กฎของเมนเดล

อยากทราบว่า law of independent assortment กับ law of seggregration ต่างกันไงค่ะ



ความคิดเห็นที่ 82 

sensor4123
14 ธ.ค. 2553 21:53
  1. ตอนแรกก็งงว่ามีกี่ข้อ เพราะหนังสือพสวท.ม.ปลาย เขียนสองข้อ แต่ในเว็บบางเว็บ{ลองหาเป็นภาษาอังกฤษแล้วด้วย} บอกว่ามีสามข้อ หลังจากสับสนพักใหญ่ ในที่สุดผมก็มีข้อสรุป ซึ่งไม่มั่นใจว่าถูกต้องไหม เพราะลำดับเอาเอง


    ตอนแรกเมนเดลคงตั้งกฎขึ้นสามข้อ คือ
    1. Law of dominance กฎแห่งลักษณะเด่น ?(แปลเอง = =")  ยีนที่สามารถแสดงลักษณะนั้นออกมาได้ เรียกว่ายีนเด่น ส่วนยีนที่ไม่สามารถแสดงลักษณะได้ เรียกว่ายีนด้อย  {ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ กฎข้อนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ เหตุผลขออธิบายข้างล่าง}


    ตรงส่วนนี้อ้างอิงจาก http://www.pinkmonkey.com/studyguides/subjects/biology-edited/chap7/b0707401.asp


    2. Law of segregation:กฎการแยกอย่างอิสระ - ยีนในแต่ละคู่จะแยกกันอย่างอิสระ ระหว่างที่มีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์
    3. Law of independent assortment:กฎการร่วมกลุ่มอิสระ - อัลลีลของยีนแต่ละคู่ที่แยกออกจากกัน จะจัดกลุ่มเข้าไปอยู่ในเซลล์สืบพันธุ์อย่างเป็นอิสระต่อกัน


    มาถึงตรงนี้ผมก็คงต้องอธิบายแล้วมั้งว่าทำไมกฎข้อที่ 1 ถึงไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะว่ามีข้อยกเว้นที่กฎของเมนเดลอธิบายไม่ได้ เช่น
    1.ลักษณะเด่นไม่สมบูรณ์หรือการข่มไม่สมบูรณ์  คือสมมติว่าถ้าเราผสมดอกชบาสีแดง(RR) กับดอกชบาสีขาว(R'R')  ตามกฎเมนเดล เราจะบอกว่าลูกที่ได้ต้องเป็นสีแดง ถูกไหม ?   แต่เอาเข้าจริงๆ ปรากฎว่าลูกที่ได้กลับเป็นสีชมพู(RR')แทน {สืบค้นเพิ่มเติมได้ที่เรื่อง การข่มไม่สมบูรณ์}


    2.ลักษณะการข่มร่วมกัน  ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยคือหมู่เลือด   คนหมู่เลือดเอจะมีแอนติเจนเออยู่บนเม็ดเลือดแดง คนหมู่เลือดบีจะมีแอนติเจนบีอยู่บนเม็ดเลือดแดง    ทีนี้ ถ้าหากชายเลือดเอ(แท้) กับหญิงเลือดบี(แท้) มีลูก  ลูกจะมีเลือดหมู่อะไร ?   เอหรือบี ?
    คำตอบก็คือ หมู่เอบี !  คือมีแอนติเจนทั้งเอและบี บนเม็ดเลือดแดง นี้คือลักษณะของการข่มร่วมกัน (แสดงออกเท่ากันนั้นแหละ)


    และอื่นๆ   บลาๆ ว่าไป


    มาถึงจุดนี้ ก็ถึงคราวโบกมือลากฎข้อที่ 1 Law of dominance   เพราะถ้าขึ้นชื่อว่ากฎ ต้องหมายถึงถูกต้องเสมอ ถูกต้องที่สุด  และกลายเป็นว่า ตัดข้อนั้นทิ้งแล้วเลื่อนขึ้น  จากกฎสามข้อของเมนเดลก็เหลือเพียง
    1. Law of segregation:กฎการแยกอย่างอิสระ
    2. Law of independent assortment:กฎการร่วมกลุ่มอิสระ


    2 ข้อเท่านั้น 

    ซึ่งต่อไปก็จำว่ากฎเมนเดลเหลือ 2 ข้อแล้ว เพราะข้อนึงมันผิด แค่นั้นแหละ จบ!


    หวังว่าผมจะคิดถูก = ="       ตอนนี้อยู่มอหกแล้ว ผิดขายหน้าเขาตาย แอดมาหรือทำไงก็ได้ถ้างงกับสิ่งที่ผมเพ้อ 555




ความคิดเห็นที่ 14

ตาหวาน (Guest)
8 มิ.ย. 2551 14:19
  1. <P><EM><FONT color=#993366>ศัพท์ทางพันธุศาสตร์ที่ควรทราบในเบื้องต้น</FONT></EM></P>

    <P>hereditary traits หมายถึงลักษณะที่สามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้<BR>genes หมายถึงส่วนของดี เอน เอ ที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม <BR>genotype หมายถึงรูปแบบของยีนที่ควบคุมลักษณะต่าง ๆทางพันธุกรรม<BR>phenotype หมายถึงลักษณะที่ปรากฏออกมาให้เห็น <BR>genome หมายถึงโครโมโซมทั้งหมดในเซลล์ <BR>alleles หมายถึง รูปแบบของยีนที่แตกต่างกันบน 1 ตำแหน่ง หรือ โลคัส <BR>dominant หมายถึงลักษณะเด่นที่สามารถแสดงออกมาได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพ <BR>โฮโมไซกัส หรือ เฮทเทอโรไซกัส <BR>recessive หมายถึงลักษณะด้อย และจะแสดงออกมาได้เมื่ออยู่ในสภาพโฮโมไซกัสเท่านั้น <BR>homozygous หมายถึง รูปแบบของยีนที่เหมือนกันเช่น AA, bb <BR>heterozygous หมายถึง รูปแบบของยีนที่ต่างกันเช่น Aa , Bb <BR>pure line หมายถึงพันธุ์แท้ ที่มีจีโนไทพ์ในสภาพโฮโมไซกัส <BR>hybrid หมายถึงพันธุ์ลูกผสม ที่มีจีโนไทพ์ใสภาพเฮทเทอโรไซกัส <BR>monohybrid cross หมายถึงการสร้างลูกผสมที่มีความแตกต่างกันหนึ่งลักษณะ <BR>dihybrid crossหมายถึงการสร้างลูกผสมที่มีความแตกต่างกันทางสองลักษณะ<BR></P>



ความคิดเห็นที่ 15

ตาหวาน (Guest)
8 มิ.ย. 2551 18:39
  1. <BLOCKQUOTE>

    <P>ทฤษฎีความน่าจะเป็น (Probability Theory) เป็นทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ ที่ใช้อธิบายโอกาสที่จะเป็นไปได้อย่างสุ่มซึ่งไม่สามารถบังคับได้ เช่น การโยนเหรียญ เราไม่ทราบว่าเหรียญจะออกหัวหรือก้อย หรืออาจกล่าวได้ว่าเหรียญอาจออกหัวหรือก้อยด้วยโอกาสเท่า ๆ กัน</P></BLOCKQUOTE>

    <P>ทฤษฎีความน่าจะเป็นนี้นำมาประยุกต์ได้กับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในทางพันธุศาสตร์ได้คือ ในการผสมพันธุ์โดยปกติ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์หรือคน ลูกจะเหมือนพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยายแต่ลูกคนใดจะนำลักษณะใดมาบ้างนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบังคับได้</P>

    <P>กฎของเมนเดล </P>

    <P>และนักวิทยาศาสตร์ทั้งสามท่านน ในปี ค.ศ.1900 หรือประมาณ 16 ปี หลังจากที่เมนเดลได้สิ้นชีวิตลง มีนักวิทยาศาสตร์ 3 ท่านคือ ฮิวโก เดอฟรีส์, คาร์ล คอร์เรนส์และ อีริค ฟอน เชอร์มาค ได้ค้นพบผลงานของเมนเดลที่ได้เสนอต่อสมาคมตั้งแต่ปี ค.ศ.1865 ี้ต่างก็ได้ทดลองเพื่อพิสูจน์กฎของเมนเดล ผลการทดลองสอดคล้องกับเมนเดล ทุกประการ ไม่มีผู้ใดสามารถคัดค้านกฎของเมนเดลได้ และกฎของเมนเดลสามารถใช้ได้กับทั้งพืชและสัตว์จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ </P>

    <P></P>

    <P>การทดลองของเมนเดล<BR>เมนเดลประสบผลสำเร็จในการทดลอง จนตั้งเป็นกฎเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่มายังลูกหลานในชั่วต่อๆมาได้เนื่องจากสาเหตุสำคัญสองประการคือ<BR>1. เมนเดลรู้จักเลือกชนิดของพืชมาทำการทดลอง พืชที่เมนเดลใช้ในการทดลองคือถั่วลันเตา (Pisum sativum) ซึ่งมีข้อดีในการศึกษาด้านพันธุศาสตร์หลายประการ เช่น<BR>1.1 เป็นพืชที่ผสมตัวเอง (self- fertilized) ซึ่งสามารถสร้างพันธุ์แท้ได้ง่าย หรือจะทำการผสมข้ามพันธุ์ (cross-fertilized) เพื่อสร้างลูกผสมก็ทำได้ง่ายโดยวิธีผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination)<BR>1.2 เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องทำนุบำรุงรักษามากนัก ใช้เวลาปลูกตั้งแต่ปลูก จนถึงเก็บเกี่ยวภายในหนึ่งฤดูปลูก (growing season) หรือประมาณ 3 เดือน เท่านั้น และยังให้เมล็ดในปริมาณที่มากด้วย<BR>1.3 เป็นพืชที่ มีลักษณะทางพันธุกรรม ที่แตกต่างกันชัดเจนหลายลักษณะ ซึ่งในการทดลองดังกล่าว เมนเดลได้นำมาใช้ 7 ลักษณะด้วยกัน </P>

    <P>กฎของเมนเดล </P>

    <P>และนักวิทยาศาสตร์ทั้งสามท่านน ในปี ค.ศ.1900 หรือประมาณ 16 ปี หลังจากที่เมนเดลได้สิ้นชีวิตลง มีนักวิทยาศาสตร์ 3 ท่านคือ ฮิวโก เดอฟรีส์, คาร์ล คอร์เรนส์และ อีริค ฟอน เชอร์มาค ได้ค้นพบผลงานของเมนเดลที่ได้เสนอต่อสมาคมตั้งแต่ปี ค.ศ.1865 ี้ต่างก็ได้ทดลองเพื่อพิสูจน์กฎของเมนเดล ผลการทดลองสอดคล้องกับเมนเดล ทุกประการ ไม่มีผู้ใดสามารถคัดค้านกฎของเมนเดลได้ และกฎของเมนเดลสามารถใช้ได้กับทั้งพืชและสัตว์จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ </P>

    <P></P>

    <P>การทดลองของเมนเดล<BR>เมนเดลประสบผลสำเร็จในการทดลอง จนตั้งเป็นกฎเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่มายังลูกหลานในชั่วต่อๆมาได้เนื่องจากสาเหตุสำคัญสองประการคือ<BR>1. เมนเดลรู้จักเลือกชนิดของพืชมาทำการทดลอง พืชที่เมนเดลใช้ในการทดลองคือถั่วลันเตา (Pisum sativum) ซึ่งมีข้อดีในการศึกษาด้านพันธุศาสตร์หลายประการ เช่น<BR>1.1 เป็นพืชที่ผสมตัวเอง (self- fertilized) ซึ่งสามารถสร้างพันธุ์แท้ได้ง่าย หรือจะทำการผสมข้ามพันธุ์ (cross-fertilized) เพื่อสร้างลูกผสมก็ทำได้ง่ายโดยวิธีผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination)<BR>1.2 เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องทำนุบำรุงรักษามากนัก ใช้เวลาปลูกตั้งแต่ปลูก จนถึงเก็บเกี่ยวภายในหนึ่งฤดูปลูก (growing season) หรือประมาณ 3 เดือน เท่านั้น และยังให้เมล็ดในปริมาณที่มากด้วย<BR>1.3 เป็นพืชที่ มีลักษณะทางพันธุกรรม ที่แตกต่างกันชัดเจนหลายลักษณะ ซึ่งในการทดลองดังกล่าว เมนเดลได้นำมาใช้ 7 ลักษณะด้วยกัน </P>

    <P></P>

    <P><BR>2. เมนเดลรู้จักวางแผนการทดลอง<BR>2.1 เลือกศึกษาการถ่ายทอดลักษณะของถั่วลันเตาแต่ละลักษณะก่อน เมื่อเข้าใจหลักการถ่ายทอดลักษณะนั้น ๆ แล้ว เขาจึงได้ศึกษาการถ่ายทอดสองลักษณะไปพร้อม ๆ กัน<BR>2.2 ในการผสมพันธุ์จะใช้พ่อแม่ พันธุ์แท้ (pure line) ในลักษณะที่ตรงกันข้ามกัน มาทำการผสมข้ามพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination )<BR>2.3 ลูกผสมจากข้อ 2 เรียกว่าลูกผสมชั่วที่ 1 หรือ F1( first filial generation) นำลูกผสมที่ได้มาปลูกดูลักษณะที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร บันทึกลักษณะและจำนวนที่พบ<BR>2.4 ปล่อยให้ลูกผสมชั่วที่ 1 ผสมกันเอง ลูกที่ได้เรียกว่า ลูกผสมชั่วที่ 2 หรือ F2 <BR>( second filial generation) นำลูกชั่วที่ 2 มาปลูกดูลักษณะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร บันทึกลักษณะและจำนวนที่พบ</P>

    <P></P>

    <P></P>

    <P></P>

    <P>ลักษณะต่าง ๆ ของถั่วลันเตาที่เมนเดล ใช้ในการศึกษาการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรม<BR>1. ลักษณะของเมล็ด - เมล็ดกลม และ เมล็ดย่น (round &amp; wrinkled)<BR>2. สีของใบเลี้ยง - สีเหลือง และ สีเขียว (yellow &amp; green)<BR>3. สีเปลือกเมล็ด - สีขาว และ สีเทา (white &amp; gray)<BR>4. ลักษณะของฝัก - ฝักพอง และ ฝักแฟบ (full &amp; constricted)<BR>5. ลักษณะสีของฝัก - สีเหลือง และ สีเขียว (yellow &amp; green)<BR>6. ลักษณะตำแหน่งของฝัก-ด้านข้างลำต้น และปลายยอด (axial &amp; terminal)<BR>7. ลักษณะความสูงของต้น - ต้นสูง และ ต้นเตี้ย (long &amp; short)</P>



ความคิดเห็นที่ 13

จิราพร (Guest)
28 พ.ค. 2551 16:56
  1. อยาดได้กฎของเมนเดล



ความคิดเห็นที่ 24

suu (Guest)
1 มี.ค. 2552 15:30
  1. 1. แยกตัวอย่างเป็นอิสระ
    2. รวมตัวตัวอย่างเป็นอิสระ
    3. มีข้อ 3 ด้วยหรอค่ะ ไม่ใช่ 2 ข้อหรอกหรอ




ความคิดเห็นที่ 19

Ampon M.3 (Guest)
24 ก.ค. 2551 13:58
  1. กฎของเมนเดล ง่ายมากคับ




ความคิดเห็นที่ 22

aim&aong
1 ธ.ค. 2551 21:51
  1. ขอบคุน คร้าบบบบ




ความคิดเห็นที่ 60

najacub007@hotmail.com (Guest)
29 มี.ค. 2553 17:31
  1. ศัพท์ทางพันธุกรรมจำยากเเถมมีมากอีก ไม่รู้อะไรเป็นอะไรมีเเปลให้เปล่าครับ



ความคิดเห็นที่ 61

ฟ้า (Guest)
1 เม.ย. 2553 19:04
  1. ขอโทนะคะคือว่าเพิ่งขึ้นม3อะคะเลยไม่รู้เกี่ยวกับกฎของเมนเดลเท่าไรอะคะอธิบายให้หน่อยได้ไหมค่ะเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ของต้นถั่วลันเตาอะคะอธิบายให้หายโง่หน่อยได้ไหมค่ะ



ความคิดเห็นที่ 1

[-Constantine-]
18 ก.ย. 2548 21:45
  1. ปกติยีนจะอยู่เป็นคู่ๆใช่มั้ยครับ



    law of seggregration

    เป็นการบอกว่ายีนที่เคยอยู่กันเป็นคู่ๆในเซลล์ปกติจะแยกออกจากกันในช่วงสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โดยจะแยกกันอย่างอิสระไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันอีกต่อไปแล้ว



    เช่นพ่อมีจีโนไทป์เป็น Aa และแม่เป็น aa ตามกฎข้อนี้เมื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ยีนที่เคยเข้าคู่จะแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงดังนั้นยีน A และ a ทั้งสองของพ่อจะแยกออกจากกัน ไม่อยู่กันเป็นคู่ๆอีก ของแม่ก็เช่นกัน



    law of independent assortment

    เป็นการบอกว่ายีนที่แยกตัวกันจากข้อสอง จะกลับมารวมตัวกันอีกในช่วงปฏิสนธิ เข้าคู่กันเป็นยีนของลูก โดยจะรวมตัวอย่างอิสระ จะรวมในรูปแบบใดก็ได้ (ยีนที่จะมารวมตัวกันนั้นเป็นของพ่ออันนึง กับของแม่อีกอันนึงนะครับ ไม่ใช่ยีนของพ่อทั้งสองที่เคยแยกกันไปกลับมารวมกันอีกครั้ง)



    ตัวอย่างข้างต้นเมื่อยีนพ่อ คือ A และ a ที่แยกจากกันแล้วมาจ๊ะเอ๋กับยีนแม่ คือ a กับ a ที่แยกแล้วเช่นกัน ยีน a ของแม่อาจจะมาเข้าคู่กับยีน A ของพ่อ(ได้จีโนไทป์เป็น Aa) หรือยีน a ของแม่ไปเข้าคู่กับยีน a ของพ่อ(ได้จีโนไทป์เป็น aa)ก็ได้



ความคิดเห็นที่ 9

poiu123@_123654.com (Guest)
21 พ.ค. 2551 17:50
  1. อยากได้กฏของเมนเดล



ความคิดเห็นที่ 10

poiu123@_123654.com (Guest)
21 พ.ค. 2551 17:51
  1. บอกหน่อยนะ



ความคิดเห็นที่ 18

เด็ก (Guest)
7 ก.ค. 2551 18:12
  1. การผสมพันธุ์ตามกฎเมนเดล เป็นเเบบไหนอ่ะ



ความคิดเห็นที่ 20

มีน (Guest)
3 ส.ค. 2551 13:39
  1. งงกับกฎของเมนเดลมาก แล้วจะทำการบ้านได้ไหมเนี่ย



ความคิดเห็นที่ 25

ม2/3 (Guest)
20 พ.ค. 2552 20:06
  1. มีเยอะจัง




ความคิดเห็นที่ 11

พลอย (Guest)
24 พ.ค. 2551 13:38
  1. ชอบวิชาของเมนเดล



ความคิดเห็นที่ 2

ioy (Guest)
19 ก.ค. 2549 19:59
  1. กฎของเมนเดลคืออะไร



ความคิดเห็นที่ 17

ดีรวาน (Guest)
6 ก.ค. 2551 14:27
  1. งง



ความคิดเห็นที่ 26

www.gogogo.com (Guest)
7 มิ.ย. 2552 20:12
  1. งง




ความคิดเห็นที่ 27

golf_15459@hotmail.com (Guest)
25 มิ.ย. 2552 20:15
  1. มี 2 ข้อครับ
    1.กฎแห่งการแยกอย่างอิสระ เกิดใน Anaphase I
    2.กฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระ เกิดใน Metaphase I
    โดยตามความจริงแล้วMetaphase I เกิดก่อน Anaphase I
    แต่เรานำกฎข้อ1มาไว้ก่อน เนื่องจากเมนเดลค้นพบกฎข้อนี้ก่อน
    แนะนำว่าสลับข้อกันไม่ได้นะครับ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น