"เนื้อหาในส่วนนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปอ้างอิง"
"กรุณาลงข่าวประชาสัมพันธ์ของท่านใน vService" โพสต์เมื่อ:
14:48 วันที่ 17 ต.ค. 2548 ชมแล้ว:
187,859
ตอบแล้ว:
148
เป็นเหมือนกันรึเปล่าคะที่ เวลาเราสอนเค้าโดยให้เค้าได้คิดไปด้วย เค้าเกิดความไม่เข้าใจมาก...เหมือนกับว่าเราสอนไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ... lwongyao@se-ed.com(203.172.104.181,,) คุณใต้น้ำคะ ดิฉันขออนุญาตอ้างอิงชื่อคุณไว้เป็นเกียรติแก่เอกสารผลงานของดิฉันในส่วนที่ได้รับคำแนะนำจากคุณด้วยค่ะ ได้โปรดอนุญาตให้ดิฉันรู้จักชื่อจริง ตำแหน่งงานและที่ทำงาน ด้วยนะคะ ถ้าไม่ยินดีเปิดเผยที่เว็บบอร์ด ได้โปรดส่งที่ pai@labschools.com นะคะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 25 ม.ค. 2551 (11:31) 1 + 2 + 3 + ... + 10 1 + 10 = 11 2 + 9 = 11 3 + 8 = 11 4 + 7 = 11 5 + 6 = 11 ..........= n + 1 มีทั้งหมด 5 จำนวน = n/2 ผลรวมของ 1 ถึง n จึงเท่ากับ ( n+ 1) n/2 ไม่ทราบพอจะใช้ได้หรือเปล่าครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 25 ม.ค. 2551 (19:55) ถ้าหาผลบวกของ 1+2+3+ ... + 11 วิธีคิดของคุณสิงต้องปรับนิดหน่อย ... แต่ผลลัพธ์(สูตร)ยังคงเหมือนเดิม ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 26 ม.ค. 2551 (00:19) ครับ ขอบคุณ คุณ MathGuy ที่แนะนำครับ ให้ คห.68 เป็นกรณี n เลขคู่ ต่อไปนี้ ให้ n เป็นเลขคี่ 1 + 2 + 3 + ... + 11 1 + 11 = 12 2 + 10 = 12 3 + 9 = 12 4 + 8 = 12 5 + 7 = 12 .........=( n + 1 ) มีทั้งหมด 5 จำนวน = ( n - 1 )/2 ......6 =( n + 1 )/2 จะได้... ( n+ 1)( n - 1 )/2 + ( n + 1 )/2 = ( n +1){( n - 1) + 1}/2 = ( n+1)(n-1+1)/2 = ( n + 1 ) n / 2 สรุป ไม่ว่า n จะเป็นเลขคู่ หรือเลขคี่ ผลบวก จะเท่ากับ ( n + 1 ) n / 2 ครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 26 ม.ค. 2551 (05:41) เข้าใจความคิดของคุณสิงค่ะ แต่การใช้สัญลักษณ์ในการสื่อความหมายยังไม่ถูกต้อง เข่น 3 + 9 = 12 = 5 จำนวน = ( n - 1)/2 เป็นการใช้สัญลักษณ์ที่ผิด และไม่ตรงกับความหมายที่ต้องการจะสื่อ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 26 ม.ค. 2551 (09:12) ขอบคุณ คุณครูไผ่ ครับ เดิมครั้งแรก ผมพยายามสร้างเป็นวงเล็บคุม ตั้งแต่ 1 + 10 จนถึง 5 + 6 ใน คห.68 แต่พอโพสต์แล้วมันเคลื่อนไปหมด สุดท้ายเลยออกมาอย่างที่ ครูไผ่บอก ผมลองแก้ไขใหม่ ใน คห. 68 และ 70 ไม่ทราบใช้ได้หรือเปล่า ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 26 ม.ค. 2551 (11:37) พอใช้ได้ค่ะ ขอเสริมและปรับเล็กน้อย ดังนี้ค่ะ 1+2+3+4+5+6+7+8+9+10 =(1+10)+(2+9)+(3+8)+(4+7)+(5+6) =11+11+11+11+11 =5 คูณ 11 =5(10+1) = (10+1)และต้องยกตัวอย่างถัดไปอีกสักสองสามตัวอย่างให้เห็นว่าได้ผลทำนองเดียวกันก่อนจะนำตัวแปรมาเขียนให้อยู่ในรูปทั่วไปหรือสูตร เพื่อแสดงให้เห็นว่าสูตรที่เราสร้างขึ้นนั้นไม่ได้บังเอิญเป็นจริงเฉพาะตัวอย่างนี้เพียวตัวอย่างเดียวเท่านั้น และการยกตัวอย่างใหม่ที่อยู่ถัดจากตัวอย่างเดิม ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้เจตนากระโดดไปเลือกเฉพาะบางตัวอย่างที่เป็นจริงตามนี้ การสรุปข้อความรู้หรือสร้างสูตรจากการยกตัวอย่าง เรียกว่า "การอุปนัย" การอุปนัยนั้น จะต้องสรุปจากตัวอย่างหลาย ๆ ตัวอย่าง ยิ่งมากยิ่งดี แต่อย่างน้อยควรมีสัก 3 ตัวอย่างที่อยู่ถัดกันค่ะ และเมื่อไรที่พบตัวอย่างเงื่อนไขเดียวกันที่ได้ผลไม่เป็นไปตามนี้ ก็ต้องยกเลิกสูตรนี้ หรือระบุขอบเขตข้อยกเว้นไว้ค่ะ คุณสิงลองเขียนใหม่อีกครั้งหนึ่งให้ครบสมบูรณ์ตั้งแต่ยกตัวอย่างไม่น้อยกว่า 3 ตัวอย่างที่อยู่ถัดมาหรือถัดไป จนกระทั่งนำตัวแปรมาเขียนแทนออกมาเป็นรูปทั่วไป นะคะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 26 ม.ค. 2551 (13:30) ขอบคุณ คุณครูไผ่ อีกครั้งครับ จริงๆ แล้ว ผมไม่มีความชำนาญด้านนี้ เพียงแต่เคยสนุกกับวิชาคณิตศาสตร์ ... ผมได้ไปดูที่ http://www.krupai.net/bdtable.doc แล้วครับ มีภาพประกอบชัดเจน นอกจากจะเข้าใจง่าย ยังจดจำง่ายอีกด้วย ทำให้นึกถึงวิธีจำของเด็กๆ เคยได้ยินมาว่า เด็กจะจำในลักษณะเหมือนภาพถ่าย ใช้จำหน้าคน หน้าพ่อแม่ เข้าใจว่า ได้นำแนวคิดนี้มาใช้กับการเรียนการสอน แต่บางวิชาก็เป็นปัญหา โดยเฉพาะวิชาภาษาไทย ครูหลายท่านไม่ค่อยเห็นด้วย กับวิธีให้เด็กจำเป็นคำๆ แทนวิธีประสมคำ หวังว่าคงไม่เป็นการรบกวน น่ะครับ ขอบคุณครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 26 ม.ค. 2551 (14:12) เรียนคุณครูทุกท่าน ... กรุณาด้วย อยากทราบเทคนิคการตรวจสอบ จำนวนนับว่าหารด้วย 7 ลงตัวหรือไม่ ( ตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง จำนวนนับว่าหารด้วย 2 ลงตัว ต้องลงท้ายด้วย 0, 2, 4, 6, 8 จำนวนนับว่าหารด้วย 5 ลงตัว ต้องลงท้ายด้วย 0, 5 จำนวนนับว่าหารด้วย 4 ลงตัว สองหลักท้ายหารด้วย 4 ลงตัว) อ้อ How to prove? ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 27 ม.ค. 2551 (03:02) I think we have learned how "other people have thought" about the problem of adding integers from 1 to n. Just to test our "understanding" of those "thinking processes", let us try applying the processes to a) find the sum(j, j+1, j+2,..., 2*j), j is an integer b) find the sum(j, j+1, j+2,..., j^2), j is an integer c) find the sum(j, j+k, j+2*k,..., j+k*k), j and k are integers Any one care to 'sum up' a 'generic' thinking process that will produce the correct answer -- in a simple to understand way? SR (IP:144.134.69.119) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 27 ม.ค. 2551 (08:33) น่าเบื่อ ด.ญ. ศุภิสรา (IP:203.113.57.101) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 27 ม.ค. 2551 (09:02) เมื่อเราทำการ "อุปนัย" สร้างความรู้ใหม่จากการสรุปลักษณะร่วมของตัวอย่างหลาย ๆ ตัวอย่างได้แล้ว เราก็เอาความรู้หรือสูตรที่ได้ไปใช้ เรียกว่า "นิรนัย" เช่น นำ สูตร 1+2+3+...+n = ไปใช้ในการหาผลบวกของ j, j+1, j+2, j+3,...,2j ได้ดังนี้ถ้า j = 4 จะได้ j+(j+1)+ (j+2)+ (j+3)...+2j = 4+(4+1)+(4+2)+(4+3)+(2*4) = 4+(4+1)+(4+2)+(4+3)+(4+4) =4+4+4+4+4+1+2+3+4 =(4*5)+(1+2+3+4) =4(4+1)+ ![]() โดยนำ สูตร 1+2+3+...+j = ไปใช้กับ (1+2+3+4)ถ้า j = 5 จะได้ j+(j+1)+ (j+2)+ (j+3)+...+2j = 5+(5+1)+(5+2)+(5+3)+(5+4)+(2*5) = 5+(5+1)+(5+2)+(5+3)+(5+4)+(5+5) =5+5+5+5+5+5+1+2+3+4+5 =(5*6)+(1+2+3+4+5) =5(5+1)+ ![]() โดยนำ สูตร 1+2+3+...+j = ไปใช้กับ (1+2+3+4+5)ถ้า ถ้า j = 6 จะได้ j+(j+1)+ (j+2)+ (j+3)+...+2j = 6+(6+1)+(6+2)+(6+3)+(6+4)+(6+5)+(2*6) = 6+(6+1)+(6+2)+(6+3)+(6+4)+(6+5)+(6+6) =6+6+6+6+6+6+6+1+2+3+4+5+6 =(6*7)+(1+2+3+4+5+6) =6(6+1)+ ![]() โดยนำ สูตร 1+2+3+...+j = ไปใช้กับ (1+2+3+4+5+6)จากการพิจารณาความสัมพันธ์ในตัวอย่างทั้งสาม จะได้ความสัมพันธ์ที่มีลักษณะร่วมกันคือ j+(j+1)+ (j+2)+ (j+3)...+2j =j(j+1)+ เมื่อ j เป็นจำนวนเต็มบวก (positive integer)เราได้ "อุปนัย" สูตรใหม่ขึ้นมาจากการนำสูตรเดิมไปทำ "นิรนัย" กับตัวอย่างหลาย ๆ ตัวอย่างจนได้สูตรใหม่ ขอเชิญเพื่อนพ้องน้องพี่นำสูตรเดิมไปทำ "นิรนัย" กับตัวอย่างที่มีค่า j = 0 และตัวอย่างที่มีค่า j<0 ว่าผลที่ได้จะมีความสัมพันธ์ในลักษณะเดียวกันหรือไม่ เพื่อจะได้สรุปเป็นสูตรสำหรับค่า j ที่เป็นจำนวนเต็มใด ๆ (integer) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 27 ม.ค. 2551 (09:56) หนูศุภิสราคะ ครูไผ่เข้าใจความารู้สึกของหนูค่ะ คนเรามีความแตกต่างกันโดยธรรมชาติ หนูเบื่อ เพราะหนูไม่ชอบ เนื่องจากไม่เข้าใจหรืออะไรก็แล้วแต่ ถึงแม้จะรู้สึกขมขื่นบ้างในตอนนี้ ก็จำเป็นต้องเรียน ถ้าตั้งใจเรียน มันจะช่วยพัฒนาความคิดของหนูให้เรียนวิชาที่หนูชอบและทำงานที่หนูชอบได้ผลดีกว่าไม่ตั้งใจเรียน ถ้าไม่เชื่อ ต้องลองตั้งใจเรียนดูนะคะ แล้วจะพบด้วยตัวเองว่าสิ่งที่ครูไผ่พูด "เป็นความจริง" อย่างการกินอาหารก็เหมือนกัน เด็กบางคนไม่ชอบกินผัก เพราะมันไม่อร่อย ไม่ถูกปาก แต่ก็ต้องกิน เพราะมันเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถ้าไม่กินผัก จะเกิดผลเสียหลาย ๆ อย่างต่อสุขภาพ ดังนั้น ไม่ชอบก็ต้องกิน เมื่อกินบ่อย ๆ ก็อาจกลับกลายเป็นชอบก็ได้นะ Thanks Guru Pai for giving us a lead on thinking and applying our discovered patterns. May I suggest that sometimes we can use graphical (or multi-dimensional) representations to solve some problems? For example, if we sum the series j, j+1, j+2, ...,j+j (or 2*j) as j + j + j + ... +j (question: how many j's in this row?) 0 + 1 + 2 + ... +j (Please read the first column as j+0, the second as j+1, and so on.) Immediately we can see that the sum ( j, j+1, j+2, ...,j+j ) is the sum ( j, j, ..., j) or (j+1)*j and the sum ( 0, 1, ..., j ). And the problem is broken into 2 simple (solvable) sub-problems. Any one care to try this (thinking/drawing) process on c) find the sum(j, j+k, j+2*k,..., j+k*k), j and k are integers? PS. Now and then, we have "reactions to math" (like in #77) by shutting down the thinking process/machine. It is always a challenge to find the causes and solutions to restart such a thinking machine again. The ability to "fix" and "use" thinking machines (okay "kids", people, computers, ...) is what we strive to learn and to master. Thanks again Guru Pai (the 5 teacher).SR (IP:144.134.69.45) ขอเสริมนิดหน่อยนะครับ เมื่อเรามองเห็น "แนวคิดสำคัญ" หรือ "โครงสร้าง" หรือ "ธรรมชาติ" ที่เป็นแก่น เป็นสาระสำคัญของเรื่องนั้นๆ แล้ว แนวทางอื่นๆที่คล้ายกัน (analog) ความหลากหลายของมุมมอง และความคิดสร้างสรรค์ต่างๆก็จะค่อยๆเกิดขึ้น ซึ่งทักษะตรงนี้ เมื่อเริ่มสัมผัสได้ เริ่มทำได้เอง จะเกิดกำลังใจ เกิดความเชื่อมั่น สนุก และมีความสุขกับเรียนคณิตศาสตร์ และทักษะอันนี้ เป็นทักษะที่ควรต้องใช้ในการเรียนคณิตศาสตร์อย่างแท้จริงในแทบทุกระดับ (แตกต่างกันที่ความยากง่ายของเนื้อหา การเชื่อมโยงความรู้เดิม ระยะเวลาในการฝึกฝน และกิจกรรมที่ใช้) ......................................................................... อุปสรรคในการเรียนการสอนที่จะทำให้นักเรียนเกิดทักษะเช่นนี้ (1) ผู้สอนยังไม่ได้ฝึกฝนเองอย่างจริงจังและเพียงพอ บ่อยครั้งที่ผู้สอนใช้การจำ การเลียนแบบ แต่ยังขาดการทดลองฝึกฝนเอง ขาดการมองเห็น หรือเข้าถึงรูปแบบ หรือแนวคิดนั้นๆอย่างแท้จริง ... ผู้สอนควรต้องฝึกฝนอบรมตัวเองให้ถึงขั้นรู้จริงในระดับที่ดีพอสมควร (2) ผู้สอนอาจจะพยายามเน้นความหลากหลาย แต่ขาดการเชื่อมโยง และบางครั้งก็ชวนให้สับสน ยังไม่ชัดเจนว่าอะไรควรมาก่อนมาหลัง อะไรต้องใช้เวลา อะไรต้องควรฝึกอย่างไร หากกิจกรรมออกแบบไว้ไม่ดี ทักษะการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ก็เกิดขึ้นได้ยาก และยิ่งยากขึ้นเมื่อมีความแตกต่างของผู้เรียนร่วมเข้าไปด้วย ผมขออนุญาตให้ตัวอย่างโจทย์ ในระดับที่ไม่ได้ยาก แต่ท้าทาย สำหรับทุกๆคนที่มีพื้นฐานความรู้ระดับมัธยมปลาย จงหาสูตรของผลบวกต่อไปนี้ ![]() หรืออาจจะลองเริ่มต้นที่ 10 เทอมแรก จงหาผลบวกของ ขอบคุณมากสำหรับคำชมจากคุณ SR เวลานำสูตรไปใช้ (นิรนัย) ตามปกติ ไม่ต้องแสดงรายละเอียดภาคพิสดารแบบในความเห็นที่ 78 ซึ่งเป็นการยกตัวอย่างให้เห็นจริงเป็นรูปธรรมค่ะ ทำสั้น ๆ แบบที่คุณ SR แสดงมาในความเห็นที่ 80 ก็พอและถูกต้องแล้ว ขออนุญาตแปลวิธีของคุณ SR ให้เด็ก ๆ อ่านนะคะ 2*j คือ j+j ดังนั้น ผลบวกของ j, j+1, j+2, j+3, ..., 2*j = ผลบวกของ j, j+1, j+2, j+3, ... , j+j ซึ่งสามารถนำมาตั้งบวกในรูปนี้ j + j + j + j + ... + j 0 +1+ 2 +3 + ... + j เอาแถวบนบวกแถวล่างจะได้ (j+0)+(j+1)+(j+2)+(j+3)+ ... +(j+j) ตรงตามโจทย์ ดังนั้น (j+0)+(j+1)+(j+2)+(j+3)+ ... +(j+j) จึงแบ่งได้เป็นสองส่วนคือ (j + j + j + j + ... + j) + (0 +1+ 2 +3 + ... + j) และจำนวนตัว j ในส่วนแรกจะมีจำนวนมากกว่าค่าของ j อยู่ 1 ตัว (ถ้าใครดูไม่ออกให้ดูตัวอย่างชัด ๆ ในความเห็นที่ 78 ค่ะ) ดังนั้น (j+0)+(j+1)+(j+2)+(j+3)+ ... +(j+j) = (j + j + j + j + ... + j) + (0 +1+ 2 +3 + ... + j) = j(j+1)+ ![]() คำตอบคือสามบรรทัดล่าง ส่วนข้างบนคือกระบวนการคิดค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 28 ม.ค. 2551 (16:37) ผมส่งเอกสารเกี่ยวกับการอบรมดูงานให้ครูไผ่ไม่ทราบว่าได้รับหรือเปล่าครับ หรือว่า E-maill address ไม่ถูกต้อง? โดยผ่าน network ของ labschools.com ได้รับแล้วค่ะ ได้ประชาสัมพันธ์ไว้ใน http://www.krupai.net เรียบร้อยแล้ว และ ตอบ mail แล้วด้วยเมื่อตะกี้นี้เองค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 5 ก.พ. 2551 (17:16) Ummmh, a week passed and no responses to mine or MathGuy (#82) I don't know what sort of maths we now learn in high school but I will assume simple algebra and give a go on the sum j.2^j. Let j.2^j = f(j) By rewriting f(j) = j.2.2^(j-1) = 2.(j-1 + 1).2^(j-1) = 2.(j-1).2^(j-1) + 2.2^(j-1) By substituting (j-1).2^(j-1) with f(j-1) and defining f(1)=1.2^1, we get f(j) = 2.( f(j-1) + 2^(j-1) ), j=2,3, ... And the sum of j.2^j = f(1) +f(2) +f(3) +...f(n) = f(1) + ( f(1) + 2^(2-1) ).2 + ( ( f(1) + 2^(2-1) ).2 + 2^(3-1) ).2 + ... It is not obvious but the sum j.2^j can be expressed in a 'recursive' formula of f(1) or 2. There is however a much simpler 'method' to find the sum - using iterative process or a programming loop (like one in the pseudocode below): GeometricProgressionSum(n): sum = 0 for j=1 to n do sum = sum + j*2**j end-do end-for print "The sum of j*2^j, for j=1,...,n is ", sum Anyone care to write a real software program for this? If you have not learned programming I suggest you look at "Python" or "Ruby" programming language. SR (IP:144.138.31.249) |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |