|
มหิดลเพิ่มสัดส่วนรับตรง พลิกประวัติศาสตร์ของอุดมศึกษาไทย....!!!
โพสต์เมื่อ:
11:28 วันที่ 9 ก.ย. 2548 ชมแล้ว:
2,852
ตอบแล้ว:
6
หลัง จากที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศชัดเจนที่จะยกเลิกระบบการสอบคัดเลือกเพื่อเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษา หรือ เอน ทรานซ์ โดยให้ปีการศึกษา 2548 เป็นปีสุดท้ายที่จะมีการเอนทรานซ์ และในปี 2549 ก็จะเริ่มใช้ระบบกลางการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาหรือ แอดมิชชั่น ที่จะเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งสามารถคัดเลือกนิสิตนักศึกษาได้เองตามความต้องการ ซึ่งการประกาศดังกล่าว ได้ทำให้หลายมหาวิทยาลัยมีความตื่นตัวในการหาวิธีที่จะให้ได้มาซึ่งนิสิตนักศึกษาที่ตรงตามความต้องการของมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันก็เป็นความต้องการของผู้เรียนที่จะเข้าไปใช้ชีวิตในรั้วสถาบันนั้น ๆ เช่นกัน และเมื่อทั้งผู้เรียนและสถาบันมีความต้องการที่ตรงกันแนวโน้มของระบบแอดมิชชั่นก็มีความชัดเจนยิ่งขึ้น แล้ววิธีการจะเป็นอย่างไรกันบ้าง ? ก็ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาจะมีน้ำหนักไปที่การรับตรงมากขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยเชื่อว่าได้เด็กที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด
อย่างไรก็ตามในช่วงที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ กำลังรอการตัดสินใจว่าจะใช้วิธีใดที่เหมาะสมที่สุดมาคัดเลือกนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ก็ได้ถือโอกาสออกมาประกาศตัวเป็นมหาวิทยาลัยแรกว่า ปีการศึกษา 2548 มม. จะรับตรงประมาณ 2,000 คน ใน 13 คณะ 24 หลักสูตร ที่เหลือรับผ่านระบบเอนทรานซ์ ซึ่งเป็นการเพิ่มสัดส่วนจากปีการศึกษา 2547 ถึง 3 เท่า เพราะปีที่แล้ว ม.มหิดล รับตรง ไม่เกิน 10 หลักสูตร จำนวนเพียง 500 กว่าคน ดังนั้นการออกมาเปิดตัวของ มม. เช่นนี้ ต้องยอมยกนิ้วให้เลยว่ากล้าหาญมาก และยังเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ของอุดมศึกษาไทยในการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย จากเดิมที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) เป็นผู้คัดเลือกให้และยึดการสอบมาเป็นตัวตัดสินเด็ก แต่ใช่ว่าการที่ ม.มหิดล ประกาศรับตรงมากขึ้นแล้วทุกอย่างจะเป็นไปด้วยความราบรื่น เพราะ หลายมหาวิทยาลัยยังคลางแคลงอยู่ว่าการรับตรงเป็นการรองรับระบบแอดมิชชั่นหรือไม่ และมีผลดีอย่างไร คราวนี้เรามาลองฟัง ศ.น.พ.พรชัย มา ตังคสมบัติ อธิการบดี มม. พูดถึงเหตุผลที่ มม. ตัดสินใจรับตรงมากขึ้นว่าเป็นเพราะอะไร จะสามารถรองรับระบบแอดมิชชั่นได้หรือไม่ โดย ศ.น.พ.พรชัย กล่าวถึงที่มาของการตัดสินใจในครั้งนี้ว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้ผลีผลามที่จะขยายการรับตรงมากขึ้น ทุกอย่างเกิดจากประสบการณ์ในการรับตรงที่สั่งสมมานานเกือบ 30 ปี และเห็นว่าการรับตรงทำให้มหาวิทยาลัยได้นักศึกษาที่มีคุณลักษณะพึงประสงค์ตามที่มหาวิทยาลัยต้องการ ขณะเดียวกันนักศึกษาก็สามารถเลือกเรียนในสาขาที่เหมาะสมและตรงตามความต้องการ ที่สำคัญเป็นการกระจายโอกาสให้เด็กทั่วประเทศสามารถเข้ามาเรียนมากขึ้นได้ด้วย ทั้งนี้การรับตรงเป็นเพียงส่วนหนึ่งรองรับระบบแอดมิชชั่นเท่านั้น แต่จุดประสงค์ใหญ่อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ มม. ตัดสินใจเพิ่มสัดส่วนการรับตรงคือต้องการปรับคุณภาพมาตรฐานการคัดเลือกเข้าสู่สากล อธิการบดี มม. เล่าอีกว่า การรับตรงของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จะรับตรง 100% เพียงคณะเดียว ขณะที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีรับตรง 50% ส่วนที่เหลือรับผ่าน สกอ. และคณะ อื่น ๆ รับตรง 30-50% สำหรับวิธีการรับตรงจะมีด้วยกัน 3 แบบ คือ 1. โควตาทั่วไป รับผู้สมัครจากทั่วประเทศ เป็นระดับปริญญาตรีรับ 1,122 คน และต่ำกว่าปริญญาตรี 155 คน 2. โควตาวิทยาเขต/ พื้นที่ รับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดที่มีวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยไปตั้งอยู่ หรือในจังหวัดใกล้เคียง และโรงเรียนที่ตกลงกับมหาวิทยาลัย โดยเป็นระดับปริญญาตรี 554 คน และต่ำกว่าปริญญาตรี 40 คน 3. โควตาโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท เป็นความร่วมมือของ ม.มหิดล กับกระทรวงสาธารณสุข รับจำนวน 96 คน ส่วนหลักสูตรที่รับตรงมีทั้งสิ้น 24 หลักสูตร ได้แก่ ระดับปริญญาตรี เช่น หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต 4 หลักสูตร ทันตแพทยศาสตรบัณฑิต เภสัชศาสตรบัณฑิต สัตวแพทยศาสตรบัณฑิต วิทยาศาสตรบัณฑิต พยาบาลศาสตรบัณฑิต ศิลปศาสตรบัณฑิต การจัดการบัณฑิต และหลักสูตรนานาชาติ ส่วนระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เช่น หลัก สูตรอนุปริญญาวิทยาศาสตร์การแพทย์ (รังสีเทคนิค) ประกาศนียบัตรพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ และประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล เป็นต้น ด้าน ศ.ดร.อมเรศ ภูมิรัตน รองอธิการบดี มม. กล่าวเสริมว่า การคัดเลือกจะมีการสอบวิชาสามัญ 7 วิชา ได้แก่ เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษา ซึ่งแต่ละหลักสูตรจะสอบไม่เหมือนกัน และบางหลักสูตรจะต้องสอบวิชาเฉพาะและหรือตรวจสุขภาพจิตด้วย เพื่อวัดความถนัดโดยเฉพาะและไม่ให้มีปัญหาภายหลังจากที่เข้าเรียนแล้ว โดยจะจัดสอบพร้อมกันทุกหลักสูตร ในวันที่ 6-7 พฤศจิกายน 2547 แต่ในการสอบนั้นผู้สมัครไม่จำเป็นต้องมาสอบที่ส่วนกลาง เพราะสามารถเลือกสนามสอบใกล้บ้านที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ได้ ซึ่งมีไว้รองรับถึง 13 แห่ง และจะประกาศผลในวันที่ 7 มกราคม 2548 และเพื่อให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้รับทราบถึงการรับตรงของ มม. ศ.ดร.อมเรศ บอกว่า มหาวิทยาลัยจะมีการจัดสัญจรไปให้ความรู้อย่างละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรที่เปิดสอบว่าแต่ละหลักสูตรเป็นอย่างไร และจบแล้วจะไปทำงานอะไรได้บ้าง โดยข้อมูลทั้งหมดจะช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจเลือกเรียนได้ตามที่ตนถนัดและสามารถมองเห็นอนาคตของตนเองได้ และหากใครสนใจจะสมัครตรง กับ มม. การรับสมัคร สามารถส่งใบสมัครไปทางไปรษณีย์ระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม-16 กันยายน 2547 หรือสมัครทาง www.mahidol.ac.th.muthai หรือจะสมัครที่โรงเรียนก็ได้ และหากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่กองบริการการศึกษา สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม การที่ ม.มหิดล ออกมาประกาศรับตรงมากขึ้นเป็นมหา วิทยาลัยแรกของประเทศ ถือเป็นการปรับมาตรฐานการรับนักศึกษา ครั้งใหญ่ที่สอดคล้องกับนโยบายการศึกษาของประเทศที่ให้เปิด โอกาสให้นักเรียนได้เลือกเรียนในคณะหรือสาขาที่ตนเองต้องการหรือมีความถนัดอย่างแท้จริง และน่าจะเป็นตัวอย่างในการตัดสินใจให้กับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ได้ แต่ไม่ว่ามหาวิทยาลัยไหนจะตัดสินใจใช้วิธีการใดก็ตามขอได้โปรดตระหนักถึงหัวอกของผู้เรียน และประโยชน์ที่จะเกิดกับประเทศชาติเป็นสำคัญด้วย. จำนวน 5 ความเห็น, หน้า่ | -1- Bachelor of Engineering in Biomedical Engineering ป.ตรี วิศวกรรมชีวการแพทย์ สาขาใหม่ที่ มหาวิทยาลัยมหิดล วิศวกรรมแนวใหม่ ที่ได้รับการนิยมมากในต่างประเทศทั้ง USA และ EU เป็นการนำความรู้ทางวิศวกรรมในหลายๆสาขามาประยุกค์ใช้กับเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อพัฒนาคุณภาพทางการรักษาและวินิจฉัย เป็นจุดเชื่อมระหว่าง แพทยศาสตร์กับวิศวกรรมศาสตร์ ทางม.มหิดลได้ เปิดสอนระดับปริญญาโทมาตั้งแต่ปี พศ. 2541 เป็นหลักสูตรแรกของประเทศไทย และปัจจุบันได้เปิดรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีด้วย สำหรับนักศึกษาที่สนในทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ สามารถหารายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่ http://www.eg.mahidol.ac.th/dept/egbio/pages/course_bachelor.php สำหรับผู้ที่สนในทำงานวิจัย ลองดูที่หน่วยวิจัยhttp://www.eg.mahidol.ac.th/dept/Bartlab/ ขอบอกเรื่องที่เรียนนะครับ ปีนี้เป็นปีแรกที่เปิดระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ ก่อนหน้านี้มีแต่หลักสูตรปริญญาโท ของที่มหิดล สำหรับผู้ที่จบ ป.โท สาขานี้ ส่วนใหญ่ไปทำงานอยู่บริษัทจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ที่เป็นเทคโนโลยีชั้นสูง ไม่ใช่พวกหลอดทดลอง หรือขายยานะครับ อีกส่วนหนึ่งก็ไปเรียนต่อต่างประเทศทั้งใน อเมริกาและยุโรป สำหรับหลักสูตรปริญญาตรี ขอใหไปดูรายละเอียดที่ภาควิชานะครับ แต่เรื่องงาน ตอนนี้ทางรัฐบาลกำลังสนับสนุนงานวิจัยทางการแพทย์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย อย่างเช่น -โครงการรากฟันเทียมพระราชทาน ก็เป็นการผลิตรากฟันเทียม โดยใช้Biomedical Engineering เป็นส่วนในการออกแบบและผลิต (ADTEC-MTEC) -โครงการหุ่นยนต์ช่วยในการผ่าตัด (Bart-Lab, Mahidol Uni) -โครงการเครื่องช่วยกลื่น (NECTEC กับ ม.สงขลา) และยังมีโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ของประเทศไทย ในต่างประเทศ ทุกโรงพยาบาลมีวิศวกรชีวการแพทย์ประจำทุกแห่ง ในอนาคตเมืองไทยก็คงเป็นแบบเดียวกัน ราคาค่าเครื่องMRI 20ล้านบาท ราคาค่าโปรแกรม20ล้านบาท แปลว่าเรื่องการพัฒนาโปรแกรมสำหรับประมวลภาพทางการแพทย์ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ทางMahidol Uni, KMITL and ....ก็กำลังทำกันอยู่ โดยส่วนตัวตอนนี้ผมกำลังวิจัยเรื่อง Artifical Heart อยู่ครับ เพื่อนผม ทำเรื่องการออกแบบรากฟันเทียม, ทำเรื่องข้อเข่าเทียม, หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกมากครับ ข่าวคราว ความคืบหน้าทางสาขาวิชา วิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) ตอนนี้ ทางม.มหิดล รับระดับปริญญาตรี BME เป็นปีแรกครับ มีทั้งรับตรง และแบบธรรมดา มหาวิทยาลัยที่จะเปิดสอนสาขานี้ก็เริ่มมีมากขึ้นในชื่อที่ต่างๆกันครับ เช่น Biological Engineering - KMITT,Biomedical engineering - Chula ลองดูความคืบหน้าจาก website ของสมาคม และชมรมต่างๆครับ ตอนนี้มีกลุ่มนักวิจัยรวมตัวกันมากขึ้นเพื่อเพิ่มความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัย ติดตามข่าวได้จาก wedsite ของสมาคม ชมรม ต่างๆครับ http://www.thaiembs.org http://www.thaibmes.org http://www.thaibmes.psu.ac.th/index.htm ปีนี้ ใครเลือกเรียนBiomedical Engineering, Mahidol University บ้าง ช่วยลงชื่อกันหน่อยครับ อยากรู้ว่า จะมีกันกี่คน หรือว่า จะเรียนปีหน้า ก็บอกกันก่อนก็ได้ จะได้รู้จักกันไว้ ![]() |