|
ขอบคุณที่ไม่รักกัน
โพสต์เมื่อ:
15:21 วันที่ 8 พ.ย. 2548 ชมแล้ว:
5,489
ตอบแล้ว:
38
เห็นคนอื่นๆมีงานเขียนอยากมีงานเขียนเป็นของตัวเองบ้างค่ะ
ใช้คำว่าฉันเป็นตัวดำเนินเรื่อง อาจจะจริงบ้างแต่งบ้างอย่าถือ เป็นเรื่องจริงร้อยเปอร์เซ็นต์นะคะ เริ่มอ่านกันโลด..(ภาษาอีสานวันละคำ) คำว่ารักนี่ไม่เข้าใครออกใครเลยจริงๆนะคะหลายคนต้องประสบพอเจอกันมาบ้าง อย่างน้อยก็ความรักของพ่อแม่พี่น้อง ไม่ว่าจะรักแบบเพื่อนรัก แบบแฟน รักแบบไหนที่ไม่ต้องทุกข์ แทบจะไม่มี อ้าวผู้เขียนจะมาไม้ไหนล่ะนี่ เปล่าค่ะไม่ได้มาเขียน ธรรมะหรอกค่ะ แค่ข้อเตือนใจ เห็นคนสมัยนี้ฆ่าตัวตายประชดรัก และข่าวไม่ดีต่างๆเกี่ยวกับอกหัก รักคุด ก็เลยอยากแบ่งปันสิ่งที่เคยผ่านมาเล่าเป็นข้อเตือนใจท่านผู้อ่านบ้างค่ะ ขอออกตัวก่อนนะคะว่าผู้เขียนไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความรักหรอกค่ะ แต่พอจะรู้จักคำนี้บ้างเท่านั้นเอง ------------------------------------------- คุยกับคุณ Little Sun ผู้เขียนเรื่อง ขอบคุณที่ไม่รักกัน ได้ที่นี่ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=40007 จำนวน 38 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 15 ธ.ค. 2548 (14:56) เมื่อวานฉันอ่านเรื่องของเด็กหนุ่มแห่งมหาวิทยาลัยBerkeley เด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนอิสราเอลได้รับทุนไปต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษไม่ใช่เพราะ เด็กคนนนี้เรียนเก่งอะไรนะคะแต่เพราะว่าเป็นคนมีน้ำใจช่วงปิดเทอมของเด็กคนนี้แทนที่จะได้ไปเที่ยวพักผ่อนเหมือนนักศึกษาคนอื่นๆแต่กลับเอาเวลาไปช่วยชาวบ้านตั้งแคมป์ซึ่งเป็นคลินิคเล็กๆเพื่อให้ความรู้และรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่ชุมชนในบ้านเกิดของตน สิ่งที่ดลใจทำให้เด็กหนุ่มสนใจจัดตั้งคลินิคนี้ก็เพราะยายของเขาเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวานทั้งที่น่าจะรักษาได้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีนะคะ ที่นักศึกษาคนนี้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำงานเพื่อสังคม ฉันอยากเห็นนักศึกษาบ้านเรามีความคิดริเริ่มที่จะมาทำงานเพื่อสังคมอย่างเด็กหนุ่มคนนี้บ้าง หากเรามัวแต่รอให้คนอื่นทำไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เริ่มต้นเสียทีจริงไหมคะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 19 ธ.ค. 2548 (14:34) การมองอย่างผิวเผิน เคยไหมที่มองใครเพียงแค่เวลาไม่ถึงนาทีเราก็ประเมิณ เสียแล้วว่าคนคนนั้นเป็นอย่างไร เชื่อไหมคะว่าเป็นการไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ถูกมองเอาเสียเลย เมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ น้องคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่าได้เข้าไปเรียนกับอาจารย์สอนจิตวิทยาท่านหนึ่ง เธอเรียนด้วยความตั้งใจ แต่เธอไม่ได้นั่งแบบทำหน้าว่าตั้งใจหรือสนใจ เหมือนคนบางคนนั่งเรียนเหมือนกับว่ากำลังนอนอยู่เวลาที่อาจารย์สอน แต่ผลออกมาได้คะแนนสูงกว่าเพื่อนในชั้น น้องคนนั้นเล่าว่าหลังจากเรียนกับอาจารย์ท่านนี้ได้ครั้งเดียวอาจารย์ก็เอาเรื่องนี้ไปพูดกับหัวหน้าของน้องคนนี้ว่าเธอ ไม่ตั้งใจเรียน จาหนั้นหัวหน้างานจึงมาถามน้องคนนี้ น้องคนนี้บอกไปว่าเธอตั้งใจเรียนมาก และตลอดระยะเวลา4ปีที่เธอเรียนมาเธอยังไม่เคยถูกว่าอย่างนี้สักครั้ง หัวหน้างานไม่เชื่อที่น้องคนนี้พูด เพราะเขาเชื่อในการตัดสินของอาจารย์ท่านนี้ที่เป็นถึงอาจารย์จิตวิทยาจะดูคนผิดได้อย่างไร ฉันได้ฟังอย่างนี้แล้วใจหายค่ะ เพราะคนเราอยู่ๆจะมาตัดสินกันแบบนี้ได้อย่างไร หากใครตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ คงรู้สึกท้อนะคะ เราตั้งใจแต่กลับถูกมองเป็นอีกอย่าง ยังไงฉันก็ขอให้กำลังใจคนที่กำลังท้อใจเกี่ยวกับการถูกเข้าใจผิดนะคะ สักวันหนึ่งความจริงจะปรากฏวันนั้นเขาจะได้รูเสียทีว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด หากเราต้องตัดสินใจว่าใครเป็นอย่างไรโปรดได้คิดอย่างแยบคายก่อนเถอะนะคะ ไม่อย่างนั้นเราจะตัดสินและสรุปอะไรที่ผิดๆ ดิฉันมีเหตุการณ์บนรถเมล์ มาเล่าประกอบค่ะ มีกลุ่มคนงานแต่งตัวโทรมโดยสารรถเมล์จากสนามหลวงมาลงที่ประตูน้ำ คนงานกลุ่มนี้อยู่ในอาการมึนเมาคุยกันเสียดัง พอกลุ่มคนงานนี้ลงไป คุณลุงท่านหนึ่งพูดกับผู้โดยสารที่นั่งข้างๆว่า ลงไปเสียก็ดีพวกมีร่างที่เปรียบเหมือนวิญญาณไม่มีมารยาท คุณลุงท่านนี้คงไม่ได้ยินคนงานคนหนึ่งพูดกับเพื่อนว่าให้ขอโทษคนที่เขาชนเสียสิ ขอโทษเขาซะ ฉันได้ยินยังนึกชมว่าอย่างน้อยถึงจะเมาแต่เขายังมีใจขอโทษคนที่เขาเดินชนบนรถเมล์ คุณลุงท่านนี้คงไม่ได้ยินประโยคที่คนงานพูดกันเป็นแน่จึงพูดอย่างนั้น น้ำใจและการคิดให้อภัยอยู่ไหนหนอ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 28 ธ.ค. 2548 (14:41) ชนะใจตัวเอง เมื่อวานเป็นวันที่ฉันมีความสุขมากๆวันหนึ่งถึงแม้จะเป็นวันที่ฝนตกตั้งแต่ตี3 และฉันต้องตื่นตั้งแต่ตี4 เพราะตั้งใจว่าจะไปตักบาตร ที่สำคัญต้องลงมือทำอาหารเอง แต่มีอุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่งคือฝนตกบรรยากาศกำลังดี นาฬิกาปลุกฉันเริ่มรังเรแล้วสิว่าจะไปตักบาตรดีไหมเนี่ยกำลังนอนหลับสบายเชียว ในที่สุดฉันก็ต่อสู้กับความขี้เกียจสำเร็จ ลุกขึ้นมาทำอาหารแต่ฝนเจ้ากรรมยังตกไม่หยุด คนขี้เกียจมักจะโทษฟ้าโทษฝนอย่างนี้ล่ะค่ะ เอาอีกแล้วล่ะสิชักจะไม่อยากออกไปตากฝนแล้วสิเรา นึกในใจว่าทำไมเราเกเรแบบนี้นะ มัวแต่โทษฟ้าโทษฝนเมื่อไหร่จะได้ทำอะไรดีๆล่ะ ฉันตัดสินใจกางร่มและหิ้วอาหารที่เตรียมเอาไว้ ไปขึ้นรถเมล์เพื่อใส่บาตรที่วัดบวรนิเวศ พอถึงวัดฝนก็ยังไม่ยอม หยุดอยู่ดี พอเห็นพระกางร่มออกบิณฑบาตรฉันก็เริ่มนึกภูมิใจที่เอาชนะใจตัวเองมาตักบาตรขณะฝนตก เช้านี้เป็นเช้าที่ฉันมีความสุขมากๆพระองค์สุดท้ายที่รับบาตรของฉันท่านถึงกับอนุโมทนากับฉันที่มาตักบาตรกลางฝน ฉันอยากฝากถึงเรื่องการเอาชนะความขี้เกียจเล็กๆน้อยไปถึงทุกคน ลองพยายามดูนะคะครั้งแรกอาจจะยากแต่ครั้งต่อไปจะง่ายค่ะ เพราะต่อไปไม่ว่าฝนจะตกทั้งวันหรือเปล่าเราก็ไม่เกี่ยงเพราะว่าใจเราไม่สนชีวิตเราต้องดำเนินต่อไปนี่เนอะถ้ามัวให้ไปขึ้นกับฝนกับฟ้าคงไม่ได้ไปไหนพอดี ตอนนี้ก็ขอส่งกำลังใจไปช่วยชาวใต้ที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมนะคะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 28 ธ.ค. 2548 (15:10) งานอาสาเพื่อนในหลวง http://www.v4king.in.th/about.php เมื่อวานฉันมีโอกาสดีอีกแล้วได้ไปร่วมเป็นอาสารับสมัคร อาสาเพื่อในหลวงที่บูทเว็นทัรลปิ่นเกล้า งานนี้จัดโดย กลุ่มอาสาจิตอาสาก่อตั้งขึ้นครบรอบหนึ่งปีพอดีค่ะ วันที่ก่อตั้งตอนนั้นก็เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิค่ะจากนั้น กลุ่มนี้ก็ทำกิจกรรมมีเรื่อยๆเช่นร่วมปลูกต้นไม้กับดาบสมบูรณ์ เก็บขยะแม่น้ำเจ้าพระยา ฯลฯ กลุ่มจิตอาสาได้รับการสนับสนุนจาก http://www.thaihealth.or.th/mr21.php หากใครได้ดูข่าวคงพอจะทราบนะคะว่าอาสาได้กระจายตัวไปจัด งานตามห้างสรรพสินค้า จุดใหญ่ๆอยู่ที่สยาม และอาคารมาลีนนท์ ส่วนฉันไปช่วยงานที่ห้างย่านปิ่นเกล้า ความจริงแล้วเป็นคนที่ขี้อายค่ะแต่ก็คิดว่าเราทำความดีไม่น่าจะอายเลยนี่นา แต่ก็ยังอายอยู่ดี แต่สิ่งที่ได้จากการไปช่วยงานครั้งนี้คือความภูมิ ใจค่ะที่ได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมแม้จะไม่มากมายแต่ถ้าเราร่วมมือกันคนละไม้ครละมือละก็สังคมของเราจะน่าอยู่และอบอุ่นขึ้นเยอะนะคะ จากการสังเกตุของฉันคนที่สมัครใจจะสมัครเป็นอาสาส่วนใหญ่กลับเป็นคนที่มีอายุประมาณ 30-60 ม่ายรู้วัยรุ่นไปไหนหมดค่ะ น่าน้อยใจ คุณลุงบางคนแก่มากเดินเข้ามาถามและให้กำลังใจ ในขณะกลุ่มวัยรุ่นพากันเดินหนี นี่ถ้าแจกบัตรคอนเสริตคงต่อแถวยาวเลยนะนี่ เอจะบ่นทำไมเนี่ย เอาน่าไหนๆก็ไหนๆฉันขอประชาสัมพันธ์นิดนึงนะคะถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกอาสาก็ไม่เป็นไรค่ะ การทำความดีทำได้ทุกสถานที่ทุกเวลาอยู่แล้วเนอะ เด็กๆอยู่ในวัยเรียนก็ตั้งใจเรียน ผู้ใหญ่ก็ตั้งใจทำงานอย่างสุจริต ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทางเอ่อหมายถึงทิ้งลงขยะนะคะไม่ได้ให้ทิ้งทั่วไป กล่าวขอบคุณเมื่อมีคนทำอะไรให้เราไม่ว่าจะเป็นพนักงานขายของ หรือใครก็แล้วแต่ นี่ก็เป็นความดีเล็กๆน้อยๆที่ทำได้ไม่ยากจริงไหมคะ ลองคิดดูนะคะถ้ารอบๆตัวเรามองไปทางไหนมีแต่รอยยิ้มและน้ำใจสังคมเราจะน่าอยู่แค่ไหน รออะไรอยู่คะถ้าคิดอย่างเดียวไม่เป็นจริงหรอกค่ะลงมือ เดี๋ยวนี้เลยดีกว่านะคะ นี่เป็นลิงค์ที่ฉันเคยตั้งกระทู้เกี่ยวกับการมอบน้ำใจให้กัน 1. http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=51&Pid=7906&PHPSESSID=ed01737a64691daa8af44d1d7d7c6959 2. http://www.vcharkarn.com/vcafe/bunterng/?Cafe=50&slType=Cowner&oop=2&page=3 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 5 ม.ค. 2549 (18:30) สวัสดีปีใหม่ท่านที่กำลังอ่านอยู่ทุกๆท่านและท่านที่ไม่ได้อ่านนะคะ ปีใหม่หลายๆคนคงมีความหวังว่าจะได้เริ่มต้นหรือพบเจออะไรที่ดีกว่าเดิม ฉันก็ขออวยพรให้ทุกๆคนพบแต่สิ่งดีๆมีชีวิตสดใส เบิกบาน ห่างไกลจากสิ่งที่ไม่ดีทั้งปวงนะคะ ปีใหม่ฉันกับน้องสาวไปฉีดวัคซีนใจกันที่วัดมเหยงค์ค่ะ ไปปฏิบัติธรรมน่ะค่ะ เชื่อไหมคะว่ามีคนไปเยอะมากประมาณ1200คนเป็นผู้ชายซะ50คนได้มังคะ เอทำไมผู้ชายสนใจธรรมะน้อยจังนะคะนี่ คนที่ไปก็มีตั้งแต่อายุ 9-80 ปี ครั้งนี้ฉันรูสึกดีใจที่เห็น คนให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจมากขึ้น อาจารย์หมอท่านหนึ่ง ท่านเคยบอกว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นนักจิตบำบัดที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ฉันมีความเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ แต่จะไปบอกให้คนอื่นเชื่อและคล้อยตามก็ไม่ได้นะคะ ต้องให้เขาพิสูจน์ด้วยตัวเองค่ะ เมื่อ2เดือนที่ผ่านมาฉันมีโอกาสดีได้ไปฟังพระฝรั่งท่านมาบรรยายธรรมะที่สโมสรแห่งหนึ่งตรงข้ามกับสาธิตจุฬา แทบไม่น่าเชื่อว่ามีผู้ฟังเกือบพันและเป็นฝรั่งเสียส่วนใหญ่ด้วยสิคะ ฉันอยากเห็นคนไทยเราให้ความสำคัญกับศาสนาประจำชาติบ้างนะคะเพราะอย่างน้อยเราจะมีชีวิตที่แกร่งได้ เราก็ต้องมีพลังใจที่เข้มแข็งพอสมควรแต่ใจเราจะเข้มแข็งเฉยๆก็ไม่ได้ต้องผ่านการฝึกฝนก่อน การปฏิบัติธรรมก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ใจเราภภูมิคุ้มกันได้นะคะ วิธีการฝึกก็ไม่มีอะไรยากเลยแม้แต่นิดเดียวหากสนใจลองเข้าไปอ่าน http://dungtrin.com/vipassana/ThaiMain.htm# ลืมบอกไปค่ะว่าพระอาจารย์ท่านนี้จบฟิสิกส์จากCambridge เลยนะคะ ท่านบอกว่าความสุขของเรา เราต้องกำหนดเองอย่าไปขึ้นกับคนอื่น ฉันได้เจอแม่ชีใจดีด้วยนะคะครั้งนี้ แม่ชีสอนฉันว่าจะรักใครชอบใครน่ะเผื่อใจ 50 คืออย่าทุ่มใจให้เขาหมด เพราะวันหนึ่งเขาอาจเป็นอื่นไปได้ แม้แต่ใจเราเองนะยังมีเปลี่ยนเลยจะประษาอะไรกับใจเขาล่ะ จริงไหมคะท่านผู้อ่าน ปีใหม่นี้ฉันขอให้เป็นปีที่เริ่มต้นด้วยสิ่งดีๆนะคะ ที่สำคัญต้องไม่ประมาทนะคะ โชคดีนะคะ อย่าลืมมอบความสุขให้คนรอบข้างบ้างนะคะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 16 ม.ค. 2549 (17:35) ความสุขและความทรงจำ เมื่อสิบกว่าวันที่ผ่านมาฉันมีวันที่คิดว่าเป็นวันที่มีความสุขที่น่าจดจำมากๆวันหนึ่ง เป็นวันที่ฉันได้พบกับพี่ชายที่ฉันรักและเคารพ เหมือนเป็นธรรมเนียมไปเสียแล้วที่1ปีฉันจะต้องเจอพี่ชายของฉัน1ครั้ง และก็เป็นวันที่ฉันรอคอยด้วยความสุขที่ได้รอ วันนั้นพี่ฉันได้สอนฉันเหมือนทุกครั้งคือให้ฉันเข้มแข็งและต้องช่วยเหลือคนให้มาก ฉันน้อมรับและตั้งใจจะทำให้เต็มที่และสุดความสามารถ ฉันถือว่าตัวเองโชคดีมากๆที่มีพี่ชายที่รักและเคารพแบบนี้ ฉันรู้สึกว่าฉันเข้มแข็งมากขึ้นที่ได้รับกำลังใจจากพี่ชาย พี่ชายของฉันพร้อมที่จะรับฟังเรื่องราวของฉันทุกๆเรื่อง ไม่ว่าเรื่องดีหรือร้าย สิ่งเหล่านี้ที่ฉันได้รับจากพี่ชายก็ทำให้ฉันสุขใจล้นเหลือแล้ว ฉันคิอว่าเพลงนี้น่าจะเหมาะกับพี่ชายของฉันนะ ชื่อเพลง/Title : รัก ศิลปิน/Artist : Dobe feat.อัญชลี จงคดีกิจ เหมือนฝนตกตอนหน้าแล้ง เหมือนเห็นสายรุ้งขึ้นกลางแจ้ง เหมือนลมหนาวเดือนเมษา เหมือนว่าใจอ่อนล้ากลับแข็งแกร่ง เหมือนคนกำลังมีรัก เหมือนคนหลงทางพบคนรู้จัก เหมือนเจอของสำคัญที่หล่นหาย เหมือนร้ายนั้นกลายเป็นดีมาก เหมือนที่ฉันนั้นได้มาพบกับเธอ ชีวิตฉันจึงได้เจอ * แต่ไม่รู้จะขอบคุณ ไม่รู้ทำอย่างไร ไม่รู้ว่าสิ่งไหนจะยิ่งใหญ่ควรค่าพอ ที่ฉันได้จากเธอ ได้รักโดยไม่ต้องขอ ได้รู้โดยไม่ต้องรอ ว่ารักคืออะไร โอเธอ ทำให้ฉันรู้จัก ความรักที่ไม่มีเหมือนใครใด ได้มามีเธอนั้นเป็นคนให้ หัวใจอยากให้เธอรู้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 25 ม.ค. 2549 (14:00) เมื่อ2-3วันที่ผ่านมาฉันได้ไปแอ่วเมืองเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งนี้ได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ด้วยนะ หลานชายเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับเจดีขาว เพื่อความชัวร์ฉันเลยไปค้นข้อมูลมาเพิ่ม อันว่า..เรื่องเจดีย์ขาวนี้หนา กอนว่าเป๋นเจดีย์ตี้อยู่ไกล้กับเทศบาลนครเจียงใหม่แล้วไซร้ อ้ายหนานว่าอี่นายปิ่นไม้ฮักสีท่าได้ฮับฟังเรื่องเล่าผิดๆมาเหียแล้วเน้อ เจดีย์ขาวนี้เป๋นกู่เก๋บสะก๋านหองลุงเปียง วีรบุรุษคนยากแห่งเมืองพิงค์สมัยก่อนสมัยเดิม เรื่องเป๋นตำนานว่ามีข้าศึกยกทัพมาตอเมือง แต่โดยธรรมเนียมเศิกก่อต้องหาเหตุเพื่อจะได้บ่าโดนกล่าวหาว่าข่มเหงเมืองอื่น เลยออกกุศโลบายต๊าหื้อดำน้ำปิงแข่งกั๋น ถ้าแป้ก่อจะยึดเมือง ถ้าบ่ายอมก่อจะเอากำลังยึดเอา แต่ถ้าก้านก่อจะยอมถอยทัพปิ๊กแล้วทำสัญญาเป๋นไมตรีต่อกั๋นไว้ โดยหื้อแต่ละฝ่ายหาคนมาแข่งขันตี้ต้าน้ำภายในเวลาสามวัน เจ้าหลวงเมืองพิงค์ก่อป่าวประกาศหาคนตี้จะอาสาแข่งกับข้าเศิก จนปอไคว่บ้านไคว่เมือง ก่อบ่ามีไผ่ฮับอาสา ในตี้สุดตางเจ้าหลวงก่อปลงใจ๋จะยอมเป๋นเมืองขึ้นแล้ว ปอดีหน่วยตระเวณประกาศได้ป่าวประกาศมาถึงตูบห้างนาหองลุงเปียง แกอยู่คนเดียวบ่ามีลูกหลานดูแล แกก่อเลยกึดว่าต๋นข้านี้อยู่ไปก่อตุ๊กยากนับรอวันละสังขารเต้าอั้น แกจึงกึดตอบแทนแผ่นดินเกิด จึ่งขันอาสา พอถึงวันแข่งขัน ได้มีการตั้งปะรำพิธีตี้ฮิมฝั่งแม่ปิง มีเจ้าหลวงเติงสองฝ่ายเป๋น พยาน ลุงเปียงลงดำน้ำโดยผ้าขาวม้ามัดแอว จนเวลาผ่านไปฝ่ายข้าเศิกก่อโผล่ขึ้นมาหายใจ๋ เป๋นอันว่าลุงเปียงแป้ ข้าเศิกก่อยอมถอยทัพตามสัญญา เจ้าหลวงวก่อนั่งรอลุงเปียงว่าเมื่อใดจะขึ้นจากน้ำ จนเวลาล่วงเลยไปหนึ่งวัน จึ่งหื้อคนดำน้ำลงไปเสาะหา ปรากฏว่ามีลุงเปียงได้ละสังขารเหียแล้ว โดยเอาผ้าขาวม้ามัดตั๋วเก่าติดกับฮากไม้ในน้ำ เจ้าหลวงจึ่งเอาสังขารลุงเปียงขึ้นมาแล้วก่อสร้างกู่หื้อเป๋นเกียรติประวัติแก่ลุงเปียง วีรบุรุษจาวบ้านแห่งเมืองพิงค์ เรื่องนี้เป๋นตำนานตี้จดบันทึกไว้ และก่อมีก๋านำมาเผยแพร่ต่อ อ้ายหนานมาอ่านปะก่อเลยเอามาเล่าต่อเพื่อเป๋นการสืบตำนานวีรบุรุษจาวบ้าน บ่าหื้อถูกบิดเบือน เรื่องสัปปะเหล่านี้ ขอจบลงเต้าอี้ก่อนนา..นายเหย จากhttp://board.dserver.org/L/LannaBoard/00000491.html เข้าใจก่า อิอิ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 6 ก.พ. 2549 (13:28) เดือนนี้เป็นเดือนกุมภาพันธ์ ไม่ต้องบอกก็รู้หลายๆคนอาจจะนึกถึงวันวาเลนไทน์ เพื่อไม่ให้เชยจนเกินไป ฉันก็ต้องเล่าถึงความลับ เอ๊ย ความรักสินะ ชอบเล่าจริงๆเรื่องรักนี่ อดใจรอไปอีกปีแล้วกันนะคะแล้วจะมาเล่าให้ฟัง อย่าเพิ่งค้อนกันสิคะ เล่าเดี๋ยวนี้แหละค่า เมื่อเดือนที่แล้วฉันไปทดลองสอนเด็กอนุบาลที่โรงเรียนวิถีพุทธแห่งหนึ่ง ขออนุญาตเอยชื่อนะคะชื่อโรงเรียนทอสีค่ะ มาที่นี่วันแรกฉันก็ตกหลุมรักเสียแล้ว ทุกวันนี้ยังคิดถึงเขาอยู่เลยนะคะ เขาที่ว่านี่เป็นเด็กๆค่ะ น่ารักกันทุกคนเลย ฉันประทับใจหลายคนมากๆ ฉันชอบดูเวลาเด็กๆสวดมนต์และนั่งสมาธิ เสียงสวดมนต์เจื้อยแจ้วจากปากเล็กๆนี่แหละ น่ารักนัก ที่นี่มีสวดมนต์เช้าและก่อนเด็กนอนตอนบ่าย ช่วงให้นอนนี่แหละที่เด็กไม่อยากนอน พอถึงเวลาตื่นต้องเข้าไปจับเขาให้นั่งค่ะ บางคนลุกขึ้นมานั่งเหมือนคนนั่งสมาธิเลย เอนไปทางซ้ายทีขวาที โยกไปข้างหน้า เห็นแล้วสงสาร ไม่อยากปลุกแต่ก็ต้องปลุกให้ตื่น อยู่กับเด็กๆนี่ได้ยิ้มทั้งวันเลยนะคะ ใครที่กำลังมีลูกเล็กๆช่วง 3-5ขวบ ใครยังไม่มีและกำลังจะมีอ่านไว้ก่อนก็ได้นะคะ ฉันมีข้อแนะนำมาฝากค่ะ เด็กช่วงนี้สามารถช่วยตัวเองได้หลายอย่างนะคะ ที่สำคัญเราควรให้โอกาสเด็กๆได้ฝึกทำด้วยตัวเอง เช่นพับเสื้อผ้า แต่งตัว ใส่รองเท้า จัดของ ถ้าเด็กๆเขาได้ทำสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองก็จะเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อไปในตัว อีกอย่างเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบและช่วยเหลือตัวเองค่ะ เด็กช่วงนี้ถ้าเขาได้ปีนป่ายบ้างแขน และขาของเขาก็จะแข็งแรงขึ้น ผูปกครองก็ดูอยู่ห่างๆก็แล้วกันค่ะจะได้ไม่อันตราย อ้อ เอนี่เราจะเขียนคอลัมน์รักลูกหรือไงเนี่ย อิอิ สาระตรงนี้ได้มาจากโรงเรียนทั้งนั้นค่ะ เอขึ้นต้นด้วยเรื่องตกหลุมรักไหง มาจบตรงวิธีการเลี้ยงลูกล่ะนี่ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 15 ก.พ. 2549 (15:42) เมื่อวานมองไปทางไหนก็เห็นแต่คนถือดอกกุหลาบ ฉันคนหนึ่งที่ได้แต่มองแค่นั้น มองที่ว่าน่ะมองคนอื่นเขาหวานกัน แต่ก็ไม่ถึงกับอิจฉาใครหรอก ฉันมีความสุขตามอัตภาพถึงแม้จะไม่มีแฟนกับชาวบ้านเขา แต่ฉันก็มีความสุข ที่ฉันรู้ว่าอย่างน้อยฉันก็หาคนที่ฉันรักเจอแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้คบหาแบบคู่รักทั่วไป ฉันก็มีความสุข สุขที่ได้เห็นคนรักอยู่เย็นเป็นสุขไม่ทุกข์ร้อนอะไร บางทีฉันก็คิดนะว่าไม่น่าเสียเวลาไปเปลืองใจกับคนที่ไม่ใช่เลยนะเรา แต่ก็ดีไปอย่างเหมือนเรามีภูมิคุ้มกัน จะได้ไม่เจ็บหนักเมื่อต้องสูญเสีย หลายๆคนเมื่อรูว่าต้องสูญเสียมักจะทุรนทุรายหาทางทำร้ายตัวเอง และคนรัก บางทีเราก็ต้องหยุดทบทวนพิจารณาใช้เหตุผล แล้วจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แหมเขียนยังกับเป็นผู้เชี่ยวชาญเสียเองเลยนะ ฉันดีใจนะ ที่ความรักของฉันอยู่เหนือเงื่อนไข เพียงแค่ได้นึกถึงสิ่งดีๆของคนที่ฉันรักก็ทำให้ฉันสุขใจมากโขแล้ว ไม่จำเป็นต้องเจอหน้ากันทุกวัน อ่านแล้วรู้สึกเอียนไหมคะ ฉันจะไม่ลืมไปตลอดสิ้นอายุไขของฉันเลยว่าคนพิเศษคนนี้ ทำให้ฉันคลายเศร้า และยิ้มได้เมื่อต้องผจญกับความทุกข์ เมื่อวานอ่านจุดประกายของกรุงเทพธุรกิจ เขียนถึงเพลงเกี่ยวกับความรัก พร้อมบอกว่าเพลงไทยปัจจุบันเป็นแนวอกหักเสียมากกว่ารักสวยงามเสียอีก เพลงอกหักเยอะเหลือเกิน มาดูเพลงสวยงามในใจของฉันบ้างดีกว่าคือเพลงอะไร ศิลปิน : ประภาส ชลศรานนท์ เพลงนำรายการ "คู่ทรหด" ชื่อเพลง : ลมหายใจของกันและกัน อาจเป็นเพราะเราคู่กันมาแต่ชาติไหน จะรักรักเธอตลอดไป เป็นลมหายใจของกันและกัน อาจเป็นเพราะเรา (ญ) คู่กันมาแต่ชาติไหน จะรักรักเธอตลอดไป (ช/ญ)เป็นลมหายใจของกันและกัน อาจเป็นเพราะเราคู่กันมาแต่ชาติไหน จะรักรักเธอตลอดไป เป็นลมหายใจของกันและกัน http://www.sarnfun.com/show.php?Category=2&page=50&No=3672&Fno=S00871 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 19 ก.พ. 2549 (12:13) เนื่องจากทุกวันพฤหัสบดีฉันมีนัดสำคัญคือรออ่านจดหมายข่าวดังตฤณ ซึ่งจะส่งให้สมาชิกอ่านเป็นประจำทุกวันพฤหัสบดี ที่ http://www.dungtrin.net/newsletter/ สัปดาห์ที่ผ่านมาจดหมายฉบับนี้มีข้อความที่ฉันเห็นว่าเป็นประโยชน์มาก เกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับปัจจุบัน ฉันจึงอยากเอามาฝากคนที่เผลอใจมาอ่านเรื่องที่ฉันเขียน อิอิ ถ้ามีคนมาปรึกษาผมว่าเขากำลังจะทำหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ และอยากให้คนอ่านกันทั้งประเทศชนิดติดงอมแงมภายในเดือนเดียว เขาควรจะทำอย่างไรให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย ผมจะหันไปตอบทันทีว่าเอาอย่างนี้ ถ้าคุณทำตามที่ผมบอกได้ อย่าว่าแต่อ่านกันทั้งประเทศเลย หนังสือพิมพ์ของคุณจะเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงขึ้นอันดับหนึ่ง คนต้องอ่านกันทั้งโลก ไม่ใช่แค่ทั้งประเทศ วิธีง่ายๆแต่ทำยากหน่อยครับ คุณตั้งทีมทำนายเหตุการณ์วันพรุ่งนี้ขึ้นมาทีมหนึ่ง ทั้งพาดหัวข่าว ทั้งเนื้อหาหลักๆในหน้าหนึ่งนั้นไม่ต้องมีข่าววันนี้ ลงแต่ข่าววันพรุ่งนี้ลูกเดียว ทีมทำนายเหตุการณ์ควรประกอบไปด้วยหมอดูแม่นๆ กับนักวิชาการที่รู้ลึก รู้จริง ขอเพียงทำนายถูกแค่หนึ่งในสาม และมีเหตุผลสนับสนุนเป็นข้อมูลที่ชัดเจน ก็ดึงดูดความสนใจของคนได้ชะงัดแล้ว ความอยากรู้อนาคตของคนเรารุนแรงขนาดไหน? คุณลองจินตนาการว่ามีหนังสือพิมพ์มหัศจรรย์ ไม่รายงานข่าววันนี้ แต่รายงานเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เอาแค่เขยิบไปวันเดียวนะครับ เปลี่ยนจากวันนี้เป็นพรุ่งนี้ ทุกคนจะแห่ไปซื้อกันเกลี้ยงแผง ไม่เหลือให้คนมาช้าสักฉบับ รับรอง แล้วทำไมพวกเราถึงต้องอยากรู้อนาคตกันนัก? คำตอบคือบนโลกนี้ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่ไม่พอใจกับปัจจุบัน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่ตั้งความหวังรออนาคตที่ดีขึ้น มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่อยากรู้อยากเห็นเกินตัว ไม่เชื่อลองไปถามสิ่งมีชีวิตอื่นๆบนโลกดูสิครับ มีไหมที่มันนั่งฝันนอนฝันถึงอนาคตไกลๆตัว อย่างมากที่สุดจะมีสัตว์เลี้ยงเช่นหมาแมวตั้งตารอนายกลับบ้าน ทั้งชีวิตมีความสุขอยู่กับการรอสั้นๆแค่นั้นจริงๆ ถ้าถามว่ารอวันที่ดีขึ้น แล้วอะไรคือวันที่ดีที่สุด เผ่าพันธุ์มนุษย์เราควรรอเหตุการณ์แบบไหน? ในทางร้ายที่สะใจคนอยากตายคือวันฟ้าถล่ม นิวเคลียร์ทลายโลก ในทางดีที่น่าปรารถนาของคนอยากอยู่คือวันฝนตกลงมาเป็นเพชรพลอย นั่นแหละ มนุษย์มีจินตนาการอยู่กับอะไรในอนาคตแบบนั้น พูดไปก็เหลือเชื่อ แต่เป็นความจริง มนุษย์นึกว่าเหตุการณ์ภายนอกเท่านั้นที่เป็นจริงเป็นจังน่ายึดถือ มนุษย์นึกว่าเหตุการณ์ภายนอกเท่านั้นที่นำความสุขความทุกข์มาให้ มนุษย์นึกว่าเหตุการณ์ภายนอกเท่านั้นที่น่าตื่นเต้นรอคอย โดยที่แท้แล้ว เหตุการณ์ภายในจิตต่างหากที่น่าสนใจ เหตุการณ์ภายในจิตต่างหากที่นำสุขทุกข์มาให้ เหตุการณ์ภายในจิตต่างหากที่เป็นที่สุดของการมีชีวิต แก่นคำสอนของศาสนาพุทธจะไม่ให้หวังรอแม้ชาติหน้า แต่ให้เห็นค่าของนาทีนี้ วินาทีนี้ ว่าเป็นที่สุดของสิ่งล้ำค่า คุณจะพบวันดีที่สุดในชีวิตจากวินาทีปัจจุบัน ไม่มีใครเคยพบวันดีที่สุดในวันพรุ่งนี้แม้แต่คนเดียวครับ ฉันชอบข้อความนี้เพราะฉันเองก็เคยมองข้ามและไม่ให้ความสำคัญกับเวลาปัจจุบันมากนักทั้งๆที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อชีวิตเราในขณะนั้น บวกกับเมื่อคืนฉันได้อ่านหนังสือธรรมของท่านชยสาโร ภิกขุ เรื่องเตรียมตัวก่อนตาย ชีวิตของเราจะจบลงวันไหนเราไม่มีทางรู้ล่วงหน้า แต่ที่สำคัญเราควรทำปัจจุบันของเราให้ดีที่สุด คุณเคยคิดจะทำอะไรสักอย่างแล้วได้เพียงแต่ จะจะจะ ทำ แต่ยังไม่ได้ลงมือไหม แล้วคุณคิดจะลงมือทำเมื่อไหร่ นี่เป็นคำสอนที่ฉันอ่านเจอและอยากจะนำมาแบ่งปันให้ผูอ่านนำไปคิดพิจารณา ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 24 ก.พ. 2549 (14:50)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 24 ก.พ. 2549 (14:51)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 2 มี.ค. 2549 (12:16) ในความเห็นเพิ่มเติมที่30ใรเปิดมาเจอคงต้องสงสัย เป้นแน่แท้ว่าฝากอะไรก๊ากๆ ก็ฉันตั้งใจจะโพสต์รูปดอกบัวสวยๆแต่ผิดพลาดนิดหน่อย ไม่เป้นไรค่ะเรามาต่อจากครั้งที่แล้ว ที่ฉันสัญญาว่าจะมาบอกวิธีการสงบจิตใจและพัฒนาจิตใจในระดับที่สูงขึ้นไป ฉันไม่ได้เขียนเองหรอกค่ะ เพราะยังเป้นแค่ เด็กฝึกหัดจึงต้องเอาคำสอนของครูอาจารย์มาให้อ่านกันตามอัธยาศัยใครชอบแบบไหนเลือกอ่านนะคะ หลับตาทำไม ใครที่เคยสงสัยว่าเขานั่งสมาธิกันทำไมนะ อ่านลิงค์นี้แล้วจะทราบนะคะ http://larndham.net/index.php?showtopic=14251&st=10 สำหรับผุ้สนใจใคร่รุว่าปฏฺบัติธรรมให้ถึงขั้นจากการพ้นทุกข์นี่ทำยังไงทำได้จริงหรือขอแนะนำ 1.http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/000373.htm 2.http://dungtrin.com/7months/ 3.http://dungtrin.com/vipassana/ThaiMain.htm# ใครกำลังทุกข์หนักไม่มีทางออกก็พักใจด้วยการอ่านลิงค์ที่ฉันแนะไว้สิคะ แล้วจะดีขึ้นเอง จริงๆจ้า ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 23 มี.ค. 2549 (00:56) I thinking of Thailand. New York is the city never sleep .Many people would like to visit here and me too but when I arrived here oh I just wanna come back my home.Now I think no where that I love more than Thialand.Next time I will tell you why . ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 26 มี.ค. 2549 (19:15) กลับมาเล่าต่อจากที่ได้เกริ่นไว้บ้างแล้ว เกี่ยวกับนิวยอร์ก ฉันได้ไปที่นั่นไม่ใช่เพราะบังเอิญ แต่ไปเพราะต้องเข้าอบรมก่อนจะเริ่มงานใหม่ที่เมืองอื่น มันเป็นความฝันของฉันตั้งแต่ยังเด็กว่าอยากไปเมืองนอก แล้วกรรมหรือบุญไม่ทราบก็ทำให้ฉัน ได้มา ฉันรู้สึกว้าเหว่ตั้งแต่ก้าวเหยียบสนามบิน JFK New York ลมพัดทีหนึ่งก็ทำเอาฉันแทบปลิวไปตามกระแสลม โอยหนาวกก็หนาว แล้ววินาทีนั้นฉันก็ถามตัวเองว่าจะอยู่ได้หรือ อากาศหนาวสุดๆ นี่ขนาดหิมะยังไม่ตกนะ ฉันไม่อยากคิดถึงตอนนั้นเลย ฉันเข้าพักที่ YMCA เป็นที่พักราคาไม่แพง น่าจะคล้ายๆกับถนนข้าวสาร อยู่นี่สามวันฉันคิดถึงอาหารไทยมากๆได้กินอาหารที่มี ข้าวสองมื้อแต่เอาอะไรใส่ไม่รู้เหลืองเชียวมีกลิ่นอีกต่างหากแค่เป็นกลิ่นสมุนไพร ถึงยังไงก็สู้อาหารไทยไม่ได้อยู่ดีล่ะน่า มื้ออื่นๆแทบไม่ต้องพูดถึงอาหารฝรั่งทั้งน้าน นี่ถ้าไม่ติดว่าฉันเซ็นสัญญางานหนึ่งปีฉันคงกลับบ้านแล้ว กว่าฉันจะรู้ว่าฉันรักเมือง ไทยแค่ไหนฉันก็จากมาแล้ว ต่อแต่นี้ไปฉันไม่อยากไปไหนอีกแล้วนอกจากอยู่เมืองไทยอันเป็นที่รักยิ่ง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 2 เม.ย. 2549 (07:14) ต่อสู้กับความเหงา ความเหงานี่ไม่เคยปราณีใครเลยจริงๆนะคะ เมื่อปีที่แล้วฉันยังแอบขำที่แม่ชีสอนเล่าว่า ไม่เคยเห็นมีหลวงตาที่วัดเหงาเลย แต่ฉันสิจากบ้านมาไกลๆไม่กี่วัน ก็เริ่มรู้รสชาตความเหงาเข้าให้แล้ว กลับไปที่คำสอนแม่ชีอีกครั้ง เพราะฉันคิดว่าต้องมีคนงง แน่ๆเลยว่าฉันขำทำไม ก็เพราะฉันคิดว่าฉันน่ะไม่มีทางเหงาหรอกน่ะสิ ความเหงาเป็นบ่อนทำลายความสุขได้อย่างหนึ่งเทียวนา สำหรับฉันแล้วมันทำให้ฉันท้อ อยากกลับบ้านท่าเดียว กลาย เป็นเด็กไม่รู้จักโตไปเลย แต่ฉันยังโชคดีที่มีพี่ชายแสนดีคอยปรามไว้ว่า หัดรู้จักอดทนเสียบ้าง ใช่สิฉันเหมือนคนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาสู้กับความเหงา พี่ฉันสอนให้ดูความเหงา ดูทำไมก็ดูว่าความเหงาน่ะ มันไม่ได้เกิดขึ้นกับเราตลอดน่ะสิ มันเกิดแล้วก็ดับ ก็แค่นั้นเอง ฟังดูเหมือนง่ายแต่ฉันก็ต้องทำให้ได้ การได้รู้จักคนดีๆก็ดีอย่างนี้เองนะ ฉันอยากให้คุณๆทั้งหลายทำดีกับคนที่ทำดีกับคุณนะคะ ฉันก็ตั้งใจทำดีเหมือนกันตามที่พี่ชายฉันสอน ฉันฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงพี่ชายฉันทันที เพลงประกอบภาพยนตร์ โหมโรง http://music.kapook.com/newmusicstation/play.php?id=2320 เธอช่างอัศจรรย์ และลึกล้ำเกินบรรยาย งามกว่าสิ่งใดๆ เติมเต็มหัวใจให้ฉัน * และเธอไม่เคยห่าง คอยส่องทางให้มองเห็น ปลอบโยนให้เยือกเย็น เป็นบทเพลงให้ผ่อนคลาย ** ให้วันนี้ ได้มีจุดหมาย ทุกข์ท้อเพียงใด ยินเสียงเธออยู่ทุกเวลา อยู่ไกลสุดฟ้าถึงท้องทะเล ยังชัดเจนอยู่ทุกเวลา ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 3 เม.ย. 2549 (07:00) โชคดีไปเจอบทความนี้เข้าให้ โดนใจวัยไม่โจ๋อย่างฉันจริงๆ คิดจากความว่าง เนชันสุดสัปดาห์ โดยคุณดังตฤณ เดี่ยวได้ไม่ต้องเหงา หนุ่มขี้เหงา เดินทางไปหาทางเอาชนะความเหงากลางป่า พบชายลึกลับคนหนึ่ง บทสนทนาจึงเริ่มขึ้น คุณเป็นใคร? "ผมเหรอ... ขออนุญาตยักไหล่ทีนึง... เป็นแค่อีกคนที่จะต้องตายไป" ชอบคิดชอบพูดเรื่องตายๆ บ่อยหรือ? "ผมถูกสอนให้คิดถึงความตายบ่อยๆ และถึงแม้จะไม่ใช่สัปเหร่อ ผมก็ได้เห็นความจริงที่ต้องยอมรับบ่อยๆ" ถ้าศรัทธาความตายนัก จะเลี้ยงชีวิตไว้ทำไม? "เพราะผมถูกสอนให้เตรียมตัวตายด้วยการมีชีวิตที่ดีที่สุด" การมีชีวิตที่ดีที่สุดคืออะไร? "มีขันติในการงดกรรมชั่ว มีความอุตสาหะในการเพิ่มกรรมดี มีความเข้าใจเส้นทางพ้นทุกข์" ความรู้เรื่องกรรมวิบาก ทำให้คุณแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร? "ทำให้เห็นว่าผมตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกับคนอื่น ความเห็นนั้นแหละที่ทำให้แตกต่างจากคนอื่น" แปลว่าคนที่รู้เรื่องกฎแห่งกรรมวิบากสูงส่งกว่าคนอื่นหรือเปล่า? "ผมไม่ได้ถูกสอนเรื่องกรรมวิบากอย่างเดียว ผมถูกสอนให้มีสติแม้ขณะกำลังนั่งส้วม และจากการมีสติตอนนั่งส้วมบ่อยๆ ก็ทำให้ผมพบความจริงว่าตัวเองไม่ได้สูงส่งกว่าคนอื่นเลยจนนิดเดียว" ถ้าวันหนึ่งคุณเดินเข้าห้องนอนแล้วเจอแบบว่าขาวสวยหมวยอึ๋ม นอนแก้ผ้ารออยู่ คุณจะทำยังไง? "ผมจะถามเธอว่าเข้าห้องผิดหรือเปล่า ถ้าเธอตอบว่าไม่ผิด ผมจะถามว่าอย่างนั้นเธอเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า" เสร็จแล้วคุณจะยอมให้เธออยู่ในห้องต่อ หรือว่าไล่เธอออกจากห้อง? "ผมไม่ชอบทำให้ใครเขิน ถ้าต้องทำก็จะเลือกให้เขาเขินน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นผมจะเป็นฝ่ายเดินออกจากห้องเอง" อือม์... จิตใจคุณสูงส่งมากว่างั้นเถอะ? "เปล่าเลย... ผมรู้ตัวดีว่าเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่ถูกสอนให้กลัวความเดือดร้อนจากการก่อเรื่องด้วยความไม่รู้ ถ้าเรื่องสมมติของคุณเป็นความจริง คุณนึกว่าผู้หญิงเขาไม่ต้องมีเหตุผลที่น่าระแวงอยู่เบื้องหลังบ้างหรือ?" เหงาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? "นานแล้ว ตอนยังไม่ทราบวิธีอยู่กับตัวเองด้วยจิตใจที่เบิกบาน" มันทำกันได้ด้วยเหรออย่างนั้นน่ะ? "คุณอยากให้เกิดอะไรขึ้นก็มีวิธีทั้งนั้นแหละ ใครจะทราบหรือไม่ทราบวิธีเท่านั้น" อ๊ะ! ไหนบอกวิธีแบบสั้นที่สุด ง่ายที่สุดซิ "รู้" หือ? รู้อะไร? "มีอะไรให้รู้ก็รู้" ไม่เข้าใจ "คุณต้องการวิธีง่ายๆ ใช้คำสั้นๆ ผมก็ตอบให้ตามต้องการไง แล้วในที่สุดคุณก็พบใช่ไหมว่ามันเป็นไปไม่ได้ คนเราชอบนึกว่าการเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิตอาศัยคำเพียงไม่กี่คำ" เอาล่ะ! อย่างนั้นขอคำอธิบายแบบละเอียดๆ ก็ได้ "ตอนเหงา คุณมีความเหงาให้รู้ ตอนฟุ้งซ่าน คุณมีความฟุ้งซ่านให้รู้ เมื่อคุณรู้อาการใดของจิต อาการนั้นจะหายไปให้ดูเหมือนพยับแดด" ถ้ารู้ความเหงา รู้ความฟุ้งซ่าน แล้วมันไม่หายเหงา ไม่หายฟุ้งซ่านล่ะ จะทำยังไง? "ก็แปลว่าคุณต้องทำตามขั้นตอนแบบไม่ก้าวกระโดด" โอเค! ไม่กระโดดก็ได้ ก้าวแรกทำยังไง? "ผมถูกสอนให้เห็นว่าขณะนี้ลมหายใจกำลังเป็นอย่างไร ถ้าบอกตัวเองเงียบๆ ได้ถูกว่าเข้าหรือออก จิตจะเลิกมองไปข้างหลัง ไม่หวังไปข้างหน้า หันมาอยู่กับปัจจุบันจริงๆ" ต้องรู้ลมหายใจแค่ไหน ถึงจะพร้อมรู้อย่างอื่น? "จิตคุณจะบอก ไม่ใช่ผมบอก" ถ้านานเป็นปีๆ คงท้อเสียก่อนแน่ "ถ้ารู้บ้าง พักบ้าง สบายๆ แบบไม่คาดหวังผล คุณจะเป็นคนมีความสุขทางใจที่ได้เป็นตัวของตัวเองเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ คนเราต้องท้อที่จะมีความสุขทางใจไปเรื่อยๆ ด้วยหรือ?" พอรู้ลมหายใจจนมีความสุขทางใจ จะให้ทำอะไรต่อ? "รู้ความสุข มองตามจริงว่าความสุขไม่เที่ยง เดี๋ยวสุขมาก เดี๋ยวสุขน้อย แล้วแปรเป็นทุกข์น้อยบ้าง ทุกข์มากบ้าง มันขึ้นอยู่กับว่าใจคุณตั้งอยู่กับเหตุแห่งสุข หรือเหตุแห่งทุกข์" พอเห็นชัดว่าสุขทุกข์ไม่เที่ยง จะให้ทำอะไรต่อ? "นั่นแหละ คุณพร้อมจะรู้จักวิธีใช้ชีวิตอย่างไม่เหงาแล้ว พอเหงาก็รู้ว่าเหงา พอฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน เมื่อจิตตื่นรู้ตลอดเวลา คุณจะไม่อ่อนแอแล้วแช่จมอยู่กับอาการชั่วคราวใดๆ ของจิต แต่จะเห็นมันเหมือนลมหายใจ เห็นมันเหมือนสุขทุกข์ ที่เกิดขึ้นด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วต้องดับลงเป็นธรรมดา" ความฟุ้งซ่านต้องมีเหตุด้วยหรือ? เห็นแต่ว่าอยู่ดีๆ มันก็ฟุ้ง "คุณไม่ได้อยู่ 'ดี' จริงน่ะซี คุณอยู่เฉื่อยๆ เรื่อยเปื่อยแบบขาดสติ เป็นการใช้ชีวิตอยู่อย่าง 'ไม่ดี' ต่างหาก เหตุคือความขาดสตินั้นแหละทำให้ฟุ้งซ่าน" โอย! แค่ฟังก็เหนื่อยแล้ว แปลว่าต้องพยายามมีสติไปจนชั่วชีวิตหรือนี่? "ไม่หรอก การปฏิบัติอย่างนี้จะนำไปสู่ชีวิตใหม่ที่คุณไม่รู้จัก ถ้าฝึกมีสติไปเรื่อยๆ คุณจะฝืนพยายามน้อยลงเรื่อยๆ จนเป็นอัตโนมัติ แล้วในที่สุดคุณจะมีสติโดยไม่ต้องตั้งสติ" จุดหมายสูงสุดของการปฏิบัติแบบนี้คืออะไร? "ที่สุดทุกข์" เอาอะไรวัด? "ไม่เป็นทุกข์ทางใจอีก" หมายถึงพระนิพพาน? "ใช่" ฉะนั้น ควรหวังพระนิพพานเพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติใช่ไหม? "ผมถูกสอนให้ 'รู้จัก' พระนิพพานเพื่อความ 'เข้าใจ' จุดหมายปลายทาง แต่ไม่ได้ถูกสอนให้หวังว่าจะต้องถึงซึ่งนิพพานเมื่อนั่นเมื่อนี่" ใครสอนคุณ? "ผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านามว่าพระโคดม" ถ้ายังต้องทุกข์ อย่างไรก็เป็นแค่คนธรรมดาอีกคนหนึ่ง ถ้าดับทุกข์ได้ อย่างไรก็เป็นแค่อีกคนหนึ่งที่จะต้องตายไป ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 16 เม.ย. 2549 (10:05) ในขณะที่ฉันเร่งนับวันนับคืนที่จะได้กลับบ้านตัวเอง จู่ก็นึกขึ้นได้ว่าแต่ละวันที่ผ่านไปนั้น เราก็มีเวลาที่จะได้ มีโอกาสกายใจลดไปอีก ทุกวันๆ และเวลาที่เราจะได้ อยู่กับพ่อแม่พี่น้องก็ลดลงทุกวันเช่นกัน มันทำให้ฉันคิดไปอีกว่า ฉันทำดีที่สุดกับบุคคลสำคัญของฉันแล้วหรือยัง ก่อนที่จะไม่ได้ทำ แล้วคุณล่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 31 พ.ค. 2549 (20:36) มองความสุขย้อนวัย วันนี้ขอพูดถุงความสุขอย่างเดียวก่อนนะคะ เมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก 1-6 ปี จำไม่ค่อยได้คงดีใจที่ได้เล่นตามประสาเด็ก 7-9 ปี มีความสุขที่ได้วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ และแกล้งน้องตัวเอง 10- 12 ปี ช่วงนี้มีความสุขที่ได้เล่นกีฬากับเพื่อน 13-15 ปี มีความสุขกับการทำการบ้าน คิดเลข อ่านหนังสือเอาเป็นเอาตาย และเริ่มถามตัวเองว่ามีความสุขที่ยั่งยืนกว่านี้ไหม 16-18 ปี เริ่มมีความรัก สุขที่ได้แอบมองคนที่เราชอบ 19-22 ปี มีความสุขกับการเรียนและอ่านหนังสือ 23-24ปี สุขนิดหน่อยเพราะไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก 25- ปัจจุบัน มีความสุขในการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ ครูอาจารย์ทางธรรม จากที่ฉันเขียนเล่ามาในแต่ละช่วงชีวิต ฉันมีความสุขที่ต่างๆออกไปใน แต่ละช่วงอายุ คนเราตอนเป็นเด็กมีความสุขได้ง่ายๆ พอโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มจะมีความสุขยากมากขึ้น เพราะมีความต้องการมากกว่า เมื่อยังเป็นเด็กนั่นเอง อยากได้ที่สิ่งที่ได้มายากยิ่ง และเป็นสิ่งที่ไม่คงทนถาวร ฉันไม่ขอยกตัวอย่าง เพราะแต่ละคนย่อมรู้ว่าตัวเองเคยทุกข์เพราะต้องการอะไร ฉันไม่มีสูตรสำเร็จ ในการดับความอยากให้ใคร เพราะฉันก็ยังมีความอยาก ฉันรู้แต่ว่า อยากน้อยทุกข์น้อย อยากมากทุกข์มาก ไม่อยาก ก็ไม่ทุกข์ บางคนก็ทุกข์เพราะหวัง หวังเหลือเกินว่าเขาจะต้องรักเรา หวังมากทุกข์มาก หวังน้อย ทุกข์น้อย ฉันว่าจะไม่เขียนถึงเรื่องทุกข์แล้วนะ แต่ก็อดไม่ได้ เพราะสองอย่างนี้เป็นของคู่กัน สรุป ความหวัง อยากได้ อยากมี อยากเป็น ต่างๆทำให้เราสุข หรือทุกข์ ฉันให้คุณผู้อ่านไปตรองดูเอง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 7 มิ.ย. 2549 (02:50) รักในหลวง ได้รับข่าวจากน้องสาวว่าเธอไปดูพิธีซ้อมเรือเพื่อเตรียมการฉลองสมโภชในหลวงทรงครองราช ครบ 60 ปี ทำเอาคิดถึงเมืองไทยมากๆ นับว่าคนไทยโชคดีมากๆที่มีประมุข มีอัจฉริยภาพ และ ปกครองประเทศโดยธรรม พระคุณท่านที่มีต่อพสกนิกรนั้นลั้นเหลือ อย่าให้ฉันบรรยายเลย ฉันรู้แต่ว่าฉันสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ ในหลวงเสมอ สำหรับฉันแล้วการแสดงว่าเรารักในหลวง เราชาวไทยน่าจะสมัครสมานสามัคคี ดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้กรอบศีลธรรม เหล่าบรรดาผู้บริหารก็บริหารบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์ ง่ายๆแค่นี้เราจะทำให้ท่านไม่ได้หรือไรนะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |