โวหารต่าง ๆ ช่วยกันน่ะ

อย่ารู้ว่า โวหารแต่งละชนิดมีวิธีการดูและสังเกตุอย่างไรเอาแค่ สี่โหรนี้ คือ

บรรยายโวหาร

พรรณนาโวหาร

อภิปรายโวหาร

อธิบายโวหาร

โดยเฉพาะอภิปรายกับอธิบานโวหารนั้นต่างกันอย่างไร

ขอบคุณน่ะ
30 ก.ย. 2548 23:20
191 ความเห็น
352980 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 2 บุรุษจรัสแสง (Guest)

ไปมาแล้ว และโดนลบแล้ว

น่าสงสารม่ายมีใครช่วยเลย
1 ต.ค. 2548 23:42


ความคิดเห็นที่ 4 ร่วมด้วยช่วยกัน (Guest)

1. บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์ การเขียนบรรยายโวหาร จะมุ่งความชัดเจน เขียน ตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระสำคัญไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม ในการเขียนทั่ว ๆ ไปมักใช้บรรยายโวหาร เพราะเหมาะในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากสำนวนประเภทนี้มุ่งสาระเขียนอย่างสั้น ๆ ได้ความชัดเจนงานเขียนที่ควรใช้บรรยายโวหาร ได้แก่ การเขียนอธิบายประเภทต่าง ๆเช่น เขียนรายงานวิทยานิพนธ์ ตำรา บทความ การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง เช่น บันทึก จดหมายเหตุ การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นประเภทบทความเชิงวิจารณ์ ข่าว เป็นต้น



หลักการเขียนบรรยายโวหาร

1) เรื่องที่เขียนต้องเป็นเรื่องจริง ผู้เขียนควรมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนเป็นอย่างดี โดยอาจรู้มาจากประสบการณ์ หรือการค้นคว้าก็ได้

2) เลือกเขียนเฉพาะสาระสำคัญ ไม่เน้นรายละเอียด แต่เขียนตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม

3) ใช้ภาษาให้เข้าใจง่าย หากต้องการจะกล่าวให้ชัดอาจใช้อุปมาโวหารและสาธกโวหารเข้าช่วยได้บ้าง แต่ต้องไม่มากจนส่วน ที่เป็นสาระสำคัญกลายเป็นส่วนด้อยไป

4) เรียบเรียงความคิดให้ต่อเนื่อง และสัมพันธ์กัน

2. พรรณนาโวหาร มีจุดมุ่งหมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือมุ่งให้ความแจ่มแจ้ง ละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับข้อความนั้นการเขียนพรรณาโวหารจึงยาวกว่าบรรยายโวหารมาก แต่มิใช่การเขียนอย่างเยิ่นเย้อ เพราะพรรณนา-โวหารต้องมุ่งให้ภาพ และอารมณ์ ดังนั้น จึงมักใช้การเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์ แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่เต็มด้วยสำนวนโวหารที่ไพเราะ อ่านได้รสชาติ



หลักการเขียนพรรณนาโวหาร

1) ต้องใช้คำดี หมายถึง การเลือกสรรถ้อยคำ เพื่อให้สื่อความหมาย สื่อภาพ สื่ออารมณ์เหมาะสมกับเนื้อเรื่องที่ต้องการบรรยาย ควรเลือกคำ ที่ให้ความหมายชัดเจน ทั้งอาจต้องเลือกให้เสียงคำสัมผัสกันเพื่อเกิดเสียงเสนาะอย่างสัมผัสสระ สัมผัสอักษร ในงานร้อยกรอง

2) ต้องมีใจความดี แม้จะพรรณนายืดยาว แต่ใจความต้องมุ่งให้เกิดภาพ และอารมณ์ความรู้สึกสอดคล้องกับเนื้อหาที่กำลังพรรณนา

3) อาจต้องใช้อุปมาโวหาร คือ การเปรียบเทียบเพื่อให้ได้ภาพชัดเจน และมักใช้ศิลปะการใช้คำที่เรียกว่า ภาพพจน์ประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นวิธีการที่จะทำให้พรรณนาโวหารเด่น ทั้งการใช้คำ และการใช้ภาพที่แจ่มแจ้ง อ่านแล้วเกิดจินตนาการและความรู้สึกคล้อยตาม

4) ในบางกรณีอาจต้องใช้สาธกโวหารประกอบด้วย คือ การยกตัวอย่างเพื่อให้เกิดความแจ่มแจ้ง โดยยกตัวอย่างสิ่งที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน เพื่อให้เกิดภาพและอารมณ์เด่นชัดพรรณนาโวหารมักใช้กับการชมความงามอื่น ๆ เช่น ชมสถานที่ สรรเสริญบุคคล หรือใช้พรรณนาอารมณ์ ความรู้สึก เช่น รัก เกลียด โกธร แค้น เศร้าสลด เป็นต้น



3. เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตามหรืออาจกล่าวได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่าน คิดเห็นหรือคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เขียนเทศนาโวหาร จึงยากกว่าโวหารที่กล่าวมาแล้วทั้ง 2 โวหาร เพราะต้องใช้กลวิธีในการชักจูงใจ



หลักการเขียนเทศนาโวหาร

การเขียนเทศนาโวหารต้องใช้โวหารประเภทต่าง ๆ มาประกอบ กล่าวคือทั้งใช้บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร รวมทั้งอุปมาโวหาร และ สาธกโวหารด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ใจความชัดเจนแจ่มแจ้ง มีทั้งความหลักและความรองเป็นที่เข้าใจจนเกิดความรู้สึกนึกคิดคล้อยตามผู้เขียน ไปได้หากเป็นการแสดงความคิดเห็นควรอธิบายทั้งด้านที่เป็นประโยชน์และโทษ หรือแสดงเหตุและผลการเขียนเทศนาโวหาร ผู้เขียนต้อง มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เขียนเป็นอย่างดี สามารถอธิบายอย่างชัดเจน ทั้งควรพรรณนาให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ต้องรู้จักใช้เหตุผล และหลักฐานสนับสนุนความคิดเห็นที่ตนเสนอด้วย การลำดับความให้สัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผลจึงเป็นหลักสำคัญอีกประการหนึ่ง ในการเขียนเทศนาโวหารโดยทั่วไปมักเข้าใจกันว่า เทศนาโวหาร แปลว่า โวหารที่มุ่งสั่งสอน โดยตีความคำว่าเทศนา ว่าสั่งสอน ความจริงเทศนาในที่นี้ หมายถึง แสดง กล่าวคือ แสดงอย่างแจ่มแจ้งเพื่อให้เห็นคล้อยตาม รูปแบบงานเขียนที่ควรใช้เทศนาโวหารคือ งานเขียนประเภทบทความชักจูงใจ หรือบทความแสดงความคิดเห็น ความเรียง เป็นต้น



4.สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้งหรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น น่าเชื่อถือ สาธกโวหารเป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหารเช่นการเลือกยกตัวอย่างมีหลักที่ควรเลือกให้เข้ากับเนื้อความ อาจยกตัวอย่างสั้น ๆ ในบรรยายโวหารหรืออาจยกตัวอย่างที่มีรายละเอียดประกอบในพรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เป็นต้น ในการเขียนข้อเขียนต่าง ๆ นิสิตควรรู้จักเลือกใช้โวหารให้เหมาะกับจุดมุ่งหมายในการเขียนและเนื้อหาในบางโอกาส อาจต้องใช้โวหารหลายชนิดในงานเขียนชิ้นหนึ่งก็ได้ หลักสำคัญอยู่ที่ว่าต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับโอกาส จุดมุ่งหมายและเขียนได้อย่างถูกต้อง ตามลักษณะโวหารนั้น ๆ



5.อุปมาโวหาร หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่าอุปมาโวหาร คือ ภาพพจน์ประเภทอุปมานั่นเอง อุปมาโวหารใช้เป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่าน โดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ หรือเปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปมา โวหารนั้นจะนำไปเสริมโวหารประเภทใด
2 ต.ค. 2548 20:50


ความคิดเห็นที่ 5 บุรุษจรัสแสง (Guest)

ขอขอบคุณ

แต่ว่าในตำรากับความเป็นจริงนั้นช่างต่างกัน

ตัวเราเบาปัญญาที่สามารถทำได้แต่อ่านออก แต่ไร้ความสามารถจะอ่านเป็น ทั้งนี้ในเรื่องโวหารนั้น การที่จะฝึกจำแนกสารออกมาว่าอยู่ในโวหารประเภทใดย่อมต้อง ใช้ประสบการณ์ แต่เนื่องจากเวลานั้นมีน้อยและขาดทักษะในการอ่านเป็นและการอ่านเพื่อการวิเคราะห์ดังนั้นเลย ขอให้ผู้มีความสารถช่วย



ถึงยังไงก็ขอขอบคุณ ทุกคนน่ะ
3 ต.ค. 2548 00:52


ความคิดเห็นที่ 7 เรียนรู้ (Guest)

ขั้นตอนในการเตรียมตัวเขียน นอกจากจะต้องเตรียมข้อมูลจัดทำโครงเรื่องแล้ว ควรเลือกใช้สำนวนโวหารให้เหมาะกับเนื้อความที่ จะเขียน สำนวนโวหารในภาษาไทย แบ่งออกเป็น 5 คือ

1) บรรยายโวหาร

2) พรรณนาโวหาร

3) เทศนาโวหาร

4) สาธกโวหาร

5) อุปมาโวหาร



1. บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์ การเขียนบรรยายโวหาร จะมุ่งความชัดเจน เขียน ตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระสำคัญไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม ในการเขียนทั่ว ๆ ไปมักใช้บรรยายโวหาร เพราะเหมาะในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากสำนวนประเภทนี้มุ่งสาระเขียนอย่างสั้น ๆ ได้ความชัดเจนงานเขียนที่ควรใช้บรรยายโวหาร ได้แก่ การเขียนอธิบายประเภทต่าง ๆเช่น เขียนรายงานวิทยานิพนธ์ ตำรา บทความ การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง เช่น บันทึก จดหมายเหตุ การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นประเภทบทความเชิงวิจารณ์ ข่าว เป็นต้น



หลักการเขียนบรรยายโวหาร

1) เรื่องที่เขียนต้องเป็นเรื่องจริง ผู้เขียนควรมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนเป็นอย่างดี โดยอาจรู้มาจากประสบการณ์ หรือการค้นคว้าก็ได้

2) เลือกเขียนเฉพาะสาระสำคัญ ไม่เน้นรายละเอียด แต่เขียนตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม

3) ใช้ภาษาให้เข้าใจง่าย หากต้องการจะกล่าวให้ชัดอาจใช้อุปมาโวหารและสาธกโวหารเข้าช่วยได้บ้าง แต่ต้องไม่มากจนส่วน ที่เป็นสาระสำคัญกลายเป็นส่วนด้อยไป

4) เรียบเรียงความคิดให้ต่อเนื่อง และสัมพันธ์กัน



2. พรรณนาโวหาร มีจุดมุ่งหมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือมุ่งให้ความแจ่มแจ้ง ละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับข้อความนั้นการเขียนพรรณาโวหารจึงยาวกว่าบรรยายโวหารมาก แต่มิใช่การเขียนอย่างเยิ่นเย้อ เพราะพรรณนา-โวหารต้องมุ่งให้ภาพ และอารมณ์ ดังนั้น จึงมักใช้การเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์ แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่เต็มด้วยสำนวนโวหารที่ไพเราะ อ่านได้รสชาติ



หลักการเขียนพรรณนาโวหาร

1) ต้องใช้คำดี หมายถึง การเลือกสรรถ้อยคำ เพื่อให้สื่อความหมาย สื่อภาพ สื่ออารมณ์เหมาะสมกับเนื้อเรื่องที่ต้องการบรรยาย ควรเลือกคำ ที่ให้ความหมายชัดเจน ทั้งอาจต้องเลือกให้เสียงคำสัมผัสกันเพื่อเกิดเสียงเสนาะอย่างสัมผัสสระ สัมผัสอักษร ในงานร้อยกรอง

2) ต้องมีใจความดี แม้จะพรรณนายืดยาว แต่ใจความต้องมุ่งให้เกิดภาพ และอารมณ์ความรู้สึกสอดคล้องกับเนื้อหาที่กำลังพรรณนา

3) อาจต้องใช้อุปมาโวหาร คือ การเปรียบเทียบเพื่อให้ได้ภาพชัดเจน และมักใช้ศิลปะการใช้คำที่เรียกว่า ภาพพจน์ประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นวิธีการที่จะทำให้พรรณนาโวหารเด่น ทั้งการใช้คำ และการใช้ภาพที่แจ่มแจ้ง อ่านแล้วเกิดจินตนาการและความรู้สึกคล้อยตาม

4) ในบางกรณีอาจต้องใช้สาธกโวหารประกอบด้วย คือ การยกตัวอย่างเพื่อให้เกิดความแจ่มแจ้ง โดยยกตัวอย่างสิ่งที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน เพื่อให้เกิดภาพและอารมณ์เด่นชัดพรรณนาโวหารมักใช้กับการชมความงามอื่น ๆ เช่น ชมสถานที่ สรรเสริญบุคคล หรือใช้พรรณนาอารมณ์ ความรู้สึก เช่น รัก เกลียด โกธร แค้น เศร้าสลด เป็นต้น



3. เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตามหรืออาจกล่าวได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่าน คิดเห็นหรือคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เขียนเทศนาโวหาร จึงยากกว่าโวหารที่กล่าวมาแล้วทั้ง 2 โวหาร เพราะต้องใช้กลวิธีในการชักจูงใจ



หลักการเขียนเทศนาโวหาร

การเขียนเทศนาโวหารต้องใช้โวหารประเภทต่าง ๆ มาประกอบ กล่าวคือทั้งใช้บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร รวมทั้งอุปมาโวหาร และ สาธกโวหารด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ใจความชัดเจนแจ่มแจ้ง มีทั้งความหลักและความรองเป็นที่เข้าใจจนเกิดความรู้สึกนึกคิดคล้อยตามผู้เขียน ไปได้หากเป็นการแสดงความคิดเห็นควรอธิบายทั้งด้านที่เป็นประโยชน์และโทษ หรือแสดงเหตุและผลการเขียนเทศนาโวหาร ผู้เขียนต้อง มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เขียนเป็นอย่างดี สามารถอธิบายอย่างชัดเจน ทั้งควรพรรณนาให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ต้องรู้จักใช้เหตุผล และหลักฐานสนับสนุนความคิดเห็นที่ตนเสนอด้วย การลำดับความให้สัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผลจึงเป็นหลักสำคัญอีกประการหนึ่ง ในการเขียนเทศนาโวหารโดยทั่วไปมักเข้าใจกันว่า เทศนาโวหาร แปลว่า โวหารที่มุ่งสั่งสอน โดยตีความคำว่าเทศนา ว่าสั่งสอน ความจริงเทศนาในที่นี้ หมายถึง แสดง กล่าวคือ แสดงอย่างแจ่มแจ้งเพื่อให้เห็นคล้อยตาม รูปแบบงานเขียนที่ควรใช้เทศนาโวหารคือ งานเขียนประเภทบทความชักจูงใจ หรือบทความแสดงความคิดเห็น ความเรียง เป็นต้น



4.สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้งหรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น น่าเชื่อถือ สาธกโวหารเป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหารเช่นการเลือกยกตัวอย่างมีหลักที่ควรเลือกให้เข้ากับเนื้อความ อาจยกตัวอย่างสั้น ๆ ในบรรยายโวหารหรืออาจยกตัวอย่างที่มีรายละเอียดประกอบในพรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เป็นต้น ในการเขียนข้อเขียนต่าง ๆ นิสิตควรรู้จักเลือกใช้โวหารให้เหมาะกับจุดมุ่งหมายในการเขียนและเนื้อหาในบางโอกาส อาจต้องใช้โวหารหลายชนิดในงานเขียนชิ้นหนึ่งก็ได้ หลักสำคัญอยู่ที่ว่าต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับโอกาส จุดมุ่งหมายและเขียนได้อย่างถูกต้อง ตามลักษณะโวหารนั้น ๆ



5.อุปมาโวหาร หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่าอุปมาโวหาร คือ ภาพพจน์ประเภทอุปมานั่นเอง อุปมาโวหารใช้เป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่าน โดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ หรือเปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปมา โวหารนั้นจะนำไปเสริมโวหารประเภทใด
8 พ.ย. 2548 21:46


ความคิดเห็นที่ 9 jAk`zA~ (Guest)

โวหาร

สำหรับวรรณคดีทั้งร้อยกรองและร้อยแก้วได้แบ่งโวหารออกเป็น 5 ประเภท คือ

๑. อุปมาโวหาร คือ การใช้ข้อความเปรียบเทียบให้เห็นภาพพจน์โดยใช้คำ เช่น ดัง เหมือน เช่น ดุจ คล้าย เป็นต้น

ตัวอย่าง

ปางพี่มาดสมานสุมาลย์สมร

ดังหมายดวงหมายเดือนดารากร

อันลอยพื้นอำพรพโยมพราย

( เพลงยาว โดยเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ )

๒. บรรยายโวหาร คือ การอธิบายเหตุการณ์ตามลำดับอย่างชัดเจน ( ความหมาย เหมือนธรรมเนียมตะวันตก )

ตัวอย่าง …การบรรยายเกาะแก้วพิศดารในเรื่องพระอภัยมณี

“ อันเกาะแก้วพิศดารสถานนี้ โภชนาสาลีก็มีถม

แต่คราวหลัวครั้งสมุทรโคดม มาสร้างสมสิกขาสมาทาน

เธอทำไร่ไว้ที่ริมภูเขาหลวง ครั้นแตกรวงออกมาเล่าเป็นข้าวสาร

ได้สืบพืชยืดอยู่แต่บูราณ คิดอ่านเอาเดียวมาเหลียวไป

( สุนทรภู่ )

๓. พรรณนาโวหาร คือ การให้รายละเอียดอย่างลึกซึ้งให้เห็นภาพ ( ความหมายเหมือน ของธรรมเนียมตะวันตก )

ตัวอย่าง

“ ชั่วเหยี่ยวกระหยับปีกกลางเปลวแดด

ร้อนที่แผดก็ผ่อนเพลาพระเวหา

พอใบไหวพลิกริกริกมา

ก็รู้ว่าวันนี้มีลมวก

เพียงกระเพื่อมเลื่อมรับวับวับไหว

ก็รู้ว่าน้ำใสใช่กระจก

เพียงแววตาคู่นั้นหวั่นสะทก

ก็รู้ว่าในอกมีหัวใจ

( เพียงความเคลื่อนไหว ของเนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ )

๔. เทศนาโวหาร คือ การชี้แจงสั่งสอนประกอบด้วยเหตุผลสัจธรรมเพื่อโน้มน้าวใจผู้อ่าน ผู้ฟัง

ตัวอย่าง …โยคีสอนสุดสาครในเรื่องพระอภัยมณี

“ บัดเดี๋ยวดังหง่างเหง่งวังเวงแว่ว สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา

เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต

แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด

อันเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน “

( สุนทรภู่ )

๕. สาธกโวหาร คือ การยกตัวอย่างประกอบ หรือกล่าวอ้างอิงในข้อความที่ผู้เขียนรจนา อาจเป็นการกล่าวพาดพิงก็ได้ ด้วยคำที่ยกมาเป็นหลักธรรม ภาษิต คำพังเพยหรือตำนาน นิทานเป็นต้น

ตัวอย่าง …โยคีเทศนาทหารทัพลังกาและเมืองผลึกในเรื่องพระอภัยมณี

“ คือรูปรสกลิ่นเสียงไม่เที่ยงแท้ ย่อมเฒ่าแก่เกิดโรคโศกสงสาร

ความตายหนึ่งพึงเห็นเป็นประธาน หวังนิพพานพ้นทุกข์สุขสบาย

ซึ่งบ้านเมืองเคืองเข็ญถึงเช่นนี้ เพราะโลกีย์ตัณหาพาฉิบหาย

อันศีลห้าว่าอย่าทำให้จำตาย จะตกอบายภูมิขุมนรก

( สุนทรภู่ )



๖. การใช้โวหารสัญลักษณ์

เป็นการนำสิ่งที่เป็นรูปธรรมมาแทนสิ่งที่เป็นนามธรรมหรืออาจกล่าวให้เข้าใจโดยง่ายคือ เป็นการอธิบายความหมาย ของ “ สิ่งหนึ่ง “ โดยต้องตีความ หรือต้องนำสิ่งอื่นที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงหรือเหมือนกันมาเปรียบ เพื่อให้เข้าใจคุณสมบัติ ของสิ่งนั้นอย่างถูกต้อง สัญลักษณ์จึงต้องมีการ “ ตีความ “ และมักจะใช้ในบทอัศจรรย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสิ่งที่มิพึงเปิดเผย เกี่ยวกับเรื่องของเพศสัมพันธ์

ตัวอย่าง

สัญลักษณ์ใน ขุนช้างขุนแผน ตอนพลายแก้วได้เป็นขุนแผนและขุนช้างได้นางวันทอง ขุนแผนได้กล่าววาจา ดูถูกวันทอง โดยใช้สัญลักษณ์ว่า “ ทับทิม พลอยหุง กา และ หงส์ “ มาเปรียบกับวันทองเพื่อแสดงให้เห็นว่า ขุนแผนเคยเข้าใจผิด ว่าวันทองเป็นผู้หญิงมีคุณค่าเปรียบได้กับ ทับทิมและ หงส์ แต่ที่จริงแล้วนางควรเปรียบกับ พลอยหุงหรือกาเสียมากกว่า

เมื่อแรกเชื่อว่าทับทิมแท้ มาแปรเป็นเป็นพลอยหุงไปเสียได้

กาลวงว่าหงส์ให้ปลงใจ ด้วยมิได้ดูหงอนแต่ก่อนมา



๗. การเปรีบยเทียบแบบอุปลักษณ์ (Metaphone)

การเปรียบเทียบแบบอุปลักษณ์ เป็นการเปรียบเทียบที่ลึกซึ้งกว่าอุปมา เพราะเป็นการนำลักษณะ อาการ ของสิ่งหนึ่งโอนไปใช้กับอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนกันเลย การเปรียบเทียบแบบอุปลักษณ์นั้นเป็นการนำ “คุณสมบัติ” ของสิ่งของมาเปรียบเทียบกัน มิใช่การดู “คุณลักษณ์” อุปลักษณ์อาจเปรียบเทียบโดยไม่มีตัวเชื่อม หากมีก็จะใช้คำว่า “เป็น เท่า คือ” มาเชื่อมโยง

ตัวอย่าง

ณ ราตรี เพ็ญ ๑๕ ค่ำแห่งเดือนวิสาขปุณณมี กว่ายี่สิบห้าศตวรรษมาแล้ว ดวงประทีปแห่งโลกได้ดับลง รัศมีแห่งดวงประทีปนั้นยังคงฉายแสงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้และยังจะเป็นเช่นนี้อยู่ต่อไปอีกนานเท่านาน

วลี ดวงประทีปแห่งโลกเป็นการเปรียบเทียบโดรปริยาย หมายถึง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวคือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระปัญญาคุณ ประดุจแสงสว่างส่องทางแก่ชาวโลก

อุปลักษณ์ จากเรื่อง มัทนะพาธา ที่กล่าวเปรียบเทียบความรู้สึกของท้าวชัยเสนขณะรู้ความจริงว่านางมัทนากับศุภางค์มิได้ลักลอบเป็นชู้กัน แต่เป็นอุบายของนางจัณฑี แต่ก็สายไปเสียแล้วเพราะพระองค์สั่งประหารชีวิตบุคคลทั้งสองแล้ว ท้าวชัยเสนจึงรู้สึกว่าพระองค์มือมนเปรียบได้กับบ้านเรือนที่มืด เพราะพระองค์ได้ทำลายตะเกียงนั้นแล้ว อย่างไม่สมควรทำเลย

ตะเกียงวินาศแล้ว คะหะมืดสิจึ่งหวล

คะนึงว่าไม่ควร จะทะลายประทีปนั้น

(พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)



๘. การใช้โวหารอธิพจน์

เป็นการบรรยายหรือพรรณนาที่เกินจริง จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงไปจับ เพราะกวีมุ่งกล่าว เพื่อเน้นข้อความที่กล่าว ให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้นและแสดงอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่าปกติ เพื่อสร้างอารมณ์ สะเทือนใจแก่ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟัง ดังปรากฏ ในวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ ต่อไปนี้

ตัวอย่าง

อติพจน์ หรือกล่าวเกินจริงใน โคลงนิราศนรินทร์ มีความว่า ความรักของกวีไม่มีวันจืด จาง แม้ทุกสิ่งรวมทั้ง โลกนี้ทุกอย่างจะสูญสลายไปหมด ดังความว่า

เอียงอกเทออกอ้าง อวดองค์ อรเอย

เมรุชุบสมุทรดินลง เลขแต้ม

อากาศจักจารผจง จารึก พอฤา

โฉมแม่หยาดฟ้าแย้ม อยู่ร้อนฤาเห็น

ตราบขุนคิริข้น ขาดสลาย แลแม่

รักบ่หายตราบหาย หกฟ้า

สุริยจันทรขจาย จากโลก ไปฤา

ไฟแล่นล้างสี่หล้า ห่อนล้างอาลัย

( นายนรินทร์ธิเบศร์ ( อิน )



๙. การใช้โวหารสัทพจน์ (Onomatopoeia)

การใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ มีส่วนช่วยให้บทร้อยกรองไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น

ตัวอย่าง

การใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติใน นิราศเมืองเพชร นอกจากจะทำให้ได้ยินเสียงแล้วยังเห็นภาพคนที่ตบยุง ซึ่งมารุมกัดจนเกิดเสียงดัง ดังความว่า

ทั้งยุงชุมรุมกัดปัดเปรียะประ เสียงผัวะผะพึ่บพั่บปุบปับแปะ

(พระยาสุนทรโวหาร (ภู่))



๑๐. บุคคลาธิษฐาน

เป็นการสมมติสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต สัตว์ พืช ปรากฏให้มีความรู้สึก และกระทำกิริยาอาการได้ประหนึ่งคน อาจพูดจาปราศรัย เจ็บปวด ร่ำร้อง โกรธแค้น ฯลฯ เหมือนที่มนุษย์ควรรู้สึก

ตัวอย่าง

ข้อความจากตอนหนึ่งในเรื่องกามนิตภาคสวรรค์

“ ธรรมชาติรอบข้างต่างสลดหมดความคะนองทุกสิ่งทุกอย่าง “

( เสถียร โกเศศและนาคะประทีป )

ข้อความจากลำนำภูกระดึง

น้ำเซาะรินรินหลากไหล ไม่หลับเลยชั่วฟ้าดินหาย

สรรพสัตว์พอฟื้นก็วุ่นวาย สลายซากเป็นกากผงธุลี

หลับเป็นกิริยาอาการของมนุษย์ แต่ในที่นี้นำมาใช้แก่ สายน้ำ ซึ่งไม่ใช่มนุษย์

( อังคาร กัลยาณพงศ์ )



๑๑. การซ้ำคำ

ตีงูงูไซร้หาก เห็นทัน

นมไก่ไก่สำคัญ ไก่รู้

หมู่โจรต่อโจรหัน เห็นเล่ห์ กันนา

เชิงปราชญ์ฉลาดกล่าวผู้ ปราชญ์รู้เชิงกันฯ.
13 พ.ย. 2548 17:01


ความคิดเห็นที่ 10 ซี (Guest)

อยากรู้อธิบายโวหาร
20 ธ.ค. 2548 21:05


ความคิดเห็นที่ 11 เราเอง (Guest)

หาอธิบายโวหารให้หน่อยชิค่ะ
21 ธ.ค. 2548 12:55


ความคิดเห็นที่ 16 toon_vergin@hotmail.com (Guest)

อยากได้ประวัติและผลงานของนายนรินทร์ธิเบศร์ใครรู้ช่วยตอบให้ด้วยนะคะ ขอด่วนเลยค่ะ ถ้าเป็นไปได้ช่วยส่งเมลล์ให้เลยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
11 ก.พ. 2549 15:12


ความคิดเห็นที่ 17 kinkikid@thaimail.com (Guest)

โวหารที่ปรากฏใน วรรณกรรมร้อยกรองเรื่องเพียงความเคลื่อนไหวมีอะไรบ้าง ช่วยยกตัวอย่างบทร้อยกรองที่เด่น ๆ ให้หน่อยนะคะ
16 มี.ค. 2549 00:00


ความคิดเห็นที่ 18 mimi (Guest)

อยากรุตัวอย่างโวหารอีก....
22 พ.ค. 2549 17:14


ความคิดเห็นที่ 19 kam>>keita_@hotmail.com (Guest)

อยากรุอธิบายโวหารกะอภิปรายโวหารอ่ะ ช่วยหน่อยจิ (--)
24 พ.ค. 2549 20:17


ความคิดเห็นที่ 20 pantipkunakorn@hotmail.com (Guest)

ขอบขุล
5 มิ.ย. 2549 19:56


ความคิดเห็นที่ 21 555 (Guest)

น่าจะมียกตัวอย่าง
6 มิ.ย. 2549 19:19


ความคิดเห็นที่ 22 ริน ( มิริริน ) (Guest)

ข้อมูลไม่เพี่ยงพอ ( เขียนคำแปลมาด้วยค่ะ )
14 มิ.ย. 2549 20:36


ความคิดเห็นที่ 23 นาย (Guest)

อยยากรู้อธิบายโวหารจัง
17 มิ.ย. 2549 10:53


ความคิดเห็นที่ 24 kolokosolion@hotmail.com (Guest)

ผมอยากได้ข้อมูล เรื่องโวหารทุกเรื่องเลยอ่าครับ

ช่วยกรุณาส่งมาไห้ผมด้วยนะครับ ตามเมลล์นี้เลยครับ



ขอบคุณครับ
17 มิ.ย. 2549 13:09


ความคิดเห็นที่ 27 ทำรายงาน/g_girl_gang@hotmail. (Guest)

อยากได้ตัวอย่างอธิบายโวหารกับวิจารณ์โวหารเร็ว ๆ ด้วยจะทำรายงานได้โปรดนะคะ
22 มิ.ย. 2549 13:23


ความคิดเห็นที่ 28 พลเมืองดี (Guest)

ขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาให้ข้อมูลฉัน เป็นที่น่าพอใจมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
22 มิ.ย. 2549 20:03


ความคิดเห็นที่ 29 ผู้หวังดี (Guest)

ขอยกตัวอย่าสาธกโวหารให้หน่อย ยาวๆ
25 มิ.ย. 2549 10:18


ความคิดเห็นที่ 30 cui_1235@hotmail.com (Guest)

โวหาร



สำหรับวรรณคดีทั้งร้อยกรองและร้อยแก้วได้แบ่งโวหารออกเป็น 5 ประเภท คือ



๑. อุปมาโวหาร คือ การใช้ข้อความเปรียบเทียบให้เห็นภาพพจน์โดยใช้คำ เช่น ดัง เหมือน เช่น ดุจ คล้าย เป็นต้น



ตัวอย่าง



“ ปางพี่มาดสมานสุมาลย์สมร



ดังหมายดวงหมายเดือนดารากร



อันลอยพื้นอำพรพโยมพราย “



( เพลงยาว โดยเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ )



๒. บรรยายโวหาร คือ การอธิบายเหตุการณ์ตามลำดับอย่างชัดเจน ( ความหมาย เหมือนธรรมเนียมตะวันตก )



ตัวอย่าง …การบรรยายเกาะแก้วพิศดารในเรื่องพระอภัยมณี



“ อันเกาะแก้วพิศดารสถานนี้ โภชนาสาลีก็มีถม



แต่คราวหลัวครั้งสมุทรโคดม มาสร้างสมสิกขาสมาทาน



เธอทำไร่ไว้ที่ริมภูเขาหลวง ครั้นแตกรวงออกมาเล่าเป็นข้าวสาร



ได้สืบพืชยืดอยู่แต่บูราณ คิดอ่านเอาเดียวมาเหลียวไป



( สุนทรภู่ )



๓. พรรณนาโวหาร คือ การให้รายละเอียดอย่างลึกซึ้งให้เห็นภาพ ( ความหมายเหมือน ของธรรมเนียมตะวันตก )



ตัวอย่าง



“ ชั่วเหยี่ยวกระหยับปีกกลางเปลวแดด



ร้อนที่แผดก็ผ่อนเพลาพระเวหา



พอใบไหวพลิกริกริกมา



ก็รู้ว่าวันนี้มีลมวก



เพียงกระเพื่อมเลื่อมรับวับวับไหว



ก็รู้ว่าน้ำใสใช่กระจก



เพียงแววตาคู่นั้นหวั่นสะทก



ก็รู้ว่าในอกมีหัวใจ “



( เพียงความเคลื่อนไหว ของเนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ )



๔. เทศนาโวหาร คือ การชี้แจงสั่งสอนประกอบด้วยเหตุผลสัจธรรมเพื่อโน้มน้าวใจผู้อ่าน ผู้ฟัง



ตัวอย่าง …โยคีสอนสุดสาครในเรื่องพระอภัยมณี



“ บัดเดี๋ยวดังหง่างเหง่งวังเวงแว่ว สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา



เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต



แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด



อันเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน “



( สุนทรภู่ )



๕. สาธกโวหาร คือ การยกตัวอย่างประกอบ หรือกล่าวอ้างอิงในข้อความที่ผู้เขียนรจนา อาจเป็นการกล่าวพาดพิงก็ได้ ด้วยคำที่ยกมาเป็นหลักธรรม ภาษิต คำพังเพยหรือตำนาน นิทานเป็นต้น



ตัวอย่าง …โยคีเทศนาทหารทัพลังกาและเมืองผลึกในเรื่องพระอภัยมณี



“ คือรูปรสกลิ่นเสียงไม่เที่ยงแท้ ย่อมเฒ่าแก่เกิดโรคโศกสงสาร



ความตายหนึ่งพึงเห็นเป็นประธาน หวังนิพพานพ้นทุกข์สุขสบาย



ซึ่งบ้านเมืองเคืองเข็ญถึงเช่นนี้ เพราะโลกีย์ตัณหาพาฉิบหาย



อันศีลห้าว่าอย่าทำให้จำตาย จะตกอบายภูมิขุมนรก



( สุนทรภู่ )
16 ก.ค. 2549 14:09

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น