เม็ดเลือดขาวกับเม็ดเลือดแดง

ถามว่าทำไมไวรัสถึงเจาะเม็ดเลือดขาวได้และทำไมถึงเจาะเม็ดเลือดแดงไม่ได้ครับ ถึงส่งผลกระทบให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องใช่หรือเปล่าครับ


ความคิดเห็นที่ 1 

aun_1117@yahoo.com (Guest)
26 ต.ค. 2548 20:15
  1. ช่วยด้วยนะครับเพราะต้องเอาไปตอบที่ข้อสอบด้วย อาจารย์ให้มาหาครับเพราะอาจารย์จะออกข้อสอบนะ



ความคิดเห็นที่ 2

se-k.ju (Guest)
27 ต.ค. 2548 15:53
  1. เม็ดเลือดแดงมันไม่มี นิวเคลียส มะช่ายหรอครับ



ความคิดเห็นที่ 3

milkshake172@hotmail.com (Guest)
28 ต.ค. 2548 00:23
  1. ขอขยายความให้นิดนึงนะคับ

    ไวรัสนั้นไม่มี metabolism เป็นของตัวเอง ดังนั้นจึงต้องอาศัยวัตถุดิบจากคนอื่นในการแบ่งตัว วัตถุดิบดังกล่าวนั้นจะหาได้จากใน nucleus คับ นั่นคือสารตั้งต้นต่างๆและแหล่งพลังงานที่จะนำไปสร้างสารพันธุกรรมของตัวเอง ดังนั้นไวรัสจึงไม่สามารถ infect เม็ดเลือดแดงได้คับ เพราะเข้าไปก็แบ่งตัวในนั้นไม่ได้



ความคิดเห็นที่ 4

aun_1117@yahoo.com (Guest)
29 ต.ค. 2548 16:41
  1. ขอบคุณครับผม



ความคิดเห็นที่ 5

Chemist
29 ต.ค. 2548 18:17
  1. คำตอบของคุณ milkshake172@hotmail.com มีส่วนถูกครับ... แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่เกี่ยวกับนิวเคลียสเลย ใน Nucleoplasm มีแค่สารพันธุกรรมแล้วก็เอนไซบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการกระบวนการในนิวเคลียส



    ที่จริงแล้วมันเกี่ยวกับ Mitochondria ครับ. การ Metabolism ของไวรัสหรือเซลล์อื่นๆพึ่งพา ATP ที่ได้จาก Mictochondria เป็นเสาหลัก (แล้วก็อาหารใน Cytoplasm) หากไม่มีเจ้า Organell ตัวนี้เราจบครับ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย... ซึ่งในเซลล์เม็ดเลือดแดงนั้นไม่มี แต่ ATP ที่ใช้นั้นได้จากกระบวนการ Glycolysis ที่เกินได้ใน Cytoplasm ของทุกๆเซลล์ ซึ่งจะให้ ATP เพียง 2 โมเลกุล/กลูโคส 1 โมเลกุลเท่านั้น (เพียงพอต่อการ Homeostasis ทั่วๆไป เช่น K+ - Na+ punp)



    - เพิ่มให้ ต่อจาก DNA ที่ถามจากอีกกระทู้นึ่ง: ไวรัสทั่วๆไปจะมี DNA เพียงสายเดียวเท่านั้น ดังนั้นมันจึงไม่มีคู่ Back up. ผลคือมันจะเปลี่ยนแปลงพันธุ์ไปได้ง่ายมากและไม่จำกัดด้วย ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม เรากังวลกันว่าเมื่อไรเจ้าหวัดนกจะกลายพันธุ์ (กลายแน่ๆครับ แต่ว่าเมื่อไร?)



ความคิดเห็นที่ 6

Chemist
29 ต.ค. 2548 18:20
  1. แก้พิมผิดครับ... ที่เกิfได้ใน Cytoplasm ของทุกๆเซลล์ ซึ่งจะให้ ATP เพียง 2 โมเลกุล/กลูโคส 1 โมเลกุลเท่านั้น (เพียงพอต่อการ Homeostasis ทั่วๆไป เช่น K+ - Na+ pump)



    Homeostasis คืออะไรลองค้นเอาดูเองครับ รับรองว่าหากหาเจอด้วยตนเองแล้วจะจำไปจนตายเลย



ความคิดเห็นที่ 7

aun_1117@yahoo.com (Guest)
1 พ.ย. 2548 12:12
  1. ขอบคุณครับผม



ความคิดเห็นที่ 8

bowbe
23 พ.ย. 2548 21:29

  1. เม็ดเลือดขาว

    เม็ดเลือดขาวมีชื่อภาษาแพทย์ว่า ลูโคไซ้ท์ (Leukocyte) ซึ่งมีรากศัพท์คือ Leuko ซึ่งแปลว่า ขาว ร่างกายเรามีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด โดยมีเซลล์ต้นกำเนิดเดียวกันคือ Pluripotential Stem Cell จากนั้นก็จะเจริญต่อไปอีกหลายเซลล์จนแยกสายออกเป็น
    1. เม็ดเลือดขาวชุด Granulocyes ซึ่งภายในไขกระดูกจะมีเม็ดเลือดขาวที่ค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นรุ่นเป็นประเภท โดยเซลล์อ่อนสุดคือ Myeloblast ซึ่งจะเจริญไปเป็น Promyelocyte Myelocyte Metamyelocyte Band form และ Segmented Form ตามลำดับ เซลล์เหล่านี้ปกติจะอยู่ในไขกระดูก จะมีแต่รุ่น Band และ Segmented Form ในกระแสโลหิต ถ้าหากมีเซลล์รุ่นอ่อนกว่านั้นปรากฏในกระแสโลหิตแล้วก็มักจะแสดงถึงภาวะผิดปกติ เช่น มีสิ่งกระตุ้นให้ตัวอ่อนออกมาในกระแสเลือดหรือมีการติดเชื้อ หรือเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

    เซลล์ตั้งแต่ในระบบนี้คือ นิวโตรฟิล (Neutrophil) มีหน้าที่ต่อสู้และทำลายเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบคทีเรีย ดังนั้นถ้ามีเม็ดเลือดขาวในระบบนี้น้อยเกินไปก็จะติดเชื้อง่าย ในทางตรงข้าม ถ้ามีมากไปก็แสดงถึงการติดเชื้อเฉียบพลัน เช่น ไส้ติ่งอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด การนับเม็ดเลือดจึงช่วยในการวินิจฉัย ส่วนอีโอซิโนฟิล (Eosinophil) จะมีมากกว่าปกติเวลามีพยาธิในร่างกายหรือในคนที่มีภูมิแพ้

    2. เม็ดเลือดขาวชุด ลิมโฟซัยท์ (Lymphocyte) เซลล์อ่อนสุดในระบบนี้ คือ Lymphoblast ซึ่งจะเจริญไปเป็น Prolympholyte และ Lymphocyte ตามลำดับ เด็กๆ จะมีลิมโฟซัยมากกว่าผู้ใหญ่ ความผิดปกติของเซลล์ในระบบนี้จะพบได้เวลามีการติดเชื้อไวรัสบางชนิด มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟซัยท์ยังแบ่งออกเป็น
    1. B-Lymphocyte
    2. T-Lymphocyte
    3. Null-cell (non-B, non-T Lymphocyte)
    เซลล์ทั้งสามนี้ถ้าย้อมสีส่องจะดูเหมือนๆ กัน แต่สามารถแยกชนิดได้โดยวิธีการทางอิมมูโนวิทยา B-Lymphocyte จะมีหน้าที่สร้างภูมิต้านทาน เรียกว่า แอนติบอดี (Antibody) หรือ อิมมูโนโกลบูลิน (Immuno Globulin) ในกระบวนการตอบสนองที่เรียกว่า Humorol Immune response ในการกระตุ้นของแอนติเจนโดยมีเซลล์อื่นๆ ร่วมด้วยคือ T-Lymphocyte, Macrophage และสารที่หลั่งจากเซลล์เหล่านี้ เรียกว่า Lymphokines

    เซลล์ Lymphocyte นอกจากจะมีส่วนร่วมในการกระตุ้น B-Lymphocyte ให้สร้างแอนติบอดีแล้ว ยังมีหน้าที่ในการตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดใช้เซลล์ (Cell-Meaiated Immune Resonse)

    ส่วน Null cell หรือ Natural Killer Cell มีหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์มะเร็งโดยการหลั่งสารที่เรียกว่า NKCF (Natural Killer Cytotoxic Factor)

    จะเห็นได้ว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟซัยท์ มีหน้าที่ต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่จึงแยกไปศึกษาในวิชาอิมมูโนวิทยา

    3. เม็ดเลือดขาวชุด โมโนซัยท์ (Monocyte) เซลล์อ่อนสุดในระบบนี้คือ Monoblast ซึ่งจะเจริญเป็น Promonocyte และ Monocyte ตามลำดับ



ความคิดเห็นที่ 9

bowbe
23 พ.ย. 2548 21:31
  1. CBC



    หรือ complete blood count เป็นการตรวจที่บ่อยที่สุดโดยการตรวจวัดเซลล์ต่างๆในเลือดได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดโดยอาจจะตรวจด้วยเครื่องหรือโดยการส่องกล้องซึ่งจะตรวจ



    เกี่ยวกับเม็ดเลือดแดงแพทย์จะตรวจ



    จำนวนเม็ดเลือดแดง Red blood cell (RBC) count



    ความเข็มของเลือด Hematocrit



    Hemoglobin



    MCV



    MCH



    MCHC



    เกี่ยวกับเม็ดเลือดขาวแพทย์จะตรวจ



    เม็ดเลือดขาว White blood cell



    อัตราส่วนเม็ดเลือดขาว Differential blood count (Diff)



    เกี่ยวกับเกร็ดเลือด



    จำนวนเกร็ดเลือด Platelet count



    การตรวจเม็ดเลือดแดง



    จำนวนเม็ดเลือดแดง Red blood cell (RBC) count



    เป็นการนับจำนวนเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือด ถ้าจำนวนน้อยก็คือภาวะโลหิตจาง (anemia ) ถ้าจำนวนมากเกินไปเรียก ( polycythemia) ปกติจะมีปริมาณ 4.2 - 5.9 million cells/cmm นอกจากจะดูจำนวนแล้วยังดูขนาดของเม็ดเลือดแดง ความเข็มของ Hemoglobin ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีโลหิตจางเนื่องเสียเลือดจากประจำเดือน



    ความเข็มของเลือด Hematocrit



    เป็นการวัดความเข็มข้นของเลือดอีกแบบหนึ่งโดยเปรียบเทียบปริมาตรของเม็ดเลือดต่อปริมาตราของเลือด ถ้าต่ำกว่า 30%ถือว่ามีภาวะโลหิตจาง



    hematocrit ต่ำพบได้ในภาวะ



    โรคโลหิตจาง



    เสียเลือด



    bone marrow failure (e.g., due to radiation, toxin, fibrosis, tumor)



    destruciton of red blood cells



    leukemia



    malnutrition or specific nutritional deficiency



    multiple myeloma



    rheumatoid arthritis



    hematocrit สูงพบได้ในภาวะ



    ขาดน้ำจาก



    ไฟไหม้



    ท้องร่วง



    erythrocytosis (excessive red blood cell production)



    polycythemia vera



    สาเหตุของภาวะโลหิตจาง Anemia



    ขาดธาตุเหล็ก Iron deficiency anemia



    ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่เกิดจากเสียเลือดเช่น เสียเลือดจากประจำเดือน เสียเลือดจากแผลในกระเพาะ เสียเลือดจากรีดสีดวงทวาร เป็นต้น



    ในเด็กเกิดจากขาดธาตุเหล็กในอาหาร



    เสียเลือดเป็นจำนวนมาก เช่นเสียเลือดจากแผลในกระเพาะอาหาร เสียเลือดจากอุบัติเหตุ



    โรคทางพันธุกรรม เช่น โรค thalassemia



    Hemoglobin เป็นส่วนประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดงทำหน้าที่นำ oxygen จากปอดไปยังเนื้อเยื่อและนำ Carbodioxide จากเนื้อเยื่อไปฟอกที่ปอด ค่าปกติจะอยู่ระหว่าง 12-16 gram%พบว่าถ้ามีน้อยถือเป็นภาวะโลหิตจาง สาเหตุเหมือนกับภาวะโลหิตจาง



    MCV เป็นการวัดขนาดของเม็ดเลือดแดง เป็นอัตราส่วนระหว่า Hct และเม็ดเลือดแดงค่าปกติจะอยู่ระหว่าง 86-98 femtoliters



    Mean cell hemoglobin (MCH). เป็นการวัดปริมาณ hemoglobin ในแต่ละเซลล์ของเม็ดเลือดแดงหรือเป็นการคำนวณระหว่างปริมาณ hemoglobin และปริมาณเม็ดเลือดแดงค่าปกติ 27 - 32 picograms



    Mean cell hemoglobin concentration (MCHC). เป็นการวัดความเข็มข้นของ hemoglobin ซึ่งคำนวณได้จาก hemoglobin และ Hct



    เม็ดเลือดขาว White blood cell



    การตรวจเม็ดเลือดขาวแบ่งการตรวจได้เป็น



    จำนวนเม็ดเลือดขาว White blood cell count {WBC] มีจำนวนน้อยกว่าเม็ดเลือดแดงมาก เม็ดเลือดขาวทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรค เมื่อมีการติดเชื้อร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดขาวจากไขกระดูกทำให้เม็ดเลือกขาวเพิ่ม คนที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำจะติดเชื้อได้ง่าย ปกติจะมีจำนวณ 4300-10800/ cubic millimeter



    เม็ดเลือดขาวต่ำ พบได้ในภาวะ การติดเชื้ออย่างรุนแรง AIDS มะเร็ง คนที่ได้รับเคมีบำบัด



    เม็ดเลือดขาวสูง พบได้ในภาวะ ติดเชื้อ มะเร็งเม็ดเลือดขาว



    Differential blood count (Diff) คือการหาอัตราส่วนของเม็ดเลือดขาวแต่ละชนิดโดยการนับเม็ดเลือดขาวแต่ละชนิดว่ามีกี่% เม็ดเลือดขาวมีอยู่ 5



ความคิดเห็นที่ 10

XAV (Guest)
24 พ.ย. 2548 02:09
  1. เรื่องของภูมิคุ้มกันวิทยา หรือ Immunolugy ครับ ความจริงก็เกี่ยวข้องครับในเรื่องของสาร cytokine chemotactic Interleukin



    แต่ถ้าจะเอาเรื่องหลักๆเลย



    มันเกี่ยวข้องกับ receptor บนผิว cell ต่อไวรัสที่จะมี haemagglutinin กับ Neuraminidase ครับ ถ้าไม่ match ระหว่าง host cell กับ virus ก็จะไม่สามารถติดเชื้อได้



    เหมือนไข้หวัดนกกับหวัดใหญ่ครับ ที่เราทราบๆกัน H5N1 นี่แหละครับที่เป็นตัวบ่งชี้



    แต่บางครั้งการเกิด reassortment ของ virus อาจทำให้เกิด genetic shift หรือ drift ก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อข้าม host ร่วมกันได้ เหมือนที่เรากำลังกลัวว่าหวัดนกจะผสมกับหวัดใหญ่จนติดคนได้ และแพร่กระจายจากคนสู่คนได้นั่นเอง



    ปกติแล้วไข้หวัดนกที่ติดคนจะไม่แพร่จากคนสู่คนต่อ เพราะว่าความ specific ของมัน (H5H1) ในเวลานี้มีความ specific ต่อนกมากกว่าคน แต่ต่อไปนี่ก็ไม่แน่...........



ความคิดเห็นที่ 11

XAV (Guest)
24 พ.ย. 2548 02:20
  1. ฉะนั้น เรื่องของ receptor binding specificity จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมไวรัสบางชนิด จึงติดเฉพาะสัตว์ หรือคน และทำลายเซลล์ของ organ หนึ่งๆ หรือจำเพาะต่อ cell บางชนิเท่านั้น



    อย่างไข้หวัดเนี่ย เป้าหมายของมันทำให้เกิดการติดเชื้อที่ epithelium cell ของทางเดินหายใจส่วนต้น ดังนั้น จึงไม่เกิดการทำลาย epithelium ส่วนอื่น เช่น ช่องปาก mucous membrane เยื่อบุท่อไต เยื่อบุตา จะเห็นว่าไม่ใช่ target ของไข้หวัด วึ่งผลที่ตามมาคือทำให้เกิดการอักเสบและลอกหลุดจนเกิดอาการเจ็บคอ ส่วนการเกิดไข้นั้นเกิดจากการตอบสนองของร่างการจากการสื่อการอักเสบ เช่น COX2 ซึ่งเป็น Pyrogenic Substance และกระตุ่นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างการที่สมอง อาการไข้จึงไม่ได้เกิดจากไวรัสโดยตรง



    อ้อ ลืมบอกไปว่าเวลาที่ไวรัสจะเข้าไปใน cell จะประกอบด้วย 5 ขั้นตอน จำไม่ได้แล้ว ซึ่งในตอนแรกมันจะต้องเกาะกับ receptor บนผิวของ target cell ที่ match กับ H-N ของมันเท่านั้น ก่อนที่จะ cleaved แตกเปลือกของมันออก ส่งแต่ DNA หรือ RNA ของมันเข้าไปแทรกตัวเข้าไปกับ DNA ของเรา โดยทิ้งเปลือกของมันซึ่งได้แก่ Neucleocapsid กับ envellope(มีหรือไม่มีก็ได้แล้วแต่ชนิด) เอาไว้นอก cell



ความคิดเห็นที่ 12

นุ่น (Guest)
25 เม.ย. 2549 15:47
  1. เก่งๆกันทั้งนั้นเลยนะ



ความคิดเห็นที่ 13

pasra3@yahoo.com (Guest)
28 ก.ค. 2549 19:53
  1. เก็บปัสสาะส่งตรวจเพื่อดูว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบดูค่าอะไร



ความคิดเห็นที่ 28

nengneda@hotmail.com (Guest)
2 เม.ย. 2551 17:57
  1. <P><FONT size=4>อยากทราบว่า ถ้าเม็ดเลือดขาวในร่างกายมีน้อย</FONT></P>

    <P><FONT size=4>มันจะสามารถสร้างขึ้นมาได้ไหม/ด้วยวิธีไหน</FONT></P>

    <P><FONT size=4>ขอบคุณครับ ถ้าจะกรุณาตอบกลับ</FONT></P>

    <P><FONT size=4></FONT>&nbsp;</P>



ความคิดเห็นที่ 29

mistmage2003@yahoo.com (Guest)
2 เม.ย. 2551 19:39
  1. <P>คคห 13 : ใส่ติ่งอักเสบมักจะมาด็วยเรื่องปวดท้อง ซึ่ง ปวดท้องนี่คิดถึงได้หลายโรคคับ ถ้าส่งตรวจปัสสาวะด้วย แพทย์คงอยากดูว่ามีเรื่องของ&nbsp;การติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะด้วยรึป่าวเพราะมันมาด้วยอาการปวดท้องได้เหมือนกัน</P>

    <P>คคห. 15 : ในเม็ดเลือดแดงมันไม่มีนิวเคลียสคับ</P>

    <P>คคห. 26 : การตรวจCBC บอกไม่ได้ว่าติดเชื้ออะไร บอกได้แต่ติดเชื้อกลุ่มไหน แบคทีเรีย หรือไวรัสเท่านั้นเองคับ</P>

    <P>แต่เรื่องอายุของเม็ดเลือดขาวผมก้ไม่รุเหมือนกันคับ</P>



ความคิดเห็นที่ 30

แขชนะ vcharkarn vteam
2 เม.ย. 2551 20:03
  1. ภาพเม็ดเลือดขาว



ความคิดเห็นที่ 31

'๑'((*-*))P-A-N-G((*-*))'๑'
4 เม.ย. 2551 15:04
  1. ตอบrep 29 เม็ดเลือดขาวแต่ละชนิดมีอายุไม่เท่ากันค่ะ บางอันก็ 2-4 วัน  แต่ส่วนใหญ่จาอายุน้อยๆ



    ตอบ rep 28 เม็ดเลือดขาวสร้างใหม่ได้ค่ะ สร้างได้ที่ไขกระดูก ขอยกตัวอย่างพวก aggranule นะคะ เช่น T-lymphocyte สร้างที่ไขระดูกแต่ไปโตที่Thymus จะเห็ได้ว่า เม็ดเลือดขาวจะทำงานสัมพันธ์กับระบบน้ำเหลือง  




ความคิดเห็นที่ 32

'๑'((*-*))P-A-N-G((*-*))'๑'
4 เม.ย. 2551 15:11
  1. ไวรัสบางชนิดก็เข้าเม็ดเลือดแดงนะคะ เช่น มาลาเรีย  (Plasmodium) ที่ใช้เม็ดเลือดแดงของคน และยุงก้นปล่อง เป็นhost พอเข้ามาในคนก็จะมาโตแล้วก็ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก เลยอันตราย แต่ละชนิดใช้เวลาโตไม่เท่ากัน ในประเทศก็มี species Vivax กะ Falciparum ที่เค้าว่าเป็นไข้ ๒๔ ชม. มั่ง ๔๘ ชม. มั่ง




ความคิดเห็นที่ 33

seifer30@hotmail.com
15 เม.ย. 2551 23:11
  1. ขอแก้ด้านบนนะครับเชื้อ Plasmodium จัดเป็น parasite ครับไม่ใช่ไวรัส



ความคิดเห็นที่ 34

monticha_yu@hotmail.com (Guest)
23 เม.ย. 2551 17:18
  1. <P>ถ้าผลตรวจร่างกายออกมาปรากฎว่าเม็ดเลือดขาวน้อย</P>

    <P>อยากทราบว่าสาเหตุมาจากอะไรคะ เพราะเมื่อก่อนก็ไม่น้อย</P>

    <P>แล้วจะมีผลต่อร่างกายอย่างไร</P>

    <P>และควรปฏิบัติตัวอย่างไรคะ</P>

    <P>ขอบคุณค่ะ</P>

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น