วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
โนตย่อประมวลผลข้อมูลและแฟ้มข้อมูลจ้า(วิทย์คอม)
โพสต์เมื่อ: 15:27 วันที่ 27 ส.ค. 2548         ชมแล้ว: 28,789 ตอบแล้ว: 53
มีโน๊ตย่อกันให้อ่านอีกแล้วจ้า
อ่านแล้วกลับไปอ่านทบทวนอีกทีนะจ๊ะ
โปรแกรมที่จะปรากฎเป็นผลงานการเขียนของอาจารย์วีระชัย คอนจอหอ
ขอบกราบขอบพรคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ด้วย

samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 39 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 27 ส.ค. 2548 (16:43)
เราจะก้อบมาโพสต์ให้ทีละหน้านะ
ตารางอาจไม่ติด
ตารางเยอะด้วยวิชานี้
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 28 ส.ค. 2548 (12:14)
เริ่มเลยนะ
การประมวลผลข้อมูลและแฟ้มข้อมูล
วิวัฒนาการการประมวลผลแฟ้มข้อมูล
วิวัฒนาการระบบตัวเลข
ที่ ปีค.ศ. ผู้ประดิษฐ์ รายละเอียด
1 5000 ปีมาแล้ว ชาวอียิปต์ ใช้รูปภาพแทนตัวเลข แต่ตำแหน่งของตัวเลขไม่มีความหมาย
2 1000 ปีต่อมา ชาวบาบิโลเนียน คิดระบบเลขจำนวนขึ้นมา โดยมีสัญลักษณ์พื้นฐาน 2 ตัว
- ตัวหนึ่งมีค่าเท่ากับหนึ่ง
- อีกตัวหนึ่งมีค่าเท่ากับสิบ
มีการนำสัญลักษณ์หลายๆตัวมาเขียนรวมกันเท่ากับจำนวนที่ต้องการ
3 สมัยโรมัน ไม่ทราบแน่ชัด ตำแหน่งของสัญลักษณ์แทนตัวเลขมีความหมายด้วย
4 ปัจจุบัน ไม่ทราบแน่ชัด เลขอารบิคคือระบบเลขจำนวนที่มีผลมาถึงระบบเลขจำนวนในปัจจุบัน
วิวัฒนาการเครื่องคิดเลข
ที่ ปีค.ศ. ผู้ประดิษฐ์ รายละเอียด
1 เก่าแก่ที่สุด ไม่ทราบแน่ชัด การนับนิ้วมือ
2 ไม่ทราบแน่ชัด ชาวจีน ลูกคิด (Abacus)
3 ต้นศตวรรษที่ 16 นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อต
จอห์น เนเปียร์
(John Napier) สร้างตารางลอกการิทึม (logarithm) เพื่อใช้คำนวณ และ
เรียกเครื่องมือนี้ว่า Napier ‘ s bones ทำจากกระดูกหรือไม้
ทำการคูณ หรือหาร เลขใหญ่ๆได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
4 ศตวรรษที่ 16
หลังจากเกิด
Napier ‘ s bones ไม่ทราบแน่ชัด ทำ Slide Rule ขึ้นมา โดยใช้ Log Scale
เครื่อง Slide Rule นั้นไม่ใช่ตัวเลขในการคำนวณ แต่ใช้ระยะทางแทนตัวเลขที่จะคำนวณ
หลักการนี้เทียบได้กับ แอนาลอกคอมพิวเตอร์ (Analog Computer)
5 1642 นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส
เบลส์ ปาสกาล อายุ19ปี
(Blaise Pascal) ประดิษฐ์เครื่องจักรที่ใช้ในการคำนวณ เรียกว่า Pascal ‘ s Adder
สามารถทำได้ทั้ง บวกและลบ
เป็นเครื่องจักรที่ใช้ในการคำนวณเครื่องแรกของโลก
ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อช่วยงานคำนวณภาษี
6 ประมาณ 1672
(หลังจากเครื่องปาสกาล 30 ปี) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน
กอตต์ฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิช
(Gottfried Wilhelm Leibniz) สร้างเครื่องมือคล้ายของปาสกาล แต่น่าเชื่อถือกว่าและแม่นยำกว่า
เรียกว่า Leibeniz ‘ s Calculator
สามารถ บวก ลบ คูณ หาร หารากที่ 2 ได้
เป็นเครื่องจักรเครื่องแรกที่สามารถทำการคูณและหารได้โดยตรง
7 ปัจจุบัน นักอิเลกโทรนิกส์พัฒนา ดัดแปลงเครื่องปาสกาลและไลบ์นิซอีก จนกลายเป็นเครื่องคิดเลขในปัจจุบัน
วิวัฒนาการการเก็บโปรแกรมไว้ใช้เพื่อควบคุมการคำนวณ
ที่ ปีค.ศ. ผู้ประดิษฐ์ รายละเอียด
1 1801
(ถูกแสดงในนิทรรศการที่ปารีส) โจเซฟ มารี แจกการ์ด
(Joseph Marie Jacquard) เป็นชาวฝรั่งเศส ผลิต Jacquard loom
ใช้บัตร (ทำจากโลหะ) เจาะรู เพื่อควบคุมตำแหน่งเส้นด้ายในการทอผ้า
บัตรเหล่านั้นรวมกันกลายเป็นโปรแกรมควบคุมเครื่องทอผ้า
ภายใน 10 ปี มีเครื่อง Jacquard loom 11,000 เครื่อง
ปัจจุบันยังคงใช้เครื่องนี้อยู่ แต่ใช้เทปแม่เหล็กแทนบัตรเจาะรู
2 1822 ศาสตราจารย์คณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย เคมบริดจ์ชาร์ลส แบบเบจ
(Charles Babbage) ได้นำแนวคิด 2 อย่าง
- การคำนวณด้วยเครื่องจักร
- การควบคุมโดยใช้โปรแกรมที่เก็บไว้ได้
มารวมกันแล้วสร้างเครื่องที่เรียกว่า Difference Engine
ออกแบบใช้ในการคำนวณ โพลิโนเมียล สำหรับการสร้างตารางทางคณิตศาสตร์
ทำงานนี้จนถึงปี 1833 ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลอังกฤษซึ่งสนใจจะนำไปใช้กับการทหาร
ต่อมาเลิกโครงการเพราะเทคนิคในการทำงานกับโลหะในขณะนั้นไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
ท่านออกแบบให้มีส่วนประกอบที่สร้างขึ้นพิเศษหลายส่วนที่ทำงานร่วมกันเช่น
“Mill” ทำการคำนวณ
“Store” เป็นหน่วยความจำของเครื่องจักรเก็บข้อมูลและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างการประมวลผล
และมีส่วนประกอบที่ใช้เพื่อการนำข้อมูลเข้า/ออก รวมทั้ง
การเคลื่อนย้ายข่าวสารระหว่างส่วนต่างๆ การทำงานจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ
ซึ่งถูกควบคุมโดยบัตรเจาะรู (ใช้แนวความคิดของแจคการ์ด)
เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตไม่ดีพอ จึงทำให้ผลิตไม่เสร็จตอนท่านมีชีวิตอยู่
แต่เรื่องราวนี้ก็เป้นประวัติความเป็นมาของการคำนวณ
แนวคิดการออกแบบคอมพิวเตอร์ได้มาจาก เครื่องจักรของแบบเบจ
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 28 ส.ค. 2548 (12:14)
3 ไม่ได้กล่าวถึง แบบเบจ เอดา ออกัสตา
(Ada Augusta)
ลูกสาวของท่าน
Lord George Byron
เป็นเคาน์เตสของ
Lovelace อธิบายความคล้ายคลึงกันระหว่างเครื่องมือของแจคการ์ดและแบบเบจว่า
- เครื่อง Analytical Engine ทดลวดลายพีชคณิต ทำนองเดียวกับ
- เครื่อง Jacquard loom ทดลายดอกไม้และใบไม้
เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก
4 ประมาณ 1890-1891 สำนักงานสถิติแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ระบบการทำงานกับบัตรเจาะรูเพื่อใช้ในการ ประมวลผลข้อมูลสำมะโน-ประชากรปี 1890
5 ประมาณระหว่าง
1890 -1896 เฮอแมน ฮอลเลอริท
(Herman Hollerith) นักคณิตศาสตร์หนุ่มที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติสหรัฐอเมริกา
ได้สร้างเครื่อง Hollerith Equipment ขึ้น
เพื่อทำการประมวลผลข้อมูลบนบัตรเจาะรูด้วยการใช้เครื่องเซนเซอร์ไฟฟ้า
ปี 1896 ฮอลเลอริท ได้ออกจากสำนักงานสถิติแห่งชาติสหรัฐอเมริกา
ได้ตั้งบริษัทของตนเองเพื่อรับจ้างทำงานด้านการประมวลผล
ปี 1924 บริษัทดังกล่าวได้กลายเป็นบริษัท ไอบีเอ็ม (International Business Machines Corporation : IBM) ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในการผลิตคอมพิวเตอร์
การพัฒนาเกี่ยวกับอุปกรณ์การคำนวณ
การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วใน สหรัฐอเมริกา โดยมีผู้บุกเบิกรุ่นแรกๆคือ
โฮเวิร์ด ไอเกน (Howard Aiken) เจ.พี.เอ็คเคิร์ด (J.P.Eckert)
เจ.ดับเบิลยู เมาส์ลี (J.W.Mauchly) จอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neumann)
ไอเกน ได้ใช้ความคิดของแบบเบจเป็นส่วนใหญ่ เพื่อออกแบบระบบซึ่งประกอบขึ้นด้วยเครื่องจักรกล ซึ่งทำการคำนวณหลายๆเครื่องทำงานด้วยกัน งานของเขาได้รับการสนับสนุนจากบริษัท IBM ดังนั้น
ในปีค.ศ. 1994 เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นระบบจักรกลปนไฟฟ้า ชื่อ Mark I เครื่องจักรเครื่องนี้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นคอมพิวเตอร์ซึ่งถูกสร้างขึ้นก่อน ค.ศ. 1945 และอาจถือได้ว่าคือเครื่อง Analytical Engine ของแบบเบจนั่นเอง และแบบเบจได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของคอมพิวเตอร์
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 28 ส.ค. 2548 (12:15)
Mark I มีขนาดยาวประมาณ 50 ฟุต และสูงประมาณ 8 ฟุต สามารถคูณเลข 10 หลักในเวลาน้อยกว่า 10 วินาที มันประกอบด้วยชิ้นส่วน 760,000 ชิ้น ใช้สายไฟยาว 500 ไมล์ และเนื่องจากเครื่องจักรกลปนไฟฟ้า มีขนาดใหญ่และทำงานช้า จึงทำให้มีผู้คิดคอมพิวเตอร์ที่เป็น ระบบไฟฟ้า อย่างสมบูรณ์ซึ่งเครื่องแรกคือ
ENIAC (Electronics Nummerical Intergrator and Computer) สร้างเสร็จในปีค.ศ. 1946 โดยเจ.พี.เอ็ค-เคิร์ด (J.P.Eckert) และ เจ.ดับเบิลยู เมาส์ลี (J.W.Mauchly) ที่ Moore Scool of Electronical Engernering ของ University of Pennsylvania คอมพิวเตอร์เครื่องนี้มีขนาดใหญ่มาก ประกอบด้วยหลอดสุญญากาศ 18,000 หลอด และ 1,500 Relays เครื่องใหญ่ขนาดเกือบจุเต็มห้องขนาด 20 * 40 ฟุต และหนักกว่า 30 ตัน มันสามารถทำการคูณได้เร็วกว่าเครื่อง Mark I ~1000เท่า การใช้งานยังคงจำกัดอยู่ ซึ่งครั้งแรก ถูกใช้ในการทหาร
ต่อมาเอ็ค และ เมาส์ลี ได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อก่อตั้งบริษัทชื่อ Eckert- Mauchly Computer Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่สร้างเครื่อง UNIVAC (Universal Automatic Computer) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่ออกสู่ตลาด คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ได้รับการออกแบบเพื่อการประยุกต์ใช้ ทั้งทางธุรกิจ และวิทยาศาสตร์ เครื่อง UNIVAC เครื่องแรกได้ขายให้กับ สำนักงานสถิติแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ในปีค.ศ 1951
ในปีที่เริ่มใช้เครื่อง ENIAC ได้มีนักคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นสมาชิกของสถาบัน Advance Study in Princeton รัฐ New Jersy สหรัฐอเมริกา ชื่อเอช.เอช.โกล์ดสไตน์ (H.H.Goldstine) เอ.ดับเบิลยู.เบริกส์ (A.W.Burks) และจอห์น ฟอนนอยมันน์ (John von Neumann) ได้เสนอบทความแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาคอมพิวเตอร์ คือ
1. ให้ใช้ระบบเลขฐานสองในการสร้างคอมพิวเตอร์
2. ให้เครื่องสามารถจดจำคำสั่งที่จะคำนวณได้ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกับการจดจำข้อมูล
ทั้งสองข้อเป็นพื้นฐานของการออกแบบคอมพิวเตอร์นั่นเอง
เมาส์ลี และเอ็ดเคิร์ด ร่วมกับอาจารย์ใน University of Pennsylvania จึงได้เอาแนวความคิด มาสร้างเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ขึ้น ให้ชื่อว่า EDVAC (Electronic discrete Automatic Computer) EDVAC สามารถจดจำคำสั่งไว้ภายในเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าและมีความสามารถมากกว่าเครื่อง EDVAC มาก
ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ ของคอมพิวเตอร์ เมื่อมีการเปลี่ยนยุค หมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญซึ่งส่งผลให้มีการปรับปรุงทั้งราคา/ขนาด และรูปร่าง รวมทั้งความเร็วของการทำงาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเทคโนโลยี
วิวัฒนาการยุคของคอมพิวเตอร์
ยุคที่ ปีค.ศ. ลักษณะเครื่อง ภาษาที่ใช้ วงจรไฟฟ้า
1 1951 - 1958 ใช้ทุกวัน วันละ 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 12 ปี
ใช้ทางธุรกิจครั้งแรกปี 1954 ที่บริษัท GEในรัฐแคนตักกี
บริษัท IBM ผลิตเครื่อง IBM 650 ในปี 1954
ทำงานช้า หน่วยวัดความเร็ว= มิลลิวินาที (1/1000วินาที)
ราคาแพง ได้แก่ ENIAC , EDVAC , UNIVAC, IBM 650 ภาษาเครื่อง= เลขฐาน2
ภาษาระดับต่ำ = สัญลักษณ์แทนตัวเลข หลอดสุญญากาศ
เปลืองเนื้อที่
ความร้อนสูง
ผิดพลาดมาก
2 1959 -1965 ใช้วงแหวนแม่เหล็กภายในหน่วยความจำของเครื่อง
ทำงานเร็วขึ้น หน่วยวัดความเร็ว= ไมโครวินาที (1/ล้านวินาที) เร็วกว่ายุคแรกประมาณ 1000 เท่า
ราคา / ขนาด และรูปร่างดีกว่ายุคก่อนประมาณ 10 เท่า ฟอร์แทรน (1957) สำหรับวิทยาศาสตร์
ภาษาโคบอล (1961) สำหรับธุรกิจ ทรานซิสเตอร์
ใช้ไฟฟ้าน้อย
ทำงานเร็ว
เชื่อถือมากกว่า
ความร้อนน้อย
3 1965 -1970 ราคา / ขนาด และรูปร่างดีกว่ายุคก่อนประมาณ 10 เท่า
เก็บข้อมูลเหมือนคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
นำเทคโนโลยีใหม่มาย่อวงจรขนาดใหญ่พิมพ์ลงในแผ่นพลาสติกเล็กๆ แทนการเดินสายเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า IC (Integrated Circuit)
ความเร็ว นาโนวินาที = 1 / ล้านวินาที ภาษาระดับสูง เช่นเบสิก ปาสคาล ฯลฯ ชิพ บรรจุทรานซิสเตอร์ได้ 2หมื่นตัว ต่อ 1/8 ตารางนิ้ว
4 1970 - ปัจจุบัน ความเร็ว ไพคอวินาที = 1 / 1000 ล้านวินาที
ใช้ LSI คือเทคโนโลยี การพิมพ์วงจรขนาดใหญ่ลงบนแผ่นพลาสติก ทำให้วงจรแน่นขึ้นกว่า IC ภาษาระดับสูงเช่น JAVA Visual Basic เป็นต้น ใช้ LSI
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 28 ส.ค. 2548 (12:16)
ตารางไม่ติดนะเพื่อนๆ
ถ้าอยากได้ตัวจริง อีเมลล์มาขอได้นะ
วิชานี้ ตาราง เยอะมาก
จบบทที่ 1 แล้ว
ขึ้นบทที่ 2 นะ
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 28 ส.ค. 2548 (12:17)
ระบบการประมวลผลข้อมูล
ความหมายของการประมวลผลข้อมูล
ความหมายข้อมูล ประเภทข้อมูล ข้อมูลได้มาอย่างไร วัตถุประสงค์ของข้อมูล
ความจริง หรือกลุ่มของความจริง / ข้อเท็จจริงที่ได้เก็บข้อมูลมา และต้องมีจุดประสงค์เพื่อการนำไปประมวลผล ตัวเลข
รูปภาพ
ข้อความ การนับ
การวัด
การถาม มีความหมายสำคัญ หรือได้มีประโยชน์ / วัตถุประสงค์เพื่อการนำไปประมวลผลข้อมูล
ความหมายของการประมวลผลข้อมูล
ประมวลผล หมายถึง วิธีการ กิจกรรม หรือกลุ่มของวิธีการ / กิจกรรม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลไม่ว่าจะเป็นปฐมภูมิ หรือทุติยภูมิ ให้เป็นสารสนเทศ หรือข้อเท็จจริงที่สามารถใช้การได้ หรือข้อมูลสำเร็จรูป
แผนภาพการประมวลผลข้อมูล

ข้อมูลเข้า การประมวล ข้อมูลออก
(Input Data) ผลข้อมูล (Output Data,
หรือข้อมูลดิบ (Data processed
(Raw Data) Processing) Data)

การทำให้ข้อมูลเป็นสารสนเทศจำเป็นต้องใช้ทรัพยากร 4 ชนิด
1. คน เพื่อจัดเตรียมข้อมูลส่งเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน และใช้ผลลัพธ์ที่ได้จาการประมวลผล
2. วัสดุ ได้แก่ผ้าหมึกและเครื่องพิมพ์
3. เครื่องมือ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อ่าน/เขียนข้อมูล
4.สิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้คนสามารถใช้เครื่องมือและวัสดุทำให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ
ชนิดของข้อมูล
ประเภทที่ใช้แบ่ง รายละเอียดในการแบ่ง
ตามการใช้งาน 1 ใช้สำหรับอ้างอิง เช่น ชื่อ / นามสกุล เลขประจำตัว
2 ใช้ในการแบ่งกลุ่ม เช่น เพศ ชั้นเรียน ลำดับที่
3. ใช้ในการแสดงจำนวน เช่น คะแนน น้ำหนัก
ตามลักษณะของข้อมูล 1. ข้อมูลที่แสดงปริมาณ




อยู่ในรูปตัวเลข สามารถคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ได้
ประกอบด้วยตัวเลข และค่าคงที่ เช่น จำนวน ขนาด น้ำหนัก ส่วนสูง แบ่งอีก 3 ประเภท
1. เลขจำนวนเต็ม
2. เลขทศนิยม
3. เลขฐานต่างๆ
2. ข้อมูลที่แสดงคุณภาพ อยุ่ในรูปการบรรยาย ไม่สามารถคำนวณได้ ประกอบด้วย
1 ตัวอักษร
2 ตัวอักษร หรืออักระพิเศษต่าง
3. ตัวอักษรที่อยู่ในรูปตัวเลข เช่น เบอร์โทรศัพท์ เลขที่บ้าน เลขประจำตัว
ตามลักษณะของการแจงนับ 1. ข้อมูลปฐมภูมิ ได้จากแหล่งที่ให้ข้อมูลโดยตรง
2. ข้อมูลทุติยภูมิ จากบุคคลหรือหน่วยงานที่เก็บข้อมูลอยู่แล้ว
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 28 ส.ค. 2548 (12:18)
แหล่งข้อมูล ประเภทของแหล่งข้อมูล
ชนิดของแหล่งข้อมูล
รายละเอียด ประเภทของข้อมูลที่ได้
แหล่งข้อมูลภายนอก ไปเก็บข้อมูลมาศึกษาด้วยตนเอง อาจเป็นทุติยภูมิ หรือปฐมภูมิก็ได้
แหล่งข้อมูลภายใน เรียกเอาจากภายในสำนักงาน เป็นข้อมูลปฐมภูมิ
ลักษณะของข้อมูลที่ดี
ลักษณะของข้อมูล รายละเอียด
ความถูกต้อง (Accuracy) ถูกต้องตามความเป็นจริง
ถูกต้องตามความประสงค์ในการประมวลผล (ตรงโจทย์)
ความถูกต้อง(Completeness) ครบถ้วนทั้งจำนวน และรายการที่จะไปประมวลผล
ครอบคลุมประชากรที่กำลังศึกษา
ไม่มากหรือน้อยไปกว่าความเป็นจริง
ความรวดเร็วต่อการใช้งาน (Timeliness) ทันตามกำหนดเวลาที่จะใช้ข้อมูล
ความเหมาะสมต่อการประมวลผล สามารถจดบันทึกมาได้ หรืออยู่ในรูปแบบสอบถามที่สะดวกแก่การประมวลผล
การประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์ต้องมีการออกแบบแบบสอบถามให้ต่างไปจาก การประมวลผลด้วยมือ
การพิจารณาข้อมูล จะพิจารณา 2 ด้านคือ
1. ข้อมูลทางกายภาพ (Physical Data) เป็นลักษณะที่เป็นอยู่จริงในหน่วยข้อมูล
2. ข้อมูลทางลอจิก (Logical Data) เป้นลักษณะที่เป็นมโนภาพเพื่อการโปรแกรมความเข้าใจง่ายขึ้นในการจัดการ
วิธีการประมวลผลข้อมูล แบ่งออกเป็น 3 วิธี
ชนิดการประมวลผล รายละเอียด งานที่เหมาะสมกับวิธีนี้
การประมวลผลด้วยมือ ใช้แรงงานคนเป็นส่วนใหญ่ อาจใช้เครื่องมือ เช่นเครื่องคิดเลขช่วยได้ งานธุรกิจขนาดเล็กข้อมูลไม่มาก
เงินทุนน้อย แรงงานราคาถูก
การประมวลผลโดยใช้เครื่อง Unit record ใช้แรงงานคนช่วยบ้างแต่ไม่มากเท่าวิธีแรก เป็นเครื่องจักรกลปนไฟฟ้า บันทึกในบัตร 80 คอลัมน์ หรือบัตร IBM
สะดวกในการทำงานเอกสาร ขนาดเล็กง่ายต่อการบันทึก ย้าย เก็บรักษา มีงานมากเกินที่จะประมวลผลด้วยมือ ต้องติดตั้งเครื่องมือ ใช้ต้นทุนสูง
การประมวลผลโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ทำตามคำสั่งที่เตรียมไว้ก่อนได้อย่างต่อเนื่อง
ใช้แรงงานคนน้อยที่สุด คนควบคุมเครื่องอย่างเดียว งานยุ่งยากซับซ้อน ต้องการความแม่นยำสูง และรวดเร็ว
ปัจจัยในการตัดสินใจในการใช้การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์
ขนาดของข้อมูลที่จะประมวลผล มีมากจนเกินขีดความสามารถของข้ออื่น เช่น สำมะโนประชากร
งานที่ต้องทำซ้ำอย่าตลอดเวลา เขียนคำสั่งครั้งเดียวใช้ตลอด เช่น บัญชีเงินเดือน บัญชีคุมสินค้าคงคลัง
งานที่ต้องการความเร็วในการประมวลผล งานธุรกิจแข่งขัน เช่น ธนาคาร งานจองตั๋วเครื่องบิน (มักใช้ระบบ OLRT*)นำข้อมูลไปใช้วางแผนล่วงหน้า รอนานไม่ได้ เช่นการทำสำมะโนต่างๆ
งานคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อน ทางคณิตศาสตร์ สถิติชั้นสูง งานที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรมากๆ ช่วยทำงานซ้ำๆซากๆโดยไม่เบื่อ และใช้เวลาน้อยกว่าคนทำ แม่นยำกว่า
ค่าใช้จ่าย ต้นทุนสูงในระยะแรก แต่นานไป ต้นทุนต่ำกว่าวิธีอื่น
ความถูกต้องแม่นยำมาก เช่นการคำนวณทิศทางของยานอวกาศ ใช้ความแม่นยำสูงมาก
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

** การทำงานแบบ OLRT (On –Line Real time Processing) หมายถึง ระบบที่การปฏิบัติงานของเครื่องอุปกรณ์อยู่ภายใต้การควบคุมของ CPU เป้นระบบการดำเนินงานแบบันทึกทันใด นั่นคือ เมื่อนำข้อมูลเข้าจะได้ผลลัพธ์กลับมาทันทีโดยไม่ต้องรอนาน เอาข้อมูลเข้าเมื่อไรก็ ได้ผลทันที ไม่ว่าจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์กี่เครื่องก็ตาม
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 28 ส.ค. 2548 (12:18)
ประเภทของงานประมวลผลข้อมูล
ประเภทงาน Input Process Output
งานสถิติ แบบสอบถามที่เป็นข้อมูลเบื้องต้น การคิดคำนวณอย่างง่ายๆ เช่นนับ บวก หาร้อยละ อัตราส่วน ประมาณค่า ประมวลผลครั้งเดียว เป้าหมายคือ สร้างตารางสถิติ
งานคำนวณ ไม่ใช้ข้อมูล Input มากนัก อาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องการเก็บข้อมูลซับซ้อน ใช้คณิตศาสตร์เข้าช่วย เช่น การหาฟังก์ชัน ต้องการทั้งความละเอียด ถูกต้อง แม่นยำ
งานทะเบียน Data File* มีอยู่แล้ว เพียงแต่เก็บรักษาเท่านั้น การปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย
การเก็บรักษาอย่างเป็นระเบียบ
การดึงข้อมูลออกมาใช้ ข้อมูลที่ดึงออกมาใช้ ต้องการความแม่นยำ และความรวดเร็ว ถูกต้อง
ขั้นตอนการทำการประมวลผล มี 3 ขั้นตอน
1. การนำเข้าข้อมูล ขั้นตอนการนำเข้าข้อมูลทำได้ดังนี้
1. เก็บรวบรวมข้อมูล ตามจุดประสงค์ที่ต้องการ ในรูปแบบต่างๆ ตามแหล่งข้อมูลที่มีอยู่
2. การแปลงข้อมูล ให้อยู่ในสภาพกะทัดรัด เหมาะสมที่จะนำไปประมวลผล แบ่งออกเป็น
1. การลงรหัสข้อมูล เปลี่ยนสภาพข้อมูลจากเดิมเป็นรหัส ซึ่งส่วนมากจะเป็นตัวเลข หรือตัวอักษรปนตัวเลข เปลี่ยนแปลงตามลักษณะงานที่จะทำการประมวลผล เป็นสื่อในการประมวลผลแต่ละครั้ง
2. การตรวจสอบแก้ไข มีการลงรหัสเหมาะสมหรือไม่ ถูกต้องหรือเปล่า
3. แยกประเภทเป็นกลุ่มต่างๆ หรือตามลำดับความสำคัญในการประมวลผล
2. การประมวลผลข้อมูล ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูล
ขั้นตอนการประมวลผล รายละเอียด ตัวอย่าง
การจำแนกหมวดหมู่ของข้อมูล แบ่งเป็น 1. การจำแนกแบบทางเดียว ตามคณะ หรือชั้นปี
2. การจำแนกแบบสองทาง ตามคณะและเพศ
3. การจำแนกแบบสามทาง ตามคณะ เพศ และชั้นปี
การเรียงลำดับข้อมูล น้อย มาก , มาก น้อย หรือลำดับอักษร
เรียงชื่อ เลขประจำตัวนักศึกษา
การสรุป ทำข้อมูลให้อยู่ในรูปย่อ เพื่อการสะดวกและนำมาใช้ สรุปยอดขายรายเดือน ฯลฯ
การทำสำเนาข้อมูล เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล การทำสำเนาเอกสารต่างๆ
การคำนวณ มีตั้งแต่ง่าย – ยากซับซ้อน บางงานควรใช้คอมพิวเตอร์ทำ หาร้อยละ หาฟังก์ชันต่างๆ
การเก็บรักษาข้อมูล เก็บข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ อุปกรณ์เช่นเทป/จานแม่เหล็ก เก็บข้อมูลการลงทะเบียน/เกรด
การดึงข้อมูลที่ต้องการออกมา ในกรณีเก็บข้อมูลในเทป/จานแม่เหล็ก ต้องใช้คอมพิวเตอร์ค้นหาข้อมูล การค้นหานักศึกษา
การสื่อสารข้อมูล เคลื่อนย้ายข้อมูลไปในส่วนต่างๆ การขอ รับ / ส่งข้อมูล
3. การนำเสนอข้อมูล เป็นการสรุปผลลัทธ์ เพื่อการตัดสินใจว่าเป็น Information หรือไม่ เพื่อนำเสนอในรูปแบบต่างๆต่อไป
ระบบการประมวลผล แบ่งเป็น
แบบกลุ่ม Batch ตะกร้าสามใบ กำหนดเวลา ควรเป็นแบบเรียงลำดับ เป็นการประมวลผลที่ง่าย ประหยัด
Real Time เหมือนออนไลน์ แต่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เช่น การควบคุมยานอวกาศ
Off Line เตรียมการเพื่อตอบสนองขั้นต่อไปอย่างถูกต้อง ใช้เฉพาะ I/O เท่านั้น เช่นการ Save ข้อมูล
On Line เครื่องใหญ่ -> เครื่องย่อย จะกี่เครื่องก็ได้ เป็นที่นิยม เช่น Internet
Timeshare แบ่งเวลา CPU แถวคอย ทรัพยากรไม่เพียงพอ
Multi Processing มี CPU หลายตัว เป็นตัวสำรอง เครื่องไหนหยุด เครื่องอื่นต่อ งานใช้ CPU ตลอดเวลา
Multi Programming เรียกงานแต่ละงานสู่หน่วยโปรแกรมหลัก พร้อมที่จะสลับงานอยู่เสมอ

* ประเภทของ Data File อาจเก็บในลักษณะของข่าวสาร เช่น บัญชี บัตรแข็ง หรือเก็บในรูปรหัสในสื่อข้อมูลต่างๆ เช่น บัตรเจาะรู เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 28 ส.ค. 2548 (12:19)
การจัดองค์กรข้อมูล

แบ่งเป็นลำดับชั้น ดังนี้
1. อักขระ สัญลักษณ์ในภาษาเขียนของเรา ตัวอักษร ตัวเลข ลักษณะพิเศษ
2. เขตข้อมูล ตำแหน่งที่จะรับข้อมูล 1 รายการ เกิดจากการรวมกลุ่มของอักขระแล้วเกิดความหมายขึ้น
การกำหนดขนาดต้องหาตัวอักษรว่ามีความยาวสูงสุดเท่าใด หาว่าของใครยาวที่สุด กำหนดตามชื้อนั้น
3. ระเบียน การรวมกลุ่มของเขตข้อมูลแต่ละเขตที่สัมพันธ์กัน อาจไม่ใช่ชนิดตัวแปรเดียวกันก็ได้
4. แฟ้มข้อมูล การรวมกลุ่มของระเบียน เช่น แฟ้มข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ
5. ฐานข้อมูล แฟ้มข้อมูลหลายๆแฟ้มรวมกัน ลดความซ้ำซ้อน ใช้ข้อมูลซ้ำกัน รักษาข้อมูล
ระเบียนข้อมูล
ระเบียนเชิงตรรกะ ในทัศนะของผู้ใช้ทั่วไป ไม่คำนึงถึงสื่อบันทึกข้อมูล
ระเบียนเชิงกายภาพ ในทัศนะของเครื่อง พิจารณาจากการอ่านบันทึกข้อมูลแต่ละครั้ง โดยมีขนาดเท่ากับสื่อชนิดนั้นๆ เช่น 512 / sector
ระเบียนเชิงตรรกะขนาดใหญ่อาจต้องใช้ที่เก็บหลายๆหน่วยของระเบียนเชิงกายภาพ
จำนวนครั้งในการทำ I/O operation = จำนวนระเบียนเชิงกายภาพ

Physical record1 Physical record1
logical record 1 logical record 1

Logical
Record1 Logical
Record2 Logical
Record3 Logical
Record4

Logical record 1

UnBlock

Block


Spanned Record

ระเบียนข้อมูล แบ่งได้ตามความยาวดังนี้
1. ระเบียนความยาวคงที่ เขตข้อมูลเดียวกันตลอดแฟ้ม เขียนโปรแกรมง่าย เปลืองที่เก็บ เพราะต้องเผื่อความยาวที่มากที่สุด
2. ระเบียนความยาวแปรผัน ขนาดของระเบียนความยาวไม่คงที่ ควรใช้เพราะประหยัดที่เก็บ แต่เขียนยาก สาเหตุที่ความยาวไม่คงที่
1. เขตข้อมูลแต่ละระเบียนไม่เท่ากัน เช่นแฟ้มรายการเปลี่ยนแปลง แต่ละระเบียนมี่เขตข้อมูลไม่เท่า ไม่เหมือนกัน
2. ความยาวบางเขตข้อมูลไม่เท่ากัน เช่นคำอธิบายรายละเอียดสินค้าบางชนิด ไม่เท่ากัน
3. เขตข้อมูลแบบกลุ่มมีจำนวนซ้ำไม่เท่ากัน เช่น จำนวนบุตร ส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ บางชนิด ไม่เท่ากัน
วิธีจัดการกับความยาวแปรผัน
1. ระบุความยาวของระเบียน 4 ไบต์หน้าระเบียนระบุความยาวระเบียน + 4 และอีก 4 ไบต์ บอกความยาวข้อมูลในแต่ละ Block
2. ใช้ * คั่นแต่ละระเบียน เพื่อบอกขอบเขตของแต่ละระเบียน
3. Undefined length record เป็นรูปแบบหนึ่งของระเบียนนี้ ไม่ได้กำหนดรูปแบบ โปรแกรมเมอร์สามารถใช้ระเบียนได้เต็มที่ ไม่ต้องเปลืองที่ 8 ไบต์ เพื่อระบุความยาวของบล็อกและระเบียน การเรียกใช้เขตข้อมูลอยู่ภายใต้การดูแลของโปรแกรมเมอร์เอง
เขตข้อมูล ในระเบียนหนึ่งๆมักประกอบไปด้วยเขตข้อมูล 2 ประเภทคือ เขตหลัก และเขตข้อมูลธรรมดา เขตหลักมี 2 ชนิด
1. Primary Keys คีย์ที่ใช้ในการค้นหาข้อมูล
2. Secondary Keys หากคีย์ชนิดแรกไม่สามารถหาข้อมูลที่แท้จริงได้ จะใช้คีย์ชนิดนี้หา
ทำไมต้องมีไฟล์ เพราะข้อมูลมีจำนวนมากเกินที่หน่วยความจำจะเก็บไว้ได้ และต้องการใช้ข้อมูลเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ไม่ต้องเก็บหมด และแม้ว่าข้อมูลน้อย การเก็บในรูปแฟ้มทำให้ใช้สะดวก
ชนิดของไฟล์ 1. ไฟล์โปรแกรม คือโปรแกรมต่างๆ 2. ไฟล์ข้อมูล บางทีเรียกว่าแฟ้มข้อมูล
ประเภทของแฟ้มข้อมูล มี 2 แบบ แยกตามเนื้อหา กับแยกตามการประมวลผล
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 28 ส.ค. 2548 (12:19)
1. แยกตามเนื้อหาได้ 9 ชนิด ดังนี้
1. แฟ้มข้อมูลหลัก เก็บข้อมูลถาวร มีไพรมารีย์คีย์ ทันสมัยเสมอ มีเขตข้อมูลสะสมค่าด้วย มีใช้เพื่ออ้างอิงและอัพเดท
2. แฟ้มรายการ เก็บข้อมูลชั่วคราว เพื่อรออัพเดทในแฟ้มหลัก พออัพเดทแล้วก็จะลบทิ้ง
3. แฟ้มดรรชนี ชี้ตำแหน่งของระเบียน ในแฟ้มข้อมูลหลัก
4. แฟ้มตาราง ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ภาษี ดอกเบี้ย ประจำปี
5. แฟ้มข้อมูลเก่า ไม่ใช้งานแล้ว มีไว้ใช้อ้างอิงเปรียบเทียบ หรือพยากรณ์
6. แฟ้มสรุปผล เกิดจากการคำนวณหรือรวบรวมแฟ้มอื่นให้ดีขึ้น
7. แฟ้มงาน สร้างขึ้นมาไว้ทำงานบางอย่าง เช่น เรียงลำดับไฟล์
8. แฟ้มรายงาน เก็บข้อมูลที่เป็นรูปแบบรายงาน เพื่อรอพิมพ์ หรือรายงานทางจอภาพ
9. แฟ้มสำรอง เพื่อป้องกันการเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลสำคัญ
2. แยกตามวิธีการประมวลผล ได้ 3ชนิด ดังนี้
1. แฟ้มอินพุต อ่านออกมาเพื่อประมวลผล ผลลัพธ์เก็บที่แฟ้มอื่น เช่น อัตราภาษี
2. แฟ้มเอาท์พุต เก็บข้อมูลที่ประมวลผลแล้ว 3. แฟ้มอินพุตเอาท์พุต อ่าน ประมวลผล และบันทึกผลลัพธ์กลับที่เดิม
แฟ้มหนึ่งอาจมีหน้าที่มากกว่า 1 อย่าง ถ้าถูกเรียกใช้งานมากกว่า 1 โปรแกรม เช่นแฟ้มพนักงานเป็นอินพุตในโปรแกรมสร้างแฟ้มพนักงาน และเป็นเอาท์พุต ในโปรแกรมพิมพ์รายงาน
ปฏิบัติการทั่วไปสำหรับแฟ้มข้อมูล
1. การสร้างแฟ้มข้อมูล บันทึกข้อมูลในครั้งแรก โดยรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องก่อนบันทึก
2. การปรับปรุงแฟ้มข้อมูล ได้แก่1. การเพิ่มระเบียนใหม่ เข้าไปในแฟ้ม แทรกระเบียนใหม่
2. แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายในระเบียน คือ เปลี่ยนเนื้อหาในเขตข้อมูล
3. การลบระเบียนเก่าที่ไม่ใช้แล้วออกจากแฟ้มข้อมูล
3. การเรียกใช้แฟ้ม 1. การสอบถามเรียกใช้ข้อมูลแบบโต้ตอบ การค้นหาไฟล์ เปิดไฟล์ มักใช้แค่ 1 – 2 ระเบียน
2. การพิมพ์รายงาน จะปรากฏอยู่ในรูปของรายงาน มักใช้กับข้อมูลจำนวนมากของแฟ้มข้อมูล
4. การบำรุงรักษาแฟ้มข้อมูล คือการจัดโครงสร้างใหม่ จัดเรียงแฟ้มข้อมูลใหม่ เพื่อขจัดแฟ้มที่ไม่ใช้แล้วออกไป
การจัดองค์กรแฟ้มข้อมูล
วิธีจัดแฟ้ม รายละเอียด การอัพเดทข้อมูล ข้อดี ข้อเสีย
แบบเรียงลำดับ เป็นการเรียงจากมากไปน้อย หรือน้อยไปมากของเขตข้อมูลใดเขตข้อมูลหนึ่ง ของทุกระเบียนในแฟ้มนั้น โดยใช้เขตข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งเป็นคีย์ในการจัดเรียง แถวที่เปลี่ยน จะสลับข้อมูลไปทั้งแถว เหมาะกับงานที่มีระยะเวลาแน่นอน และก็ต้องการข้อมูลที่ประมวลผลแต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก
โดยปกติจะใช้เทปแม่เหล็กในการเก็บแฟ้มข้อมูลนี้
เมื่อต้องการค้นหาระเบียนที่ต้องการ คอมฯจะอ่านเรียงลำดับเปรียบเทียบกับคีย์ที่ต้องการ เมื่อเจอจะหยุด ถ้าเปรียบเทียบแล้วว่าคีย์ที่หาอยู่มากกว่าคีย์ที่ต้องการจะหยุดหา 1.แฟ้มข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลงข้อมูล
2.แฟ้มข้อมูลหลักเก่า
3.แฟ้มข้อมูลรายการผิดพลาด
4. แฟ้มข้อมูลหลักใหม่
5. รายการปรับปรุง 1. ออกแบบง่าย
2.ใช้ข้อมูลในการประมวลมากจะสะดวกและเสียค่าใช้จ่ายน้อย
3.อุปกรณ์บันทึกราคาถูก 1.ไม่ว่าข้อมูลจะอยู่ที่เท่าไร ก็ก็ต้องหาจนหมดแฟ้ม
2. ต้องเรียงลำดับทุกครั้งก่อนประมวลผล
3. ข้อมูลในแฟ้มไม่ทันสมัยตลอดเวลาเพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง จะเก็บไว้ก่อน แล้วค่อยนำไปอัพเดท
แบบสุ่ม คอมฯสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง ใช้เวลาในการค้นหาในกรณีระเบียนไม่มากนัก เร็วกว่าแบบเรียงลำดับ
สื่อเก็บข้อมูลเป็นประเภทเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง
การเก็บบันทึก ต้องคำนวณหาที่เก็บบนสื่อ โดยคำนวณจากเขตข้อมูลบนระเบียน เมื่อได้ตำแหน่งการเก็บบันทึกข้อมูลแล้วก็จะทำการบันทึกตรงตำแหน่งนั้น
การหาข้อมูลต้องหาตำแหน่งที่อยู่ของระเบียนจากคีย์ก่อน
เหมาะสำหรับ เวลาประมวลผลไม่แน่นอน ต้องอัพเดททันที สามารถอัพเดทที่แฟ้มข้อมูลได้เลย เมื่ออัพเดทแล้วไม่ทำให้เกิดแฟ้มใหม่ เมื่อจะเพิ่มหรือแก้ไขก็ทำได้ทันที 1. การอัพเดทหลายแฟ้ม ใช้รายการเปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียว
2. ไม่จำเป็นต้องเรียงการเปลี่ยนแปลง
3. เข้าถึงง่าย 1. อัตราเสี่ยงของการข้อมูลหายมีสูง
2. การใช้พึ้นที่หน่วยความจำสำรองมีประสิทธิภาพต่ำกว่าข้อ1
3.โปรแกรมมีความซับซ้อนมากกว่า
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 28 ส.ค. 2548 (12:20)
แบบเรียงลำดับโดยดัชนี สามารถเข้าถึงได้ทั้งแบบสุ่มและเรียงลำดับ ใช้เขตข้อมูลหนึ่งของระเบียนเป็นคีย์ สื่อต้องเข้าถึงโดยตรง เช่นจานแม่เหล็ก
จัดเก็บข้อมูลเป็น 2 ส่วน
1. ตารางดัชนี บอกว่าข้อมูลนี้อยู่ที่ไหน มี 3 ระดับ ดัชนีหลัก แทรก และไซเลนเดอร์ สร้างหลังจากบันทึกเรียบร้อยแล้ว
2. ส่วนเก็บข้อมูลมี 2 ส่วน Prime data area เก็บข้อมูลแบบเรียงลำดับตามเขตข้อมูลที่เป็นคีย์ เริ่มต้นบันทึกข้อมูลในส่วนนี้ และเหลือสำหรับขยายแฟ้มต่อไปด้วย Overflow area เก็บข้อมูลที่ล้นออกมาจนไม่สามารถเก็บได้
การค้นหาข้อมูล จะค้นหาแบบดิก คือหาว่าคำอยู่ที่หมวดอักษรใด หาเฉพาะอักษรนั้น ทำการแก้ได้ทั้งแบบเรียงลำดับและเข้าถึงโดยตรง ถ้าเพิ่มระเบียนมากๆ จะใช้พื้นที่ใน Overflow area มากขึ้น
ถ้า Overflow area มีขนาดใหญ่ การเข้าถึงข้อมูลจะช้าลง ควรมีการจัดลำดับใหม่ ทำการประมวลผลแบบเรียงลำดับ กรณีประมวลผลแบบกลุ่มได้
ทำการประมวลผลแบบสุ่ม กรณีประมวลผลแบบโต้ตอบได้
การใช้พื้นที่ของหน่วยความจำสำรองมีประสิทธิภาพน้อยมาก
การเข้าถึงช้ากว่าแบบสุ่ม
เป็นระบบการทำงานที่ซับซ้อน
การจัดการองค์การแฟ้มข้อมูลเพื่อการประมวลผล ต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1. ใช้ประโยชน์และประหยัดที่สุด
2. ประโยชน์และข้อจำกัดในการจัดแฟ้มต่างๆ
3. ปริมาณและลักษณะข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงทั้งในปัจจุบันและอนาคต
4. ลักษณะของผลลัพธ์ เช่นลักษณะรายงาน หรือลักษณะโต้ตอบซึ่งต้องการความรวดเร็ว
5. ขนาดของแฟ้มข้อมูล
6. อุปกรณ์ที่ระบบคอมพิวเตอร์มีใช้ ตลอดจนขีดความสามารถของระบบ
7. ความเกี่ยวพันของข้อมูลในแฟ้มต่างๆ
แฟ้มข้อมูลเหล่านี้สามรถทำการเข้าถึงเฉพาะระเบียนตามคีย์หลักเท่านั้น หากจะเข้าถึงด้วยคีย์อื่น หรือมากกว่า 1คีย์แล้ว จะต้องใช้ Multi – Key File Organization เช่น Multi-list file & Inverted file organization โดยทั่วไปแล้วไม่ได้รับการสนับสนุนจากระบบการดำเนินงาน
จุดประสงค์หลักของการจัดแฟ้มระบบข้อมูลคือการตระเตรียม Access Path ระหว่างการเรียกใช้และปรับปรุงข้อมูล ระบบแฟ้มต่างชนิดจะให้ Access Path ที่ต่างกัน Access Path ที่เหมาะสมเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การค้นหาข้อมูลมีประสิทธิภาพเท่าที่จะเป็นไปได้
ระบบฐานข้อมูล
คือการเก็บรวบรวมข้อมูลให้อยู่ที่ศูนย์กลางของระบบ ซึ่งสามารถเรียกใช้ร่วมกันได้ ผู้ใช้จะมองภาพของข้อมูลที่แตกต่างกัน บางคนมองเป็นสื่อเก็บข้อมูลจริง บางคนมองเป็นการใช้งานของผู้ใช้ ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันจะถูกนำมาใช้งานต่างๆ จะถูกเก็บเอาไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อประโยชน์ในการจัดการและเรียกใช้ ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ข้อมูลในลักษณะต่างๆ เช่น เพิ่ม ลบ แก้ไขข้อมูล โดยระบบคอมฯเข้ามาช่วย
จุดประสงค์ของการจัดการฐานข้อมูล
1. เพื่อให้โปรแกรมที่ประยุกต์ใช้กับฐานข้อมูลนั้นใช้ง่าย ประหยัดในเรื่องราคา การรักษา เปลี่ยนแปลง รวดเร็ว มีความยืดหยุ่นต่อการใช้งานสูง
2. ข้อมูลหลายๆหน่วยงานร่วมกันใช้ได้ ข้อมูลใช้งานได้หลายรูปแบบ ตามความต้องการของผู้ใช้
3. โปรแกรมและข้อมูลเป็นอิสระต่อกันทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไฟล์ ตัวข้อมูล การขยายตัวของฐานข้อมูลและการเปลี่ยนแปลงง่ายไม่กระทบ
4. ข้อมูลสามารถนำไปใช้กับภาษาคอมพิวเตอร์อื่นๆได้ มีความขัดแย้งและซ้ำซ้อนของข้อมูลน้อยที่สุด ข้อมูลมีความปลอดภัยสูง
5. มีวิธีการจัดลำดับข้อมูล การค้นหา การออกรายงานกับข้อมูลโดยวิธีการทำโปรแกรมน้อยที่สุด
ข้อดีของการเก็บข้อมูลแบบฐานข้อมูล
1. ข้อมูลอยู่รวมกัน สามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน
2. ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล ข้อมูลถูกเก็บอยู่ที่เดียว ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง ก็เปลี่ยนแปลงที่เดียว
ถ้าเก็บหลายที่อาจงง ลืมเปลี่ยนอีกในบางที ทำให้ข้อมูลขัดแย้งกันได้
3. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลที่อาจเกิด
4. การควบคุมความคงสภาพของข้อมูล มีความถูกต้อง สมเหตุสมผล เชื่อถือได้ ป้องกันการกรอกข้อมูลผิดพลาด
5. การจัดการในฐานข้อมูลทำได้ง่าย การเรียก เพิ่ม แก้ไข ลบข้อมูล แค่ออกคำสั่งผ่านตัวควบคุมฐานข้อมูล
6. ความเป็นอิสระของโปรแกรมกับข้อมูล โปรแกรมไม่จำเป็นต้องเก็บโครงสร้างแฟ้มข้อมูลไว้ ยกเว้นเพิ่ม เปลี่ยนชื่อ ลบเขตข้อมูล
7. มีผู้ควบคุมคนเดียว ป้องกันผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้ข้อมูลเสียหาย

บทต่อไปนะจ๊ะ
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 28 ส.ค. 2548 (12:21)
รหัสแทนข้อมูล
รหัสแทนข้อมูล หมายถึง รหัสที่ใช้แทนข้อมูลที่เข้าไปเพื่อจะประมวลผลในคอมพิวเตอร์
ข้อมูลที่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ มี 2 ประเภท 1. ข้อมูลที่เป็นตัวเลข เลขล้วนๆ คำนวณได้
2. ข้อมูลที่เป็นข้อความ ตัวอักษรกับตัวเลขปนกัน คำนวณไม่ได้ ใช้อ้างอิง ประกอบการพิมพ์ผลลัพธ์
ประเภทของรหัสแทนข้อมูล แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
1. รหัสที่ใช้แทนข้อมูลภายนอก ได้แก่ รหัสที่ใช้บันทึกลงบัตรเจาะรู คือ แทน 0 – 9 แทน A – Z และรหัสสำหรับสัญญาลักษณ์พิเศษ
2. รหัสที่ใช้แทนข้อมูลภายใน คือสำหรับบันทึกข้อมูลภายในหน่วยความจำ มี 2 แบบ คือ ความยาวคงที และความยาวไม่คงที่
1 Half Word 2 Byte or 16 Bits
1 Double Word 8 Byte or 64 Bits
1. แบบความยาวคงที่ เหมาะสำหรับงานที่ใช้ในการคำนวณ จะเป็นแบบ Pure Binary
โดยปกติแล้ว 1 Word หรือ Full Word จะประกอบด้วย 4 ไบต์ หรือ 32 บิต
Half Word และ Full Word ใช้สำหรับเก็บตัวเลขเพื่อการคำนวณ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าใช้ตัวเลขเท่าไร
ถ้าตัวเลขน้อย อาจจะใช้ Half Word และ Double Word ใช้สำหรับ เก็บผลคูณ หรือหาร
2. แบบความยาวไม่คงที่ เหมาะสำหรับข้อมูลที่เป็นข้อความ รหัสที่ใช้คือ BCD และ EBCDIC ^
Pure Binary เป็นรหัสที่ใช้สำหรับข้อมูลที่เป็นตัวเลขเท่านั้น โดยเครื่องจะกำหนดตายตัว สำหรับข้อมูลแต่ละจำนวนตามตาราง |
โดยผู้เขียนโปรแกรมเป็นผู้กำหนดว่าจะใช้เนื้อที่เท่าไรจึงจะเหมาะสม โดยไม่ว่ากำหนดขนาดใดก็ตามBitซ้ายสุด จะเป็นตัวบอกเครื่องหมาย โดย 0 แทนค่าบวก 1 แทนค่าลบ
B A 8 4 2 1
Zone
Bits Numeric bits
จำนวนที่เป็นลบนี้ บันทึกได้จากการเปลี่ยนเลข 0 ทุกตัวในระบบเลขฐาน 2ของตัวเลขที่เป็นบวก และ
จำนวนที่เป็นบวกนี้ บันทึกได้จากการเปลี่ยนเลข 1 ทุกตัวในระบบเลขฐาน 2ของตัวเลขที่เป็นลบ
การกำหนดเนื้อที่ทำได้โดย แปลงข้อมูลสูงสุด เป็นเลขฐาน 2 ดูว่าใช้สูงสุดกี่บิต จึงกำหนดไป
BCD คือรหัสภายในที่ใช้สำหรับการบันทึกข้อมูลเป็นเลขฐาน 10 ให้อยู่ในรูปของเลขฐาน 2 คือ 0กับ1 เป็นรหัสที่ใช้เนื้อที่ 6 บิตโดยแบ่งดังนี้
กรณีที่ตัวเลข Zone Bits จะมีค่า เป็น 0 และ Numeric Bits มีค่าเท่ากับเลขฐาน 2 ของตัวนั้นๆ
รหัสภายนอก Zone 12 จะแทนด้วยรหัสภายใน Bit A และ Bit B
รหัสภายนอก Zone 12 จะแทนด้วยรหัสภายใน Bit B
รหัสภายนอก Zone 12 จะแทนด้วยรหัสภายใน Bit A
EBCDIC เป็นรหัสที่ใช้ 8 Bit สำหรับ 1 Character เพื่อให้มีรหัสแทนข้อมูลมากขึ้น รหัส 8 Bit สามารถแทน อักษรพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก และสัญญาลักษณ์พิเศษได้ แบ่งวิธีการบันทึกได้เป็น 2 วิธี คือ Zone Decimal & Packed Decimal
Zone Decimal ในแต่ละ Byte (8 Bit) จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Zone และ Numeric (ดูตารางที่ 2)
การบันทึกข้อมูลที่เป็นตัวอักษร รหัสในส่วนของ Zone มีดังนี้
อักษรใน Zone 12 = 1100(2)= C ในเลขฐาน 16
อักษรใน Zone 11 = 1101(2)= D ในเลขฐาน 16
อักษรใน Zone 0 = 1110(2)= E ในเลขฐาน 16
ในการบันทึก 1 ตัวอักษร จะต้องใช้เนื้อที่ 1 ไบต์ แต่ละ ไบต์ บันทึกรหัสของตัวอักษร
การบันทึกข้อมูลที่เป็นตัวเลข
Zone Digit Zone ……… Digit Zone Digit sign Digit
ในการบันทึกตัวเลข 0-9 เครื่องจะกำหนดส่วนที่เป็น Zone เป็น1110(2) หรือเป็น F ในเลขฐาน 16 เช่น 3 = F3
แต่ถ้าเป็นจำนวนเลขที่มีค่าลบ เครื่องจะกำหนดส่วนที่เป็น Zone เป็น1101(2) หรือเป็น D ในเลขฐาน 16 เช่น -3 = D3
การบันทึกข้อมูลแบบ Packed Decimal สำหรับตัวเลขที่ใช้ในการคำนวณเท่านั้น 1ไบต์เก็บเลขได้ 2 ตัวยกเว้นไบต์สุดท้ายเก็บเลขหน่วย
Digit Digit Digit ……… Digit Digit Digit Digit sign
ส่วนที่เป็น Digit หรือ 4 บิต สุดท้ายจะแสดงเครื่องหมายคือ ถ้ามีค่า + บันทึก 1111(2) หรือF(16)
ถ้ามีค่า - บันทึก 1101(2) หรือD(16)
รหัสที่ใช้บันทึกข้อมูล ยังมีที่ใช้กันอีกรหัสหนึ่งคือ รหัส ASCII เป็นรหัสชนิด 8 บิต / ไบต์
จบบทแล้วจ้า
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 28 ส.ค. 2548 (12:21)
อุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายนอก
อุปกรณ์บันทึกข้อมูล มี 2 ประเภท
1. อุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายใน หรือหน่วยความจำอยู่ภายในคอมพิวเตอร์ มีขนาดจำกัด และทำการเก็บข้อมูลชั่วคราใว ใช้เก็บสข้อมูลหรือโปรแกรมขณะปฏิบัติงานเท่านั้น สามารถเข้าถึงข้อมูลโดยตรง มีความเร็วสูง แต่ราคาต่อหน่วยสูงด้วย ได้แก่ วงแหวนแม่เหล็ก IC สารกึ่งตัวนำ หน่วยความจำฟองแม่เหล็ก
2. อุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายนอก ประกอบด้วยกลไกการเข้าถึง และสื่อข้อมูล สื่อข้อมูลทุกชนิด จะต้องสามารถเก็บบันทึก และเรียกใช้ข้อมูลได้ คอมพิวเตอร์ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรงได้ ต้องผ่านกระบวนการถ่ายโอนข้อมูลด้วย ช้ากว่า อุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายในมาก
1. การเข้าถึงข้อมูล คือกระบวนการค้นหาข้อมูล อ่าน หรือบันทึก ข้อมูลที่ต้องการลงอุปกรณ์บันทึกข้อมูล การเข้ามี 2 วิธี
1. แบบลำดับ 2. แบบสุ่ม หรือโดยตรง
2. การถ่ายดอนข้อมูล คือกระบวนการย้ายข้อมูลจาก อุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายนอก สู่อุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายใน
ตัวอย่างอุปกรณ์ ได้แก่ บัตรเจาะรู เทปกระดาษ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก ดรัมแม่เหล็ก
ประเภทของอุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายนอก แยกตามลักษณะของการเข้าถึงข้อมูล ได้ดังนี้
1. อุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายนอกที่เข้าถึงได้แบบลำดับ เนื่องจากไม่สามารถกำหนดหมายเลขตำแหน่ง ให้แก่สื่อชนิดนี้ได้ การเข้าถึงจะต้องค้นหาไปจนกว่าจะเจอ ได้แก่ บัตรเจาะรู เทปกระดาษ เทปแม่เหล็ก
สื่อข้อมูลคือ วัตถุทางกายภาพที่ใช้เก็บบันทึกข้อมูลในรูปของรหัสแทนข้อมูล มี 2 ชนิดคือ
1. แบบลบเลือนได้ หายไปถ้าไม่มีไฟฟ้าเช่น RAM
2. แบบลบเลือนไม่ได้ เช่น ROM บัตรเจาะรู และสื่อข้อมูลทุกชนิดที่สามารถเก็บข้อมูลได้เมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้า
กลไกการเข้าถึงอุปกรณ์บันทึกข้อมูล มีไว้สำหรับอ่านหรือการบันทึกข้อมูลในสื่อข้อมูล
การเลือกอุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายนอก ควรเลือกแบบลบเลือนไม่ได้ และมีความจุมากกว่าหน่วยความจำด้วย
แฟ้มข้อมูลกับอุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายนอก ข้อจำกัดของหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ มีดังนี้
1. ขนาดของหน่วยความจำจำกัด โดยเฉพาะ ราคา / หน่วย ค่อนข้างสูง
2. หากไม่มี Power supply มักจะลบเลือนได้
3. การใช้ข้อมูลเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งแฟ้ม จะไม่น่าต้องเปลืองหน่วยความจำ
คุณสมบัติของอุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายนอก ต้องพิจารณาหัวข้อต่อไปนี้
1. เวลาเข้าถึงข้อมูล ต้องเร็วพอที่จะให้การประมวลผลข้อมูลเสร็จสิ้นในเวลา Quantum Time
2. ความจุของที่เก็บข้อมูล มากพอสำหรับเก็บข้อมูลที่ต้องการใช้ ในการประมวลผลได้อย่างเพียงพอ
3. ความปลอดภัย ต้องคงทน ปลอดภัยต่อข้อมูล อัตราการถ่ายทอดข้อมูล ต้องเร็วพอสมควร
4. ราคา ราคา/หน่วยต้องต่ำเพียงพอ ถ้าแพงอัตราการเข้าถึงก็น่าจะสูงด้วย
5. มาตรฐาน ต้องใช้กับเครื่องหลายยี่ห้อได้ วิธีการเข้าถึง ควรทำได้ทั้ง 2 แบบ
6. สะดวก กะทัดรัด พกพาติดตัวสะดวก เช่น เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก ที่สามารถถอดจากเครื่องได้
เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก จานแม่เหล็กชนิดอ่อน
ใช้กันอย่างกว้างขวาง สำหรับแฟ้มขนาดใหญ่ ประมวลผลแบบกลุ่ม เข้าถึงได้โดยตรง คล่องตัวในการออกแบบ ประมวลผลแบบกลุ่ม แผ่นวงกลม คล้ายจานเสียง
สารพลาสติกฉาบสารแม่เหล็ก
กว้าง ½ นิ้ว ยาว 2400 – 3600 ฟุต ฉาบด้วยสารแม่เหล็ก ที่มีผิววงๆเรียกว่า แทร็ก 200 -800 แทร็ก / ผิวจาน ฉาบด้วยสารแม่เหล็กออกไซต์บนสารโมลาร์ ความเร็วค่อนข้างต่ำ มี2ขนาด 3.5 และ5.25 “
ความหนาแน่นในการบันทึก 800,1000,1600,3200 ความจุแต่ละเซกเตอร์ คือ 512 ไบต์ ความหนาแน่น 3.5 แบบดับเบิล =720 KB
แบบไฮ = 1.44 MB
5.25 = 1.2 MB
เก็บในตลับ อ่านโดยเครื่องขับเทป ชุดจานแม่เหล็ก 6 – 12 แผ่น
การแทนค่าข้อมูลมี 2 ระบบ
• ระบบ7 แถบ สำหรับ BCD
• 2. ระบบ9 แถบ สำหรับ EBCDIC เครื่องขับจานแม่เหล็ก มี 3 ชนิด
• แบบหัวอ่านอยู่กับที่
• หัวอ่านเคลื่อนที่
• เครื่องขับจานแบบวินเชสเตอร์
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 28 ส.ค. 2548 (12:22)
ต่อจากเมื้อกี้นะ
การแทนค่าข้อมูลมี 2 ระบบ
• ระบบ7 แถบ สำหรับ BCD
• 2. ระบบ9 แถบ สำหรับ EBCDIC เครื่องขับจานแม่เหล็ก มี 3 ชนิด
• แบบหัวอ่านอยู่กับที่
• หัวอ่านเคลื่อนที่
• เครื่องขับจานแบบวินเชสเตอร์
Parity Check Bit เพิ่มบิตขณะบันทึกลงเทป
มีอยู่ 2 แบบ แบบคี่ / คู่ ถ้าบิตเปลี่ยนค่าไป จากที่ควรจะเป็น แสดงว่าผิดพลาด ความหนาแน่นขึ้นอยู่กลับ ระยะห่างจานกับหัวอ่าน ยิ่งน้อยยิ่งมาความจุมาก
ข้อดี
• ไม่จำกัดความยาวระเบียน ไม่ว่ายาวแค่ไหนก็เก็บ
• ประหยัดเนื้อที่
• ราคา / หน่วยถูก
• ความเร็ว 4หมื่นอักษร / วินาที สูงกว่าเครื่องอ่านบัตร 20 เท่า
• ลบล้าง แก้ไขข้อมูลบนเทปได้
• ใช้เป็นไฟล์สำรอง ข้อดี
• อัตราการถ่ายทอดข้อมูลสูงกว่าเทป
• สามารถเข้าถึงได้ทั้งลำดับ และสุ่ม
• จัดระบบแฟ้มได้ทั้งแบบลำดับ ,สุ่ม
• ผู้ใช้หลายคนเข้าถึงด้วยกันได้
• ข้อมูลทันสมัย
• ทำการประมวลผลแบบออนไลน์ได้
ข้อจำกัด
• ไม่สามารถอ่านข้อมูลด้วยตาเปล่า ต้องใช้เครื่องอ่าน
อ่านไปเรื่อยๆ
• ประมวลผลแบบลำดับ
• สภาพแวดล้อม ความร้อน ความชื้นมีผล
• สามารถเข้าถึงข้อมูลครั้งละ 1 คน ข้อเสีย
• ถ้านำมาเป็น แฟ้มสำรองแล้ว ต้นทุนแพงกว่าเทปแม่เหล็ก
• ข้อมูลหลังปรับปรุงหายไป ระบบการสำรองและความปลอดภัยข้อมูลทำได้ยาก
จานแม่เหล็กต้องผ่านการ ฟอร์แมทก่อน ต้องมีการบันทึกข้อสนเทศเอาไว้ดังนี้
1. Disk directory
2. Space allocation table จัดสรรเนื้อที่ของแผ่นจาน
3. Bootstrap record สำหรับ OS ที่ start up
4. แต่ละบล็อกหรือเซกเตอร์ จะถูก ฟอร์แมตด้วยข้อสนเทศจำนวนความแตกต่างของบล็อก หรือ เซกเตอร์
การฟอร์แมตทำให้เนื้อที่ของผู้ใช้ลดลง
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 28 ส.ค. 2548 (12:23)
เรื่องสุดท้าย (วันนี้)
เทคนิคการเรียงลำดับ
การเรียงลำดับ คือ กระบวนการจัดเรียงข้อมูลในตาราง หรือแฟ้มข้อมูล ให้เรียงลำดับ จากมากไปหาน้อย หรือน้อยไปหามาก คอมพิวเตอร์ใช้เวลา 25% เพื่อเรียงลำดับ จุดประสงค์เพื่อ เป็นแนวทางในการเลือกวิธีที่เหมาะสม และคิดค้นวิธีใหม่ๆ
ประโยชน์ของการเรียงลำดับ
1. ช่วยจัดหมวดหมู่ข้อมูล 2. ช่วยค้นหาข้อมูล 3. ช่วยการ Matching ข้อมูล เช่นการปรับปรุงแฟ้มลำดับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเภทของการเรียงลำดับ
1. การเรียงลำดับภายในหน่วยความจำ เหมาะสำหรับตารางและข้อมูลขนาดเล็ก มีความคล่องตัว ขนาดไม่เกินเนื้อที่ของหน่วยความจำ
2. การเรียงลำดับภายนอกหน่วยความจำ แบ่งข้อมูลเป็นกลุ่มย่อย เพื่อเรียงในหน่วยความจำ แล้วเก็บที่เรียงแล้ว ในหน่วยความจำภายนอก หลังจากเรียงทุกข้อมูลจะนำมาผสมผสานกัน
ประเภทของการเรียงลำดับภายในหน่วยความจำ
1. เรียงแบบแทรก สมมุติมีตัวเลขดังนี้ 9 6 1 7 8 4 2 3 5 10
เอาตัวแรก กับตัวที่ 2 มาเปรียบเทียบกัน ดูว่าใครน้อยกว่าให้เอาไว้ตัวแรก แล้วเพิ่มค่าเอาไว้ พอรันทีก็เพิ่มทีละ 1 ออกจากลูปคือ ทำ N – 1 ครั้ง
พอวนแล้ว เอาตัวที่ 2 กับ 3 มาเปรียบเทียบกัน ทำอย่างนี้จนกว่าเช็คเงื่อนไขแล้วออกจากลูป
เป็นการเปรียบเทียบของ A(I) กับ A(I + 1) โดยเพิ่มค่า I ทีละ 1
ตำแหน่งที่ A(1) A(2) A(3) A(4) A(5) A(6) A(7) A(8) A(9) A(10)
ข้อมูลเดิม 9 6 1 7 8 4 2 3 5 10
เมื่อ I = 1 9 6 1 7 8 4 2 3 5 10
หลังรัน 6 9 1 7 8 4 2 3 5 10
เมื่อ I = 2 6 9 1 7 8 4 2 3 5 10
หลังรัน 1 6 9 7 8 4 2 3 5 10
เมื่อ I = 3 1 6 9 7 8 4 2 3 5 10
หลังรัน 1 6 7 9 8 4 2 3 5 10
เมื่อ I = 4 1 6 7 9 8 4 2 3 5 10
หลังรัน 1 6 7 8 9 4 2 3 5 10
เมื่อ I = 5 1 6 7 8 9 4 2 3 5 10
หลังรัน 1 4 6 7 8 9 2 3 5 10
เมื่อ I = 6 1 4 6 7 8 9 2 3 5 10
หลังรัน 1 2 4 6 7 8 9 3 5 10
เมื่อ I = 7 1 2 4 6 7 8 9 3 5 10
หลังรัน 1 2 3 4 6 7 8 9 5 10
เมื่อ I = 8 1 2 3 4 6 7 8 9 5 10
หลังรัน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
เมื่อ I = 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
การเรียงแบบแลกเปลี่ยน เปรียบเทียบข้อมูลที่อยู่ติดกัน ว่าต้องเปลี่ยนหรือไม่ เงื่อนไขของการเปลี่ยนคือ ค่าน้อยอยู่ ค่ามากอยู่หลัง
การเปรียบเทียบ 1 ไป 2 2 ไป 3 3 ไป 4 4 ไป 5 5 ไป 6 ไปเรื่อยๆจนกว่าจะไม่สลับที่
การเรียงแบบเลือก เริ่มต้นหาค่าที่น้อยที่สุดแล้วเอามาเก็บไว้ข้างนอก แล้วกลับไปหาตัวที่น้อยที่สุดใหม่จนหมดกอง คือหาเปรียบเทียบตัวที่อยู่ใกล้กัน เอาค่าน้อยไว้ตัวแรก แล้วไปเริ่มหาใหม่ที่ตัวที่ 2 พอตัวที่ 2 หาได้แล้วก็มาเปรียบเทียบกันว่า ตัวแรกสุดที่หามาคราวแล้ว กับตัวที่เพิ่งทำเมื่อกี้ใครมากกว่า แล้วหาไปเรื่อยๆ
เรียง 2 ทาง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม เรียงกลุ่มแรกเสร็จก็ทำจะกลุ่มที่ 1 กับกลุ่มที่ 2 มาเรียงกันใหม่ ดูข้างหลัง
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 28 ส.ค. 2548 (14:02)
เรียงลำดับ (แบบไม่ออกจากลูป)
กำหนด Array ชื่อ A(1:10) มี 10 มิติ เก็บค่าที่ยังไม่ได้เรียง.

do i=1,10
do j=1,10
if ((A(i) .lt. A(j)) .and. (i .ne. j)) then
Buffer=A(j)
A(j)=A(i)
A(i)=Buffer
endif
enddo
enddo

หมายเหตุ : .lt. = lessthan , .ne. = not equal. ครับ
เก่ง (IP:131.217.6.7,131.217.41.161,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 28 ส.ค. 2548 (15:38)
ขอบคุณค่ะ คุณเก่ง แล้วรบกวนช่วยคลิกที่ชื่อแล้วไปดู
โน๊ตย่อโครงสร้างข้อมูล
และโพสต์สิ่งที่หายไป หรือไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ ARRAY ให้จะขอบคุณมากกก ค่ะ
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 31 ต.ค. 2548 (13:43)
ดีคับ
monggorn_tu@hotmail.com (IP:203.172.128.243,10.0.246.247,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 2 พ.ย. 2548 (14:39)
อันนี้สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์บทที่ 2 ก็ใช้ได้นะ
samongi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 996 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 249 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 15 ธ.ค. 2548 (15:47)
อยากได้โค๊ดการบวก ลบ คูณ หาร One\'Complement คะ ช่วยตอบให้หน่อยนะคะ
Nopparat_thongsri@hotmail.com (IP:202.29.48.241,,)

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.