ชนชาติไทยมาจากไหน

เรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของชนชาติไทยเป็นที่สนใจสำหรับนักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยาเป็นอย่างยิ่ง ได้มีการใช้หลักฐานทั้งที่เป็นเอกสารจดหมายเหตุของจีนและหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งเพิ่งศึกษากันในราวปี พ.ศ. 2504 มาเป็นข้อมูลสำคัญ จนสรุปเป็นทฤษฎีว่าด้วยเรื่องแหล่งกำเนิดของชนชาติไทยว่ามีอยู่ด้วยกัน 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีเก่า และทฤษฎีใหม่
1. ทฤษฎีเก่า
นักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยาสันนิษฐานว่าชนชาติไทยนั้น แต่เดิมมีภูมิลำเนาอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ของจีน แถบมณฑลกวางตุ้งปัจจุบันนี้ Dr.William Dodd หมอสอนศาสนาได้เสนอข้อคิดเห็นดังกล่าวไว้ใน หนังสือชื่อ "The Thai Face Elder Brother of the Chinese" ซึ่งก็ตรงกับนักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ Wolfram Eberhard ซึ่งได้อาศัยหลัก Cultural Anthropology ที่ว่าชนชาติไทยมีแหล่งกำเนินอยู่ทางตะวันออก ของมณฑล Shang (สาง หรือ เสียง) อยู่ในบริเวณมณฑลกวางตุ้ง และก็มีนักประวัติศาสตร์บางคน เช่น ขุนวิจิตรวาท การ ว่าชนชาติไทยนั้นแต่เดิมมีหลักแหล่งอยู่แถบบริเวณภูเขาอัลไต (Altai) โดยมีบางคนสันนิษฐานว่าเพราะมีคำลงท้าย ว่า Tai ซึ่งที่จริงนั้นคำว่า Altai เป็นภาษามองโกล แปลว่า "ทอง" ภูเขาอัลไตแปลว่า "ภูเขาทอง" มิใช่คำผสมระหว่าง "อัล" และ "ไต" อย่างที่เขาใจกัน ต่อมาเมื่อ 1028 ปีก่อนคริสตศักราช หรือ 485 ปีก่อนพุทธศักราช ราชวงศ์โจวซึ่งเป็น จีนแท้ได้โจมตีราชวงศ์สางสำเร็จ ชนชาติไทยจึงได้อพยพลงมาตามลำน้ำแยงซีไปยังมณฑลเสฉวนและยูนนาน โดยมีเมือง สำคัญที่จารึกไว้ในจดหมายเหตุของจีน คือ เมืองเฉินตู และคุนมิง ในศตวรรษที่ 13 ชนชาติไทยจึงกระจัดกระจายไปในที่ ต่าง ๆ แถบแคว้นยูนนานของประเทศจีนปัจจุบัน
สำหรับแนวคิดเรื่องการถอยร่นลงมาจากเสฉวนจนถึงยูนนานนั้น ได้เป็นที่ยอมรับของ ดร.ขจร สุขพานิช นักประวัติ ศาสตร์ไทยซึ่งได้ใช้เวลาศึกษาแหล่งกำเนิดของชนชาติไทยหลายปี ท่านได้เขียนหนังสือชื่อ "ถิ่นกำเนิดและแนวการอพยพ ของเผ่าไทย" คล้ายกับความคิดเห็นของ Wolfram Eberhard และยังได้เพิ่มเติมว่าก่อนอพยพเข้ามาที่อาณาจักรน่าน เจ้านั้น ชนชาติไทยเคยตั้งอาณาจักรที่มณฑลกวางตุ้งมาก่อนแล้ว
จากศตวรรษที่ 13-15 ชนชาติไทยสามารถรวมตัวกันเป็นอาณาจักรขึ้นมาได้ เรียกว่า อาณาจักรน่านเจ้า แปลว่า "เจ้า ทิศใต้" ซึ่งก็ได้สูญสิ้นชื่อไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 1796 เพราะจักรพรรดิจีนองค์แรกในราชวงศ์หยวน คือ พระเจ้ากุบไลข่าน ผู้นำชาติมองโกลได้ยกทัพมาตีน่านเจ้าแตกไป ชนชาติไทยจึงต้องอพยพลงมาในแหลมอินโดจีนในดินแดนที่ต่อมาได้ชื่อว่า อาณาจักรเชียงแสน หรือล้านนาไทย ต้องต่อสู้กับพวกชนชาติที่อยู่เดิม คือ พวกละว้า และพวกขอมดำ ขณะเดียวกันชนชาติ ไทยบางพวกก็อพยพลงมาอยู่ที่แคว้นสามเทศ หรือสยามเทศ ซึ่งต่อมาเป็นแคว้นสุโขทัย และขณะนั้นอยู่ภายใต้การ ปกครองของอาณาจักรเขมรลพบุรี เมื่อพวกไทยรวมตัวกันและมีพลังมากขึ้นก็รวมตัวกันตั้งเป็นแคว้นอิสระ มีเมืองสุโขทัย เป็นราชธานีเมื่อปี พ.ศ. 1781 George Caedes
ชาวฝรั่งเศส ผู้สนับสนุนทฤษฎีเก่านี้ สรุปว่าชนชาติไทยนั้นอพยพจากเหนือลงใต้ โดยอาศัย แม่น้ำเป็นหลัก เป็นการอพยพอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่ออาณาจักรน่านเจ้าถูกมองโกลรุกราน คนไทยจำนวนมากได้อาศัย ลำน้ำ 2 สาย
คือ ลำน้ำโขง แล้วมาตั้งหลักแหล่งที่อาณาจักรล้านช้าง (เวียงจันทน์และหลวงพระบาง) บ้าง ที่ล้านนา (เชียงใหม่ เชียงแสน) บ้าง และที่สุโขทัย ส่วนที่อพยพไปตามลำน้ำสาละวินนั้นได้ไปตั้งหลักแหล่งถึงแคว้นอัสสัมของ อินเดียและรัฐฉานของพม่าก็มี
2. ทฤษฎีใหม่
นักโบราณคดีเสนอข้อสรุปว่าแหล่งกำเนิดของชนชาติไทยนั้นก็คือ บริเวณภาคอีสานของไทย และแถบจังหวัด กาญจนบุรีของไทยปัจจุบัน มิได้อพยพมาจากตอนใต้ของประเทศจีนอย่างทฤษฎีเก่าอ้างไว้ แต่ถ้าหากจะมีการอพยพจริงก็ คงจะเป็นการอพยพจากใต้ขึ้นเหนือ เช่น อพยพขึ้นไปอยู่แถบแคว้นสิบสองจุไทย และแคว้น ยูนนาน เพราะได้มีการพบ หลักฐานที่นักโบราณคดีขุดค้นหาซากโบราณที่บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี และที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี โดยการใช้ C14 ทดสอบ ทำให้ทราบอายุของโครงกระดูกที่กาญจนบุรี ว่ามีอายุเก่าแก่ถึง 5-6 พันปี
นายแพทย์สมศักดิ์ สุวรรณสมบูรณ์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราช ทำการศึกษาความหนาแน่นของ กลุ่มเลือด ได้พบว่ากลุ่มเลือดของคนไทยมีลักษณะคล้ายคลึงกับคนภาคใต้ในชวา จึงเสนอความเห็นสนับสนุนทฤษฏีว่า ชนชาติไทยอพยพจากใต้ขึ้นเหนือ คือ อพยพจากเกาะชวาขึ้นมาอยู่ที่แผ่นดินใหญ่
เรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักรน่านเจ้านั้นก็มีนักทฤษฎีใหม่ชื่อ Frederick Mote เขียนไว้ใน "ปัญหาก่อนประวัติศาสตร์" ว่าชนกลุ่มใหญ่ในอาณาจักรน่านเจ้าไม่ใช่ไทย แต่ไทยนั้นมีแหล่งกำเนิดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ต่อมาถูกขอมและ เขมรรุกรานจึงอพยพขึ้นไปทางเหนือ แต่แบ่งแยกออกเป็นหลายพวก เข้าไปในเวียดนามที่เกาะไหหลำและที่แคว้นยูนนาน
นอกจากนั้นแล้วนักประวัติศาสตร์จีน 2 คน คือ ตูยูตินและเชนลูฟาน (Tu Yu-tin และ Chen Lu-fan) เขียนบท ความเรื่อง "ชัยชนะของกุบไลข่านเหนือเมืองตาลีโกว (ตาลีฟู)" ได้ทำให้คนไทยจำนวนมากอพยพลงมาทางใต้หรือไม่ โดยศึกษาเอกสารของจีนในราชวงศ์หยวนและเหม็ง พบว่า เมื่อกุบไลข่านยกมาตีน่านเจ้านั้นได้ตกลงกันอย่างสันติวิธี มิได้มี การโจมตีอย่างรุนแรงจนทำให้ไทยต้องอพยพมาครั้งใหญ่ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 1924 น่านเจ้าจึงสิ้นสุดลงเมื่อราชวงศ์เหม็ง ยึดอำนาจจากมองโกล ได้รวมน่านเจ้าเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีน ตอนนี้เองจึงได้มีการอพยพ ทั้งนี้ได้เสนอว่าคนไทยที่อยู่ น่านเจ้านั้นเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยใน 6 กลุ่ม ถิ่นกำเนิดของชาติไทยแต่เริ่มแรกจึงอยู่ที่ภาคเหนือของไทยปัจจุบันนี้ มิได้ อพยพมาจากจีนตอนใต้ และไทยในน่านเจ้าไม่เคยอพยพลงมาที่ประเทศไทยปัจจุบัน ดังนั้น ไทยในน่านเจ้าและ ไทย ปัจจุบันนี้จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน
สรุป
แหล่งกำเนิดของชนชาติไทยนั้น สรุปได้ 2 ทฤษฎี คือ
ทฤษฎีเก่า ที่สรุปว่าชนชาติไทยมีภูมิลำเนาเดิมทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนแถบมณฑลกวางตุ้งปัจจุบัน แล้วอพยพลง มาจนถึงแคว้นสามเทศ หรือสยามเทศ หรือประเทศไทยปัจจุบัน คือ อพบยพจากเหนือลงใต้ ส่วนทฤษฎีใหม่ คือ ชนชาติ ไทยมิได้อพยพถอยร่นมาจากที่ใด แต่ถ้าจะอพยพก็จากใต้ขึ้นเหนือ ทั้งทฤษฎีเก่าและใหม่นั้นยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ อยู่ เสมอ สำหรับทฤษฎีเก่ามักจะถูกตั้งคำถามว่า จริงหรือที่ชนชาติไทยจะทิ้งถิ่นฐานอันอุดมสมบูรณ์ แล้วก็ออกเดินทางผ่าน ทะเลทรายอันแห้งแล้งจนลงไปถึงสามประเทศ (สยามประเทศ) เพราะหลักการอพยพนั้นมนุษยชาติมักจะย้ายที่อยู่จาก แหล่งอัตคัดไปสู่ดินแดนใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าเสมอ และมีบางคนที่คัดค้านว่าชนชาติไทยนั้นเป็นพวกที่ไม่ชอบเดินทาง ไกล ๆ แต่ชอบอยู่ติดกับที่ และนิยมการเพาะปลูกเป็นอาชีพหลัก
สำหรับทฤษฎีใหม่นั้นถูกโจมตีว่าหละหลวมจนเกินไป เพราะโครงกระดูกที่พบอาจมิใช่โครงกระดูกของคนไทยก็เป็น ไปได้ ส่วนกลุ่มเลือดของคนที่ตรวจนั้นก็อาจจะมิใช่คนไทยแท้ เพราะมีการผสมกันมานานหลายเผ่าพันธุ์ อย่างไรก็ตาม มีการยอมรับทฤษฎีเก่ากันอยู่ เพราะว่ามีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรแน่ชัดกว่า

ข้อมูลจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย http://www.tat.or.th/



ความคิดเห็นที่ 53

lookplanoi
9 เม.ย. 2554 23:50
  1. คนไทย มีความหมายว่า อิสระ ไม่เป็นทาสใคร แต่ปัจจุบัน ทำตัวเป็นทาสคนอื่นจัง ทาสความคิด ทาสน้ำเงิน 


     จงอยู่กินอย่างไทย ใช้ของไทย นำหลักเศรษกิจพอเพียงของ ในหลวงท่านมาใช้ ใช้ให้ถูกต้อง เป็นพ่อค้า ก็พอเพียงแบบพ่อค้า ข้าราชการก็พอเพียงแบบข้าราชการ แล้วประเทศจะไม่ล่มจม การศึกษาอดีต เขาศึกษาว่า ในอดีตชาติพันธุ์ต่าง ล่มสลายหรือเจริญเพราะเหตุใดแล้วนำมาแก้ไขปรับปรุง เพื่อความเจริญยิ่งๆขึ้นไปของแต่ละชาติ  ถ้าผิดแล้วไม่แก้ไข สุดท้ายรุ่นลูกรุ่นหลานก็ต้องมาเถียงกันว่า คนไทยเคยอยู่ที่นี่หรือเปล่า เพราะชาติล่มสลายอีกแล้วครับท่าน




ความคิดเห็นที่ 60

T.พรสรวง
17 พ.ค. 2554 11:07
  1. ผมเห็นด้วย กับความเห็นที่ 47 ของคุณเจมส์
    (ผมว่ากำเนิดคนไทยก็อยู่ตรงบริเวณที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน 
    ตามที่ศึกษามาอาณาจักรแรกที่ปรากฏบริเวณนี้คืออาณาจักรฟูนันในศตวรรษที่ 5
    จากนั้นก็มีอาณาจักรอื่น ๆตามมาอีกหลายอาณาจักร 
    จนมาถึงอาณาจักรที่คนไทยในปัจจุบันยอมรับว่าเป็นอาณาจักรของคนไทยอาณาจักร
    แรกคืออาณาจักรสุโขทัยจากนั้นก็ตามมาด้วยกรุงศรีอยุธยา
    กรุงธนบุรีและสุดท้ายคือกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน 
    พวกฝรั่งก็เพิ่งเข้ามาติดต่อกับคนไทยก็ในสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งก็คือหลัง
    พ.ศ.2000  แต่ตอนนี้คนไทยก็มีลูกครึ่งมากมาย
      แต่ถ้าจะให้สรุปจริง ๆ ถ้าไม่มีตัวอักษรที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชประดิษฐ์เราก็คงไม่ภูมิใจในความเป็นคนไทยของพวกเรามาจนบัดนี้ )
    เจมส์


    คนไทยเรียกตนเองว่า ไท โดยได้เค้าเดิม มาจาก เมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย ซึ่งเป็นอาณาจักรแรกของชาวเมืองสุโขทัย และส่วนบางพวกที่อพยพมานั้น ก็มาสมทบภายหลัง เมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยนั้น เป็นเมืองแฝด มีกษัตริย์องค์แรก คือ พ่อขุนศรีนาวนำถุม มีพระโอรส ชื่อ พ่อขุนผาเมือง ต่อมาเกิดสงครามแย่งเมืองกันขึ้น เมืองสุโขทัย จึงตกอยู่ในปกครองของ ขอมสบาดโขลญลำพง ต่อมา พ่อขุนผาเมือง ได้ชักชวน พระสหาย คือพ่อขุนบางกลางหาว ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่เขย เข้าตีเมืองสุโขทัย ขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพง ออกไปได้สำเร็จ แล้วจึงยกเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย ให้พ่อขุนบางกลางหาว ปกครอง แต่พ่อขุนบางกลางหาว ไม่รับด้วยเห็นว่า พ่อขุนผาเมือง เข้าตีเมืองได้ก็ควรจะได้ปกครอง แต่พ่อขุนผาเมือง เป็นราชบุตรเขย ของขอม ซึ่งได้ปกครองเมือง พระนคร หรือ เมืองศรีโสธรปุระ
    มีพระอิสริยยศว่า "กมรเต็งอันศรีอินทรบดินทราทิตย์" จึงขอร้องให้พ่อขุนบางกลางหาว ปกครองเมืองสุโขทัย โดย
    ใช้ชื่อ "กมรเต็งอันศรีอินทรบดินทราทิตย์" แต่พ่อขุนบางกลางหาว ตัดให้เหลือสั้นๆ ว่า "ศรีอินทราทิตย์" จึงได้ชื่อว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นกษัตริย์ ปกครองกรุงสุโขทัย ตั้งแต่นั้นมา จนถึงรัชสมัยของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
     ปกครองกรุงสุโขทัย ได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางมาก จึงขนานนามเมืองใหม่ว่า "อาณาจักรสุโขทัย"
    ตั้งแต่นั้นมา จึงกลายเป็นที่มาของ "คนไท" (แค่นี้ก่อนนะครับ ถ้ามีเวลา จะมาเล่าเรือง อาณาจักรสุโขทัยต่อ )


     




ความคิดเห็นที่ 32

5555555 (Guest)
15 ต.ค. 2551 11:02
  1. ดีใจที่เกิดในประเทศไทย



ความคิดเห็นที่ 29

อัศวินเพลิง (Guest)
28 ม.ค. 2551 15:58
  1. ประวัติศาตร์จะบันทึกแต่เรื่องที่น่าตื่นเต้น หรือมีความน่าจดจำ เมื่อใดที่บ้านเมืองเป็นสุขมากๆ จะไม่ค่อยมีอะไรให้บันทึก จึงเหลือแต่เรื่องเล่าที่เรียนว่าตำนาน แต่ตำนานในความหมายของผมคือเละ การชะระประวัติศาตร์เป็นเรื่องที่ต้องทำงานหนักมาก อย่ามักง่าย ถ้าน่านเจ้าแปลว่าอาณาจักรตอนใต้ ก็ตรงกับหนันฉาวของจีน ตกลงไทยกับจีนคือชาติเดียวกัน?



    ทางนักประวัติศาตรเขากับลังหาข้อสรุปที่มีเหตุมีผล ก็ปล่อยเขาทำหน้าที่ไป เราชาวไทยก็ต้องรักและหวงแหนวัฒนธรรมไทยไว้ ต่อไปเมื่อโลกเล็กลง พรมแดนจะไม่มีประเทศชาติก็จะไม่มี คงเลือกแต่วัฒนธรรมพื้นถิ่นที่หลากหลาย ดินแดนไหนมีมาก ก็จะเป็นแหล่งศึกษาและท่องเที่ยวที่สำคัญ มีคนเอาเงินมาใช้จ่ายทุกปี แต่ถ้ามีแต่เหล้าบาร์ ดิสโก้ฯลฯเขาหาเอาแถวบ้านเขาก็ได้



    การจัดการลองสเตย์ที่ดี จะเริ่มสะสมทัรพยากรทางวัฒนธรรม อันเป็นสมบัติอันลำค่าในอนาคต บ้านใครมีอะไร เริ่มจดเริ่มสะสมได้แล้ว



ความคิดเห็นที่ 36

bankza_03
16 มิ.ย. 2552 22:56
  1. ขอบคุณมากคับสำหรับความรู้ที่จัดมาให้




ความคิดเห็นที่ 9

ออ้ม (Guest)
23 ม.ค. 2549 10:24
  1. สบายดี



ความคิดเห็นที่ 6

visittang@thaimail.com (Guest)
17 พ.ย. 2548 09:44
  1. ผมนายวิศิษฐ์ แตงมีแสง อายุ 17 ปี กำลังศึกษาอยู่ที่

    โรงเรียนเอเชียบริหารธุรกิจเทคโนโลยีลพบุรี (ABAT)

    คิดว่าเราเกิดมาเป็นคนไทยเราจึงควรจะรักษาศิลปและวัฒนธรรม

    ของไทยเราไว้ให้อยู่คู่กับคนไทยไปตลอดไป เช่นประเพณี

    ลอยกระทง



ความคิดเห็นที่ 31

ครูคนนึง (Guest)
12 ก.ค. 2551 21:58
  1. ที่มักจะลืมพูดกัน ก็คือ...
    ต้องเข้าใจกันก่อนนะครับ ว่า ที่เราเรียกว่า ไทย เนี่ย...เป็น ชื่อใหม่ และเป็นชื่อทางวัฒนธรรม ชื่อทางการเมือง
    ถ้าเป็นเช่นนี้ คำตอบง่าย ๆ แต่ฟังดูยียวนกำปั้น ทุบดิน แต่ก็จำเป็น คือ "คนไทย" แบบนี้ ก็มาจากตรงนี้ล่ะ ครับ เมื่อเราเพิ่งเปลี่ยนชื่อ มาเป็น ประเทศไทย ...เมื่อสักห้าสิบปีมานี้

    แต่ก็เข้าใจว่า ที่ถามเนี่ย หมายถึง ไท ..ไม่มี ย ยักษ์
    ถ้าแบบนี้ คงหมายถึง ชนเผ่าไท หรือไต ที่ตอนนี้อยู่ทางใต้ของจีน
    แต่นี่ก็เป็น ชื่อเรียกทางวัฒนธรรมเช่นกันครับ เอาเข้าจริง เขาก็ไม่เหมือนกับคนในประเทศไทยของเรา นอกจากเรื่อง ภาษา ...ที่จริงๆ "คล้าย" กับภาษาเหนือและอีสานมากกว่า ภาษาภาคกลางในประเทศไทยด้วยซ้ำ
    อย่างที่บอก ยังมีคนที่มีภาษาคล้ายๆ กันอีกอยู่ใน กว่างซี ในจีนภาคใต้เหมือนกัน แต่เขากลับเรียกตัวเอง ว่า จ้วง ไม่ใช่ ไท หรือ ไต...หรือ คน "ลาว" ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น อาจสรปุได้ว่า คนไทยในประเทศไทยในปัจจุบัน มีวัฒนธรรมเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนไท -ลาว - จ้วง แต่ก็มีพัฒนาการเฉพาะตัวมาตามกาลเวลา
    แต่ไม่ใช่หมายถึง เผ่าพันธ์ หรือชาติพันธ์นะครับ

    ส่วน ไทย นั้น ก็เริ่มใช้เรียกพร้อมการเกิดประเทศไทย นั่นเองครับ




ความคิดเห็นที่ 10

ืnuntaone@yahoo.com (Guest)
26 ก.พ. 2549 12:59
  1. ดีใจที่เกิดมาเป็นคนไทย มีภาษาไทยใช้ มีอักษรไทยใช้ มี

    ศาสนาพุทธ เป็นเครื่องยึดเหนียวทางจิตใจ มีองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกๆพระองค์ ที่ทรงรักและเอาใจใส่ต่อ ประชาชนคนไทย

    มีน้ำพริกปลาทู แกงเลียงร้อนๆ ข้าวหอมมะลิหอมกรุ่น ไว้รับประทาน มีเสื้อผ้าไหมสวยๆไว้ให้ใส่ มีวันสงกรานต์ วันลอยกระทงสนุกๆ ฯลฯ ของดีๆทั้งนั้น และสำคัญที่สุดเลย ก็คือ ไม่มีประเทศใดในโลก ที่มีอะไรทำได้สบายๆ อย่างไทยแท้ เท่าเมืองไทยของเรา สงสัยละสิ อ้าวมี่ที่ไหนในโลก นัด 3 โมงเช้ามา 5 โมงเช้าแล้วยิ้มขอโทษ โยนความผิดไปให้ว่า รถติดน๊ะ

    ถ้าไม่ใช่ ที่นี้ประเทศไทย ไชโยๆ

    รักเมืองไทยจริงๆ



ความคิดเห็นที่ 33

เอี่ยม ธเนศสกุลวงศ์ ณ. ระยอง (Guest)
16 ต.ค. 2551 17:40
  1. ผมว่าแล้วคนไทยทำมายถึงไม่รู้จัก รักชาติของตัวเอง เวลาเขาบอกไห้ไปฝังมอ็บก็ไปเป็นควายไห้จุงไปตาย บ้านเมืองจะชิหาย ด้วยสมองและปากของ ปชปเป็นเด็กที่โตที่เมืองนอก จึงคอยที่จะตบและสวนกระแส เพื่อที่จะขึ้นเป็นนายกของประเทศที่มีแต่ คนกลัวว่าตัวเองจะตกลง มาเป็นคนชั้นล่าง และจะเสียอำนาดและความนับถึอบูชา นี้แหละประเทศไทยที่นักการเมืองฝ่ายคานและนสพและผู้บอกข่าวทางtv และ นักวิชาการพวกนี้มีนิสัยเป็นผู้หญิงทั้งสินประเทศไทยจะชิหาย เพราะพวกมันไม่รู้จักรักชาติ แม้แต่สภาของชาติ ปล่อยไห้พวกเข้าไปทำความเสียหายแก่บ้านเมือง หากวันนี้มี ผกค ไอ้9แกนนำโดนฆ่าทิ้งไปตั้งแต่มันกอ่มอ็บวันแล้วขอบอก



ความคิดเห็นที่ 7

ครู...ชิต vcharkarn veditor
18 พ.ย. 2548 12:53
  1. ประเพณีไทยและเอกลักษณ์เป็นมรดกไทยที่ต้องรักษาไว้เพราะเป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี น่าภูมิใจนะครับ ที่คนรุ่นก่อนได้ทิ้งมรดกด้านวัฒนธรรมไว้มาก แต่ก็น่าเสียดายที่มรดกเหล่านั้นได้รับความสนใจเอาใจใส่น้อยลงครับ



ความคิดเห็นที่ 45

เบน พิษณุโลกพิทยาคม (Guest)
20 มี.ค. 2553 19:44
  1. ความเห็นของคุณแม่เมาะผมไม่เห็นด้วยเพราะคนกลุ่มชาติพันธุ์ไท(ย)ส่วนใหญ่น่าจะอพยพมาจากอาณาจักสิบสองปันนาและมณฑลยูนานประเทศจีนมากกว่า



ความคิดเห็นที่ 15

ครู...ชิต vcharkarn veditor
2 ก.ค. 2549 23:05
  1. welcome to Si Sa Ket
    Si Sa Ket is a quiet province on the Cambodia border with Khmer ruins scattered throughout the province.Most notable are the two ruined sanctuaries of Wat Sa Kamphaeng Yai and Noi,dating back to the 10 th century.However, the most famous Khmer site is actually in Cambodia. Khao Phra Wihan was built over 10 centuries ago and is one of the most spectacular Angkor-period sites. Built as a Hindu temple, it begins in Thailand and rises to 600 metres with the main sanctuary in Cambodia. After a long period of war, its wonderful craftsmanship,stairways and courts are now being restored. Thi walk to the summit is long and steep, but visitors are sure to be impressed by the size and complexity of its design.Si Sa Ket has an area of 8,840 square kilometres, comprising the following districts: Muang Si Sa Ket, Kanthararom, Kantharalak, Khun Han, Phrai Bung, Khukhan, Prang Ku, Uthumphon Phisai, Rasi Salai, Yang Chum Noi, Huai Thap Than, Non Khun, Si Rattana, Wang Hin, Bueng Bun, Nam Kliang, Phu Sing, Benchalak, Muang Chan, Pho Si Suwan and Sila Lat.Pha Mo I Daeng Half and Quarter MarathonThis sport event is held on the third Sunday of August between Phumisaron village and Pha Mo I Daeng in Amphoe Kantharalak. Runners like this uphill marathon because it goes through a misty area in the rainy seasonSi Phao Thai Si Sa Ket FestivalThis festival is held every March 15-17 at Somdet Phra Si Nakharin Park when the Lamduan flowers in the park are in full bloom. Shows include cultural performances by 4 tribes, which are Khmer, Suai, Lao, and Yo. There are shops selling handicrafts and a light-and-sound show about the city's construction

    from : http://www.tourismthailand.org/destinationguide/list.aspx?provinceid=22



ความคิดเห็นที่ 14

ครู...ชิต vcharkarn veditor
22 มิ.ย. 2549 17:23
  1. ครู...ชิตอยากให้คนไทยศึกษา มีความรู้ ความเข้าใจ รักห่วงใยความเป็นชาติประเทศไทยให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยม เอกลักษณ์ไทย คุณค่าเหล่านี้ประเมินด้วยราคามิได้ครับ



ความคิดเห็นที่ 11

ครู...ชิต vcharkarn veditor
27 ก.พ. 2549 17:07
  1. อยากให้บ้านเมืองสงบ ไม่วุ่นวาย ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันภายใต้ผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง ผมก็ดีใจครับที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย รักเมืองไทย ประเทศไทยครับ



ความคิดเห็นที่ 12

ครู...ชิต vcharkarn veditor
27 ก.พ. 2549 17:34
  1. วันนี้บ้านเมืองเกิดเหตุความไม่เรียบร้อย ขอให้ทุกฝ่ายมีความเป็นธรรมต่อกัน ยึดกฎหมายและประเทศไทยเป็นที่ตั้ง



ความคิดเห็นที่ 1

ครู...ชิต (Guest)
15 ต.ค. 2548 21:34
  1. เรามีเอกลักษณ์ที่เป็นของตนเองเช่น ภาษาไทย อักษรไทย ศิลปและวัฒนธรรมไทย อาหารไทย รอยยิ้มแบบไทย ความมีน้ำใจของคนไทย เราควรจะภูมิใจในความเป็นคนไทยถึงแม้ว่าจะแตกต่างกันบ้าง แต่เราก็กินข้าวไทยเหมือนไทย รักและสามัคคีกันไว้ครับ



ความคิดเห็นที่ 2

ครู...ชิต (Guest)
15 ต.ค. 2548 21:52
  1. ได้ดูข่าวการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวที่เอเชียใต้ด้วยสิ่งของ อาหารเพื่อบรรเทาทุกข์ จากประเทศไทย เห็นแล้วเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ ขอบคุณประเทศไทยและนานาประเทศ



ความคิดเห็นที่ 3

ครู...ชิต (Guest)
17 ต.ค. 2548 22:27
  1. ทำไม ต้องฆ่า พระ และ เด็ก ด้วย



    จิตใจทำด้วยอะไร



ความคิดเห็นที่ 4

ครู...ชิต vcharkarn veditor
18 ต.ค. 2548 00:18
  1. เรื่องของไทย บางครั้ง ฝรั่งยังให้ความสนใจความเป็นไทยมากกว่าคนไทยบางคน อีกทั้งเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยดีกว่าคนไทยหลายคนที่อยู่ในแผ่นดินไทยด้วยซ้ำไป



    เราต้องภูมิใจในความเป็นไทยของเรา หนึ่งในนั้น มาจากประวัติศาสตร์ชาติไทยครับ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น