเราจะชนะ ให้ดูเป็นเรื่องๆ เป็นกรณีๆ ช่องไหนที่เราสู้ได้ ต้องมีชั้นเชิง NGOs น่าจะรู้เรื่องอย่างนี้ดี (หัวเราะ) ปัญหาอยู่ที่ว่า \'อะไร\' คือ เรื่องที่เราจะต่อสู้ดี-ไม่ดีอย่างไร มากกว่า

ThaiNGO : NGOs วันนี้ มีลักษณะ อย่างไร
จอน อึ๊งภากรณ์ : คงจะบอกได้ยากว่ามีลักษณะอย่างไร เพราะระยะหลังผมค่อนข้างห่างอีกอย่างมีคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาทำงานในองค์กรเหล่านี้มากขึ้น ผมคิดว่า NGOs มีพัฒนาการหากเทียบกับ 20-25 ปีที่แล้ว ผมเริ่มทำงาน มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ปี 2523 สมัยนั้นการทำงาน เรียกว่ เป็นขั้นตอนปลุกสร้างองค์กรชาวบ้านจน วันนี้องค์กรชาวบ้านเติบโต แกร่ง กล้าออกมาเผชิญหน้ากับปัญหาความขัดแย้ง ต้องบอกว่าเนื่องมาจากฝีมือของ NGOs (อาจจะไม่ทั้งหมด) เกิดเครือข่ายชาวบ้านซึ่งในหลายกรณีพวกเค้าจัดตั้งกลุ่มของพวกเค้าเอง อีกกรณี คือ สิ่งที่รัฐบาล (แทบทุกรัฐบาล) พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของ NGOs ผมคิดว่าเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง หากสิ่งที่ NGOs ต้องทำต่อไป คือ การอธิบายสาธารณะเพราะคงต้องยอมรับว่าสังคมยังไม่รู้จักการทำงานในลักษณะนี้มากนัก สังคมยังมองไม่ออก มองไม่เห็นความหลากหลายในการทำงาน ยังไม่เห็นรูปแบบการทำงานที่เพียงพอ

ThaiNGO : ดูเหมือนว่า พี่น้อง3 คน ความคิดจะออกไปคนละขั้ว
จอน อึ๊งภากรณ์ : มีคนถามเรื่องนี้เยอะมาก อย่างผมกับอาจารย์ใจ ดูเหมือนว่าความคิดทางการเมืองจะไม่เหมือนกัน แต่รูปแบบการทำงานจะออกมาแนวๆ เดียวกัน มองรูปธรรมปัญหาแนวเดียวกัน การวิจารณ์ภาครัฐออกมาในแนวทางเดียวกัน แต่เราอาจจะมีวิธีการแก้ปัญหาในสังคมแตกต่างกัน เพราะอาจารย์ใจเชื่อมั่นในแนวทางทฤษฎีมาร์กซิส ส่วน ..ไมตรี (ปีเตอร์ น้องชายคนรอง) อาจจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ไมตรี จะเชื่อในระบบการค้าเสรีว่าสามารถจะช่วยแก้ไขปัญหาสังคมได้

ThaiNGO : วันแม่จะพูดอะไรเกี่ยวกับแม่
จอน อึ๊งภากรณ์ : ไม่พูด ผมพูดกับแม่เสมอ เราคุยกันบ่อยมาก เฉพาะช่วงหลัง แม่จะโทรมาหาผมบ่อยขึ้น เพราะท่านเป็นห่วงสุขภาพผม


กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
15 สิงหาคม 2548
คนเดิม (IP:202.183.130.120,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 13 ธ.ค. 2548 (13:28)
ประวัติ จอน อึ๊งภากรณ์ ส.ว. กรุงเทพฯ

นายจอน อึ๊งภากรณ์ อายุ 58 ปี เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2490 เป็นบุตรชายคนโตของ นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ และนางมาการ์เร็ต อึ๊งภากรณ์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย Sussex ประเทศอังกฤษหลังจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จอน อึ๊งภากรณ์ ได้มาเป็นอาจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ให้กับนักศึกษาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ 5 ปี ซึ่งนับเป็นอาจารย์รุ่นใหม่ไฟแรงที่สนับสนุนกิจกรรมนักศึกษาอย่างดียิ่ง

ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 บรรยากาศในสังคมการเมืองไทยเข้าสู่ช่วงอึมครึมที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสต ร์เขาต้องไปอยู่ประเทศอังกฤษกับบิดา และในช่วงนั้นเองตัวเขา บิดา น้องชาย และคนไทยในอังกฤษกลุ่มหนึ่ง ได้ทำหนังสือ “มิตรไทย” เพื่อเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลต่างๆ ในประเทศไทยให้กับคนไทยในต่างแดนและประชาคมโลก รวมทั้งให้การติดต่อช่วยเหลือกับนักศึกษาที่หลบหนีภัยการเมือง

หลังจากนั้นชีวิตของเขาได้หวนกลับมายังประเทศไทยอีกครั้ง ในตำแหน่งผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) คนแรก ในสมัยเดียวกับที่ ภูมิธรรม เวชชยชัย เป็นรองผู้อำนวยการ และใช้เวลาใน มอส. เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีส่วนร่วมทำงานกับชุมชนและชนบทเป็นเวลากว่า 10 ปี ก่อนจะผันตัวเองมาทำงานในโครงการเข้าถึงเอดส์ (ACESS) เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ และให้สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ติดในสังคมไทย
เนื่องจากในยุคแรก ๆ ที่สังคมไทยเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์เอดส์นั้น ผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้แรงงาน พนักงานให้บริการทางเพศ ที่ได้รับเชื้อถูกประณามและตราหน้าว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา กระทั่งมีความพยายามที่จะละเมิดสิทธิ์ผู้ติดเชื้อด้วยการกักบริเวณ ทำให้จอนและเอ็นจีโอจำนวนมากประท้วงแนวคิดดังกล่าว และยกเรื่องเอดส์กับปัญหาสิทธิมนุษยชน เป็นจุดยืนในการทำงานเรื่อยมา

ประวัติการทำงาน
• 2543 ถึงปัจจุบัน สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร , เลขานุการของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา ,
ประธานคณะอนุกรรมาธิการหลักประกันทางสังคม , เลขาธิการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ , รองประธานกรรมการศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ , เลขานุการโครงการวารสารข่าวทางอินเตอร์เน็ต ประชาไท
• 2543 กรรมาธิการของคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา กรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา
• 2534 - 2543 ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์
• 2537 - 2539 ประธานคณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์
• 2537 - 2539 กรรมการคณะกรรมการเอดส์ชาติ
• 2531 - 2532 รองประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.)
• 2523 - 2534 ผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
• 2520 - 2523 ผู้ประสานงานมูลนิธิมิตรไทย
• 2514 - 2519 อาจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย
1.ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) (ได้รับเมื่อ 5 ธันวาคม 2547)
2.ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) (ได้รับเมื่อ 5 ธันวาคม 2545)
3.ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) (ได้รับเมื่อ 5 ธันวาคม 2544)
4. ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.) (ได้รับเมื่อ 5 ธันวาคม 2543)
5. จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก (จ.ช.) (ได้รับเมื่อ 5 ธันวาคม 2519)

เกี่ยวกับ "รางวัลแม็กไซไซ" รางวัลทรงเกียรติเปรียบเสมือนรางวัลโนเบลของกลุ่มประเทศเอเชีย เป็นรางวัลที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายรามอน แม็กไซไซ อดีตประธานาธิบดีคนที่ 3 ของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งประชาชนยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ เนื่องจากแม็กไซไซเป็นผู้จัดตั้งขบวนการใต้ดิน ต่อสู้กับกองทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งยังเป็นหัวหน้าขบวนการเรียกร้องเอกราชของชาติ และได้ทำงานทุ่มเทแรงงานแรงใจให้กับการช่วยเหลือคนยากไร้

ภายหลังจากนายรามอนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจากเครื่องบินตกเมื่อเดืนมีนาคม พ.ศ.2500 มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ อุทิศเงินจำนวน 10 ล้านบาทก่อตั้ง มูลนิธิแม็กไซไซ อวอร์ด ขึ้น เมื่อเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน การมอบรางวัลดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อรับรองและประกาศเกียรติคุณบุคคลที่อย ู่ในเอเชีย ผู้อุทิศตนเพื่อรับใช้มนุษยชาติในทางสร้างสรรค์ ไม่จำกัดชาติ ศาสนา ภาษา เพศ หรือผิว

แบ่งเป็น 5 สาขาคือ สาขาปฏิบัติราชการ สาขาบริการสาธารณะ สาขาผู้นำชุมชน สาขาหนังสือพิมพ์และวรรณกรรม และสาขาส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ สำหรับปีใดหาผู้เหมาะสมไม่ครบตามสาขานั้นๆ ก็จะไม่มีการพิจารณามอบรางวัล ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเหรียญสดุดีและเงินรางวัลประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 200,000 บาท มอบกันที่กรุงมะนิลา ในวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของแม็กไซไซ

สำหรับบุคคลและหน่วยงานไทยที่เคยได้รับรางวัลแม็กไซไซ ประกอบด้วย
1. คุณ นิลวรรณ ปิ่นทอง สาขาบริการสาธารณะ ปี 2504
2. นาย ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สาขาปฏิบัติราชการ ปี 2508
3. นพ. ฝน แสงสิงแก้ว อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข สาขาปฏิบัติราชการ ปี 2509
4. หม่อมเจ้า สิทธิพร กฤดากร สาขาบริการสาธารณะ ปี 2510
5. นาย ประยูร จรรยาวงษ์ นักวาดการ์ตูน สาขาหนังสือพิมพ์ ปี 2514
6. นพ. กระแส ชนะวงศ์ อดีตหัวหน้าศูนย์อนามัยแม่และเด็กชนบทที่ 41 อ.พล จ.ขอนแก่น สาขาผู้นำชุมชน ปี 2516
7. พระภิกษุ จำรูญ ปานจันทร์ อดีตเจ้าสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก สาขาบริการสาธารณะ ปี 2517
8. นาง ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนชุมชนหมู่บานพัฒนาคลองเตย สาขาบริการสาธารณะ ปี 2521
9. นพ. ประเวศ วะสี อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล สาขาปฏิบัติราชการปี 2524
10. นาย ทองใบ ทองเปาด์ ทนายความคนยาก สาขาบริการสาธารณะ ปี 2527
11. นาย เฟื้อ หริพิทักษ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ สาขาบริการสาธารณะ ปี 2529
12. นพ. อารีย์ วัลยะเสวี สาขาผู้นำชุมชน เมื่อปี 2530
13. โครงการหลวงซึ่งรณรงค์ให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น สาขาส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ ปี 2531
14. สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย สาขาส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ ปี 2532
15. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สาขาบริการสาธารณะ ปี 2534
16. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สาขาปฏิบัติราชการ ปี 2535
17. นาย มีชัย วีระไวทยะ ผอ.สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน สาขาบริการสาธารณะ ปี 2537
18. นาย อานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ สาขาบริการภาครัฐบาลดีเด่น ปี 2540
19. นาย โสภณ สุภาพงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด สาขาบริการสาธารณะ ปี 2541
20. นาย ประยงค์ รณรงค์ ชาวบ้าน ต.ไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช สาขาผู้นำชุมชนปี 2547
เพิ่มเติม (IP:202.183.130.120,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 11 ส.ค. 2549 (14:55)
เก่งมากครับ
นิว (IP:203.151.140.117,203.113.45.196,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 13 พ.ย. 2549 (16:47)
กระผมขอขอบคุณมาก ๆ ๆ กับความรู้ที่ทุกคนได้สันหามาให้ ผมเชื่อว่ามันจะต้องมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้ที่ได้มาศึกษาอย่างแน่นอน ขอขอบคุณฮะ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
hijack@thaimail.com (IP:125.24.178.22,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 15 ก.ย. 2550 (23:48)
53488
ขอบคุณมากกกกกค่ะ
18 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 33 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 17 ธ.ค. 2550 (20:26)
ไปบุกสภา เพื่อแสดงความเป็นประชาธิปไตยใช่ไมครับ
นายจอน อึ๊งภากรณ์ (IP:124.121.194.234)

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.