serum กับ plasma เหมือนหรือต่าง | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

serum กับ plasma เหมือนหรือต่าง

โพสต์เมื่อ: 05:52 วันที่ 9 ธ.ค. 2548         ชมแล้ว: 110,181 ตอบแล้ว: 39
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
1.serum กับ plasma ต่างกันยังงัย
2.แล้ว plasma เนี่ยะ ภาษาไทยเค้าเรียกเลือดหรือน้ำเลือดอะ หรือว่า 2คำนี้มันเหมือนกันอะ
3.อีกอย่างนะคือทำไมชายกับญิงถึงมี% hematocrit ต่างกันอะ
?_?


nawee_june@hotmail.com(161.200.255.161,,)





จำนวน 34 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 9 ธ.ค. 2548 (17:54)
พลาสมายังไม่ปั่นแล้ว ซีรัมปั่นแล้ว ใช่ป่ะครับ
(*-*)...βĬĠZ
ร่วมแบ่งปัน77 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 29 ม.ค. 2549 (23:08)
ซีรั่ม หรือ เซรุ่ม?????



ที่รู้นะ plasma คือ น้ำเลือด มีมากที่สุดในเลือด
.... (IP:61.90.224.52,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 29 ม.ค. 2549 (23:28)
เลือดปกติ เมื่อนำมาปั่น จะแยกเป็น 2 ชั้นคือ

ชั้นบน : Plasma(น้ำเลือด) 55% ประกอบด้วย น้ำ สารอาหารต่างๆ ฮอร์โมน Fibrinogen Prothrombin

ชั้นล่าง : Blood corpuscle ประกอบด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด(Platelet)



ถ้าหากเรานำเลือดที่ปั่นเสร็จมาตั้งทิ้งไว้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับเวลาที่เราเลือดออก คือ เลือดจะแข็งตัว



การแข็งตัวของเลือด(แบบคร่าวๆ)

Prothrombin จะเปลี่ยนไปเป้น Thrombin

Thrombin จะไปกระตุ้นให้ Fribinogen เปลี่ยนไปเป็น Fibrin

Fibrin จะไปเชื่อม Platelet ให้แข็ง



สรุปหลังจากเลือดแข็งตัว คือ

- ชั้นบนเหลือ น้ำ สารอาหาร ฮอร์โมน <<< เรียกชั้นบนตอนนี้ว่า serum (อ่านว่า เซรั่ม หรือ เซรุ่ม ก็ได้)

- ชั้นล่าง มี เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด Fibrin







สรุปอีกรอบ serum คือ plasma ที่ไม่มี Fibrinogen และ Prothrombin
deathspirit
ร่วมแบ่งปัน2688 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 17 ก.พ. 2549 (20:54)
serumจะไม่มีfibrinogenแต่plasmaจะมี serumจะมีองค์ประกอบคล้ายplasmaแต่จะไม่มีเม็ดเลือดคะ
toeyz
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 17 ก.พ. 2549 (22:53)
ขออนุญาตขยายความข้อต้นๆหน่อยครับ เผื่อน้องๆยังสงสัย



ข้อ ๔ อ่านแล้วชวนให้เข้าใจว่า ซีรั่มไม่มีเม็ดเลือดแต่พลาสม่ามีเม็ดเลือด ที่จริงแล้วทั้งซีรั่มกับพลาสม่าไม่มีเม็ดเลือด



ข้อ ๓ อ่านแล้วชวนให้เข้าใจว่าต้องเอาเลือดมาปั่นก่อนเพี่อให้ได้พลาสมา พอพลาสมาแข็งตัวจะได้ซีรั่ม ความจริงเลือดสดๆที้งไว้ชั่วครู่ก็จะแข็งตัว (coagulate) ต่อมาอีกไม่กี่นาทีเลือดที่แข็งจะหดตัว (clot retraction) ปล่อยของเหลวออกมา นั่นคือซีรั่ม เวลาเขาเชือดหมู ไก่ หรือเป็ด เขาเอาเลือดใส่กาละมัง รอสักพักไม่ต้องปั่น เลือดแข็งตัวแล้วหดตัวจะได้เลือดหมูฯลฯ หรือ clot เอามาขาย



ว่าที่จริงแล้ว ถ้าเราปล่อยเลือดไว้ตามธรรมชาติจะไม่ได้พลาสม่าเพราะเลือดจะแข็งตัว หดตัว แล้วปล่อยซีรั่มออกมา เวลาเจาะเลือดเพื่อการวินิจฉัยนั้นทำได้สองทาง ทางแรกคือใส่ในหลอดแก้วที่ไม่มีอะไรเลย เลือดจะแข็งตัว แล้วหดตัว ปล่อยซีรั่มออกมา เอาซีรั่มไปทดสอบ ทางที่สองคือเอาเลือดใส่ในหลอดที่มีสารกันเลือดแข็งตัว เช่น Heparin, EDTA, calcium oxalate ฯลฯ เลือดจะไม่แข็งตัว สามารถเอาไปปั่น (centrifuge) เพื่อเอาของแข็ง (เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด)ออก เหลือเป็นพลาสมา ความจริงถ้าเอาเลือดที่กันแข็งตัวตั้งทิ้งไว้เฉยๆ เม็ดเลือดก็จะตกลงก้นขวดได้พลาสม่ามาใช้ แต่ปริมาณจะน้อยกว่าถ้าปั่นเสียก่อน
ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5189 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 14 เม.ย. 2549 (23:30)
เลือดที่ทำการเจาะใส่หลอดเก็บเลือด (tube) ซึ่งหลอดเก็บเลือดที่นำมาใช้มี 2 ชนิด คือ

1. ชนิดที่มีสารกันเลือดแข็งบรรจุอยู่ภายในหลอด เช่น EDTA blood เป็นต้น

2. ชนิดที่ไม่มีสารกันเลือดแข็งบรรจุอยู่ภายในหลอด เช่น Clot blood เป็นต้น



เมื่อได้เลือด(Blood) มาแล้ว ก็ทำการปั่นด้วยเครื่องปั่นเลือด (เครื่อง Centrifuge) ซึ่งจะทำการปั่นในอัตราความเร็ว เวลาและอุณหภูมิที่แตกต่างกัน เช่น ปั่นที่ 3000 rpm นาน 10 นาที ที่ 4 องศาเซลเซียส สำหรับปั่นเลือดเพื่อเอาพลาสมามาทำการวินิจฉัยองค์ประกอบของยา เป็นต้น เมื่อทำการปั่นเสร็จแล้วจะได้ออกมาเป็น 2 ส่วนคือ

1. ส่วนที่เป็นเม็ดเลือด ก็จะมี เม็ดลือดแดง RBC เม็ดเลือดขาวWBC เป็นต้น

2. ส่วนที่เป็นน้ำใส ก็คือส่วนที่เป็นพลาสมาหรือซีรัมนั่นเอง

โดยส่วนที่เป็นเม็ดเลือดจะตกตะกอนอยู่ด่านล่างและส่วนที่เป็นน้ำใสจะอยู่ด้านบน



และสำหรับความแตกต่างของพลาสมากับซีรัม มีดังนี้

1. พลาสมา (Plasma) หลอดเลือดที่ใช้จะเป็น หลอดเลือดที่มีสารกันเลือดแข็ง (anticoagulant) บรรจุอยู่ด้วย เมื่อทำการปั่นเลือดเพื่อแยกออกมา จะได้นำใสๆส่วนบน ซึ่งน้ำใสๆส่วนบนนี้เรียกว่า พลาสมา (Plasma)

2. ซีรัม (Serum) หลอดเลือดที่ใช้จะเป็นหลอดเลือดที่ไม่มีสารกันเลือดแข็ง ( No anticoagulant) บรรจุภายในหลอดเมื่อทำการปั่นเลือดเพื่อแยกออกมา จะได้นำใสๆส่วนบน ซึ่งน้ำใสๆส่วนบนนี้เรียกว่า ซีรัม (serum)



เพิ่มเติม ..... สำหรับงานพยาธิคลินิควิทยา

ชนิดของหลอดเก็บเลือดและสารกันเลือดแข็งตัว



จุกสีแดง

ไม่มีสารกันเลือดแข็งตัว จึงทำให้เลือดที่เจาะเก็บแข็งตัวและสามารถปั่นแยกเอาซีรั่มมาตรวจได้ หลอดชนิดนี้ใช้สำหรับเก็บเลือดเพื่อส่งตรวจทางSerology และธนาคารเลือด



จุกสีเหลืองทอง

ภายในหลอดบรรจุ Polymer gel ใช้ประโยชน์สำหรับกั้นแยกชั้นเม็ดเลือดและซีรั่มหลังการปั่นแยกเลือดทันทีโดยไม่ต้องรอให้เลือดแข็งตัวก่อน หลอดชนิดนี้ใช้สำหรับเก็บเลือดเพื่อส่งตรวจทางเคมีคลินิกและserology



จุกสีม่วง

สารกันเลือดแข็งตัวที่บรรจุอยู่ภายในคือ K2EDTA หรือ K3EDTA (1.5 มก/มล) โดยEDTA มีคุณสมบัติในการจับ Ca2+ ออกโดย chelation ทำให้เลือดไม่แข็งตัว หลอดนี้ใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อส่งตรวจทางโลหิตวิทยา ได้แก่ complete blood count , reticulocyte count , malaria , inclusion bodies , G-6-PD , hemoglobin typing , และการตรวจวินิจฉัยในระดับโมเลกุล



จุกสีเขียวอ่อน

สารกันเลือดแข็งที่อยู่ภายในคือ Lithium heparin (14.3 ยูนิต/มล) โดย heparin มีคุณสมบัติเร่ง antithrombin III ในการยับยั้ง Factor Xa ทำให้เลือดไม่แข็งตัว หลอดชนิดนี้ใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อส่งตรวจทางเคมีคลินิกในกรณีเร่งด่วน



จุกสีเขียวแก่

สารกันเลือดแข็งตัวที่บรรจุอยู่ภายในหลอดคือ Sodium iodoacetate (0.5 มก/มล) และ heparin (14.3 ยูนิต/มล) โดย iodoacetate มีคุณสมบัติยับยั้ง enzyme Glyceraldehyde-3-phosphate dehydrogenase ใน glycolytic pathway ส่วนheparin ทำให้เลือดไม่แข็งตัว หลอดชนิดนี้ใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อตรวจหาระดับกลูโคส



จุกสีเทา

สารกันเลือดแข็งที่บรรจุอยู่ภายในหลอดคือ Sodium fluoride (2.5 มก/มล) และ potassium oxalate (2.0 มก/มล) โดย Fluoride มีคุณสมบัติยับยั้ง enzyme enolase ใน glycolytic pathway ในขณะเดียวกันป้องกันการสลายตัวของกลูโคส ส่วน oxalate จะจับกับ Ca2+ ตกตะกอนเป็น Calcium oxalate ทำให้เลือดไม่แข็งตัว หลอดชนิดนี้ใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อตรวจหาระดับกลูโคส



จุกสีฟ้าอ่อน

สารกันเลือดแข็งตัวที่บรรจุอยู่ภายในหลอดคือ Sodium citrate ซึ่งมีสองความเข้มข้นคือ 3.2% (0.105 โมล/ลิตร) และ 3.8 % (0.129 โมล/ลิตร) โดย citrate มีคุณสมบัติจับกับ Ca2+ ทำให้เลือดไม่แข็งตัวหลอดชนิดนี้ใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อทดสอบการแข็งตัวของเลือด



จุกสีเหลือง

สารกันเลือดแข็งตัวที่บรรจุอยู่ภายในหลอดคือ สารละลาย Acid citrate dextrose (ACD) ซึ่งมีด้วยกันสองสูตรคือ ACD-A และ ACD-B การเก็บเลือดใน ACD-A มีอัตราส่วน ACDต่อเลือดเท่ากับ 1ต่อ 5.67 ส่วนการเก็บเลือดใน ACD-B มีอัตราส่วน ACD ต่อเลือดเท่ากับ 1 ต่อ 3 โดยที่ citrate ทำให้เลือดไม่แข็งตัว หลอดชนิด ACD-A จะใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อตรวจหาแอนติบอดีต่อเกร็ดเลือด



จุกสีดำ

สารกันเลือดแข็งตัวที่บรรจุอยู่ภายในหลอดคือ 3.8% Sodium citrate ซึ่ง Citrate ทำให้เลือดไม่แข็งตัว หลอดชนิดนี้ใช้สำหรับการเก็บเลือดเพื่อวัดอัตราการตกตะกอนของเลือด ( erythrocyte sedimentation rate ; ESR)



ISO 15189 คือ การรับรองว่าห้องปฏิบัติการ (LAB)ได้มาตรฐานห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล ซึ่งต้องคำนึงถึง บุคลากร อุปกรณ์เครื่องมือ วิธีการ สารเคมี ตลอดถึงสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และผ่านการตรวจสอบ QC ทั้ง IQC และ EQC เป็นต้น
si (ISO 15189) (IP:203.118.70.61,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 29 ส.ค. 2549 (20:45)
การแยกซีรัมสามารถนำไปวิเคราะห์อะไรได้บ้าง?
noinatipparat@hotmail.com (IP:203.172.75.251,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 27 มี.ค. 2550 (12:36)
แล้วรู้ไหมคะว่า K2EDTAแบบผง ต่างกับK2EDTA อย่างไรคะ
-[Nu_bong]- (IP:61.47.25.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 27 มี.ค. 2550 (12:39)
แล้วรู้ไหมคะว่า K2EDTAแบบผง ต่างกับK2EDTAแบบน้ำ อย่างไรคะ

ยังไงใครรู้ช่วยกรุณาตอบกลับมาที่ email หั้ยหน่อยนะคะ

----นู๋ขอร้องน้า----
PGYA_AYGP@hotmail.com -[Nu_bong]- (IP:61.47.25.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 30 เม.ย. 2550 (14:01)
ตรวจปัสสาวะ พบ calcium oxalate 3-5 ปัสสาวะสีเข้ม ไม่พบเม็ดเลือดแดง



ช่วยแปลผลให้ด้วยค่ะ
rateeden@hotmail.com (IP:125.24.142.169)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 16 ก.ค. 2550 (15:21)
เลือดที่ใส่สารSodium fluoride สามารถรักษาระดับน้ำตาลได้นานกี่ชั่วโมงและจะลดลงกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเวลาผ่านไปแต่ละชั่วโมง
ขวัญ/kwaninpim@hotmil.com (IP:125.26.164.139)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 15 ส.ค. 2550 (17:42)
การปั่นแยก serum เพื่อหา calcium ใช้ tube แก้ว หรือ tube พลาสติก คะ
tukmown@hotmail.com (IP:124.157.179.201)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 23 ก.ย. 2550 (01:35)
พลาสมา ก็ คือ ส่วนใสๆ(น้ำเลือด)ที่ได้จากการปั่นเลือดที่ใส่สารกันเลือดแข็ง(เป็นของเหลว)

ซีรั่ม ก็คือ ส่วนใสๆ(น้ำเลือด)ที่ได้จากการปั่นเลือดที่ไม่ใส่สารกันเลือดแข็ง (เป็นก้อน)
bb_mt49@hotmail.com (IP:58.137.16.2)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 5 พ.ย. 2550 (16:50)
หากเม็ดลือดแดงสูงกว่าปกติ อยู่ที่ประปาณ 8 กว่าๆ ไม่ทาบว่ามีสาเหตุจากอะไรได้บ้างและมีทางแขหรือบรรเทายังไงช่วยเมล์ตอบด้วย
vintee90@hotmail.com (IP:58.8.76.3)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 20 พ.ย. 2550 (16:30)
นอกจากสารกันเลือดแข็งแล้ว เราสามารถทำวิธีอื่นได้หรือไม่ที่ชะลอการแข็งตัวของเลือด แล้วเลือดคนกับเลือดไก่เหมือนกันหรือไม่ค่ะ สารกันเลือดแข็งสกัดจากธรรมชาติมีมั้ยค่ะ
jae-ying@hotmail.com (IP:124.120.60.139)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 15 ก.ค. 2551 (19:37)
กรณีที่หมอพบว่าเม็ดเลือดแดงแตกง่าย แล้วพบว่าmature red cell แตกง่ายกว่า immature red cell และปริมาณไพรูเวทในmature red cell มีระดับต่ำกว่าปกติ แต่ระดับ gyyceraldehyde-3- phosphate สูงกว่าปกติ

1. red cell มีความผิดปกติอย่างไร

2. ทำไมmature red cell แตกง่ายกว่า immature red cell

3. แล้วเกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรตในวิถีไหน
fon_sci.math@hotmail.com (IP:202.28.25.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 15 ก.ค. 2551 (19:39)
กรณีที่หมอพบว่าเม็ดเลือดแดงแตกง่าย แล้วพบว่าmature red cell แตกง่ายกว่า immature red cell และปริมาณไพรูเวทในmature red cell มีระดับต่ำกว่าปกติ แต่ระดับ gyyceraldehyde-3- phosphate สูงกว่าปกติ

1. red cell มีความผิดปกติอย่างไร

2. ทำไมmature red cell แตกง่ายกว่า immature red cell

3. แล้วเกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรตในวิถีไหน



ช่วยตอบให้ไวที่สุดทางE-mail ด้วยนะค้ะ

ขอบคุณค่ะ
fon_sci.math@hotmail.com (IP:202.28.25.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 30 ก.ค. 2551 (17:42)
อยากทราบว่าserum กับplasma ต่างกันอย่างไรคะจะสอบพรุ่งนี้ค่ะ
jeedinlove@thaimail.com (IP:202.29.105.10)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 30 ก.ค. 2551 (21:38)

คือแบบง่ายๆนะครับพลาสม่าคือส่วนใสที่ได้จากการปั่นเหวี่ยงเลือดที่มีการผสมสารป้องกันการแข็งตัวของเลือดดังนั้นส่วนใสที่ได้จึงยังมีโปรตีนที่มีส่วนในการแข็งตัวของเลือดพวก fibrin อยู่ครบถ้วน
ส่วน serum เป็นการปั่นเหวี่ยงเลือดแล้วเก็บส่วนใสเช่นเดียวกันแต่ต่างกันตรงที่ถ้าจะเก็บ serum ไม่ต้องใสสารป้องกันเลือดแข็งดังนั้นน้ำใสที่ได้จึงมีโปรตีนแค่พวกเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันเท่านั้นไม่มีโปรตีนที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด


seifer30@hotmail.com
ร่วมแบ่งปัน218 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 11 ส.ค. 2551 (10:09)
จากความรู้อันน้อยนิดนะครับ

เลือด 100 เปอร์ มี น้ำเลือด(plassma)55 เปอร์ และมีเซลล์เม็ดเลือด 45 เปอร์

ใน นำ้เลือดแบ่งออกเป็น เซรั่ม และ ไฟบิโนเจน

ในเซลล์เม็ดเลือดแบ่ง อกเป็น เซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด

ผมต้องทำงาน ชีวะ เกี่ยวกับ เซรั่ม กะ ไฟบิโนเจนวาน กูรู อธิบายหน่อยคร้าบบบบบบบ
งงอยู้น้าาาาา (IP:58.9.113.157)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 11 ส.ค. 2551 (11:48)

งงตรงไหนอ่ะ ที่อธิบายมาก็ถูกแล้วนี่นา สรุปง่าย ๆ ก็คือ

เลือด = พลาสม่า(น้ำเลือด) + เซลล์เม็ดเลือด(ประกอบด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด)

พลาสม่า = ซีรั่ม + [ไฟบริโนเจน + โพรทรอมบิน]

[ไฟบริโนเจน + โพรทรอมบิน] = coaggulation factor (ปัจจัยที่ช่วยให้เกิดการแข็งตัวของเลือด)

ถ้าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ลองดูที่วิกิพีเดีย ครับ  หรือ PM มาหลังไมค์ได้ครับ


menopause
ร่วมแบ่งปัน4 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 19 ต.ค. 2551 (17:59)

อยากทราบว่าบทบาทและหน้าที่ของเอนไซม์อัลคาไลน์ฟอสฟาเตส ฟอสฟอรัสในซีรัม และแคลเซียมในซีรัม ใครทราบช่วยเมลล์มาบอกหน่อยนะคะ หรือจะโพสท์ลงเวบก็ได้นะคะ พอดีต้องทำรายงานนะคะ
ขอบคุณมากๆเลยนะคะ


nattida_muk@hotmail.com (IP:202.12.73.18)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 24 มี.ค. 2552 (10:22)

ตอนนี้กำลังทำวิจัย(R2R)เกี่ยวกับหลอดเก็บเลือด Lithium heparin แต่ยังไม่มีวิชาการสนับสนุน ...จะหาข้อมูลได้ที่ไหนบ้างคะ


S.cheechang@gmail.com (IP:117.47.214.87)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 5 มิ.ย. 2552 (20:02)

lithium heparin ต่างจากheparinตัวอื่นๆๆๆอย่างไร


katsarass@hotmail.com (IP:118.173.43.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 22 มิ.ย. 2552 (13:53)

มะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่เกิดจาก natural killer(NK)cell ทำงานอย่างไร


phiangfhun@hotmail.com (IP:202.28.62.245)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 29 ก.ค. 2552 (21:46)

ถึง คห.10
พอดีผมเพิ่งเรียนเรื่องนี้ ไม่รู้จะช่วยได้มากหรือน้อยนะครับ
การที่มี Calcium oxalate หมายถึงปัสสาวะเป็นกรดนะครับ
ซึ่งผลึกที่เจอนั้นน่าจะเป็นผลึกของผู้ป่วยที่เป็นนิ่วนะครับ
สำหรับการที่มีปัสสาวะสีเข้ม ผมว่าอาจเกิดจากการที่ผลึกเหล่านี้ไปทำให้การดูดกลับของสารต่างต่างๆไม่ดีจึงทำให้มีสีเข้มทั้งที่ไม่พบRBCครับ
ถูกหรือไม่ก็ขออภัยด้วยนะครับ
MT student


aoohm/aoohm_ohm@hotmail.com (IP:112.143.42.103)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 17 ส.ค. 2553 (15:16)
ต่างแค่ตรงทีี่ ซีรัม (Serum) ไม่มี ไฟบิโนเจน (Fibrinogen) เพราะ ไฟบิโนเจนถูกใช้ทำให้เลือดแข็งตัวไปหมดแล้ว

หมายเหตุ กระบวนการที่เลือดจะแข็งตัวไม่ได้มีแค่ไฟบิโนเจน
yutthana_nps@hotmail.com (IP:202.12.97.125)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 9 ก.ย. 2553 (11:45)
ซีรัม กับ พลาสมา เหมือนกันตรงที่เป็นส่วนประกอบของเลือดที่เป็นสารน้ำที่แยกออกจากเม็ดเลือดต่างๆ

ความต่างของซีรัม กับ พลาสมา ก็คือ ถ้าเจาะเลือดโดยไม่ต้องใส่สารอะไร แล้วตั้งทิ้งไว้เลือดก็จะแข็งตัวเองตามธรรมชาติ และถ้าทิ้งไว้นานอีกหน่อยก็จะหดตัวเป็นก้อนและมีของเหลวสีเหลืองอ่อนออกมา เรียกว่า ซีรัม
แต่ถ้าเจาะเลือดแล้วใส่สารกันเลือดแข็งตัวผลมลงไป เมื่อนำไปแยกเอาสาวนเม็ดเลือดออกโดยตั้งที้งไว้ หรือนำไปปั่นแยก ก็จะได้ของเหลวคล้ายๆกับซีรัม แต่จะเรียกว่าพลาสมา แทน เนื่องจากมีสารกันเลือดแข็งปนอยู่ด้วย ง่ายๆก็คือต่างกันตรงที่เจาะเลือดแล้วใส่หรือไม่ใส่สารกันเลือดแข็งนั่นแหละ ถ้าไม่ใส่ ก็แยกได้ซีรัม ถ้าใส่ก็แยกได้พลาสมา

ทั้งซีรัม และพลาสมา มีประโยชน์และที่ใช่้แตกต่างกันค่ะ

นักเทคนิคการแพทย์
wilai.c@dmsc.mail.go.th (IP:203.157.48.252)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 26 ต.ค. 2553 (09:05)
ได้ความรู้ดีจัง ขอบคุณกูรูทุกท่านค่ะ
atomicann@gmail.com (IP:125.27.45.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 23 ก.พ. 2554 (12:12)
ขอถามว่าถ้าเลือดแข็งตัวไปแล้ว ยังสามารถปั่นแยกส่วนใสซีรั่มออกมาได้รึป่าวคะ
bank (IP:203.185.129.211)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 2 มี.ค. 2554 (17:22)
ตอบคำถามเเรก ที่ชายมีhematocrit มากกว่าหญิงเพราะ testosterone ฮอร์โมนเพศชายควบคุมการผลิต RBC ได้ด้วย ทำให้ในชายมี RBC มากกว่าหญิง
diow (IP:202.28.180.202)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 6 มี.ค. 2554 (18:49)
รบกวนถามเรื่องเลือดไก่ด้วยครับ
จะทำอย่างไรถึงจะทำให้เลือกไก่แข็งตัวช้าที่สุด คือต้องการให้เป็นเลือกสดเพื่อที่จะขนย้ายไปบรรจุที่อื่น
ทำเป็นเลือดก้อนครับ
tanawat06@gmail.com (IP:182.232.68.18)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 12 มี.ค. 2555 (21:30)
สรุปง่ายๆก็คือ Serum ไม่มี anticoaggulant ส่วน plasma มี anticoaggulant ค่ะ
kazzy (IP:223.206.246.160)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 22 พ.ค. 2555 (11:36)
serum ก็คือน้ำเหลือง จะไม่มีสาร anticoagulant
ส่วน plasma คือ น้ำเลือด ซึ่งจะมี anticoagulant ผสมอยู่เพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือด ซึ่งจะนำไปสู่การแยกชั้นของเม็ดเลือดและน้ำเหลือง
on.palasan (IP:161.200.100.2)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.0286 seconds !