วิชาการดอทคอม ptt logo

โครงสร้างและหน้าที่ของสารพันธุกรรม ใครรู้ช่วยหน่อยนะจ๊ะ

โพสต์เมื่อ: 14:42 วันที่ 6 พ.ย. 2548         ชมแล้ว: 52,084 ตอบแล้ว: 41
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
พอดีเราต้องเอาไปส่งอาจารย์ (เอาแบบละเอียดนะ) ถ้าใครรู้ชวยตบกลับให้เราด้วยนะ


ขอบคุณมากนะจ๊ะ


ฝนจ่า........(203.172.85.249,,)





จำนวน 38 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 พ.ย. 2548 (14:50)
เราไม่รู้อะนะ ใครรู้รู้ช่วยฝนหน่อยแล้วกันนะ(แต่วาเราไม่รู้อะ)

โทษที
นาเดียลาลาโพวา (IP:203.172.85.249,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 6 พ.ย. 2548 (14:59)
ไม่มีใครตอบเลยหรอเนี่ย(แต่ขอบคุณมากนะ)
ฝนจ่า........ (IP:203.172.85.249,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 6 พ.ย. 2548 (15:11)
ชวยตบกลับให้เราด้วยนะ



ทำไม่เป็นครับ แต่ตอบกลับได้บ้าง

.................................................

พันธุกรรม (Gene)

พันธุกรรม หรือ ยีน หมายถึง การส่งทอดข้อมูลข่าวสารของเซลล์ จากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่งโดยผ่านโครโมโซม สิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ มีจำนวนโครโมโซมบรรจุอยู่ในเซลล์เป็นจำนวนเฉพาะไม่เหมือนกัน เช่น เซลล์ของมนุษย์มี 46 โครโมโซม เซลล์ของลิงซิมแปนซีมี 48 โครโมโซม เซลล์ของต้นสนมี 22 โครโมโซม ส่วนเซลล์ของปลาทองมีถึง 94 โครโมโซม โครโมโซมเป็นที่รวบรวมของข้อมูลภาษาทางพันธุกรรม หรือ ยีน ซึ่งเก็บรวบรวมไว้เป็นรหัส ซึ่งเขียนขึ้นด้วยกรดนิวคลีอิค เรียงต่อกันเป็นคำและประโยค

ในการทำงานของร่างกาย เซลล์จะต้องถอดรหัสพันธุกรรม เพื่อนำข้อมูลข่าวสารจาก DNA ไปสู่ปฏิบัติ โดยมีผลลัพธ์เป็นการสังเคราะห์โปรตีนชนิดต่างๆ จากโมเลกุลของกรดอะมิโนหลายชนิด เมื่อการถอดรหัสเริ่มขึ้น เอนไซม์ (โปรตีนเร่งปฏิกิริยา) จะเปิดสายโมเลกุลเกลียวคู่ให้แยกจากกันตามจุดที่ต้องการ เอนไซม์อีกชนิดหนึ่งจะสร้างสาย “เมสเซนเจอร์ อาร์เอ็นเอ” (messenger RNA) หรือ mRNA เข้าไปประกบคู่กับ สาย DNA ข้างหนึ่ง โดยการเชื่อมฐานนิวโตรจีเนียสเข้าด้วยกัน แต่ฐานใน RNA มีเพียง A, C, G, ไม่มี T (ไทมิน) แต่มี U (ยูราซิล) แทนเมื่อ mRNA ทำการคัดลอกข้อมูลจาก DNA เสร็จแล้ว จะเดินทางผ่านผนังนิวเคลียสออกมา จากนั้นไรโบโซมซึ่งมี RNA อีกชนิดหนึ่งซึ่งบรรจุอยู่ภายในเรียกว่า “ทรานสเฟอร์อาร์เอ็นเอ” (transfer RNA) หรือ tRNA จะเคลื่อนตัวไปตามสาย mRNA เพื่อแปลรหัสพันธุกรรมทีละ 1 โคดอน หรือ 3 ตัวอักษร เช่น [{A-U}, {U-A}, {C-G}] ข้อมูลจาก nRNA เป็นคำสั่งการให้ tRNA คัดเลือกโมเลกุลของกรดอะมิโนทั้ง 20 ชนิด เรียงลำดับให้ถูกต้องเพื่อสังเคราะห์โปรตีนชนิดที่ต้องการ เมื่อไรโบโซมเคลื่อนที่มาถึงรหัสที่บอกว่า หยุด ก็จะได้สายโปรตีนโมเลกุลที่สมบูรณ์ และหลุดออกไปจากไรโบโซม เพื่อทำหน้าที่ๆ เซลล์ต้องการ ต่อไป



จาก http://www.lesaproject.com
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2792 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 23 พ.ย. 2548 (21:14)


26006
พันธุกรรม (Gene)

พันธุกรรม หรือ ยีน หมายถึง การส่งทอดข้อมูลข่าวสารของเซลล์ จากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่งโดยผ่านโครโมโซม สิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ มีจำนวนโครโมโซมบรรจุอยู่ในเซลล์เป็นจำนวนเฉพาะไม่เหมือนกัน เช่น เซลล์ของมนุษย์มี 46 โครโมโซม เซลล์ของลิงซิมแปนซีมี 48 โครโมโซม เซลล์ของต้นสนมี 22 โครโมโซม ส่วนเซลล์ของปลาทองมีถึง 94 โครโมโซม โครโมโซมเป็นที่รวบรวมของข้อมูลภาษาทางพันธุกรรม หรือ ยีน ซึ่งเก็บรวบรวมไว้เป็นรหัส ซึ่งเขียนขึ้นด้วยกรดนิวคลีอิค เรียงต่อกันเป็นคำและประโยค



ภาพที่ 4 การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส

ในขณะที่สิ่งมีชีวิตมีอายุมากขึ้น ร่างกายก็จะเติบโตใหญ่ขึ้น เซลล์ของมันยังคงมีขนาดคงเดิม แต่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นโดยการแบ่งตัว และเพิ่มจำนวนมากขึ้น การแบ่งตัวที่ทำให้เกิดเซลล์สองเซลล์ที่เหมือนกัน เราเรียกว่า ไมโทซิส (Mitosis) ภาพที่ 4 แสดงให้เห็นขั้นตอนของการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส ดังนี้ (1) โครโมโซมภายในนิวเคลียสเริ่มหดตัวสั้นและหนาขึ้น (2) จับตัวเป็นคู่ๆ เป็นรูปตัว X (3) โครโมโซมเรียงตัวเป็นเส้นตรง (4) เซลล์เริ่มขยายตัวทำให้โครโมโซมแยกตัวออกสองข้าง (5) เซลล์สร้างผนังแบ่งเป็น 2 นิวเคลียส (6) เซลล์แยกตัวออกเป็น 2 เซลล์โดยอิสระ การแบ่งตัวแบบนี้ทำให้เซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่ มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการ



ภาพที่ 5 โครโมโซมของมนุษย์ (เพศหญิง)

ในการสืบทอดพันธุกรรมด้วยเพศ จะมีการแบ่งตัวชนิดพิเศษอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้เซลล์ที่เกิดใหม่มีความแตกต่างกัน เราเรียกว่า ไมโอซิส (Meiosis) ภาพที่ 5 แสดงให้เห็นถึงโครโมโซมของมนุษย์จำนวน 23 คู่ เรียงตามขนาดใหญ่ไปเล็ก โครโมโซมคู่ที่ XX เป็นโครโมโซมพิเศษซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นเพศหญิง สเปิร์มซึ่งอยู่ในอัณฑะของเพศผู้ และไข่ซึ่งอยู่ในรังไข่ของเพศเมีย จัดเป็น “เซลล์เพศ” (Sex cell) ถือเป็นเซลล์พิเศษ เมื่อเกิดการปฏิสนธิ สเปิร์มของเพศผู้เข้าไปอยู่ในนิวเคลียสในไข่ของเพศเมีย ทำให้เซลล์ไข่มีโครโมโซมครบ 46 ตัว (ในกรณีของมนุษย์)



ภาพที่ 6 การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส (อาศัยเพศ)

ภาพที่ 6 แสดงให้เห็นขั้นตอนการแบ่งตัวแบบไมโอซิส ดังนี้ (1) โครโมโซมภายในนิวเคลียสเริ่มหดตัวสั้นและหนาขึ้น (2) จับตัวเป็นคู่ๆ เป็นรูปตัว X (3) โครโมโซมจับคู่ประกบกันแลกเปลี่ยนรหัสพันธุกรรม (4) แต่ละคู่แยกตัวจากกัน (5) เซลล์เริ่มขยายตัวออก (6) เซลล์สร้างผนังแบ่งเป็น 2 นิวเคลียส (7) เซลล์แยกตัวออกเป็น 2 เซลล์โดยอิสระ (8) เซลล์เริ่มขยายตัวทำให้โครโมโซมแยกตัวออกสองข้าง (9) เซลล์สร้างผนังแบ่งเป็น 2 นิวเคลียส (10) เซลล์แยกตัวออกเป็น 4 เซลล์โดยอิสระ การแบ่งตัวแบบนี้ทำให้เซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่แต่ละเซลล์ มีคุณสมบัติเฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างไปจากเซลล์ต้นกำเนิด นี่เป็นสาเหตุทำให้ตัวเรามีความแตกต่างและคล้ายคลึงกับบรรพบุรุษ

รหัสพันธุกรรม (Genetic code)

โครโมโซม ประกอบขึ้นด้วยโมเลกุลของกรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก หรือ DNA ซึ่งเป็นโมเลกุลสายคู่บิดเป็นเกลียวต่อเนื่องดังที่แสดงในภาพที่ 7 แสดงถึงโครงสร้างโมเลกุลของ DNA ซึ่งประกอบขึ้นด้วยกลุ่มโมเลกุลย่อยของกรดนิวคลีอิกที่เรียกว่า “นิวคลีโอไทด์” (Nucleotide) แต่ละนิวคลีโอไทด์ประกอบด้วยหน่วยย่อย 3 หน่วย คือ น้ำตาลไรโบส 5 อะตอมคาร์บอน [R] อยู่ตรงกลาง ปลายข้างหนึ่งต่อเชื่อมกับ กลุ่มฟอสเฟต [P] โดยมีปลายอีกข้างหนึ่งต่อเชื่อมกรดนิวคลีอิกที่ฐานไนโตรจีเนียส [B] ซึ่งมีด้วยกัน 4 ชนิดคือ อะดีนิน (A), ไทมิน (T), กัวนิน (G) และไซโทซิน (C) หากนำโครโมโซม (ในเซลล์มนุษย์) หนึ่งเส้นมายืดออก จะได้ระยะทางประมาณ 2-3 เมตร ซึ่งมีฐานไนโตรจีเนียสประมาณ 3 ล้านฐาน



ภาพที่ 7 โครงสร้าง DNA

เนื่องจากโครงสร้างของ DNA ซึ่งเป็นโมเลกุลสายคู่ (Double helix) นิวคลีโอไทด์ซึ่งอยู่คู่กันจึงเชื่อมต่อกันที่ฐานไนโตรจีเนียสโดยมีข้อแม้ว่า “A คู่กับ T” และ “C คู่กับ G” เท่านั้น ดังนั้นลักษณะของการจับคู่ฐานจึงมีเพียง 4 รูปแบบ เท่านั้น คือ {A-T}, {T-A}, {C-G} และ {G-C} เท่านั้น นี่คือตัวอักษรในรหัสพันธุกรรม ภาษาพันธุกรรมมีความคล้ายคลึงกับภาษามนุษย์ “คำ” ที่ใช้ในรหัสพันธุกรรมเรียกว่า “โคดอน” (Codon) หนึ่งโคดอนประกอบด้วย กลุ่มลำดับฐาน ซึ่งอ่านครั้งละ 3 ตัวอักษร เช่น [{A-T}, {C-G}, {T-A}] ดังตัวอย่างในภาพที่ 8 ดังนั้นกลุ่มของลำดับฐานจึงมี 64 กลุ่ม ที่แตกต่างกัน ถ้อยคำเหล่านี้จัดเรียงต่อกันคำต่อคำ เป็นประโยคข้อมูลตลอดความยาวของสาย DNA



ภาพที่ 8 รหัสพันธุ์กรรม 1 โคดอน

เมื่อเซลล์เกิดการแบ่งตัว สายดีเอ็นเอจะจำลองแบบตัวเอง (Replication) โดยการถอดซิปตัวเองออก คลายฐานไนโตรจีนัส เพื่อให้โมเลกุลของกรดนิวคลีอิกคัดลอกแบบตัวเอง จนเกิดสายโมเลกุลใหม่อีก 2 เส้น ซึ่งเหมือนกันทุกประการ ประกบกันเป็น สายเก่า-ใหม่ จำนวน 3 คู่ ดังภาพที่ 9



ภาพที่ 9 การจำลองแบบ DNA

ในการทำงานของร่างกาย เซลล์จะต้องถอดรหัสพันธุกรรม เพื่อนำข้อมูลข่าวสารจาก DNA ไปสู่ปฏิบัติ โดยมีผลลัพธ์เป็นการสังเคราะห์โปรตีนชนิดต่างๆ จากโมเลกุลของกรดอะมิโนหลายชนิด (ภาพที่ 10) เมื่อการถอดรหัสเริ่มขึ้น เอนไซม์ (โปรตีนเร่งปฏิกิริยา) จะเปิดสายโมเลกุลเกลียวคู่ให้แยกจากกันตามจุดที่ต้องการ เอนไซม์อีกชนิดหนึ่งจะสร้างสาย “เมสเซนเจอร์ อาร์เอ็นเอ” (messenger RNA) หรือ mRNA เข้าไปประกบคู่กับ สาย DNA ข้างหนึ่ง โดยการเชื่อมฐานนิวโตรจีเนียสเข้าด้วยกัน แต่ฐานใน RNA มีเพียง A, C, G, ไม่มี T (ไทมิน) แต่มี U (ยูราซิล) แทน

เมื่อ mRNA ทำการคัดลอกข้อมูลจาก DNA เสร็จแล้ว จะเดินทางผ่านผนังนิวเคลียสออกมา จากนั้นไรโบโซมซึ่งมี RNA อีกชนิดหนึ่งซึ่งบรรจุอยู่ภายในเรียกว่า “ทรานสเฟอร์อาร์เอ็นเอ” (transfer RNA) หรือ tRNA จะเคลื่อนตัวไปตามสาย mRNA เพื่อแปลรหัสพันธุกรรมทีละ 1 โคดอน หรือ 3 ตัวอักษร เช่น [{A-U}, {U-A}, {C-G}] ข้อมูลจาก nRNA เป็นคำสั่งการให้ tRNA คัดเลือกโมเลกุลของกรดอะมิโนทั้ง 20 ชนิด เรียงลำดับให้ถูกต้องเพื่อสังเคราะห์โปรตีนชนิดที่ต้องการ เมื่อไรโบโซมเคลื่อนที่มาถึงรหัสที่บอกว่า หยุด ก็จะได้สายโปรตีนโมเลกุลที่สมบูรณ์ และหลุดออกไปจากไรโบโซม เพื่อทำหน้าที่ๆ เซลล์ต้องการ ต่อไป



ภาพที่ 10 การทำงานของ RNA



ลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ลักษณะเด่น ลักษณะด้อย ลักษณะพันทาง

เมนเดลจะเห็นความเป็นอิสระต่อกันของลักษณะเด่น ลักษณะด้อยและเห็นว่าลักษณะเด่นจะข่มลักษณะด้อยมิให้ปรากฎออกมา แต่เมื่อลักษณะเด่นไม่สามารถข่มลักษณะด้อยได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากสาเหตุอย่างน้อยสองประการคือ ประการแรกจีนทั้งสองอัลลีนที่อยู่บนตำแหน่งเดียวกันไม่สามารถจะข่มกันได้ อีกประการหนึ่งคือลักษณะนี้มีจีนควบคุมอยู่หลายคู่ ลูกที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะกลาง ๆ หรือที่เรียกว่าพันทาง คือเหมือนทั้งพ่อและแม่แต่ไม่เหมือนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเดียวเหมือนที่เมนเดลพบ ลักษณะที่ปรากฎออกมาให้เห็นเช่น ความสูง ความเตี้ยของต้น ความขรุขระ ความราบเรียบของเมล็ดนั้นเรียกว่าฟีโนไทป์(phenotype) ซึ่งมองเห็นหรือชั่ง ตวง วัดออกมาได้ แต่ถ้าต้องการรู้ว่าจีนที่ควบคุมการแสดงพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าจีโนไทป์ (genotype)นั้นต้องศึกษาสิ่งที่อยู่บนโครโมโซมของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ เช่น เมื่อเมนเดลศึกษาฟีโนไทป์เกี่ยวกับความสูงของต้นถั่วลันเตา พบว่ามีฟีโนไทป์ 2 แบบคือ ต้นสูงกับต้นเตี้ย ถ้าศึกษาจีโนไทป์จะพบต้นถั่วลันเตารุ่นลูกรุ่นหลานแม้จะมีลักษณะสูง แต่จะมีลักษณะด้อยทางพันธุกรรมคือลักษณะเตี้ยแฝงอยู่ ถึงตอนนี้ต้องไม่ลืมว่าในพืชบางชนิดที่ไม่ใช่ถั่วลันเตา ลักษณะต้นเตี้ยอาจเป็นลักษณะเด่นก็ได้และในกรณีนี้ลูกชั่วที่ 1 จะมีแต่ต้นเตี้ยเท่านั้น

การศึกษาจีโนไทป์จะทำให้รู้ถึงการถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่ชัดเจน การทดลองในส่วนที่เมนเดลรายงานไม่เป็นการข่มแบบสมบูรณ์ ในลูกชั่วที่ 2 จึงมีฟีโนไทป์เพียง 2 แบบ ยังมีลักษณะอีกหลายลักษณะในพืชและสัตว์หลายชนิดที่การข่มเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์กล่าวคือลูกชั่วที่ 1 แสดงลักษณะกึ่งกลางระหว่างพ่อกับแม่ ส่วนลูกชั่วที่ 2 มีทั้งที่แสดงลักษณะเหมือนพ่อและแม่ และเหมือนลูกชั่วที่ 1 ซึ่งเป็นพันธุกรรม

การข่มแบบสมบูรณ์และการข่มแบบไม่สมบูรณ์มีรายละเอียดดังนี้คือ

การข่มแบบสมบูรณ์ (complete dominance) เป็นปรากฎการณ์ทางพันธุกรรมที่แสดงผลการผสมกันระหว่างลักษณะที่แตกต่างกัน 2 ลักษณะ และได้ลูกชั่วที่ 1 ซึ่งมีลักษณะเหมือนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียวดังตัวอย่างต้นถั่วลันเตาพันธุ์สูงแท้ผสมกับต้นถั่วลันเตาพันธุ์เตี้ยแท้จะได้ลูกที่มีต้นสูงทุกต้นและเมื่อปล่อยให้ลูกชั่วที่ 1 ผสมกันเองได้ลูกชั่วที่ 2 มีต้นสูง :ต้นเตี้ย ในอัตราส่วน 3 :1 ตัวอย่างการข่มแบบสมบูรณ์ เช่น ข้าวเจ้า เมื่อผสมกับข้าวเหนียวจะได้เมล็ดที่เป็นข้าวเจ้าทั้งสิ้นคนเผือกกับคนผิวปกติแต่งงานกัน ลูกทุกคนจะมีสีผิวปกติ เป็นต้น

การข่มแบบไม่สมบูรณ์ (incomplete dominance) เป็นปรากฎการณ์ทางพันธุกรรมที่เมื่อพ่อและแม่ผสมกันแล้ว ลูกชั่ว 1 จะไม่เหมือนทั้งพ่อและแม่เลย เช่น ดอกบานเย็นสีขาว ผสมกับดอกบานเย็นสีแดง ลูกชั่วที่ 1 จะได้ดอกบานเย็นสีชมพู และลูกในชั่วที่สองจะมีอัตราส่วนของ ฟีโนไทป์จะเป็นสีแดง:สีชมพู:สีขาว ในอัตราส่วน 1 : 2 : 1 การข่มไม่สมบูรณ์บางทีจะเป็นการข่มร่วม คือ จีนที่อยู่คู่กันจะแสดงออกมาทั้งคู่ เช่น ขนของวัวสีขาว และขนสีแดงลูกชั่วแรกจะเป็นขนสีเทาแดง แต่ดูให้ดีบนสีเทาแดงคือขนสีแดงกับสีขาวปนกัน บางทีในการผสมกันระหว่างจีนจะแสดงในแง่ปริมาณ น้ำหนัก หรือความสูง หรือจำนวนไข่ ซึ่งมีลักษณะเกินเลยพ่อแม่ เช่น ลูกแมลงหวี่ที่เกิดการผสมระหว่างแมลงหวี่ตาสีแดงและสีขาวจะได้ลูกแมลงหวี่จะมีตาแดงยิ่งกว่ารุ่นพ่อแม่ เป็นต้น ทั้งการข่มแบบสมบูรณ์และแบบไม่สมบูรณ์ จีโนไทป์ของลูกรุ่น F1 และ F2 แสดงอัตราส่วนตามทฤษฎีความน่าจะเป็น คือ เป็น 3 : 1 และ 1:2:1และการที่นักวิทยาศาสตร์สรุปเช่นนี้ได้ใช้ข้อมูลเป็นจำนวนมากทีเดียว









การเขียนแผนภาพแสดงการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ในการเรียนการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้น ใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็นประกอบและใช้สัญลักษณ์ภาษาอังกฤษประกอบเพื่อความเข้าใจง่าย ๆ

p มาจาก Parental แปลว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่

F มาจาก Filial แปลว่ารุ่นลูกหรือรุ่นที่ต่อจากพ่อแม่

F1 มาจาก First Filial generation เป็นลูกรุ่น 1

F2 มาจาก Second filial generation เป็นลูกรุ่น 2 หรือหลาน

สัญลักษณ์จีโนไทป์ เนื่องจากลักษณะพันธุกรรมเป็นผลจากการเข้าคู่กันของอัลลีน 2 อัลลีนในตำแหน่งจีน เช่น ดอกสีขาว ดอกสีแดง เมล็ดเรียบ เมล็ดขรุขระ ฯลฯ ลักษณะคู่เหล่านี้ใช้สัญลักษณ์ภาษาอังกฤษ เช่น ลักษณะสูงแท้ใช้สัญลักษณ์ TT ลักษณะเตี้ยแท้ใช้สัญลักษณ์ tt ทั้งนี้เพราะทั้งคู่มีจีนเหมือนกันจับคู่กันแบบโฮโมไซกัส (homozygous) ส่วนลักษณะจีนแบบพันทางใช้สัญลักษณ์ Tt เพราะมีจีนต่างกันจับคู่กันแบบเฮทเทอโรไซกัส(heterozygous) จีโนไทป์ของความสูงต้นถั่วลันเตามี 3 แบบ คือ TT tt Tt จะเห็นว่า T นอกจากจะแทนอัลลีนที่ทำให้ถั่วลันเตามีต้นสูงแล้วยังมีความหมายว่าเป็นอัลลีนที่ข่มลักษณะต้นเตี้ย t อีกด้วย

จีนบางตำแหน่งพบว่ามีอัลลีนมากกว่า 2 อัลลีนเรียกว่า มัลติเปิ้ลอัลลีน (multiple alleles) ตัวอย่างเช่น หมู่เลือดคนใช้ลักษณะจีโนไทป์ 6 แบบ คือ lAlA, lAlB, llA, lBlB, llB, ii เป็นต้น โดยที่คนที่มีจีโนไทป์ lAlA, lAl เป็นเลือดหมู่ A, คนที่มีจีโนไทป์ lBlB, lBl เป็นเลือดหมู่ B,คนที่จีโนไทป์ ii เป็นเลือดหมู่ O และคนที่มีจีโนไทป์ lAlB มีเลือดหมู่ AB เป็นต้น

ในการเขียนภาพแสดงการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้นทำได้โดยใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็นร่วมกับการใช้สัญลักษณ์แทนอัลลีน จะทำให้เราสามารถเขียนจีโนไทป์ ฟีโนไทป์ภายในเงื่อนไขที่เราต้องทราบความเป็นพันธุ์แท้หรือพันทาง และต้องทราบอัลลีนทั้งสองมีการข่มกันแบบสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ จากนั้นจึงเขียนอัลลีนจากพ่อและแม่ เพื่อนำมารวมกันตามกฎความน่าจะเป็น

การทำนายโอกาสที่จะเกิดลูกหลานลักษณะต่าง ๆ

เขียนแผนผัง และสัญลักษณ์ของจีโนไทป์ได้แล้ว การเรียนรู้เกี่ยวกับพันธุ์ประวัติหรือพงศาวลีของคน พืช สัตว์ สามารถทำนายโอกาสที่จะเกิดลูกหลานลักษณะต่าง ๆ กันได้ ในการศึกษาพันธุกรรมในคนใช้เวลานานกว่าจึงจะเห็นผล เป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงใช้วิธีสืบประวัติสายพันธุ์เพื่อทราบถึงพันธุกรรมในการถ่ายทอดลักษณะผิดปกติหรือโรคที่เป็นกรรมพันธุ์

ตัวอย่างลักษณะเด่นและลักษณะด้อยของคน

ลักษณะเด่น ลักษณะด้อย

คนผิวสีปกติคนมีปริมาณฮีโมโกลบินปกติ (จำนวนเม็ดสีในเซลล์เลือดแดง)คนสูงปกติคนมีเอนไซม์แลคเตส (น้ำย่อยที่สามารถย่อยนมได้)คนนิ้วสั้นผิดปกติคนตาเห็นสีเป็นปกติคนมีจำนวนนิ้วเกิน 5 นิ้วโรคท้าวแสนปมมีตุ่มและปานมากโรคตัวเตี้ยศีรษะโตแขนขาสั้นคนปกติมีบาดแผลแล้วมีเลือดไหลปกติและเลือดหยุดไหลง่าย คนเผือกคนเป็นโรคธาลัสซีเมียคนแคระ คนขาดเอนไซม์แลคเตสคนนิ้วยาวปกติคนตาบอดสีคนมีนิ้วมือนิ้วเท้าข้างละ 5 นิ้วคนผิวปกติคนรูปร่างปกติคนเป็นโรคฮีโมฟีเลียเมื่อเป็นบาดแผลแล้วเลือดหยุดไหลยาก

การถ่ายทอดทางพันธุกรรมบางลักษณะเกี่ยวพันกับเพศด้วยทั้งนี้เพราะโครโมโซมที่กำหนดเพศหญิงแตกต่างจากที่กำหนดเพศชาย โครโมโซมเพศหญิงเป็นโครโมโซมคู่ XX โครโมโซมเพศชายเป็น XY โครโมโซม X และ Y นอกจากจะมีจีนกำหนดเพศแล้ว ยังมีจีนที่ควบคุมลักษณะอื่น ๆ อีก เช่น บนโครโมโซม X ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโครโมโซม Y มีจีนควบคุมลักษณะตาบอดสี การแข็งตัวของเลือด ฯลฯ ดังนั้น ถึงแม้ว่าลักษณะตาบอดสีจะเป็นลักษณะด้อย แต่มีจีนคู่นี้บนโครโมโซม X ของผู้หญิงได้ยากนอกจากจะแสดงได้ต่อเมื่อจีนนั้นผิดปกติทั้งคู่ ขณะที่จีน XY ของผู้ชายจีนที่ไม่มีคู่โอกาสที่จีนด้อยโอกาสจะแสดงลักษณะเด่นจึงเป็นไปได้เต็มที่ต่างกับจีนของฝ่ายหญิง

ความแปรผันทางพันธุกรรรม

ความแปรผันทางพันธุกรรมจำแนกได้ 2 ประเภท

1.ลักษณะการแปรผันไม่ต่อเนื่อง

เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่สามารถแกยความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ลักษณะการแปรผันไม่ต่อเนื่อง เกิดจากอิทธิพลทางพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว เช่น ลักษณะการมีลักยิ้ม (มีลักยิ้มหรือไม่มีลักษระยิ้ม) ติ่งหู(มีติ่งหูกับไม่มีติ่งหู) ห่อลิ้น (ห่อลิ้นได้หรือห่อลิ้นไม่ได้) เป็นต้น

2.ลักษณะการแปรผันแบบต่อเนื่อง

เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่ไม่สามารถแยกความแตกต่างได้เด่นชัด เช่น ความสูง น้ำหนัก โครงร่าง สีผิว ซึ่งเป็นลักษระที่ได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อมร่วมกัน เช่น ความสูงของคน ถ้าเราได้รับอาหารที่ถูกโภชนาการ มีการออกกำลังกาย จะทำให้ร่างกายสูงขึ้นได้

โครโมโซม

โดยปกติแล้วสิ่งมีชีวิตประกอบด้วยหน่วยพื้นฐานที่สำคัญ ก็คือ เซลล์ เซลล์มีส่วนประกอบที่สำคัญได้แก่ 1. เยื่อหุ้มเซลล์ 2. ไซโตพลาสซึม 3. นิวเคลียส ภายในนิวเคลียสจะมีองค์ประกอบที่สำคัญชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะของสิ่งมีชีวิต เรียกว่า โครโมโซม โครโมโซมมีองค์ประกอบเป็นสารเคมีประเภทโปรตีน และ กรดนิวคลีอิก ขณะแบ่งเซลล์ โครโมโซมจะมีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไป มีชื่อเรียกตามรูปร่างลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปของ โครโมโซม เช่น เมื่อใดที่โครโมโซมคลายเกลียวออกเป็นเพียงเส้นยาวๆ บางๆ จะเรียกชื่อว่า “โครมาทิน” และเรียกโครมาทินที่หดสั้นlห็นเป็นแท่งหนา ๆ และชัดเจนขึ้นว่า “โครโมโซม” ในระยะที่กำลังแบ่งเซลล์บางขั้นตอนจะเห็น โครโมโซมแยกออกเป็น 2 ข้างตามแนวยาว แต่ยังคงมีส่วนที่เชื่อมติดกันอยู่ เรียก โครโมโซมแต่ละข้างว่า “ โครมาทิด ”

โครโมโซมของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดที่ปกติจะมีจำนวนคงที่เสมอ และจะมีจำนวนเป็นเลขคู่ เช่น โครโมโซมของคนมี 46 แท่ง หรือ 23 คู่





โครโมโซมเพศ

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เมื่อถึงเวลาสืบพันธุ์จะมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ขึ้นมา สิ่งมีชีวิตเพศผู้จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ เรียกว่า อสุจิ หรือ สเปิร์ม ขึ้นมาจากอัณฑะส่วนเพศเมียจะสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย เรียกว่า ไข่ ขึ้นมาจากไข่ โดยที่เซลล์ภายในอัณฑะและรังไข่จะมีการแบ่งเซลล์ที่เรียกว่า ไมโอซีส (Meiosis) ซึ่งเป็นวิธีการแบ่งเซลล์ที่ทำให้จำนวนโครโมโซมลดจำนวนลงจากเดิมครึ่งหนึ่ง เช่น เซลล์สืบพันธุ์ของคนจะมีโครโมโซมเพียง 23 แท่ง การเพิ่มจำนวนเซลล์โดยการแบ่งเซลล์ ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งของเซลล์ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพื่อการเจริญเติบโต หรือการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยอาศัยเพศ โดยการแบ่งเซลล์แบบนี้จำนวนโครโมโซม จะยังคงเท่าเดิม เรียกวิธีการแบบนี้ว่า การแบ่งเซลล์แบบไมโตซีส (Mitosis)

เซลล์ร่างกายเซลล์หนึ่ง ๆ จะประกอบด้วยโครโมโซม 2 ชนิด คือ โครโมโซมร่างกายและโครโมโซมเพศ เช่น คน โครโมโซมร่างกายจะมี 44 แท่ง หรือ 22 คู่ โครโมโซมเพศจะมี 2 แท่ง หรือ 1 คู่ โดยจะใช้ X และ Y เป็นตัวกำหนดเพศ ผู้ชายจะใช้สัญลักษณ์ว่า XY ส่วนผู้หญิงจะใช้สัญลักษณ์ว่า XX ดังนั้นถ้าจะเขียนสัญลักษณ์ ของร่างกาย จะเขียนได้ดังนี้









ยีนGenes อ๊ะๆ ไม่เกี่ยวกับกางเกงยีนส์ นะคะ ยีน คือ :ท ส่วนหนึ่งของDNA( Segments of your DNA ) ในโครโมโซม 1 ตัว ประกอบด้วยยีนจำนวนมาก ท รับผิดชอบการควบคุบการผลิตโปรตีน( Responsible for controlling what proteins are produced ) ท เป็นหน่วยของการถ่ายทอดและควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม ลักษณะต่างๆ ที่สิ่งมีชีวิตถ่ายทอด จากพ่อแม่ไปสู่ลูก ยีนควบคุมลักษณะที่สามารถสังเกตได้ง่าย เช่น ความสูง สีตา สีผม ( การที่คนบนโลกหน้าตาไม่เหมือนกัน เพราะมียีนที่ต่างกันนั่นเอง และการที่ ฝาแฝดแท้ มีหน้าตาเหมือนกันทุกประการ ก็เพราะมียีนที่เหมือนกันทุกประการนั่นเอง ) ไปจนกระทั่ง ลักษณะที่สังเกตได้ยาก เช่น ลายนิ้วมือ สติปัญญา หมู่เลือด (รวมทั้งความเป็นเกย์ด้วยเช่นกัน)

ออโตโซม

autosomes

Dominant and Recessive Genes

ยีนควบคุมการแสดงออกอย่างไร

ยีนในส่วนที่เป็นออโตโซม จะมียีนควบคุมลักษณะมี2ชนิดคือ ยีนเด่น (Dominant) และ ยีนด้อย (Recessive)

ยีนจะมีการจับคู่กัน2ตัวโดย ตัวนึงได้รับจากพ่อ อีกตัวได้รับจากแม่

ยีนเด่น จะข่ม ยีนด้อยเสมอ

ลักษณะแต่ละอย่างจะมีความเด่นและความด้อย



ท การจับคู่แบบ DD เรียกว่า เด่นพันธุ์แท้

ท การจับคู่แบบ Dr เรียกว่า เด่นพันธุ์ทาง

ท การจับคู่แบบ rr เรียกว่า ด้อย

ท ยกตัวอย่างเช่น สีตาของเรา

ตาสีดำจะเป็นลักษณะเด่น( ขอใช้สัญลักษณ์ว่า D )

ตาสีฟ้าจะเป็นลักษณะเด่น( ขอใช้สัญลักษณ์ว่า r )

ยีน(ที่ควบคุมสีตา)จะมีการจับคู่กัน2ตัวโดย ตัวนึงได้รับจากพ่อ อีกตัวได้รับจากแม่

การจับคู่มีโอกาสเกิดได้ดังนี้

* DD แสดงว่ายีนสีตาของเราทั้งสองตัวทำให้ตาเป็นสีดำ ดังนั้นเราจะมีตาสีดำแน่นอน

* Dr แสดงว่ายีนสีตาของเรามีทั้งยีนเด่นและยีนด้อย ซึ่งตามกฎที่ว่า ยีนเด่น จะข่ม ยีนด้อยเสมอ เนื่องจาก ตาสีดำเป็นยีนเด่น ก็จะข่ม ตาสีฟ้า ซึ่งเป็นยีนด้อย ไม่ให้แสดงออกมา ดังนั้นตาของเราก็จะเป็นสีดำ

* rr แสดงว่ายีนสีตาของเราทั้งสองตัวทำให้ตาเป็นสีฟ้า ดังนั้นเราจะมีตาสีฟ้าแน่นอน







ลักษณะ ยีนเด่น ยีนด้อย

ลักยิ้ม มีลักยิ้ม ไม่มีลักยิ้ม

ผิวหนังตกกระ ตกกระ ปกติ

สายตา ปกติ สั้น

ริมฝีปาก บาง หนา

ขนที่นิ้วมือข้อที่สอง มี ไม่มี

แนวผมที่หน้าผาก หยิก ตรง



จากตารางจะเห็นว่าลักษณะที่ถ่ายทอดทาง พันธุกรรมนั้นละเอียดอ่อนมาก แม้แต่ขนในแต่ละแห่ง จะมีหรือไม่ จะหยิกหรือตรง ต่างก็ขึ้นกับพันธุกรรม ลักษณะที่ปรากฎของแต่ละคนตั้งแต่หัวจรดเท้านั้น เป็นเพราะพันธุกรรมทั้งสิ้น

แต่สิ่งแวดล้อมก็มีผลต่อลักษณะของคนเช่นกัน เช่น สายตาสั้น อาจเกิดจากการใช้สายตาเพ่งมากไปก็ได้ และเราสามารถปิดบังลักษณะที่เกิดจากพันธุกรรมของเราได้ เช่นว่า เรามีตาสีดำ เราสามารถใส่ คอนแทคเลนส์ เปลี่ยนสีตาให้เป็นสีฟ้าใด้ หรือ ถ้าเรามีผมสีดำเราสามารถย้อมเป็นสีทองได้ แต่ไม่ว่าเราจะทำอย่างไรเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงยีนหรือDNAได้ เมื่อเราเกิดมามี DNA อย่างไร มันก็จะเป็นเช่นนั้นตลอดไป และจะถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนั้นๆ ต่อไปยังลูกหลานของเราต่อไป

ลักษณะผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมใน ออโตโซม

ท ลักษณะที่ควบคุมโดยยีนด้อย ได้แก่ ธาธาลัสซีเมีย, ผิวเผือก , เซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นรูปเคียว

ท ลักษณะที่ควบคุมโดยยีนเด่น ได้แก่โรคท้าวแสนปม , คนแคระ , นิ้วมือสั้น

เรื่องสารพันธุกรรม สารพันธุกรรม เป็นแหล่งเก็บข้อมูลทั้งหมดสำหรับควบคุมโครงสร้างและการทำหน้าที่ของกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิตให้เป็นไปอย่างถูกต้องและแม่นยำ สารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตประกอบด้วยกรดนิวคลีอิกชนิดใดชนิดหนึ่งอาจเป็น DNA หรือ RNA สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะมีสารพันธุกรรมเป็น DNA ยกเว้นไวรัสบางชนิดเท่านั้นที่มีสารพันธุกรรมเป็น RNA DNA เป็นกรดนิวคลีอิกชนิดหนึ่ง โครงสร้างทางเคมีของ DNA ประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่า นิวคลีโอไทด์ต่อกันเป็นสายยาว 2 สาย ซึ่งอยู่ในลักษณะบิดเป็นเกลียว ความแตกต่างของ DNA แต่ละโมเลกุลขึ้นอยู่กับจำนวนนิวคลีโอไทด์และลำดับของนิวคลีโอไทด์ DNA เป็นสารพันธุกรรม เพราะ DNA สามารถจำลองตัวเองขึ้นได้ใหม่โดยมีโครงสร้างทางเคมีเช่นเดิมและควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน โดยทำการสังเคราะห์ RNA กำหนดรหัสพันธุกรรมบน mRNA เพื่อกำหนดลำดับกรดอะมิโนในโมเลกุลของโปรตีน



แผ่นภาพที่ 1

กริฟฟิธ ได้ทำการแยกโคโลนีเชื้อแบคทีเรียชนิดนิวโมคอคคัส (pneumococcus) สายพันธุ์ต่าง ๆ จากคนไข้โรคปอดบวม (pneumonia) แล้วนำเชื้อนั้นไปทดลองกับหนูในห้องปฏิบัติการ เพื่อศึกษาความรุนแรงของเชื้อโรคนี้



แผ่นภาพที่ 2

เฮอร์เชย์และเชส ได้ทำการทดลองเลื้ยงแบคทีเรีย E. coli ร่วมกับไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแบคทีรีโอเฟจ (bacterio phage) ที่ติดฉลากด้วยธาตุกัมมันตรังสี 2 ชนิด โดยการแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ชุด ชุดที่ 1 เลี้ยงแบคทีเรียร่วมกับไวรัสที่มี DNA ที่ติดฉลากด้วย 32p ชุดที่ 2 เลี้ยงแบคทีเรียร่วมกับไวรัสที่มีเปลือกโปรตีนที่ติดฉลากด้วย 35s

แผ่นภาพที่ 3

โครงสร้างของโครโมโซม ประกอบด้วย DNA (Deoxyribonucleic acid) รวมกับโปรตีนประเภทฮิสโทน (histone) การรวมตัวระหว่าง DNA กับฮิสโทน จะเป็นโครงสร้างหน่วยพื้นฐานของโครโมโซมที่เรียกว่านิวคลีโอโซม (nucleosome) ซึ่งเชื่อมต่อกันคล้ายลูกปัดบนเส้นด้าย (beads on string)

แผ่นภาพที่ 4

นิวคลีโอไทด์ (nucleotide) เป็นหน่วยย่อยของโมเลกุลของกรดนิวคลีอิก มีองค์ประกอบหลัก 3 ชนิด ได้แก่1. นิวคลีโอไทด์เบส (nucleotide base) 2. น้ำตาลเพนโทส (pentose sugar) 3. หมู่ฟอสเฟต (phosphate group)

แผ่นภาพที่ 5

โครงสร้างของ DNA ประกอบด้วยพอลีนิวคลิโอไทด์ 2 สาย พอลีนิวคลีโอไทด์แต่ละสายประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่า นิวคลีโอไทด์ มาเชื่อมต่อกันเป็นสายยาว พอลีนิวคลีโอไทด์ทั้ง 2 สาย จะยึดติดกันด้วยพันธะไฮโดรเจนระหว่างเบส

แผ่นภาพที่ 6

RNA เป็นกรดนิวคลีอิกชนิดหนึ่ง มีองค์ประกอบหลักคล้ายกับดีเอ็นเอ คือประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์เชื่อมต่อกันเป็นสายยาว RNA มีโครงสร้างเป็นสายเดี่ยว ประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์เบส 4 ชนิด (ได้แก่ อะดีนีน กวานีน ไซโทซีนและยูราซิล) น้ำตาลไรโบส และหมู่ฟอสเฟต

แผ่นภาพที่ 7

Transfer RNA (tRNA) ประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์ประมาณ 75-85 หน่วย พับทบเข้าหากัน 2-3 ครั้ง โดยที่ปลาย3่ มีเบสปลายเปิดเป็นเบสอิสระ 3 ตัว คือ A-C-C ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีกรดอะมิโนมาเกาะเพื่อนำไปสังเคราะห์โปรตีน

แผ่นภาพที่ 8

การสังเคราะห์ DNA หรือดีเอ็นเอเรพลิเคชัน (DNA replication) เริ่มต้นจากการที่สายพอลีนิวคลีโอไทด์ 2 สาย ของ DNA ต้นแบบ ห่างออกจากกันเพื่อเปิดช่อง ให้นิวคลีโอไทด์ ที่เป็นวัตถุดิบได้เข้าไปจับคู่กับเบสของนิวคลีโอไทด์ที่มีอยู่แล้วในสายเดิม

แผ่นภาพที่ 9

การสังเคราะห์ RNA นั้น จะมี DNA เป็นแม่พิมพ์ โดยอาศัยเอ็นไซม์ RNA polymerase โดยเริ่มต้นจากพอลีนิวคลีโอไทด์ 2 สายของ DNA จะคลายเกลียว และแยกออกจากกันในบริเวณที่จะมีการสร้าง RNA จากนั้นจะมีการนำนิวคลีโอไทด์ของ RNA เข้าจับกับเบสของ DNA

แผ่นภาพที่ 10

กระบวนการสังเคราะห์โปรตีน เริ่มจาก DNA ภายในนิวเคลียสสังเคราะห์ RNA 3 ชนิด ได้แก่ mRNA และ tRNA จากนั้น RNA ทั้ง 3 ชนิด จะถูกส่งออกมาที่ไซโทพลาสซึม โดย mRNA จะเข้าจับกับไรโบโซม ต่อจากนั้น tRNA โมเลกุลแรกที่นำกรดอะมิโน จะเข้าจับกับ mRNA อีกตำแหน่งหนึ่ง แล้วจึงมีการสร้างพันธะเพปไทด์ ระหว่างกรดอะมิโนที่ tRNA นำมา เมื่อสร้างพันธะเพปไทด์แล้ว tRNA โมเลกุลแรกจะหลุดออกจาก mRNA และไรโบโซมจะเคลื่อนที่ต่อไปบน mRNA tRNA โมเลกุลใหม่จึงเข้าจับกับ mRNA ต่อไป แล้วมีการสร้างพันธะเพปไทด์อีก เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จึงได้สายของเพปไทด์ ที่มีลำดับของกรดอะมิโน ตามรหัสบน mRNA

แผ่นภาพที่ 11

กระบวนการในการสังเคราะห์โปรตีน เริ่มจาก DNA จะถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมให้แก่ mRNA ซึ่งเรียกขั้นตอนนี้ว่า การถอดรหัสพันธุกรรม (transcription) และจากนั้น mRNA จึงนำรหัสไปควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนอีกทอดหนึ่ง ขั้นตอนนี้เรียกว่า การแปลรหัสพันธุกรรม (translation)เมื่อ DNA ภายในนิวเคลียสสังเคราะห์ mRNA แล้ว mRNA จะถูกส่งออกมายังไซโทพลาสซึม แล้วเข้าจับกับไรโบโซมและทำงานร่วมกับ tRNA ในการสังเคราะห์กรดอะมิโนจนเป็นพอลีเพปไทด์สายยาว













การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

การแบ่งเซลล์

เซลล์ (cell) ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ ทำให้รู้เรื่องราวของเซลล์ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิตคือ เซลล์เซลล์สามารถแบ่งตัวได้ เซลล์มีหลายขนาดขึ้นอยู่ว่าเซลล์เหล่านั้นเป็นของสิ่งมีชีวิตชนิดใดและอยู่ในส่วนใดของร่างกาย เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดคือ เซลล์ไข่นกกระจอกเทศ เซลล์ที่มีขนาดที่เล็กที่สุด คือ เซลล์ของแบคทีเรียบางชนิด เซลล์ที่ประกอบเป็นร่างกายของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์มีเซลล์อยู่ 2 ประเภท คือ เซลล์ในส่วนประกอบอวัยวะทั่วๆ ไป เรียกว่าเซลล์ร่างกายหรือโซมาติกเซลล์ (somatic cell) และเซลล์ในอวัยวะสืบพันธุ์เรียกว่าเซลล์สืบพันธุ์หรือเซกส์เซลล์(sex cell)

เซลล์พืชและเซลล์สัตว์ แตกต่างกันที่ผนังเซลล์ ผนังเซลล์พืชจะแข็งกว่าเซลล์สัตว์ มีเยื่อหุ้มเซลล์เรียกว่า เซลล์วอลล์ (cell wall) ส่วนผนังเซลล์สัตว์มีเยื่อหุ้มเซลล์ที่นุ่มกว่าผนังเซลล์พืชเรียกว่า เซลล์เมมเบรน (cell membrane) และในเซลล์พืชจะมีเม็ดสีคลอโรพลาสต์(chloroplast) ซึ่งมีโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) หน้าที่ของคลอโรพลาสต์คล้ายกับไมโตคอนเดรีย (mitochondria) ของสัตว์คือเก็บสะสมพลังงานในรูปของแป้ง น้ำตาล โดยคลอโรพลาสต์สามารถสังเคราะห์แสง น้ำตาลจากการสังเคราะห์แสงด้วยตนเองได้ ขณะที่mitochrodria ของสัตว์ทำไม่ได้ ส่วนประกอบของเซลล์ที่สำคัญ คือ มีไซโตปลาสซึม(cytoplasm) ซึ่งเป็นของเหลวอยู่รอบๆนอกนิวเคลียสจะมีผนังหุ้มอยู่เรียกว่า นิวเคลียร์เมมเบรน (nuclear membrane) เมื่อส่องกล้องจุลทรรศน์ ดูนิวเคลียสจะเห็นนิวคลีโอลัส(nucleolus) ซึ่งมีรูปร่างกลม ๆ ได้อย่างชัดเจน ภายในนิวเคลียสมีสารเคมีที่สำคัญ 2 ชนิดได้แก่ RNA (ribonucleic acid) และ DNA (deoxyribonucleic acid) ซึ่ง DNA เป็นสารเก็บข้อความทางพันธุกรรมไว้และอยู่ร่วมกับโปรตีน DNA อยู่รวมกันเป็นโครโมโซม (chro-mosome)

การแบ่งเซลล์ การแบ่งเซลล์ทำให้พืช สัตว์ เจริญเติบโตได้มีอยู่ 2 แบบ คือ

1. ไมโตซิส (mitosis) เป็นการแบ่งนิวเคลียสของเซลล์ร่างกายทั่ว ๆ ไป

2. ไมโอซิส (miosis) เป็นการแบ่งนิวเคลียสโดยการลดโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์โดยเซลล์เดิม 1 เซลล์ เมื่อแบ่งเซลล์แล้วจะทำให้เกิดเซลล์ใหม่ 4 เซลล์

1. การแบ่งเซลล์แบบไมโตซิส (mitosis) เป็นการแบ่งเซลล์ที่มีการเพิ่มจำนวนเซลล์ของร่างกายในสภาพปกติมีจำนวนโครโมโซมเป็น 2 ชุด เรียกว่า ดิพพลอย (diploid) หรือ 2n ผลสุดท้ายจะได้เซลล์ลูก 2 เซลล์ ที่มีโครโมโซมเป็นดิพพลอย (2n) เท่ากับเมื่อเริ่มต้น

ในพืชจะพบการแบ่งเซลล์แบบไมโตซิสที่ปลายราก ยอด ตา และการที่หน่วยทางพันธุกรรมไม่เปลี่ยนแปลง จึงใช้ประโยชน์ในพืชมาก เพื่อรักษาพันธุ์ให้เหมือนพันธุ์เดิมทุกประการ เป็นประโยชน์ในการตอนกิ่ง ปักชำ และติดตา

ในสัตว์พบการแบ่งเซลล์ของร่างกายแบบไมโตซิสมากขณะเป็นตัวอ่อนกำลังพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อแบบต่าง ๆ การแบ่งเซลล์แบบไมโตซิส แบ่งเป็นระยะพัก หรือ อินเทอร์เฟส(interphase) และระยะแบ่งตัว 4 ระยะ คือ โปรเฟส (prophase) เมตาเฟส (metaphase) แอนาเฟส (anaphase) และทีโลเฟส (telophase)

ระยะพัก หรือ อินเทอร์เฟส เป็นระยะที่มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของโครโมโซมอย่างชัดเจน ระยะนี้เมื่อย้อมสีเซลล์และมองดูในกล้องจุลทรรศน์แล้วจะเห็นนิวเคลียสมีสีเข้มมาก แต่ยังไม่เห็นโครโมโซมเป็นรูปร่างชัดเจน

ระยะโปรเฟส เห็นโครโมโซมแต่ละอันประกอบด้วย โครมาติด (chromatid) 2 อันหรือเรียกว่า ซิสเตอร์โครมาติด (sister chromatis) ติดกันเป็นคู่ที่เซนโตรเมียร์ (centromere)เห็นเป็นแท่งชัดเจน โครมาติดแต่ละอันจะเหมือนกับคู่ของตนทุกประการ แต่ยังติดกันเซนโตรเมียร์

ในเซลล์สัตว์ทั่วไปพบว่าในระยะนี้มีเซนตริโอล(centriole)ซึ่งทำหน้าที่เป็นขั้วกำเนิดของเซลล์ใหม่ทั้งสองและเคลื่อนตัวไปอยู่ตรงข้ามเซลล์ มีการสร้
bowbe
ร่วมแบ่งปัน151 ครั้ง - ดาว 159 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 19 พ.ค. 2549 (10:16)
ขอความหมายของลักษณะด้อยทางพันธุ์กรรมหน่อยได้มั้ยคะ
maiyungsod@hotmail.com (IP:203.172.175.25,10.0.0.134,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 22 พ.ค. 2549 (22:18)
อยากได้รูปการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสและไมโอซิส

เอาไปทำรายงานค่ะ
{{pa}} (IP:210.86.207.27,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 28 พ.ค. 2549 (16:09)
ใครจะบอกได้มั้งว่าการสื่อการสอนในเรื่องการกลายอ่ะช่วยบอกหน่อย
skyblue_512@hotmail.com (IP:203.155.226.142,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 3 ก.ค. 2549 (12:10)
อยากรู้ว่าDNAมาจากอะไรช่วยตอบด้วยนะค่ะ
BMG_cheer@yahoo.co.th (IP:61.7.153.178,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 4 ก.ค. 2549 (07:21)
รูปคับ

[url]http://ghr.nlm.nih.gov/handbook/illustrations/mitosismeiosis.jpg[/url]



รูป ภาพจาก

http://ghr.nlm.nih.gov
P[cud] (IP:202.182.102.195,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 16 ก.ย. 2549 (18:00)
ช่วยบอกรายละเอียดเรื่องน้ำตาลไรโบสให้หน่อยค่ะหายากมากเลยต้องส่งอาจารย์ด้วยค่ะช่วยหน่อยนะคะ
หยดน้ำค่ะ (IP:124.157.130.112,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 16 ก.ย. 2549 (23:05)
น้ำตาลไรโบส เหรอคะ ก็ เป็นน้ำตาลที่มี C 5 อะตอม ส่วนที่มา ก็ต้องไป ดู pentose phosphate pathway ลอง search ดูนะคะ ส่วนรูปร่างโมกุลก็ search ไม่ยากหรอกค่ะ แต่ถ้าพูดถึง เรื่องของ genetic น้ำตาล c5 ก็สนใจ ribose กับ deoxyribose เอา o ออกไป 1 ตัว ทำให้ ribose ทีต่ำแหน่ง 2' เป็น OH แต่ ของ deox จะเป็น H เฉยๆ ทำให้ สมบัติ deox ทนด่างมากกว่าหน่ะค่ะ แต่ ribose มี OH 2ที่นะคะ ทำให้ from structureของ RNA ได้มากกว่า ของ deox ที่from เป็น DNA ได้แบบเดียว หน่ะค่ะ เพราะ deox มี oh ที่เดียวค่ะ ที่ 3'



อาจจะงงๆนะคะ ลองหาอ่านเพิ่มหน่ะค่ะ คือ ไม่รู้ว่า ต้องการรายละเอียด แบบไหนหน่ะค่ะ
jotom (IP:202.28.181.10,10.90.4.29,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 14 พ.ย. 2549 (07:15)
อยากรู้ข้อแตกต่างระหว่างเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ค่ะช่วยบอกหน่อยนะค่ะ
aew (IP:58.9.187.88,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 20 พ.ย. 2549 (12:42)
พันธุศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์ ซึ่งสารที่ใช้ถ่ายทอดนั้นเรียกว่า DNA บรรจุอยู่ในนิวเคลียส ถ้ามีลักษณะเป็นเส้นเรียกว่า Chomatin แต่ถ้าหดตัวเป็นแท่งเรียกว่า Chomosome
นิรนาม (IP:58.137.31.15,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 3 มิ.ย. 2550 (14:37)
ช่วยบอกลักษณะของยีนเด่นยีนด้อยให้หน่อยต้องการด่วนนนนนนนนนนนนนนนนจ้า
harry-hermione-ron@hotmail.com (IP:61.7.241.30)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 3 มิ.ย. 2550 (20:20)
อยากรู้เกี่ยวกับพันธุ์กรรมของพืชและสัตว์อย่างละเอียดเลยค่ะเพราะต้องทำรายงานส่งอาจาร์ยใครรู้ช่วยบอกด้วยนะคะขอแบบด่วนนิดนึงนะคะ
nidnoi@hotmail.com (IP:203.118.113.57)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 5 มิ.ย. 2550 (20:40)
โรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมร่างกาย
siri355@hotmail.com (IP:58.136.184.172)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 10 มิ.ย. 2550 (17:46)
อยากรู้กฎของเมนเดลทั้ง 3 ข้อค่ะกรุณาตอบด้วยภายในชั่วโมงนี้นะคะ
คนเชียงใหม่ (IP:203.113.50.139)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 21 มิ.ย. 2550 (09:25)
การกลายที่เซลล์ร่างกายเป็นไง ... ตอบด้วยภายใน 5...นาที
เด็กวิท (IP:203.188.29.17)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 24 ส.ค. 2550 (18:17)
ช่วยหน่อยนะค่ะ

คือว่าบอกหน่อยนะโรคที่เกิดจากโครโมโซมมีอะไรบ้างเกิดได้อย่างไรมีอาการอย่างไรเอาเเบบละเอียดเลยนะเราจะทำรายงานส่งอังคารหน้าเเละเอาชื่อเว็ปมาก้อได้นะเเล้วเราจะไปหาลายละเอีอดเองจ้า ส่งมาให้เราทางเมลล์ก้อได้นะจะเป็นพระคุณอย่างสูงtang_mommam1@hotmail.com ด่วนๆๆๆๆๆๆๆเลยนะจ๊ะ
tang_mommam1@hotmail.com (IP:61.19.65.92)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 1 พ.ย. 2550 (17:24)
- ปัจจัยที่มีผลต่อการแสดงออกของยีน์ มีอะไรบ้างคะ

- ชนิดของนิวเคชั่น มีอะไรบ้างคะ

- ลักษณะคุณภาพและปริมาณ ทางพันธุศาสตร์อ่ะค่ะ มันแตกต่างกันด้านใดบ้างหรอ

ช่วยตอยหน่อยนะ อาจารย์สั่งให้ทำรายงานอ่ะ

.

.

.

.

ถ้าใครมีก้อส่งมาที่เมลเรานะ ขอก่อนวันจันที่ 5พ.ย.50 นี้นะคะ จะขอบระคุนอย่างสูงเลย
kivi_plus@hotmail.com (IP:125.27.236.176)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 3 พ.ย. 2550 (12:41)
บลูแพนเน็ท
เด็กบลู (IP:58.9.79.232)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 31 ม.ค. 2551 (23:07)
ข้อมูลเกี่ยวกับคนเผือกแบละเอียดอ่ะคะ จะส่งอาจานแล้วอ่ะคะ

คัยพอทราบบ้างค่ะ

ส่งเมลล์มาได้นะ

ขอบคุณมากๆนะคะ
aumpatchara@hotmail.com (IP:58.9.15.100)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 9 ก.พ. 2551 (09:41)
<P align=center><FONT size=5><STRONG><STRIKE><SUP>นาสนุกดีค่ะ</SUP></STRIKE></STRONG></FONT></P>
ดี สา (IP:61.19.66.14)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 18 มี.ค. 2551 (23:20)
Nice site!
Nikolet (IP:64.79.146.12)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 4 มิ.ย. 2551 (17:48)
เป็นการถ่ายทอด
www.lkpo.@-bill.hotmail.com (IP:117.47.169.195)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 24 มิ.ย. 2551 (10:26)
5555555555555หมา
skyblue_512@hotmail.com (IP:202.143.137.50)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 26 มิ.ย. 2551 (11:07)
<P>อยากรู้เกี่ยวกับการจำลองตัวเอง ของ ดีเอ็นเอ</P>

<P>มี3 ลักษณะ ใช่ป่าวค่ะ&nbsp; บอกกันหน่อยนะ</P>
chinjung-hibi@hotmail.com (IP:118.173.224.148)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 3 ก.ค. 2551 (10:48)

เซลล์พืชมักจะมีรูปร่างเป็นเหลี่ยม มีผนังเซลล์ ครอโรพลาส มีแวคิวโอล ไม่มีเซนทริโอล



เซลล์สัตว์มีรูปร่างไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับหน้าที่ของเซลล์ ไม่มีผนังเซลล์ ไม่มีครอโรพลาส ไม่มีแวคิวโอล แต่มีเซนทริโอล



ทั้งเซลล์พืชและเซลล์สัตว์จะมีนิวเคลียส ยกเว้นเซลล์เม็ดเลือดแดงจะไม่มีนิวเคลียส



 


เป็ดน้อย (IP:117.47.80.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 7 ก.ย. 2551 (21:08)

สารพันธุกรรม(Nucleic acid)เป็นสารชีวโมเลกุลขนาดใหญ่
มี2ชนิดคือ
1  DNA(deoxyribonucleic acid)มักพบในสัตว์ชั้นสูงนะ
   สัตว์ชั้นตำไม่มี
2  RNA(จำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้อ่ะ)อิอิ
มักพบในสัตว์ชั้นตำและชั้นสูง
ทั้งสองชนิดมีหน้าที่ในการบันทึกรหัสของจีน
ซึ่งจะเป็นรหัสในการเกิดรูปร่างต่างๆๆในสิ่งมีชีวิตอ่ะ
จามได้แค่นี้อ่ะน่ะอิอิ55+


www.miw_angel@hotmail.com (IP:58.10.219.51)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 12 ธ.ค. 2551 (10:56)

RNA (Ribonucleic acid) จ้า


pat1912 (IP:119.42.77.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 19 ธ.ค. 2551 (15:21)

โครงสร้างDNAของพืชคืออะไร  ตอบด้วยภายใน2นาที ได้โปรดคะ


www.tom008@thaimail.com. (IP:61.7.229.59)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 5 ก.พ. 2552 (19:37)

พอดี เค้าต้องการข้อมูลไปทำโครงงานอะ


piano__2008@hotmail.com (IP:118.173.0.49)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 24 ก.ค. 2552 (20:28)

RNAคืออะไรข่วยบอกผมด้วยนะครับผม
ผมไม่รู้จริงๆ


wan007_@hotmail.com (IP:124.157.225.77)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 13 ก.ย. 2555 (18:28)

 


สารพันธุกรรม(Nucleic acid)เป็นสารชีวโมเลกุลขนาดใหญ่
มี2ชนิดคือ
1  DNA(deoxyribonucleic acid)มักพบในสัตว์ชั้นสูงนะ
   สัตว์ชั้นตำไม่มี
2  RNA(จำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้อ่ะ)อิอิ
มักพบในสัตว์ชั้นตำและชั้นสูง
ทั้งสองชนิดมีหน้าที่ในการบันทึกรหัสของจีน
ซึ่งจะเป็นรหัสในการเกิดรูปร่างต่างๆๆในสิ่งมีชีวิตอ่ะ
จามได้แค่นี้อ่ะน่ะอิอิ55+


 


ปรเมศ  ศรีจันทร์งาม ม.6/2


 


poramet17
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 13 ก.ย. 2555 (18:40)

 



GENE (อ่านว่า "ยีน") เป็นชิ้นส่วนที่ประกอบอยู่ในดีเอ็นเอ
ทำหน้าที่สั่งการสังเคราะห์โปรตีน
ซึ่งควบคุมกระบวนการทางชีวิตทุกขั้นตอนตั้งแต่เกิดจนตาย
ยีนหรือพันธุกรรมคิดเป็นสัดส่วน 2-4% ของดีเอ็นเอของมนุษย์
ส่วนที่เหลือเป็น "ขยะ" หรือดีเอ็นเอเงียบซึ่งยังไม่ทราบประโยชน์ใช้สอย
คำว่า GENE มีรากศัพท์จากภาษากรีก "genos"
แปลว่ากำเนิดหรือการเกิดประมาณการณ์กันไว้ว่า จำนวนยีนมีอยู่ราว
28,000-140,000 หน่วย



    
CHROMOSOME (อ่านว่า "โคร-โม-โซม") คือ สายโซ่ดีเอ็นเอ 1 คู่
มนุษย์จะมีโครโมโซม 23 คู่ ฝังอยู่ในแกนของแต่ละเซลล์ โครโมโซม x และ y
จะเป็นตัวกำหนดเพศ (xx = ผู้หญิง, xy = ผู้ชาย)
ถ้านำโครโมโซมจากทุกเซลล์ในร่างกายคนๆ เดียวมาเรียงต่อท้ายกันเข้าจะยาวถึง
160,000 ล้านกิโลเมตร (100,000 ล้านไมล์)


 ที่มา http://www.oknation.net/blog/rujira226/2009/06/25/entry-2


kluay123
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 18 ก.ย. 2555 (14:12)

กฎของเมนเดล ข้อที่ 1



เมื่อมีการสร้าง Gamete จำนวน Gene ลดลงครึ่งหนึ่งและเมื่อเกิดผสมพันธุ์มีการรวมตัวของ Gene โดย Gene เด่น จะข่ม Gene ด้อยและให้รุ่น F1 ผสมกันเอง ลักษณะที่หายไปในรุ่น F1จะแสดงออกมาในรุ่น F2

จะได้เมล็ดสีเหลือง : เมล็ดสีเขียว 3:1


กฎข้อที่ 2 ของเมนเดล

กฎการรวมกลุ่ม Gene อย่างอิสระ ในเซลล์สืบพันธุ์จะมีการรวมกลุ่มของ Gene อยู่ต่าง Locus กันเป็นไปอย่างอิสระทำให้เราสามารถทำนายอัตราส่วนของเซลล์ที่มีกลุ่ม Gene ต่างๆได้ ใช้ลักษณะ 2 ลักษณะในการศึกษา

1. ลักษณะเมล็ด (เมล็ดเรียบและเมล็ด
ขรุขระ)
2. สีของเมล็ด (เมล็ดสีเหลืองและสีเขียว)

นำเมล็ดเรียบสีเหลือง ผสมกับเมล็ด
ขรุขระสีเขียว P = เมล็ดเรียบสีเหลือง
X = เมล็ด
ขรุขระสีเขียว F1= เมล็ดเรียบสีเหลือง (ให้ผสมกันเอง)
F2 เมล็ดเรียบสีเหลือง = 9R_Y_
เมล็ดเรียบสีเขียว = 3R_yy
เมล็ดขรุขระสีเหลือง = 3rrY_
เมล็ดขรุขระสีเขียว = 1rryy
เมื่อ Gene R= เมล็ดเรียบ r = เมล็ดขรุขระ
Y = เมล็ดสีเหลือง y = เมล็ดสีเขียว
เขียนโดยใช้ Gene ที่แสดง Genotype ลักษณะที่มาผสมกัน
เมล็ดเรียบสีเหลือง = RRYY
เมล็ด
ขรุขระสีเหลือง = rryy


 


Natthika_Kanlaya
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 18 ก.ย. 2555 (16:45)
สารพันธุกรรม มันจะทำหน้าที่เก็บข้อมูลรหัสสำหรับการทำงานของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ อย่างเช่น เมื่อสิ่งมีชีวิตมีการสืบพันธุ์ จะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโอสิสก็จะมีการแบ่งสารพันธุกรรมนี้ไปยังเซลล์ที่แบ่งไปด้วย โดยยังคงมีข้อมูลครบถ้วน
ซึ่งพบได้จาก นิวเคลียสของเซลล์ เรียกรวมว่ากรดนิวคลีอิคโดยคุณสมบัติทางเคมีแบ่ง กรดนิวคลีอิคลงได้เป็นสองชนิดย่อย คือ RNAและDNA สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่มีสารพันธุกรรมเป็นDNA ยกเว้นไวรัสบางชนิดเป็นRNA รหัสบนสารพันธุกรรมหากมีการถอดรหัสออกมาได้ เรียกรหัสส่วนนั้นว่า ยีน (Gene)
Sukhontawit_Duangchan
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 19 ก.ย. 2555 (12:10)

สารพันธุกรรม มันจะทำหน้าที่เก็บข้อมูลรหัสสำหรับการทำงานของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ อย่างเช่น เมื่อสิ่งมีชีวิตมีการสืบพันธุ์ จะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโอสิสก็จะมีการแบ่งสารพันธุกรรมนี้ไปยังเซลล์ที่แบ่งไปด้วย โดยยังคงมีข้อมูลครบถ้วน
ซึ่งพบได้จาก นิวเคลียสของเซลล์ เรียกรวมว่ากรดนิวคลีอิคโดยคุณสมบัติทางเคมีแบ่ง กรดนิวคลีอิคลงได้เป็นสองชนิดย่อย คือ RNAและDNA สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่มีสารพันธุกรรมเป็นDNA ยกเว้นไวรัสบางชนิดเป็นRNA รหัสบนสารพันธุกรรมหากมีการถอดรหัสออกมาได้ เรียกรหัสส่วนนั้นว่า ยีน (Gene)

จักรี  อู่สุวรรณ  ม.6/2


palmmz
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม