กฎของเมนเดล

อยากทราบว่า law of independent assortment กับ law of seggregration ต่างกันไงค่ะ
18 ก.ย. 2548 19:47
88 ความเห็น
190499 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1  โดย [-Constantine-]

ปกติยีนจะอยู่เป็นคู่ๆใช่มั้ยครับ



law of seggregration

เป็นการบอกว่ายีนที่เคยอยู่กันเป็นคู่ๆในเซลล์ปกติจะแยกออกจากกันในช่วงสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โดยจะแยกกันอย่างอิสระไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันอีกต่อไปแล้ว



เช่นพ่อมีจีโนไทป์เป็น Aa และแม่เป็น aa ตามกฎข้อนี้เมื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ยีนที่เคยเข้าคู่จะแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงดังนั้นยีน A และ a ทั้งสองของพ่อจะแยกออกจากกัน ไม่อยู่กันเป็นคู่ๆอีก ของแม่ก็เช่นกัน



law of independent assortment

เป็นการบอกว่ายีนที่แยกตัวกันจากข้อสอง จะกลับมารวมตัวกันอีกในช่วงปฏิสนธิ เข้าคู่กันเป็นยีนของลูก โดยจะรวมตัวอย่างอิสระ จะรวมในรูปแบบใดก็ได้ (ยีนที่จะมารวมตัวกันนั้นเป็นของพ่ออันนึง กับของแม่อีกอันนึงนะครับ ไม่ใช่ยีนของพ่อทั้งสองที่เคยแยกกันไปกลับมารวมกันอีกครั้ง)



ตัวอย่างข้างต้นเมื่อยีนพ่อ คือ A และ a ที่แยกจากกันแล้วมาจ๊ะเอ๋กับยีนแม่ คือ a กับ a ที่แยกแล้วเช่นกัน ยีน a ของแม่อาจจะมาเข้าคู่กับยีน A ของพ่อ(ได้จีโนไทป์เป็น Aa) หรือยีน a ของแม่ไปเข้าคู่กับยีน a ของพ่อ(ได้จีโนไทป์เป็น aa)ก็ได้
18 ก.ย. 2548 21:45


ความคิดเห็นที่ 2 ioy (Guest)

กฎของเมนเดลคืออะไร
19 ก.ค. 2549 19:59


ความคิดเห็นที่ 9 poiu123@_123654.com (Guest)

อยากได้กฏของเมนเดล
21 พ.ค. 2551 17:50


ความคิดเห็นที่ 10 poiu123@_123654.com (Guest)

บอกหน่อยนะ
21 พ.ค. 2551 17:51


ความคิดเห็นที่ 11 พลอย (Guest)

ชอบวิชาของเมนเดล
24 พ.ค. 2551 13:38


ความคิดเห็นที่ 13 จิราพร (Guest)

อยาดได้กฎของเมนเดล
28 พ.ค. 2551 16:56


ความคิดเห็นที่ 14 ตาหวาน (Guest)

<P><EM><FONT color=#993366>ศัพท์ทางพันธุศาสตร์ที่ควรทราบในเบื้องต้น</FONT></EM></P>

<P>hereditary traits หมายถึงลักษณะที่สามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้<BR>genes หมายถึงส่วนของดี เอน เอ ที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม <BR>genotype หมายถึงรูปแบบของยีนที่ควบคุมลักษณะต่าง ๆทางพันธุกรรม<BR>phenotype หมายถึงลักษณะที่ปรากฏออกมาให้เห็น <BR>genome หมายถึงโครโมโซมทั้งหมดในเซลล์ <BR>alleles หมายถึง รูปแบบของยีนที่แตกต่างกันบน 1 ตำแหน่ง หรือ โลคัส <BR>dominant หมายถึงลักษณะเด่นที่สามารถแสดงออกมาได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพ <BR>โฮโมไซกัส หรือ เฮทเทอโรไซกัส <BR>recessive หมายถึงลักษณะด้อย และจะแสดงออกมาได้เมื่ออยู่ในสภาพโฮโมไซกัสเท่านั้น <BR>homozygous หมายถึง รูปแบบของยีนที่เหมือนกันเช่น AA, bb <BR>heterozygous หมายถึง รูปแบบของยีนที่ต่างกันเช่น Aa , Bb <BR>pure line หมายถึงพันธุ์แท้ ที่มีจีโนไทพ์ในสภาพโฮโมไซกัส <BR>hybrid หมายถึงพันธุ์ลูกผสม ที่มีจีโนไทพ์ใสภาพเฮทเทอโรไซกัส <BR>monohybrid cross หมายถึงการสร้างลูกผสมที่มีความแตกต่างกันหนึ่งลักษณะ <BR>dihybrid crossหมายถึงการสร้างลูกผสมที่มีความแตกต่างกันทางสองลักษณะ<BR></P>
8 มิ.ย. 2551 14:19


ความคิดเห็นที่ 15 ตาหวาน (Guest)

<BLOCKQUOTE>

<P>ทฤษฎีความน่าจะเป็น (Probability Theory) เป็นทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ ที่ใช้อธิบายโอกาสที่จะเป็นไปได้อย่างสุ่มซึ่งไม่สามารถบังคับได้ เช่น การโยนเหรียญ เราไม่ทราบว่าเหรียญจะออกหัวหรือก้อย หรืออาจกล่าวได้ว่าเหรียญอาจออกหัวหรือก้อยด้วยโอกาสเท่า ๆ กัน</P></BLOCKQUOTE>

<P>ทฤษฎีความน่าจะเป็นนี้นำมาประยุกต์ได้กับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในทางพันธุศาสตร์ได้คือ ในการผสมพันธุ์โดยปกติ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์หรือคน ลูกจะเหมือนพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยายแต่ลูกคนใดจะนำลักษณะใดมาบ้างนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบังคับได้</P>

<P>กฎของเมนเดล </P>

<P>และนักวิทยาศาสตร์ทั้งสามท่านน ในปี ค.ศ.1900 หรือประมาณ 16 ปี หลังจากที่เมนเดลได้สิ้นชีวิตลง มีนักวิทยาศาสตร์ 3 ท่านคือ ฮิวโก เดอฟรีส์, คาร์ล คอร์เรนส์และ อีริค ฟอน เชอร์มาค ได้ค้นพบผลงานของเมนเดลที่ได้เสนอต่อสมาคมตั้งแต่ปี ค.ศ.1865 ี้ต่างก็ได้ทดลองเพื่อพิสูจน์กฎของเมนเดล ผลการทดลองสอดคล้องกับเมนเดล ทุกประการ ไม่มีผู้ใดสามารถคัดค้านกฎของเมนเดลได้ และกฎของเมนเดลสามารถใช้ได้กับทั้งพืชและสัตว์จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ </P>

<P></P>

<P>การทดลองของเมนเดล<BR>เมนเดลประสบผลสำเร็จในการทดลอง จนตั้งเป็นกฎเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่มายังลูกหลานในชั่วต่อๆมาได้เนื่องจากสาเหตุสำคัญสองประการคือ<BR>1. เมนเดลรู้จักเลือกชนิดของพืชมาทำการทดลอง พืชที่เมนเดลใช้ในการทดลองคือถั่วลันเตา (Pisum sativum) ซึ่งมีข้อดีในการศึกษาด้านพันธุศาสตร์หลายประการ เช่น<BR>1.1 เป็นพืชที่ผสมตัวเอง (self- fertilized) ซึ่งสามารถสร้างพันธุ์แท้ได้ง่าย หรือจะทำการผสมข้ามพันธุ์ (cross-fertilized) เพื่อสร้างลูกผสมก็ทำได้ง่ายโดยวิธีผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination)<BR>1.2 เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องทำนุบำรุงรักษามากนัก ใช้เวลาปลูกตั้งแต่ปลูก จนถึงเก็บเกี่ยวภายในหนึ่งฤดูปลูก (growing season) หรือประมาณ 3 เดือน เท่านั้น และยังให้เมล็ดในปริมาณที่มากด้วย<BR>1.3 เป็นพืชที่ มีลักษณะทางพันธุกรรม ที่แตกต่างกันชัดเจนหลายลักษณะ ซึ่งในการทดลองดังกล่าว เมนเดลได้นำมาใช้ 7 ลักษณะด้วยกัน </P>

<P>กฎของเมนเดล </P>

<P>และนักวิทยาศาสตร์ทั้งสามท่านน ในปี ค.ศ.1900 หรือประมาณ 16 ปี หลังจากที่เมนเดลได้สิ้นชีวิตลง มีนักวิทยาศาสตร์ 3 ท่านคือ ฮิวโก เดอฟรีส์, คาร์ล คอร์เรนส์และ อีริค ฟอน เชอร์มาค ได้ค้นพบผลงานของเมนเดลที่ได้เสนอต่อสมาคมตั้งแต่ปี ค.ศ.1865 ี้ต่างก็ได้ทดลองเพื่อพิสูจน์กฎของเมนเดล ผลการทดลองสอดคล้องกับเมนเดล ทุกประการ ไม่มีผู้ใดสามารถคัดค้านกฎของเมนเดลได้ และกฎของเมนเดลสามารถใช้ได้กับทั้งพืชและสัตว์จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ </P>

<P></P>

<P>การทดลองของเมนเดล<BR>เมนเดลประสบผลสำเร็จในการทดลอง จนตั้งเป็นกฎเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่มายังลูกหลานในชั่วต่อๆมาได้เนื่องจากสาเหตุสำคัญสองประการคือ<BR>1. เมนเดลรู้จักเลือกชนิดของพืชมาทำการทดลอง พืชที่เมนเดลใช้ในการทดลองคือถั่วลันเตา (Pisum sativum) ซึ่งมีข้อดีในการศึกษาด้านพันธุศาสตร์หลายประการ เช่น<BR>1.1 เป็นพืชที่ผสมตัวเอง (self- fertilized) ซึ่งสามารถสร้างพันธุ์แท้ได้ง่าย หรือจะทำการผสมข้ามพันธุ์ (cross-fertilized) เพื่อสร้างลูกผสมก็ทำได้ง่ายโดยวิธีผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination)<BR>1.2 เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องทำนุบำรุงรักษามากนัก ใช้เวลาปลูกตั้งแต่ปลูก จนถึงเก็บเกี่ยวภายในหนึ่งฤดูปลูก (growing season) หรือประมาณ 3 เดือน เท่านั้น และยังให้เมล็ดในปริมาณที่มากด้วย<BR>1.3 เป็นพืชที่ มีลักษณะทางพันธุกรรม ที่แตกต่างกันชัดเจนหลายลักษณะ ซึ่งในการทดลองดังกล่าว เมนเดลได้นำมาใช้ 7 ลักษณะด้วยกัน </P>

<P></P>

<P><BR>2. เมนเดลรู้จักวางแผนการทดลอง<BR>2.1 เลือกศึกษาการถ่ายทอดลักษณะของถั่วลันเตาแต่ละลักษณะก่อน เมื่อเข้าใจหลักการถ่ายทอดลักษณะนั้น ๆ แล้ว เขาจึงได้ศึกษาการถ่ายทอดสองลักษณะไปพร้อม ๆ กัน<BR>2.2 ในการผสมพันธุ์จะใช้พ่อแม่ พันธุ์แท้ (pure line) ในลักษณะที่ตรงกันข้ามกัน มาทำการผสมข้ามพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination )<BR>2.3 ลูกผสมจากข้อ 2 เรียกว่าลูกผสมชั่วที่ 1 หรือ F1( first filial generation) นำลูกผสมที่ได้มาปลูกดูลักษณะที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร บันทึกลักษณะและจำนวนที่พบ<BR>2.4 ปล่อยให้ลูกผสมชั่วที่ 1 ผสมกันเอง ลูกที่ได้เรียกว่า ลูกผสมชั่วที่ 2 หรือ F2 <BR>( second filial generation) นำลูกชั่วที่ 2 มาปลูกดูลักษณะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร บันทึกลักษณะและจำนวนที่พบ</P>

<P></P>

<P></P>

<P></P>

<P>ลักษณะต่าง ๆ ของถั่วลันเตาที่เมนเดล ใช้ในการศึกษาการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรม<BR>1. ลักษณะของเมล็ด - เมล็ดกลม และ เมล็ดย่น (round &amp; wrinkled)<BR>2. สีของใบเลี้ยง - สีเหลือง และ สีเขียว (yellow &amp; green)<BR>3. สีเปลือกเมล็ด - สีขาว และ สีเทา (white &amp; gray)<BR>4. ลักษณะของฝัก - ฝักพอง และ ฝักแฟบ (full &amp; constricted)<BR>5. ลักษณะสีของฝัก - สีเหลือง และ สีเขียว (yellow &amp; green)<BR>6. ลักษณะตำแหน่งของฝัก-ด้านข้างลำต้น และปลายยอด (axial &amp; terminal)<BR>7. ลักษณะความสูงของต้น - ต้นสูง และ ต้นเตี้ย (long &amp; short)</P>
8 มิ.ย. 2551 18:39


ความคิดเห็นที่ 17 ดีรวาน (Guest)

งง
6 ก.ค. 2551 14:27


ความคิดเห็นที่ 18 เด็ก (Guest)

การผสมพันธุ์ตามกฎเมนเดล เป็นเเบบไหนอ่ะ
7 ก.ค. 2551 18:12


ความคิดเห็นที่ 19 Ampon M.3 (Guest)

กฎของเมนเดล ง่ายมากคับ

24 ก.ค. 2551 13:58


ความคิดเห็นที่ 20 มีน (Guest)

งงกับกฎของเมนเดลมาก แล้วจะทำการบ้านได้ไหมเนี่ย
3 ส.ค. 2551 13:39


ความคิดเห็นที่ 22 โดย aim&aong

ขอบคุน คร้าบบบบ

1 ธ.ค. 2551 21:51


ความคิดเห็นที่ 24 suu (Guest)

1. แยกตัวอย่างเป็นอิสระ
2. รวมตัวตัวอย่างเป็นอิสระ
3. มีข้อ 3 ด้วยหรอค่ะ ไม่ใช่ 2 ข้อหรอกหรอ

1 มี.ค. 2552 15:30


ความคิดเห็นที่ 25 ม2/3 (Guest)

มีเยอะจัง

20 พ.ค. 2552 20:06


ความคิดเห็นที่ 26 www.gogogo.com (Guest)

งง

7 มิ.ย. 2552 20:12


ความคิดเห็นที่ 27 golf_15459@hotmail.com (Guest)

มี 2 ข้อครับ
1.กฎแห่งการแยกอย่างอิสระ เกิดใน Anaphase I
2.กฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระ เกิดใน Metaphase I
โดยตามความจริงแล้วMetaphase I เกิดก่อน Anaphase I
แต่เรานำกฎข้อ1มาไว้ก่อน เนื่องจากเมนเดลค้นพบกฎข้อนี้ก่อน
แนะนำว่าสลับข้อกันไม่ได้นะครับ
25 มิ.ย. 2552 20:15


ความคิดเห็นที่ 29 mae.ploi@hotmail.com (Guest)

กฏของเมนเดลมี3ข้อ คือ

1.กฏแห่งการแยกลักษณะ ลักษณะต่างๆจะอยู่เป็นคู่ๆ ขณะที่มีการเซลล์สืบพันธุ์ยีนส์ทั้งคู่จะแยกจากกันในเซลล์สืบพันธุ์จึงมียีนส์เดียว
2.กฏแห่งการเลือกกลุ่มอย่างอิสระกล่าวคือ ลักษณะที่ถ่ายทอดไปต่างก็อิสระ ไม่เกี่ยวกับลักษณะอื่น
3.กฏแห่งลักษณะเด่น ลักษณะเด่นจะข่มลักษณะด้อยเมื่อยีนส์เด่นคู่กับยีนส์ด้อยลักษณะที่ออกมาจะเป็นยีนส์เด่นเท่านั้น แต่ถ้า ด้อยกับด้อยก็จะออกมาด้อยเท่านั้น เช่น

1.ยีนส์เด่น – ยีนส์เด่น ผล ยีนส์เด่น
2.ยีนส์เด่น – ยีนส์ด้อย ผล ยีนส์เด่น
3.ยีนส์เด่น – ยีนส์ด้อย ผล ยีนส์เด่น
4.ยีนส์ด้อย – ยีนส์ด้อย ผล ยีนส์ด้อย

หมายเหตุ : กฏของเมนเดลห้ามสลับข้อกันเด็ดขาด
3 ก.ค. 2552 18:36


ความคิดเห็นที่ 30 sirirat-aree@hotmail.com (Guest)

ตกลงมันมี 2 หรือ 3 ข้ออ่าาาา
3 ก.ค. 2552 19:11


ความคิดเห็นที่ 31 Knowledge (Guest)

งงนะเนี่ยยยย

สรุปมี 2 หรือ 3 ข้ออ่ะ

งง
6 ก.ค. 2552 13:08

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น