|
ใครพอจะมีบทความเรื่อง พันธุวิศวกรรม บ้างครับ
โพสต์เมื่อ:
21:51 วันที่ 16 ส.ค. 2548 ชมแล้ว:
8,379
ตอบแล้ว:
28
ใครพอจะมีบทความเรื่อง พันธุวิศวกรรม GMO หรือบทความอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับการตัดแต่งพันธุกรรมบ้างครับ จะเป็นลิงค์หรืออะไรก้ได้ครับ ถ้าผมขอหน่อยน่ะครับ อยากได้ม๊าก ๆ เยย หลาย ๆ บทความก็ดีครับ
จำนวน 24 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 3 ก.ค. 2549 (18:48) ทำไมถึงหมายถึงอย่างนั้นหละค่ะท่านผู้ชม tvng (IP:203.172.255.146,10.250.124.227,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 1 ก.ย. 2549 (21:21) ยังมีคนขุดกระทู้มาอีกหรอเนี่ย = = ในวิชาการ.com ก็มีนะ ลองเปิดไปใน.......... เน้อหาหลัก => v พสวท จะมีข้อมูลพันธุวิศวกรรมของ พี่พสวท ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ เรื่อ GMOs นอกจากนี้ยังมีเรื่อง.. สังเคราะห์คู่แฝดดีเอ็นเอ สานต่อยับยั้งโรคทางพันธุกรรม โดย sineenart [section: บทสัมภาษณ์] ดร. ธีรยุทธ วิไลวัลย์ นักวิจัยรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ดีเด่นปี 2543 เคยมีคนโพสไว้จากเวปวิชาการเนี้ยแหละ เผอิญ Save ไว้ขออนุญาติเจ้าของเอามาโพสอีกรอบน่ะครับ สารคดีฉบับที่ ๑๗๕ ผมได้เขียนถึงการเอาชนะแมลงด้วยวิธีการการตัดต่อยีนบางตัวเข้าไปในพืชที่เรียกว่า พันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) หรือที่เราได้ยินนอยู่บ่อย ๆในขณะนี้ว่า GMOs GMOs ย่อมาจากคำว่า Genetically Modified Organism ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีในการตัดต่อเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมในพืชหรือสัตว์ เพื่อให้ได้ลักษณะของพันธุ์ที่ดีตามความต้องการ (ในที่นี้จะกล่าวเน้นเฉพาะพืชเป็นสำคัญ เพราะมีการทดลองกันอย่างแพร่หลาย) ได้แก่ การตัดต่อสารพันธุกรรมในพืชเพื่อป้องกันแมลงระบาดบางชนิด (เช่นการตัดต่อสารพันธุกรรมในฝ้าย เพื่อให้เกิดพิษที่เป็นอันตรายต่อหนอนกินใบและแมลงกินสมอฝ้าย เป็นการกำจัดแมลงโดยไม่ต้องใช้สารเคมีฉีดพ่น) เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นหรือตัดต่อยีนเพื่อกำจัดลักษณะด้อยหรือเพิ่มลักษณะเด่นของผลผลิตตามที่ต้องการ ( เช่น การตัดต่อสารพันธุกรรมในถั่วเหลือง เพื่อให้ได้ถั่วเหลืองที่มีโปรตีนสูงขึ้น) สรุปว่าจุดประสงค์หลัก ๆ ก็คือ ๑. เพิ่มผลผลิต ๒. ลดการใช้สารเคมี (และอ้างว่าจะเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม) สำหรับข้อ ๒ นั้นผมไม่ทราบแน่ชัดว่ามีพืช GMOs ตัวใดที่สามารถลดการใช้สารเคมีได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่แล้วยังคงต้องใช้สารเคมีควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะประเด็นถกเถียงกันอยู่ในบ้านเราขณะนี้คือ ฝ้ายพันธุ์บีที* ซึ่งได้มีการทดลองไปแล้วและผลการทดลองก็ระบุว่า ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีควบคู่กันไปด้วย เพราะฝ้ายพันธุ์นี้สามารถป้องกันหนอนเจาะสมอฝ้ายได้บางชนิดเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมแมลงที่เป็นศัตรูฝ้ายทั้งหมด ถ้าหากไม่มีการใช้ สารเคมีร่วมด้วย ผลผลิตที่ได้จะไม่สูงตามที่ตั้งเป้าไว้ อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่า GMOs จะเป็นทางเลือกใหม่ในการผลิตอาหารสำหรับประชากรโลก ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงและมีปริมาณมากเพียงพอต่อการบริโภค ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ ผลิตผลที่ได้จากการตัดต่อสารพันธุกรรมได้ก่อให้เกิดปัญหาตามมา ผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคอันดับแรกคือ อาการแพ้ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบริโภคอาหารที่มาจากพืช GMOs ที่บางรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต กรณีดังกล่าวได้เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อมีการทดลองนำยีนของพืชตระกูลนัต (บราซิลนัต) ที่มีอยู่ในอะเมซอน นำมาใส่ในถั่วเหลืองพันธุ์หนึ่ง เพื่อให้ได้ผลผิตผลที่มีโปรตีนสูง ล่าสุดมีผลงานวิจัยของนักวิจัยสองคนในสหรัฐอเมริกา คืออาร์พัต พุสซตัย และสแตนลีย์ อีเวน ตีพิมพ์ลงใน วารสาร ลานเล็ต กล่าวถึงการทดลองนำมันฝรั่งที่ผ่านการตัดต่อสารพันธุกรรมไปป้อนให้หนูทดลอง และได้พบว่าเซลล์ในกระเพาะอาหารและส่วนต่าง ๆ ของเนื้อเยื่อบุภายในลำไส้ของหนูทดลองถูกกระทบกระเทือน รายงานก่อนหน้านี้ของ อาร์พัต พุสซตัย ระบุว่าหนูทดลองมีภูมิคุ้มกันลดลง เนื้อเยื่ออวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ตับ ไต และสมองพัฒนาแบบผิดปกติ** ผลกระทบที่ตามจากพืชตัดต่อสารพันธุกรรมก็คือ การแพร่กระจายพันธุ์เข้าสู่ระบบธรรมชาติ แม้ตามธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตทุกประเภทย่อมมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงตัวเองเพื่อการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปรไป รวมทั้งปรับตัวในการอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ในพื้นที่ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลายาวนานมากกว่าที่สิ่งมีชีวิตชนิดใด ๆ จะเปลี่ยนรูปลักษณ์หรือพฤติกรรมให้ต่างไปจากเดิม ขณะที่การเปลี่ยนแปลงด้วยวิธี GMOs เป็นการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ดังนั้นหากไม่มีการควบคุมพืชหรือสัตว์ GMOs ให้อยู่ในที่จำกัด ปล่อยให้แพร่กระจายสู่พื้นที่ ******************************************************************** ** บีที (BT) หรือ Bacillus thuringiensis เป็นบัคเตรีชนิดหนึ่ง ** ผลรายงานวิจัยชิ้นนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิทยาศาสตร์กลุ่มอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ในทำนองโต้แย้งว่า งานวิจัยชิ้นนี้มี ข้อผิดพลาดและใช้ระยะเวลาทดลองน้อยเกินไป ธรรมชาติจนทำให้ระบบนิเวศรวนและเสียกระบวนการไปในที่สุด กรณีการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างพันธุ์พืชดั้งเดิมกับ พืชตัดต่อสารพันธุกรรมได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วและทำให้พันธุ์พืชดั้งเดิมที่เคยให้ผลผลิตแก่เรามาช้านานต้องกลายเป็นวัชพืชไป หากผลกระทบของมันร้ายแรงกว่านั้น เช่น ทำให้พืชชนิดนั้นเป็นพิษ หรือก่อให้เกิดอันตราย เราจะทำเช่นไร ผลเสียที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงมากน้อยแค่ไหนไม่มีใครบอกได้ และเมื่อเกิดผลเสียแล้ว ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ใครจะเป็นผู้ชดใช้ โดยทั่วไป การทดลองเกี่ยวกับผลกระทบของพืชตัดต่อสารพันธุกรรมในด้านต่าง ๆ มักกระทำกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น การทดลองนำยีนของบัคเตรีที่ชื่อ บีทีมาใส่ในถั่วเหลือง ข้าวโพดและทดสอบความเป็นพิษ ผลสรุปจาก การทดลองในช่วงห้าปีบอกว่า พิษดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลือดอุ่น แต่ในระยะยาวก็ยังไม่มีใครบอกได้ถึง ผลกระทบของมัน คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าการทดลองเรื่องใดควรใช้เวลาเท่าใด และก็คงยากเช่นกันที่ใครจะรับประกันได้ว่าพืชหรือสัตว์ตัดต่อสารพันธุกรรมเหล่านี้จะปลอดภัยต่อผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ที่สำคัญใครจะเป็นผู้เฝ้าระวังเมื่อมีการนำพืชหรือสัตว์ GMOs มาใช้หลังจากผ่านการทดลอง (ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง) แล้วว่าปลอดภัย เช่นเดียวกันกับการทดลองปลูกฝ้ายพันธุ์บีทีในประเทศไทย ซึ่งได้ทำการทดลองไปแล้วในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ และสรุปผลว่ามีความปลอดภัยทั้ง ๆ ที่นักวิชาการที่เข้าไปตรวจสอบยังมีความเห็นว่ากระบวนการทำการทดลองยังไม่ สอดคล้องกับผลที่ต้องการ และการทดลองก็ไม่ได้มีสภาพใกล้เคียงกับการปลูกในพื้นที่จริง การทดลองปลูกฝ้ายพันธุ์บีทีในประเทศไทยมีวัตถุประสงค์หลักสามประการคือ ๑. เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมในการป้องกันและกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้าย Heliothis armlgera (Hubner) ๒. เพื่อทดสอบผลกระทบของฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมต่อแมลงศัตรูธรรมชาติสองชนิดคือ แตนเบียนไข่ Trichogramma confusum และ Trichogramma pretlosum ๓. เพื่อทดสอบผลกระทบของฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมต่อแมลงที่มีประโยชน์ ได้แก่ ผึ้ง และชันโรง กระบวนการทำการทดลองได้ทำทั้งหมดสามขั้นตอนคือ ทดลองในแล็บ ทดลองในโรงเรือน และทดลองใน แปลงสาธิต หลังจากทำการทดลองแล้วจะมี คณะทำงานตรวจสอบความปลอดภัยทางชีวภาพของฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมภาคสนาม ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง ผลที่ได้จากการตรวจสอบของคณะทำงานฯ (จากการปลูกฝ้าย เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๓๙ ) ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๐ พบว่า คณะทำงานฯ ได้วิเคราะห์แล้วเห็นว่าการทดสอบครั้งนี้ยังไม่เหมาะสมดีพอ ทำให้ได้รับข้อมูลที่ต้องการน้อยมาก เพราะการปลูกฝ้ายล่าช้า หรือเป็นการปลูกฝ้ายนอกฤดู ปลูกฝ้ายในแหล่งที่ไม่ใช่แหล่งปลูกฝ้าย ทำให้การระบาดของ หนอนเจาะสมอฝ้ายซึ่งเป็นแมลงศัตรูฝ้ายเป้าหมายน้อยมาก ไม่สามารถนำมาพิจารณาความต้านทานต่อหนอนเจาะสมอฝ้ายบีทีได้ ฉะนั้นจึงเห็นสมควรเสนอแนะให้ผู้ได้รับอนุญาต (บริษัทมอนซานโต้ ไทยแลนด์ จำกัด) ได้ดำเนินการทดลองใหม่ให้เหมาะสม โดยขอให้ปลูกฝ้ายในฤดูปลูก ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งปลูกฝ้ายที่สำคัญ ๆ โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีการระบาดของหนอนเจาะสมอฝ้าย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการอย่างเหมาะสมและถูกต้องต่อไป ส่วนในด้านความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทดลองครั้งนี้ได้วิเคราะห์แล้วว่าน่าจะมีความปลอดภัย เพราะได้พบแมลงที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติและแมลงที่เป็นประโยชน์ในแปลงฝ้ายบีทีเหมือนกับแปลงฝ้ายพันธุ์อื่น ๆ ตามปกติ ต่อมารายงานคณะทำงานฯ ลงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ สรุปการทดลองในปี ๒๕๔๐ ว่า มีความปลอดภัย ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้าย ช่วยรักษา สมดุลธรรมชาติและเพื่อให้การปลูกฝ้ายบีทีบรรลุเป้าหมาย ควรจะต้องนำเอาวิธีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานมาใช้ด้วย แม้ข้อสรุปจากรายงานจะมีความเห็นในทำนองว่าฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมนี้เหมาะที่จะให้เกษตรกรนำไป เพาะปลูกได้ แต่กลับไม่พูดถึงมูลค่าเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรต้องซื้อจากบริษัทนำเข้า ซึ่งมีราคาสูงกว่าเมล็ดพันธุ์ที่ใช้กันอยู่ตามปกติมาก ถึงแม้ผลจากการทดลองจะพบว่าเมล็ดพันธุ์ฝ้ายบีทีให้ผลผลิตที่สูงกว่าพันธุ์ปกติที่ใช้อยู่มาก แต่ก็ไม่แน่ว่าจะคุ้มกันกับการลงทุนหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเกษตรกรยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ยังไม่มีการพูดถึงเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรจะต้องซื้อจากบริษัทนำเข้าทุก ๆ ปี เพราะมีการห้ามนำเมล็ดพันธุ์ไปเพาะปลูกต่อ หรือไม่เช่นนั้น เมล็ดพันธุ์ดังกล่าวก็ไม่สามารถนำมาขยายพันธุ์ได้ (การทำให้เมล็ดพันธ์เป็นหมันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วระยะหนึ่ง แต่เมื่อมีเสียงต่อต้านมากเข้าทางบริษัทที่จัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ก็ได้ยกเลิกวิธีนี้ไป แต่จะมีการนำกลับมาใช้อีกหรือไม่ ไม่อาจคาดเดาได้) ส่วนการปลูกฝ้ายบีทีในประเทศออสเตรเลียตั้งแต่ปี ๒๕๓๙๒๕๔๐ นั้นได้ข้อสรุปว่า การปลูกฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมสามารถลดจำนวนการใช้สารเคมีได้จริง แต่ประสิทธิภาพในการลดการใช้ สารเคมีแปรปรวนในแต่ละพื้นที่ และประสิทธิภาพในการป้องกันหนอนเจาะสมอฝ้ายแปรปรวนในระหว่างฤดูปลูก คือในต้นและกลางฤดูป้องกันหนอนเจาะสมอฝ้ายได้ดี แต่ในปลายฤดูต้องใช้สารเคมีเกือบเท่าฝ้ายปกติ และหนอนเจาะสมอฝ้ายมีขนาดใหญ่ สารเคมีที่ใช้ตามปกติไม่ได้ผล และให้ผลตอบแทนน้อยกว่าฝ้ายธรรมดา เกษตรกรออสเตรเลียจึงมีความเชื่อถือต่อฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมน้อยลง ดังนั้นการปลูกฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมนี้จะเหมาะสมในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการใช้สารเคมีเท่านั้น ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับพืชตัดต่อสารพันธุกรรมที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ก็คือ ความปลอดภัยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากผลการทดลองในประเด็นดังกล่าวยังไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ โดยเฉพาะเครือข่ายสิทธิภูมิปัญญาไทยนำทีมโดยวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ และเดชา ศิริภัทร ที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และได้ ชี้แจงถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาโดยทางเอ็นจีโอได้เรียกร้องให้มีการทดลองครั้งใหม่ที่ครอบคลุมในเรื่อง ความปลอดภัยด้านต่าง ๆ และสามารถยืนยันถึงความปลอดภัยได้จริง ๆ ทั้งนี้ทางเครือข่ายสิทธิภูมิปัญญาไทยได้สรุปวิจารณ์การทดลองปลูกฝ้ายพันธุ์บีทีไว้ดังต่อไปนี้ ๑. การศึกษาผลกระทบของฝ้ายตกแต่งพันธุ์ที่มียีนบีที ต่อแตนเบียนไข่ ปกติแล้วแตนเบียนไข่ (Trichogramma sp.) จะวางไข่และอาศัยอยู่บนตัวหนอนเจาะสมอฝ้ายแล้วจึงกินตัวหนอนเจาะสมอฝ้าย แต่การทดลองได้ใช้วิธีการนำน้ำผึ้งมาเลี้ยงตัวเต็มวัยของแตนเบียนไข่ ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง เพราะถ้าหากจะ วัดผลกระทบของยีนที่มีต่อแตนเบียนไข่จะต้องทดสอบอาหารที่เป็นโปรตีน ซึ่งก็คือหนอนเจาะสมอฝ้ายที่กินฝ้ายปกติ เปรียบเทียบกับหนอนที่กินฝ้ายบีที ๒. การเปรียบเทียบมาตรฐาน : พันธุ์ฝ้ายทนหนอนเจาะสมอฝ้าย ๒.๑ ประสิทธิภาพการให้ผลผลิต ในการทดสอบประสิทธิภาพของการให้ผลผลิต เป็นการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างพันธุ์ฝ้ายที่แตกต่าง กัน ไม่ได้ทำการศึกษาระหว่างฝ้ายพันธุ์เดียวกันแต่เป็นพันธุ์ที่มียีนหรือไม่มียีนบีที ๒.๒ ผลกระทบของฝ้ายบีทีต่อแมลงศัตรูฝ้ายชนิดอื่น ๆ ขณะที่ฝ้ายมีแมลงศัตรูพืชหลายชนิด แต่การศึกษายังไม่ได้ศึกษาผลกระทบของฝ้ายบีทีที่มีต่อแมลง ศัตรูพืชอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากหนอนเจาะสมอฝ้าย ซึ่งจากการทดลองพบว่าหากมีแมลงศัตรูพืชชนิดอื่นที่ที่ไม่ใช่ หนอนเจาะสมอฝ้ายแพร่ระบาด การควบคุมการแพร่ระบาดยังคงต้องใช้สารเคมีควบคุมเช่นเดิม อนึ่งหนอนเจาะสมอฝ้ายไม่ได้มีการแพร่ระบาดตลอดทุกปี หากมีการปลูกฝ้ายบีทีก็เท่ากับเป็นการฉีดพ่นสารบีทีกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้ายตลอดเวลา ซึ่งมีผลทำให้แมลงสามารถ พัฒนาพันธุ์ในรุ่นต่อ ๆ ไปให้มีความต้านทานต่อฝ้ายบีทีได้มากขึ้น ทำให้ต้อง เปลี่ยนสายพันธุ์บีทีต่อไปในอนาคต ในการทดลองผลกระทบของฝ้ายพันธุ์บีทีต่อแมลงชนิดอื่น ๆ ที่มีวงจรชีวิตสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องในระบบการปลูกฝ้าย ควรศึกษาทั้งวงจรชีวิตสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องในระบบการปลูกฝ้าย ควรศึกษาทั้งวงจรชีวิตของแมลงต่าง ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารนั้นในช่วงระยะเวลายาวนาน เช่น ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูฝ้าย แมลงอาศัยพืช อาศัยวัชพืช ๒.๓ การผสมข้ามกับพันธุ์พืชพื้นเมือง เป็นการทดลองเพื่อหาค่าของโอกาสการถ่ายทอดยีนบีทีไปสู่พันธุ์พืชพื้นเมือง พบว่ามี ๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจัดว่าเป็นค่าที่สูงพอที่จะเกิดการถ่ายทอดยีนบีทีไปยังพืชชนิดอื่นที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน ซึ่งควรจะทำการศึกษาเพิ่มเติมว่าเมื่อเปรียบเทียบการผสมข้ามระหว่างฝ้ายธรรมดากับฝ้ายบีทีแล้วจะเกิดเป็นวัชพืชหรือไม่ มากกว่าการตัดต่อฝ้ายบีทีเพื่อดูการแตกกิ่งก้าน ๓. การทดสอบผลกระทบของฝ้ายเปลี่ยนแปลงพันธุ์ที่มีผลต่อผึ้งและชันโรง การทดลองนี้ทำในกรงและมีระยะเวลาสั้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ โดยปล่อยให้ผึ้งเข้าไปกินน้ำหวานในช่วงที่ฝ้ายออกดอก และพบว่ามีผึ้งตายในลักษณะที่แตกต่างกัน แต่ไม่ได้ทำการทดลองเพิ่มเติม เพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจนว่าฝ้ายบีทีมี ผลกระทบต่อผึ้งจริงหรือไม่อย่างไร เพียงแต่ระบุว่าเกิดจากสภาพโรงเรือนที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น การทดลองที่เหมาะสมควรทำในแปลงขนาด ๑ ไร่ต่อหนึ่งพันธุ์ฝ้าย เพื่อให้ปริมาณดอกฝ้ายเพียงพอต่อแมลงแและใช้ระยะเวลานานเพื่อศึกษาวงจรชีวิตของผึ้ง อย่างไรก็ตาม แมลงที่มีประโยชน์ต่อฝ้ายมีหลากหลายชนิด การทำการทดสอบผลกระทบที่มีต่อแมลงที่มีประโยชน์เฉพาะชันโรงและผึ้งไม่น่าจะเพียงพอ ๔. การศึกษาความปลอดภัยในการบริโภค ไม่มีการศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องนี้ใช้เพียงแค่เอกสารยืนยันความปลอดภัยที่คณะกรรมการกลางความปลอดภัย ทางชีวภาพแห่งชาติจัดทำขึ้น แล้วให้ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาพิจารณา ซึ่งทำการศึกษาเฉพาะกระบวนการผลิตน้ำมันจากเมล็ดฝ้ายที่ใช้ความร้อนและความดันสูง แต่ไม่ได้ศึกษาในด้านของการนำใบฝ้ายและสมอฝ้ายมากินเป็นผัก การใช้เมล็ดฝ้ายทำยาสมุนไพร หรือแม้แต่ผลกระทบของกากเมล็ดฝ้ายในอาหารสัตว์เป็นต้น ในการทดสอบด้านความปลอดภัยทางชีวภาพต่อกรณีฝ้ายบีที ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิสูจน์ ผลกระทบในเรื่องต่าง ๆ จะต้องทำการศึกษาให้ครอบคลุม และใช้ระยะเวลายาวนานขึ้น แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมี ความหลากหลายทางชีวภาพน้อยมาก ยังใช้เวลาในการศึกษาเป็นเวลานับสิบปี ขณะที่ประเทศไทยนั้นมีความหลาก หลายทางชีวภาพสูง ทั้งชนิดพันธุ์พืชต่าง ๆ ชนิดของแมลงต่าง ๆ มีความหลากหลายและมีความใกล้เคียงกันมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน -------------------------------------------------------------------------------- จุดประสงค์ของเอ็นจีโอในขณะนี้ก็คือ ต้องการให้มีการทดลองเพิ่มเติม ไม่ได้ต้องการขัดขวางการนำเข้าพืช GMOs แต่อย่างใด ทั้งยังให้ข้อคิดอีกว่า เราควรเลือกที่จะตั้งคำถามให้ถูกต้องว่าในการผลิตทางการเกษตรของประเทศ เรามีวิธีการหรือทางเลือกอื่นใดที่จะผลิตอาหารที่ดี เหมาะสม และไม่เสี่ยงต่อการสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศเกษตร ไม่ทำลายวิถีการผลิตของเกษตรกร อีกทั้งผลผลิตหรืออาหารมีความปลอดภัยต่อการบริโภค หากพิจารณาแนวโน้มของโลกอันได้แก่สหภาพยุโรปหรือแม้แต่ประชาชนในสหรัฐอเมริกาเอง ส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มที่จะเลือกวิถีทางที่ไม่เสี่ยงต่อความปลอดภัยทางชีวภาพ ในต่างประเทศได้มีการถกเถียงในเรื่องนี้กันเป็นอย่างมากหลายประเทศเช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย กำลังดำเนินการให้มีการติดฉลากกำกับบนสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ผ่านการตัดต่อสารพันธุกรรม และในสหรัฐอเมริกาเองก็มีประชาชนส่วนหนึ่งเรียกร้องให้มีการติดฉลากดังกล่าว ในประเทศไทย แม้กระทรวงเกษตรฯ จะยังไม่อนุญาตให้นำฝ้ายพันธุ์บีทีมาปลูกในเชิงพาณิชย์ แต่ก็ปรากฎว่าได้มีผู้นำเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวมาจำหน่ายให้แก่เกษตรกรแล้ว เรื่องนี้ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่าจริงเท็จประการใด เกษตรกรเองรู้แต่เพียงว่าฝ้ายพันธุ์นี้ไม่มีหนอนเจาะสมอฝ้ายรบกวนทำให้ได้ผลผลิตที่ดีกว่า แต่ในอนาคตไม่มีใครทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. ๒๕๐๗ ประกาศให้พืชที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรมเป็นสิ่งต้องห้าม ห้ามนำเข้าหรือนำผ่าน ยกเว้นเพื่อการทดลองหรือการวิจัยเท่านั้น มีทั้งหมด ๔๐ รายการ เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง แตงกวา มะเขือยาว ขึ้นฉ่าย กะหล่ำดอก ผักกาดหอม แตงไทย ยาสูบ รวมทั้งฝ้ายด้วย นอกจากฝ้ายพันธุ์บีทีแล้ว ยังมีพันธุ์พืชต่างๆ อีกหลายรายการที่กำลังอยู่ในระหว่างการทดลอง จริงหรือที่เรากำลังมาถึงภาวะคับขัน จำเป็นที่จะต้องเพิ่มผลผลิตอาหารและปัจจัยอื่น ๆ โดยการกำหนดวิธีการผลิตของพืชที่เคยเป็นไปตามเงื่อนไขของธรรมชาติให้เป็นแบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรม มันเป็นความต้องการของประชากรโลกจริง ๆ หรือเป็นเพียงความต้องการของบริษัทที่ค้นคว้าและผลิตพันธุ์พืชเหล่านี้ เพื่อผลทางการค้า โดยไม่สนใจว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา จากที่เรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงคับ การกินอาหาร GMOs ในด้านอันตรายนั้นผมว่าไม่มีอันตรายน่ะ เพราะ การกินอาหารก็คือการกิน กรดอมิโน หรือ พวก ธาตุสารประกอบเข้าไปอยู่แล้ว แล้วที่ทานๆกันอยู่ทุกวันมันก็คือ GMOs ตามธรรมชาติครับเพราะมันเปลี่ยนแปลง ยีน "เหมือนกัน" ไม่ว่าจะใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ หรือ ทางเวลาทางธรรมชาตฺ(วิวัฒนาการ) ผลลัพก็คืออาหารที่เรากินอยู่ทุกวัน ขอบคุณ คน (IP:124.157.237.50,192.168.1.5,) มีค่ะ สารเรสอ้ด (IP:58.10.219.171,,) อยากทราบมาตรการการป้องกันGMOs wasa_wiran@hotmail.com (IP:202.28.38.253,,) แล้วตอนนี้มีกฏหมายมาควบคุมการใช้ GMOs รึยังครับ มีครับ ประเทศไทยยังไม่ยอมรับ จีเอมโอ การนำเข้าพืชต้องมีใบรับรองจากแหล่งกำเนิดว่าไม่ใช่พืช ทรานสจีนิค (certoficate of non-GMO) ถ้าไม่มีใบรัยรองต้องเสียค่าตรวจสอบโดยห้องปฏิบัติการที่กระทรวงเกษตรรับรอง ต้องทำรายงานเรื่องพันธุวิศวกรรมค่ะ ที่ไหนมีข้อมูลเด็ดๆบ้างคะ Please////// 123 (IP:203.121.172.23) ทำรายงานเรื่องพันธุวิศวกรรมเหมือนกันเลย micky (IP:203.155.227.221) ขอบคุณมากๆค่ะสำหรับข้อมูลอิงต้องการใช้เนื้อหาพอดีขอบคุณอย่างแรง Inging0@gmail.com (IP:125.26.37.175) ดีมากๆเลยค่ะที่ได้ให้ความรู้จากการที่คนอื่นได้เคยโพสไปค่ะ minako (IP:124.157.237.120) มีใครรู้จัก zipt บ้าง ครูให้มาหาข้ามูลของเรื่องนี้อ่ะ ครูบอกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพันธุวิศวกรรม แต่ว่าเราหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจออ่ะค่ะ ใครรู้ช่วยบอกด้วย.. ขอบคุณค่ะ.. ^o^ ฝิ่น / yoyo_winnyt@hotmail.com (IP:124.121.121.65) อยากได้ตัวอย่างสัตว์GMO หายากมากเลย ใครก็ได้ช่วยด้วย Gutjang_nat@hotmail.com (IP:125.27.242.127) การเจริญเติบโตของฝ้ายบีทีเป็นอย่างไร bnl_yoyo@hotmail.com (IP:203.154.48.13) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 28 ก.พ. 2551 (13:40) ไม่รู้สินะ ยลดา (IP:118.172.28.243) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 28 ก.พ. 2551 (13:42) <P>กระทุ้นี้สุดยอดข้อมูลเยี่ยม</P> poppee (IP:118.172.28.243) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 28 ก.พ. 2551 (13:44) ขอบคุณมากนะก๊ะ poppee (IP:118.172.28.243) หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |