ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 14 เม.ย. 2549 (23:30) เลือดที่ทำการเจาะใส่หลอดเก็บเลือด (tube) ซึ่งหลอดเก็บเลือดที่นำมาใช้มี 2 ชนิด คือ
1. ชนิดที่มีสารกันเลือดแข็งบรรจุอยู่ภายในหลอด เช่น EDTA blood เป็นต้น
2. ชนิดที่ไม่มีสารกันเลือดแข็งบรรจุอยู่ภายในหลอด เช่น Clot blood เป็นต้น
เมื่อได้เลือด(Blood) มาแล้ว ก็ทำการปั่นด้วยเครื่องปั่นเลือด (เครื่อง Centrifuge) ซึ่งจะทำการปั่นในอัตราความเร็ว เวลาและอุณหภูมิที่แตกต่างกัน เช่น ปั่นที่ 3000 rpm นาน 10 นาที ที่ 4 องศาเซลเซียส สำหรับปั่นเลือดเพื่อเอาพลาสมามาทำการวินิจฉัยองค์ประกอบของยา เป็นต้น เมื่อทำการปั่นเสร็จแล้วจะได้ออกมาเป็น 2 ส่วนคือ
1. ส่วนที่เป็นเม็ดเลือด ก็จะมี เม็ดลือดแดง RBC เม็ดเลือดขาวWBC เป็นต้น
2. ส่วนที่เป็นน้ำใส ก็คือส่วนที่เป็นพลาสมาหรือซีรัมนั่นเอง
โดยส่วนที่เป็นเม็ดเลือดจะตกตะกอนอยู่ด่านล่างและส่วนที่เป็นน้ำใสจะอยู่ด้านบน
และสำหรับความแตกต่างของพลาสมากับซีรัม มีดังนี้
1. พลาสมา (Plasma) หลอดเลือดที่ใช้จะเป็น หลอดเลือดที่มีสารกันเลือดแข็ง (anticoagulant) บรรจุอยู่ด้วย เมื่อทำการปั่นเลือดเพื่อแยกออกมา จะได้นำใสๆส่วนบน ซึ่งน้ำใสๆส่วนบนนี้เรียกว่า พลาสมา (Plasma)
2. ซีรัม (Serum) หลอดเลือดที่ใช้จะเป็นหลอดเลือดที่ไม่มีสารกันเลือดแข็ง ( No anticoagulant) บรรจุภายในหลอดเมื่อทำการปั่นเลือดเพื่อแยกออกมา จะได้นำใสๆส่วนบน ซึ่งน้ำใสๆส่วนบนนี้เรียกว่า ซีรัม (serum)
เพิ่มเติม ..... สำหรับงานพยาธิคลินิควิทยา
ชนิดของหลอดเก็บเลือดและสารกันเลือดแข็งตัว
จุกสีแดง
ไม่มีสารกันเลือดแข็งตัว จึงทำให้เลือดที่เจาะเก็บแข็งตัวและสามารถปั่นแยกเอาซีรั่มมาตรวจได้ หลอดชนิดนี้ใช้สำหรับเก็บเลือดเพื่อส่งตรวจทางSerology และธนาคารเลือด
จุกสีเหลืองทอง
ภายในหลอดบรรจุ Polymer gel ใช้ประโยชน์สำหรับกั้นแยกชั้นเม็ดเลือดและซีรั่มหลังการปั่นแยกเลือดทันทีโดยไม่ต้องรอให้เลือดแข็งตัวก่อน หลอดชนิดนี้ใช้สำหรับเก็บเลือดเพื่อส่งตรวจทางเคมีคลินิกและserology
จุกสีม่วง
สารกันเลือดแข็งตัวที่บรรจุอยู่ภายในคือ K2EDTA หรือ K3EDTA (1.5 มก/มล) โดยEDTA มีคุณสมบัติในการจับ Ca2+ ออกโดย chelation ทำให้เลือดไม่แข็งตัว หลอดนี้ใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อส่งตรวจทางโลหิตวิทยา ได้แก่ complete blood count , reticulocyte count , malaria , inclusion bodies , G-6-PD , hemoglobin typing , และการตรวจวินิจฉัยในระดับโมเลกุล
จุกสีเขียวอ่อน
สารกันเลือดแข็งที่อยู่ภายในคือ Lithium heparin (14.3 ยูนิต/มล) โดย heparin มีคุณสมบัติเร่ง antithrombin III ในการยับยั้ง Factor Xa ทำให้เลือดไม่แข็งตัว หลอดชนิดนี้ใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อส่งตรวจทางเคมีคลินิกในกรณีเร่งด่วน
จุกสีเขียวแก่
สารกันเลือดแข็งตัวที่บรรจุอยู่ภายในหลอดคือ Sodium iodoacetate (0.5 มก/มล) และ heparin (14.3 ยูนิต/มล) โดย iodoacetate มีคุณสมบัติยับยั้ง enzyme Glyceraldehyde-3-phosphate dehydrogenase ใน glycolytic pathway ส่วนheparin ทำให้เลือดไม่แข็งตัว หลอดชนิดนี้ใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อตรวจหาระดับกลูโคส
จุกสีเทา
สารกันเลือดแข็งที่บรรจุอยู่ภายในหลอดคือ Sodium fluoride (2.5 มก/มล) และ potassium oxalate (2.0 มก/มล) โดย Fluoride มีคุณสมบัติยับยั้ง enzyme enolase ใน glycolytic pathway ในขณะเดียวกันป้องกันการสลายตัวของกลูโคส ส่วน oxalate จะจับกับ Ca2+ ตกตะกอนเป็น Calcium oxalate ทำให้เลือดไม่แข็งตัว หลอดชนิดนี้ใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อตรวจหาระดับกลูโคส
จุกสีฟ้าอ่อน
สารกันเลือดแข็งตัวที่บรรจุอยู่ภายในหลอดคือ Sodium citrate ซึ่งมีสองความเข้มข้นคือ 3.2% (0.105 โมล/ลิตร) และ 3.8 % (0.129 โมล/ลิตร) โดย citrate มีคุณสมบัติจับกับ Ca2+ ทำให้เลือดไม่แข็งตัวหลอดชนิดนี้ใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อทดสอบการแข็งตัวของเลือด
จุกสีเหลือง
สารกันเลือดแข็งตัวที่บรรจุอยู่ภายในหลอดคือ สารละลาย Acid citrate dextrose (ACD) ซึ่งมีด้วยกันสองสูตรคือ ACD-A และ ACD-B การเก็บเลือดใน ACD-A มีอัตราส่วน ACDต่อเลือดเท่ากับ 1ต่อ 5.67 ส่วนการเก็บเลือดใน ACD-B มีอัตราส่วน ACD ต่อเลือดเท่ากับ 1 ต่อ 3 โดยที่ citrate ทำให้เลือดไม่แข็งตัว หลอดชนิด ACD-A จะใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อตรวจหาแอนติบอดีต่อเกร็ดเลือด
จุกสีดำ
สารกันเลือดแข็งตัวที่บรรจุอยู่ภายในหลอดคือ 3.8% Sodium citrate ซึ่ง Citrate ทำให้เลือดไม่แข็งตัว หลอดชนิดนี้ใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อวัดอัตราการตกตะกอนของเลือด ( erythrocyte sedimentation rate ; ESR)
ISO 15189 คือ การรับรองว่าห้องปฏิบัติการ (LAB)ได้มาตรฐานห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล ซึ่งต้องคำนึงถึง บุคลากร อุปกรณ์เครื่องมือ วิธีการ สารเคมี ตลอดถึงสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และผ่านการตรวจสอบ QC ทั้ง IQC และ EQC เป็นต้น
si (ISO 15189) (IP:203.118.70.61,,)