วิชาการดอทคอม ptt logo

การรู้เท่าทันการสื่อสาร

โพสต์เมื่อ: 21:58 วันที่ 17 พ.ย. 2548         ชมแล้ว: 106,456 ตอบแล้ว: 303
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
การรู้เท่าทันการสื่อสาร

การรู้เท่าทันการสื่อสาร ( communication literacy) เป็นผลของกระบวนการคิดไตร่ตรอง ที่ช่วยให้เราสามารถรู้เท่าทันจุดมุ่งหมายแท้ๆของการสื่อสาร ทั้งในฐานะที่เป็นผู้รับสาร และผู้ส่งสาร และผู้ที่อยู่ในกระบวนการสื่อสารครั้งนั้นๆได้ และการรู้เท่าทันจุดมุ่งหมายแท้ๆของการสื่อสาร ช่วยให้เราสามารถวางท่าทีที่ถูกต้อง เหมาะสม ต่อสื่อสารครั้งนั้นๆได้

การรู้เท่าทันการสื่อสาร มองจากปรากฏการณ์ในชีวิตจริง อาจเรียกอย่างง่ายว่าเป็นความ "เข้าใจ"

เมื่อมีสถานการณ์การสื่อสารเกิดขึ้น เช่น แม่ดุลูกที่ลูกกลับบ้านดึก หากลูกรู้เท่าทันการสื่อสารของแม่ ก็จะเข้าใจว่า แท้ๆแล้วที่แม่สื่อสารแบบ"ดุ" ก็เพราะว่าแม่รักและเป็นห่วง
อย่างนี้ลูกก็จะไม่โกรธแม่ และจะสามารถสื่อสารให้แม่เข้าใจเหตุผลของลูกได้ ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกก็จะราบรื่นและอบอุ่นด้วยความเข้าใจ

คำว่า เข้าใจนี้ น่าจะใช้กับการแปลจุดมุ่งหมายการสื่อสารในทางบวก


สุขุมาล จันทวี(203.156.116.60,,)





จำนวน 279 ความเห็น, หน้าที่ | 1| -2- 3|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 16 มี.ค. 2549 (08:35)
I like this modern version (missing the bus) of 'missing the boat'. (5555) And the fellowship of the bus (after a popular movie?) is too much.

Khun Sorn please, spare some thoughts for the poor Thai students, who have enough problems understand your english and your messages.



I read your postings. I think you have something new and interesting for me to learn, but ... Would you come down a few steps, so we can see eyes to eyes and understand you better?



Ajarn Sukumal's writing is really more fun to read.
party (IP:220.240.216.131,127.0.0.1,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 16 มี.ค. 2549 (09:30)
คุณคิดใช่ไหมค่ะว่าขณะนี้สื่อต่าง ๆ ที่ออกมาอาจทำให้เด็ก ๆ เยาวชน เข้าใจผิดกับสิ่งที่ได้เสนอออกไป คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีแต่มันไม่ใช่ การเรียนรู้เท่าทันการสื่อสารตอนนี้ไม่น่าจะเป็นห่วงเฉพาะเด็กแล้ว หากเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ผู้ที่บทบาทกับประเทศด้วย จากข่าวเมื่อคืนที่มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งออกมาบอกให้ทุกคนในประเทศหันกลับมาสามัคคีกัน ฝ่ายที่เป็นต้นเหตุความวุ่นวายให้ยุติการกระทำ ประเทศไทยตอนนี้พูดได้เลยว่ามีสองพวกสองกลุ่ม และต่างฝ่ายต่างคิดว่าผู้ใหญ่ท่านนี้ได้ว่ากล่าวฝ่ายตรงข้ามตน เพราะอะไรผู้ใหญ่ที่อยู่ในระดับนี้ถึงไม่รู้เท่าทันการสื่อสาร เพราะอะไรคะ......?
replay_re9@hotmail.com (IP:58.136.233.59,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 16 มี.ค. 2549 (10:44)
เพื่อนผม เรียนจบแค่ ม.3 ( หรือ ป. 7 ในสมัยต่อมา) แล้วก็ออกไปทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์ แต่ผมเรียนจนจบปริญญาตรี

เมื่อมาทำงาน เงินเดือนเราต่างกันลิบลับ เจอหน้ากันทีไร เขามักจะถามถึงเงินเดือนผม สังเกตเห็นว่า เขาอิจฉาผมอย่างมาก



กาลต่อมา ไปรษณีย์ ได้ปรับเปลี่ยนไปเป็นรัฐวิสาหกิจ ชื่อหน่วยงาน "การสื่อสารแห่งประเทศไทย"



เงินเดือนเขาก็ถูกปรับโครงสร้างใหม่ นอกจากเขาจะได้เงินเดือนประจำแล้ว ยังได้บำนาญอีก รวมแล้ว มากกว่าผมหลายเท่า ความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้นผิดหูผิดตา ทำให้ผมก็เริ่มอิจฉาเขา(บ้างหละ) นอกจากนี้ มันยังทำให้ผมรู้สึกในทางที่ไม่ดีต่อ การสื่อารแห่งประเทศไทย(รวมทั้งรัฐวิสาหกิจอื่นๆ)



เมื่อเห็นกระทู้นี้ ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสื่อสารโทรคมนาคม จึงไม่คิดที่จะเข้ามาอ่าน



แต่วันนี้นึกยังไงไม่ทราบ ที่เข้ามาอ่าน ปรากฏว่าเป็นคนละเรื่องเลยครับ และเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรจะเข้ามา อ่าน แจม และศึกษาหาความรู้ เนื่องจากการสื่อสารกัน ทำให้เกิดการเข้าใจกัน(หรือไม่เข้าใจกัน)และเป็นปัญหายิ่งใหญ่ของประเทศชาติ



ปัญหาที่เราเผฃิญอยู่ขณะนี้ ก็เป็นผลมาจากการสื่อสารกัน(แล้วไม่เข้าใจกันนั่นเอง)



วันนี้ขอแจมเท่านี้ก่อนนะครับ
np (IP:203.153.166.66,192.168.7.29,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 17 มี.ค. 2549 (09:55)
Hello all and especially Khun party (bad news travels fast so it must be fixed quickly)



Let me say this first;

Our 'perception' is what we see or understand the worlds around us.

There are many worlds we live in; a home world, work worlds, a religion world, ...

Each day, as each of us 'weaves' our way in space-time, we try to 'fit' in all our worlds.

Some of us find the 'right' ways and some don't (or don't know right from wrong).

And we look for 'better fit'; some say in the real world; and some say in our own perception.

(A poor person can be happy with being alive; a rich family keep crying 'not enough'.)



Communication is only a means to change our 'perception' of something.

We talk to change our perceptions. We signal to agree or reject matching of our perceptions.



I talk to change your perception (of how to perceive the worlds)

Mind you, my perception of 'our' worlds changes as I weave through my worlds.

Sometimes, talks don't work. We have to act and really change a world.

And many times, 'you' change my perception and change me.

I thank you for changing your worlds so that we can live in peace.
สร
ร่วมแบ่งปัน577 ครั้ง - ดาว 168 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 26 มี.ค. 2549 (00:07)
อยากได้ความหมายโดยแท้จริงของ 3 คำนี้ครับ



media literacy

media education

media study



จะขอบพระคูณมากครับ
chaiyapon999@hotmail.com (IP:124.120.76.247,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 27 มี.ค. 2549 (05:46)
Dear chaiyapon999@hotmail.com (#84),



Your simple questions are extremely difficult to answer. The problems are 'philosophical'.



true: depends on our belief or our perception;

meaning: depends on the context (situation) we are in;

media: (plural of) medium - something in between or connecting other things;

literacy: comprehension of the purpose in the 'message' in the medium (or media);

education: abstraction of systems for learning, teaching and managing knowledge;

study: process (usually formalized or designed) for gaining knowledge.



I now say, 'words' are used 'to point to' things rather than to describe things.

When we have to choose one particular thing from many similar things,

then we choose more words to specify position, attribute and behaviour of the thing.

(a ball -> a red ball under the kitchen table ... -> the red ball next to... under the ... in my house....)



Because 'media' are many things, exact (true) meaning is difficult! (Try defining 'Thai'. )
สร
ร่วมแบ่งปัน577 ครั้ง - ดาว 168 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 12 เม.ย. 2549 (21:57)
สวัสดีปีใหม่ไทย(ล่วงหน้า)ทุกท่านค่ะ



ขอให้ทุกท่านมีความสุข ในวันสงกรานต์ และหากโอกาสอำนวย ก็ขอให้ท่านได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาสุขสดชื่นทั้งครอบครัวนะคะ



กระทู้นี้ค่อยๆเลื่อนลงไปทีละหน่อย ดิฉันเองก็หายหน้าไปนาน เพราะคอมพิวเตอร์ขัดข้อง แถมด้วยการเดินทางไปดูงานอีกเกือบสองสัปดาห์ ไม่ได้แวะมาร่วมวงสนทนาเสียนาน

รู้สึกคิดถึง(และด้วยความระลึกถึง)จากใจจริงค่ะ



ขอบพระคุณ คุณ party ที่อ่านข้อเขียนนะคะ ดิฉันจะยินดีมากถ้าคุณ party จะช่วยกรุณาให้คำแนะนำเพิ่มเติมอีก



อาจารย์ np ก็แวะมาแล้วด้วย ยินดีต้อนรับค่ะอาจารย์ ดิฉันติดตามอ่านกระทู้ เว็บโป๊ฯ ของอาจารย์อยู่อย่างต่อเนื่อง

กระทู้ให้แง่คิดดีมากค่ะ



คำถามของคุณ replay_re9@hotmail.com น่าจะเป็นคำถามในใจของคนไทยที่รักชาติรักแผ่นดินทุกคนนะคะ ดิฉันเข้าใจค่ะ และต้องเรียนว่ายังไม่ทราบจะตอบอย่างไร ..ในเวลานี้..



ประทับใจที่คุณ วริน กล่าวว่า



"กำลังน้อยๆ ของคนหนึ่งคน ก็คงได้แต่ช่วยกัน กระจายความตระหนักรู้



กระจายความรู้สึกเป็นห่วงประเทศชาติ



และให้แต่ละคน ค้นหาให้เจอว่า จะแสดงบทบาทอย่างไร "



ในฐานะผู้สอน ดิฉันก็กำลังค้นหา บทบาทของตนให้เจอและเพียรพยายามรับผิดชอบอย่างเต็มใจ

(แอบนึกขอบคุณเด็กๆนิเทศศาสตร์ด้วย ที่ให้โอกาสดิฉันสอนโดยไม่ฝืนธรรมชาติของตนเอง)



สำหรับคำถามของคุณ chaiyapon999@hotmail.com

คุณสร ได้ช่วยอธิบายเป็นเบื้องต้นแล้ว ลองดูความหมายเป็นภาษาไทยเพิ่มเติมได้จากในกูเกิ้ล พิมพ์คำว่า สื่อศึกษา จะได้ข้อมูลออกมาพอสมควรค่ะ อยากให้คุณลองอ่านดูนิดนะคะ เผื่อจะเจอความหมายที่ครบถ้วน

ดิฉันลองเข้าไปที่นี่ advisor.anamai.moph.go.th

อ่านดูใน power point สนุกดีค่ะ

ดึงมาให้อ่านใจความหนึ่งนะคะ



"แนวคิดเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ (media literacy) หรือสื่อศึกษา (media education) หมายถึงการที่ผู้รับสื่อเรียนรู้ที่จะรับสื่ออย่างมีเหตุผลและมีวิจารณญาณในการเลือกรับ วิเคราะห์ และประเมินสื่อ"



คำว่า media education กับ media study หมายถึง สื่อศึกษา ค่ะ

อยากให้คุณลองอ่านบทความเรื่อง"การรู้เท่าทันสื่อ" ที่เขียนโดย คุณสุชาดา จักรพิสุทธิ์ ในเว็บ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

สักนิดด้วยนะคะ คุณสุชาดาเขียนดี วิธีคิดเป็นระบบ เห็นที่มาที่ไป อ่านแล้วได้อะไรดีๆเยอะเลยค่ะ



หวังว่าคุณ chaiyapon999 จะมีความสุขกับการอ่านนะคะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.116.12,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 14 เม.ย. 2549 (23:35)
อืมม์...



มาขอแฮปความรู้ไปอ่านอีกหน่อยค่ะ..



ไม่รู้จะคุยอะไรดี ?!!เพราะว่าอิฉันยังขาดเขลานัก..



ครูขาครู (เจ้าของกระทู้ )



อิฉันอยากบอกครูเหมือนกันแหละว่า..



ครูคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า "เด็กที่เรียนด้านสื่อสารมักจะสื่อสารบกพร่องอยู่บ่อย ๆ" ครูคิดเห็นเป็นอย่างไรคะ ?



ปล. สุขสันต์วันครอบครัวทุก ๆ ท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ
หลานเด็กน้อยสารภี (IP:203.113.77.100,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 16 เม.ย. 2549 (13:59)
สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ คุณ"หลานเด็กน้อยสารภี"



กระทู้นี้ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ หากสนใจเรื่องนี้ ขอเชิญร่วมสนทนาด้วยความเต็มใจอย่างยิ่งค่ะ



ดิฉันเคยเป็นเด็กที่เคยอยู่ในวงสนทนาของผู้ใหญ่ ซึ่งท่านเหล่านั้นกำลังสนทนาในเรื่องที่เราอยากรู้และสนใจ แต่เราไม่มีความรู้จะร่วมสนทนากับท่าน มีแต่ความรู้สึก อยากคุยด้วย อยากถาม อยากพูด แต่ไม่กล้า แล้วก็รู้สึกอย่างนั้นบ่อยครั้งตลอดมาจนแก่ เอ๊ยจนมาเป็นครู



ดิฉันจึงตั้งใจมุ่งมั่นว่า จะเป็นครูที่เต็มใจคุยกับเด็ก ถึงแม้จะมีความรู้ไม่มากนัก แต่ด้วยเวลาชีวิตที่อยู่มานานปีกว่า ก็อาจมีอะไร พอให้เด็กๆรู้สึกว่าไม่ถึงกับเสียเวลาเปล่าที่มานั่งคุยกับป้าเขา ดังนั้นก็เชิญแวะเข้ามาคุยกันเถิดจ้า..ป้าไม่ดุหรอก



ที่คุณหลานดอกไม้สารภีถามว่า "เด็กที่เรียนด้านสื่อสารมักจะสื่อสารบกพร่องอยู่บ่อย ๆ" นั้น ดิฉันคิดอย่างไร ?



ดิฉันคิดว่า ความคิดเห็นนี้ เกิดจากความคาดหวังในความรู้และทักษะจำเพาะ ของผู้ที่เรียนมาเฉพาะทางด้านการสื่อสารค่ะ



วลีที่ว่า การสื่อสารบกพร่อง นั้น ดิฉันตีความว่า เป็นการสื่อสารเกิดความขัดข้องในกระบวนการสื่อสาร อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในตัวผู้ส่งสาร ในสาร ในสื่อ หรือเกิดจากผู้รับสาร จึงทำให้ผู้ส่งสารและผู้รับสาร เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน หรือเกิดความไม่เข้าใจกัน





การสื่อสาร เป็นทักษะ ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้ชุดที่เพียงแค่อ่านเอาก็รู้ได้ แต่เป็นทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกฝน แล้วพิจารณาว่าผลที่เกิดจากการฝึกนั้น ดีหรือยัง โดยดูจากผลย้อนกลับที่เกิดจากการสื่อสารโดยภาพรวม (ทั้งกระบวนการของการสื่อสาร)

พร้อมกับตรวจสอบ และตรวจสอบซ้ำ ให้เกิดการรับรู้และเข้าใจความหมายที่ตรงกัน



แต่หลายครั้งที่เราส่งสาร และรับสาร แล้วก็แปลเอาตามใจเรา โดยไม่พยายามทำความเข้าใจ "ให้ตรงกัน" ก่อน

แล้วก็สรุปเอาเองว่าเข้าใจแล้ว ครั้นเมื่อมาสื่อสารกันอีกครั้งในภายหลัง ก็พบว่า ที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่าเข้าใจนั้น เอาจริงๆเข้า ก็หาได้เข้าใจตรงกันไม่



เด็กที่เรียน ด้านการสื่อสาร โดยเฉพาะ ก็จะถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจ และมีคุณภาพในการส่ง-รับ สารระดับสูง แต่หากเด็กๆที่เรียน ไม่ได้ถูกฝึกกระบวนการสื่อสารเช่นนี้มาอย่างเข้มข้น จริงจัง และไม่ได้มองเห็นคุณค่าของการสื่อสารเพื่อ "ความเข้าใจอันดีต่อกัน" ดังนั้น ก็เป็นไปได้ว่าจะเป็นเหตุให้เกิด"การสื่อสารบกพร่อง"ค่ะ แต่ความถี่ในการบกพร่องนั้น (บ่อยๆ บางครั้ง หรือนานๆครั้ง) นั้นน่าจะขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคลด้วย



อย่างไรก็ตาม ดิฉันยังเชื่อว่า ผู้ที่เรียนมาด้านการสื่อสาร ได้เรียนรู้และผ่านการฝึกฝนมา ก็มีแนวโน้มว่าจะเข้าใจ กระบวนการสื่อสาร และมีแนวโน้มว่าจะสื่อสารได้ดีนะคะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.116.12,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 16 เม.ย. 2549 (23:04)
ดิฉันเป็นครูคณิตศาสตร์ที่ชอบหลักภาษา (ไวยากรณ์) ค่ะ



อ่านความเห็นที่ 88 แล้วสะดุดคำคำหนึ่ง

คือคำว่า "บ่อยครั้ง" ดูเผิน ๆ ก็ไม่เห็นว่าจะผิดที่ตรงไหน ใคร ๆ เขาก็พูดกัน



แต่พอวิเคราะห์ขึ้นมาสิคะ มันเป็นดังนี้ค่ะ

"บ่อย" เป็นคำขยายกริยา เช่น

ก็รู้สึกอย่างนั้นบ่อย ๆ (บ่อย ขยายคำกริยา "รู้สึก")



ถ้าต้องการขยายคำนาม จะใช้คำขยายนาม เช่น

ก็รู้สึกอย่างนั้นหลายครั้ง (หลาย ขยายคำนาม "ครั้ง")



ลองเปรียบเทียบกับตัวอย่างต่อไปนี้จะเห็นได้ชัดเจน

มีคนเข้ามาในห้องนี้หลายคน (หลาย ขยายคำนาม "คน")



จะฟังดูประหลาดมากเลยถ้าพูดว่า มีคนเข้ามาในห้องนี้บ่อยคน

เพราะบ่อยไม่ใช่คำขยายนาม !



ภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน

often เป็น adverb ขยายคำกริยา

เช่น I often come here. หรือ I come here often. (often ขยายคำกริยา "come")

ถ้าต้องการขยายคำนาม "times" จะเป็น

I come here many times. (many ขยายคำนาม "times")



ดิฉ้นรู้สึกว่า ไวยากรณ์ สนุกพอ ๆ กับ คณิตศาสตร์ ค่ะ
ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4126 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 17 เม.ย. 2549 (07:14)
Someone (I am too lazy to find who) said

'communication is syntactic, semantic, and pragmatic'.



syntactic=grammatic - how to arrange 'words' (or symbols)

semantic=meaning - how to choose and fit 'belief' (or logic)

pragmatic=practical - how to apply to real world situations



So, communication is also 'constructivistic'

(creating well-formed, meaningful, and understandable links).

We often choose a minimal-quality representation to pass 'some information',

then increase the quality (detail) in later responses.

I think this is a very common iterative improvement (or approximation) process.



This process can work well with interactions over time, often and many - times and times...



Sigh - we don't have enough 'responses' to give more time to raise 'communication literacy'.

(I think many people are memorizing but not learning - mistaking 'books' for 'knowledge'!)
SR (IP:144.138.31.174,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 17 เม.ย. 2549 (20:44)
ดิฉันรู้สึกสนุกตามครูไผ่ไปด้วย จึงได้ลองเปิดหนังสือค้นข้อมูลได้มาดังนี้ค่ะ



หนังสือ หลักภาษาไทย ของพระยาอุปกิตศิลปสาร ท่านได้อธิบายว่า คำวิเศษณ์ หมายถึง คำจำพวกที่ใช้ประกอบคำอื่น ให้มีเนื้อความแปลกออกไป โดยท่านแยกไว้ว่า ใช้ประกอบคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ด้วยกัน และทำหน้าที่เป็น กริยาที่ไม่ต้องการกรรม (อกรรมกริยา)ได้อีกด้วย

แล้วท่านก็จำแนกแจกแจงวิธีใช้ให้เห็นเป็นชุดๆไป





ในพจนานุกรมไทยออนไลน์ คำว่า บ่อย เป็นคำวิเศษณ์ มีความหมายว่า "หลายครั้งหลายหนในระยะเวลาไม่สู้นาน"



ส่วนคำว่า ครั้ง เป็นคำนาม หมายถึง คราว, หน, ที.



ส่วนหนังสือ คลังคำ ที่จัดทำโดย ดร.นววรรณ พันธุเมธา อธิบายว่า



คำว่า "ครั้ง" หมายถึง ครั้ง, ครา, ที, หน ใช้แก่การกระทำ

(หน้า 288 หมวด ญ 71 การสื่อสาร)



นานๆครั้ง หมายถึง "เวลาผ่านไปมากกว่าจะทำครั้งหนึ่ง" เช่นไปดูภาพยนตร์นานๆครั้ง

(หน้า 138 หมวด จ 52ว่าด้วยคำและวลีที่หมายถึง "ความถี่" )



บ่อย, บ่อยๆ, : เนืองๆ (เขียน): ทุกบ่อย (ปาก)

หมายถึง "หลายๆครั้งในระยะเวลาไม่นาน" เช่น เขามาบ่อยๆ

(หน้า 138 หมวด จ 52ว่าด้วยคำและวลีที่หมายถึง "ความถี่" )



ดังนั้น วิเคราะห์ตามการสื่อความหมาย

ดิฉันคิดว่า คำว่า บ่อยครั้ง นั้น "สื่อความ" เป็นคำที่เราใช้ในภาษาไทย(ภาษาพูด)จนสามารถเข้าใจความหมายได้ใกล้เคียงกัน หรือตรงกัน



คำว่า บ่อย สื่อถึง ความถี่

คำว่า ครั้ง สื่อถึงจำนวนที่นับได้ เป็นหน่วยนับ จะเป็นสิ่งใดก็ตาม ก็สื่อว่าสิ่งนั้นนับได้



คำว่า บ่อยครั้ง จึงเป็นการพยายามสื่อความหมายว่า สิ่งนี้ หรือปรากฏการณ์นี้ เกิดขึ้นเป็นจำนวนหลายครั้ง และเน้นว่า"ในระยะเวลาไม่ห่างกันนัก"ด้วย

(เป็นความพยายามที่จะบอกปริมาณความถี่ อันเนื่องด้วยระยะเวลา กระมังคะ)



ดิฉันจึงคิดว่า คำว่า บ่อยครั้ง นั้น "สื่อความ" ค่ะ คือสามารถทำให้เราเข้าใจความหมายตรงกันได้



แต่ถามว่า คำว่า บ่อยครั้ง ผิดหลักไวยากรณ์ไทยหรือไม่?



ครูไผ่ขา ดิฉันขออนุญาตยิ้มอายๆ แล้ววิ่งจู๊ดไปแอบหลังม่าน เพราะดิฉันจนปัญญา ไม่ทราบว่าจะวิเคราะห์อย่างไร ให้เห็นชัดเจนตามหลักไวยากรณ์ไทย



อย่างไรก็ตาม ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าไวยากรณ์เป็นเรื่องสนุกค่ะ ยิ่งถ้าเรามีหลักการและข้อมูลอ้างอิงมากพอที่จะนำมาพิสูจน์ ก็ยิ่งสนุก เสียดายที่ดิฉันไม่มีความรู้ด้านคณิตศาสตร์มากพอ เลยเทียบไม่ถูกว่าสนุกเหมือนกันอย่างไร



คุณพ่อดิฉัน (ซึ่งสอนคณิตศาสตร์) ก็ได้บอกดิฉันอยู่เสมอว่า คณิตศาสตร์ ก็คือภาษา แต่เป็นภาษาของสัญลักษณ์และการนิยาม แล้วก็อธิบายอะไรดีๆยาวๆแต่ลูกสาวไม่เก่งเลข เลยได้แต่นั่งฟังตาปริบๆค่ะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.116.12,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 17 เม.ย. 2549 (22:11)
คุณสรคะ



ดิฉันอ่านที่คุณสรโพสต์ (# 90) แล้วรู้สึก"เข้าใจ"ค่ะ



(ลูกศิษย์ดิฉันมักบอกว่า อาจารย์ขาหนูว่าหนูเข้าใจที่อาจารย์บอกหนูนะคะ แต่ว่าหนูอธิบายไม่ถูก..แต่ว่าหนูเข้าใจค่ะ..

แล้วดิฉันก็รู้สึกขำแกมเอ็นดูเธอ เพราะดิฉันเข้าใจความรู้สึกนี้)



ดิฉันนึกสนุกอีกเรื่องนึงด้วยค่ะ

หลังจากที่โพสต์เรื่อง การรู้เท่าทันการสื่อสาร ในเว็บนี้มาระยะหนึ่ง ดิฉันก็ได้บอกพี่ๆ เพื่อนๆ พี่น้องๆ และลูกศิษย์(ที่เรียนจบแล้ว)จำนวนหนึ่ง ว่า หากพอมีเวลา ช่วยเข้ามาลองอ่าน และกรุณาแนะนำดิฉันหน่อย จะวิจารณ์วิพากษ์อย่างไรก็ได้ ดิฉันยินดีน้อมรับทุกประการ



เวลาผ่านไป ดิฉันถามเพื่อนสนิทคนหนึ่งว่าได้อ่านหรือยัง เพื่อนตอบว่า เธอโพสต์อะไรก็ไม่รู้ ตอบกันไปตอบกันมาเป็นท่อนๆ ไม่ต่อเนื่อง อ่านไม่รู้เรื่อง...

ดิฉันรู้สึกเข้าใจเพื่อน ว่าการอ่านแบบต้องมานั่งเรียงความใหม่เองทีหลังนี่ ทำให้ผู้อ่านเสียเวลาไม่น้อย ดิฉันก็เลยไม่กวนใจเธอ



เวลาผ่านไปอีก ดิฉันพยายามสื่อสารกับคนโน้นคนนี้ เรื่องการรู้เท่าทันการสื่อสาร และวิธีสอนเด็กๆให้เกิดวิธีคิดการรู้เท่าทันการสื่อสาร แต่คาดว่าการสื่อสารด้วยการพูด ของดิฉันจะมีประสิทธิผลในทางลบ คือสามารถทำให้ผู้ฟังฟังแล้วง่วงเหงาหาวนอนได้ในบัดดล แม้ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมสายวิชาเดียวกันก็ตาม





ครั้นมาสื่อสารด้วยการเขียน มีท่านอาจารย์และผู้แวะผ่านมาอ่าน กล่าวว่าเข้าใจ บางท่านให้กำลังใจอย่างน่ารัก ท่านบอกว่า สนุกดี ทำให้ดิฉันรู้สึกดีใจจนออกนอกหน้า



แต่หากนับจำนวนผู้ที่เข้าใจ (คือถึงดิฉันจะเขียนวนไปวนมาท่านก็ยังเข้าใจ) เป็นปริมาณ ปริมาณที่ปรากฏก็ยังไม่สามารถนำไปอ้างอิงได้ว่า เรื่องนี้ ...มีความเป็นไปได้ทางวิชาการ อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ...อยู่นั่นเอง

ดังนั้น ข้อสรุปเชิงวิชาการเรื่อง การรู้เท่าทันการสื่อสาร นี้จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ดิฉันก็นึกไม่ออกเหมือนกันค่ะ





ดิฉันได้ไปใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ว่าจะตั้งต้นทำอย่างไร เพราะงานวิชาการต้องมีผลการวิจัยรองรับ ต้องมีตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่นับได้ ดิฉันจึงออกจะหนักใจ เพราะยังหาตัวชี้วัดไม่เจอ ที่เจอตัวเป็นๆ จากเด็กๆที่เรียนจบไปแล้ว เธอก็จะให้ข้อมูลแบบขรึมขลังแต่คลุมเครือ จนดิฉันไม่รู้จะเอาไปอ้างอิงอย่างไร



เช่นดิฉันพยายามถามลูกศิษย์คนหนึ่งว่า ที่เราฝึกอะไรอลหม่านร่วมกันนั่น เธอได้อะไรมั่ง ได้เอาไปใช้ในชีวิตจริงๆไหม เธอบอกว่า อาจารย์สอนให้หนูมีความเป็นมนุษย์ค่ะ ดิฉันก็เลยแซวเธอว่าแล้วก่อนหน้านั้นหนูเป็นอะไรจ๊ะ เธอก็หัวเราะก๊าก บอกว่าอาจารย์เนี่ย..ย..



ดิฉันเลยออกจะขำๆตัวเองนะคะ

ในความเป็นครู ดิฉันสุขกายสบายใจดี และมั่นใจในความจริงใจที่จะสอน จะฝึกลูกศิษย์ให้เป็นคนดี มีความเป็นมนุษย์อย่างที่เด็กว่า(คือดิฉันก็ออกจะหลงเชื่อตามที่เธอว่ามานั่น)



แต่ในความเป็นนักวิชาการ ดิฉันก็ต้องรับผิดชอบ "ความเป็นวิชาการ"ของวิธีคิดชุดนี้ด้วย ก็เลยต้องมาเพียรหาคำอธิบายเชิงวิชาการ และหาผลวิจัยรองรับให้เกิดความเป็นวิชาการ แต่ดิฉันหาตัวชี้วัดเชิงปริมาณไม่เป็น

โชคดีเหลือเกินที่ครูไผ่ท่านได้ให้คำแนะนำเรื่อง การวิจัยเกี่ยวกับการใช้รูปแบบการสอน โดยเป็นการวิจัยเชิงพัฒนาหรือเชิงทดลองแต่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลในเชิงคุณภาพ ไว้

คำแนะนำของครูไผ่ จึงทำให้ดิฉันสบายใจขึ้นมากค่ะ ทั้งที่ยังนึกไม่ค่อยออกว่าจะออกแบบการวิจัยอย่างไร ตั้งใจไว้ว่า หลังจากแข็งใจอบรมการวิจัย(ออกแนวปริมาณ)ครั้งนี้แล้ว ก็จะภูมิใจเสนอการวิจัยเรื่องการรู้เท่าทันการสื่อสาร ให้ครูไผ่ และคุณสร และท่านผู้รู้ ได้ช่วยกรุณาแนะนำต่อไปค่ะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.116.12,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 18 เม.ย. 2549 (12:36)
Dear ajarn สุขุมาล,



Thanks for your kind words - I would rather not 'advise' but 'share' views.

I do 'RE'search in the sense of search 'over and over' again to get bigger and sharper views.



I have views on myself, on some groups of people and on the public at large.

I have used 'performance' (errors and efficiency) as a measure of view 'learning'.

But I have problems comparing performance of one skill to another e.g.

Is the ability to 'cut DNA' better than to 'grow' beans? Is a CEO worth as much as a beggar?

We can see, performance is based on a 'rational' assumption that:

We are equally self-interested and greedy and we do as little as we can to get the most we can.

As a learner, this performance measure sounds quite good and 'well used'.

As a teacher or a farmer, what does our performance really mean?

Applying this performance measure to individuals, groups and the society - what is the norm?



Sadly, we also have performance based on 'preferences' like beauty, intelligence, health, wealth, ....

We have not yet included aspects like 'moral', 'ethical', ecological 'pressure' and 'change'.



If we have one specific purpose, in terms of 'how many widgets at what price and when'.

We then choose and do ... to meet that goal. What if we have more goals? Less $ or time?



I will leave a lot of discussions in between and say:

Evolution is accumulating small changes (much like step-wise improvement).

Evolution works very well - we are proofs of it. But currently we like 'reforms'.

We wipe out 'accumulated small changes' and put in 'big changes' to get instant performance!



This is done to 'education' a few times and we have 'artifacts' of knowledge everywhere.

How many people have learned and raised their 'knowledge'?

While the 'public knowledge' has been bulldozed to the ground - litter-at-sea!
SR (IP:144.138.31.67,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 6 พ.ค. 2549 (06:21)
Once again (upon a time), we look at 'measures' of education (understanding).

We realize that we have measures based on our 'perception' of

'what is good and what is bad' or 'what we like and what we do not'.

The method we use to measure this - commonly based on

a) selection (or multiple choice), and

b) 'aha' meter (or 'we know it when we see it' or 'essay')



We could spend lots of time discussing above and how to modify them for ...

The crux of measurement is to 'quantify', to 'compare' and to 'recognize' (the good and the bad).

We want to find 'goodness' in individuals, groups and societies,

(call it 'performance', 'literacy level', 'potential' or ... social norm )

and we want to see the 'sum' of individuals' goodness shows up in groups and in societies -

in a super-additive way (as in cooperation, the whole is greater than the sum of parts)!



Could anyone suggest a better way to measure 'literacy level' or 'performance', please?
สร
ร่วมแบ่งปัน577 ครั้ง - ดาว 168 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 6 พ.ค. 2549 (09:09)
เหตุผลที่สื่อทำพิษ เพราะผู้ปกครองสนับสนุนมากกว่า ซื้อสื่อตัวกลาง ให้กับลูกแต่ยังเล็กๆ คอมพิวเตอร์ซื้อที่ทันสมัย แต่เด็กโง่ เพราะอ่านหนังสือไม่ออก เอแต่กดคอมอย่างเดียว
ครูวิฑูรย์ สุพรรณ (IP:203.113.41.132,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 16 พ.ค. 2549 (17:49)
กระทู้นี้ดีมาก ๆ ครับ

เพราะวิชารู้เท่าทัน เชื่อมโยงได้เกือบทั้งหมดครับ

แต่จะดีกว่านี้ ถ้ามีผู้ปฏิบัติและปรับไปใช้จริงครับ
ศรีปิงเวียง
ร่วมแบ่งปัน1209 ครั้ง - ดาว 142 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 17 พ.ค. 2549 (09:29)
Umm, so it seems we need more details on how we measure performance.



'Mulitple Choice' type of measures: (with subtypes)

a) Isolated measurements (questions are not related) - ways applied:

a.1) Choose one best fit element from the given list: e.g.

? I _. A. am, B. are, C. be, D. no correct answer.

a.2) Choose all elements of the set from the given list: e.g.

? I _ . A. am, B. are, C. be, D. will.

(NB* Negation of questions may be applied.)



b) linked measurements (questions are related) -

b.1) Select one best fit list from the given set of lists: e.g.

? I _ go _ now. A. am+to, B. may+till, C. can+home, D. not+home.

b.2) Select all lists ... from the given set of lists:

(We will do this one as an exercise - OK? )



Descriptive type of measures: (with subtypes)

c) Form-Filling (using given 'keywords')

e.g. A set is a [container|collection|list|...] of [objects|elements|numbers|...] that have the same [attributes|features|properties|...].

d) Composition (Block-Building)

e.g. How do we select a PM?

A PM is a CEO; The Thai constitution allows persons apply to represent people in a electoral district; ...

(the answer will list 'objects' of interest, their properties and their relationships to others in the 'context'.

e) Thesis (higher degree by research)

A thesis is a composition but often to answer a 'fundamental' (natural) question.

We have to find supporting 'facts' (evidence), compare our answer with other (similar) answers.

We have to justify (give reasons why) the answer to this question is useful (to mankind)...



A thesis is read and assessed by (2 or more) examiners, who are 'experts' in the field.

Their perception of the relevance and the quality sets the value of the thesis.

The thesis will also be open to 'everyone' to scrutinize (read critically) and accept or reject!

This measure uses subjective (perception of) 'societal norms' (what good - what bad) -

assuming examiners are 'uncorruptible', 'morally ethical' and 'altruistically beneficial' experts!



(Hold it! We are talking about 'teachers' not 'politicians' ! ) To be continued ...
SR (IP:144.134.69.63,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 18 พ.ค. 2549 (06:56)
Please let me correct an erroron my previous posting (#97). I dropped a 'to' in

... allows persons 'to' apply to represent people ...



And I should also include another 'linked measure' -

b3) 'mapping' each item on a list to an item on another list.

? {1. Paper 2. Scissors 3. Rock} {A. cut, B. smash, C. wrap, D. push} -> 1-C, 2-A, 3-B

(Using 'set equivalence' and 'homorphism' to measure variance from a 'model').



These are quite common 'measurement methods'.

The ideas behind are simply a "hide-and-seek" game:

- select (e.g. 'random sampling') of 'objects' to be learned,

- represent selected objects by 'clear and distinct' symbols or words

- 'hide' the selected objects among other things

- learners 'seek' the selected objects, their performance is the '%' of objects found!

- often this measures only 'ability to memorize'.



The ideas behind descriptive methods are 'building sand castle' (or Leggo) games.

- given a 'project' (goal) with resources, budget, place and time

- find one 'acceptable', 'effective', 'efficient', 'long lasting' way to achieve the project

- use whatever tools, resources and methods in any manners and any orders (acceptable!)

- describe the process in a 'language' (beliefs/logics, theories/hypotheses, methods/algorithms)

- this measure may be 'contemporary', 'pragmatic', 'qualitative'

- inferring intelligent, regimental or systematic 'creativeness'

- often called 'problem solving', optimization (best result for the real world!).



Today, any data system can do 'memorization' very well.

Today and tomorrow, there are more problems begging to be solved!



Which way shall we go? [To be continued]
สร
ร่วมแบ่งปัน577 ครั้ง - ดาว 168 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 18 พ.ค. 2549 (15:58)
แทนที่จะบอกว่า



อะไรกัน ภาษาไทยนี่ยุ่งจัง ไม่มีกฎไม่มีเกณฑ์เอาเสียเลย

คนตาย สัตว์ตาย พระเจ้าแผ่นดินตาย พระตาย ก็ตายเหมือนกันทั้งนั้น แต่ใช้คำต่างกันไปได้



เทียน เกวียน หนังสือ มันมีลักษณะต่างกันลิบลับ แต่ใช้ลักษณะนามเหมือนกัน คือ "เล่ม"



ฯลฯ







ครูไผ่ กลับบอกว่า ดิฉ้นรู้สึกว่า ไวยากรณ์ สนุกพอ ๆ กับ คณิตศาสตร์ ค่ะ



ครับ ผมก็สนุกด้วย



คณิตศาสตร์ ก็สนุกแบบศาสตร์

ภาษาไทยก็สนุกแบบศิลป์



เขาจับรถไฟไปเชียงใหม่------จับด้วยมือไหน

มีพระกับผู้หญิงอยู่ในห้องสองต่อสอง------รวมทั้งหมดเป็น 4 คน

วันหลังพบกันใหม่--------มันผ่านมาแล้ว จะพบกันได้ยังไง

แมวไม่ร้องกลางคืน-----------------ใช่ มันร้องเหมียวๆ ต่างหาก มันไม่ร้อง "กลางคืน กลางคืน"

ผู้หญิงคนนี้มีท้องกับผม-------------------ใช่แล้ว



ฯลฯ



ภาษาไทย ยังมีอะไรๆที่สนุกๆอีกมากมาย (เคยฉายหลายรอบแล้ว) และเกี่ยวข้องอย่างมากกับการสื่อสาร
np (IP:202.57.149.53,192.168.5.2,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 19 พ.ค. 2549 (05:35)
พยักหน้าหงึกๆ ปากก็พูดว่า เห็นด้วย-เห็นด้วยเหลือเกินค่ะ



ภาษาไทยทั้งสวยงาม ทั้งสนุก

(ภาษาอื่นๆ ก็เช่นกันค่ะ เพียงแต่ดิฉันไม่กล้าออกปาก เนื่องจากไม่สันทัดภาษาอื่นเท่ากับภาษาไทย)



การสื่อสาร จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ผู้สื่อสารก็ต้องมีสติเสมอ

บางทีนะคะ ดิฉันก็เคยใช้วิธีสื่อ ที่ทำให้ผู้รับสารเข้าผิด

พอย้อนกลับมาวิเคราะห์ ทั้งการสื่อ และสารที่ส่งออกไป

ก็มองเห็นความบกพร่องที่เกิดขึ้น แต่ก็แก้ไขไม่ทันเสียแล้ว

ได้แต่เรียนรู้ประสบการณ์ เพื่อนำไปใช้ในครั้งต่อไป



ขอบคุณนะคะ...ได้อ่านกระทู้นี้ทีไร ก็ได้แนวคิดดีๆ ติดตัวกลับมาด้วยเสมอ


ชื่นใจ
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 19 พ.ค. 2549 (11:31)
Before we go deeper into measuring our communication literacy or performance,

Ley us do some exercises below - oh yes there are questions and answers there!



"กรีนพีซ"เผยข้อมูล สารเคมีทำลายระบบสืบพันธุ์
http://www.nokkrob.org/index.php?&obj=forum.view(cat_id=open,id=764)&PHPSESSID=2e567eab8ec9db1fe4027c736b529287

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสากล "กรีนพีซ" เปิดรายงานผลกระทบจากสารเคมีที่เป็นฝีมือการสรรค์สร้างของมนุษย์ เผยทั้งน้ำหอม พรม ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าและสินค้าอุปโภคต่างๆ ล้วนมีผลทำให้จำนวนอสุจิลดลง เกิดอาการไม่สมบูรณ์และผิดปกติในทารกเพิ่มขึ้น...



...แต่ชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องแบกภาระจากนโยบายของรัฐ เห็นจะเป็นกลุ่มที่มีอาชีพที่ขึ้นอยู่กับดิน แม่น้ำ และป่า โดยตรง เช่นชาวนา ชาวไร่ และชาวบ้านที่เคยเก็บของป่ากิน เมื่อรัฐตัดป่า ถมคลอง และเอาเขื่อนมาขวางแม่น้ำ ผู้คนที่ชีวิตเคยขึ้นอยู่กับความอุดมของดินและปลาในน้ำ ก็ต้องโยกย้ายไปหาแหล่งความอุดมสมบูรณ์ที่อื่น บ้างก็ย้ายเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหาความหวังในนครแห่งความซิวิไลซ์ แต่กลับกลายเป็นแรงงานถูกๆ ให้นักธุรกิจ บ้างก็ทำไร่ทำนาต่อไป แต่การทำไร่ทำนาของชาวไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้น เป็นการทำนาเพื่อส่งออก ซึ่งต้องใช้สารเคมีอย่างมากตามแบบของโลกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ไปจนถึงปุ๋ยเคมี ชาวนาต้องโก้งโค้งปลูกต้นกล้า กรำแดด กรำฝน และสูดดมสารเคมีเหล่านี้โดยตรง เพื่อให้ชาวกรุง และนักบริโภคที่ไหนก็ไม่รู้ในโลกเสรีทางการค้ามีอาหารที่มีคุณภาพ และราคาถูกรับประทานกัน



สารเคมีที่ใช้ในการเกษตรเหล่านั้นเป็นที่ยกย่องของนักเกษตรยุคเก่า นักอุตสาหกรรม และนักเศรษฐศาสตร์ว่าช่วยทำให้มีอาหารพอเพียงเลี้ยงประชากรโลก โดยไม่คิดถึงผลเสียต่อสุขภาพของชาวนา และสิ่งแวดล้อม แต่ตอนนี้เราคงรู้กันแล้วว่า นักเกษตร นักอุตสาหกรรม และนักเศรษฐศาสตร์ รวมถึงคนในอาชีพอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเกษตรโดยตรงอาจจะ "ไม่สืบพันธุ"์ เพราะระบบเกษตรส่งออก โดยไม่รู้ตัว...



พด.ผลิตยุวหมอดินปลุกจิตจัดการทรัพยากรดิน
http://www.thairath.co.th/news.php?section=agriculture&content=6274

นายชัยวัฒน์ สิทธิบุศย์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของ ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาดินเสื่อมโทรมอันเนื่องมาจากการทำเกษตร ซึ่งใช้สารเคมี ปุ๋ยมากเกิน และที่ผ่านมาเกษตรกรมักไม่ปรับปรุงบำรุงดิน ส่งผลทำให้ขาดอินทรียวัตถุ สภาพดินเสื่อมโทรม ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหา กรมพัฒนาที่ดินจึงจัดตั้งเครือข่ายหมอดินอาสา เพื่อช่วยดูแลและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรดินให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ ซึ่งผลที่ได้เป็นที่น่าพอใจ ...



ระวังขนมปังสุดฮิต ประเภทเม็กซิกันบันนักวิจัยเตือนอันตราย
http://www.dailynews.co.th/dailynews/pages/front_th/popup_news/Default.aspx?Newsid=88186&NewsType=1&Template=2

นักวิจัยเผยพบขนมกรุบกรอบกว่า 700 ชนิดสารพัดยี่ห้อที่วางขายล่อใจ เจอแต่ส่วนผสมประเภทหวานจัด มันเยิ้ม เค็มปี๋ เสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ ระบุ "ขนมปังประเภทเม็กซิกันบัน" เปิบแค่ชิ้นเดียวให้พลังงานเกินกว่าความต้องการของร่างกาย พบเด็กไทยกำลังมีปัญหาไขมัน น้ำตาลผิดปกติ เป็นผลจากความอ้วน...

...แบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มลูกอม หมากฝรั่ง เยลลี่ พบมีน้ำตาลและสารให้ความหวานอื่น ๆ เป็นส่วนผสมจำนวนมาก 2.กลุ่มช็อกโกแลต มีไขมันกับน้ำตาลในปริมาณสูง 3.กลุ่มถั่วและเมล็ดพืช มีไขมันและโซเดียมมาก 4.กลุ่มปลาเส้นปรุงรสต่าง ๆ ปลาอบกรอบ แม้จะมีโปรตีน แต่มีโซเดียมสูง ยิ่งปรุงรสเข้มข้นก็ยิ่งมีโซเดียมมากขึ้น 5.กลุ่มมันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ ข้าวอบกรอบ ข้าวโพดอบกรอบ แป้งทอด จะเต็มไปด้วยโซเดียมและไขมัน ...



Unlike questions and answers on exam papers, questions and answers in the real world may be 'hidden'!

How do we measure our performance when we do not sit in exam rooms? Ha?



[Again, as before, as usual, many times, repeatedly,... to be continued ]
สร
ร่วมแบ่งปัน577 ครั้ง - ดาว 168 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 19 พ.ค. 2549 (16:51)
จำไม่ได้ว่าเคยฉายไว้ที่ไหน

ขอฉายซ้ำ (เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสื่อสาร)

************************

ที่ร้านอาหารข้างออฟฟิซ หลังจากหัวหน้า ทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดินไปจ่ายเงินเองที่ด้านข้างทางออก(จากร้าน) จ่ายเสร็จก็ตะโกนเข้าไปในร้านบอกคนที่นั่งที่โต๊ะ 3 ซึ่งมี 5 คน ว่า ผมจ่ายแล้วนะ

แล้วหัวหน้าก็เดินกลับออฟฟิซ



เมื่อคนที่นั่งที่โต๊ะ 3 ทานเสร็จก็พากันเดินออกจากร้านไปโดยไม่มีใครจ่ายค่าอาหาร เจ๊ ต้องตะโกนไล่หลังไปว่า "ยังไม่ได้จ่ายเงินเลยค่ะ"



ทั้ง 5 คนตอบโดยมิได้นัดหมายพร้อมกันว่า "หัวหน้าจ่ายแล้วไง"



"หัวหน้าจ่ายเฉพาะส่วนของหัวหน้า ไม่ได้จ่ายให้พวกคุณ"



"อ้าวแล้วหัวหน้าบอกทำไมว่าจ่ายแล้ว อย่างนี้ไม่เห็นจำเป็นจะต้องบอกเลย"



"ก็หัวหน้าคงจะหมายความว่า ท่านจ่ายเองแล้วนะ ไม่ต้องจ่ายแทนท่าน"





นี่ก็เป็นเรื่องของการสื่อสารที่จะต้องทำความเข้าใจให้ดี มิฉะนั้นอาจเข้าใจกันผิดก็ได้



สำหรับคนในออฟฟิซนี้ เข้าใจง่าย ไม่มีปัญหา คนนอกอาจจะงงๆ อยู่ว่า ทำไม หัวหน้าจึงพูดอย่างนั้น



อธิบายว่า ตามปกติ พวกเขาไปทานข้าวด้วยกัน เจ้าหน้าที่การเงินจะเป็นคนจ่าย แล้วมาเบิกค่าอาหารจากออฟฟิซ แต่หัวหน้า ไม่อยากให้เปลืองเงินของออฟฟิซ จึงจ่ายเงินของตัวเองไป



ถึงบางอ้อหรือยัง
np (IP:202.57.149.53,192.168.5.2,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 21 พ.ค. 2549 (08:51)
Google Answer คือบริการแบบใดค่ะ
tip_4151@hotmail.com (IP:203.154.34.8,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 28 พ.ค. 2549 (12:34)
We have problems in measuring literacy or performance, ...

Stepping back, we see that we have interactions between parties:

- observed (object to be measureD)

- observer (subject or measureR)

(and a link, a flow or ... in between)

The interactions are 'selected' (from a set of known) methods of measurement.

(With 'polarity' i.e 'half full' or 'half empty' depending on our point of view .)



Questions? Are we measuring 'subject' or 'object' or 'the selected method'

or the 'selection process' or the 'measuring method' or the 'fitness' of all components?

(Is the question clear? Is the answer correct? Is the test or measurement useful for ...?)



Whether the measure is based on 'recall' or 'construct', the issues above remain.

So the 'root' (cause) of all issues (effects) may be the same (umh a relativity causality theory )

When the root is 'outside' the system, it can only be 'guessed' (star gazing is a good analogy)

- not measured with certainty (my apologies to Heisenberg).



For a Sunday afternoon, this is already far too long - to be continued, yes?
SR (IP:144.134.69.192,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 1 มิ.ย. 2549 (06:28)
The previous post says there are many 'points of view' of performance measure.

We have arguments 'for' and 'against' (pros and cons [in latin 'pro et contra']) for each view.



The education system as a 'government project', a cultural standard or a 'child development project'

- to communicate 'knowledge' to 'kids' (literacy) - is differently measured.

(NB. The measure may not be 'set' before 'doing' the project - no ideas how to measure results!)



We can agree, no project would be run this way - without setting measures of results.

Wait! How do we go through life? Did we plan and set the measure of our life before we are born?

Sugar! [Shoe gar] We don't even have a 'goal' of life before we are born!

(Some parents may set it , some may say 'God', 'destiny' and 'Stars' set your goal of life).



I stitched up patches of ideas from the meaning of 'communication literacy',

how do we measure it from many points of view, how do we relate it to education,

how do we relate it to life!

The fitness of patches, the seam of stitches and the 'beauty' of the work are to be measured

- the literacy of literacy is not yet done - much remains to be done ... by people like you .
SR (IP:144.134.69.154,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 12 มิ.ย. 2549 (08:21)
แนวทางการประเมินผลงานทางวิชาการ
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01edu15120649&day=2006/06/12

คอลัมน์ สถานีก.ค.ศ.



โดย สำนักงาน ก.ค.ศ.



เมื่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับทราบถึงขอบข่ายของผลงานทางวิชาการ ประเภทของผลงานทางวิชาการ และลักษณะสำคัญของผลงานวิชาการที่นำเสนอมาแล้ว ครั้งนี้จะกล่าวถึงแนวทางการประเมินผลงานทางวิชาการที่ ก.ค.ศ.ได้กำหนดไว้ ประกอบด้วย ด้านคุณภาพและประโยชน์ของผลงานทางวิชาการ มีรายละเอียดดังนี้



1.ด้านคุณภาพของผลงานทางวิชาการ



1.1 ความสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระ พิจารณาจาก ความถูกต้อง เหมาะสม ครบถ้วนตามหลักวิชาการ และทันสมัย มีการค้นคว้า อ้างอิงถูกต้องเชื่อถือได้ และเรียบเรียงเนื้อหาได้ถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา จัดเรียงหัวข้อเนื้อหาเป็นระบบเดียวกัน



1.2 ความถูกต้องตามหลักวิชาการ พิจารณาจาก รูปแบบขั้นตอนในการนำเสนอความถูกต้องตามหลักวิชาการของผลงานประเภทนั้นๆ



1.3 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ พิจารณาจาก การแสดงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ ผลงานใหม่ หรือเป็นการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ด้วยเทคนิควิธีการใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดนวัตกรรม และผลงานนั้นเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา



1.4 การพิมพ์และการจัดรูปเล่ม พิจารณาจาก ความสวยงามและความถูกต้องตามหลักวิชาการ



2.ประโยชน์ของผลงานทางวิชาการ



2.1 ประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการหรือวิชาชีพ พิจารณาจาก เป็นผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการหรือวิชาชีพ สามารถเป็นแบบอย่าง ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงหรือเป็นแบบในการปฏิบัติได้เป็นอย่างดี



2.2 ประโยชน์ต่อผู้เรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา หน่วยงานการศึกษา การจัดการศึกษาและชุมชน พิจารณาจาก ผลที่ปรากฏต่อผู้เรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา การจัดการศึกษาและชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล



2.3 การเผยแพร่ในวงวิชาการ พิจารณาจาก การนำผลงานไปเผยแพร่ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น จัดพิมพ์ในรายงานประจำปี เอกสาร วารสาร การนำเสนอต่อที่ประชุม การจัดนิทรรศการ การเผยแพร่ทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือเว็บไซต์



ในการจัดทำผลงานทางวิชาการ เป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติงานของผู้ขอ ดังนั้น ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงต้องนำผลดังกล่าวมาจัดทำโดยแสดงให้เห็นถึงคุณภาพและประโยชน์ของผลงานทางวิชาการ



[A 'policy' on (measuring) performance sets the quality points, but nothing 'pragmatic'.

We could see 'wishes' without 'reference lines' or 'how wishes can be fulfilled.



Another example of the use of an 'aha meter' to measure performance .



NB. An 'aha meter' works like this: a 'topic' commnication is sensed (by reading, listening, ...)

if there is an emergence of 'aha' (I understand it) then the performance is 'good'

else the performance is 'bad' for the 'topic' (let us ignore the focus, extent and ...)

There is a problem of 'who' is holding this 'aha meter' and repeating the measurement.



It seems 'performance measurement' is a 'magic trick' not a scientific method - at all! ]
สร
ร่วมแบ่งปัน577 ครั้ง - ดาว 168 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108 27 มิ.ย. 2549 (07:01)
Some time back, there were talks about 'influencing cooperation by tagging'.

Tagging is a 'successful mechanism' for inducing 'self-organization'.

Tagging is deployed by the famous 'del.icio.us' website for a few years and proved popular.



Putting tags or categories or reminders on things is what we do all the times.

It is amazing when we look at things that have same tags put on by many people,

we see the (core) 'area' covered by the same tags and (peripheral) links to other things.

This gives us a 'rough' sketch of 'knowledge', built from 'local' (individuals') view.



The good news is, 'http://www.gotoknow.org' (a Thai website) uses tags and

is in knowledge management technology. (I strongly suggest a 'study' visit.)



Tagging can be experimented by hand:

- choose a 50-100 word story, let participants read

- ask them to use '1 word' to tag the story for each of many 'aspects' that come to mind

"on their own sheet of paper, without consulting others"

- simple analysis like counting occurences of tag words - would show the power of tagging.



Now imagine the story is a lesson on maths and tags are symbols representing 'concepts', ...



You'd like to work that out yourself? Yay! Please share your results.
SR (IP:144.138.31.66,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109 16 ก.ค. 2549 (13:48)
It seems that we are too busy with politics, start of a new academic year and taggings ,



We had complaints about using "aha" meter to measure students' performance.

The meter is not consistent nor reliable nor open-and-transparent (accountable).

A better meter is needed - a meter that is proven to work well in the past many times over...

We might call it a "pattern" meter, today. (It was known as 'recycling old exam papers'.)



Yes, you are right! Subjects' contents have changed rapidly in the last few years.

Using old exam papers won't cover new materials and some kids may memorize all papers!

We can replace questions on 'old materials' with questions from 'new materials'.

The pattern meter like that does not solve any problem! Sigh!



Did you say - try 'pattern language' approach? Ummmh, would you tell me how we use PL?
SR (IP:144.138.31.64,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 24 ก.ค. 2549 (04:34)
คณะทำงานยังลังเลออกข้อสอบอัตนัย
http://www.thairath.co.th/news.php?section=education&content=13504

...

สำหรับข้อสอบจะมีข้อสอบอัตนัยหรือไม่นั้น คงต้องหารือกันก่อน เพราะโดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า การสอบที่มีคนสอบจำนวนมากๆ การจะตรวจข้อสอบอัตนัยก็จะทำได้ลำบาก ความจริงเราสามารถประยุกต์ข้อสอบปรนัยที่วัดความสามารถตามที่ข้อสอบอัตนัยวัดได้เช่นกัน ต่อข้อถามถึง รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายให้สอบโดยใช้ข้อสอบอัตนัยนั้น อธิการบดี มฟล. กล่าวว่า ตามหลักการตนก็เห็นด้วย แต่ต้องดูความเป็นไปได้ด้วย เพราะการให้คอมพิวเตอร์อ่านลายมือคนจำนวนมากๆ ในทางปฏิบัติจะเชื่อถือได้กี่เปอร์เซ็นต์ ...



[So, narrative constructivism is back in favour against automation.

But computer cannot read handwriting well; nor understand any words;

let alone sequences of words (clauses and sentences - grammatically correct or not)!

Human markers are not trust-worthy or too expensive or ...

Ummmh, going along this this line gets us nowhere!]
สร
ร่วมแบ่งปัน577 ครั้ง - ดาว 168 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 111 27 ส.ค. 2549 (17:15)
สวัสดีค่ะคุณสร



ดิฉันเข้ามาเรียนว่า ได้ตั้งกระทู้เรื่อง การรู้เท่าทันการสื่อสาร (Communication Literacy) ใหม่อีกหนึ่งกระทู้ค่ะ เพื่อนำเสนอเรื่องนี้หลังจากได้ไปประมวลมาแบบต่อเนื่องกันคราวเดียวสักหนึ่งรอบ

จะได้เป็นมุมมองการรู้เท่าทันการสื่อสาร ในภาพรวม จากมุมมองเล็กๆของครูหนึ่งคน(เท่าที่จะพอนำเสนออย่างคร่าวๆได้)



อยากขอบพระคุณคุณสร และอาจารย์ทุกท่านเป็นอย่างสูง ที่กรุณาให้คำแนะนำนะคะ ดิฉันบอกเพื่อนๆว่าคราวนี้เห็นทีจะเลิกบ่น(ให้เพื่อนวิงเวียนหูตาลาย)ไปอีกนาน เพราะได้นำเสนออย่างที่ดิฉันรู้สึกไปหมดแล้ว



จะผิดถูกอย่างไรดิฉันก็ขอน้อมรับ พร้อมที่จะปรับปรุง และยินดีรับฟังคำแนะนำจากผู้รู้ผู้สนใจทุกท่านด้วยความเต็มใจอย่างยิ่งค่ะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.248,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 5 ก.ย. 2549 (12:11)
สวัสดีค่ะ อาจารย์สุขุมาล

ไม่ทราบมาก่อนเลยค่ะว่าอาจารย์ได้เข้ามาตั้งกระทู้นี้ไว้ บังเอิญมากกกกค่ะที่ได้เข้ามาหาข้อมูลแล้วเจอกระทู้ของอาจารย์เข้าพอดี อาจารย์คงจะอยากทราบใช่มั้ยล่ะคะว่าดิฉันเป็นใคร ดิฉันก็คือ นักศึกษาคนหนึ่งซึ่งกำลังเรียนอยู่ในรายวิชา "ความคิดสร้างสรรค์ทางภาษาไทย" ของอาจารย์ไงคะ แล้วอาจารย์ก็ได้สั่งให้ไปหางานเรื่อง "การรู้เท่าทันสื่อ" ดิฉันก็หามาเรื่อยๆจนเจอกระทู้นี้ล่ะค่ะ ดีใจมากเลยค่ะที่ได้เข้ามาเจอ ดิฉันไม่ขอบอกตอนนี้นะคะว่าดิฉันเป็นใคร อยากให้อาจารย์ลองเดาดูเล่นๆนะคะว่าดิฉันคือใคร ที่สุดของสุดท้ายนี้ ดิฉันอยากบอกว่าดีใจมากค่ะที่ได้มาเรียนกับอาจารย์สุขุมาล อาจารย์มีวิธีการสอนที่สนุก เป็นกันเอง ทำให้ไม่เครียด หากดิฉันได้ไปเป็นครูในอนาคตดิฉันอยากจะขอยึดแบบอย่างการสอนของอาจารย์ไปปรับใช้ในการสอนของตัวเองบ้าง หวังว่าอาจารย์คงจะไม่สงวนลิขสิทธิ์นะคะ และที่สุดของสุดท้ายนี้ (อีกครั้ง) อยากบอกว่ากระทู้นี้มีสาระและมีประโยชน์มากเลยค่ะ ขอให้อาจารย์ทำต่อไปเรื่อยๆนะคะ (เป็นกำลังใจให้ค่ะ) แล้วเจอกันในคาบเรียนนะคะ

......สวัสดีค่ะ........
นักศึกษา (IP:202.183.194.219,192.168.6.49,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 113 7 ก.ย. 2549 (11:43)
ดิฉันไม่ใช่คนที่อาจารย์คิดว่าใช่หรอกค่ะ เพื่อนดิฉันคนนั้นเค้าแค่เข้าไปดู แต่คนที่โพสต์เข้าไปน่ะ อีกคนนึงค่ะ ดิฉันนั่งยิ้มอยู่ในใจเลยค่ะ และคิดว่ายังไม่เปิดเผยตัวดีกว่า จะดูว่าอาจารย์จะเดาถูกรึเปล่า
นักศึกษา(คนเดิม) (IP:202.183.194.219,192.168.6.49,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 7 ก.ย. 2549 (12:14)
กราบสวัสดีอาจารย์ สุขุมาล อย่างงามๆ สมกับที่เรียนเอกภาษาไทย กระผม นาย อดิศร คนเดิม (เอกภาษาไทยปี 3) วันนี้ก็อยู่ว่างๆไม่รู้จะทำอะไรก็เลยลองเข้าอินเตอร์เน็ต Google และลองใส่ชื่ออาจารย์ดู ปรากฏว่ามีและได้คลิกเข้าในเว็ปของวิชาการดอทคอมและอ่านการรู้เท่าทันการสื่อสารซึ่งเหมือนกับที่ได้เคยอ่านผ่านมาแล้ว ซึ่งกระผมเองคิดว่าเป็นเรื่องทีดีมากที่จะทำให้คนเรานั้นรู้เท่าทันการสื่อสารในโลกที่ไร้พรมเเดน ซึ่งถ้าเราไม่รู้ หรือตามระบบการสื่อสารไม่ทัน เเน่นอนเราจะวางตัวอยู่ในสังคมอย่างยากลำบาก และก่อนสุดท้ายก็อยากให้อาจารย์โพสต์เรื่องอื่นๆเพราะมีประโยชน์กับนีกศึกษาและมีประโยชน์ต่อคนทั่วๆไป เผื่อบางที่ผลบุญอันนี้คงจะส่งเนื้อคู่มาเจอกับอาจารย์ก็ได้ และวันหลังถ้ามีเวลาก็จะเข้ามาโพสต์อีก วันนี้ต้องขอตัวไปพบอาจารย์เกษรเพื่อประชุมก่อน หวัดดีครับ
sorn_ye@chaiyo.com (IP:202.183.194.219,192.168.6.12,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 7 ก.ย. 2549 (16:45)
..ขอทดสอบความรู้เดิมหน่อยค่ะ ...



ทำลิ้งค์ไปอ่านกันต่อที่นี่นะคะ...

[url]http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=92&Pid=58556[/url]
หลานเด็กน้อยสารภี (IP:203.151.46.131,192.168.182.64, 10.12.5.253,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 116 9 ก.ย. 2549 (13:56)
ผมใช้ภาษาไทยมาชั่วชีวิต แต่ไม่เคยรู้สึกว่าใช้ภาษาไทยได้ดีเลย
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 10 ก.ย. 2549 (14:39)
คุณ นักศึกษา และคุณอดิศร คะ

ขอบคุณมากที่คุณแวะมาอ่านและให้ข้อคิดนะคะ ถ้าคุณอ่านแล้วรู้สึกว่าเข้าใจ ครูรู้สึกดีใจจัง

เพราะเรื่องนี้ครูตั้งใจสื่อสารกับคุณครูภาษาไทยโดยตรง



ถ้ามีนักศึกษาแวะเข้ามาอีก ครูอยากให้ลองอ่านกระทู้ต่างๆที่เราสนใจในเว็บไซต์นี้นะคะ เพราะมีคุณครู อาจารย์ และผู้รู้หลายท่านที่รู้ลึกรู้จริง มีประสบการณ์สูง ได้กรุณาอธิบายเรื่องยากและปรากฏการณ์ยากๆทำให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น ด้วยการร่วมสนทนา ซักถาม และเขียนแนะนำอย่างดี โดยที่ท่านไม่ได้หวังอะไรตอบแทน



หลายท่านต้องใช้เวลา(และยอมเสียเวลา)โพสต์ตอบ หรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทั้งต่อการเรียนรู้ และสติปัญญา

ครูเข้ามาอ่านแล้วรู้สึกว่าได้ปัญญาเพิ่มทุกครั้ง



เว็บไซต์นี้ได้รับรางวัล สื่อมวลชนดีเด่น สาขาเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ด้วยค่ะ ครูดีใจด้วยที่สุดเลย



ขอให้เด็กๆมีความสุขกับ..การอ่านเพื่อพัฒนาปัญญา..นะคะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.248,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 10 ก.ย. 2549 (14:56)
สวัสดีค่ะ คุณ thawankesmala



ขอบพระคุณที่แวะเข้ามาเยี่ยมกระทู้นี้นะคะ ดิฉันชอบที่คุณโพสต์เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของเด็กไทย(กระทู้เด็กไทยเรียนเยอะเกินไปหรือเปล่า) โดยมองแบบองค์รวม เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ



ดิฉันรู้สึกว่าคุณโพสต์เรื่องข้างต้นชัดเจนดีนะคะ หากมองเฉพาะจากการเขียน ดิฉันคิดว่าคุณสื่อสารด้วยภาษาไทยได้กระชับ ตรงประเด็นออกค่ะ

เข้าใจว่าคุณจะอยู่ในวงการศึกษาด้วยใช่ไหมคะ (ถ้าเข้าใจผิด ขออภัยนะคะ)
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.248,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 119 10 ก.ย. 2549 (15:30)
ดิฉันอ่าน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 ของคุณสร เรื่อง แนวทางการประเมินผลงานทางวิชาการ อยู่นานแล้ว และเมื่อคอมพิวเตอร์หายป่วย ก็ตั้งใจว่าจะโพสต์บทความต่อไปนี้ เพื่อนำเสนอมุมมองของครูที่ยังไม่ได้เป็นนักวิชาการ ค่ะ



ก่อนที่ท่านผู้อ่านจะอ่านบทความ (ซึ่งดิฉันเคยนำลงสารประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย) ต่อไปนี้ ดิฉันขออนุญาตเรียนเป็นเบื้องต้นว่า

จุดมุ่งหมายที่ดิฉันเขียนบทความนี้ ก็เพื่อสื่อสาร (ด้วยความเคารพ) และให้กำลังใจว่า ขอให้ท่านที่เคยรู้สึกเหมือนดิฉันอย่าได้ท้อแท้ที่จะเพียรพยายามเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิชาการระดับอุดมศึกษาให้สมบูรณ์แบบในสักวันหนึ่ง

(อันนี้คือดิฉันก็ให้กำลังใจตัวเองวันละสิบหนไปด้วย)



ขณะเดียวกัน ก็ขอได้โปรดสละเวลาสักส่วนหนึ่งในชีวิตเพื่อเป็นครู และทำหน้าที่ของ..ครู.. ควบคู่ไปด้วยกัน ขออย่าได้ขาดมิติใดมิติหนึ่งไป



เพื่อให้สมคุณค่าของคำว่าอาจารย์มหาวิทยาลัย เพื่อให้คงไว้ซึ่งความเป็นมหาวิทยาลัย

ที่ไม่สูญเสียจิตวิญญาณของการสร้างคน และพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ ...ที่ตระหนักในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ของทั้งตนเองและผู้อื่น สืบไป



อนึ่ง เมื่อครั้งที่บทความนี้นำเสนอผ่านสารประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยนั้น เนื่องจากดิฉันใช้นามปากกา จึงไม่มีท่านผู้อ่านท่านใดมาแสดงความเห็นว่ากระไร



และเมื่อลองนำไปให้นักศึกษากลุ่มหนึ่งอ่าน ในคาบเรียนช่วงบ่ายเมื่อไม่นานมานี้ ก็พบว่าเธออ่านจบแล้วก็นั่งรอฟังต่ออย่างสงบ ว่าดิฉันจะสอน(หรือบ่น)อะไร บางคนก็นั่งวาดการ์ตูนด้วยความสบายใจดี และไม่ได้แสดงปฏิกิริยาว่าคับข้องใจใดๆ



ดิฉันได้พิจารณาแล้วเห็นว่าดูท่าจะปลอดภัยดี จึงขอนำเสนอผ่านกระทู้นี้ค่ะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.248,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 10 ก.ย. 2549 (15:34)
อีกหลายขั้น X ... นับไม่ได้ X .... ตอบแล้ว !





ดิฉันเห็นบันทึกข้อความเรื่อง การรายงานผลการปฏิบัติงานเพื่อประเมินความดีความชอบครั้งที่ 1 แล้วนึกยิ้มชื่นใจว่ามหาวิทยาลัยได้พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมที่สุด ในการพิจารณาความดีความชอบ



ดิฉันอ่านโจทย์ที่เหมือนการเติมคำในช่องว่างทีละช่องด้วยความมั่นใจ งานผลิตบัณฑิต งานสอน ดิฉันจะเขียนตามความเป็นจริงตามที่ได้ทำ งานนิเทศ ดิฉันก็มีรออยู่ล้นมือ ที่ว่างเท่านี้เห็นจะไม่พอเขียน



งานกิจการนักศึกษา ทำให้ความมั่นใจของดิฉันสั่นคลอนเล็กน้อย เพราะดิฉันเคยไปประกาศก้องกับนักศึกษาทุกรุ่นว่า ถ้าไม่ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ อย่าใส่ชื่อครูเป็นที่ปรึกษาเชียว ครูจะช่วยเต็มที่ แต่อย่าใส่ชื่อครู! ดิฉันมั่นใจว่ากฏเหล็กนี้ นักศึกษาจะไม่กล้าฝ่าฝืน แล้วก็สมใจ เพราะเด็กไม่เคยใส่ชื่อดิฉันเป็นที่ปรึกษาเลยแม้แต่งานเดียว



งานอื่นๆมีอีกหลายช่อง หลายงาน งานศึกษาดูงาน งานโครงการพิเศษ งานอื่นๆ โปรดระบุ...

เอ..... ดิฉันไม่ได้ทำอะไรสักอย่างที่ตรงกับชื่องานเหล่านี้เลยหรือ?



ดิฉันให้หวั่นใจด้วยความรู้สึกว่า ถ้านับเป็นคะแนนหรือนับเป็นช่องแล้วต้องมีทุกช่อง เหมือนต้องตอบทุกช่องในข้อสอบ ถ้าไม่ตอบครูไม่ให้คะแนน ดิฉันจึงต้องพยายามคิดหาเรื่องมาตอบให้เข้ากับโจทย์ให้จงได้ แต่ตอบไปแล้วก็ให้หวั่นใจอยู่ดี



งานวิจัย ดิฉันไม่ลงมือทำ งานแปล แต่งและเรียบเรียงหนังสือ ดิฉันก็ทำแบบกระท่อนกระแท่น งานปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยี ดิฉันทำเป็นแค่เขียนป้ายติดหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ เตือนใจให้คนที่ใช้เครื่อง มีมารยาทรู้จักคิดถึงคนอื่น ส่วนคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีอื่นๆนั้น ดิฉันไม่ค่อยสนิทด้วย

สั่งอย่างมันกลับทำอีกอย่าง ดิฉันเลยเลิกคบ งานบริหาร ดิฉันทำไม่เป็น งานบริการก็จับฉ่าย มีมากมายแต่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน.... เพราะดิฉันไม่ใช่คนเก่ง



หากแต่งานที่ดิฉันตั้งใจทำ ทุ่มใจทำ มันกำหนดเป็น ชั่วโมงต่อวัน ไม่ได้ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่ได้ สัปดาห์ต่อภาค ก็ไม่ได้



การเพียรฝึก เพียรสร้าง เพียรสั่งสม อบรม สั่งสอนให้เป็นคนดี มีความเป็น มนุษย์ ที่ดีของสังคมในภายหน้านั้น มันเป็น Uncountable Thing เป็นจำนวนนับไม่ได้



......แล้วก็เสียเวลาชะมัดเลยด้วย.....



ดิฉันบอกเด็กๆเสมอว่า ครูไม่ได้แต่งงานจนทุกวันนี้ก็เพราะพวกหนู พวกเธอฮาครืน... บอกดิฉันว่า ถึงไม่มีพวกหนู..ครูก็ไม่ได้แต่ง ...น่าน...!



ดิฉันไม่โกรธนักศึกษา แต่โมโหตัวเองว่าไร้ความสามารถ ทำมาทั้งปี ทำได้แค่งานเดียว ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน ไม่มีอะไรทั้งสิ้น เมื่อต้องแสดงหลักฐานด้วยการบ่งชี้เป็นเบื้องต้นดังนี้ จึงไม่รู้จะเอาอะไรมาเขียน เพราะโจทย์ที่ให้ ไม่ตรงกับ..งาน.. ตามความเป็นจริงที่ดิฉันทำ



และที่สำคัญก็คือ ครูจำนวนมากในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทำ..งาน..ที่นับไม่ได้นี้มาก่อนดิฉัน ท่านเหล่านั้นตอบโจทย์ได้ทุกข้อ แล้วก็ยังทำ..งาน..เช่นที่ดิฉันว่านี้ได้ดีอย่างไม่มีที่ติ



ดิฉันกลัวภาระงานไม่ครบ อายที่จะบอกว่าดิฉันทำอยู่งานเดียวที่มุ่งมั่น ตั้งใจ ..ทำด้วยหัวใจทั้งดวง.. แล้วก็มีความสุขเหลือหลาย แม้ว่างานนี้จะเอาเวลาของดิฉันไปเกือบทั้งชีวิต เพราะมันนับเป็น หนึ่ง สอง สาม ไม่ได้ เอาหลักฐานมาให้ดูไม่ได้ ถึงให้ดูแล้วก็นับไม่ค่อยได้ เพราะไม่รู้จะเอาหน่วยอะไรมานับ



เมื่ออนุวัฒน์(นามสมมุติ) ไม่มีค่าเทอม ดิฉันให้แกไปห้าร้อย รู้ว่าไม่ได้คืนแน่แต่ก็เต็มใจให้ จะนับเป็น 500 คะแนนหรือ



เมื่อน้องออยล์ (นามสมมุติ) อกหัก พร้อมกับที่พ่อแม่หย่ากัน ร้องไห้มาหาดิฉัน ดิฉันเหน็ดเหนื่อยกับการปลอบโยนและชี้ให้เห็นว่าชีวิตครอบครัวนั้นเป็นเช่นนี้ ส่วนเรื่องอกหักนั้นก็ขอยืนยันว่าป้ายหน้ายังมี (ดูครูเป็นตัวอย่างซี) แล้วก็ไล่แกกลับไปเรียน ..น้องออยล์แฮปปี้เรียนดีสนุกสนาน จะนับเป็นกี่คะแนนดี



เมื่อนักศึกษากลุ่ม 2 กับกลุ่ม 7 ในภาควิชาของดิฉัน แทบจะตีกันสิ้นชีวิต เพียงเพราะแบ่งงานกันไม่ลงตัว ดิฉันคิดออกแบบการสื่อสารอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วขึ้นแท่นวางแผนเทศนาติดต่อกันทั้งเทอมจนน้ำตาร่วงไปทั้งสองกลุ่ม หันมาสามัคคีร่วมกันจนกิจกรรมดีเด่นทั้งห้อง กลายเป็นโรคกิจกรรมดีเด่นติดต่อไปถึงรุ่นน้อง ต่อเนื่องมาจนบัดนี้ จะนับเป็นกี่คะแนนดี



เมื่อเห็นขยะ ดิฉันเก็บโชว์ สอนให้เก็บ สาธิตการเก็บขยะฟรีตัวตัวทั่วมหาลัย ไม่เลือกวัน เวลา และสถานที่ (เก็บทันทีเมื่อนึกออก) จะนับเป็นกี่คะแนนดี



ฯลฯ ของงานที่ดิฉันทำ เป็นงานเล็กๆของครูธรรมดา 1 คน ที่ทำ Port Folio ไม่ได้ เพราะไม่เข้ามาตรฐานภาระงาน ISO ใดๆในโลกนี้



ดิฉันจึงอ่านข้อความในแบบรายงานผลความดีความชอบด้วยความมั่นใจที่หดสั้น ถ้าการรายงานผลนี้เป็นการนับคะแนน ก็แสนจะไม่ตรงจุด ไม่ตรงโจทย์ ..ข้อมูลที่ดิฉันจะเขียนก็หดจนสั้นกุดจุ๊ดจู๋ ถ้าเป็นกางเกงคงไม่มีใครกล้าใส่เดินโชว์



ดิฉันรักมหาวิทยาลัยและไม่เดือดร้อนกับ 0 หรือ 2 ขั้น แต่งานเล็กๆที่ดิฉันตั้งใจทำทุกวัน นับเป็นภาระงานไม่ได้ ไม่ตรงตามนโยบาย ไร้ซึ่งความเป็นนักวิชาการ ...ดิฉันหวั่นใจ เพราะดูเสมือนตนเองเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หมดความหมาย และไม่ได้แต่งงาน !



ช่างเป็นชีวิตที่รันทดอะไรเช่นนั้น !



ดิฉันเดินหงอยๆไปที่เซ็นชื่อประจำวัน หยิบเอกสารในช่องจดหมายที่วันนี้ดูหนากว่าปกติ ดิฉันสะบัดดู มีไปรษณียบัตรร่วงลงมาฉบับหนึ่ง พลิกอ่านเห็นลายมือโย้เย้เขียนว่า



อาจารณ์........ที่เคารพ

ผมได้งานแล้ว ถึงเป็นอนุปริญญาแต่ก็มีงานทำ ผมมุ่งมั่นตั้งใจจริงตามที่อาจารณ์สอน

ตอนนี้ขับรถให้สำนักงาน (โย้เย้อ่านไม่ออก) และพิมพ์งานที่เขาใช้ ผมปลูกผักขายด้วย

ไม่เป็น..ลูกจ้างตลอดชีวิตไม่คิดทำเอง… เหมือนที่อาจาร์สอน ผมคิดถึงอาจารย์

ถึงได้เขียนไปรษณีมา ขอบคุณที่สอนให้ผมเป็นคนดี ขอให้อาจาร์ได้แต่งงานเร็วๆ

เคารพ

(โย้เย้อ่านไม่ออก)



ปล.ทุกสิ่งที่อาจารย์สอนมีค่าต่อชีวิตผม





ดิฉันอ่านไปรษณียบัตรจบแล้วก็เดินยิ้มกริ่ม ยิ้มกริ่ม ตลอดทางไปคณะ เพื่อนทักถามว่าถูกหวยมาหรือ

ดิฉันได้แต่ยิ้มกริ่มตอบไป หัวใจมันยิ้มกริ่ม ยิ้มกริ่ม ตลอดวัน



โจทย์ของท่าน ดิฉันตอบไม่ได้ แต่คำถามของดิฉัน มีคนตอบแล้ว...



......มีคนตอบดิฉันแล้ว ! ……
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.248,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121 10 ก.ย. 2549 (17:18)
ยิ้มกริ่มที่ประโยคสุดท้ายของลูกศิษย์ใช่ไหมคะ ล้อเล่นค่ะ
ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4126 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 122 10 ก.ย. 2549 (19:22)
จำได้ว่าเมื่อก่อนนี้ชอบพาเพื่อน ๆ ไปนั่งที่หน้าห้องเอกภาษาไทยฟังเขาท่องอาขยานตอนเย็น ๆ สนุกดีครับ ดูสาว ๆ ด้วย ชอบและรักภาษาไทย แต่มีโอกาสเรียนน้อยก็เลยใช้ไม่ได้ดี เพื่อนชาวต่างประเทศอยากเรียนภาษาไทยแต่ก็ถอดใจ เขาบอกว่าภาษาไทยเราซับซ้อน จริง ๆ ผมว่าไม่ซับซ้อนอะไรแต่ว่าภาษาไทยเราขาดมาตรฐาน เลยไม่รู้ว่าภาษาที่ดีที่ถูกต้องคืออะไรแน่ เพราะภาษาว่าดีนั้น ผู้รู้ผู้ทรงคุณวุฒิยังมีความเห็นแตกต่างกัน อีกคนบอกว่าดี อีกคนว่าอีกอย่าง ดูได้จากตอนแก้วิทยานิพนธ์ ซึ่งข้อความเดียวกันนั้นอาจารย์ห้าท่านให้แก้ไม่เหมือนกันเลยสักท่านเดียว ห้าท่านก็ห้าแบบ



เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำให้ภาษาไทยเป็นมาตรฐาน (ไม่ขึ้นอยู่กับความเห็นของบุคคล) มันคงลดปัญหายุ่งยากในการใช้ไปได้เยอะ ชาวต่างประเทศก็จะนิยมเรียนภาษาไทยมากขึ้นเพราะมันง่ายขึ้น หรืออย่างน้อยก็พยามอย่าให้ภาษาไทยแตกสาขาออกไปเร็วมากจนแทบจะเป็นคนละภาษา ยกตัวอย่างภาษาที่เด็กวัยรุ่นใช้แตกต่างจากผู้ใหญ่ใช้ (ดูตัวอย่างได้ในเว็ปนี้)



มันเป็นธรรมดาที่จะต้องแตกต่างกันบ้าง แต่ผมรู้สึกผิดปรกติมาก และหลายท่านในเว็ปนี้คงรู้สึกเช่นเดียวกัน เมื่อการสื่อสารเป็นกระบวนการใส่รหหัสและถอดรหัส ระบบการสื่อสารอาจบกพร่องได้เพราะคนส่งสารกับคนรับสารอาจเข้าใจไม่ตรงกัน
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 123 11 ก.ย. 2549 (00:35)
ครูไผ่ขา ยิ้มกริ่มมาตั้งแต่ประโยคแรก ๆ จนถึงประโยค รองสุดท้าย เลยค่ะ ส่วนประโยคสุดท้ายนั่นเริ่มยิ้มแห้งๆ ..โชคดีที่มี ปล.นะคะเนี่ย
สุขุมาล จันทวึ (IP:203.156.118.248,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 124 11 ก.ย. 2549 (02:32)
คุณ thawankesmala คะ



ดิฉันเห็นด้วยว่าภาษาไทยเปลี่ยนไปค่ะ แต่จะซับซ้อนขึ้นหรือไม่นั้นดิฉันก็ไม่ใคร่แน่ใจ เข้าใจว่าภาษาจะปรับเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ของกลุ่มผู้ใช้ภาษาชุดนั้นๆกระมังคะ ถ้าเราไม่ได้อยู่ในกลุ่ม หรือไม่ได้อยู่ในสังคมเดียวกันกับเขาก็อาจไม่เข้าใจ



เช่นภาษาวัยรุ่นในอินเตอร์เน็ต มีศัพท์ที่ดิฉันไม่เข้าใจอยู่หลายคำ ภาษาเฉพาะวิชาชีพไอทีคอมพิวเตอร์ที่ชาวคอมพ์ฯเขาคุยกัน ดิฉันก็ไม่เข้าใจเลย เป็นต้น



ขณะเดียวกันก็คงต้องทำใจนิดนึงว่า ภาษานั้นเป็นระบบสัญลักษณ์ที่มนุษย์ใช้อธิบายสิ่งที่มนุษย์คิด

(คือคิดว่า - คิด คิดว่า - เห็น และคิดว่า - เป็น)



ความคิดของมนุษย์ นั้นแสนจะซับซ้อนสับสน แม้ว่าตาจะมองเห็นในสิ่งเดียวกัน ก็ยังคิดออกมาไม่เหมือนกัน

เนื่องจากการเข้ารหัส (encoding)และการถอดรหัส (decoding) ไม่มีทางตรงกันได้เป๊ะๆ



เมื่อมนุษย์ไม่สามารถคิดได้ตรงกันเป๊ะ จึงเป็นอุปสรรคในการสื่อสารครั้งนั้นๆ ทำให้เข้าใจไม่ตรงกันได้



ครั้งหนึ่งดิฉันพาน้องสาวที่เป็นไทยหนึ่งฝรั่งหนึ่ง ไปเที่ยวตะรุเตา เจ้าคนที่เป็นฝรั่งเธอบอกว่าเธอเอาโน้ตบุ้คไปด้วย พอไปถึงตะรุเตา ดิฉันถามเธอว่าโน้ตบุ้คอยู่ไหน จะได้เอามาชาร์จแบ็ต เธอก็งง...

พอเธอควักสมุดจดออกมา เราก็ฮากันกลิ้ง..



โน้ตบุ้คของเราคือแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ แต่โน้ตบุ้คของเธอคือสมุดจด ...



ส่วนเรื่อง ภาษาไทย ยากหรือง่าย ในความรู้สึกของฝรั่ง นั้น บังเอิญว่าดิฉันได้มีโอกาสสอนภาษาไทยให้ฝรั่งชาวอังกฤษคนหนึ่ง ที่เรียนภาษาไทยจนพูดได้ด้วยตนเอง (เขาอยากให้สอนให้เขาอ่านออกเขียนได้)



และเขาบอกดิฉันว่า เขาคิดว่าการอ่านและสะกดคำภาษาไทย ง่ายกว่าภาษาอังกฤษ ตรงที่มีกฏเกณฑ์แน่นอน ไม่เปลี่ยนรูปคำ และก็อธิบายได้ ว่าถ้าพยัญชนะนี้ ผสมกับสระนี้ และวรรณยุกต์นี้ ก็จะออกมาเป็นคำนี้ออกเสียงเช่นนี้ ค่อนข้างแน่นอนชัดเจน ทำให้อ่านและสะกดคำง่ายกว่าภาษาอังกฤษ



และเขายังบอกอีกว่าเขาค้นพบด้วยตนเองว่า ถ้าเรียนภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาของเรา อย่าเริ่มต้นด้วยคำถาม (แบบตั้งป้อม) ว่าทำไมคำนั้น ประโยคนั้นจึงไม่เป็นเช่นนั้นเช่นนี้



ถ้ามัวแต่ตั้งคำถามในเบื้องต้น จะเข้าใจช้า เขาใช้วิธียอมรับกฏของภาษานั้นโดยไม่มีเงื่อนไข ทำให้เขาเรียนรู้ได้เร็วขึ้น



ดิฉันฟังแล้วก็เห็นว่าเข้าท่าดี เลยนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ



ปล. สำหรับภาษาอังกฤษของดิฉัน ยังอยู่ในระดับ อ่านออกแต่แปลไม่ได้ เช่นเคย หากมีข้อแนะนำก็จะขอบพระคุณยิ่งนะคะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.248,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 125 11 ก.ย. 2549 (09:43)
สุขุมาล จันทวี: และเขาบอกดิฉันว่า เขาคิดว่าการอ่านและสะกดคำภาษาไทย ง่ายกว่าภาษาอังกฤษ ตรงที่มีกฏเกณฑ์แน่นอน ไม่เปลี่ยนรูปคำ และก็อธิบายได้ ว่าถ้าพยัญชนะนี้ ผสมกับสระนี้ และวรรณยุกต์นี้ ก็จะออกมาเป็นคำนี้ออกเสียงเช่นนี้ ค่อนข้างแน่นอนชัดเจน ทำให้อ่านและสะกดคำง่ายกว่าภาษาอังกฤษ



และเขายังบอกอีกว่าเขาค้นพบด้วยตนเองว่า ถ้าเรียนภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาของเรา อย่าเริ่มต้นด้วยคำถาม (แบบตั้งป้อม) ว่าทำไมคำนั้น ประโยคนั้นจึงไม่เป็นเช่นนั้นเช่นนี้



ถ้ามัวแต่ตั้งคำถามในเบื้องต้น จะเข้าใจช้า เขาใช้วิธียอมรับกฏของภาษานั้นโดยไม่มีเงื่อนไข ทำให้เขาเรียนรู้ได้เร็วขึ้น



thawankesmala: ภาษาเราเป็น phonetic มากกว่าภาษาอังกฤษครับ คือการสะกดกับการออกเสียงจะเหมือนกัน (ยกเว้นส่วนน้อย) แต่ภาษาอังกฤษมันออกเสียงไม่เหมือนกับสะกด เด็กไทยจึงงงเป็นไก่ตาแตกเวลาฟังฝรั่งพูด ทักษะตรงนี้มันไม่เสริมกันในภาษาอังกฤษ แต่ของเราเสริมกันดี เป็นความง่ายของภาษาไทยในประเด็นนี้ แต่โครงสร้างของประโยคของเราผันแปรไม่รู้จบ เมื่อเปรียบเทียบกับภาษาอังกฤษที่มีไม่กีแบบ ตรงนี้คือความยากของภาษาไทย



เสน่ห์ของภาษาไทยอีกอย่างคือวรรณยุกต์ และระบบพยัญชนะเรามีมากกว่าภาษาอังกฤษ ดังนั้นเราออกเสียงภาษาอังกฤษได้ไม่มีปัญหา แทบไม่มีเสียงไหนเป็นปัญหาสำหรับคนไทย



ใช่ครับระบบของเราต่างจากของเขา เขาจะเรียนระบบใหม่ต้องทิ้งระบบเก่าให้หมด นอกจากพอรู้ทั้งสองภาษาบ้างแล้วจึงพอจะเอามาเทียบเคียงกันได้ เหมือนกันครับเด็กไทยเขียนอังกฤษดูยังไงก็รู้ว่าเป็นสำนวนไทยคล้าย ๆ มันมีกลิ่นน้ำพลิกกะปิโชยออกมาเลยทีเดียว
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 126 17 ก.ย. 2549 (00:32)
ขอบคุณค่ะ คุณ thawankesmala ที่ทำให้ดิฉันได้มุมมองดีๆในการเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นอีก ตอนนี้ได้ตามอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษตามที่คุณแนะนำไว้ในกระทู้หัดเรียนภาษาอังกฤษจาก นสพ. น่าสนุกดีค่ะ แรกๆนี้ต้องเปิดดิคชันนารีหลายคำ เปิดแล้วก็ยังแปลไม่เข้ากับความ คงต้องอ่านสั่งสมอีกนานเลย ดีที่บางข่าวมีหนังสือพิมพ์ภาษาไทยเทียบให้พอจับใจความได้ค่ะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.248,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 127 18 ก.ย. 2549 (10:15)
ภาษาเป็นเรื่องทักษะล้วน ๆ ครับ ความก้าวหน้าเป็นสัดส่วนโดยตรงกับเวลาที่เราใช้ สมมุตินะครับ ถ้าคุณมีลูกสาวแต่ลูกสาวคุณฝึกทุกวันกับคุณนาน ๆ ฝึกที คุณว่าใครจะเก่งกว่ากัน คนโตอาจเรียนช้าหน่อย แต่ก็ก้าวหน้าได้ถ้าไม่ถอดใจเสียก่อน



ผมอยากจะแยกเป็นหมวด ๆ เช่น ข่าวกีฬา การเมือง สังคม กระบวนการยุติธรรม ภัยภิบัติ สงคราม อะไรพวกนี้ แต่ยังไม่มีเวลาทำ



ผมก็แค่พอช่วยตัวเองบ้างเท่านั้นแหละ ไม่ได้เรียนอังกฤษโดยตรง แนวคิดของผมคือทำอย่างไรจะให้ภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งเราใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่ใช้ในชีวิตประจำวันแล้วต่อให้ครูเก่งแค่ไหนก็สอนศิษย์ล้มเหลว (ความคิดผมคนเดียวนะ) เพราะเด็กสอบเสร็จแล้วก็คืนครูหมด



การเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม คือถ้าทัศนคติเปลี่ยนไปจากไม่ชอบเป็นชอบ จากที่ไม่เคยหยิบหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษมาอ่านเลย เป็นอ่านทุกวันและต่อเนื่องยาวนานเป็นพฤติกรรมถาวร ตรงนี้คือการเรียนรู้ที่แท้จริงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้จริง ๆ



ถ้าเอาแค่อังกฤษล้วน ๆ การอ่านหนังสือพิมพ์สำหรับเด็ก ม ต้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเอาภาษาไทยเป็นตัวช่วยเสียก่อนมันเป็นไปได้ครับ และข่าวคู่กันหาได้ง่ายตามอินเตอร์เน็ต ครูสะสมไว้สอนเด็กจะดีมาก มีหนังสือการ์ตูนดี ๆ ก็เอามาหัดอ่าน ช่วยได้เยอะครับ
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 128 19 ต.ค. 2549 (18:28)
ส่งบทความ ต้อนรับบ้านใหม่วิชาการด็อตคอมค่ะ



บทความนี้ เขียนเพื่ออธิบายเทียบเคียงวิธีคิดในการสอน ทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสาร กรณีศึกษาที่ 2 เรื่องความเชื่อกับความจริง ในกระทู้(ใหม่) การรู้เท่าทันการสื่อสาร (Communication Literacy) ที่ได้นำเสนอวิธีสอน ทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสารแบบต่างๆ ตามที่ได้สอนจริง



ที่ต้องอธิบายแยกกระทู้ เพราะกระทู้การรู้เท่าทันการสื่อสาร (Communication Literacy)เป็นเบื้องหน้า (แสดงวิธีทำ)

และกระทู้การรู้เท่าทันการสื่อสาร นี้เป็นเบื้องหลัง(แสดงวิธีคิด และมุมมองความคิดเห็นในรูปบทความ) จะได้ต่อเนื่องกันไปเป็นชุดในแต่ละกระทู้

คาดว่าจะโดนเพื่อนๆบ่นอีกเช่นเคย แต่ดิฉันทำใจได้แล้วค่ะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.225,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 129 19 ต.ค. 2549 (18:59)
โพสต์โมเดิร์น VS พุทธโมเดิร์น



ครั้งหนึ่งดิฉันเคยรู้สึกกลุ้มใจเพราะชอบสอนให้เด็กคิดแย้งและไม่เชื่อตามอะไรง่ายๆ เป็นความรู้สึกเฉพาะตัว ว่าต้องสอนให้เด็กๆรู้เท่าทันความเชื่อ และเข้าใจวิธีสร้างความจริง เพื่อนก็บอกว่าหยั่งงี้เขาเรียกพวกโพสต์โมเดิร์น คือเพิ่งรู้เหมือนกันว่าตัวเองออกจะมีกลิ่นโพสต์โมเดิร์นอยู่หน่อยๆ



ดิฉันก็ไม่ค่อยรู้ว่าโพสต์โมเดิร์นคืออะไรนะคะ ลองอ่านดูจากหลายที่ก็ยังสรุปไม่ลงตัว แต่พอบอกตามความเข้าใจของตนเองในเบื้องต้นได้ว่า โพสต์โมเดิร์นเป็นกระแสแนวคิด ที่ยังมาแรงอยู่ในยุคนี้



มีกระแสแนวคิดโพสต์โมเดิร์นน่าสนใจเรื่องหนึ่ง (ในอีกหลายๆเรื่อง) ที่กล่าวว่าความจริงเป็นเรื่องของมุมมอง เป็น social construct ความจริงเป็นสิ่งประกอบสร้างมิใช่สิ่งที่มีอยู่โดยแท้ และการสร้างความจริง ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจ (อำนาจที่ว่า คือ ความรู้ ผู้มีความรู้ จึงเป็นผู้มีอำนาจ )



เช่น ถ้าเราไม่สบาย คนที่มีอำนาจกำหนดและบอกได้ว่าเราต้องกินยาอะไร กินยาเท่าไรจึงจะหาย คือหมอที่จบปริญญาทางแพทย์ และเราก็จะยอมรับ เพราะเขามีความรู้ ความรู้ก็ทำให้หมอมีอำนาจที่จะบอก กำหนด และตัดสินการเจ็บไข้ได้ป่วยของเรา หมอจึงมีอำนาจการสร้างความจริงเรื่องการเจ็บป่วยของเรา



ส่วนเราซึ่งเป็นคนไข้ ไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าเราจะกิน หรือไม่กินยานั้นๆ ถ้าหมอบอกว่าป่วยโรคนั้น และต้องกินยานั้น เป็นจำนวนเท่านั้น แปลว่าเราและญาติๆเราก็ต้องเชื่อหมอ เพราะเราไม่มีความรู้เท่ากับหมอ



ทีนี้ถ้าเราบอกหมอและญาติว่า เราคิดว่าเราเข้าใจร่างกายของเราดี เราจะไม่ใช้วิธีรักษาเช่นนี้ แต่จะใช้วิธีดังนี้ จุดจุดจุด ก็จะไม่มีใครฟังเรา แลอาจจะคิดว่าเราเพี้ยนไปเสียแล้ว (ทั้งที่สังขารร่างกายนี้เป็นของเรา เราสนิทสนมกันมาตั้งแต่เกิด เราเข้าใจของเราดีกว่าหมอเสียอีก) แต่เมื่อเรา(ถูกกระบวนการตัดสินให้)เป็นคนไข้(เสียแล้ว) จะไปรู้ดีกว่าหมอได้อย่างไร ดังนั้นหมอจึงมีอำนาจที่จะตัดสินการเจ็บป่วยของเรา อันนี้ศัพท์โพสต์โมเดิร์นเขาใช้ว่า วาทกรรม (discourse)



คือประมาณว่าถ้าเราถูกใครที่ถือว่าเป็นผู้รู้ หรือผู้มีอำนาจ(อันอาจเกิดจากการเป็นผู้มีความรู้)เขาตัดสินเอา หรือประทับตราว่าเราเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ โดยที่เราไม่มีอำนาจอะไรไปโต้แย้งเขาอย่างนี้เรียกว่า ถูกเขาทำ วาทกรรม เอา



ดิฉันจึงสรุปเอาดื้อๆว่า คนไข้แบบโพสต์โมเดิร์นคือคนไข้ที่ตั้งคำถามเอากับหมอ ไม่ยอมให้หมอตัดสินเอาข้างเดียว (คือหมอวา ฯ มา คนไข้ก็วา ฯ กลับ)



วิธีคิดแบบโพสต์โมเดิร์นนี้น่าสนุก และก็มีอะไรอีกเยอะแยะที่น่าศึกษา ถ้าจะให้ดีก็ต้องอ่านงานเขียนของคุณมิแชล ฟูโกลท์ (Michel Foucault) ซึ่งบอกตรงๆว่าอ่านแล้วปวดหัวเหลือหลาย ดิฉันอ่านแล้วก็นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว รู้สึกเหมือนนั่งคุยกับคนที่คิดอะไรดุเดือดๆแบบมีเหตุผล ดูสมเหตุสมผล แม้จะยังไม่ครบกระบวนของเหตุปัจจัย ตามทฤษฎีปฏิจจสมุปบาท (หากใช้วิธีคิดแบบพุทธโมเดิร์น) แต่อย่างน้อยก็สนุกกว่าการคุยโดยไม่ใช้เหตุผล



ดิฉันออกจะเผลอใจคิดไปนิดหน่อยว่าโพสต์โมเดิร์น และวิธีคิดแบบ วาทกรรม มีบางส่วนคล้ายความคิดแนวพุทธ ที่ว่าอะไรๆที่เห็นและเป็นไปคือสิ่งสมมุติ และวิธีพิสูจน์ความจริงแนวโพสต์โมเดิร์นก็ดูจะเป็นญาติเกี่ยวดองอยู่กับหลักกาลามสูตรอยู่หลายข้อเหมือนกัน



ซึ่งนั่นอาจทำให้วงวิชาการไทยรับโพสต์โมเดิร์นได้ง่ายขึ้น เพราะวิธีคิดแนวพุทธนั้นสอนให้ไม่เชื่ออะไรโดยง่ายอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน



อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ท่านเคยกล่าวไว้ในบทความเรื่อง การปฏิวัติทางญาณวิทยา ว่า

...ความแพร่หลายของโพสต์โมเดิร์น โดยเฉพาะในกลุ่มนักวิชาการรุ่นใหม่ ชี้ให้เห็นว่า แล้วในที่สุดมันก็จะขยายไปถึงนักเรียนมัธยม...

(และตอนนี้ในสายสังคมศาสตร์ก็ใช้ทฤษฎีวิเคราะห์วาทกรรมกันขนานใหญ่) ดิฉันก็จินตนาการไม่ถูกว่าถึงวันนั้น เด็กจะเข้าใจโพสต์โมเดิร์นว่าอย่างไร และมุมมองแบบโพสต์โมเดิร์นจะทำให้ learning paradigm เปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน ถ้าลามมาถึงเด็กราชภัฏ เด็กๆจะวาฯ ครูกันในรูปแบบใดบ้าง นึกแล้วให้เร้าใจดีพิลึก



และโดยความเห็นส่วนตัว ดิฉันยังรู้สึกอยู่เสมอว่าโพสต์โมเดิร์น ยังไปไม่ถึงเส้นแบ่งระหว่างความรู้ในทางโลก กับความจริงในทางธรรม คือยังมองจากปัจจัยภายนอก ไม่ได้มองจากปัจจัยภายในเพราะยังคงเชื่ออยู่ว่ามีผู้ทำให้เป็น และ มองอย่างถูกประกอบสร้าง(คือเชื่อว่า สมมุติชุดหนึ่ง ที่สร้างสมมุติอีกชุดหนึ่งขึ้นมานั้น เป็นความจริงแล้ว แม้จะเป็นจริงในระดับสมมุติ เช่นคิดว่า”การที่หมอ สร้างความชอบธรรม ในการตัดสินชีวิตคนไข้”นั้นคือความจริง) แต่พุทธโมเดิร์นนั้นสอนให้มองอย่างเห็นและรู้เท่าทันสมมุติ คือรู้ว่าที่เรียกว่า หมอ และคนไข้ ทั้งอาการเจ็บไข้ และ การรับรู้มีอาการว่าเจ็บไข้ รวมถึงอะไรต่อมิอะไร ฯลฯ โดยพิสดารนั้น ล้วนเป็นสมมุติทั้งสิ้น



โพสต์โมเดิร์นอาจหาความจริงโดยใช้วิธีรื้อถอนแล้วประกอบสร้างเสียใหม่ (คือยังเชื่อว่ามีสิ่งตั้งต้นแล้วก็ควรเปลี่ยนแปลงเสียใหม่) แต่พุทธโมเดิร์นฟันธงไปเลยว่าที่รื้อๆสร้างๆอยู่นั่นน่ะ สมมุติทั้งนั้น หามีอะไรจริงสักอย่างเดียวไม่ (คือเริ่มต้นน่ะ ไม่มีอะไรเลยต่างหาก แต่หลงคิดเอาว่ามี ว่าเป็น )



เมื่อพุทธโมเดิร์นกับโพสต์โมเดิร์นมาเจอกัน อยู่ในตัวคนๆเดียวกัน ก็เลยดูฉุดๆดึงๆเป็นชีวิตชักคะเย่อ เหมือนตัวละคร push-mi pull- you ในเรื่องด็อกเตอร์ดูลิตเติ้ล ยังไงยังงั้น



.......อย่างนี้ที่เขาเรียกว่าเป็น “โมเดลปฏิสัมพันธ์ปริบทเชิงซ้อน”…. คือสองแนวต่างขั้วอยู่ในที่เดียวกัน จะไปให้สุดทางไหนเสียก็ไม่ได้ ก็เลยฉุดๆดึงๆกันสนุกสนาน



เพื่อนยกมือห้ามบอกว่าพอๆ อย่าออกนอกเรื่องให้หลุดโลก รีบกลับเข้าเรื่องวิธีสอนเสียที ไม่งั้นจะปล่อยให้นั่งคุยกับจิ้งจก ดิฉันเลยจ๋อยไป ไม่กล้าพูดอะไรอีก



.....เพราะในห้องทำงานตอนนี้....ไม่มีจิ้งจกเหลืออยู่อีกเลยซักกะตัวเดียว....
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.225,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130 19 ต.ค. 2549 (19:09)
ปล.อีกนิดนะคะ



ดิฉันคิดว่าวิธีคิดแบบโพสต์โมเดิร์น (ที่เป็นโพสต์โมเดิร์นแบบประนีประนอม ไม่ไช่โพสต์โมเดิร์นสุดขั้ว) ช่วยฝึกทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสารได้ดีทีเดียว คือฝึกให้รู้จักตั้งคำถาม โดยไม่ยอมจำนนกับคำตอบสำเร็จรูปที่มีมาก่อนหน้า แต่ตอนนี้ยังอธิบายไม่ถูกว่าดีอย่างไร สงสัยต้องขอเวลาไปคิดอีกสักหนึ่งเดือนค่ะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.225,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 131 19 ต.ค. 2549 (20:20)
พุทธธรรมนั้นล้ำลึกมาก ถ้ายังไม่เข้าใจกัจะเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ

แต่เมื่อเข้าใจก็จะทะลุปรุโปร่ง ซึ่งน้อยคนที่จะถึงขั้นนี้



ในทางพุทธ ไม่ได้บอกว่า ทุกสิ่งเป็นสิ่งสมมติหมด

แต่ได้แบ่งเป็น ปรมัตถธรรม กับ บัญญัติธรรม (สิ่งสมมติ)

ซึ่งธรรมทั้งหมดล้วนเป็น อนัตตา

อนัตตาไม่ได้แปลว่าไม่มี

แต่เป็นสภาวะที่สอดรับกับ
อนิจจัง ทุกขัง

คือไม่สามารถคงอยู่ในสภาพเดิมได้

จึงไม่ใช่สิ่งที่คงตัว

แต่เป็นสิ่งที่มีการแปรเปลี่ยน

บางสิ่งก็เปลี่ยนเร็วให้เราสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย

บางสิ่งก็เปลี่ยนช้า ช้ามาก จนถึงช้าที่สุด

จนเราเข้าใจผิดคิดว่าไม่เปลี่ยน
ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4126 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 132 20 ต.ค. 2549 (01:39)
ขอบพระคุณครูไผ่มากๆเลยค่ะที่ช่วยแก้ความเข้าใจให้ถูกต้อง



เท่าที่ดิฉันพยายามอ่านและฟังมาก็รู้สึกว่าเรายังอีกห่างไกลนัก

ดิฉันจะพยายามศึกษาเรียนรู้ต่อไป และหากนำเสนอสิ่งใดผิดพลาดไป ได้โปรดชี้แนะท้วงติงด้วยนะคะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.225,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 133 21 ต.ค. 2549 (16:36)
แวะมาแอบอ่านค่ะ เลยส่งเสียงให้อาจารย์สุขุมาลและท่านอื่นๆ ได้รู้ตัวเป็นการทักทาย ... จากนั้นก็ต้องขออนุญาตหายตัวไปเช่นเดิม การบ้านเยอะเหลือเกินค่ะ
ชื่นใจ
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 134 21 ต.ค. 2549 (16:37)
แวะมาแอบอ่านค่ะ เลยส่งเสียงให้อาจารย์สุขุมาลและท่านอื่นๆ ได้รู้ตัวเป็นการทักทาย ... จากนั้นก็ต้องขออนุญาตหายตัวไปเช่นเดิม การบ้านเยอะเหลือเกินค่ะ
ชื่นใจ
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135 22 ต.ค. 2549 (02:51)
ด้วยความระลึกถึงอย่างยิ่งเช่นกันค่ะ ขอให้อาจารย์ชื่นใจ ทำการบ้านเสร็จอย่างราบรื่นรวดเร็วนะคะ เอาใจช่วยเสมอค่ะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.116.138,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 136 8 พ.ย. 2549 (14:10)
อยากได้รายละเอียดเกี่ยวกับ Big 6 model ที่เกี่ยวกับการทำวิจัยของนักศึกษาบัณฑิตศึกษา ค่ะ
wkansing@hotmail.com (IP:202.28.124.35,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 137 9 พ.ย. 2549 (11:13)
คุณ wkansing@hotmail.com คะ



ดิฉันรู้จัก Big 6 model เพราะคุณสรและครูไผ่ กรุณาแนะนำเว็บไซต์ดีๆให้อ่านค่ะ ดิฉันลองคีย์คำว่า Communication Literacy ได้เห็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะเหมือนกัน ถ้าเก่งภาษาอังกฤษจะสนุกมาก ของดิฉันใช้เปิดพจนานุกรมแล้วแปลทีละประโยค จนป่านนี้ยังอ่านไม่จบ แต่ก็ยังรู้สึกว่าสนุกมากนะคะ คนฝรั่งที่คิดและเขียนเขาก็เก่งจัง ช่างถอดกระบวนการและวิธีคิดแบบฉลาดๆของมนุษย์มาให้เราเห็นได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ดิฉันอยากคิดได้แบบนั้นบ้างจังเลย



ดิฉันไม่เคยเรียนทั้งสายครูและสายการสื่อสารแต่อาศัยอ่านเอาเอง เลยไม่ทราบจะให้ข้อมูลคุณได้อย่างไร คงต้องรอท่านผู้รู้มาให้คำแนะนำ ขอเอาใจช่วยให้ได้ข้อมูลที่ต้องการเร็วๆนะคะ
สุขุมาล จันทวี (IP:202.183.194.219,192.168.5.96,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 138 10 พ.ย. 2549 (06:13)
Much had happened since my last post.

(Though, I think we are not further away from the 'aha' meter.)



My apologies to Aj สุขุมาล for not responding earlier.

My excuses are stories too long to write here. I am sorry.



Again, I use English not because I want to show 'my' profiency in English,

but to show that English is a key to open many boxes of knowledge.

We can wait to read Thai versions of what have been studied overseas.

We can try reading English versions and 'guess' what they have learned.

English is not beyond our ability. Our kids will learn it and use it.

We know parts of the answer - why we are behind in our 'literacy'.

We have to wait to learn it from our kids.

And we hope they don't wait to learn from their kids.



Sometimes, I see that we fuss about 'the details' and miss 'the points'.

Other times, I see we forget the details and fail to make things work.

Fine balance and choreography of things in space-time can overwhelm us.

We act on (known) past results (causes) or possibilities (predictions).

We get results from our previous acts and other side-effects (by Khamma Law).

We also have complication when lies and covertnesses are used - pragmatically.



I think we have not defined 'literacy' and how to measure it. All we have is an emergence.

(We will know it when we see it. We don't know if it is more or stronger than another.)

I believe this is an important issue underlying our public education and assessment.

We have placed strong emphases on 'instructional' imprint over 'constructivitic' discovery.

(In my term, we have preferred 'photocopying' over 'hand drawing'.)

...

I am getting called off - leaving the ball in mid field - for you and you to play.
SR (IP:144.134.69.56,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 139 22 พ.ย. 2549 (20:26)
สวัสดีค่ะ คุณสร



ดีใจจังเลยค่ะที่คุณสรกลับมาแล้ว ดิฉันนึกอยู่หลายวันว่าจะตอบเป็นภาษาอังกฤษอย่างไรให้ตรงกับใจคิด แต่นึกไม่ออก เลยตอบเป็นภาษาไทยก่อน หลังๆนี้ดิฉันจะอ่านภาษาอังกฤษได้เข้าใจเร็วขึ้นกว่าเดิม คงเป็นเพราะได้ฝึกอ่าน Posting ของคุณสรด้วย



ตอนท้ายของ posting คุณสร ดิฉันอ่านแล้วยิ้มเพราะคิดสนุกๆในใจว่าดิฉันเล่นบอลไม่เป็น สงสัยต้องขอไปเป็นกองเชียร์อยู่ข้างสนามสักพักก่อนน่ะค่ะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.70,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 140 23 พ.ย. 2549 (05:41)
Dear Aj สุขุมาล,



Please don't mind my English. I am in awkward situations like cut-and-paste ไทย words,

living in drought stricken area, playing host to wildlifes from worse off areas, ...

If I tell you I don't mind reading Thai, would you stop worrying about replying in English?

"I don't mind reading Thai."



Shhhh, I spotted a bug in 'constructivitic'. Can you see 2 esses (s's)?

'constructivistic' is what I meant - I wish I am spelling bug free .



There are these 'Pain' and 'Pleasure' sensors or receptors in our body and our 'mind'.

They tell us 'No' and 'Yes' (or sad and happy or 'false' and 'true').

They are 'natural' and prevalent. They are our physical and abstract 'aha' meters.

They can tell us 'roughly' but 'extremely quickly' to approach or to flee.

But we are no longer a 'switch' controlled by 'aha' meters, we want 'scales'.

We want to say 'sux if <0.50', 'sick if (0.50, 0.65)', 'cool if >0.65' and ...

So, we talk statistics - min, max and mean and other weird bags of values.



I have been rolling in numbers for a while. It is your turn now.

You, mathematicians, statisticians and quantum scientists can help .



And the rest of you, don't just stand there. Wake up and roll up your sleeves ...
SR (IP:144.138.31.170,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 141 26 พ.ย. 2549 (09:16)
คุณสรคะ



ดีจังค่ะ ดิฉันจะสื่อสารอย่างสบายใจด้วยภาษาไทยอย่างคล่องแคล่ว และด้วยภาษาอังกฤษอย่างตะกุกตะกัก(แต่สนุกสนานดี)เช่นเคย



เรื่อง 'aha' meters ของคุณสร ดิฉันขอแปลเป็นไทยว่า "มาตรวัด ..อ๋อ..เข้าใจแล้ว.." ตามความเข้าใจของตัวเองไปพลางๆก่อน ถ้าแปลผิดได้โปรดทักท้วงด้วยนะคะ



โดยทั่วไป หากเราจะชี้และวัดอะไรต่างๆของมนุษย์ในเชิงคุณภาพ อันเกี่ยวเนื่องด้วย"ความคิด ความคิดเห็น อารมณ์ และความรู้สึก" เราก็ใช้ภาษาถ้อยคำ เป็นเครื่องมือสื่อสาร (เป็นMeter หรือมาตรวัด) เพื่อการชี้และวัด



คำว่าเชิงคุณภาพ ในที่นี้ อยากขยายความโดยขออนุญาตคัดลอกมาจากหนังสือ วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดย รศ.ดร.สุภางค์ จันทวานิช (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 9 พศ.2543) ท่านเขียนไว้ว่า



“การวิจัยเชิงคุณภาพ คือการแสวงหาความรู้โดยการพิจารณาปรากฏการณ์สังคมจากสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริงในทุกมิติ เพื่อหาความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์กับสภาพแวดล้อมนั้น วิธีการนี้จะสนใจข้อมูลด้านความรู้สึกนึกคิด ความหมาย ค่านิยม หรืออุดมการณ์ของบุคคล นอกเหนือไปจากข้อมูลเชิงปริมาณ มักใช้เวลานานในการศึกษาติดตามระยะยาว ใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ เป็นวิธีหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูล และเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย"



และท่านได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญของการวิจัยเชิงคุณภาพไว้ข้อหนึ่งว่า การวิจัยเชิงคุณภาพนั้น

“ เน้นปัจจัย หรือตัวแปรด้านความรู้สึกนึกคิด จิตใจ ความหมายในการศึกษาปรากฏการณ์สังคม

....นักวิจัยเชิงคุณภาพเชื่อว่าองค์ประกอบด้านจิตใจ ความคิดและความหมาย คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกมา จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจที่ชัดเจนจึงจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ได้"



....คือเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับ ความรู้สึกนึกคิดและจิตใจ นี้ โดยส่วนตัว ดิฉันชอบมาก เพราะเข้าใจง่าย(ด้วยภาษาถ้อยคำและความรู้สึก)มากกว่าอะไรก็ตามที่เป็นตัวเลข ซึ่งต้องแปลอีกทีว่าตัวเลขนั้นหมายความว่ากระไร แล้วถึงจะได้ “รู้สึก” อีกทีหลังจากพยายามแปลความหมายกันจ้าละหวั่นแล้ว

..... เพื่อนๆสายวิทย์แอบบ่นว่าช่างไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย......



การชี้และวัดเชิงปริมาณ มนุษย์สร้างเครื่องมือสื่อสารเพื่อชี้และวัด (สร้างMeter) ด้วยระบบสัญลักษณ์(ภาษา)ชุดอื่น เช่นภาษาคณิตศาสตร์ ภาษาสถิติ เป็นต้น เพื่อต้องการคำตอบชี้ชัดเป็นตัวเลขเป๊ะๆ และนำตัวเลขเป๊ะๆที่ได้ นั้น มาอธิบายขยายความโดยละเอียดอีกครั้งด้วยภาษาถ้อยคำ เพื่อสื่อสารให้พี่น้องประชาชนทั่วไปเข้าใจได้



ส่วนเรื่องที่ดิฉันจะแสดงความคิดเห็นต่อไปนี้ ต้องขอโทษผู้อ่านไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น เนื่องจากดิฉันมิใช่ผู้รู้จริงในเชิงวิชาการนะคะ ดิฉันแสดงความคิดเห็นตามข้อมูลที่ดิฉันเห็นมาด้วยประสบการณ์ชีวิตของตนเองเท่านั้น คงมิใช่ภาพรวมของการศึกษาไทย เป็นแต่เพียงมุมมองของครูธรรมดาคนหนึ่ง ที่พยายามนำเสนอให้เพื่อนๆฟัง (ถึงแม้เพื่อนจะไม่ค่อยอยากฟังเท่าไหร่)



ดิฉันแสดงความคิดเห็น เรื่อง มาตรวัด ในประเด็นการศึกษาไทยให้เพื่อนๆฟังว่า

ถ้าเรา(คือครู)สามารถเข้าใจและ”ตระหนัก”ถึง เป้าหมายและคุณค่าที่แท้จริง ของวิธีการชี้และวัดการสอน-การเรียน สามารถอธิบายเด็ก(คำว่า เด็ก ในใจดิฉัน มักเป็นภาพเด็กๆมัธยม)ได้ว่าปลายทางนั้น ผลแท้ๆคืออะไร(สำคัญมาก) และสามารถเลือกปรับใช้(มาตรวัดแบบบูรณาการ-ผสมกลมกลืน)ให้เหมาะ ได้แล้วนั้น

1. เราจะลด “ความอยากได้คะแนน”ลงได้

ดิฉันมิได้บอกว่าจะทำให้หมดไปได้ แต่บอกว่า ทำให้ลดลง ได้

2. เราจะเพิ่ม “การอยากได้ความรู้ และการเพียรพยายามสร้างความรู้” ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ได้

3. และวิธีคิดแบบ”ตระหนัก”ถึง เป้าหมายที่แท้จริงของการศึกษา นี้ อาจจะช่วยให้เด็กเห็นคุณค่าแท้ของการศึกษาว่า

“เป็นไปเพื่อการพัฒนาตน(ให้ตระหนักและมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม) มิใช่การศึกษาเพื่อการพัฒนาประโยชน์ส่วนตน(ให้เกิดทักษะในการเบียดเบียนผู้อื่นในระดับสูงยิ่งๆขึ้นไป)”





ดิฉันคิดว่าในการเรียนการสอน ครูสามารถทำให้ภาษาถ้อยคำ (คุณภาพ)กับภาษาตัวเลข(ปริมาณ)นั้น ร่วมมือกันในการอธิบายอะไรต่อมิอะไรได้ดี เช่น ครูอธิบายให้เด็กเข้าใจว่าในการเขียนตอบคำถาม วิชาสังคมศึกษา คะแนนเต็ม 10 ทำไมเด็กชาย ก ได้เพียง 5 คะแนน และเด็กชาย ข ได้ 9 คะแนน

ครูก็ต้องบอกได้ว่า ถ้อยคำภาษาที่เด็กเลือกใช้ตอบแต่ละแบบ สื่อถึงความรู้ และวิธีคิด(คุณภาพ)“ระดับ”ใดบ้าง แล้วครูก็อธิบายว่าได้ให้คะแนนตาม ระดับ(ปริมาณ) ที่ครูตั้งเกณฑ์ไว้อย่างไรบ้าง เพื่อให้เด็กเข้าใจการตั้งเกณฑ์และการประเมินตามเกณฑ์ และครูยังสามารถอธิบายได้ด้วยว่า การตั้งเกณฑ์เช่นนั้น ครูมีเป้าหมายหรือคาดหวังผลลัพธ์อย่างไร ในการให้เด็กพัฒนาตนเอง และผลจากการพัฒนาเช่นนี้ จะทำให้เกิดคุณค่าแก่ชีวิตของเด็กคนนั้นได้อย่างไร(คือให้คุณค่าแก่พัฒนาการ มากว่าจะตัดสินเป็นมูลค่าจากผลสัมฤทธิ์)



แปลว่า ครูสามารถใช้ภาษาถ้อยคำกับภาษาตัวเลขร่วมกัน เพื่ออธิบายคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังการตั้งเกณฑ์ ให้เด็กเข้าใจได้ (แปลให้เวียนหัวขึ้นอีกนิดว่า ครูต้องรู้เท่าทัน”การให้คุณค่า”ที่อยู่เบื้องหลังการตั้งเกณฑ์นั้นด้วย ครูต้องลึกซึ้งพอที่จะเห็นซึ้งไปถึงคุณค่า และหนักแน่นพอที่จะไม่ลดทอนให้เหลือแค่ “มูลค่า”



ดิฉันยังเชื่อเอาเองตามใจตัว(อีกแล้ว)ว่า เรื่องการพัฒนาตนให้มีคุณค่าแก่ส่วนรวม โดยมิได้มองเพียงมูลค่านั้น เด็กๆเขาเห็น เขาเข้าใจได้ ตราบเท่าคำอธิบายของครูตรงกับสภาพจริงที่ครูสร้างให้เป็นเช่นนั้น



แต่เมื่อไรก็ตามคำอธิบายของครูไม่ตรงกับสภาพจริงที่เด็กต้องเผชิญ เมื่อเป้าหมายปลายทางของการสร้างมาตรวัดเชิงปริมาณ กลับกลายเป็นการให้คุณให้โทษเชิงปริมาณไป (กระบวนการทั้งหมด ที่ทำให้เกิดการวัดคนที่ เกรด 3.7, 2.4, 1.5 และจัดลำดับคุณค่า(มูลค่า)ของคนด้วยตัวเลข โดยไม่มองมองปริบทเชิงคุณภาพ) เด็กก็จะไม่มีวันทำใจให้เชื่อ(อุดมการณ์)ของครูได้ และเด็กก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ประโยชน์ในเชิงปริมาณ (มูลค่า) เช่นทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คะแนน เพื่อให้ได้เกรดดีๆ และนำไปสู่ความพยายามอย่างสูงที่จะทำให้ได้เงินดีๆ หรือนำไปสู่ความพยายามที่จะไม่ต้องทำอะไรมากนักแต่ได้เงินมาโดยง่าย ด้วยค่านิยมสังคมกระแสหลักที่เชี่ยวกรากเช่นนี้ ยากเหลือเกินที่ครูจะทำให้เด็กที่อยู่ในโลกของการชี้วัดด้วยมูลค่า ได้กลับไปตระหนักถึงคุณค่าแท้ของการศึกษาได้อีก



จึงขอทวนข้อความที่คัดลอกมาอีกครั้งว่า หากเรา”วัดและตัดสินคน โดยละเลยองค์ประกอบด้านจิตใจ” หากเราไม่ให้ความสำคัญกับ “ความคิดและความหมาย ที่อยู่เบื้องหลังความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกมา” อันเป็นวิธีคิดเชิงคุณภาพนี้แล้ว ก็จะเป็นอันตรายต่อความเป็นมนุษย์ที่ดีเป็นอย่างยิ่ง (คือมนุษย์ที่ตระหนัก และให้ความสำคัญกับคุณค่ามากกว่ามองเห็นแต่ผลประโยชน์ที่จะได้จากมูลค่า)



ดิฉันคงต้องยกตัวอย่างซ้ำ กรณีการทำข้อสอบปรนัยแบบไม่เสียเวลาคิด แต่เดาส่งไปด้วยจุดมุ่งหมายว่าทำไปอย่างนั้น หรือเดาเพื่อให้ถูกจะได้สอบผ่าน มิใช่เดาอย่างดีที่สุด ณ ข้อนั้นๆ ด้วยความรู้สึกรับผิดชอบว่านี่คือการวัดความรู้ เพื่อให้ประเมินได้ว่าความรู้ตนอยู่ในระดับใด หากจะนำความรู้นี้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดผลแก่ส่วนรวม จะต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร



ข้อสอบปรนัย จะมีคุณค่าอย่างยิ่ง หากทำแล้วครูกับเด็กได้นำมาคุยกันว่าที่ทำไปนั้น ใครคิดอย่างไร ใครคิดต่างไปจากใครบ้าง (ไม่ใช่แค่หาข้อที่ถูกตามเฉลย แต่จำเป็นต้องฝึกให้หาว่าทำไมแต่ละคนจึงคิดไม่เหมือนกัน อะไรทำให้คิดต่างกัน เด็กจะได้หัดคิดเปรียบเทียบ เชื่อมโยง โต้แย้ง และกล้าแสดงตัวตน คือวิธีคิดของตนอย่างฉลาด ไม่คิดแบบยอมจำนนแต่ต้น) แล้วมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน สร้างและสังเคราะห์ความรู้และวิธีคิดดีๆที่ได้จากการสอบแบบเลือกคำตอบสำเร็จรูปที่ถูกจัดมาให้ร่วมกัน

เด็กจะฉลาดรู้คิด ไม่หลงติดเป็นทาสข้อสอบ แต่จะทำข้อสอบอย่างรู้เท่าทัน ครูก็จะไม่ออกข้อสอบเพียงเพื่อวัดความรู้นับคะแนนคิดเกรดจัดลำดับ แต่ครูจะพยายามสร้างข้อสอบที่ทำให้เด็กใช้ทักษะในการวิเคราะห์ตัวเลือกต่างๆมากขึ้น



ก็ชีวิตเราทุกวันนี้ เต็มไปด้วยตัวเลือก ทางเลือก การเลือกวิธีการ การคิด การตัดสินใจ เพื่อหาแสวงทางเลือกที่ดีที่สุด วิธีการที่ดีที่สุด (best practice) มิใช่หรือ ข้อสอบปรนัย ก็น่าจะเป็นแรงหนุนในการช่วยสร้างและพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันตัวเลือก(วิธีคิด) และก่อให้เกิดวิธีทำที่ดีที่สุดได้ด้วย

มิใช่แค่คิดถูกอย่างเดียว(วิธีคิด) แต่ต้องนำไปสู่ความกล้าลงมือทำในสิ่งที่ถูก สิ่งที่ดี สิ่งที่มีคุณค่า แม้ว่าจะมิได้ให้ประโยชน์ในเชิงมูลค่า ได้ด้วย (วิธีคิดจะนำไปสู่วิธีทำเสมอ)

....งานหนักของครูตัวจริงคืองานนี้.... คือการฝึกให้เด็ก รู้จัก สร้างวิธีคิด และกล้า ผลิตวิธีทำ และกล้าทำให้เห็นผล วงเล็บดอกจันและขีดเส้นใต้ว่า เชิงคุณค่า มากกว่า เชิงมูลค่า



ขอเรียนอีกทีว่าดิฉันมิได้ปฏิเสธมูลค่า แต่ดิฉันคิดว่าครูต้องกล้ายกระดับให้คุณค่าอยู่เหนือมูลค่า วงเล็บขีดเส้นใต้และดอกจันอีกทีว่า...ให้จงได้ “...เพราะครูมิได้เป็นเพียงผู้สร้างความรู้ แต่ครูต้องสร้างคนด้วย! “



แต่หากให้เด็กทำข้อสอบ แล้วนับคะแนน คิดมูลค่า แล้วก็ทิ้งผ่านไปในแต่ละครั้งที่เรียน โดยไม่เอามาคุยกันเลยว่าเด็กๆควรจะฝึกวิธีคิดและพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันอย่างไรบ้าง เด็กก็จะสูญเสียโอกาสที่จะคิดวิเคราะห์วิพากษ์และพลาดโอกาสในการฝึกทักษะการสังเคราะห์อะไรบางอย่างออกมาเป็นข้อคิด ที่จะเป็นประโยชน์ต่อวิธีคิดของเขาในวันหน้า เขา(อาจ)จะคิดแค่ว่าทำแล้วถูกกี่ข้อ ได้กี่คะแนน (คือเพ่งเฉพาะที่การให้คุณให้โทษในเชิงปริมาณ)



ข้อสอบปรนัย ก็จะเป็นแรงเสริมให้เกิดวิธีคิดเชิงมูลค่าได้อย่างเข้มข้น ชัดแจ้ง และไม่มีแรงไหนจะสู้ได้อีกเลย เพราะได้ถูกจัดให้เป็นมาตรวัดที่เป็นมาตรฐานเชิงมูลค่าระดับชาติไปเสียแล้ว



ขอเรียนด้วยความเคารพอีกครั้งว่า ดิฉันมิได้ต่อต้านขอสอบแบบปรนัย ดิฉันเข้าใจและเห็นคุณค่า แต่สิ่งที่ดิฉันกังวลใจคือวิธีคิดเชิงมูลค่าที่อยู่เบื้องหลังข้อสอบปรนัยต่างหาก



ดิฉันยังไม่แน่ใจว่าเรา( หมายถึง ผู้ซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกันนี้) จะทำอะไรได้มากนัก ณ วันนี้ ในการพยายามเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเชิงมูลค่า ไปสู่วิธีคิดเชิงคุณค่า แต่ดิฉันแน่ใจว่าเราจะรออยู่นิ่งๆเฉยๆไม่ได้

เพราะโลกนี้จะอยู่รอดต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อคนมองเห็นคุณค่าของโลก(ที่มีต่อการดำรงชีวิตและจิตใจที่ดีงามของคน) มิใช่มองโลกเพียงแค่ว่า มีมูลค่า(ที่จะหยิบฉวยเอาไปแลกให้เป็นผลประโยชน์ส่วนตน)เป็นจำนวนเท่าไร



ดิฉันมิได้ยิ่งใหญ่ขนาดที่จะเป็นผู้สร้าง แต่ก็ไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของผู้ทำลาย ในฐานะคนธรรมดา ดิฉันก็อยากรักษา สืบทอด และส่งต่อสิ่งที่(เชื่อว่า)ดีให้แก่คนรุ่นหลัง สิ่งที่ส่งต่อก็เป็นเพียงวิธีคิดที่พิสูจน์ด้วยชีวิตแล้วว่าเป็นสิ่งดี คบได้ ดิฉันก็พยายามสอนและฝึกลูกศิษย์ของดิฉันสุดชีวิต



การฝึกการรู้เท่าทันการสื่อสาร (เพื่อนร้องพร้อมๆกันว่า เอาอีกแล้ว...) ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้รู้เท่าทันวิธีคิดแบบมูลค่า(ผลประโยชน์ส่วนบุคคลเป็นตัวตั้งหลัก) และให้ตระหนักรู้ถึงวิธีคิดแบบคุณค่า (การสร้างคุณค่าอันจะเกิดในจิตใจตน และการให้ผลประโยชน์ตกแก่ส่วนรวมเป็นตัวตั้งหลัก)



และหากเด็กสามารถนำทักษะบูรณาการชุดนี้ ไปเชื่อมโยงปรับใช้ให้เกิด”คุณค่า”กับชีวิตของเขาได้ ดิฉันก็คงจะรื่นเริงบันเทิงใจไปตลอดชีวิต..... ทั้งนี้...โดยไม่คิดมูลค่าใดๆ.



เพื่อนๆที่นั่งล้อมวงรับประทานส้มตำกันอยู่ต่างพากันถอนใจเฮือก...เมื่อดิฉันจบคำปราศรัย คาดว่าต่างก็น่าจะซาบซึ้งเห็นจริงในอุดมการณ์อันขรึมขลัง(แต่คลุมเครือนิดหน่อย)ของดิฉัน แต่มิอาจหาถ้อยคำใดมากล่าวให้ตรงกับใจได้ ดิฉันหันไปทางเพื่อนคนหนึ่ง ที่กำลังนั่งจ้องหน้าดิฉันมาตั้งแต่ต้นจนจบแล้วถามเธอว่าทั้งหมดนั้นเธอเข้าใจว่าอย่างไร?



ยอดคุณเพื่อนยิ้มอย่างกลุ้มใจ พลางกวักมือเรียกเจ้าของร้านมาเก็บเงิน ขณะที่เจ้าของร้านกำลังคิดมูลค่าและบอกจำนวนเงินอยู่นั้น เพื่อนดิฉันก็บอกเขาว่า “..เอาไปทั้งหมดเลยน้อง ไม่ต้องทอน ช่วยเอาเพื่อนพี่ไปห่อให้ด้วย..!..”



จบบริบูรณ์
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.70,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 142 26 พ.ย. 2549 (12:25)
Dear Aj สุขุมาล,



I always look for people who can use both sides of their brain.

(I have looked in a mirror and tried to connect reality to imaginary. )

Anyway, let me show this news clip:



บ้านเขาเมืองเรา : ภูมิใจที่ได้ท็อปเทน ?

http://www.norsorpor.com/go2.php?u=http%3A%2F%2Fwww.bangkokbiznews.com%2Fbody_redirect.jsp%3Fredirect%3D1%26newsid%3D134347

24 พฤศจิกายน 2549 11:10 น.

ดร.ไสว บุญมา

...

Redefining Progress ศึกษาการใช้ทรัพยากรทางทะเลของ 149 ประเทศ และพิมพ์ดัชนีชี้วัดความสมดุลของการใช้ทรัพยากรนั้นออกมาชื่อว่า Fishprint Accounts ในจำนวน 149 ประเทศนี้เมืองไทยอยู่ในลำดับที่ 5 ของบรรดาประเทศที่ใช้ทรัพยากรทางทะเลจนขาดดุลสูงสุด ยิ่งกว่านั้นในบรรดา 5 ประเทศที่ขาดดุลสูงสุดเมืองไทยใช้ทรัพยากรในอัตราที่สูงกว่าทุกประเทศ นั่นคือ สูงเกือบ 9 เท่าของศักยภาพที่ทะเลจะอำนวยให้ได้อย่างยั่งยืน



การขาดสมดุลสูงขนาดนี้อาจตีความหมายได้ 2 แง่คือ เราบริโภคอาหารทะเลมากจนเกินศักยภาพทางทะเลของเราถึง 9 เท่า หรือหากไม่เป็นเช่นนั้นเราก็ผลิตอาหารทะเลส่งไปขายให้ผู้อื่นมากเกินไป

...

Global Footprint Network (GFN) องค์กรนี้สร้างดัชนีเพื่อชี้วัดว่าแต่ละประเทศใช้ทรัพยากรเท่าไร เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่มีอยู่ในระบบนิเวศของประเทศตน GFN เพิ่งคำนวณดัชนีล่าสุดออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งชี้ว่าเมืองไทยใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพของระบบนิเวศถึง 40%



ตัวเลขขององค์กรนี้ชี้ให้เห็นด้วยว่าย้อนไปเมื่อสมัยเมืองไทยเพิ่งเริ่มเร่งรัดพัฒนาประเทศ เราใช้ทรัพยากรน้อยกว่าศักยภาพของระบบนิเวศ การขาดสมดุลเพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อไม่ถึง 20 ปีมานี้เอง ในระดับโลกดัชนีของ GFN บ่งว่าชาวโลกเริ่มใช้ทรัพยากรเกินกว่าศักยภาพของระบบนิเวศในเวลาใกล้เคียงกับเมืองไทย และในปัจจุบันขาดดุลรวมกันอยู่ราว 28% นั่นหมายความว่าโดยเฉลี่ยคนไทยใช้ทรัพยากรแบบขาดดุลเพิ่มขึ้นเร็วกว่าชาวโลก

...

Germanwatch สร้างดัชนีขึ้นมาชื่อว่า Climate Change Performance Index เพื่อวัดกิจกรรมในด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศต่างๆ เนื่องจากตอนนี้กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับโลกร้อน ดัชนีตัวนี้วางอยู่บนฐานของการคำนวณจากตัวเลข 3 ตัว ได้แก่ ระดับและแนวโน้มของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ในแต่ละประเทศ และนโยบายเกี่ยวกับภูมิอากาศของประเทศนั้น การคำนวณพบว่าในจำนวน 56 ประเทศ เมืองไทยอยู่ในลำดับที่ 50 หรือเป็นอันดับที่ 7 หากเปรียบกับบรรดาประเทศที่ย่ำแย่ที่สุดในด้านของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนโยบายที่จะทำให้โลกลดก๊าซนั้น

...

Now, we can see what you said and what you meant

or maybe what we understood what you said and what you meant.



Is what 'we' understand a magnetized effect of our neighbours in our society?



I play mean . I put more wood into the fire so it would light further into unlit areas .
SR (IP:144.134.69.241,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 143 27 พ.ย. 2549 (08:31)
อาจารย์ฝรั่งมักบอกเสมอว่า Grade means nothing. แต่พอสมัครงาน ขอทุน หรือ เรียนต่อ เขามักดูเกรดก่อน



เท่าที่สังเกตุผมเห็นว่าอาจารย์ฝรั่งพูดถูก พอเรียนระดับสูงแล้วเกรดช่วยอะไรไม่ได้เลย ช่วยให้เข้าเรียนได้เท่านั้น มีน้อยคนครับที่มีความสามารถพิเศษตามเกรดที่นำมาแสดงจริง ๆ ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นเกรดปลอม ๆ มากกว่า อาจารย์ที่รับนักศึกษาโดยดูแต่เกรดมักปวดหัวทีหลังทั้งนั้น
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 144 27 พ.ย. 2549 (19:26)
ดิฉันเพิ่งเห็นว่าตอนนี้ต้องล็อกอินก่อนถึงจะเข้ามาโพสต์ตอบในกระทู้ได้ ที่จริงก็ดีเหมือนกันค่ะ เพียงแต่ว่าชื่อล็อกอินของดิฉันพิมพ์ยาก ตอนคิดชื่อ ไม่ทันนึกว่าจะพิมพ์ลำบาก เลยขอเรียนท่านผู้ร่วมสนทนาไว้ว่าดิฉันจะพิมพ์ชื่อจริง นามสกุลจริงต่อท้ายโพสต์ติ้งไปสักนิดหนึ่งก่อน อาจดูรุงรังสักนิด พอคุ้นล็อกอินแล้ว(โดยเฉพาะลูกศิษย์ที่แวะเข้ามา) ก็จะโพสต์ด้วยชื่อล็อกอินไปเลยค่ะ



สุขุมาล จันทวี
หิรัญญิการ์
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 145 27 พ.ย. 2549 (19:44)
เรียนน้องๆทีมงานวิชาการด็อตคอมคะ



พอดีเห็น Preview หายไปน่ะค่ะ ไม่ทราบพอจะเป็นไปได้ไหม หากจะคง Preview เอาไว้ เพราะช่วยในการทบทวนก่อนส่งข้อความค่ะ และขอชมว่าสีหน้าจอสวยสดใสมากเลย พี่ชอบทุกสี คราวที่แล้วสีแดงก่ำ ก็ชอบ คราวนี้สีฟ้าหวานละมุนตายิ่งชอบใหญ่ คราวหน้าจะเปลี่ยนเป็นสีอะไรน้อ....



ขอบคุณน้องๆทีมงานทุกคนนะคะ



สุขุมาล จันทวี



ปล. เห็นชื่อล็อกอินของตัวเองแล้วก็รู้สึกว่านอกจากพิมพ์ยากแล้วยังอ่านยากอีกต่างหาก


หิรัญญิการ์
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 146 27 พ.ย. 2549 (20:11)
คุณสรคะ



ดิฉันชอบจังค่ะที่คุณสรเชื่อมเรื่องเล็กๆในโรงเรียนที่ดิฉันเล่า เข้ากับเรื่องระดับโลกที่เป็นเรื่องใหญ่ออกอย่างนั้น



ดิฉันรู้สึกว่าความที่ตัวเองอยู่แต่ในรั้วโรงเรียน เวลาจะยกตัวอย่างก็เลยไม่ออกไปพ้นรั้วโรงเรียนสักที ทั้งที่ข้างนอกนั้นมีเรื่องใหญ่มากมายให้ร่วมกันคิด และช่วยกันทำอย่างมีจิตสำนึก และบางที....บางเรื่องก็เกินแรงเล็กๆของคนธรรมดา ต้องประกาศเป็นนโยบายระดับชาติจึงจะรับมือได้



เรื่องใหญ่ระดับชาติ และระดับโลกนี้ ให้คุณให้โทษแก่คนเล็กๆอยู่นับไม่ถ้วนทีเดียว ดิฉันจะเพียรพยายามหาวิธีสอนอย่างง่าย ให้เด็กๆช่วยกันคิดช่วยกันมองว่าเรื่องในรั้วกับเรื่องนอกรั้วนั้นมันเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน แรงเล็กๆที่เราจะช่วยกันได้ ก็ควรจะช่วยกันคนละไม้คนละมือ ฝึกคิดฝึกทำกันไปให้เป็นกระบวน เราคงเจอทางออกที่ดีร่วมกันในสักวันหนึ่ง



คุณสรจุดประกายอย่างนี้ดีมากๆเลยค่ะ (คือที่จริงต้องบอกว่าคุณสรจุดภูเขาไฟให้ทั้งลูกเลย ) ดิฉันเชื่อว่าผู้ที่ได้เข้ามาอ่านก็จะเกิดความรู้สึกตระหนักในใจ ติดไปคิดเป็นการบ้านอยู่เสมอค่ะ



สุขุมาล จันทวี


หิรัญญิการ์
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 147 1 ธ.ค. 2549 (08:21)
26325 I like your choice of 'nom de plume' -- rare flowers from strong, hardy, climbing wine,

white, refreshingly scented, Sun seeking blooms come in bunches, ...



Everyday, each of us uses our perception to feel or measure so many things.

But there are also many things that one 'self' cannot sense at all,

for examples radio and UV radiation, and .

We have to use 'non-self' to feel or measure --- all things outside our six senses.

We cannot tell the health of our hometown by the health of oneself,

we have to set (give) the meaning of 'health', 'hometown' and so on;

and say how to measure 'health', 'hometown' and...



May I point out that the examples above beg us to extend from one 'self' to many kinds of 'non-self'?

(Aj สุขุมาล and ครูไผ่ may have more to say about that .)

I also think that we can appreciate one collective mind of so many Vcharkarn.com bloggers

if we read the content of this topic with non-self 'communication literacy' eyes ,

from beginning to END .


สร
ร่วมแบ่งปัน577 ครั้ง - ดาว 168 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 148 4 ธ.ค. 2549 (23:43)
ขอบพระคุณค่ะคุณสรสำหรับภาพหิรัญญิการ์ต้นนี้ เห็นครั้งแรกดิฉันตกใจคิดว่าเป็นต้นเดียวกับที่ปลูกอยู่ริมหลังคาข้างครัวบ้านดิฉัน (ภาพตัดเล็กนี้เหมือนมากเหลือเกิน...) ทั้งๆที่นั่งดูภาพนี้อยู่ที่บ้าน แต่เห็นปุ๊บก็ทำให้รู้สึก"คิดถึงบ้าน" ขึ้นมาทันที ..รู้สึกดีจังเลยค่ะ...




หิรัญญิการ์
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 149 5 ธ.ค. 2549 (09:27)
คุณสรกำลังนำเราแต่ละคนไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลค่ะ



ืจาก "อัตตา (self)" สู่ "อนัตตา (non-self)"



คนจำนวนมากเคยได้ยินคำว่า "อนัตตา" และความหมายของมัน

จำได้และพูดตามได้แต่เข้าใจจริง ๆ หรือเปล่าไม่รู้



ดิฉันเองก็คล้าย ๆ จะเข้าใจ แต่ยังทำได้ไม่มากค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4126 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 150 6 ธ.ค. 2549 (06:10)
Thank you ครูไผ่ (my respected blogger, 'strong, hardy, special bunching plant'



But 'สรกำลังนำ...' is very flattery because สร sits on a fence and 'urges' people to go 'out there'.

(Of course, then come back with what they learn and help move the fence further out. )



I will ask a big favour from you all (Vcharkarn.com bloggers) to help with a knowledgebase web.

http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/ โครงการคลังปัญญาไทย wiki needs help to get started.



If we help with a few words in there, we will have a useful, definitive, free for all Thai encyclopaedia

that we all can be proud to be a part of its building, history and evolution.



We do not need to know 'everything', have degrees or lot of experiences

to advance knowledge.

We can help by writing what we know well. We can help by asking questions.

(In facts 'one good question' could create many good answers and change the world.

Questions are the roots of learning and getting knowledge: e.g.

We know 'vetiver' หญ้าแฝก is useful for land management.

What plants or things help vetiver to work better?)



I believe that we have the ability, and now the chance to refit our learning tools (jigsaw puzzles)

so we can use this truely project to respond to challenges of today and tomorrows.
สร
ร่วมแบ่งปัน577 ครั้ง - ดาว 168 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 151 6 ธ.ค. 2549 (07:50)
คุณสรคะ



ดิฉันตามไปอ่านเว็บไซต์โครงการคลังปัญญาไทย ตามลิงค์ที่คุณสรให้ไว้แล้วค่ะ อ่านแล้วอิ่มใจ โดยเฉพาะวัตถุประสงค์ข้อ 2 ที่กล่าวถึง



"ข้อมูลประเภทสนับสนุนและส่งเสริมการทำความดี การนำเสนอข้อมูลประเภทที่ช่วยให้เกิดจิตสำนึกอันดีต่อสังคม ส่งเสริมให้เกิดการกระทำความดี สร้างจิตสาธารณะ และหิริโอตัปปะให้กับเด็กและเยาวชน"



อ่านแล้วทำให้มีแรงทำงานหนักเหมือนชื่อล็อกอิน ซึ่งดิฉันเพิ่งทราบจริงๆว่า นอกจากชื่อฝ่ายสุภาพสตรี คือหิรัญญิการ์ แล้ว ยังมีชื่อฝ่ายสุภาพบุรุษคือ กำลังช้างสาร อีกด้วย!



ปล. ที่ครูไผ่พูดว่า "คุณสรกำลังนำ...." ครูไผ่พูดถูกอย่างยิ่งค่ะ หากได้ลองกลับไปอ่านความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 โพสต์เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2548 ในกระทู้นี้

คุณสรนำไปเกือบครบรอบปีพอดีค่ะ
หิรัญญิการ์
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 152 18 ธ.ค. 2549 (21:25)
สืบเนื่องจากเรื่อง Collective Mind ของคุณสร

ดิฉันขอนำเสนอเรื่องสั้นซึ่งเขียนเมื่อสมัยที่งานประกันคุณภาพเพิ่งเข้ามาในระยะแรกๆ ทุกคนต่างก็ตื่นตัวและต่างก็เริ่มเล็งเห็นว่ายุคใหม่นี้ ใครทำใครได้นี้ มีตัวชี้วัด(เกณฑ์ตัดสิน)คุณภาพของงานและคุณภาพของคน ละเอียดซับซ้อน ให้คุณให้โทษแก่ตัวคนเป็นๆแต่ละคนอย่างชัดเจน เปรียบเหมือนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว สวนของใครก็ของใคร และสามารถเก็บเกี่ยวเอาผลที่ชัดเจน บอกได้ว่าใครทำ ที่ทำนั้นมีคุณภาพหรือไม่อย่างไร ชั่งตวงวัดได้โดยเกณฑ์อันทันสมัยที่ตัดสินแบบแจงนับละเอียดยิบ



ต่างไปจากยุคเดิม ที่เป็นยุคช่วยกันทำงานคนละไม้คนละมือ คือแม้ไม่รู้ใครเป็นใครแต่ก็ยังสุมรุมช่วยกันอยู่รุมสุม เทียบได้กับสวนสมรมของคนใต้ ที่หากขาดเหลืออะไรก็ไปเดินๆหาเอาได้ เดี๋ยวก็มีคนใจดีเอาให้ ช่วยๆกันไป สไตล์อุดมศึกษาของท้องถิ่น ที่มีกลิ่นแบบชนบท ซึ่งจะหาอะไรชี้วัดชัดเจนมิได้ เพราะต่างก็อยู่กันมาแบบมิได้เคยชั่งตวงวัด



วัฒนธรรมขององค์กรที่เปลี่ยนไปตามกาลนี้ ส่งผลต่อใคร หรืออะไรบ้าง ดิฉันก็สุดที่จะหยั่งรู้ได้ เพราะความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ สิ่งที่เราคิดว่ามีคุณค่าในวันนี้ วันพรุ่งนี้อาจกลายเป็นสิ่งไร้ค่า สิ่งที่เราคิดว่าเราไม่น่าจะทำได้ วันพรุ่งนี้เราก็อาจจะได้ทำ ไม่ว่าเราจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม เมื่อถึงเวลา..บางทีเราก็ต้องทำ โลกก็เป็นไปเช่นนั้น



เพื่อฉายภาพที่ดิฉันเห็นจากจินตนาการ จึงขอนำเสนอเรื่องสั้นที่เขียนไว้เมื่อปีมะโว้ เป็นเรื่องสั้นที่มิได้มีจุดมุ่งหมายอื่นใดนอกจากให้เป็นเรื่องสั้นเฉยๆ สิ่งที่ตัวละครในเรื่อง “เห็น” ตอนท้ายเรื่องมิใช่ความจริง..... เป็นแต่เพียงกลวิธีการเขียนเพื่อสะท้อนมุมมองอันเป็นธรรมดาโลกเท่านั้น...
หิรัญญิการ์
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 153 18 ธ.ค. 2549 (21:29)
เห็น



ผมนั่งมองอาจารย์เดินกันขวักไขว่ด้วยความขบขันแกมเอ็นดูครับอาจารย์ครับ เปิดภาคเรียนที่สองนี้เรามีน้องใหม่ (สำหรับผมต้องเรียกว่าหลานใหม่ )มาหอบหนึ่ง ผมว่าเป็นบรรยากาศที่น่ารักมากนะครับ เรามีตั้งแต่รุ่นปูถึงรุ่นหลาน ดูจากตอนนี้ผมว่าคงถึงรุ่นเหลน



......อบอุ่นนะครับอาจารย์ครับ......



ผมเดินเล่นๆไปที่แคนทีน เด็กรุ่นใหม่เขาเรียกอย่างนั้น แต่ผมอยากเรียกโรงอาหารมากกว่า เห็นภาพน่ารักๆมากมาย นักศึกษาบางคนยกมือสวัสดีอาจารย์ อาจารย์ยกมือรับไหว้ สวัสดีและทักทายทุกคนโดยถ้วนหน้า ทักทายด้วยความรู้สึกที่ดีจากใจจริง ผมว่าเป็นภาพที่น่ารักมาก เมื่อเรามองเห็นว่าไมตรีจิตเป็นสิ่งมีค่า และแบ่งปันให้ได้ทุกคน



ผมเห็นนักศึกษาทักทายป้าๆพี่ๆที่ขายอาหารนานาชนิด อย่างคุ้นเคย ความคุ้นเคยทำให้เกิดความผูกพันครับอาจารย์ครับ ผมว่าป้าๆ น้าๆ และพี่ๆไม่ได้ขายอาหารอย่างเดียว แต่แถมและแจกความรู้สึกละเอียดอ่อนอย่างที่ผมทำไม่ได้



เป็นเรื่องน่าประทับใจ เมื่อ "พี่" บางคนบรรจงตักแกงราดบนจานข้าวด้านหนึ่ง ตบๆข้าวให้เข้าที่ดูพูนจานสวยงาม ตักผัดอย่างบรรจงเต็มบรรทัดใส่ลงในจานอีกด้านหนึ่ง ปาดขอบจานให้เรียบร้อยไม่เลอะเทอะ แถมกับข้าวให้ลองของใหม่อีกหนึ่งช้อน ท่ามกลางความยินดีของน้องผู้หิวโหย ส่งจานให้น้องที่ยืนคอยอย่างตั้งใจ ยิ้มหวานให้อีกหนึ่งที แล้วน้องก็จ่ายตังค์อย่างเต็มใจ



ผมว่าผมมองเห็น ผมเห็นแล้วผมก็อิ่ม ผมอิ่มความสุขนะครับ



ผมเดินเล่นๆมาถึงลานม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้ ได้ยินเด็กพูดคำทันสมัยด้วยศัพท์แปลกๆอยู่แว่วๆ ฟังไม่ค่อยเข้าใจ ผมเปิดพจนานุกรมไม่ทันครับอาจารย์ครับ



คราวนี้ผมเห็นอีกอย่าง.... หลังจากที่พวกเขานั่งเป็นกลุ่มๆ แล้วทันทีที่ลุกไป น้อยคนเหลือเกินจะเดินไปเก็บอดีตขวดพลาสติกที่นอนแอ้งแม้งอยู่กลางลานใส่ถังขยะ (ที่ยืนงงๆอยู่ติดๆกันนั้น)ผมเห็นอย่างนี้ทั้งวันธรรมดาและวันเสาร์อาทิตย์



แสดงว่าสามัญสำนึกของคนหลายคนเปิดทำการเฉพาะวันนักขัตฤกษ์ครับ (วันเก็บขยะโลก วันที่ผู้หลักผู้ใหญ่มา และวันที่ครูมายืนท้าวสะเอวสั่งให้เก็บ)



ผมว่าผมมองเห็น ผมมองเห็นแล้วผมก็คิดมาก คิดมากแล้วผมก็มีความทุกข์ครับ



ทั้งๆที่ขยะเหล่านั้นมันไม่ได้มานอนยิ้มอยู่ในบ้านผม มันอยู่รอบตัวเด็กๆเหล่านั้นต่างหาก คนกวาดกวาดไม่ทันหรอกครับ เพราะลืมตาตื่นยังไม่ทันแปรงฟัน อีกฟากหนึ่งก็ทิ้งแล้ว



ผมเดินเลยไปเลยครับอาจารย์....ผมเดินไปเลย ผมไม่อยากเห็น หรืออาจบางทีก็เป็นไปได้ว่าผมไม่ทันเห็น หลายๆครั้งที่ผมก้าวข้ามเศษกระดาษนับสิบชิ้นบนพื้นถนนไปโดยไม่ทันคิด เพราะมีเรื่องสำคัญกว่านี้ให้คิด



ประกันคุณภาพ ภาระงาน สองขั้นและสี่ขั้น งานนอกภาคและงานในภาค ไอเอสโอเก้าพันและไอเอสโอสองหมื่นสี่ รวมถึงโพรซีดเจ้อร์ต่างๆ

และ ควอลิตี้คอลโทรล แอ่นด์เบสท์เมเนจเม็นท์



ผมเดินเร็วขึ้น ผ่านนักศึกษาหญิงที่ใส่เสื้อปล่อยชาย ผ่านนักศึกษาชายที่ใส่ต่างหูข้างเดียว ผ่านควันบุหรี่ของใครก็ไม่รู้ ช่างเถิด ไม่ใช่ชองผมก็แล้วกัน ผมต้องรีบไปตรวจข้อสอบและส่งเกรดให้ทัน ไม่ให้ภาระงานของผมเสียหาย การประกันคุณค่าต้องเริ่มจากระดับภาควิชา ต้องเริ่มจากตัวเรา ใช่แล้ว.. ต้องเริ่มจากตัวเราก่อน



ผมคิดว่าผมวิ่งจะเร็วกว่า.... ผมวิ่งผ่านห้องเรียนที่มีไฟเปิดค้างไว้และมีเก้าอี้ระเกะระกะ ผมไม่เสียเวลาหยุดปิดไฟหรอก....ผมรีบ นี่ควรจะเป็นหน้าที่จุกจิกของครูมัธยมไม่ใช่ครูอุดมศึกษาอย่างผม



และเด็กพวกนี้ก็เป็นเด็กระดับปริญญาตรี ไม่ใช่เด็กมัธยม ไม่ต้องพูดกันมากเสียเวลาเปล่าๆ ....พวกเขาควรจะรู้จักกาลเทศะด้วยตัวเอง



ผมคงรีบร้อนไปหน่อยจึงสะดุดพื้นใต้ถุนห้องโสตดังป้าบ!



นักศึกษาหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่คนเดียวที่ม้าหิน ผมหยุดตรงนั้นพอดีจึงมองเห็นว่าเขากำลังร้องไห้ แต่ผมรีบ รีบเกินกว่าจะสนใจน้ำตาของใคร หน้าที่นี้ควรเป็นของอาจารย์ผู้หญิงที่มีจิตใจเมตตา และมีเวลาว่างพอที่จะฟังปัญหาของคนอกหัก .....คงจะอกหักกระมัง.... ไม่รู้ซี ผมรีบนี่ครับ ผมรีบจะไปทำเรื่องของผมมากกว่า ผมรีบวิ่งทำเวลาสุดขีด โลกไปถึงไหนๆแล้ว สถาบันเรามีอินเตอร์เน็ต ผมต้องรีบเล่นให้เป็น แต่เดี๋ยวขอไปตรวจข้อสอบให้เสร็จก่อน แล้วผมจะรีบทำผลงาน ค้นข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตและประกันคุณค่าเพื่อให้ทันมหาวิทยาลัยอื่นเขา...



ผมไขกุญแจบ้านอย่างรวดเร็วที่สุดในชีวิต วิ่งพรวดพราดเข้าไปในห้องนอน ลืมไปว่าตรงนั้นมันยกพื้นสูง



ผมสะดุดป้าบถลาไปนั่งพับเพียบอยู่หน้ากระจก....ผมผงะ ผลุนผลันยืนขึ้นด้วยความตกใจที่สุดในชีวิต ....กระจกนั่น!



ผมเห็นผู้ชายผมหงอก ใส่ต่างหูข้างเดียว และใส่เสื้อปล่อยชาย ยืนจ้องผมอย่างตกใจสุดขีด !.....
หิรัญญิการ์
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 155 20 ธ.ค. 2549 (00:10)
ทดสอบค่ะ
หลานเด็กน้อยสารภี
ร่วมแบ่งปัน6 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 156 20 ธ.ค. 2549 (00:15)
อ้าว ใช้ได้แล้วเหรอคะ...



ขอลองลิ้งค์หน่อยนะคะครู

http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=58556



หากลิงค์ไม่ได้ขออภัยที่มารบกวนพื้นที่ค่ะ
หลานเด็กน้อยสารภี
ร่วมแบ่งปัน6 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 157 20 ธ.ค. 2549 (18:27)
Ummh, interesting... my last posting had gone to an archive in the sky.



I can't remember the exact words I used.

I remember what I wanted to say. So, here it is again .



I like the story above.

Stories help people to make sense of their world - though the stories may be 'unreal'.

I think we need more good stories and more good story tellers - I mean story tellers with good 'hearts' and 'good telling skills'.

I think a lot of stories and story telling (ads, movies, radio, TV, games and Internet) do not help. Some even do harm.

We need to install (instill) good stories among our people -

stories that we can draw on to make good judgement, good act and good will.



In sum, Good stories can move people and storytelling works.



Merry Chrismas and Happy New Year.
SR (IP:144.138.31.141)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 158 20 ธ.ค. 2549 (18:48)
Ummmh, I lost my postings twice --Vcharkarn is moving too fast for me .

In my days I heard 3 advices: test, test and test (unit test, system test and environment test).



I can't remember the exact words I used in the postings.

I remember what I wanted to say. So, here it is again .



I like the story above.

Stories help people to make sense of their world - though the stories may be 'unreal'.

I think we need more good stories and more good story tellers - I mean story tellers with good 'hearts' and 'good telling skills'.

I think a lot of stories and story telling (ads, movies, radio, TV, games and Internet) do not help. Some even do harm.

We need to install (instill) good stories among our people - stories that we can draw on to make good judgement, good act and good will.



In sum, Good stories can move people and storytelling works.
สร
ร่วมแบ่งปัน577 ครั้ง - ดาว 168 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 160 4 มี.ค. 2550 (13:57)
ดิฉันเข้ามาเรียนว่ากระทู้เรื่อง การรู้เท่าทันการสื่อสาร ซึ่งได้แตกยอดออกเป็นอีกกระทู้ คือ การรู้เท่าทันการสื่อสาร (Communication Literacy) นั้น ขณะนี้ได้โพสต์จบไปตอนหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะความกรุณาของทุกท่าน ที่ดิฉันได้เอ่ยนามและขอแสดงความขอบพระคุณ ในประกาศคุณูปการท้ายนี้



ดิฉันยังพร้อมที่จะสื่อสารกับทุกท่านอยู่เสมอ หากท่านมีเวลาแวะมาเยี่ยมกระทู้นะคะ ขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงอีกครั้งค่ะ



ด้วยความเคารพ



สุขุมาล จันทวี











การรู้เท่าทันการสื่อสาร ( Communication Literacy) : ประกาศคุณูปการ



ดิฉันดีใจจริงๆที่เขียนเรื่อง การรู้เท่าทันการสื่อสาร ( Communication Literacy) เสร็จ.....

แม้ว่าจะยังไม่จบ เพราะเป็นเรื่องที่คงจบไม่ได้ง่ายๆอย่างที่คุณ thawankesmala บอกไว้จริงๆ



ดิฉันโพสต์เรื่อง การรู้เท่าทันการสื่อสาร ( Communication Literacy) ที่วิชาการ.คอมอย่างมีความสุขมาก และมีกำลังใจที่จะทำงานนี้ต่อไปจนกว่าจะถึงวันที่ฝันเป็นจริง เพราะที่นี่มีผู้ที่มีจิตวิญญาณแห่งการเป็นครูหลายท่าน กรุณาร่วมสนทนา และให้คำแนะนำที่มีค่าแก่ดิฉัน



“ครูไผ่”.... เป็นท่านแรกที่กรุณาแนะนำและชี้ทางสว่างให้ดิฉันเข้าใจในสิ่งที่ดิฉันกำลังทำ และเป็น”ผู้ รู้เท่าทันการสื่อสาร”ของดิฉันอย่างแท้จริง ทุกครั้งที่ดิฉันสงสัยติดข้อง ครูไผ่ก็จะเข้ามาสื่อสารทำให้ดิฉันตาสว่าง มองเห็นทางที่จะเดินต่อไปเสมอ



“คุณสร” ...ผู้รู้จากแดนไกลที่ให้โอกาสดิฉันได้สื่อสารอย่างเป็นตัวของตัวเอง แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คุณสรมีภูมิรู้กว้างขวางมาก และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการสื่อสาร ช่วงที่คุณสรหายไปจากกระทู้อยู่พักหนึ่งนั้น ดิฉันว่าใครๆก็ต้องคิดถึง



อาจารย์ “np” ....ได้จุดประกายคำถามสำคัญจำนวนมาก ทำให้ดิฉันได้เห็นว่า มุมมองที่หลากหลายจะช่วยเติมเต็มความรู้ ที่ดิฉันประทับใจมากคืออาจารย์ช่วยกรุณา”ขุดกระทู้”ให้อยู่หลายหน จนทำให้ดิฉันได้มีโอกาสสื่อสารกับอาจารย์อีกหลายท่านด้วย



อาจารย์ “..” ....(..ดิฉันพิมพ์ชื่อไปยิ้มไปอีกแล้วอ่ะค่ะ) ทำให้ดิฉันเชื่อว่าในความเป็นครูนั้น มีเป้าหมายอยู่ที่เดียวกัน คือการสอนให้ดี และทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ดิฉันเริ่มหายกลัวเลขขึ้นมาอีกนิด เมื่ออาจารย์ย้ำว่า ความรู้อาจเรียนทันกันหมด



อาจารย์“นิรันดร์ “ ...ได้ให้กำลังใจดิฉันอย่างสำคัญในการร่วมสนทนา และเมื่ออาจารย์นิรันดร์ได้ยกข้อคิดในการสอนของท่านมาตั้งเป็นคำถาม ดิฉันก็ได้ข้อคิดสำคัญในการพยายามตอบคำถามของท่าน แล้วก็ทำให้ดิฉันมีความพยายามที่จะเข้าใจเด็กๆมากขึ้นด้วย



อาจารย์ “Mathguy” .... ให้ข้อคิดดีๆในการสอนด้วยหลักธรรมอยู่เสมอ ดิฉันประทับใจวิธีคิดที่ละเอียดอ่อน และการแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพแต่มีจุดยืน และได้เห็นในหลายๆครั้งว่าอาจารย์สื่อสารอย่างสุภาพและนุ่มนวลมาก ดิฉันคิดว่าอาจารย์เป็นครูสอนเลขที่ใจดีมาก



คุณหมอศานติ .....ดิฉันเคยอ่านที่ท่านตอบคำถามภาษาอังกฤษให้เด็กๆ ท่านมีเมตตามากและสละเวลาตอบคำถามอย่างละเอียด ดิฉันเคยตั้งคำถามว่า คำว่า การรู้เท่าทัน คำผรั่งใช้คำใด ท่านให้คำว่า Communication Cognizance ทำให้ดิฉันได้ตระหนักว่าจะคิดเรื่องนี้แบบพอผ่านๆไปไม่ได้ ต้องเอาจริง ต้องทำให้ตระหนักรู้จริงๆ....



อาจารย์ชื่นใจ ...ทำให้ดิฉันรู้สึกว่ามีน้องสาวอีกคน ที่แม้จะไม่เคยได้พบตัวจริง แต่การสื่อสารโดยการเขียน ก็ทำให้เราสัมผัสความรู้สึกที่ดีได้ ดิฉันกลัวการเรียนในระบบอยู่เสมอเพราะรู้ตัวว่าไม่ใช่คนเรียนเก่ง แต่อาจารย์ชื่นใจสื่อสารให้เรื่องที่ดิฉันกลัว กลายเป็นเรื่องดีๆ....ที่น่าลองพยายามดูได้



คุณ “เนยสด” และคุณ “ศรีปิงเวียง” ...ทั้งสองท่านมาจากเรือนไทยและแวะมาเยี่ยมกระทู้ ถือเป็นเรื่องน่ายินดี และการที่คุณศรีปิงเวียงบอกว่า เรื่องการรู้เท่าทัน นั้นเชื่อมโยงได้หมด ทำให้ดิฉันนึกสนุกมองเห็นอะไรๆเชื่อมกันไปเป็นที่สนุกสนาน



คุณ "thawankesmala" ...ได้กรุณาร่วมสนทนาทั้งเรื่อง การรู้เท่าทันการสื่อสาร (Communication Literacy) และการเรียนรู้ภาอังกฤษ โดยให้แง่คิดและมุมมองที่ดี รวมถึงได้ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าชีวิตนี้ยังมีเรื่องสนุกให้ทำอีกยาวนาน เพราะเรื่อง การรู้เท่าทันการสื่อสาร คงจบไม่ได้ง่ายๆ...



และ คุณ “นายสติ” ...ซึ่งได้แวะเข้ามาเยี่ยมกระทู้ และยังได้ให้กำลังใจ ปิดท้ายเรื่องการรู้เท่าทันการสื่อสารอย่างอบอุ่น อีกด้วย



ดิฉันมิได้ลืมคุณภูมิ อาจารย์พิทยา อาจารย์ ... (สามจุด) คุณ hchasar คุณ Party คุณก้อนหิน คุณหลานเด็กน้อยสารภี น้องนัท ท่านผู้อ่านและลูกศิษย์ทุกคนที่แวะเข้ามาทักทายนะคะ ต้องขออภัยทุกท่านที่มิได้เอ่ยนามด้วย เพราะหลายท่านได้แวะมาสื่อสารด้วยในสามกระทู้ที่ได้โพสต์ไปเป็นเวลานานร่วมปี....ดิฉันเองก็ไม่ได้นึกว่าจะโพสต์ได้นานขนาดนี้....



และที่ลืมมิได้ คือทีมงานวิชาการด็อตคอม ที่เอื้อเฟื้อพื้นที่(ที่เปรียบเสมือนบ้าน)ให้นำเสนอ เรื่องการรู้เท่าทันการสื่อสาร และน้องๆทุกท่านที่คอยดูแล แก้ปัญหา ตกแต่ง ปัดกวาดทำความสะอาดบ้าน คอยอำนวยความสะดวกให้ทุกคนที่เข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์นี้เสมอมา



ดิฉันขอบพระคุณ และขอบคุณทุกท่านที่เอ่ยนาม และมิได้เอ่ยนามข้างต้น เป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ดิฉันได้เห็นแล้วว่าในสังคมที่มีความเป็นกัลยาณมิตรนั้น จะเอื้ออำนวยให้ผู้ใดก็ตามที่มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัส เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดพลังใจที่จะสร้างและทำงาน ด้วยความเบิกบานใจและมีความสุขอย่างแท้จริง



ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกศิษย์ที่มีโอกาสได้อ่าน มีโอกาสเห็นความเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย ตั้งแต่กระทู้แรก คือ” ขอคำแนะนำ...เรื่อง วิธีสอนแปลกๆ” จนถึง กระทู้ “การรู้เท่าทันการสื่อสาร” และ มาเป็นกระทู้ “การรู้เท่าทันการสื่อสาร (Communication Literacy)” นั้น



.......จะได้มีกำลังใจในการสร้างความรู้ อันเกิดจากการลงมือทำจริง และจะได้เข้าใจความจริงอย่างง่ายว่า ความรู้มิใช่สิ่งสำเร็จรูป แต่ต้องอาศัยการก่อร่างสร้างรูป



การสร้างความรู้ (แม้เป็นสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อน) ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ ขอเพียงแต่ให้มีความพยายาม มีความมุ่งมั่น และมีความตั้งใจจริง สิ่งที่ตั้งใจจะสร้างก็จะค่อยๆพัฒนาไปวันละเล็กวันละน้อย ประสบการณ์จะช่วยให้เราเกิดการพัฒนาต่อยอด ขณะเดียวกัน ก็จะได้ตระหนักถึงคุณค่าของกัลยาณมิตรซึ่งจะคอยเกื้อหนุนให้การพัฒนาความรู้ ดำเนินไปได้ด้วยดี



และอยากให้เด็กๆได้เข้าใจว่า เมื่อได้เห็นความจริงในการเรียนรู้เช่นนี้ ก็จะทำให้มีความสุขอย่างง่าย มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความเบิกบานใจที่จะได้เรียนรู้ และเรียนรู้ที่จะให้ด้วยความรักอยู่เสมอ เพราะได้เห็นคุณค่าของการเรียนรู้อย่างเอื้อเฟื้อเกื้อกูลด้วยใจบริสุทธิ์มาแล้ว



ดิฉันขอขอบพระคุณกัลยาณมิตรทุกท่าน ในเว็บไซต์วิชาการด็อตคอมเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ อีกครั้งหนึ่งนะคะ และอยากเรียนว่าดิฉันยินดีเสมอ หากท่านมีข้อคิดเห็น ข้อวิจารณ์หรือข้อคิดที่จะกรุณาแนะนำเพิ่มเติม และหากเรื่องการรู้เท่าทันการสื่อสาร ( Communication Literacy ) ที่นำเสนอมาทั้งหมดนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านที่แวะเข้ามาอยู่บ้าง ดิฉันก็จะยินดีเป็นที่สุดค่ะ
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.116.7)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 161 8 เม.ย. 2550 (16:25)
ขอบคุณนะคะ คุณสุขุมาล จันทวี



ถึงเวลานี้ก็ยังมืดมนตามเคยคะสำหรับ Big 6 Model คือทำวิจัยเรื่องการรู้สารสนเทศของบัณฑิตศึกษานะคะ แล้วอาจารย์ท่านให้ใช้ทฤษฎี Big 6 Model หาไม่ค่อยเจอเลยค่ะ
wkansing (IP:202.28.124.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 162 14 เม.ย. 2550 (09:10)
สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ อาจารย์ทุกท่าน ด้วยความเคารพและระลึกถึง ขอให้ทุกท่านมีความสุขมากๆและพบแต่สิ่งดีๆในวันปีใหม่ไทย และวันครอบครัว นะคะ



สวัสดีค่ะ คุณ wkansing



ดิฉันขออภัยที่ไม่ได้แวะมานานค่ะ ดิฉันเอาใจช่วยอยู่เสมอนะคะ ขอให้มีกำลังใจค้นคว้าต่อไป ดิฉันเสียใจเหลือเกินที่ตัวเองไม่เก่งภาษาอังกฤษ และมีความรู้เรื่องนี้น้อยมาก จึงได้แต่ส่งกำลังใจไปให้คุณ wkansing อย่างไรก็ตาม จะเรียนหนักอย่างไรก็ขออย่าได้ลืมรักษาสุขภาพด้วยนะคะ



ขอให้โชคดีและขอให้พบข้อมูลที่ต้องการเร็วๆนะคะ



ปล.ถ้าอย่างไร ลองเข้าไปที่ GotoKnow.org สักนิดไหมคะ เผื่อว่าจะได้พบผู้ที่สนใจเรื่องนี้ หรือท่านที่กำลังศึกษาต่อซึ่งอาจแนะนำแหล่งข้อมูลได้



เอาใจช่วยเสมอนะคะ :)
สุขุมาล จันทวี (IP:203.156.118.48)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 164 14 เม.ย. 2550 (13:45)
อ่านความเห็นที่ 160 แล้วหละ ความรู้สึกแรกก็คือขอขอบคุณคุณสุขุมาล จันทวีเจ้าของกระทู้และวิชาการ.คอมเป็นอย่างสูง เรานำเอาสื่อต่าง ๆ มาจัดกิจกรรมบูรณาการให้นักเรียนรู้เท่าทันการสื่อสาร (เราสอนโรงเรียนระดับขั้นพื้นฐาน) เพื่อให้นักเรียนมีวิจารณญาณ พวกราร่วมมือกันทั้งโรงเรียน สอนให้ครบ 8 สาระหลัก โดยใช้สื่อ (สื่อสาร) เป็นนวัตกรรม ไม่ทราบผลจะเป็นประการใด
คำแพง (IP:58.181.187.111)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 165 18 เม.ย. 2550 (19:51)
ที่นี่ศูนย์รวมของผู้เชี่ยวชาญที่มีอุดมการณ์ในการพัฒนาการศึกษาและสังคม
กัณฑิกานต์ (IP:58.181.180.31)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 166 20 เม.ย. 2550 (14:50)
โอ...คุณคำแพงคะ

อยากเรียนว่าดิฉันดีใจเหลือเกิน และรู้สึกอิ่มใจ ปิติ ยินดี ร่วมกันไปอย่างอธิบายไม่ถูก



ดิฉันเพียรเพียรพยายามฝึกทักษะชุดนี้แก่เด็กๆที่ดิฉันสอนมานานหลายปี และเพียรโพสต์เรื่อง "การรู้เท่าทันการสื่อสาร" ติดกันมานานเป็นปี และขณะเดียวกันก็เพียรพยายามสื่อสาร ในโอกาสใดๆที่เหมาะแก่การสื่อสารเรื่องนี้ โดยนำเสนออย่างสุภาพ และเต็มไปด้วยความหวังลึกๆในใจ.....ว่าสักวันเราจะเจอคนที่มีหัวใจแบบเดียวกัน



หัวใจแบบเดียวกันของครูธรรมดา...ที่มองเห็นแล้วว่า เราทิ้งลูกศิษย์ของเราไม่ได้เป็นอันขาด หน้าที่ของเราคือเอาใจใส่ อบรมบ่มนิสัย ให้รู้จักผิดชอบชั่วดี และฝึก"ให้เขาได้มีโอกาสฝึก" ที่จะเรียนรู้ เราทิ้งเขาไม่ได้อีกแล้ว เพราะโลกวันนี้อันตรายนัก ถ้าเรารักเขาด้วยใจทั้งดวง เราก็ต้องเพียรพยายามอย่างเต็มที่ทั้งกายและใจ



สำหรับเรื่อง "การรู้เท่าทันการสื่อสาร" ที่ผ่านมา เมื่อดิฉันพยายามสื่อสาร บางครั้งคู่สนทนาก็เปลี่ยนหัวข้อไปคุยเรื่องอื่น บางครั้งเพื่อนก็หาวหวอดๆอย่างสุภาพ และหลายครั้งที่เมื่อพยายามพูดคุยเรื่องนี้ในวงสนทนา....ก็จะไม่มีผู้ใดฟังเลย ทั้งหมดเป็นเพราะความด้อยคุณภาพในการสื่อสารของดิฉัน .... แต่ดิฉันก็ยังเพียรพยายามต่อไป



เคยมีด้วยที่ดิฉันนำเสนอหัวข้อนี้ด้วยความตั้งใจในอบรมการฝึกนักวิจัย ดิฉันนำเสนออย่างคนโง่ไม่รู้เรื่องวิจัยเลยค่ะ และตั้งใจมุ่งมั่นให้ผู้รู้วิพากษ์ให้เต็มที่ จะทำอย่างไรก็ได้ จะพูดอย่างไร ดิฉันก็รับได้และเต็มใจรับ ดิฉันได้พบกับการวิพากษ์อย่างหนัก แต่ดิฉันถือเป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งในชีวิต



เพราะได้เห็นแล้วว่า...ผู้ที่มองเห็นเรื่องนี้ ต้อง"เห็น"ด้วยความเป็นมนุษย์ ต้องรักเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของเรา และต้องมีหัวใจแบบเดียวกับ พ่อ แม่ และครู ที่รักลูกของเราอย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะตระหนักถึงภัยของ "การไม่รู้เท่าทันการสื่อสาร" และลงมือทำตามหน้าที่รับผิดชอบของเราอย่างจริงจัง และแน่วแน่ แปลว่า ฝึกเอาจริง นะคะ



แต่ขณะเดียวกัน ก็เรียนรู้ที่จะเข้าใจระบบ และพัฒนาตนไปตามค่านิยม "ผลงาน" ได้ด้วย (อย่างหลังนี้เรียนตรงๆว่าดิฉันก็ยังไปไม่ถึง แต่ก็รู้ว่าต้องไป ต้องทำ ก็เพียรทำไปนะคะ)



ดิฉันได้เห็นการอบรมพัฒนาของคุณครูครั้งใหญ่เมื่อเดือนสองเดือนที่ผ่านมา รู้สึกสะท้อนใจ และสะเทือนใจมาก คุณพ่อของดิฉัน ซึ่งเป็นครูที่เกษียณแล้ว ก็รู้สึกเสียใจอย่างมากเช่นกัน



ดิฉันอยากพูดอะไรมากมายแต่ถ่ายทอดไม่ถูก รู้แต่ว่าเสียใจเหลือเกิน ท่านทำกับครูแบบนี้ได้อย่างไร ครูที่ต้องไปสอนลูกของท่านแท้ๆ.... ท่านทำได้อย่างไร

ดิฉันเห็นภาพของคุณครูหลายท่านที่เดินลงมาจากอาคาร ด้วยใบหน้าเศร้าหมอง เห็นภาพครูกอดให้กำลังใจกันแล้วร้องไห้....



ดิฉันแอบอยู่มุมตึก แล้วก็ร้องไห้คนเดียว... ดิฉันอยากเข้าไปกอดคุณครูที่ดิฉันไม่เคยรู้จัก ท่านจะรู้ไหมหนอว่ามีครูอีกหนึ่งคน.... ที่ยืนร้องไห้ด้วยอยู่ความเสียใจอย่างที่สุด ที่ทำอะไรไม่ได้เลย ....นอกจากยืนร้องไห้เป็นเพื่อน...



ดิฉันขอส่งใจกำลังใจทั้งหมด จากใจเล็กๆของดิฉันไปให้กำลังใจคุณครูทุกคนนะคะ และส่งมาลัยดอกไม้จากใจ คารวะคุณครูทุกท่านด้วยความเคารพ ดิฉันเองก็เป็นครูน้อยธรรมดา ไม่มีอำนาจที่จะไปเปลี่ยน(วิธีคิด)ของผู้กำหนดระบบได้ แต่ดิฉันจะไม่ยอมทิ้งลูกศิษย์ของดิฉันเป็นอันขาด ดิฉันเชื่อว่าทุกคนที่เป็นครูด้วยใจ ก็จะคิดแบบนี้โดยไม่ต้องรอแบบประเมินเพื่อเช็คตัวเรา



.....เพราะเรามีคำตอบของเราแล้ว.....



คือเรียนตรงๆนะคะ เมื่อคิดได้แบบนี้ก็จะสบายใจที่จะทำในสิ่งที่เราเชื่อและมุ่งมั่นที่จะทำ เราทำเพราะเป็นความรับผิดชอบ ทำเพื่อให้ มิใช่ทำเพื่อเอา



และดิฉันก็ได้เห็นว่าการมีกัลยาณมิตรนั้น มีคุณค่าเหลือเกินนะคะ ดิฉันโชคดีมากที่มีกัลยาณมิตรในวิชาการด็อตคอม รวมถึงผู้สร้างและสานต่องานในวิชาการด็อตคอมทุกคน

.......ทุกท่านได้เปิดโอกาส เปิดพื้นที่ ให้ดิฉันได้คิด ทบทวน ไตร่ตรอง และกล้าทำต่อไปอย่างมุ่งมั่น และทำให้ดิฉันมีกำลังใจที่จะสร้างสิ่งที่เชื่อ และจำทำต่อไป ในโรงเรียน(คือมหาวิทยาลัย)ที่ดิฉันรักเหมือนบ้าน กับลูกศิษย์ที่ดิฉันรักเหมือนลูก ....คือถึงแม้จะยังไม่ได้แต่งงาน แต่ความรู้สึกก็ประมาณว่าคล้ายๆกันนะคะ ....



ดิฉันไม่ได้เขียนเรื่องการรู้เท่าทันการสื่อสาร เพื่อให้ตัวเองเป็นที่รู้จักและหวังผลประโยชน์ใดๆ

และดิฉันก็ไม่ใคร่ทราบเรื่องลิขสิทธิ์หรืออะไรนั่นนักนะคะ แต่อยากเรียนด้วยความจริงใจว่า ดิฉันมิใช่เจ้าของเรื่องนี้ และไม่ถือเอาสิทธิ์ใดๆจากข้อเขียน ทั้งหมดเป็นการเขียนเล่าจากงานที่ทำเท่านั้น และดิฉันก็จะเล่าต่อไป เพื่อเป็นกำลังใจแก่เพื่อนครูทุกคนที่รักที่จะทำงานเล็กๆอย่างนี้.... ด้วยความรัก.....



ดิฉันอยากบอกด้วยความรักอีกครั้งว่า...ว่าขอให้ทำต่อไป ขอให้ทำต่อไปเถิดนะคะ อะไรก็ตามที่ทำเพื่อ ฝึก เพื่อสร้างเด็กๆ ของชาติเราได้ ขอให้คุณครูมีแรงกายมีพลังใจที่จะทำต่อไป.....



ดิฉันขอเอาใจช่วยและส่งกำลังใจให้พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆครูทุกท่าน

และขอส่งความนับถืออย่างสูง และส่งกำลังใจให้คุณคำแพงและเพื่อนครูทุกท่าน ในการร่วมสร้างคุณค่านี้ให้แก่เด็กๆในโรงเรียนของท่าน อย่างมีความสุข และขอเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จนะคะ



คำว่า "พวกเราร่วมมือกันทั้งโรงเรียน" ทำให้ดิฉันรู้สึกมีกำลังใจที่จะทำงานนี้ต่อไป เพราะรู้สึกว่าเรามิได้เดินอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว......ขอให้ดิฉันได้ร่วมเป็นพวก เป็นเพื่อนด้วยอีกคนเถิดนะคะ แม้ยังไม่ได้พบกัน แค่ได้เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ก็ชื่นใจแล้ว





คุณคำแพงคะ อยากเรียนอีกครั้งว่าดิฉันดีใจเหลือเกิน และรู้สึกอิ่มใจ ปิติ ยินดี ร่วมกันไปอย่างอธิบายไม่ถูกจริงๆนะคะ
หิรัญญิการ์
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 167 20 เม.ย. 2550 (15:04)
เรียนอีกนิดนึงค่ะว่าจากนี้ไปดิฉันจะ Log in ในการเข้ามาร่วมสื่อสารกับทุกท่าน

เพราะชื่อ Log in อ่านง่ายขึ้นแล้วอะค่ะ ขอบคุณทีมงานที่น่ารักด้วยนะคะ ไม่ทราบน้องๆนักศึกษายังเข้ามาช่วยอยู่เช่นเดิมหรือไม่ ตอนนี้ load เร็วขึ้นเยอะด้วยค่ะ...เก่งจัง..



เรียน คุณคำแพง เพิ่มเติมนะคะ ถ้ามีโอกาสแวะมา และหากพอมีเวลา

ขอเรียนแวะไปที่ลิงก์นี้ http://gotoknow.org/blog/communicationliteracy



เผื่อว่าจะมีอะไรแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเพิ่มเติม หรือมีอะไรจะพูดคุยกัน ก็เรียนเชิญได้เต็มที่เลยค่ะ หรือจะสื่อสารในวิชาการด็อตคอมก็ได้ สุดแต่คุณคำแพงจะสะดวกนะคะ ดิฉันเต็มใจและยินดีเสมอค่ะ



ขอบพระคุณมากค่ะ :)



สุขุมาล จันทวี

(หิรัญญิการ์)
หิรัญญิการ์
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 168 24 เม.ย. 2550 (11:34)
เป็นกระทู้ที่ดี มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาในยุคปัจจุบัน
เมษา (IP:125.25.41.159)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 169 24 เม.ย. 2550 (22:30)
สวัสดีค่ะอาจารย์สุขุมาล จันทวี



ไม่ทราบว่าเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน จากที่ไหนก็จำไม่ได้ หรืออาจจะอ่านจากวารสารหรือเปล่านะ ขอสมัครเป็นเพื่อร่วมทางคนใหม่ ได้อ่านกระทู้ของอาจารย์มานานแล้วแต่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เพราะไม่ทราบว่าจะบอกอย่างไร



แต่กระทู้ของอาจารย์เป็นประโยชน์ต่อเรามากที่สุด เช่นเดียวกับคำแพง โรงเรียนอยู่บ้านนอกสอนระดับประถมถึงมัธยมต้น เด็กที่นั่นต้องการครูมาก และในปัจจุบันสื่อมีอิทธิพลต่อเยาวชนเป็นอย่างมาก เราควรจะทำอย่างไรในการสื่อสารให้นักเรียนรู้เท่าทันสื่อ



เราพยายามเรียนรู้และอ่านกระทู้ต่าง ๆ ที่เป็นข้อคิดของครู อาจารย์ และเลือกที่สามารถปฏิบัติได้ และมองเห็นความเป็นไปได้ นำไปเป็นแนวทางในการพัฒนานักเรียน



กระทู้ของอาจารย์เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาผู้เรียน และการพัฒนาตนเองของครู อ่านแนวคิดของอาจารย์แล้วทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น ในการจัดกระบวนการเรียนรู้สาระต่าง ๆ ได้ครบทุกสาระ โดยเฉพาะกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ จึงขอขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างสูง ขอให้อาจารย์จงมีพลังใจในการทำงานนี้ตลอดไปค่ะ
ครูคิม
ร่วมแบ่งปัน483 ครั้ง - ดาว 247 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 170 25 เม.ย. 2550 (08:15)
ขอบคุณค่ะ คุณเมษา ที่แวะมาทักทาย และให้กำลังใจ ดิฉันรักกระทู้นี้ เพราะได้เห็นว่า ความรู้เกิดขึ้นได้ เพราะกัลยาณมิตร การมีผู้ร่วมสนทนาอย่างเป็นมิตรในกระทู้ทำให้ดิฉันได้ไปคิดไปทำอะไรต่ออย่างมีความสุข แวะมาทีไรก็รู้สึกดีทุกทีค่ะ



....ดีใจที่กระทู้เป็นประโยชน์นะคะ.....
หิรัญญิการ์
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 171 25 เม.ย. 2550 (08:33)
สวัสดีค่ะครูคิม



ยินดีต้อนรับเพื่อนร่วมทางอย่างยิ่งค่ะครูคิม ดิฉันรู้สึกยินดีที่กระทู้ และการร่วมแสดงความคิดเห็นของทุกๆท่านในกระทู้ "การรู้เท่าทันการสื่อสาร" เป็นประโยชน์ต่อท่านผู้แวะมาอ่านนะคะ ...... ดิฉันไม่เคยเขียนในวารสารอะไรเลยค่ะ นอกจากโพสต์ในเว็บ สงสัยชื่อคล้ายๆกันมังคะ



ดิฉันเห็นครูคิมร่วมสนทนาอยู่หลายหนในวืชาการด็อตคอม ชอบจังค่ะ การร่วมแสดงความคิดเห็น มีค่ามากในการเรียนรู้ร่วมกัน เรียนเชิญครูคิมสื่อสารได้อย่างสบายใจนะคะ หากดิฉันเล่า ถาม หรือตอบอะไรได้ ดิฉันก็จะเข้ามาร่วมคุยร่วมสนทนาด้วย ....และอยากบอกว่าความรู้สึกเดียวกัน เวลาที่เข้าไปอ่านหลายเรื่องแต่ไม่ทราบจะสื่อสารอะไร ก็เลยแวะไปเฉยๆ ไม่ได้พิมพ์รอยฝากไว้



แต่ถ้าแวะมาที่นี่ ขอให้สื่อสารอย่างสบายใจเถิดนะคะ เชื่อว่าที่นี่ยินดีต้อนรับเพื่อนร่วมทางทุกคนอยู่เสมอ และสำหรับดิฉัน ซึ่งมิได้มีความรู้อะไรมากนัก แต่มีความรักที่จะทำ ก็จะดีใจทุกครั้งที่มีผู้แวะมาร่วมสนทนาฉันมิตร



ขอบคุณครูคิมสำหรับคำอวยพรและกำลังใจนะคะ ขอให้ครูคิมมีความสุขในการทำงาน และเป็นครูที่รักของลูกศิษย์ตลอดไปเช่นกัน



ขอบพระคุณค่ะ



สุขุมาล จันทวี
หิรัญญิการ์
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 172 25 เม.ย. 2550 (22:58)
สวัสดีค่ะ สุขุมาล จันทวี



ดิฉันขอขอบคุณสำหรับกำลังใจ ดิฉันไม่มีความรู้มากเท่าอาจารย์นะคะ เรียกได้เต็มปากว่าครูบ้านนอกขนานแท้และดั้งเดิม บรรจุอยู่โรงเรียนทุรกันดาร และอยู่อำเภอบ้านนอกตลอดมา คุยอยู่กับเพื่อน ๆ ที่อยู่ในเมืองก็ไม่ค่อยจะถนัดนัก แต่ก็รักและมีความสุขในการทำงาน



ที่เข้ามาเป็นสมาชิกวิชาการ.คอม ก็เพราะแอบอ่านกระทู้ต่าง ๆ มานานแล้ว มีความรู้และได้แนวคิดมากมาย ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นมากเท่าไร



เท่าที่เห็นมีแต่อาจารย์ระดับอุดมศึกษากันทั้งนั้น ก็ไม่กล้าแสดงความคิดสักเท่าไร มีแต่ชื่นชมและยินดี และเห็นคุณค่าของวิชาการ.คอมมาก ๆ อยากให้คุณครูเข้ามาอ่านกันเยอะ ๆ ขอสัญญาว่าจะมาเรียนรู้จากที่นี่ตลอดไปค่ะ
ครูคิม
ร่วมแบ่งปัน483 ครั้ง - ดาว 247 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 173 29 เม.ย. 2550 (05:18)
[I think the article below is worth repeating - because of its 'reason to live' not because it is a company 'for profit'. Forgive me for putting it - here.

I think, "how to ask questions"

leads to "how to find answers"

then to "how to prove that an answer is correct and useful".]



IN-STEP “เรียนรู้-สืบเสาะ” ปฏิรูปหลักสูตรครูวิทย์ฯพันธุ์ใหม่



โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 เมษายน 2550 08:59 น.



ทำไมเครื่องบินถึงบินได้?

ทำไมลูกแอปเปิ้ลจึงหล่นลงพื้นไม่ลอยขึ้นฟ้า?

ทำไมต้องมีกลางวันกลางคืน?...



หลากคำถาม หลายความสงสัย ที่ถูกตั้งขึ้นมานั้น คือรากฐานที่สำคัญยิ่งของวิทยาศาสตร์ที่ต้องมีสมมติฐาน ตัวแปร จนนำมาซึ่งคำตอบ



ทว่า ทุกครั้งที่เอ่ยถึงวิทยาศาสตร์ เด็กไทยจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่จะพร้อมหน้าพร้อมตากันส่ายศีรษะราวกับเห็นยาขม จนกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ว่า แล้วจะทำอย่างไรให้เด็กไทยหันมาสนใจและชอบเรียนวิทยาศาสตร์ ทำอย่างไรถึงจะพัฒนาเด็กไทยให้ก้าวไปทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ



ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งที่ต้องนำมาขบคิดกันให้มากคือ กระบวนการเรียนการสอนของบ้านเราที่ดูเหมือนจะยังไม่สอดคล้องกับวิทยาการสมัยใหม่ แต่มักจะมุ่งเน้นไปที่ข้อเท็จจริงมากกว่ากระบวนการสรรหาข้อเท็จจริง ซึ่งถือเป็นหัวใจอันสำคัญที่เราควรหันกลับมาคำนึงถึงกันให้มาก



ศ.ดร.สุรินทร์ พงศ์ศุภสมิทธิ์ ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) บอกว่าวิทยาศาสตร์มีหลักการเหมือนกันทั่วโลก แต่การสอนวิทยาศาสตร์ของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอยู่ที่วิธีการสอน สำหรับในประเทศไทยต้องยอมรับว่าปัจจุบันเด็กมีพัฒนาการในการนำเสนอผลงานได้ดีขึ้น แต่ยังมีข้อด้อยอยู่ตรงที่วิธีการตั้งคำถามซึ่งถือเป็นศาสตร์ที่ค่อนข้างสูงและจำเป็นมากในการเรียนวิทยาศาสตร์ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องมองมาที่ผู้สอนจึงต้องฝึกและต้องใช้การสอนแบบ Inquiry-based learning หรือ การเรียนรู้แบบสืบเสาะ



“การตั้งคำถามเป็นสิ่งสำคัญมากในการเรียนวิทยาศาสตร์ เพราะจะนำไปสู่การหาคำตอบ ซึ่งจริงๆแล้วคำตอบนั้นก็มีตายตัวอยู่แล้ว แต่กระบวนการสรรหาคำตอบของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่มีอยู่หลายทาง เช่น ตั้งคำถามว่าทำไมเครื่องบินถึงบินได้ การค้นหาคำตอบของนักเรียนแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แม้คำตอบที่ออกมาจะตรงกันก็ตาม ซึ่งหลักการสำคัญอยู่ที่เด็กต้องกล้าที่จะตั้งคำถามนั่นเอง”



แน่นอนว่า เด็กจะเรียนดีเรียนเก่งได้ นอกจากตัวเด็กเองแล้ว อาจารย์ผู้สอนก็มีส่วนสำคัญยิ่งที่จะทำหน้าที่เป็นเรือจ้างให้ลูกศิษย์ก้าวไปถึงฝั่งฝันได้



ศิรนันท์ บำรุงกุล อาจารย์โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การสอนวิทยาศาสตร์นั้นหลักสำคัญคือต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้มีการเรียนรู้เองจากลงมือทำกิจกรรม อย่างการสอนของตนครูจะเป็นคนตั้งคำถามโดยให้เด็กๆหาคำตอบจากอุปกรณ์ที่เด็กคิดค้นขึ้นเอง โดยให้นักเรียนจับกลุ่มกัน สิ่งที่ได้อันดับแรกเลยคือเด็กรู้จักการระดมสมอง ได้แก้ปัญหากันเอง และเกิดการจัดการกันเองโดยอัตโนมัติภายในกลุ่ม ซึ่งอุปกรณ์ที่ว่านี้ครูจะเป็นผู้จัดหามาให้มีลักษณะเหมือนตัวต่อของเล่นทั่วไป ทำให้เด็กสนุกและอยากเล่นต่อกระทั่งหาคำตอบได้ด้วยตนเอง



วิธีนี้เรียกว่ากระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ซึ่งในชั้นเรียนของตนถือว่าประสบความสำเร็จมาก



[b] “เด็กไทยยังขาดทักษะทางการคิดอยู่มาก ไม่สามารถกำหนดสมมติฐาน หาตัวแปร หาคำตอบล่วงหน้าได้ หรือเมื่อได้ข้อมูลมาแล้วไม่สามารถจัดการกับมันได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือครูผู้สอน ที่ยังไม่ยอมเปลี่ยนกับระบบการปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งไปสู่การที่ทำให้เด็กได้คิดเอง ต้องยอมรับคำตอบใหม่ๆที่เด็กหามาได้ไม่ใช่ยึดแต่ในตำรา ดังนั้นตัวครูเองต้องได้รับการแก้ไขก่อนคือพร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่มัวแต่ไปยึดติดแต่กับอัตรา รวมทั้งควรมีการจัดการอบรมเกี่ยวกับวิธีการสอนอยู่บ่อยๆ เพราะบางเรื่องอย่างเช่นเรื่องดาราศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาใหม่ ครูหลายคนยังไม่เข้าใจซึ่งตำราก็มีให้ศึกษาน้อย”[/b]



อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้มีโครงการที่น่าสนใจยิ่งโครงการหนึ่ง นั่นคือ โครงการ IN-STEPที่จัดขึ้นเพื่อฝึกอบรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์แนวใหม่ให้แก่อาจารย์ ซึ่งมีโครงการนำร่องที่จังหวัดพังงาเป็นครั้งแรกและแห่งแรกในประเทศไทย



ดักลาส ชาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด ได้อธิบายถึงที่มาของ IN-STEP ว่าเป็นโครงการสำหรับอาจารย์ผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนและกระตุ้นให้นักเรียนเกิดบรรยากาศเรียนรู้แบบ inquiry-based learning หรือการสืบเสาะหาความรู้ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ภายในชั้นเรียน ซึ่งโครงการนี้ได้เกิดขึ้นและได้สนับสนุนแก่อาจารย์ในระดับมัธยมศึกษาในรัฐนิวเจนซีและเพนซิลเวเนียมาเป็นเวลากว่าสิบปี ทำให้ได้เรียนรู้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญในด้านวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการส่งเสริมประสิทธิภาพการสอนวิทยาศาสตร์จากสถาบันเมอร์คเพื่อการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ (MISE) ซึ่งถือว่าได้รับความสำเร็จมากกับนักเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา



สำหรับขั้นตอนการดำเนินโครงการในประเทศไทยนั้น ดักลาสเล่าว่าจะต้องมีการปรับใช้และเผยแพร่สื่อการเรียนการสอนในด้านแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้แก่อาจารย์ผู้สอน ให้การสนับสนุนแก่อาจารย์ใหญ่ของรงเรียน รวมทั้งมีการประเมินประสิทธิผลของกิจกรรมทั้งหมดนี้ โดยโครงการนี้ครอบคลุมอาจารย์ผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับชั้น ม.1-ม.3 ในจังหวัดพังงา ที่ถือเป็นจังหวัดนำร่องของโครงการนี้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสึนามิ โดยในปีแรกของการดำเนินโครงการ จะมีการฝึกอบรมอาจารย์จำนวน 45 คน ใน 22 โรงเรียน โดยคาดหวังให้อาจารย์ที่ผ่านการอบรมนำทักษะและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ได้รับการพัฒนาจากโครงการมาประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนกับนักเรียนจำนวน



“โครงการนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เรานำเอาออกมาทำนอกจากประเทศสหรัฐอเมริกาและสาเหตุที่เลือกประเทศไทยและจังหวัดพังงาเพราะเป็นจังหวัดที่โดนสึนามิ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายฝ่ายหลายหน่วยงานยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่นั่นก็เป็นเพียงระยะสั้นๆ ซึ่งเราก็ทำเหมือนกัน แต่ก็ได้กลับมาคิดว่าน่าจะทำอะไรที่เป็นการให้ความช่วยเหลือในระยะยาว จึงเห็นว่าการปลูกฝังเรื่องพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้แด่เด็ก เพราะถือเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของคน”ดักลาสสรุป
SR (IP:144.134.69.239)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 174 29 เม.ย. 2550 (14:06)
ขอบคุณ คุณ SR ที่นำข่าวดี ๆ มาสื่อให้ได้รู้ทั่วกันค่ะ
ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4126 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 175 8 พ.ค. 2550 (15:36)
หวัดดีค่ะคุณสุขุมาล.....

เวลาผ่านไป ดิฉันก็ยังหาไม่พบเลยค่ะ big6model เริ่มจะท้อแล้วค่ะ แต่ก็ต้องสู้ต่อไปเพราะเหลือเพียงแค่วิทยานิพนธ์เล่มเดียวก็จะผ่านไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดี ขอบคุณนะคะสำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอมา
wkansing (IP:202.28.124.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 176 9 พ.ค. 2550 (02:18)
เอกสารเกี่ยวกับ Big6 Model ที่เป็นภาษาอังกฤษมีเยอะนี่คะ ลองดูที่ http://www.google.co.th/search?hl=th&q=Big6+Model&btnG=%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2+Google&meta=





ส่วนที่เป็นภาษาไทยเห็นมีอยู่ที่ http://learners.in.th/blog/rujirar/29757 ค่ะ
ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4126 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 177 9 พ.ค. 2550 (10:41)
Dear wkansing , ==Please don't delete this== please, please



Big 6 Model is a method for learning, researching and achieving goals.



The method is copyrighted and trademarked, so I can't just copy the materials and put on Vcharkarn.com -- it may put them in troubles.



I suggest you look up

big6.com, http://www.ancillae.org/library/students/Big%20Six/big_six.htm



In short I would ask and do the following:

1. What is my goal? Is it too big? Break it down to a 'task' I can do and finish.

1.1 What do I need to know to achieve that task? What is the best solution?

1.2 Make a list of information I need.



2. Where can I find the info in the list?

2.1 Think of sources of info. Think about the value if info, I might get.

2.2 Make a list the best sources of info. (and costs)



3. How do I get the info?

3.1 Where, when, how and how much?

3.2 How do I 'fish' answers from pages of writing?



4. How di I use the info?

4.1 Can I read, hear, view, touch?

4.2 What can I learn from the info?



5. Connecting info.

5.1 Draw links between info items, where, when and why they link.

5.2 What do they say now? Any new conclusion? Any new way to do this? Write it!



6. I would ask if ...

6.1 I have really completed this task?

6.2 I have done it in the best possible way?



I wish you lucks. But lucks usually do not COME to us.

If we go and try, we more likely FIND lucks.



==Please do not delete this posting== I took me nearly 1 hr to write
SR (IP:144.138.31.59)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 178 15 มิ.ย. 2550 (09:26)
งง
1234 (IP:203.172.160.149)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 179 4 ก.ค. 2550 (00:46)
อาจารย์สุขุมาล..

การศึกษาเรื่องการรู้เท่าทันการสื่อสาร..ทำให้ดิฉันตระหนักได้ว่า ดิฉันมีความสามารถในการรู้เท่าทันการสื่อสาร..แล้ว ณ บัดนี้ เพราะเวลาที่ดิฉันกลับบ้านดึก จะโดนแม่ดุ แต่เดี๋ยวนี้พอแม่ดุ ดิฉันก็เข้าใจทันทีว่าแม่ห่วงโดยที่ดิฉันไม่รู้สึกตะขิดตะขวงหัวใจอีกต่อไป..ประกอบกับการคิดบวกอย่างสม่ำเสมอซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการที่ดิฉันใช้เครื่องสำอางBSC ถึงกระนั้นก็ตามต้องขอขอบคุณอาจารย์มากค่ะที่อธิบายได้เห็นภาพชัดเจน เข้าใจง้ายง่าย..ชอบชอบ

ตอนนี้ดิฉันกำลังวุ่นวายกับการทำสารนิพนธ์ หมกมุ่นจนดำคล้ำ หม่นหมอง มืดมน whitening lotion ยังเอาไม่อยู่ อยากขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ แต่บอกไม่ถูกว่าอยากให้ช่วยอะไร ดิฉันควรทะเลาะกับตัวเองให้เรียบร้อยก่อนใช่มั้ยคะ แล้วค่อยมาปรึกษาอาจารย์ ดิฉันกำลังจะได้เข้าสอบ defense 3 บทแรกแล้ว..ขอกำลังใจจากอาจารย์ด้วยนะคะ อาจารย์มีเทคนิคอะไรแนะนำหรือไม่คะ..วานบอก

อีกอย่างดิฉันขอแสดงความคิดเห็นค่ะ เรื่อง วิธีการสอนแบบแปลกๆ ดิฉันมีความเห็นว่าตัวครูต้องมีความแปลกอยู่บ้าง..การสอนก็จะแปลกอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ เพราะทุกวันนี้ดิฉันก็สอนเด็กนานาชาติด้วยความแปลกแถมความประหลาดอยู่แล้ว อาจารย์สุขุมาลเห็นด้วยกับความคิดของดิฉันมั้ยคะ

สุดท้ายอยากเรียนให้อาจารย์สุขุมาลทราบว่า มีโอกาสเมื่อไร ดิฉันจะไปเยือนถึงเรือนอาจารย์นะคะ..

ด้วยรักและเคารพ

จาก.. ลูกสาวน้าณิช
n_w1204@hotmail.com (IP:202.57.179.156)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 180 12 ก.ค. 2550 (06:31)
สวัสดีค่ะทุกท่าน ... หายไปปีกว่าๆ หรืออาจจะสองปีด้วยซ้ำ เพิ่งได้กลับมาวันนี้เอง

กลับมาถึงก็ตกใจนิดๆ ที่เห็นอาจารย์สุขุมาลย์อ้างถึง ขอบพระคุณสำหรับน้ำใจที่แสนดีค่ะ



หายไปนาน ต่อไม่ติดเหมือนกันค่ะว่าจะคุยอะไร ขอพิมพ์อะไรเพ้อเจ้อสักหน่อยก็แล้วกันนะคะ เพื่อบอกเล่าว่าหายไปไหนมา



ช่วงนี้กำลังจมอยู่ในกองเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยของตัวเองอยู่ เป็นงานที่ไม่มีตัวเลข มีแต่คำพูด คำพูด และคำพูด



เมื่อไม่มีตัวเลขจึงไม่ต้องปวดหัวกับสถิติ (ซึ่งเป็นของยากสำหรับดิฉัน) แต่กลับต้องวิเคราะห์ความคิด ความรู้สึกหรืออาจจะรวมถึงอคติของตัวเองไปด้วยตลอดเวลาที่อยู่กับข้อมูล (ยากขึ้นกว่าคิดเลขไหม ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าต้องทำ ไม่ทำก็ ... แน่ๆ)



... ทำไมอ่านข้อความในข้อมูลนี้ ถึงตีความแบบนี้ จะตีความในเชิงอื่นได้ไหม ขณะี่ตีความข้อมูลนั้น กำลังคิดอะไรอยู่ กำลังรู้สึกอะไรอยู่ เอาความรู้สึกนั้นมาปนกับข้อมูลหรือเปล่า กำลังตีความเลยเถิดไปเกินกว่าเนื้อหาบอกไว้หรือเปล่่า กำลังพยายามตีความในสิ่งที่ตัวเองคาดหวังจะให้เป็นหรือเปล่า ฯลฯ ...



ดิฉันรู้สึกได้เลยว่าหลายเดือนที่ผ่านมา สิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้อย่างมาก ไม่ใช่แค่ข้อมูลที่ตัวเองกำลังวิเคราะห์ แต่รวมถึงได้เรียนรู้ความคิดของตัวเอง รู้จักวิธีคิดของตัวเองมากขึ้น เข้าใจการแสดงออกของ "ตัวสาร" ที่ถูกสื่อ มากขึ้น ... อย่างน้อยๆ ก็รู้วิธีสื่อสารกับตัวเองได้ดีกว่าแต่ก่อน ... ก็หวังว่าจะสื่อสารกับคนอื่นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นผลพลอยได้



ไม่รู้ว่ามันเข้ากับเรื่องที่ท่านอื่นๆ กำลังคุยกันในกระทู้นี้หรือเปล่า ... เพียงแต่ดิฉันจำได้ว่าเคยคุยเรื่องงานวิจัยกับอาจารย์สุขุมาลย์อยู่บ้าง ตอนนี้พอจะมีความคืบหน้าของตัวเองมาเล่าให้อาจารย์ทราบได้บ้างแล้ว ... อย่างที่เคยบอกอาจารย์สุขุมาลย์ไปว่า ตัวหนังสือของอาจารย์สุขุมาลย์นั้นมีชีวิตชีวา กลับมาเจอวันนี้ ความมีชีวิตชีวาก็ไม่ได้ลดลงเลย ... ในความรู้สึกส่วนตัวของดิฉัน ดิฉันอยากเห็น "ตัวหนังสือ" ของอาจารย์ต่อไปเรื่อยๆ ... เป็น Narrative ที่ดีมากๆ เลย (ขออนุญาตใช้ภาษาต่างด้าวซักคำนะเจ้าคะ)



ขออภัยล่วงหน้าเลยนะคะ เพราะอาจจะหายต๋อมไปอีกพักใหญ่ๆ
ชื่นใจ
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 181 15 ก.ค. 2550 (21:15)
สวัสดีค่ะทุกท่าน



ดิฉันต้องขออภัยที่มิได้เข้ามาสื่อสารระยะหนึ่ง เพราะสมุดบันทึกหาย จำล็อกอินไม่ได้ เพิ่งเจอในคอมฯวันนี้ค่ะ จึงเรียนขออภัยทุกท่านที่เข้ามาร่วมสนทนาเป็นเบื้องต้นนะคะ และอยากเรียน(อาจารย์ผู้ก่อตั้ง วีทีม และทีมงานทุกท่าน)อีกครั้งว่าแม้มิได้แวะเข้ามา แต่มีโอกาสเมื่อใด ก็จะนำเสนอเว็บไซต์ที่ดี มีคุณค่าอย่าง วิชาการด็อตคอม นี้ต่อผู้อื่น ทุกที่ และทุกครั้งที่มีโอกาส



เพราะที่นี่คือ"บ้าน" แห่งแรก ที่ทำให้ดิฉันกล้าสื่อสารด้วยการแสดงตัวตนอย่างสนิทใจ เพราะมีกัลยาณมิตรดังที่ได้กล่าวถึงไว้ข้างต้น



: ) ดิฉันระลึกถึง"คุณสร" และ"ครูไผ่" อยู่เสมอนะคะ ถึงแม้ว่าช่วงหลังจะไม่ใคร่ได้แวะมา หวังว่าทั้งสองท่านคงจะสบายดี และมีสุขภาพแข็งแรงนะคะ



ขอบคุณ "น้องสาว" ทั้งสองที่ช่างแวะมาในเวลาที่ใกล้เคียงกันเหลือเกิน.... ชื่นใจนัก



คุณ"ลูกสาวน้าณิช" ลูกพี่ลูกน้องของดิฉัน แวะมาแซวพี่สาวถึงในกระทู้ : ) ด้วยความคิดถึงสุดหัวใจเช่นกันนะจ๊ะน้องสาว ขอให้ทุกอย่างผ่านไปโดยราบรื่น ปริญญาโทคือการจัดการความรู้และความคิดให้เป็นระบบ เมื่อจัดระบบได้ครบกระบวนตามที่ท่านต้งเกณฑ์มาตรฐานไว้ ก็เป็นอันเรียนจบโดยสวัสดิภาพ



ตอนเรียนอาจจะรู้สึกว่าโหดหน่อย แต่พอเรียนจบไปสักพัก จะรักและขอบคุณอาจารย์ที่กรุณาให้เวลาเรา ตรวจงานให้เรา และสอนให้เรารู้ว่าจะทำอะไรก็ตาม "ต้องเอาจริง..และต้องรับผิดชอบ" ปริญญาโทสอนพี่แอมป์ไว้อย่างนี้นะคะ พี่แอมป์ไม่ใช่คนเรียนเก่งเลย แต่อาจารย์ก็กรุณาเหลือเกิน ที่ให้โอกาสคนไม่เก่ง ได้อยู่ในระบบการศึกษาตั้งหลายปี



พูดแล้วก็คิดถึงอาจารย์เอกไทยที่ มศว.ประสานมิตร อยากกลับไปกราบแล้วก็กอดอาจารย์จังเลย



....... : ) ...........



อาจารย์ชื่นใจคะ



ดีใจสุดยอดที่อาจารย์แวะมานะคะ และเอาใจช่วยอาจารย์ให้ผ่านฉลุยราบรื่นทุกครั้งที่พรีเซ็นต์งาน และขอให้อาจารย์ "คิดคล่อง เฉียบคม...และละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง เห็นถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์" อย่างที่เคยได้มีโอกาสคุยกัน และได้รู้สึกว่าอาจารย์เป็นอย่างนั้น



ผู้ที่สัมผัสเพียงตัวอักษร ก็มองทะลุไปถึงตัวตนและหัวใจของผู้อื่นได้ นับว่าละเอียดอ่อนนัก ดีใจจริงๆนะคะที่อาจารย์ชื่นใจเลือกงานวิจัยที่อาจจะไกลตัวเลข ....แต่ใกล้หัวใจมนุษย์



เพราะมนุษย์สื่อสารจากใจถึงใจได้ แต่ก็ต้องอาศัยภาษาเป็นสะพานเชื่อม การวิจัยที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษา แปลภาษา และทำความเข้าใจ "ภาษา"ที่สื่อออกมา โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ ก็จะทำให้ได้ทั้ง "คำตอบโจทย์วิจัย" และได้การสื่อสารที่มีคุณค่า



เหมือนที่อาจารย์บอกว่า " อย่างน้อยๆก็รู้วิธีสื่อสารกับตัวเองได้ดีกว่าแต่ก่อน ... ก็หวังว่าจะสื่อสารกับคนอื่นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นผลพลอยได้"



ผลพลอยได้นั้นแหละค่ะ มีคุณค่าต่อหัวใจมนุษย์ยิ่งนัก



เพราะ "ที่สุดของที่สุด" ของชีวิตแล้ว เมื่อถึงวันนั้น มนุษย์ก็มิได้ต้องการอะไรมากเลย นอกจากได้ "รู้จัก เข้าใจ และรัก" : )



ด้วยความรักและระลึกถึงอย่างสูงเช่นกันนะคะ อาจารย์ชื่นใจ หากอาจารย์ว่างๆ นอกจากจะแวะมาทักทายกันในกระทู้แล้ว เรียนเชิญอาจารย์ลองแวะไปที่ลิงก์นี้เผื่อว่าจะได้พบเพื่อนๆอาจารย์ที่เรียนในสายเดียวกันนะคะ ขออนุญาตลิงก์ไปที่ดิฉันก่อน เผื่อจะมีโอกาสทักทายกันค่ะ http://gotoknow.org/blog/communicationliteracy





ขอให้อาจารย์ชื่นใจโชคดี และมีความสุขหลายๆครั้งในแต่ละวันที่ผ่านไป และขอให้ทุกอย่างราบรื่น เรียนจบกลับมาเร็วๆนะคะ จะรอพาไปเลี้ยงใหญ่เลยค่ะ



รักมาก



พี่แอมป์ค่ะ : ) (ขอลงท้ายด้วยชื่อเล่น อย่างที่เป็นตัวจริงนะคะ : ) )
หิรัญญิการ์
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 182 15 ก.ค. 2550 (21:32)
คุณ wkansing คะ



ดิฉันกำลังรอฟังข่าวจากคุณอยู่เสมอ และเอาใจช่วยอย่างยิ่งนะคะ ต้องขออภัยอย่างสูงที่ให้ข้อมูลเรื่อง Big 6 model เป็นภาษาไทยไม่ได้เลย นอกจากขอให้ลองเข้ากูเกิ้ลและคลิกเข้าไปอ่านภาษาอังกฤษ ครูไผ่กับคุณสรได้กรุณาแนะนำเว็บไซต์ และเขียนอธิบายอย่างน่ารักเหลือเกิน หวังว่ากำลังใจจากทั้งสองท่านจะช่วยให้คุณมีกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อ ได้โปรดเดินหน้าต่อให้สุดทางเถิดนะคะ แม้เราจะไม่เคยรู้จักตัวตนของกันและกันเลย แต่ดิฉันก็เชื่อว่าคุณจะมีกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อไป เพราะมีกัลยาณมิตรมากมายในวิชาการด็อตคอมที่จะให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อคุณได้ หากคุณสะดวกที่จะให้ข้อมูลคำถามอีกสักนิด



ขอให้โชคดีและรักษาสุขภาพ ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจนะคะ : )



สุขุมาล จันทวี



ปล. หรืออาจลองเข้าลิงก์นี้ และถามผู้รู้ที่คุณอาจได้พบ ตามความสนใจของคุณนะคะ http://gotoknow.org/home แล้วคลิกที่ "ค้นหา" ด้านบน แล้วใส่คำสำคัญตามความสนใจค่ะ

ขอให้โชคดีค่ะ
หิรัญญิการ์
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 183 17 ก.ค. 2550 (09:10)
Hello Aj สุขุมาล จันทวี,



It is indeed a long time since I dropped in last. Time is running away from me quickly these days .

I still think this topic represents a seed of development in education and society.

I wish we had urged on enough people to think and to act to advance our education.

But the article below put me back 10 steps:



แนะยกเครื่องตำราฟิสิกส์-เคมี-ชีวะ [16 ก.ค. 50 - 05:08]

from thairath /news.php?section=education&content=54125



จากปัญหาวิกฤติการศึกษาด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ จัดโดยคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดร.อุษณีย์ ยศยิ่งยวด อดีตอาจารย์ชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันตำราวิชาชีววิทยา ขาดการปรับปรุงให้ทันสมัยและตรวจสอบความถูกต้อง ตนขอเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการมีหน่วยงานอิสระตรวจสอบตำราวิทยาศาสตร์ในท้องตลาด โดยเฉพาะข้อมูลในเว็บไซต์ และรับรองตำราที่ได้มาตรฐานในลักษณะเดียวกับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมหรือสมอ. ด้าน ดร.ยติ กฤษณังกูร ตัวแทนอาจารย์คณิตศาสตร์ กล่าวว่า ครูประถมที่สอนคณิตฯเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้จบสาขาคณิตฯ โดยเข้าใจผิดว่าการเรียนคณิตฯระดับประถมเป็นคณิตฯแบบง่ายๆ ใครสอนก็ได้ จึงใช้ครูประวัติศาสตร์ สังคม พละมาสอน ตำราส่วนใหญ่ไม่มีคุณภาพ



ดร.วุทธิพันธุ์ ปรัชญพฤทธิ์ ตัวแทนอาจารย์ฟิสิกส์ กล่าวว่า การรวมวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เข้าไว้ ด้วยกันเป็นวิ ชาวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่เขลาที่สุดที่เห็นในวงการศึกษา ส่วน ดร.เย็นใจ สมวิเชียร อดีต ผอ.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า ปัจจุบัน สสวท.ย่ำอยู่กับที่ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ ตกต่ำขนาดนี้ สสวท.ยังไม่ทำอะไร ดังนั้นจึงควรปฏิรูป สสวท.



ส่วน ศ.ดร.สุรพล วิรุฬรักษ์ ตัวแทนด้านศิลปะ การแสดง และสังคมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาของสังคมศาสตร์และศิลปะ กลับเติบโตผิดปกติ มีคนสนใจเรียนด้านดนตรี นาฏศิลป์ จำนวนมากขึ้น เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมบันเทิง ทำเงินให้กับประเทศปีละนับแสนล้านบาท แต่ขาดการเห็นความสำคัญในระดับชาติ ขาดข้อมูลเพื่อการจัดการ การประเมินการเรียนการสอนขึ้นกับศิลปินที่สอน ไม่มีมาตรฐาน



ดร.อุมา สุคนธมาน ประธานอนุกรรมาธิการศึกษาการพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ กล่าวว่า จะสรุปผลการสัมมนาและหารือนอกรอบกับ รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อเสนอปัญหาที่อาจารย์สายวิทยาศาสตร์เป็นห่วง โดยเฉพาะเรื่องคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยโดยใช้คะแนนเอเน็ต.



It seems that we do not have adequately running and evolving mechanisms to develop our children (thus, advance our society).

WE have some 700,000 teachers going round and round the same grooves each year.

How can we get out of repetition and get into evolution?
SR (IP:144.134.69.254)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม