ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 6 ต.ค. 2550 (17:04) กรดไฮโดรคลอริก หรือกรดเกลือ เป็นสารประกอบเคมีประเภทกรดละลายในน้ำ โดยเป็นสารละลายของไฮโดรเจนคลอไรด์ เป็นกรดแก่ และใช้กันอย่างกว้างในอุตสาหกรรม กรดเกลือเป็นของเหลวที่มีพลังการกัดกร่อนสูง
กรดไฮโดรคลอริก ถูกค้นพบโดยนักเล่นแร่แปลธาตุชื่อ จาเบียร์ เฮย์ยัน (Jabir ibn Hayyan) ราวปี 800 ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม ถูกใช้อย่างกว้างขวางในการผลิตสารประกอบอินทรีย์ เช่น วีนิลคลอไรด์ สำหรับผลิต PVC พลาสติก และ MDI/TDI (Toluene Diisocyanate) สำหรับผลิตโพลิยูลิเทน (polyurethane) และใช้ในการผลิตขนาดเล็ก เช่น การผลิตเจลลาติน (gelatin) ใช้ปรุงอาหาร และ ใช้ฟอกหนัง กำลังผลิตในปัจจุบันประมาณ 20 ล้านเมตริกตันต่อปีของก๊าซไฮโดรเจรคลอไรด์
สารที่มีสูตรโครงสร้างเป็น HCl ถ้าพบในรูปของเหลว เรียกว่า Hydrochloric acid (กรดเกลือ) ถ้ามีสถานะเป็นก๊าซ เรียกว่า Hydrogen chloride ถ้าสารนี้เกิดปฏิกิริยา acid-base กับสารที่เป็นด่าง จะเรียกว่าเป็นเกลือ hydrochloride ของด่างนั้นๆ
ในการผลิตกรดไฮโดรคลอริกปริมาณมากๆ จะเกี่ยวข้องกับการผลิตสารประกอบเคมีตัวอื่นๆ ในเชิงอุตสาหกรรมด้วย ในอุตสาหกรรมคลอร์-อัลคะไล สารละลายเกลือจะถูกอิเล็กโตรไลซ์ จนได้ผลผลิตออกมาเป็นคลอรีน โซเดียมไฮดรอกไซด์ และก๊าซไฮโดรเจน คลอรีนบริสุทธิ์จะมาผสมกับก๊าซไฮโดรเจนแล้วเกิดเป็นก๊าซไฮโดรเจรคลอไรด์บริสุทธิ์ ก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์บริสุทธิ์ถูกดูดซับลงน้ำ และเข้าสู่ขบวนการเปลี่ยนเป็นกรดเกลือบริสุทธิ์ต่อไป
มักพบกรดเกลือในผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำยาล้างห้องน้ำ เพราะกรดเกลือจะมีคุณสมบัติในการกัดกร่อนคราบสกปรก ทำให้สามารถทำความสะอาดสุขภัณฑ์ได้ง่าย ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะมีกรดเกลือเป็นส่วนผสมอยู่เสมอ กรดมีฤทธิ์กัดกร่อน ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเข้มข้น
พิษของกรดเกลือที่มีต่อร่างกาย
ระบบทางเดินหายใจ
กรดเกลือก่อให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุจมูก ลำคอ และเยื่อบุทางเดินหายใจ อาการจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อสูดดมเข้าไปในปริมาณ 35 ส่วนในล้าน หากได้รับเข้าไป 50 - 100 ส่วนในล้าน อาการจะรุนแรงจนทนไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นกับเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน เมื่อได้รับกรดเกลือในปริมาณมาก อาจทำให้เนื้อเยื่อบวมอย่างมาก จนเกิดการอุดตันทางเดินหายใจ และ suffocation ได้
ผู้ที่ได้รับพิษขั้นรุนแรงจะมีอาการหายใจหอบ หายใจไม่ทัน เนื่องจากภาวะอุดกั้นหลอดลมขนาดเล็ก บางรายอาจเกิดภาวะปอดบวมน้ำซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก สหรับในเด็ก อาจเกิดอาการกล้ายหอบหืด ซึ่งจะเป็นอยู่นานหลายเดือน และไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาขยายหลอดลม
สมดุลกรด-ด่างของร่างกาย
อาจเกิดขึ้นได้จากการได้รับพิษทางระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากคลอไรด์อิออนเพิ่มสูงขึ้น ในเด็กที่มีอัตราการเผลาผลาญในร่างกายสูงจะได้รับผลกระทบมากกว่าปกติ ถึงขั้นเป้นอันตรายต่อชีวิตได้
ผิวหนัง
แผลที่ผิวหนังเป็นลักษณะแผลลึก คล้ายแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก อาจเกิดแผลที่เยื่อบุซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อนได้เช่นกัน การได้รับพิษโดยการสัมผัสกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น จะทำให้เกิดแผลเป็นขนาดใหญ่และลึก หากสัมผัสสารละลายที่เจือจาง ก็จะเกิดเป็นผื่นผิวหนังอักเสบและระคายเคือง ในเด็กจะพบปัญหาที่ผิวหนังมากกว่าผู้ใหญ่
พิษต่อตา
ไอระเหยของไฮโดรเจนคลอไรด์หรือกรดไฮโดรคลิริก ทำให้เซลล์กระจกตาเกิดการตาย เลนส์ตาเกิดเป็นต้อกระจก และความดันภายในลูกเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นต้อหินได้ กรณีที่สัมผัสกับสารละลายที่เจืองจาง จะเกิดแผลที่กระจกตาด้านนอก
ระบบทางเดินอาหาร
ก่อให้เกิดอาการปวดท้องรุนแรง กลืนลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน การได้รับพิษโดยการกินกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น จะทำให้เกิดการหลุดลอกของเยื่อบุหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เกิดเป็นแผลภายใน มีเลือดออก แผลอาจทะลุได้
ระบบหัวใจและหลอดเลือด
เกิดขึ้นเมื่อได้รับพิษจากการกินเข้าไป หรือสัมผัสในปริมาณสูง ทั้งกรดไฮโดรคลอริกและแก๊ซไฮโดรเจนคลอไรด์ ทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลง เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร และระบบสมดุลน้ำและของเหลวในร่างกายเสียไป การทำหน้าที่ของปอดจะกลับมาเป็นปกติหลังจากได้รับพิษ 7 - 14 วัน
udomflash@hotmail.com (IP:58.136.135.120)