|
กฎของเมนเดล
โพสต์เมื่อ:
19:47 วันที่ 18 ก.ย. 2548 ชมแล้ว:
27,548
ตอบแล้ว:
22
อยากทราบว่า law of independent assortment กับ law of seggregration ต่างกันไงค่ะ
โบ(61.91.178.12,,) จำนวน 21 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 19 ก.ค. 2549 (19:59) กฎของเมนเดลคืออะไร ioy (IP:58.147.40.93,,) กฎของเมนเดลคืออะไร? ลุงสอน (IP:58.147.44.60) เป็นกฎที่ใช้อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยอาศัยความน่าจะเป็น + ของการรวมตัวและแยกตัวของ Allele ครับ ผมอยากรู้ฟีโนไทป์และ จีโนไทป์ ของ ยีน AaBbCc ผสมกับ AaBbCc เป็นไปได้กี่แบบอ่ะครับ กฎของเมนเดล บอกถึงลักษณะทางพันธุกรรม โดยมี 2 ลักษณะดังนี้ 1.ลักษณะทางจีโนไทป์ คือ ลักษณะทางยีนส์ 2.ลักษณะภายนอก คือฟีโนไทป์ santitosakul@hotmail.com (IP:193.221.90.14) ดีมาก เด็กซ่า (IP:203.172.199.250) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 21 พ.ค. 2551 (17:50) อยากได้กฏของเมนเดล poiu123@_123654.com (IP:222.123.10.121) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 21 พ.ค. 2551 (17:51) บอกหน่อยนะ poiu123@_123654.com (IP:222.123.10.121) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 24 พ.ค. 2551 (13:38) ชอบวิชาของเมนเดล พลอย (IP:58.10.27.173) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 28 พ.ค. 2551 (16:55) เธญเธขเธฒเธเธเธฃเธฒเธเธเธเธเนเธญเธเธตเน 1 เธเธเนเธเนเธเธเธฒเธฃเนเธขเธ เธเธดเธฃเธฒเธเธฃ (IP:125.26.111.10) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 28 พ.ค. 2551 (16:56) อยาดได้กฎของเมนเดล จิราพร (IP:125.26.111.10) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 8 มิ.ย. 2551 (14:19) <P><EM><FONT color=#993366>ศัพท์ทางพันธุศาสตร์ที่ควรทราบในเบื้องต้น</FONT></EM></P> <P>hereditary traits หมายถึงลักษณะที่สามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้<BR>genes หมายถึงส่วนของดี เอน เอ ที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม <BR>genotype หมายถึงรูปแบบของยีนที่ควบคุมลักษณะต่าง ๆทางพันธุกรรม<BR>phenotype หมายถึงลักษณะที่ปรากฏออกมาให้เห็น <BR>genome หมายถึงโครโมโซมทั้งหมดในเซลล์ <BR>alleles หมายถึง รูปแบบของยีนที่แตกต่างกันบน 1 ตำแหน่ง หรือ โลคัส <BR>dominant หมายถึงลักษณะเด่นที่สามารถแสดงออกมาได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพ <BR>โฮโมไซกัส หรือ เฮทเทอโรไซกัส <BR>recessive หมายถึงลักษณะด้อย และจะแสดงออกมาได้เมื่ออยู่ในสภาพโฮโมไซกัสเท่านั้น <BR>homozygous หมายถึง รูปแบบของยีนที่เหมือนกันเช่น AA, bb <BR>heterozygous หมายถึง รูปแบบของยีนที่ต่างกันเช่น Aa , Bb <BR>pure line หมายถึงพันธุ์แท้ ที่มีจีโนไทพ์ในสภาพโฮโมไซกัส <BR>hybrid หมายถึงพันธุ์ลูกผสม ที่มีจีโนไทพ์ใสภาพเฮทเทอโรไซกัส <BR>monohybrid cross หมายถึงการสร้างลูกผสมที่มีความแตกต่างกันหนึ่งลักษณะ <BR>dihybrid crossหมายถึงการสร้างลูกผสมที่มีความแตกต่างกันทางสองลักษณะ<BR></P> ตาหวาน (IP:125.25.242.82) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 8 มิ.ย. 2551 (18:39) <BLOCKQUOTE> <P>ทฤษฎีความน่าจะเป็น (Probability Theory) เป็นทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ ที่ใช้อธิบายโอกาสที่จะเป็นไปได้อย่างสุ่มซึ่งไม่สามารถบังคับได้ เช่น การโยนเหรียญ เราไม่ทราบว่าเหรียญจะออกหัวหรือก้อย หรืออาจกล่าวได้ว่าเหรียญอาจออกหัวหรือก้อยด้วยโอกาสเท่า ๆ กัน</P></BLOCKQUOTE> <P>ทฤษฎีความน่าจะเป็นนี้นำมาประยุกต์ได้กับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในทางพันธุศาสตร์ได้คือ ในการผสมพันธุ์โดยปกติ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์หรือคน ลูกจะเหมือนพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยายแต่ลูกคนใดจะนำลักษณะใดมาบ้างนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบังคับได้</P> <P>กฎของเมนเดล </P> <P>และนักวิทยาศาสตร์ทั้งสามท่านน ในปี ค.ศ.1900 หรือประมาณ 16 ปี หลังจากที่เมนเดลได้สิ้นชีวิตลง มีนักวิทยาศาสตร์ 3 ท่านคือ ฮิวโก เดอฟรีส์, คาร์ล คอร์เรนส์และ อีริค ฟอน เชอร์มาค ได้ค้นพบผลงานของเมนเดลที่ได้เสนอต่อสมาคมตั้งแต่ปี ค.ศ.1865 ี้ต่างก็ได้ทดลองเพื่อพิสูจน์กฎของเมนเดล ผลการทดลองสอดคล้องกับเมนเดล ทุกประการ ไม่มีผู้ใดสามารถคัดค้านกฎของเมนเดลได้ และกฎของเมนเดลสามารถใช้ได้กับทั้งพืชและสัตว์จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ </P> <P></P> <P>การทดลองของเมนเดล<BR>เมนเดลประสบผลสำเร็จในการทดลอง จนตั้งเป็นกฎเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่มายังลูกหลานในชั่วต่อๆมาได้เนื่องจากสาเหตุสำคัญสองประการคือ<BR>1. เมนเดลรู้จักเลือกชนิดของพืชมาทำการทดลอง พืชที่เมนเดลใช้ในการทดลองคือถั่วลันเตา (Pisum sativum) ซึ่งมีข้อดีในการศึกษาด้านพันธุศาสตร์หลายประการ เช่น<BR>1.1 เป็นพืชที่ผสมตัวเอง (self- fertilized) ซึ่งสามารถสร้างพันธุ์แท้ได้ง่าย หรือจะทำการผสมข้ามพันธุ์ (cross-fertilized) เพื่อสร้างลูกผสมก็ทำได้ง่ายโดยวิธีผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination)<BR>1.2 เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องทำนุบำรุงรักษามากนัก ใช้เวลาปลูกตั้งแต่ปลูก จนถึงเก็บเกี่ยวภายในหนึ่งฤดูปลูก (growing season) หรือประมาณ 3 เดือน เท่านั้น และยังให้เมล็ดในปริมาณที่มากด้วย<BR>1.3 เป็นพืชที่ มีลักษณะทางพันธุกรรม ที่แตกต่างกันชัดเจนหลายลักษณะ ซึ่งในการทดลองดังกล่าว เมนเดลได้นำมาใช้ 7 ลักษณะด้วยกัน </P> <P>กฎของเมนเดล </P> <P>และนักวิทยาศาสตร์ทั้งสามท่านน ในปี ค.ศ.1900 หรือประมาณ 16 ปี หลังจากที่เมนเดลได้สิ้นชีวิตลง มีนักวิทยาศาสตร์ 3 ท่านคือ ฮิวโก เดอฟรีส์, คาร์ล คอร์เรนส์และ อีริค ฟอน เชอร์มาค ได้ค้นพบผลงานของเมนเดลที่ได้เสนอต่อสมาคมตั้งแต่ปี ค.ศ.1865 ี้ต่างก็ได้ทดลองเพื่อพิสูจน์กฎของเมนเดล ผลการทดลองสอดคล้องกับเมนเดล ทุกประการ ไม่มีผู้ใดสามารถคัดค้านกฎของเมนเดลได้ และกฎของเมนเดลสามารถใช้ได้กับทั้งพืชและสัตว์จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ </P> <P></P> <P>การทดลองของเมนเดล<BR>เมนเดลประสบผลสำเร็จในการทดลอง จนตั้งเป็นกฎเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่มายังลูกหลานในชั่วต่อๆมาได้เนื่องจากสาเหตุสำคัญสองประการคือ<BR>1. เมนเดลรู้จักเลือกชนิดของพืชมาทำการทดลอง พืชที่เมนเดลใช้ในการทดลองคือถั่วลันเตา (Pisum sativum) ซึ่งมีข้อดีในการศึกษาด้านพันธุศาสตร์หลายประการ เช่น<BR>1.1 เป็นพืชที่ผสมตัวเอง (self- fertilized) ซึ่งสามารถสร้างพันธุ์แท้ได้ง่าย หรือจะทำการผสมข้ามพันธุ์ (cross-fertilized) เพื่อสร้างลูกผสมก็ทำได้ง่ายโดยวิธีผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination)<BR>1.2 เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องทำนุบำรุงรักษามากนัก ใช้เวลาปลูกตั้งแต่ปลูก จนถึงเก็บเกี่ยวภายในหนึ่งฤดูปลูก (growing season) หรือประมาณ 3 เดือน เท่านั้น และยังให้เมล็ดในปริมาณที่มากด้วย<BR>1.3 เป็นพืชที่ มีลักษณะทางพันธุกรรม ที่แตกต่างกันชัดเจนหลายลักษณะ ซึ่งในการทดลองดังกล่าว เมนเดลได้นำมาใช้ 7 ลักษณะด้วยกัน </P> <P></P> <P><BR>2. เมนเดลรู้จักวางแผนการทดลอง<BR>2.1 เลือกศึกษาการถ่ายทอดลักษณะของถั่วลันเตาแต่ละลักษณะก่อน เมื่อเข้าใจหลักการถ่ายทอดลักษณะนั้น ๆ แล้ว เขาจึงได้ศึกษาการถ่ายทอดสองลักษณะไปพร้อม ๆ กัน<BR>2.2 ในการผสมพันธุ์จะใช้พ่อแม่ พันธุ์แท้ (pure line) ในลักษณะที่ตรงกันข้ามกัน มาทำการผสมข้ามพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination )<BR>2.3 ลูกผสมจากข้อ 2 เรียกว่าลูกผสมชั่วที่ 1 หรือ F1( first filial generation) นำลูกผสมที่ได้มาปลูกดูลักษณะที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร บันทึกลักษณะและจำนวนที่พบ<BR>2.4 ปล่อยให้ลูกผสมชั่วที่ 1 ผสมกันเอง ลูกที่ได้เรียกว่า ลูกผสมชั่วที่ 2 หรือ F2 <BR>( second filial generation) นำลูกชั่วที่ 2 มาปลูกดูลักษณะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร บันทึกลักษณะและจำนวนที่พบ</P> <P></P> <P></P> <P></P> <P>ลักษณะต่าง ๆ ของถั่วลันเตาที่เมนเดล ใช้ในการศึกษาการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรม<BR>1. ลักษณะของเมล็ด - เมล็ดกลม และ เมล็ดย่น (round & wrinkled)<BR>2. สีของใบเลี้ยง - สีเหลือง และ สีเขียว (yellow & green)<BR>3. สีเปลือกเมล็ด - สีขาว และ สีเทา (white & gray)<BR>4. ลักษณะของฝัก - ฝักพอง และ ฝักแฟบ (full & constricted)<BR>5. ลักษณะสีของฝัก - สีเหลือง และ สีเขียว (yellow & green)<BR>6. ลักษณะตำแหน่งของฝัก-ด้านข้างลำต้น และปลายยอด (axial & terminal)<BR>7. ลักษณะความสูงของต้น - ต้นสูง และ ต้นเตี้ย (long & short)</P> ตาหวาน (IP:125.25.242.82) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 28 มิ.ย. 2551 (14:00) งง กับกฎของเมนเดลมากๆๆๆ ้ตัวเล็ก (IP:125.25.24.117) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 6 ก.ค. 2551 (14:27) งง ดีรวาน (IP:58.9.14.66) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 7 ก.ค. 2551 (18:12) การผสมพันธุ์ตามกฎเมนเดล เป็นเเบบไหนอ่ะ เด็ก (IP:222.123.12.193) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 24 ก.ค. 2551 (13:58) กฎของเมนเดล ง่ายมากคับ Ampon M.3 (IP:125.27.18.80) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 3 ส.ค. 2551 (13:39) งงกับกฎของเมนเดลมาก แล้วจะทำการบ้านได้ไหมเนี่ย มีน (IP:222.123.153.227) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 19 ต.ค. 2551 (17:39) อยากได้กฏของเมนเดลเป็นข้อๆอ่ะ 3 ข้อม่ายรุมีอารายบ้าง ปอมคุง (IP:124.120.219.8) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 1 ธ.ค. 2551 (21:51) ขอบคุน คร้าบบบบ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |