อยากทราบประโยชน์และโทษของธาตุ สารประกอบ ธาตุกัมมันตรังสี อะค่ะ

อยากทราบประโยชน์และโทษของธาตุ สารประกอบ ธาตุกัมมันตรังสี อะค่ะ คือมันต้องใช้ด่วนอะคะ


ความคิดเห็นที่ 1


21 ธ.ค. 2548 19:25
  1. อยากได้ประโยชน์ของ ธาตุ สารประกอบและก็ของธาตุกัมมันตรังสี เหมือนข้างบนค่ะคือครูสั่งงานมามันเร่งด่วนมากเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3

5 ม.ค. 2549 21:31
  1. อยากได้วิธีการใช้ธาตุกัมมันตรังสีเร่งด่วนค่ะ ใครเจอจะขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4

5 ม.ค. 2549 21:39
  1. อย่าลืมนะค่ะ..............

ความคิดเห็นที่ 5

21 ม.ค. 2549 01:29
  1. อยากได้ธาตุกัมมันตรังสี 1 ธาตุ บอกการเกิด ครึ่งชีวิตและปฏิกิริยา มีใครรู้บ้างจะทำงานส่งอาจารย์จ้นเดือนกุมภานี้แว้วววววววววว

ความคิดเห็นที่ 6

23 ม.ค. 2549 20:01
  1. เนื้อหายังไม่ชัดเจน

ความคิดเห็นที่ 7

24 ม.ค. 2549 20:27
  1. อยากได้เหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 9

31 ม.ค. 2549 18:02
  1. ประโยชน์ของธาตุกัมมันตรังสี -ด้านการแพทย์ ใช้ Co-60 , Ra-226 รักษาโรคมะเร็งใช้ I-131 ตรวจความผิดปกติของต่อมไทรรอยด์ -ด้านเกษตรกรรม ใช้ Co-60 ในการถนอมอาหาร เนื่องจากสามารถยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในอาหารได้ -ด้านพลังงาน ใช้ U-238 เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ -ด้านธรณีวิทยา ใช้ C-14 ในการหาอายุของวัตถุโบราณ -ด้านอุตสาหกรรม ใช้รังสีตรวจหารอยรั่งของท่อส่งน้ำมัน ใช้การฉายรังสีเพื่อเพิ่มความสวยงามของอัญมณี โทษของธาตุกัมมันตรังสี ทำให้โมเลกุลภายในเซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ

ความคิดเห็นที่ 10

1 ก.พ. 2549 19:54
  1. ธาตุกัมมันตรังสี ในปี ค.ศ. 1896 (พ.ศ. 2439) อองตวน อองรี เบ็กเคอเรล นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสพบว่า เมื่อเก็บแผ่นฟิล์มถ่ายรูปที่หุ้มด้วยกระดาษสีดำไว้กับสารประกอบของยูเรเนียม ฟิล์มจะมีลักษณะเหมือนถูกแสง และเมื่อทำการทดลองกับสารประกอบของยูเรเนียมชนิดอื่นๆ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน จึงสรุปได้ว่าน่าจะมีรังสีแผ่ออกมาจากธาตุยูเรเนียม ต่อมาปีแอร์ และมารี กูรี ได้ค้นพบว่าธาตุยูพอโลเนียม เรเดียม และทอเรียม ก็สามารถแผ่รังสีได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ธาตุกัมมันตรังสี คือธาตุที่มีสมบัติในการแผ่รังสี กัมภาพรังสี คือปรากฎการณ์ที่ธาตุแผ่รังสีได้อย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างระหว่างปฏิกิริยาเคมีและปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปฏิกิริยาเคมี เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่อยู่ภายนอกนิวเคลียส ปฏิกิริยานิวเคลียร์ เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงระดับพลังงาน หรือการเปลี่ยนจำนวนอนุภาคในนิวเคลียสจะให้พลังงานออกมาจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจเกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสที่มีขนาดใหญ่หรือการรวมตัวของนิวเคลียสของอะตอมที่มีขนาดเล็ก แรงนิวเคลียร์ แรงนิวเคลียร์ คือแรงยึดที่ทำให้โปรตอน – นิวตรอนเกาะกันอยู่ในนิวเคลียสได้ ลักษณะของแรงนิวเคลียร์ พอสรุปได้ดังนี้ 1.แรงนิวเคลียร์เป็นแรงดึงดูดระหว่าง โปรตอน-โปรตอน โปรตอน-นิวตรอน นิวตรอน-นิวตรอน 2.แรงดึงดูดระหว่างโปรตอน กับโปรตอน เป็นแรงที่ส่งผลในระยะที่สั้นมาก (ต่ำกว่ารัศมีของนิวเคลียส) เสถียรภาพของนิวเคลียส คือ การที่เลขอะตอมมากขึ้น จำนวนนิวตรอนจะมีมากกว่าจำนวนโปรตอน เส้นกราฟจะเป็นเส้นโค้งเบนออกจากเส้นตรง เรียกว่า เส้นเสถียรภาพ (Stability line) ธาตุ C N O Ca Br Ba Rn จำนาวนโปรตอน จำนวนนิวตรอน 6 6 7 7 8 8 20 20 35 45 56 81 86 136 การแผ่รังสีของอนุภาคแอลฟา อนุภาคแอลฟาประกอบด้วยโปรตอน 2 อนุภาค นิวตรอน 2 อนุภาค การแตกสลายตัวโดยการแผ่รังสีแอลฟา มักเกิดจากการแตกสลายตัวของนิวเคลียสที่มีเลขอะตอม 83 ขึ้นไป ทั้งนี้เพราะแรงผลักในนิวเคลียสที่มากกว่าแรงยึดเหนี่ยวจึงทำให้นิวเคลียสพยายามลดโปรตอน – นิวตรอนลงมา เพื่อให้นิวเคลียสสเถียi การแตกสลายของอนุภาคแอลฟา อะตอมใหม่จะมี เลขอะตอมลดลง 2 เลขมวลลดลง 4 อนุภาคแอลฟา มีอำนาจทะลุทะลวงต้ำฃ่เพียงแค่กระดาษ อากาศที่หนาประมาณ 2-3 cm น้ำที่หนาขนาดมิลลิเมตร หรือโลหะบางๆ ก็สามารถกั้นอนุภาคแอลฟาได้ การแผ่รังสีอนุภาคบีตา โพซิตรอน - การแตกสลายอนุภาคบีตาและโพซิตรอน เกิดเนื่องจากอัตราส่วนโปรตอนต่อนิวตรอน ในนิวเคลียสเบนออกจากเส้นเสถียรภาพ การแผ่รังสีของอนุภาคบีตา - มีสมบัติเหมือนอิเล็กตรอน คือ ประจุเป็น –1 มวลเท่ากับมวลของอิเล็กตรอน มีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟาประมาณ 100 เท่า - มีความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วแสง การแผ่รังสีของอนุภาคโพซิตรอน - โพซิตรอนมีสมบัติเช่นเดียวกับอนุภาคบีตา ต่างกันที่โพซิตรอนมีประจุบวกและไม่เสถีย - นิวเคลียสมีจำนวนโปรตอนมากกว่านิวตรอน เมื่อเทียบจากไอโซโทปที่เสถียรของธาตุเดียวกัน การแผ่รังสีแกมมา รังสีแกมมาเป็นรังสีที่มีพลังงานสูง ไม่มีประจุ ไม่มีมวล เป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า มีความเร็วเท่ากับความเร็วแสง - ไม่เบี่ยงเบนในสนามแม่เหล็ก มีอำนาจทะลุทะลวงสูง การเปลี่ยนแปลงที่ให้รังสีแกมมาจะเกิดจากไอโซโทปกัมมันตรังภาพรังสีบางชนิดที่สลายตัวให้รังสีแอลฟาหรือบีตาแต่นิวเคลียสยังมีพลังงานสูง หรือยังอยู่ในสภาวะที่กระตุ้น เมื่อนิวเคลียสกับมาสู่ภาวะปกติ จึงปล่อยพลังงานส่วนเกินออกมาในรูป รังสีแกมมา การแผ่รังสีนี้จะไม่ทำให้เลขมวล และเลขอะตอมเปลี่ยนแปลง ครึ่งชีวิตของธาตุ ครึ่งชีวิตเป็นสมบัติเฉพาะตัวของแต่ละไอโซโทปและสามารถใช้เปรียบเทียบอัตราการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีแต่ละชนิดได้ นิวเคลียสของไอโซโทปกัมมันตรังสีไม่เสถียร จะสลายตัวและแผ่รังสีตลอดมา โดยไม่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความดัน ปริมาณการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีจะบอกเป็นครึ่งชีวิต วิธีการตรวจธาตุกัมมันตรังสี 1. ให้ฟิล์มถ่ายรูปหุ้มสารนั้นในที่มืด แล้วนำฟิล์มไปล้าง ถ้าเป็นสารแผ่รังสี ฟิล์มจะปรากฎสีดำ 2. เอาสารที่เป็นกัมมันตรังสีเข้าใกล้ๆสารเรืองแสง ถ้าเป็นสารแผ่รังสีจะมีแสงเรืองเกิดขึ้น 3. ใช้เครื่องมือไกเกอร์มูลเลอร์เคาน์เตอร์ จะมีหน้าปัดบอกปริมาณรังสีที่แผ่ออกมาได้ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปฏิกิริยาฟิวชัน ปฏิกิริยาฟิวชัน เป็นปฏิกิริยาตรงกันข้ามกับปฏิกิริยาตรงกันข้ามกับปฏิกิริยาฟิสชัน ในปฏิกิริยาฟิวชันเกิดจาดไอโซโทป 2 ไอโซโทป ซึ่งปกติเป็นธาตุที่เบารวมตัวกันกลายเป็นธาตุใหม่ ปฏิกิริยานี้แบบนี้จะมีการการคายความร้อนออกมาจำนวนมหาศาลและมากกว่าปฏิกิริยาฟิสชันเสียอีก ปฏิกิริยาฟิวชันที่รู้จักกันดี คือ ปฏิกิริยาระเบิดไฮโดรเจน ปฏิกิริยาฟิวชันมีข้อดีกว่าปฏิกิริยาฟิสชัน 1. พลังงานที่คายออกมาสูงกว่า 2. ผลที่ได้มักจะไม่เป็นสารกัมมันตรังสี จึงไม่มีปัญหาการกำจัดกาก ปฏิกริยาฟิสชัน ปฏิกริยาฟิสชันเกิดขึ้นภายใต้ภาวะที่เหมาะสมจะได้จำนวนนิวตรอนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และปล่อยพลังงานออกมาจำนวนมหาศาล ถ้าไม่สามารถควบคุมปฏิกิริยาได้แอาจเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง ประโยชน์ของธาตุกัมมันตรังสี 1. ทำเตาปฏิกรณ์ปรมาณู ทำโรงงานไฟฟ้าพลังงานปรมาณู และเรือดำน้ำปรมาณู 2. ใช้สร้างธาตุใหม่หลังยูเรเนียม สร้างขึ้นโดยยิงนิวเคลียสของธาตุหนักด้วยอนุภาคแอลฟา หรือด้วยนิวเคลียสอื่นๆ ที่ค่อนข้างหนัก และมีพลังงานสูง 3. ใช้ศึกษากลไกของปฏิกิริยาเคมี เช่น การเกิดปฏิกิริยาของเอสเทอร์ 4. ใช้ในการหาปริมาณวิเคราะห์ 5. ใช้ในการหาอายุของซากสิ่งมีชีวิต 6. การรักษาโรค เช่น มะเร็ง โทษของธาตุกัมมันตรังสี ถ้าร่างกายได้รับจะทำให้โมเลกุลภายในเซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถทำงานตามปกติได้ ถ้าเป็นเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดลักษณะก็จะเกิดการผ่าเหล่า เมื่อเข้าไปในร่างกายจะไปสะสมในกระดูก แสงอนุภาคแอลฟาที่เปล่งออกมาจะไปทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดมะเร็งในเม็ดเลือดได้

ความคิดเห็นที่ 11

2 ก.พ. 2549 17:17
  1. ขอบคุณคห.9มานะค่ะ ตรงมากๆเลย คห.10อะcopyจาก61.19.145.7/student/science403/chem/web/group6/6.htm มาแหละ 555+ รู้ทันแล้วทำมาเป็นหามาเยอะ

ความคิดเห็นที่ 12

5 ก.พ. 2549 17:43
  1. ธาตุกัมมันตรังสีมันเกี่ยวกับสารประกอบหรือธาตุหรือเปล่าอ่าครับขอด่วนเลยนะครับส่งพรุ่งนี้คาบแรกแย่ว

ความคิดเห็นที่ 13

13 ก.พ. 2549 12:43
  1. อยากได้เนื้อหาสมบัติของธาตุและสารประกอบมากๆส่งพรุ่งนี้แล้ว

ความคิดเห็นที่ 14

17 ก.พ. 2549 19:09
  1. อยากได้เรื่องปฏิกิริยาเคมีในชิวิตประจำวันและการเกิดปฏิกิริยาเคมี พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี การวัดอัตราการเกิดปฏิกิริยา ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการการเกิดปกิกิริยาเคมี ช่วยบอกทีจะส่งงานวันจันทร์แล้ว

ความคิดเห็นที่ 15

18 มี.ค. 2549 21:42
  1. ผมขอความช่วยเหลือหน่อยครับ มีปัญหานิดหน่อย คือ อยากได้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับ -เลขอะตอม -สารประกอบ -ธาตุ -การทำปฏิกิริยาของธาตุและสารประกอบ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงเลยนะครับ สำหรับผู้ที่ให้การช่งยเหลือครับ หวังว่าจะมีคนช่วยเหลือผมหน่อยนะครับ ผมต้องการเป็นอย่างยิ่งครับ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 16

22 มี.ค. 2549 19:00
  1. ธาตุกัมมันตรังสี ในปี ค.ศ. 1896 (พ.ศ. 2439) อองตวน อองรี เบ็กเคอเรล นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสพบว่า เมื่อเก็บแผ่นฟิล์มถ่ายรูปที่หุ้มด้วยกระดาษสีดำไว้กับสารประกอบของยูเรเนียม ฟิล์มจะมีลักษณะเหมือนถูกแสง และเมื่อทำการทดลองกับสารประกอบของยูเรเนียมชนิดอื่นๆ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน จึงสรุปได้ว่าน่าจะมีรังสีแผ่ออกมาจากธาตุยูเรเนียม ต่อมาปีแอร์ และมารี กูรี ได้ค้นพบว่าธาตุยูพอโลเนียม เรเดียม และทอเรียม ก็สามารถแผ่รังสีได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ธาตุกัมมันตรังสี คือธาตุที่มีสมบัติในการแผ่รังสี กัมภาพรังสี คือปรากฎการณ์ที่ธาตุแผ่รังสีได้อย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างระหว่างปฏิกิริยาเคมีและปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปฏิกิริยาเคมี เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่อยู่ภายนอกนิวเคลียส ปฏิกิริยานิวเคลียร์ เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงระดับพลังงาน หรือการเปลี่ยนจำนวนอนุภาคในนิวเคลียสจะให้พลังงานออกมาจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจเกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสที่มีขนาดใหญ่หรือการรวมตัวของนิวเคลียสของอะตอมที่มีขนาดเล็ก แรงนิวเคลียร์ แรงนิวเคลียร์ คือแรงยึดที่ทำให้โปรตอน – นิวตรอนเกาะกันอยู่ในนิวเคลียสได้ ลักษณะของแรงนิวเคลียร์ พอสรุปได้ดังนี้ 1.แรงนิวเคลียร์เป็นแรงดึงดูดระหว่าง โปรตอน-โปรตอน โปรตอน-นิวตรอน นิวตรอน-นิวตรอน 2.แรงดึงดูดระหว่างโปรตอน กับโปรตอน เป็นแรงที่ส่งผลในระยะที่สั้นมาก (ต่ำกว่ารัศมีของนิวเคลียส) เสถียรภาพของนิวเคลียส คือ การที่เลขอะตอมมากขึ้น จำนวนนิวตรอนจะมีมากกว่าจำนวนโปรตอน เส้นกราฟจะเป็นเส้นโค้งเบนออกจากเส้นตรง เรียกว่า เส้นเสถียรภาพ (Stability line) ธาตุ C N O Ca Br Ba Rn จำนาวนโปรตอน จำนวนนิวตรอน 6 6 7 7 8 8 20 20 35 45 56 81 86 136 การแผ่รังสีของอนุภาคแอลฟา อนุภาคแอลฟาประกอบด้วยโปรตอน 2 อนุภาค นิวตรอน 2 อนุภาค การแตกสลายตัวโดยการแผ่รังสีแอลฟา มักเกิดจากการแตกสลายตัวของนิวเคลียสที่มีเลขอะตอม 83 ขึ้นไป ทั้งนี้เพราะแรงผลักในนิวเคลียสที่มากกว่าแรงยึดเหนี่ยวจึงทำให้นิวเคลียสพยายามลดโปรตอน – นิวตรอนลงมา เพื่อให้นิวเคลียสสเถียi การแตกสลายของอนุภาคแอลฟา อะตอมใหม่จะมี เลขอะตอมลดลง 2 เลขมวลลดลง 4 อนุภาคแอลฟา มีอำนาจทะลุทะลวงต้ำฃ่เพียงแค่กระดาษ อากาศที่หนาประมาณ 2-3 cm น้ำที่หนาขนาดมิลลิเมตร หรือโลหะบางๆ ก็สามารถกั้นอนุภาคแอลฟาได้ การแผ่รังสีอนุภาคบีตา โพซิตรอน - การแตกสลายอนุภาคบีตาและโพซิตรอน เกิดเนื่องจากอัตราส่วนโปรตอนต่อนิวตรอน ในนิวเคลียสเบนออกจากเส้นเสถียรภาพ การแผ่รังสีของอนุภาคบีตา - มีสมบัติเหมือนอิเล็กตรอน คือ ประจุเป็น –1 มวลเท่ากับมวลของอิเล็กตรอน มีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟาประมาณ 100 เท่า - มีความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วแสง การแผ่รังสีของอนุภาคโพซิตรอน - โพซิตรอนมีสมบัติเช่นเดียวกับอนุภาคบีตา ต่างกันที่โพซิตรอนมีประจุบวกและไม่เสถีย - นิวเคลียสมีจำนวนโปรตอนมากกว่านิวตรอน เมื่อเทียบจากไอโซโทปที่เสถียรของธาตุเดียวกัน การแผ่รังสีแกมมา รังสีแกมมาเป็นรังสีที่มีพลังงานสูง ไม่มีประจุ ไม่มีมวล เป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า มีความเร็วเท่ากับความเร็วแสง - ไม่เบี่ยงเบนในสนามแม่เหล็ก มีอำนาจทะลุทะลวงสูง การเปลี่ยนแปลงที่ให้รังสีแกมมาจะเกิดจากไอโซโทปกัมมันตรังภาพรังสีบางชนิดที่สลายตัวให้รังสีแอลฟาหรือบีตาแต่นิวเคลียสยังมีพลังงานสูง หรือยังอยู่ในสภาวะที่กระตุ้น เมื่อนิวเคลียสกับมาสู่ภาวะปกติ จึงปล่อยพลังงานส่วนเกินออกมาในรูป รังสีแกมมา การแผ่รังสีนี้จะไม่ทำให้เลขมวล และเลขอะตอมเปลี่ยนแปลง ครึ่งชีวิตของธาตุ ครึ่งชีวิตเป็นสมบัติเฉพาะตัวของแต่ละไอโซโทปและสามารถใช้เปรียบเทียบอัตราการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีแต่ละชนิดได้ นิวเคลียสของไอโซโทปกัมมันตรังสีไม่เสถียร จะสลายตัวและแผ่รังสีตลอดมา โดยไม่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความดัน ปริมาณการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีจะบอกเป็นครึ่งชีวิต วิธีการตรวจธาตุกัมมันตรังสี 1. ให้ฟิล์มถ่ายรูปหุ้มสารนั้นในที่มืด แล้วนำฟิล์มไปล้าง ถ้าเป็นสารแผ่รังสี ฟิล์มจะปรากฎสีดำ 2. เอาสารที่เป็นกัมมันตรังสีเข้าใกล้ๆสารเรืองแสง ถ้าเป็นสารแผ่รังสีจะมีแสงเรืองเกิดขึ้น 3. ใช้เครื่องมือไกเกอร์มูลเลอร์เคาน์เตอร์ จะมีหน้าปัดบอกปริมาณรังสีที่แผ่ออกมาได้ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปฏิกิริยาฟิวชัน ปฏิกิริยาฟิวชัน เป็นปฏิกิริยาตรงกันข้ามกับปฏิกิริยาตรงกันข้ามกับปฏิกิริยาฟิสชัน ในปฏิกิริยาฟิวชันเกิดจาดไอโซโทป 2 ไอโซโทป ซึ่งปกติเป็นธาตุที่เบารวมตัวกันกลายเป็นธาตุใหม่ ปฏิกิริยานี้แบบนี้จะมีการการคายความร้อนออกมาจำนวนมหาศาลและมากกว่าปฏิกิริยาฟิสชันเสียอีก ปฏิกิริยาฟิวชันที่รู้จักกันดี คือ ปฏิกิริยาระเบิดไฮโดรเจน ปฏิกิริยาฟิวชันมีข้อดีกว่าปฏิกิริยาฟิสชัน 1. พลังงานที่คายออกมาสูงกว่า 2. ผลที่ได้มักจะไม่เป็นสารกัมมันตรังสี จึงไม่มีปัญหาการกำจัดกาก ปฏิกริยาฟิสชัน ปฏิกริยาฟิสชันเกิดขึ้นภายใต้ภาวะที่เหมาะสมจะได้จำนวนนิวตรอนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และปล่อยพลังงานออกมาจำนวนมหาศาล ถ้าไม่สามารถควบคุมปฏิกิริยาได้แอาจเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง ประโยชน์ของธาตุกัมมันตรังสี 1. ทำเตาปฏิกรณ์ปรมาณู ทำโรงงานไฟฟ้าพลังงานปรมาณู และเรือดำน้ำปรมาณู 2. ใช้สร้างธาตุใหม่หลังยูเรเนียม สร้างขึ้นโดยยิงนิวเคลียสของธาตุหนักด้วยอนุภาคแอลฟา หรือด้วยนิวเคลียสอื่นๆ ที่ค่อนข้างหนัก และมีพลังงานสูง 3. ใช้ศึกษากลไกของปฏิกิริยาเคมี เช่น การเกิดปฏิกิริยาของเอสเทอร์ 4. ใช้ในการหาปริมาณวิเคราะห์ 5. ใช้ในการหาอายุของซากสิ่งมีชีวิต 6. การรักษาโรค เช่น มะเร็ง โทษของธาตุกัมมันตรังสี ถ้าร่างกายได้รับจะทำให้โมเลกุลภายในเซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถทำงานตามปกติได้ ถ้าเป็นเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดลักษณะก็จะเกิดการผ่าเหล่า เมื่อเข้าไปในร่างกายจะไปสะสมในกระดูก แสงอนุภาคแอลฟาที่เปล่งออกมาจะไปทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดมะเร็งในเม็ดเลือดได้ การค้นพบ ในปี พ.ศ. 2439 อองตวน อองรี แบ็กเคอแรล นักเคมีชาวฝรั่งเศส เป็นคนแรกที่ค้นพบว่าธาตุบางชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุที่มีมวลอะตอมมาก สามารถปล่อยรังสีบางชนิดออกมา การค้นพบของแบ็กเคอแรลเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ คือ เมื่อเขานำฟิล์มถ่ายรูปไว้ใกล้ๆ เกลือโพแทสเซียมยูเรนิลซัลเฟต และมีกระดาษดำหุ้มปรากฎว่าเกิดรอยดำบนแผ่นฟิล์มเหมือนถูกแสง เขาให้เหตุผลกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นว่า จะต้องมีรังสีที่มีพลังงานสูงบางอย่างปล่อยออกมาจากเกลือยูเรเนียมนี้ เมื่อไปกระทบกับฟิล์มทำให้ฟิล์มกลายเป็นสีดำเหมือนถูกแสง เขาให้เหตุผลกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นว่า จะต้องมีรังสีที่มีพลังงานสูงบางอย่างปล่อยออกมาจากเกลือยูเรเนียมนี้ เมื่อไปกระทบกับฟิล์มทำให้ฟิล์มกลายเป็นสีดำ และต่อมาเขายังพบว่าอัตราการปล่อยรังสีของเกลือนี้แปรผันตรงกับปริมาณของเกลือ หลังจากนั้นไม่นาน ปีแอร์ กูรี และมารี กูรี ได้ค้นพบว่า พอโลเนียม เรเดียมและทอเรียมก็สามารถแผ่รังสีได้ ปรากฎการณ์ที่ธาตุแผ่รังสีได้เองอย่างต่อเนื่องเรียกว่า กัมมันตภาพรังสี ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียสของไอโซโทปที่ไม่เสถียร และเรียกธาตุที่สามารถแผ่รังสีได้ว่า ธาตุกัมมันตรังสี ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า กัมมันตภาพรังสี หมายถึง ปรากฎการณ์ที่ธาตุสามารถแผ่รังสีได้เองอย่างต่อเนื่อง ธาตุกัมมันตรังสี หมายถึง ธาตุที่มีสมบัติในการแผ่รังสีได้เอง ในเวลาต่อมาพบว่า รังสีที่พบโดยแบ็กเคอเรลเป็นคนละชนิดกับรังสีเอกซ์ รังสีดังกล่าวเป็นรังสีที่ถูกปล่อยออกมาจากนิวเคลียสของธาตุ เมื่อนิวเคลียสของธาตุนั้นอยู่ในสภาวะไม่เสถียร สภาวะไม่เสถียรเกิดจากส่วนประกอบภายในของนิวเคลียสไม่เหมาะสม หมายความว่า ในนิวเคลียสประกอบด้วยโปรตอนซึ่งมีประจุบวกและนิวตรอนซึ่งเป็นกลางทางไฟฟ้า สัดส่วนของจำนวนโปรตอนต่อจำนวนนิวตรอนไม่เหมาะสมจนทำให้ธาตุนั้นไม่เสถียร ธาตุนั้นจึงปล่อยรังสีออกมาเพื่อปรับตัวเองให้เสถียร ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ชนิดและสมบัติของรังสี หลังจากที่แบ็กเคอเรลพบรังสีได้ไม่นาน รัทเทอร์ฟอร์ดได้ศึกษาเพิ่มเติมและแสดงให้เห็นว่า รังสีที่ธาตุกัมมันตรังสีปล่อยออกมาจากเกลือโพแทสเซียมยูเรนิลซัลเฟตนั้นมี 2 ชนิด ชนิดที่หนึ่งไม่สามารถเคลื่อนทะลุผ่านแผ่นอะลูมิเนียมบางๆ ได้ เรียกว่า รังสีแอลฟา ชนิดที่สองมีอำนาจทะลุผ่านสูงกว่าชนิดแรก เรียกว่า รังสีบีตา เวลาต่อมานักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสชื่อ วิลลาร์ด ได้แสดงให้เห็นว่า ยังมีรังสีอีกชนิดหนึ่งที่เกิดจากเกลือยูเรเนียม รังสีชนิดนั้นมีอำนาจทะลุผ่านสูงมากกว่า 2 ชนิดแรก เรียกว่า รังสีแกมมา โดยในตารางจะแสดงให้เห็นอำนาจทะลุผ่านของรังสีทั้งสามชนิด ความหนาของอะลูมิเนียมในตาราคือ ความหนาที่กั้นรังสีทั้งสามาชนิดจนเหลือครึ่งหนึ่ง รังสี ความหนาของอะลูมิเนียม(cm) แอลฟา บีตา แกมมา 0.0005 0.05 8.0 รังสีแอลฟา เป็นนิวเคลียสของอะตอมฮีเลียม มีโปรตอนและนิวตรอนอย่างละ 2 อนุภาค มีประจุไฟฟ้า +2 มีเลขมวล 4 มีอำนาจทะทะลวงต่ำมาก กระดาษเพียงแผ่นเดียวหรือสองแผ่นก็สามารถกั้นได้ ในสนามไฟฟ้ารังสีแอลฟาเบนเข้าหาขั้วลบ สามารถวิ่งผ่านอากาศได้ระยะทางเพียง 3-5 cm เพราะเมื่อรังสีแอลฟาผ่านสาร สามารถทำให้สารเกิดการแตกตัวเป็นไอออนได้ดี จึงทำให้เสียพลังงานอย่างรวดเร็ว รังสีบีตา คือ อนุภาคที่มีสมบัติเหมือนอิเล็กตรอน กล่าวคือ มีประจุไฟฟ้า -1 มีมวลเท่ากับมวลของอิเล็กตรอน มีพลังงานสูง ในสนามไฟฟ้ารังสีบีตาเบนเข้าหาขั้วบวก มีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟาประมาณ 100 เท่า สามารถผ่านแผ่นโลหะบางๆ เช่น แผ่นตะกั่วหนา 1 mm แผ่นอะลูมิเนียมหนา 5 mm มีความเร็วใกล้เคียงความเร็วแสง และมีอำนาจในการไอออไนซ์น้อยกว่ารังสีแอลฟา รังสีแกมมา คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นมาก ไม่มีประจุและไม่มีมวล ไม่เบียงเบนในสนามไฟฟ้า มีอำนาจทะลุทะลวงสูงสุด สามารถทะลุผ่านแผ่นไม้โลหะและเนื้อเยื่อได ้แต่ถูกกั้นได้โดยคอนกรีตหรือแผ่นตะกั่วหนา โดยสามารถทะลุผ่านแผ่นตะกั่วหนา 8 mm หรือผ่านแผ่นคอนกรีตหนาๆ ได้ มีอำนาจในการไอออไนซ์น้อยมาก สรุปสมบัติของรังสีทั้งสามได้ดังนี้ ความสามารถในการทำให้เกิดการแตกตัวเป็นไอออน รังสีแอลฟา บีตา และแกมมา เป็นรังสีที่มีสมบัติทำให้สารหรือตัวกลางที่มันเคลื่อนที่ผ่านแตกตัวเป็นไอออนได้ รูปแสดงให้เห็นกระบวนการแตกตัวเป็นไอออน สมมติรังสีบีตาซึ่งเป็นอนุภาคมีประจุลบเคลื่อนที่เข้าไปในสารชนิดหนึ่ง มันมีโอกาศที่จะเคลื่อนที่เข้าไปชนอะตอมของสาร เนื่องจากรังสีบีตามีพลังงานสูงมาก จึงสามารถชนอิเล็กตรอนของอะตอมของสารให้หลุดออกมาเป็นอิเล็กตรอนอิสระ ขณะเดียวกันอะตอมตัวที่ถูกชนซึ่งเสียอิเล็กตรอนไปก็จะแสดงภาวะประจุบวก เรียกว่า ไอออนบวก ทั้งหมดนี้คือกระบวนการที่รังสีทำให้สารหรือตัวกลางแตกตัวเป็นไอออน เมื่อปล่อยให้รังสีแอลฟา บีตา และแกมมา เคลื่อนที่ผ่านไปในสาร เช่น ในอากาศ พบว่ารังสีแอลฟาเคลื่อนที่ได้ระยะทางน้อยที่สุด และรังสีแกมมาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ไกลที่สุดดังรูป แสดงว่ารังสีแอลฟาสามารถทำให้ตัวกลางที่มันเคลื่อนที่ผ่านไปแตกตัวเป็นไอออนได้ดีที่สุด จึงสูญเสียพลังงานให้ตัวกลางอย่างรวดเร็ว ทำให้เคลื่อนที่ผ่านไปในตัวกลางได้ไม่มากนัก ส่วนรังสีบีตาและแกมมา มีความสามารถทำให้ตัวกลางแตกตัวเป็นไอออนได้ดีรองลงมาตามลำดับ อำนาจทะลุผ่าน จากที่ได้พิจารณามาแล้วในเรื่องความสามารถในการทำให้เกิดการแตกตัว เราทราบว่ารังสีแอลฟาทำให้ตัวกลางที่มันเคลื่อนที่ผ่านแตกตัวเป็นไอออนได้มากที่สุด รองลงมาคือรังสีบีตาและแกมมาตามลำดับ เมื่อทดลองให้รังสีทั้งสามชนิดเคลื่อนที่ผ่านไปในตัวกลางต่างๆ เช่น กระดาษ อะลูมิเนียม ตะกั่ว เป็นต้น จะเห็นว่ารังสีแอลฟาไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านแผ่นกระดาษ ส่วนรังสีบีตาสามารถเคลื่อนที่ผ่านแผ่นกระดาษได้ แต่ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านแผ่นอะลูมิเนียม สำหรับรังสีแกมมาสามารถทะลุผ่านแผ่นกระดาษและแผ่นอะลูมิเนียมได้ แต่ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านแผ่นตะกั่ว แสดงว่ารังสีแกมมามีอำนาจทะลุผ่านสูงที่สุด รองลงมาคือรังสีบีตาและแอลฟาตามลำดับ การเบนในสนามแม่เหล็ก ผลของสนามไฟฟ้าต่อรังสีทั้ง 3 ชนิด ตามรูป ธาตุกัมมันตรังสีอยู่ในแผ่นตะกั่ว ซึ่งมีรูปเปิดให้รังสีที่เกิดจากธาตุยูเรเนียมเคลื่อนที่ออกมาได้ บริเวณด้านนอกของแผ่นตะกั่วตรงปากรูของแผ่นตะกั่วมีสนามแม่เหล็กสม่ำเสมอ สมมติว่ามีรังสีสามชนิดถูกปล่อยออกมาจากธาตุยูเรเนียม และเคลื่อนที่เข้าสู่บริเวณที่มีสนามแม่เหล็ก จะพบว่า - รังสีแอลฟา เคลื่อนที่โค้งลงมาเล็กน้อย - รังสีบีตา เคลื่อนที่โค้งขึ้นไปเล็กน้อย - รังสีแกมมา เคลื่อนที่ตรงออกไปโดยไม่มีการเบี่ยงเบน จากลักษณธการตอบสนองต่อสนามแม่เหล็กของรังสีทั้งสามชนิด จึงสรุปได้ว่า - รังสีแอลฟา เป็นอนุภาคขนาดเล็ก มีประจุบวก - รังสีบีตา เป็นอนุภาคขนาดเล็ก มีประจุลบ และมีมวลน้อยกว่าแอลฟา - รังสีแกมมา เป็นคลื่อนแม่เหล็กไฟฟ้าไม่มีประจุ สรุปสมบัติของรังสี นิวเคลียสและไอโซโทป นิวเคลียส อะตอมมีโครงสร้างประกอบด้วย นิวเคลียสอยู่ใจกลางของอะตอม และมีอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียส ภายในนวิเคลียสประกอบด้วยโปรตอนประจุบวกและนิวตรอนซึ่งเป็นกลาง อัดแน่นกันโดยยึดเหนี่ยวกันอยู่ด้วยแรงนิวเคลียร์ โปรตอนและนิวตรอนที่อยู่ในนิวเคลียสเรียกรวมๆ ว่า นิวคลีออน ธาตุต่างชนิดกันจะมีจำนวนโปรตอนไม่เท่ากัน แต่อาจมีจำนวนนิวคลีออนเท่ากันได้ ไอโซโทป ไอโซโทป หมายถึง กลุ่มนิวเคลียสที่มีจำนวนโปรตอนเท่ากัน แต่จำนวนนิวตรอนไม่เท่ากัน หรือเลขมวลไม่เท่ากัน ไอโซโทปกัมมันตรังสี หมายถึง ไอโซโทปที่สามารถแผ่รังสีได้ ไอโซโทปเสถียร หมายถึง ไอโซโทปที่ไม่แผ่รังสี การสลายกัมมันตรังสี การสลายให้อนุภาคแอลฟา I การสลายให้อนุภาคบีตา I การสลายให้รังสีแกมมา I วิธีตรวจสอบการแผ่รังสีของสาร ได้กล่าวไปแล้วว่า นิวเคลียสไม่เสถียรมีสาเหตุมาจากสัดส่วนระหว่างจำนวนโปรตอน และจำนวนนิวตรอนในนิวเคลียสไม่เหมาะสม ทำให้นิวเคลียสไม่เสถียรต้องเปลี่ยนสภาพนิวเคลียสเข้าสู่สภาพนิวเคลียสเสถียร ด้วยการปล่อยรังสีแอลฟาหรือรังสีบีตาออกมา กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า การสลายกัมมันตรังสี โดยเมื่อธาตุกัมมันตรังสีแผ่รังสีออกมา อาจสลายตัวเป็นธาตุใหม่หรือยังเป็นธาตุเดิมก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของรังสีที่แผ่ออกมา พิจารณาได้ดังนี้ การสลายให้อนุภาคแอลฟา นิวเคลียสของธาตุไม่เสถียรที่มีจำนวนโปรตอนในนิวเคลียสมากเกินไป จะสลายด้วยการปล่อยอนุภาคแอลฟาซึ่งมีประจุบวกออกมา และจะมีการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียส โดยมีเลขมวลลดลง 4 และเลขอะตอมลดลง 2 ทำให้ได้นิวเคลียสของธาตุใหม่ การสลายตัวและการแผ่รังสีแอลฟาส่วนใหญ่เกิดกับนิวเคลียสที่มีเลขอะตอมมากกว่า 82 ที่มีจำนวนนิวตรอนและโปรตอนไม่เหมาะสม เช่น Ra-226 สลายด้วยการปล่อยอนุภาคแอลฟา แล้วกลายเป็น Ra-222 นิวเคลียส Ra-226 จะเรียกว่า นิวเคลียสตั้งต้น และนิวเคลียส Ra-222 เรียกว่า นิวเคลียสลูก โดยนิวเคลียสลูกและอนุภาคแอลฟารวมเรียกว่า ผลผลิตการสลาย การสลายของ Ra-226 เขียนแทนด้วยสมการ การสลายให้อนุภาคบีตา นิวเคลียสของธาตุไม่เสถียรที่มีจำนวนโปรตอนน้อยเกินไป จะสลายด้วยการปล่อยอนุภาคบีตาซึ่งมีประจุลบออกมา เช่น C-14 สลายตัวด้วยการปล่อยอนุภาคบีตาแล้วกลายเป็น N-14 กรณีนี้ C-14 คือนิวเคลียสตั้งต้น และ N-14 คือนิวเคลียสลูก โดย N-14 และอนุภาคบีตารวมเรียกว่า ผลผลิตการสลาย เขียนแทนด้วยสมการ การสลายให้รังสีแกมมา รังสีแกมมาที่แผ่ออกมาเกิดจากการเปลี่ยนระดับพลังงานของนิวเคลียสจากภาวะที่ถูกกระตุ้น ไปสู่สถานะพื้น ที่มีระดับพลังงานต่ำกว่าโดยการแผ่รังสีแกมมาซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา พบว่ารังสีแกมมามักเกิดตามหลังการสลายให้อนุภาคแอลฟาหรืออนุภาคบีตาเสมอ เช่น Pb-214 สลายด้วยการปล่อยอนุภาคบีตาแล้วกลายเป็น Bi-214 พบว่า Bi-214 ที่เกิดขึ้นอยู่ในสภาวะกระตุ้นแล้ว Bi-214 จะลดระดับพลังงานสู่สภาวะปกติและปล่อยรังสีแกมมาออกมา วิธีตรวจสอบการแผ่รังสีของสาร ถ้าต้องการตรวจสอบว่าสารใดมีการแผ่รังสีหรือตรวจสอบว่าธาตุใดเป็นธาตุกัมมันตรังสี สามารถตรวจสอบได้หลายวิธีดังนี้ 1. ใช้ฟิล์มถ่ายรูปหุ้มสารที่ต้องการตรวจสอบในที่มืด แล้วนำฟิล์มไปล้าง ถ้าเกิดสีดำบนแผ่นฟิล์มแสดงว่าสารนั้นมีการแผ่รังสี 2. ใช้สารที่เรืองแสงได้เมื่อรังสีตกกระทบ เช่น ZnS มาวางไว้ใกล้ๆ สารที่ต้องการตรวจสอบ ถ้ามีแสงเรืองเกิดขึ้น แสดงว่าสารนั้นมีการแผ่รังสี 3. ใช้เครื่องมือไกเกอร์มูลเลอร์เคาน์เตอร์ตรวจสอบ วิธีนี้ดีกว่า 2 วิธีแรก เพราะ 2 วิธีแรกไม่สามารถบอกปริมาณรังสีได้แต่วิธีนี้บอกได้ เครื่องไกเกอร์มูลเลอร์เคาน์เตอร์ประกอบด้วยหลอดทรงกระบอกที่ทำด้วยวัสดุตัวนำไฟฟ้า ภายในหลอดบรรจุก๊าซอาร์กอนที่มีความดันต่ำ ตรงกลางหลอดมีแท่งโลหะทำหน้าที่เป็นขั้วบวก ส่วนผนังหลอดเป็นขั้วลบ ขั้วทั้งสองจะต่อไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเมื่อทำการวัดรังสี 4. ใช้เครื่องวัดรังสีห้องหมอก (Cloud Chamber) เครื่องมือนี้ใช้ตรวจสอบรังสีโดยอาศัยหลักที่ว่า เมื่อรังสีผ่านไปในอากาศที่อิ่มตัวด้วยไอน้ำ รังสีจะไปทำให้ก๊าซเกิดการแตกตัวเป็นไอออนขึ้นตอลดทางที่รังสีผ่าน และไอน้ำที่อิ่มตัวจะเกิดการควบแน่นรอบๆ ไอออนเหล่านั้น ทำให้เกิดเป็นทางขาวๆ (เส้นหมอก) ตามแนวทางที่รังสีผ่านไป ครึ่งชีวิตของธาตุ ครึ่งชีวิต (Half life) หมายถึง ระยะเวลาที่ปริมาณของสารกัมมันตรังสีสลายตัวจนเหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณเริ่มต้น เช่น S-35 มีครึ่งชีวิต 87 วัน ถ้ามี S-35 อยู่ 8 กรัม เมื่อเวลาผ่านไป 87 วัน จะเหลืออยู่ 4 กรัม และเมื่อเวลาผ่านไปอีก 87 วัน จะเหลือ 2 กรัม ถ้าเริ่มต้นจาก 1 กรัม เมื่อเวลาผ่านไป 87 วัน จะเหลืออยู่ 0.5 กรัม และเมื่อผ่านไป 87 วัน จะเหลืออยู่ 0.25 กรัม C-14 มีครึ่งชีวิต 5730 ปี ถ้ามี C-14 อยู่ 5 กรัม เมื่อเวลาผ่านไป 5730 ปี จะเหลืออยู่ 2.5 กรัม และเมื่อผ่านไปอีก 5730 ปี จะเหลือ 1.25 กรัม เป็นต้น แสดงปริมาณของ Na-24 ที่ลดลงทุกๆ 15 ชั่วโมง ครึ่งชีวิตเป็นสมบัติเฉพาะตัวของแต่ละไอโซโทป และสามารถใช้เปรียบเทียบอัตราการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีแต่ละชนิดได้ ดัวอย่างครึ่งชีวิตของไอโซโทปกัมมันตรังสีบางชนิด ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปฏิกิริยานิวเคลียร์เป็นปฏิกิริยาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียสของอะตอม แล้วได้นิวเคลียสของธาตุใหม่เกิดขึ้น และให้พลังงานจำนวนมหาศาล ปฏิกิริยานิวเคลียร์แบ่งออกได้ 2 ประเภท ดังนี้ 1. ปฏิกิริยาฟิชชัน (Fission reaction) คือปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากการยิงอนุภาคนิวตรอนเข้าไปยังนิวเคลียสของธาตุหนัก แล้วทำให้นิวเคลียร์แตกออกเป็นนิวเคลียร์ที่เล็กลงสองส่วนกับให้อนุภาคนิวตรอน 2-3 อนุภาค และคายพลังงานมหาศาลออกมา นิวตรอนที่เกิดขึ้น 2-3 ตัวซึ่งมีพลังงานสูงจะวิ่งไปชนนิวเคลียสของอะตอมที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องไปเป็นลูกโซ่ ซึ่งเรียกว่า ปฏิกิริยาลูกโซ่ ซึ่งทำให้ได้พลังงานมหาศาล แสดงปฏิกิริยาลูกโซ่ ปฏิกิริยาลูกโซ่นี้ถ้าไม่มีการควบคุม จะเกิดปฏิกิริยารุนแรงที่เรียกว่า ลูกระเบิดปรมาณู (Atomic bomb) เพื่อควบคุมปฏิกิริยาลูกโซ่ไม่ให้เกิดรุนแรง นักวิทยาศาสตร์จึงได้สร้างเตาปฏิกรณ์ปรมาณู ซึ่งสามารถควบคุมการเกิดปฏิกิริยาได้โดยการควบคุมปริมาณนิวตรอนที่เกิดขึ้นไม่ให้มากเกินไป และหน่วงการเคลื่อนที่ของนิวตรอนให้ช้าลง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้นำปฏิกิริยาฟิชชันแบบควบคุมปฏิกิริยาลูกโซ่มาใช้ประโยชน์ในทางสันติ เช่น ใช้ในการผลิตไอโซโทปกัมมันตรังสีสำหรับใช้ในการแพทย์ การเกษตร และอุตสาหกรรม ส่วนพลังงานความร้อนที่ได้จากปฏิกิริยาฟิชชันที่ถูกควบคุมสามารถนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 2. ปฏิกิริยาฟิวชัน (Fussion reaction) คือ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่นิวเคลียสของธาตุเบาหลอมรวมกันเข้าเป็นนิวเคลียสที่หนักกว่า และมีการปล่อยพลังงานนิวเคลียร์ออกมา (พลังงานเกิดขึ้นจากมวลส่วนหนึ่งหายไป) พลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันมีค่ามากกว่าพลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน เมื่อเปรียบเทียบจากมวลส่วนที่เข้าทำปฏิกิริยา ปฏิกิริยาฟิวชันที่รู้จักกันในนาม ลูกระเบิดไฮโดรเจน (Hydrogen bomb) เชื่อกันว่าพลังงานจากดวงอาทิตย์เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันคือ นิวเคลียสของไฮโดรเจน 4 ตัวหลอมรวมกันได้นิวเคลียสของฮีเลียม อนุภาคโพสิตรอน มีมวลส่วนหนึ่งหายไป มวลส่วนที่หายไปเปลี่ยนไปเป็นพลังงานจำนวนมหาศาล ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันจะเกิดขึ้นได้ก็จะต้องใช้ความร้อนเริ่มต้นสูงมาก เพื่อเอาชนะแรงผลักระหว่างนิวเคลียสที่จะเข้ารวมตัวกัน เช่น ระเบิดไฮโดรเจนจะต้องใช้ความร้อนจากระเบิดปรมาณูเป็นตัวจุดชนวน ประโยชน์และโทษของกัมมันตภาพรังสี ประโยชน์ของธาตุกัมมันตรังสี 1. ด้านธรณีวิทยา มีการใช้ C-14 คำนวณหาอายุของวัตถุโบราณ หรืออายุของซากดึกดำบรรพ์ซึ่งหาได้ดังนี้ ในบรรยากาศมี C-14 ซึ่งเกิดจากไนโตรเจน รวมตัวกับนิวตรอนจากรังสีคอสมิกจนเกิดปฏิกิริยา แล้ว C-14 ที่เกิดขึ้นจะทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจน แล้วผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช และสัตว์กินพืช คนกินสัตว์และพืช ในขณะที่พืชหรือสัตว์ยังมีชีวิตอยู่ C-14 จะถูกรับเข้าไปและขับออกตลอดเวลา เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลง การรับ C-14 ก็จะสิ้นสุดลงและมีการสลายตัวทำให้ปริมาณลดลงเรื่อยๆ ตามครึ่งชีวิตของ C-14 ซึ่งเท่ากับ 5730 ปี ดังนั้น ถ้าทราบอัตราการสลายตัวของ C-14 ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่และทราบอัตราการสลายตัวในขณะที่ต้องการคำนวณอายุวัตถุนั้น ก็สามารถทำนายอายุได้ เช่น ซากสัตว์โบราณชนิดหนึ่งมีอัตราการสลายตัวของ C-14 ลดลงไปครึ่งหนึ่งจากของเดิมขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เนื่องจาก C-14 มีครึ่งขีวิต 5730 ปี จึงอาจสรุปได้ว่าซากสัตว์โบราณชนิดนั้นมีอายุประมาณ 5730 ปี 2. ด้านการแพทย์ ใช้รักษาโรคมะเร็ง ในการรักษาโรคมะเร็งบางชนิด กระทำได้โดยการฉายรังสีแกมมาที่ได้จาก โคบอลต์-60 เข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในระยะแรกสามารถรักษาให้หายขาดได้ แล้วยังใช้โซเดียม-24 ที่อยู่ในรูปของ NaCl ฉีดเข้าไปในเส้นเลือด เพื่อตรวจการไหลเวียนของโลหิต โดย โซเดียม-24 จะสลายให้รังสีบีตาซึ่งสามารถตรวจวัดได้ และสามารถบอกได้ว่ามีการตีบตันของเส้นเลือดหรือไม่ 3. ด้านเกษตรกรรม มีการใช้ธาตุกัมมันตรังสีติดตามระยะเวลาการหมุนเวียนแร่ธาตุในพืช โดยเริ่มต้นจากการดูดซึมที่รากจนกระทั่งถึงการคายออกที่ใบ หรือใช้ศึกษาความต้องการแร่ธาตุของพืช 4. ด้านอุตสาหกรรม ในอุตสาหกรรมการผลิตแผ่นโลหะ จะใช้ประโยชน์จากกัมมันตภาพรังสีในการควบคุมการรีดแผ่นโลหะ เพื่อให้ได้ความหนาสม่ำเสมอตลอดแผ่น โดยใช้รังสีบีตายิงผ่านแนวตั้งฉากกับแผ่นโลหะที่รีดแล้ว แล้ววัดปริมาณรังสีที่ทะลุผ่านแผ่นโลหะออกมาด้วยเครื่องวัดรังสี ถ้าความหนาของแผ่นโลหะที่รีดแล้วผิดไปจากความหนาที่ตั้งไว้ เครื่องวัดรังสีจะส่งสัญญาณไปควบคุมความหนา โดยสั่งให้มอเตอร์กดหรือผ่อนลูกกลิ้ง เพื่อให้ได้ความหนาตามต้องการ ในอุตสาหกรรมการผลิตถังแก๊ส อุสสาหกรรมก่อสร้าง การเชื่อมต่อท่อส่งน้ำมันหรือแก๊สจำเป็นต้องตรวจสอบความเรียบร้อยในการเชื่อต่อโลหะ เพื่อต้องการดูว่าการเชื่อมต่อนั้นเหนียวแน่นดีหรือไม่ วิธีการตรวจสอบทำได้โดยใช้รังสีแกมมายิงผ่านบริเวณการเชื่อมต่อ ซึ่งอีกด้านหนึ่งจะมีฟิล์มมารับรังสีแกมมาที่ทะลุผ่านออกมา ภาพการเชื่อมต่อที่ปรากฎบนฟิล์ม จะสามารถบอกได้ว่าการเชื่อมต่อนั้นเรียบร้อยหรือไม่ โทษของธาตุกัมมันตรังสี เนื่องจากรังสีสามารถทำให้ตัวกลางที่มันเคลื่อนที่ผ่าน เกิดการแตกตัวเป็นไอออนได้ รังสีจึงมีอันตรายต่อมนุษย์ ผลของรังสีต่อมนุษย์สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภทคือ ผลทางพันธุกรรมและความป่วยไข้จากรังสี ผลทางพันธุกรรมจากรังสี จะมีผลทำให้การสร้างเซลล์ใหม่ในร่างกายมนุษย์เกิดการกลายพันธุ์ โดยเฉพาะเซลล์สืบพันธุ์ ส่วนผลที่ทำให้เกิดความป่วยไข้จากรังสี เนื่องจากเมื่ออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้รับรังสี โมเลกุลของธาตุต่างๆ ที่ประกอบเป็นเซลล์จะแตกตัว ทำให้เกิดอากาป่วยไข้ได้ หลักในการป้องกันอันตรายจากรังสีมีดังนี้ - ใช้เวลาเข้าใกล้บริเวณที่มีกัมมันตภาพรังสีให้น้อยที่สุด - พยายามอยู่ให้ห่างจากกัมมันตภาพรังสีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ - ใช้ตะกั่ว คอนกรีต น้ำ หรือพาราฟิน เป็นเครื่องกำบังบริเวณที่มีการแผ่รังสี

ความคิดเห็นที่ 17

นิว
30 มี.ค. 2549 02:38
  1. กอปมาดุ้นๆ ประโยชน์ก็มีหมดแล้ว คิคิ

ความคิดเห็นที่ 18

9 เม.ย. 2549 12:49
  1. อยากได้ความหมายของโปรตอน แล้วอนุภาคที่มาจากธาตุบวกหรือเปล่าที่เราเรียกว่า โปรตอน ช่วยด้วยนะค่ะต้องส่งครูแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 19

aum
10 เม.ย. 2549 11:05
  1. เน็ตมันมีข้อมูลตั้งเยอะแยะ มาขอกานอย่างเดียวเยย -*-

ความคิดเห็นที่ 22

5 มิ.ย. 2549 13:55
  1. อ่าขอบคุนทุกท่านที่บอก^ ^

ความคิดเห็นที่ 23

11 มิ.ย. 2549 13:27
  1. สมบัติของสารประกอบไอโดรคาร์บอน

ความคิดเห็นที่ 24

12 มิ.ย. 2549 14:41
  1. ขอบคุณมากๆ ๆ ๆ ค่ะที่บอกข้อมูลมาให้

ความคิดเห็นที่ 25

13 มิ.ย. 2549 12:51
  1. อยากรู้ประโยชน์ของธาตุ -เรเดียม -พลูโตเนียม -พอโลเนียม -ไอโอดีน -โคบอลต์ -ยูเรเนียม ถ้าใครทราบช่วยมาบอกหน่อยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 27

24 มิ.ย. 2549 13:08
  1. อยากได้เรื่องการนำสารประกอบ ไอออนิกกับสารประกอบโคเวเลนต์มาใช้ประโยชน์ คือว่า ต้องส่งอาจารย์ด่วนจี๋เลย ทำไงดีหล่ะ.........

ความคิดเห็นที่ 28

25 มิ.ย. 2549 10:19
  1. อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับสารประกอบ แทรนซิชั่น ค่ะ ใครรู้ช่วยบอกที

ความคิดเห็นที่ 29

27 มิ.ย. 2549 17:57
  1. อยากทราบว่า การที่จะตรวจวัดปริมาณรังสีของธาตุกัมมันตรังสีในร่างกาย จะทัมได้ยังไงอ่ะค่ะ ช่วยบอกหน่อยนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 30

18 ก.ค. 2549 09:42
  1. 32+2+2263256514554417

ความคิดเห็นที่ 32

25 ก.ค. 2549 12:32
  1. ธาตุกัมมันตรังสีที่ใช้ในด้านการเกษตร

ความคิดเห็นที่ 33

11 ส.ค. 2549 18:23
  1. เนื้อหาเรื่องธาตุกัมมันตรังสี ดีมากค่ะ ไม่โดนครูทำโทษแล้วดีใจจัง .........(อยากได้ภาพของคนที่ได้รับสารกัมมันตรังสีว่ามีผลต่อร่างกายอย่างไร)

ความคิดเห็นที่ 34

14 ส.ค. 2549 17:11
  1. อยากทราบคุณสมบัติของสารประกอบที่มีผลต่อชีวิตประจำวัน

ความคิดเห็นที่ 35

15 ส.ค. 2549 15:38
  1. ธาตุกัมมันตรังสี ในปี ค.ศ. 1896 (พ.ศ. 2439) อองตวน อองรี เบ็กเคอเรล นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสพบว่า เมื่อเก็บแผ่นฟิล์มถ่ายรูปที่หุ้มด้วยกระดาษสีดำไว้กับสารประกอบของยูเรเนียม ฟิล์มจะมีลักษณะเหมือนถูกแสง และเมื่อทำการทดลองกับสารประกอบของยูเรเนียมชนิดอื่นๆ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน จึงสรุปได้ว่าน่าจะมีรังสีแผ่ออกมาจากธาตุยูเรเนียม ต่อมาปีแอร์ และมารี กูรี ได้ค้นพบว่าธาตุยูพอโลเนียม เรเดียม และทอเรียม ก็สามารถแผ่รังสีได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ธาตุกัมมันตรังสี หมายถึง ธาตุที่มีในธรรมชาติที่แผ่รังสีออกมาได้เอง เฮนรี่ เบคเคอเรล นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้ค้นพบกัมมันตภาพรังสีโดยบังเอิญ ในขณะที่ทำการวิเคราะห์เกี่ยวกับรังสีเอกซ์ กัมมันตภาพรังสีมีสมบัติแตกต่างจากรังสีเอกซ์ คือ มีความเข้มน้อยกว่ารังสีเอกซ์ การแผ่รังสีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา รังสี เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ บางชนิดเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น รังสีเอกซ์ รังสีอุลตราไวโอเลต รังสีอินฟราเรด บางอย่างเป็นอนุภาค เช่นรังสีที่เกิดจากอนุภาคอิเลคตรอน รังสีที่ได้จากธาตุกัมมันตรังสีมี 3 ชนิด คือ รังสีแอลฟา รังสีเบตา และรังสีแกมมา การแผ่รังสีของอนุภาคแอลฟา อนุภาคแอลฟาประกอบด้วยโปรตอน 2 อนุภาค นิวตรอน 2 อนุภาค การแตกสลายตัวโดยการแผ่รังสีแอลฟา มักเกิดจากการแตกสลายตัวของนิวเคลียสที่มีเลขอะตอม 83 ขึ้นไป ทั้งนี้เพราะแรงผลักในนิวเคลียสที่มากกว่าแรงยึดเหนี่ยวจึงทำให้นิวเคลียสพยายามลดโปรตอน นิวตรอนลงมา เพื่อให้นิวเคลียสเถียร การแตกสลายของอนุภาคแอลฟา อะตอมใหม่จะมี เลขอะตอมลดลง 2 เลขมวลลดลง 4 อนุภาคแอลฟา มีอำนาจทะลุทะลวงต่ำเพียงแค่กระดาษ อากาศที่หนาประมาณ 2-3 cm น้ำที่หนาขนาดมิลลิเมตร หรือโลหะบางๆ ก็สามารถกั้นอนุภาคแอลฟาได้ การแผ่รังสีอนุภาคบีตา โพซิตรอน - การแตกสลายอนุภาคบีตาและโพซิตรอน เกิดเนื่องจากอัตราส่วนโปรตอนต่อนิวตรอน ในนิวเคลียสเบนออกจากเส้นเสถียรภาพ การแผ่รังสีของอนุภาคบีตา - มีสมบัติเหมือนอิเล็กตรอน คือ ประจุเป็น –1 มวลเท่ากับมวลของอิเล็กตรอน มีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟาประมาณ 100 เท่า - มีความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วแสง การแผ่รังสีของอนุภาคโพซิตรอน - โพซิตรอนมีสมบัติเช่นเดียวกับอนุภาคบีตา ต่างกันที่โพซิตรอนมีประจุบวกและไม่เสถีย - นิวเคลียสมีจำนวนโปรตอนมากกว่านิวตรอน เมื่อเทียบจากไอโซโทปที่เสถียรของธาตุเดียวกัน การแผ่รังสีแกมมา รังสีแกมมาเป็นรังสีที่มีพลังงานสูง ไม่มีประจุ ไม่มีมวล เป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า มีความเร็วเท่ากับความเร็วแสง - ไม่เบี่ยงเบนในสนามแม่เหล็ก มีอำนาจทะลุทะลวงสูง การเปลี่ยนแปลงที่ให้รังสีแกมมาจะเกิดจากไอโซโทปกัมมันตรังภาพรังสีบางชนิดที่สลายตัวให้รังสีแอลฟาหรือบีตาแต่นิวเคลียสยังมีพลังงานสูง หรือยังอยู่ในสภาวะที่กระตุ้น เมื่อนิวเคลียสกับมาสู่ภาวะปกติ จึงปล่อยพลังงานส่วนเกินออกมาในรูป รังสีแกมมา การแผ่รังสีนี้จะไม่ทำให้เลขมวล และเลขอะตอมเปลี่ยนแปลง นิวเคลียส อะตอมมีโครงสร้างประกอบด้วย นิวเคลียสอยู่ใจกลางของอะตอม และมีอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียส ภายในนวิเคลียสประกอบด้วยโปรตอนประจุบวกและนิวตรอนซึ่งเป็นกลาง อัดแน่นกันโดยยึดเหนี่ยวกันอยู่ด้วยแรงนิวเคลียร์ โปรตอนและนิวตรอนที่อยู่ในนิวเคลียสเรียกรวมๆ ว่า นิวคลีออน ธาตุต่างชนิดกันจะมีจำนวนโปรตอนไม่เท่ากัน แต่อาจมีจำนวนนิวคลีออนเท่ากันได้ ไอโซโทป ไอโซโทป หมายถึง กลุ่มนิวเคลียสที่มีจำนวนโปรตอนเท่ากัน แต่จำนวนนิวตรอนไม่เท่ากัน หรือเลขมวลไม่เท่ากัน ไอโซโทปกัมมันตรังสี หมายถึง ไอโซโทปที่สามารถแผ่รังสีได้ ไอโซโทปเสถียร หมายถึง ไอโซโทปที่ไม่แผ่รังสี ได้กล่าวไปแล้วว่า นิวเคลียสไม่เสถียรมีสาเหตุมาจากสัดส่วนระหว่างจำนวนโปรตอน และจำนวนนิวตรอนในนิวเคลียสไม่เหมาะสม ทำให้นิวเคลียสไม่เสถียรต้องเปลี่ยนสภาพนิวเคลียสเข้าสู่สภาพนิวเคลียสเสถียร ด้วยการปล่อยรังสีแอลฟาหรือรังสีบีตาออกมา กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า การสลายกัมมันตรังสี โดยเมื่อธาตุกัมมันตรังสีแผ่รังสีออกมา อาจสลายตัวเป็นธาตุใหม่หรือยังเป็นธาตุเดิมก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของรังสีที่แผ่ออกมา พิจารณาได้ดังนี้ การสลายให้อนุภาคแอลฟา นิวเคลียสของธาตุไม่เสถียรที่มีจำนวนโปรตอนในนิวเคลียสมากเกินไป จะสลายด้วยการปล่อยอนุภาคแอลฟาซึ่งมีประจุบวกออกมา และจะมีการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียส โดยมีเลขมวลลดลง 4 และเลขอะตอมลดลง 2 ทำให้ได้นิวเคลียสของธาตุใหม่ การสลายตัวและการแผ่รังสีแอลฟาส่วนใหญ่เกิดกับนิวเคลียสที่มีเลขอะตอมมากกว่า 82 ที่มีจำนวนนิวตรอนและโปรตอนไม่เหมาะสม เช่น Ra-226 สลายด้วยการปล่อยอนุภาคแอลฟา แล้วกลายเป็น Ra-222 นิวเคลียส Ra-226 จะเรียกว่า นิวเคลียสตั้งต้น และนิวเคลียส Ra-222 เรียกว่า นิวเคลียสลูก โดยนิวเคลียสลูกและอนุภาคแอลฟารวมเรียกว่า ผลผลิตการสลาย การสลายของ Ra-226 เขียนแทนด้วยสมการ การสลายให้อนุภาคบีตา นิวเคลียสของธาตุไม่เสถียรที่มีจำนวนโปรตอนน้อยเกินไป จะสลายด้วยการปล่อยอนุภาคบีตาซึ่งมีประจุลบออกมา เช่น C-14 สลายตัวด้วยการปล่อยอนุภาคบีตาแล้วกลายเป็น N-14 กรณีนี้ C-14 คือนิวเคลียสตั้งต้น และ N-14 คือนิวเคลียสลูก โดย N-14 และอนุภาคบีตารวมเรียกว่า ผลผลิตการสลาย เขียนแทนด้วยสมการ การสลายให้รังสีแกมมา รังสีแกมมาที่แผ่ออกมาเกิดจากการเปลี่ยนระดับพลังงานของนิวเคลียสจากภาวะที่ถูกกระตุ้น ไปสู่สถานะพื้น ที่มีระดับพลังงานต่ำกว่าโดยการแผ่รังสีแกมมาซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา พบว่ารังสีแกมมามักเกิดตามหลังการสลายให้อนุภาคแอลฟาหรืออนุภาคบีตาเสมอ เช่น Pb-214 สลายด้วยการปล่อยอนุภาคบีตาแล้วกลายเป็น Bi-214 พบว่า Bi-214 ที่เกิดขึ้นอยู่ในสภาวะกระตุ้นแล้ว Bi-214 จะลดระดับพลังงานสู่สภาวะปกติและปล่อยรังสีแกมมาออกมา วิธีตรวจสอบการแผ่รังสีของสาร ถ้าต้องการตรวจสอบว่าสารใดมีการแผ่รังสีหรือตรวจสอบว่าธาตุใดเป็นธาตุกัมมันตรังสี สามารถตรวจสอบได้หลายวิธีดังนี้ 1. ใช้ฟิล์มถ่ายรูปหุ้มสารที่ต้องการตรวจสอบในที่มืด แล้วนำฟิล์มไปล้าง ถ้าเกิดสีดำบนแผ่นฟิล์มแสดงว่าสารนั้นมีการแผ่รังสี 2. ใช้สารที่เรืองแสงได้เมื่อรังสีตกกระทบ เช่น ZnS มาวางไว้ใกล้ๆ สารที่ต้องการตรวจสอบ ถ้ามีแสงเรืองเกิดขึ้น แสดงว่าสารนั้นมีการแผ่รังสี 3. ใช้เครื่องมือไกเกอร์มูลเลอร์เคาน์เตอร์ตรวจสอบ วิธีนี้ดีกว่า 2 วิธีแรก เพราะ 2 วิธีแรกไม่สามารถบอกปริมาณรังสีได้แต่วิธีนี้บอกได้ เครื่องไกเกอร์มูลเลอร์เคาน์เตอร์ประกอบด้วยหลอดทรงกระบอกที่ทำด้วยวัสดุตัวนำไฟฟ้า ภายในหลอดบรรจุก๊าซอาร์กอนที่มีความดันต่ำ ตรงกลางหลอดมีแท่งโลหะทำหน้าที่เป็นขั้วบวก ส่วนผนังหลอดเป็นขั้วลบ ขั้วทั้งสองจะต่อไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเมื่อทำการวัดรังสี 4. ใช้เครื่องวัดรังสีห้องหมอก (Cloud Chamber) เครื่องมือนี้ใช้ตรวจสอบรังสีโดยอาศัยหลักที่ว่า เมื่อรังสีผ่านไปในอากาศที่อิ่มตัวด้วยไอน้ำ รังสีจะไปทำให้ก๊าซเกิดการแตกตัวเป็นไอออนขึ้นตอลดทางที่รังสีผ่าน และไอน้ำที่อิ่มตัวจะเกิดการควบแน่นรอบๆ ไอออนเหล่านั้น ทำให้เกิดเป็นทางขาวๆ (เส้นหมอก) ตามแนวทางที่รังสีผ่านไป ครึ่งชีวิต (Half life) หมายถึง ระยะเวลาที่ปริมาณของสารกัมมันตรังสีสลายตัวจนเหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณเริ่มต้น เช่น S-35 มีครึ่งชีวิต 87 วัน ถ้ามี S-35 อยู่ 8 กรัม เมื่อเวลาผ่านไป 87 วัน จะเหลืออยู่ 4 กรัม และเมื่อเวลาผ่านไปอีก 87 วัน จะเหลือ 2 กรัม ถ้าเริ่มต้นจาก 1 กรัม เมื่อเวลาผ่านไป 87 วัน จะเหลืออยู่ 0.5 กรัม และเมื่อผ่านไป 87 วัน จะเหลืออยู่ 0.25 กรัม C-14 มีครึ่งชีวิต 5730 ปี ถ้ามี C-14 อยู่ 5 กรัม เมื่อเวลาผ่านไป 5730 ปี จะเหลืออยู่ 2.5 กรัม และเมื่อผ่านไปอีก 5730 ปี จะเหลือ 1.25 กรัม เป็นต้น แสดงปริมาณของ Na-24 ที่ลดลงทุกๆ 15 ชั่วโมง ครึ่งชีวิตเป็นสมบัติเฉพาะตัวของแต่ละไอโซโทป และสามารถใช้เปรียบเทียบอัตราการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีแต่ละชนิดได้ ดัวอย่างครึ่งชีวิตของไอโซโทปกัมมันตรังสีบางชนิด รังสีในทางการแพทย์ เวชศาสตร์นิวเคลียร์ คือ การนำเอาสารกัมมันตรังสีมาใช้ในการตรวจ การรักษาและศึกษาการทำงานของระบบอวัยวะในร่างกายเพื่อช่วยในการตรวจวิเคราะห์หาสมุฏฐานหรือรักษาอาการโรค บรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยและร่นระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาล ตัวอย่างบางส่วนของการใช้สารรังสีด้านการแพทย์ เช่น - ลวดแทนทาลัม -182 ในการรักษามะเร็งปากมดลูก - ไอโอดีน -131 ใช้ตรวจ วินิจฉัย และรักษาโรคคอพอก - คริปทอน -81m ตรวจการทำงานของหัวใจ - การรักษามะเร็งในระดับตื้นของร่างกาย ด้วยโปรตอน - การรักษามะเร็งและเนื้องอกในส่วนลึกของร่างกายด้วยนิวตรอน การนำรังสีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางการแพทย์ เป็นส่วนหนึ่งของการประยุกต์เอาพลังงาน ปรมาณูมาใช้ในทางสันติ เทคโนโลยีต่าง ๆ ถูกคิดค้นและปรับปรุงขึ้นมาใช้มากมายเพื่อช่วยเหลือแพทย์ให้สามารถดำเนินการวิจัยและรักษาโรคได้รวดเร็ว ถูกต้อง และดียิ่งขึ้น สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยไว้ได้มากยิ่งขึ้น ประโยชน์ในการใช้งานของรังสีทางการแพทย์ มีด้วยกันหลายด้านดังต่อไปนี้ 1. ด้านการตรวจและวินิจฉัย (Diagnosis) รังสีวินิจฉัย คือ การใช้รังสีจากต้นกำเนิดรังสีนอกร่างกาย ฉายเข้าสู่ร่างกายในเวลาสั้น ๆ เพียงพอที่จะทำการตรวจวินิจฉัยอวัยวะเฉพาะส่วน กรรมวิธีและอุปกรณ์การใช้งานในงานรังสีวินิจฉัย มีอาทิ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เครื่องเอกซเรย์ตรวจหลอดเลือด เครื่องเอกซเรย์ชนิดแสดงภาพบนจอ เครื่องเอกซเรย์ถ่ายภาพทั่วไป เครื่องเอกซเรย์ถ่ายภาพฟัน และเครื่องถ่ายภาพด้วยสนามแม่เหล็ก (magnetic resonance imaging) เป็นต้น ก่อนเริ่มทำการรักษาแพทย์จะต้องทำการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร โดยอาศัยอาการทางคลีนิคร่วมกับการแปลผลการตรวจสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในบางกรณีจำเป็นต้องอาศัยการตรวจและวินิจฉัยทางรังสีร่วมด้วย ซึ่งสามารถแบ่งการใช้ประโยชน์จากรังสีเพื่อการตรวจและวินิจฉัยได้เป็นสองพวก คือ การตรวจวัดปริมาณสารที่ต้องการจะทราบ ได้แก่ การนำสิ่งส่งตรวจ เช่น เลือด หรือของเหลวต่าง ๆ จากร่างกาย มาตรวจวัดโดยใช้ประโยชน์จากสารรังสีด้วยเทคนิคที่เรียกว่า RIA วิธีนี้จัดเป็นวิธีที่มีความแม่นยำและมีความไวมากที่สุดในปัจจุบัน สามารถตรวจวัดสารที่มีปริมาณน้อย ๆ ในร่างกายได้ เช่น ฮอร์โมน เอนไซม์ ยา ตัวอย่างเช่น การใช้ไอโอดีน -125 ในการตรวจวัดเพื่อช่วยวินิจฉัยแยกชนิดของโรคคอพอกและตรวจดูการทำงานของต่อมธัยรอยด์รวมไปถึงใช้ติดตามผลการรักษาด้วย การตรวจโดยวิธี RIA การตรวจและวินิจฉัยโดยอาศัยสารประกอบกัมมันตรังสีที่สามารถนำมาใช้กับร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการวินิจฉัยหรือรักษาโรค (Radiopharmaceuticals) เช่น ใช้ตรวจดูการทำงานของอวัยวะหรือหาบริเวณที่เกิดโรค กระทำโดยการรับประทานหรือฉีดสารกัมมันตรังสีที่มีครึ่งชีวิตสั้น ๆ เข้าไปใน ร่างกาย แล้วทำการตรวจวัดการขับหรือหลั่งสารกัมมันตรังสีนั้นด้วยการเก็บตัวอย่างของเหลวในร่างกายมาตรวจ การถ่ายภาพทางการแพทย์โดยรังสี ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป คือ ภายในร่างกายหรือตรวจหาสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น การเอกซเรย์ปอดและกระดูก เป็นต้น ปัจจุบันมีวิวัฒนาการไปเป็น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography หรือ CTSCAN) โดยอาศัยเครื่องวัดจำนวนรังสีเมื่อผ่านคนไข้จะแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วเอามาสร้างรูป Tomography คือ การถ่ายภาพเอกซเรย์ ให้เห็นชัดเฉพาะในระนาบที่ต้องการดู เพียงระนาบเดียว ภาพถ่ายมะเร็งที่สมองด้วยเครื่อง CT เทคนิคการถ่ายภาพอวัยวะภายในร่างกายที่ทันสมัย PET = Positron Emission Tomography SPECT = Single Photon Emission Computed Tomography การตรวจด้วยเครื่องมือแสดงภาพอวัยวะที่แสดงให้เห็นทั่วโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะแต่-ละระบบ วิธีนี้ เรียกว่า Organ imaging หรือ Scintigraphy ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ได้รู้ถึงบริเวณที่แน่นอนของอวัยวะที่เสียหน้าที่ไป นำไปสู่การหาแนวทางรักษาคนไข้และใช้ติดตามประเมินผลของการรักษาทางยาและการ ผ่าตัดได้ ตัวอย่างของสารกัมมันตรังสีที่นำมาใช้งานด้วยวิธีนี้ ได้แก่ : เทคนิเชียม -99 เอ็ม (Technitium -99m) ใช้ตรวจการทำงานของอวัยวะในระบบต่าง ๆ เช่น ตับ ธัยรอยด์ กระดูก สมอง ปอด ม้าม ไขกระดูก ไตและหัวใจ เป็นต้น : แทลเลียม -201 (Thallium -201) ใช้มากในการตรวจกล้ามเนื้อหัวใจ : ไอโอดีน -131 และไอโอดีน -123 (Iodine -131 ,Iodine -123) ใช้ตรวจหาความผิดปกติของต่อมธัยรอยด์และใช้ติดตามผลการรักษา : แกลเลียม -67 (Gallium -67) ใช้ตรวจการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง เช่นมะเร็งของต่อมน้ำเหลือง ตรวจการอักเสบต่าง ๆ ที่เป็นหนองอยู่ในช่องท้องที่ไม่สามารถแยกได้ด้วยการเอกซเรย์ธรรมดา การตรวจการทำงานของไต โดยใช้รังสี นอกจากนี้ยังสามารถใช้รังสีหรือสารกัมมันตรังสีเพื่อการศึกษาการทำงานของอวัยวะและร่างกายในสภาวะปกติ หรือใช้เพื่อการตรวจวัดสารในร่างกายที่มีปริมาณน้อย ๆ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการนำไปเป็นแนวทางในการตรวจรักษาคนไข้ การป้องกันโรคหรือการใช้บริการทางสาธารณสุขต่อไป 2. ด้านการบำบัดรักษา (Radiotherapy) รังสีรักษา คือ การใช้รังสีจากต้นกำเนิดรังสีชนิดต่าง ๆ รักษาผู้ป่วย (โรคมะเร็ง) โดยแบ่งเป็น 2 วิธี คือ ก. การใช้ต้นกำเนิดรังสีจากระยะไกล (teletherapy) โดยใช้ต้นกำเนิดรังสีที่มีความแรงรังสีสูง และอยู่ภายนอกร่างกายผู้ป่วย อาทิเช่น เครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน เครื่องโคบอลต์ -60 เครื่องเอกซเรย์ชนิดลึก และเครื่องเอกซเรย์ชนิดตื้น เป็นต้น ข. การใช้ต้นกำเนิดรังสี สอดใส่ หรือฝัง เข้าไปยังตำแหน่งที่มีรอยโรคอยู่ (brachytherapy) ต้นกำเนิดรังสีที่ใช้มีขนาดเล็ก เหมาะที่จะสอดใส่เข้าไปในช่องเปิดของร่างกายหรือผ่าตัดเข้าไปในก้อนมะเร็งอาทิ เช่น เรเดียม -226 ชนิดเข็มหรือแท่งเล็ก ๆ ,โคบอลต์ -60 ชนิดเม็ด ,ซีเซียม -137 ชนิดเม็ด ,อิริเดียม -192 ชนิดเข็มหรือแท่ง และทองคำ -198 ชนิดเม็ด เป็นต้น การรักษาโรคบางชนิดนอกจากจะใช้ยาหรือสารเคมี (Chemotherapy) และการผ่าตัดแล้ว การใช้สารกัมมันตรังสีอาจเข้ามามีบทบาทร่วมด้วย เช่น การรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งมีทั้งการฉายรังสีและการใช้สารกัมมัน-ตรังสีเป็นยารักษาโรค เช่น ไอโอดีน -131 ใช้รักษามะเร็งของต่อมธัยรอยด์ อิตเทรียม -90 ,ทอง -198 ใช้รักษามะเร็งที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ สทรอนเชียม -90 ชนิด Plaques นำมาใช้กับการรักษาเนื้อเยื่อระดับผิว ฟอสฟอรัส -32 ชนิด solution ใช้รักษาภาวะที่มีเม็ดเลือดแดงมากเกินไปและมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง เป็นต้น BNCT เป็นการรักษาโรคมะเร็งในสมอง ด้วย B -10 ซึ่งเป็นไอโซโทปเสถียร (stable isotope) และ อนุภาคนิวตรอน โดยการฉีดยาที่มีโบรอน -10 เป็นองค์ประกอบและยานี้มีคุณสมบัติที่จะจับเฉพาะกับเซลล์มะเร็งเท่านั้น การให้ยาแก่คนไข้ เมื่อยากระจายตัวถึงอวัยวะเป้าหมายแล้วจึงยิงด้วยอนุภาคนิวตรอนไปยังโบรอน -10 ที่อวัยวะเป้าหมายซึ่งจะทำปฏิกิริยากับนิวตรอน แล้วให้อนุภาคอัลฟา (α) ออกมาทำลายเซลล์ มะเร็งที่อวัยวะเป้าหมายนั้น โดยไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อเซลล์ปกติในบริเวณข้างเคียง 3. ด้านการปลอดเชื้อผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ (Radiosterilization) การปลอดเชื้อ หมายถึง การทำให้จุลินทรีย์ไม่ว่าในรูปแบบใดที่อาจมีปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นตาย หรือไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้อีก ทางการแพทย์จะถือว่าการปลอดเชื้อมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดหรือสัมผัสเนื้อเยื่อในร่างกาย การใช้รังสีแกมมาจากธาตุโคบอลต์ -60 และรังสีจากเครื่องผลิตลำแสงอิเล็กตรอนพลังงานสูงเป็นตัวกลางในขบวนการปลอดเชื้อ เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วไปถึงความมีประสิทธิภาพในการปลอดเชื้อที่เหนือกว่าวิธีอื่น ๆ เช่น การใช้ก๊าซหรือการอบด้วยความร้อน เนื่องจากรังสีสามารถใช้ในการปลอดเชื้อได้กับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์หลายชนิด โดยเฉพาะผลิต-ภัณฑ์ที่ไม่ทนความร้อนผลิตภัณฑ์ที่มีรูปร่างสลับซับซ้อน และที่อยู่ในภาชนะบรรจุขั้นสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว โดยวิธีนี้จะช่วยป้องกันการปนเปื้อนที่เกิดจากการบรรจุหีบห่ออย่างได้ผล นอกจากนี้ยังมีความปลอดภัยสูงต่อผู้ปฏิบัติงาน และไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ชนิดของผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่สามารถนำมาปลอดเชื้อด้วยรังสีแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ ก. เวชภัณฑ์ (Medical devices) คือ เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาและใช้ในห้องปฏิบัติการชันสูตรโรค ได้แก่ เครื่องมือเกือบทุกชนิดที่มีความทนทานต่อรังสีทั้งที่เป็นโลหะและไม่ใช่โลหะ อันได้แก่ ยางพลาสติก เซลลูโลส แก้ว รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ตัวอย่างเช่น เครื่องมือและเครื่องแต่งกายในห้อง ผ่าตัด ด้ายไนล่อนและเข็มเย็บแผล เข็มกระบอกฉีดยาพลาสติก ถุงมือยาง สายสวนชนิดต่าง ๆ ชุดให้เลือดสำลี ผ้าก๊อซ พลาสเตอร์ปิดแผล ภาชนะบรรจุยาและสิ่งส่งตรวจ กระดาษกรอง และเครื่องใช้พลาสติกในห้องปฏิบัติการ ข. เภสัชภัณฑ์ (Pharmaceutical products) คือ ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมที่ต้องการให้อยู่ในรูปปลอดเชื้อ ได้แก่ ยา สารละลายสำหรับฉีด เช่น ยาปฏิชีวนะ วิตามิน สเตียรอยด์ ฮอร์โมน น้ำเกลือ สารป้องกันการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น ยาใช้เฉพาะที่ เช่น ยาหยอดตา สารที่ใช้ช่วยในการวินิจฉัยโรค (diagnostic aid)รวมไปถึงสารอื่น ๆ ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตยา นอกจากนี้ยาเตรียมชนิดอื่น เช่น ยารับประทาน ยาสมุนไพร และวัตถุดิบ ที่ใช้ในการเตรียมยาที่ไม่จำเป็นต้องทำให้ปราศจากเชื้อ แต่สามารถมีจุลินทรีย์ที่ไม่ก่อโรคปนอยู่ได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนด สามารถใช้รังสีในการพาสเจอไรซ์ หรือลดจำนวนจุลินทรีย์ลงมาได้ ค. เนื้อเยื่อ (Biological tissue) ได้แก่เนื้อเยื่อจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ใช้สำหรับการรักษาบาด แผลที่เกิดจากความร้อนและการปลูกถ่ายอวัยวะตัวอย่าง เช่น กระดูก แผ่นเอ็นโคนขา เยื่อหุ้มสมอง กระดูกหู ชั้นกลาง ถุงน้ำคร่ำ และผิวหนัง เป็นต้น การใช้รังสีเพื่อการปลอดเชื้อในเนื้อเยื่อเหล่านี้ จะช่วยให้แพทย์มีเนื้อเยื่อพอเพียงในการรักษาและมีความมั่นใจในความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 4. การใช้รังสีในการเตรียมวัคซีนและแอนติเจน การเตรียมวัคซีนมีสองชนิด คือ - killed vaccine เป็นวัคซีนที่ได้จากจุลินทรีย์ก่อโรคที่ทำให้ตายแล้ว - lived-attenuated vaccine ได้จากจุลินทรีย์ก่อโรคที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถูกทำให้ความสามารถในการทำให้เกิดโรคอ่อนกำลังลง เมื่อฉีดเข้าร่างกายก็จะสามารถกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่อสิ่งมีชีวิตนั้นได้ ซึ่งวัคซีนประเภทหลังจะมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดีกว่าวัคซีนประเภทแรก ปัจจุบัน formalin และ beta-propriolactone เป็นสารที่นิยมใช้ในการผลิตวัคซีนระดับอุตสาหกรรม แต่สารสองตัวนี้มีคุณสมบัติบางอย่างที่สามารถชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตได้ การนำ รังสีมาใช้เพื่อการผลิตวัคซีนชนิด lived-attenuated vaccine และการใช้รังสีเพื่อลดการปนเปื้อนหรือเพื่อการปลอดเชื้อโดยยังคงคุณสมบัติของวัคซีนเอาไว้จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยอย่างหนึ่ง วัคซีนที่เตรียมดยใช้รังสีบางชนิดได้ผลิตออกจำหน่ายเป็นการค้า ตัวอย่างของวัคซีนที่ผลิตโดยการฉายรรังสี มีดังนี้ - Viral vaccine เป็นวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคติดเชื้อที่เกิดจากจุลินทรีย์ประเภทไวรัส - Bacterial vaccine และ antitoxin เป็นวัคซีนป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น Typhoid vaccine,Antipertussis vacine (วัคซีนป้องกันโรคไอกรน), Antitetanus serum (ใช้ป้องกันโรคบาดทะยัก) เป็นต้น - Larval vaccine หรือวัคซีนต่อต้านโรคพยาธิ เป็นวัคซีนต่อต้านโรคพยาธิ เป็นวัคซีนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวัคซีนที่เตรียมโดยการฉายรังสี ถึงระดับผลิตออกจำหน่ายเป็นการค้าได้ ส่วนมากจะเป็นวัคซีนที่ใช้กับสัตว์เลี้ยง เช่น Lerval vaccine ป้องกันโรคพยาธิในปอด ใช้กับสัตว์ประเภท วัว ควาย เป็นต้น - Venom หรือพิษที่เกิดจากแมลงที่มีพิษร้ายสามารถฉายรังสีเพื่อลดความเป็นพิษและขจัดการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์แต่ยังคงคุณสมบัติในการแก้พิษไว้ได้ เช่น พิษจากงูเห่า (cobra venom) พิษจากงูกะปะ (rattle snake venom) เป็นต้น 5. ใช้รังสีหยุดยั้งการเติบโตของเม็ดเลือดขาวเพื่อป้องกัน Graft versus host disease Graft versus host disease (GVHD) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยอย่างหนึ่ง เกิดเนื่องจากภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถเข้ากันได้กับสิ่งแปลกปลอม เช่น เลือด ไขกระดูก หรืออวัยวะร่างกาย จึงมีการปฏิเสธไม่ยอมรับสิ่งแปลกปลอมนั้นอย่างรุนแรง พบบ่อยภายหลังการปลูกถ่ายไขกระดูก และการใช้เลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือด ตัวอย่างเช่น เม็ดเลือดแดงอัดแน่น เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และพลาสมาสด สาเหตุหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิด GVHD คือเม็ดเลือดขาวชนิด T-lymphocyte ซึ่งสามารถดำรงชีวิต และเติบโตได้ในผลิตภัณฑ์เลือดที่เก็บรักษาไว้ที่ 4 องศาเซลเซียส ในปัจจุบันการรักษา GVHD ทำได้ยากและยังให้ผลไม่เป็นที่พอใจนัก เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยยังคงสูงมาก ทางเลือกที่ดีกว่าจึงเป็นการหาทาง ป้องกันไม่ให้ GVHD เกิดขึ้น ซึ่งได้แก่ การลดจำนวนเม็ดเลือดขาวลงโดยใช้เทคนิคทางกายภาพและการยับยั้งการเจริญของเม็ดเลือดขาว การยับยั้งการเจริญโดยใช้เทคนิคแช่แข็ง (freezing) ใช้ได้กับเม็ดเลือดแดงแต่ไม่สามารถประยุกต์ใช้กับเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดได้ ดังนั้นการฉายรังสีเพื่อหยุดยั้งการเจริญของเม็ดเลือดขาวจึงเป็นวิธีการอันหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการลดการเสี่ยงต่อการเกิด GVHD อย่างได้ผลทำให้ผู้ป่วยมี ความปลอดภัยในการรับและถ่ายเลือดมากขึ้น การนำรังสีมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ควบคู่ไปกับวิธีการตรวจและรักษาแบบอื่น อันจะเป็นประโยชน์ต่อคนไข้ นับว่าเป็นเทคโนโลยีด้านหนึ่งที่มีความสำคัญและมีโอกาสที่จะคิดค้น ปรับปรุงการใช้งานให้เป็นที่ยอมรับของแพทย์ในแต่ละสาขาได้มากยิ่งขึ้น สารรังสีที่แพทย์ให้คนไข้รับประทาน สารรังสีที่เราได้รับจากแพทย์โดยการรับประทานเข้าสู่ร่างกายนั้น จะขับถ่ายออกจากร่างกายได้จากการขับถ่ายของร่างกายตามปกติ หากผู้ป่วยพักอยู่ที่บ้านสิ่งขับถ่ายที่ปัสสาวะและอุจจาระที่ถ่ายลงส้วมควรชำระและล้างด้วยน้ำปริมาณมาก ๆ ส่วนเสื้อผ้าที่อาจเปื้อนเหงื่อตามผิวหนัง ก็ควรแยกซัก และซักล้างในน้ำสะอาดเที่ยวสุดท้ายด้วยน้ำมากสักหน่อย เท่านี้ก็คงพอเพียงต่อความปลอดภัยของผู้อื่นในครอบครัว แล้ว อีกประการหนึ่งสารรังสีที่ผู้ป่วยได้รับเข้าสู่ร่างกายนั้น นอกจากถูกขับออกจากร่างกายผ่านกระบวนการขับถ่ายแล้ว มันยังลดความแรงรังสีลงจากกระบวนการสลายตัวตามธรรมชาติของสารรังสีนั้นด้วย 1. กิจการอุตสาหกรรม การใช้วัสดุกัมมันตรังสีและเทคนิคทางรังสีในทางอุตสาหกรรม ซึ่งเรียกว่า "เทคนิคเชิงนิวเคลียร์" เป็นการนำเอาพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ในทางสันติ สำหรับประเทศไทยได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายนกิจการต่าง ๆ ดังนี้ - ใช้วัดระดับของไหล สารเคมีต่าง ๆ ในขบวนการผลิตในโรงงานเส้นใยสังเคราะห์ด้วยรังสีแกมมา - ใช้ตรวจสอบระดับเศษไม้ในหม้อนึ่ง ภายใต้ความดันสูงในการผลิตไม้อัดแผ่นเรียบด้วยรังสีแกมมา - ควบคุมการไหลผ่านของส่วนผสมในการผลิตปูนซีเมนต์ - วัดความหนาแน่นของน้ำปูนกับเส้นใยหิน ในขบวนการผลิตกระเบื้อง - วัดความหนาแน่นในการดูดสินแร่ในทะเล เพื่อคำนวณหาแร่ที่ดูดผ่าน - วัดและควบคุมความหนาแน่นของน้ำโคลนที่จะใช้ในการขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำใต้ดิน - ควบคุมขบวนการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องแก้วให้มีความสม่ำเสมอ - วัดหาปริมาณสารตะกั่ว หรือธาตุกำมะถันในผลิตภัณฑ์น้ำมันปิโตรเลียม - ควบคุมความหนาแน่นของเนื้อยางที่เคลือบบนแผ่นผ้าใบในขบวนการผลิตยางรถยนต์ - ควบคุมน้ำหนักของกระดาษต่อหน่วยพื้นที่ในอุตสาหกรรมผลิตกล่องกระดาษ - ใช้เป็นเครื่องขจัดประจุกระแสไฟฟ้าสถิตย์บนแผ่นฟิล์ม ฟิล์มภาพยนตร์ หลอดแก้วที่ใช้บรรจุผลิตภัณฑ์ เวชภัณฑ์ต่าง ๆ - ใช้ตรวจสอบความรั่วซึมในการผนึกแน่นวงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ IC, Semiconductor, Watch odule ต่าง ๆ ด้วยก๊าซคริปตอน -85 - ใช้ตรวจสอบและถ่ายรอยเชื่อมโลหะ หาความสึกหรอโดยไม่ทำลายชิ้นงาน (Non-Destructive Testing : NDT) มีทั้งการใช้ X-rays, gamma rays และ neutron diography - ใช้ในการสำรวจหาแหล่งน้ำมันดิบ ความชื้นใต้ดิน ฯลฯ ด้วยรังสีนิวตรอน - ใช้ทำสีเรืองแสง - ใช้วัดหาปริมาณของถ่านลิกไนต์ และปริมาณเถ้า - การวิเคราะห์แร่ธาตุด้วยเทคนิคเชิงนิวเคลียร์ สำหรับการสำรวจทรัพยากรในประเทศ (neutron activation and x-ray fluorescence analysis) - การใช้รังสีแกมมาเพื่อฆ่าเชื้อในเครื่องมือเวชภัณฑ์ เช่น กระบวนการฉีดยาสายน้ำเกลือ ถุงเลือด ถุงมือ 3. ด้านการเกษตร ชีววิทยาและอาหาร ประเทศไทยมีการเกษตรเป็นอาชีพหลักของประชากร โครงการใช้นิวเคลียร์เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมกิจการเกษตร เป็นต้นว่าการเพิ่มผลผลิตและเพิ่มคุณภาพของผลผลิต ซึ่งกำลังแพร่ขยายออกไปสู่ชนบทเพิ่มมากขึ้น - การใช้เทคนิคนิวเคลียร์วิเคราะห์ดิน เพื่อการจำแนกพื้นที่เพาะปลูก ทำให้ทราบว่าพื้นที่ที่ศึกษาเหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืชชนิดใด ควรเพิ่มปุ๋ยบชนิดใดลงไป - เทคนิคการสะกดรอยด้วยรังสี ใช้ศึกษาเกี่ยวกับการดูดซึมของแร่ธาตุ และปุ๋ยโดยต้นไม้ และพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อการปรับปรุงการใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น - การฉายรังสีแกมมาเพื่อฆ่าแมลงและไข่ในเมล็ดพืชซึ่งเก็บไว้ในยุ้งฉาง และภายหลังจากบรรจุในภาชนะเพื่อการส่งออกจำหน่าย - การใช้รังสีเพื่อการกำจัดแมลงศัตรูพืชบางชนิดโดยวิธีทำให้ตัวผู้เป็นหมัน - การถนอมเนื้อสัตว์ พืชผัก และผลไม้โดยการฉายรังสีเพื่อเก็บไว้ได้นานยิ่งขึ้น เป็นประโยชน์ในการขนส่งทางไกลและการเก็บอาหารไว้บริโภคนอกฤดูกาล - การใช้เทคนิครังสีเพื่อการขยายพันธุ์สัตว์เลี้ยงและการเพิ่มอาหารนม อาหารเนื้อในโคและกระบือ - การนำเทคนิคทางรังสีด้านอุทกวิทยา ในการเสาะหาแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร - การใช้เทคนิคการวิเคราะห์ ด้วยวิธีอาบรังสี วิเคราะห์สารตกค้างในสิ่งแวดล้อมจากการใช้ยาปราบ ศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง ซึ่งมีความสำคัญต่อผู้บริโภค - การเอาพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ฉายพันธ์พืชเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม (Induced Mutation) เช่น 1. ข้าวมะลิ 105 ซึ่งเป็นข้าวเจ้าจากผลการฉายรังสี มีการกลายพันธุ์มาเป็นข้าวเหนียว มีกลิ่นหอม เหมือนข้าวขาวมะลิ 2. ข้าวพันธุ์ กข 15 ซึ่งก็เป็นผลจากการฉายรังสีข้าวขาวมะลิ 105 แต่เป็นพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวได้ไวกว่า และมีผลผลิตสูงกว่าขาวมะลิ 15 3. ปอแก้ว เมื่อนำเมล็ดมาฉายรังสีได้พันธุ์ที่มีความทนทานต่อโรคโคนเน่า 4. ถั่วเหลือง ที่มีความทนทานต่อราสนิม การศึกษาการใช้รังสีแกมมาเพื่อผลผลิตไหมไทยพันธุ์นางเหลือง โดยการฉายรังสีแกมมากับไข่ไหม ที่สำนักพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ แล้วทำการเลี้ยง และศึกษาคัดเลือกที่ศูนย์วิจัยหม่อนไหม ศรีสะเกษ จนถึง รุ่นที่ 8 พบว่าปริมาณรังสีที่เหมาะสมสำหรับการปรับปรุงผลผลิตอยู่ระหว่าง 1.5-2.5 เกรย์ ทำให้รังไหมมีเปอร์เซ็นต์เปลือกรังเพิ่มขึ้น 80.62 และ 60.10 เปอร์เซ็นต์ ขนาดเส้นของใยไหมเพิ่มขึ้น 11.56 และ 7.37 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีอากาศร้อน ผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเน่าเสียจุลินทรีย์และพยาธิที่ก่อให้เกิดโรค รวมทั้งการทำลายของแมลงที่เกิดขึ้นกับผลผลิตการเกษตร มีปริมาณร้อยละ 30 สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (พปส.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมได้จัดตั้งโรงงานฉายรังสี อาหารและผลิตผลทางการเกษตรประเภทเอนกประสงค์ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และเพื่อก่อให้เกิด ประโยชน์ร่วมกันระหว่างรัฐบาล อุตสาหกรรม และผู้บริโภค ในอันที่จะสร้างตลาดอาหารฉายรังสีภายในประฃเทศและต่างประเทศ โรงงานฉายรังสีอาหารซึ่งมีความแรงของรังสีเริ่มต้น 450,000 คูรี ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน พปส. ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับอาหารฉายรังสี ผลิตผลการเกษตร พวกผักและผลไม้ เนื้อ ผลิตภัณฑ์หมูและ

ความคิดเห็นที่ 36

21 ส.ค. 2549 20:36
  1. อยากทราบเรื่อง การใช้ธาตุกัมมันตรังสีที่ถูกต้องและปลอดภัย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและวิ่งแวดล้อม น่ะคับถ้าใครมีก็โพสหน่อยนะคับ จะขอบคุณเป็นอย่างมากเลยคับ ส่งมาที่ aekkachan@hotmail.com ก็ได้นะคับ

ความคิดเห็นที่ 37

23 ส.ค. 2549 20:31
  1. อยากรู้เกี่ยวกับการนำสารโคเวเลนต์ สารไอออนิก และโหะมาใช้ประโยชน์ (ถ้ามีโทษด้วยก็ดีนะครับ)

ความคิดเห็นที่ 38

23 ส.ค. 2549 20:31
  1. อยากรู้เกี่ยวกับการนำสารโคเวเลนต์ สารไอออนิก และโหะมาใช้ประโยชน์ (ถ้ามีโทษด้วยก็ดีนะครับ)ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 39

26 ส.ค. 2549 13:51
  1. อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับธาตุกัมมันตรังสีมากคะ

ความคิดเห็นที่ 40

27 ส.ค. 2549 18:43
  1. คิดไม่ผิดจริงๆค่ะที่เข้ามาหาในเน็ตได้ข้อมูลเพียบ

ความคิดเห็นที่ 41

28 ส.ค. 2549 17:11
  1. อยากทราบประโยชน์ของธาตุกัมมันตรังสีค่ะ อยากทราบโทษของธาตุกัมมันตรังสีค่ะ อยากทราบการป้องกันอันตรายจากธาตุกัมมันตรังสีด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 42

28 ส.ค. 2549 22:37
  1. อยากได้การตรวจสอบสารกัมมันตรังสีพร้อมภาพช่วยหาหน่อยนะครับ เพราะผมหายางไงก็หาไม่เจอใครหาได้แอดมาบอกที่เมลหรือลงชื่อเวปไว้ก้ได้นะครับ

ความคิดเห็นที่ 43

29 ส.ค. 2549 16:38
  1. มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องธาตุและสารประกอบและเรื่องสารและการเปลี่ยนสถานะ

ความคิดเห็นที่ 44

30 ส.ค. 2549 17:32
  1. อยากได้สูตรสารโคเวเลนต์ สารไอออนิก โลหะ ชื่อเคมี และประโยชน์ด้วยคับ ด่วนมากคับ

ความคิดเห็นที่ 45

30 ส.ค. 2549 21:17
  1. ต้องการทราบประโยชน์ของกัมมันตรังสีแบบละเอียด

ความคิดเห็นที่ 46

1 ก.ย. 2549 13:57
  1. เนื้อหาก็มากอยากจะปริ้นค่ะทำรายงานส่งครู

ความคิดเห็นที่ 47

2 ก.ย. 2549 10:53
  1. ขอบคุณมากๆค่ะสำหรับข้อมูลทุก ๆข้อมูล

ความคิดเห็นที่ 157

13 ม.ค. 2551 12:58
  1. อยากรู้เรื่องการเกิดกัมมันตภาพรังสี ใครอธิบายได้บอกหน่อยละกาน

ความคิดเห็นที่ 158

14 ม.ค. 2551 17:56
  1. อยากทราบการป้องกัน

ความคิดเห็นที่ 159

somean
14 ม.ค. 2551 21:26
  1. ธรณีใช้c-14ในการตรวจอายุของฟอสซิลหรือวัตถุโบราณ ใช้ ยูเรเนียมก็ได้ ส่วนมากจะเลือกอายุของครึ่งชีวิต อุตสาหกรรมใช้ในการวัดความหนา โดยใช้วิธีฉายรังสีผ่านวัตถุ อาจจะปรับอำนาจทะลุให้พอกับขนาดวัตถุที่ได้ และ เมื่อวัตถุมีส่วนขาดก็จะตรวจจับได้เพราะ ใช้เครื่องรับรังสีอีกด้าน

ความคิดเห็นที่ 160

23 ม.ค. 2551 18:43
  1. อยากได้ ลักษณะ ประโชน์ โทษ ของธาตุโครเมี่ยม และไอโอดีน(รูปด้วยนะค่ะ)ช่วยส่งมาให้หน่อยนะค่ะ ขอบคุณล่วงหน้านะค่ะ Doraemon_116_@hotmail.com

ความคิดเห็นที่ 161

26 ม.ค. 2551 11:53
  1. อยากทราบผลกระทบของธาตุกัมมันตรังสีค่ะรีบหน่อยนะต้องส่งแล้ว

ความคิดเห็นที่ 162

26 ม.ค. 2551 11:56
  1. อยากทราบผลกระทบของธาตุกัมมันตรังสีค่ะรีบหน่อยจะต้องส่งแล้ว

ความคิดเห็นที่ 163

28 ม.ค. 2551 16:13
  1. อยากได้ประโยชน์ของกัมมันตภาพรังสี

ความคิดเห็นที่ 164

3 ก.พ. 2551 15:52
  1. อยากทราบประโยชน์และโทษของไนโตรเจน

ความคิดเห็นที่ 165

3 ก.พ. 2551 16:54
  1. อยากรู้ประโยชน์กัมมันตรังสีและโทษ

ความคิดเห็นที่ 166

5 ก.พ. 2551 16:19
  1. อยากรู้ผลกระทบของธาตุกัมมันตรังสี

ความคิดเห็นที่ 167

nim137
7 ก.พ. 2551 10:51
  1. อยากทราบว่าในเรื่องการตรวจสอบคุณภาพผักและผลไม้โดยวิธีไม่ทำลาย ในส่วนของการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว นี่เป็นอย่างไรคะ อยากได้ข้อมูลด่วนมากๆๆๆคะ บอกแค่หัวข้อหลักๆก็ได้คะ จะใช้ประกอบในรายงาน ขอขอบคุณล่วงหน้านะคะ


ความคิดเห็นที่ 168

7 ก.พ. 2551 17:33
  1. อยากทราบว่าผมจะหาเรื่องธาตุกัมมันตรังสีได้ที่ไหนคร๊าบ


ความคิดเห็นที่ 170

14 ก.พ. 2551 21:36
  1. อยากรู้โทษและประโยชน์ของสารต่างๆค่ะช่วยหน่อยนะ


ความคิดเห็นที่ 171

15 ก.พ. 2551 14:38
  1. อยากทราบว่า...การคำนวณHalf-Lifeที่ไม่เป็นครึ่งหนึ่งพอดีเป็นอย่างไร

     

     


ความคิดเห็นที่ 175

19 ก.พ. 2551 12:38
  1. ขอบคุณสำหรับข้อมูล


ความคิดเห็นที่ 176

21 ก.พ. 2551 13:18
  1. อยากได้ประโยชน์ของธาตุกัมมันตรังสีในอาหารมากๆนะคะ

ความคิดเห็นที่ 180

30 พ.ค. 2551 14:11
  1. อยากทราบประโยชน์และโทษของธาตุหมู่ 1A 2A และ 7A ขอขอบคุณล่วงหน้านะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 182

7 มิ.ย. 2551 11:09
  1. ประโยนช์ของธาตุ


ความคิดเห็นที่ 183

11 มิ.ย. 2551 13:18
  1. อยากทราบประโยชน์และโทษของธาตุอาร์กอนด่วนมากคุณครูสั่ง

     

     


ความคิดเห็นที่ 184

13 มิ.ย. 2551 20:36
  1. ธาตุกัมมันตรังสี  (radioactive  element)  เป็นธาตุที่สามารถแผ่รังสีได้เอง  เช่น  ยูเรเนียม  เรเดียม  ทอเรียม  เป็นต้น  การที่ธาตุแผ่รังสีออกมาอย่างต่อเนื่องเกิดจากอะตอมของธาตุที่ไม่เสถียร  เพราะพลังงานนิวเคลียสมีพลังงานมากเกินไป  นิวเคลียสของอะตอมจึงมีการถ่ายเทพลังงานออกมาในรูปของการแผ่รังสีซึ่งมี  3  ชนิดคือ  รังสีแอลฟา  รังสีเบตา  และรังสีแกมมา   พร้อมทั้งมีการสลายตัวของนิวเคลียส  ทำให้โครงสร้างนิวเคลียสเปลี่ยนแปลงกลายเป็นธาตุใหม่และในไม่ช้าจะสลายต่อไปกลายเป็นธาตุอื่นอีก  จนกระทั่งถึงธาตุสุดท้ายที่เสถียรและไม่เป็นธาตุกัมมันตรังสี

              ปรากฎการณ์ที่ธาตุแผ่รังสีได้เองอย่างต่อเนื่องนี้เรียกว่า  กัมมันตภาพรังสี   (radioactivity)

    สมบัติของรังสี          1.  รังสีแอลฟา รังสีแอลฟา (α)  เป็นอะตอมของธาตุฮีเลียม  จึงมีสัญลักษณ์นิวเคลียร์   He  สามารถทำให้เกิดการแตกตัวเป็นไอออนในสารที่รังสีผ่านได้ดีจึงเสียพลังงานอย่างรวดเร็ว  ดังนั้น  จึงมีอำนาจทะลุผ่านน้อยมาก  เมื่อผ่านเข้าไปในสนามแม่เหล็กจะเบนขึ้นจากแนวเดิมเล็กน้อย                           

                       2.  รังสีเบตา รังสีเบตา  (β)  เป็นอิเล็กตรอน  มีสัญลักษณ์นิวเคลียร์   e  ทำให้เกิดการแตกตัวเป็นไอออนในสารได้น้อยกว่ารังสีแอลฟา  จึงมีอำนาจทะลุผ่านมากกว่ารังสี      แอลฟา  เมื่อผ่านเข้าไปในสนามแม่เหล็กจะเบนจากแนวเดิมมาก  ในทิศตรงข้ามกับรังสีแอลฟา

              3.  รังสีแกมมา          รังสีแกมมา  (γ)  เป็นรังสีที่ไม่มีประจุไฟฟ้ามีสมบัติคล้ายรังสีเอกซ์และเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจึงมีอำนาจทะลุผ่านได้สูงสุด คือมีมากกว่ารังสีเบตาและรังสีแอลฟา  เมื่อผ่านเข้าไปในสนามแม่เหล็กจะเคลื่อนที่ในแนวตรง  จึงกล่าวได้ว่ารังสีแกมมาไม่ได้รับผลกระทบจากสนามแม่เหล็ก

    ประโยชน์และโทษของกัมมันตภาพรังสี        1.  ประโยชน์ของกัมมันตภาพรังสี           1)  ใช้ในทางการแพทย์  เช่น  ใช้โคบอลต์-60  ทำลายเซลล์มะเร็ง  ใช้ไอโอดีน-131  ตรวจความผิดปกติของต่อมไทรอยด์  เป็นต้น          2)  ใช้ในด้านการเกษตร  เช่น  ใช้รังสีแกมมาฆ่าเชื้อแบคทีเรียและแมลงในอาหารได้  หรือฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในเมล็ดพันธุ์พืช  เป็นต้น          3)  ใช้ในด้านอุตสาหกรรม  เช่น  การควบคุมความหนาของแผ่นพลาสติก  การควบคุมกระบวนการผลิตกระจก  กระดาษ  โดยใช้สารกัมมันตรังสี

            2.  โทษของกัมมันตภาพรังสีต่อร่างกาย      ปริมาณของกัมมันตภาพรังสีที่ร่างกายเราจะได้รับเอามาจากแหล่งธรรมชาติ  หรือจากแหล่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น  เช่น  การฉายรังสีเอกซ์ทางการแพทย์  การทำงานในที่ที่มีแหล่งรังสี         เมื่อรังสีผ่านเข้าไปในร่างกายเนื้อเยื่อจะดูดกลืนพลังงานของการแผ่รังสี  ซึ่งสามารถทำลายเซลล์ต่างๆ  ในร่างกาย  ถ้าร่างกายได้รับปริมาณมากอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ  เช่น  มะเร็ง  และอาจมีผลทางพันธุกรรม  ซึ่งสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกหลานต่อไปได้

         การสลายของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีอย่างต่อเนื่อง  ให้รังสีแอลฟา บีตา และแกมมา   จนได้ตะกั่ว -206 ซึ่งเป็นธาตุสุดท้ายและเป็นธาตุเสถียร (stable element)  ซึ่งไม่มีการสลายต่อไป  เราอาจเขียนลำดับการสลาย เรียก อนุกรม  เช่น อนุกรมการสลายของยูเรเนียม -238

     

    กฎการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี      1.  สมมติฐานการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี ของรัทเทอร์ฟอร์ดและซอดดี (Soddy)กล่าวว่า

     1.1 การสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีเป็นการสลายตัวที่เกิดขึ้นเอง  โดยไม่ขึ้นกับสภาวะแวดล้อมของนิวเคลียส (เช่น การจัดตัวของอิเลคตรอน ความดัน อุณหภูมิ)

     1.2 การสลายตัวเป็นกระบวนการสุ่ม (Random Process) ในช่วงเวลาใดๆ ทุกๆ นิวเคลียสมีโอกาสที่จะสลายตัวเท่ากัน  ดังนั้น  ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ปริมาณนิวเคลียสที่สลายตัวจึงเป็นสัดส่วนโดยตรงกับปริมาณนิวเคลียสที่เหลืออยู่

            กฎการสลายมีสูตร    DN/Dt  = - lN

     

                    DN  คือ จำนวนนิวเคลียสที่สลายในช่วงเวลาDt    และ l เป็นค่าสลายตัวคงที่ (decay constant)

     

                  ปริมาณ – dN/dt  = lN  ,  ปริมาณ  dN/dt  เป็นปริมาณที่บอกอัตราการลดลงของจำนวนนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสี  ซึ่งก็คืออัตราการแผ่รังสีออกมาในขณะหนึ่งนั่นเอง  เรียกปริมาณนี้ว่า กัมมันตภาพ (activity) ของธาตุกัมมันตรังสี  นิยมแทนด้วยสัญลักษณ์ A

     

                                         A = lN

     

         2.  อัตราการสลายตัวของนิวเคลียส หมายถึง ในช่วงเวลาใดๆ เป็น 1 หน่วยเวลา ปริมาณนิวเคลียสที่สลายตัวใน 1 หน่วยเวลา  ดังนั้นอัตราการสลายตัวของนิวเคลียสจึงเป็นสัดส่วนโดยตรงกับปริมาณนิวเคลียสที่มีอยู่ (พร้อมจะสลายตัว)

     

               l เป็นค่าสลายตัวคงที่  ซึ่งมีค่าเฉพาะของนิวเคลียสแต่ละชนิด  เครื่องหมายลบแสดงว่าจำนวนนิวเคลียสลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

     

         3.  กัมมันตภาพของธาตุกัมมันตรังสี หมายถึง ความสามารถของธาตุกัมมันตรังสีในการแผ่รังสีออกมาได้มากน้อยเพียงใด ณ เวลาขณะหนึ่งขณะใด  กัมมันตภาพมีหน่วยเป็น sec-1 หรือจำนวนนิวเคลียสที่สลายตัวต่อวินาที  นิยมวัดเป็นคูรี่   กัมมันตภาพ 1 คูรี่ เท่ากับ 3.7 x 1010 sec-1

     

        4.  การหาค่า N ในรูป function ของเวลา

     

                                    N = N0e-lt

     

        5.  ช่วงเวลาครึ่งชีวิต (Half life) ของธาตุกัมมันตภาพรังสี  หมายถึงช่วงเวลาที่ธาตุนั้นๆ สลายตัว  เหลือนิวเคลียสเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มีอยู่ก่อนสลายตัว มีสูตร N=N0/2n หรือ l=0.693/ T1/2

     

        6.  เมื่อเวลาเพิ่มขึ้นปริมาณนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีจะลดลงเรื่อยๆ  แต่ปริมาณนิวเคลียสจะไม่ลดลงเป็นศูนย์  ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใดก็ตาม  การพูดถึงเวลาที่ธาตุกัมมันตรังสีสลายตัวหมดจึงไม่มีความหมาย  ในทางทฤษฎีจึงพูดถึงเวลาที่ธาตุสลายตัวเหลือเป็นครึ่งหนึ่งของปริมาณเดิม


ความคิดเห็นที่ 185

19 มิ.ย. 2551 16:46
  1. ธาตุมีประโยชน์อย่างไร

ความคิดเห็นที่ 186

25 มิ.ย. 2551 18:45
  1. รักบี้

ความคิดเห็นที่ 187

25 มิ.ย. 2551 19:40
  1. ช่วยอีฟหน่อยค่ะอยากได้สารกัมมันตรังสีด้านการอุตสาหกรรม ด้านอาหารว่ามีอะไรบ้างค่ะอยากได้มากเลยขอร้องละค่ะ

ความคิดเห็นที่ 188

9 ก.ค. 2551 18:30
  1. ประโยชน์ของธาตุทั้ง 16 ธาตุ

ความคิดเห็นที่ 189

10 ก.ค. 2551 14:13
  1. อยากรู้ว่าประโยชน์ของธาตุต่างๆมีอารายบ้างต้องการมากจาส่งอาจานแย้วเนี่ย


ความคิดเห็นที่ 192

1 ส.ค. 2551 19:26
  1. อยากรู้ประโยชน์ของกัมมันตภาพรังสี

ความคิดเห็นที่ 193

10 ส.ค. 2551 13:43
  1. อยากได้ประโยชน์ของธาตุและสารประกอบ50ชนิด

ความคิดเห็นที่ 194

11 ส.ค. 2551 17:04
  1. อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับโทษของสนิมค่ะ� เวลามันเข้าไปในร่างกายจะเกิดผลยังไงบ้างค่ะ ช่วยบอกที


ความคิดเห็นที่ 195

14 ส.ค. 2551 16:00
  1. มะเหงมีอาร์กอนอยากได้อาร์กอนหายากมากเลย จิงนะขอข้อมูลของอาร์กอนหน่อย


ความคิดเห็นที่ 196

15 ส.ค. 2551 13:15
  1. อยากทราบโทษของธาตุAl

ความคิดเห็นที่ 197

17 ส.ค. 2551 14:53
  1. อยากทราบประโยชน์และชนิดของธาตุกัมมันตรังสี


ความคิดเห็นที่ 198

22 ส.ค. 2551 13:16
  1. อยากทราบประโยชน์และโทษและการป้องกัน  ความหมาย กัมมันตภาพรังสีต้องทำยังงัยค่ะต้องส่งอาจารย์วันนี้ด้วยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 199

22 ส.ค. 2551 13:21
  1. อยากทราบความหมายของการเกิดกัมมันตภาพรังสีค่ะ หนูต้องส่งครูวันนี้พี่ช่วยหนูหน่อยนะค่ะ (ขอบคณุล่วงหน้านะค่ะ)


ความคิดเห็นที่ 200

25 ส.ค. 2551 16:58
  1. อยากทราบโทษและประโยชน์ของธาตุกัมมันตรังสีค่ะ เพราะเรียนอยู่ค๊าอาจารย์ให้มาหาค่ะ


ความคิดเห็นที่ 201

31 ส.ค. 2551 07:52
  1. sdhgdfnfghnffhnfhn

ความคิดเห็นที่ 203

6 ก.ย. 2551 18:29
  1. อยากได้เหมืองกัน


ความคิดเห็นที่ 204

6 ก.ย. 2551 20:00
  1. เฮ้ยข้าสอบตกว่ะ


ความคิดเห็นที่ 205

7 ก.ย. 2551 12:42
  1. ธาตุกัมมันตรังสี ธาตุกัมมันตรังสีคืออะไร ธาตุกัมมันตรังสี (อังกฤษ: Radioactive element) คือธาตุพลังงานสูงกลุ่มหนึ่งที่สามารถแผ่รังสี แล้วกลายเป็นอะตอมของธาตุใหม่ได้ มีประวัติการค้นพบดังนี้ 1. รังสีเอกซ์ ถูกค้นพบโดย Conrad Röntgen อย่างบังเอิญเมื่อปี ค.ศ. 1895 2. ยูเรเนียม (Uranium) ค้นพบโดย Becquerel เมื่อปี ค.ศ. 1896 โดยเมื่อเก็บยูเรเนียมไว้กับฟิล์มถ่ายรูป ในที่มิดชิด ฟิล์มจะมีลักษณะ เหมือนถูกแสง จึงสรุปได้ว่าน่าจะมีการแผ่รังสีออกมาจากธาตุยูเรเนียม เขาจึงตั้งชื่อว่า Becquerel Radiation 3. พอโลเนียม (Polonium) ถูกค้นพบและตั้งชื่อโดย มารี กูรี ตามชื่อบ้านเกิด (โปแลนด์) เมื่อปี ค.ศ. 1898 หลังจากการสกัดเอายูเรเนียมออกจาก Pitchblende หมดแล้ว แต่ยังมีการแผ่รังสีอยู่ สรุปได้ว่ามีธาตุอื่นที่แผ่รังสีได้อีกแฝงอยู่ใน Pitchblende นอกจากนี้ กูรียังได้ตั้งชื่อเรียกธาตุที่แผ่รังสีได้ว่า ธาตุกัมมันตรังสี (Radioactive Element) และเรียกรังสีนี้ว่า กัมมันตภาพรังสี (Radioactivity) 4. เรเดียม (Radium) ถูกตั้งชื่อไว้เมื่อปี ค.ศ. 1898 หลังจากสกัดเอาพอโลเนียมออกจากพิตช์เบลนด์หมดแล้ว พบว่ายังคงมีการแผ่รังสี จึงสรุปว่ามีธาตุอื่นที่แผ่รังสีได้อีกใน Pitchblende ในที่สุดกูรีก็สามารถสกัดเรเดียมออกมาได้จริง ๆ จำนวน 0.1 กรัม ในปี ค.ศ. 1902 ด้วยเหตุนี้นี่เอง ทำให้ผู้ค้นพบได้รับรางวัลต่าง ๆ ดังนี้ • Conrad Röntgen ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี ค.ศ. 1901 • Pierre, Marie Curie ได้รับรางวัลเหรียญเดวี่จากราชบัณฑิตยสภาแห่งสหราชอาณาจักร ปี ค.ศ. 1903 • Pierre, Marie Curie และ Henri Becquerel ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี ค.ศ. 1903 • Mme Curie ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ปี ค.ศ. 1911 ส่วนรังสีที่แผ่ออกมาจากธาตุนั้น แบ่งเป็น 3 ชนิดคือ 1. รังสีแอลฟา (สัญลักษณ์: α) คุณสมบัติ เป็นนิวเคลียสของอะตอมฮีเลียม (4 2He) มี p+ และ n อย่างละ 2 อนุภาค ประจุ +2 เลขมวล 4 อำนาจทะลุทะลวงต่ำ เบี่ยงเบนในสนามไฟฟ้าเข้าหาขั้วลบ 2. รังสีบีตา (สัญลักษณ์: β) คุณสมบัติ เหมือน e- อำนาจทะลุทะลวงสูงกว่า α 100 เท่า ความเร็วใกล้เสียง เบี่ยงเบนในสนามไฟฟ้าเข้าหาขั้วบวก 3. รังสีแกมมา (สัญลักษณ์: γ) คุณสมบัติเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Wave) ที่มีความยาวคลื่นสั้นมากไม่มีประจุและไม่มีมวล อำนาจทะลุทะลวงสูงมาก ไม่เบี่ยงเบนในสนามไฟฟ้า เกิดจากการที่ธาตุแผ่รังสีแอลฟาและแกมมาแล้วยังไม่เสถียร มีพลังงานสูง จึงแผ่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อลดระดับพลังงาน การค้นพบ ในปี พ.ศ. 2439 อองตวน อองรี แบ็กเคอแรล นักเคมีชาวฝรั่งเศส เป็นคนแรกที่ค้นพบว่าธาตุบางชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุที่มีมวลอะตอมมาก สามารถปล่อยรังสีบางชนิดออกมา การค้นพบของแบ็กเคอแรลเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ คือ เมื่อเขานำฟิล์มถ่ายรูปไว้ใกล้ๆ เกลือโพแทสเซียมยูเรนิลซัลเฟต และมีกระดาษดำหุ้มปรากฎว่าเกิดรอยดำบนแผ่นฟิล์มเหมือนถูกแสง เขาให้เหตุผลกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นว่า จะต้องมีรังสีที่มีพลังงานสูงบางอย่างปล่อยออกมาจากเกลือยูเรเนียมนี้ เมื่อไปกระทบกับฟิล์มทำให้ฟิล์มกลายเป็นสีดำเหมือนถูกแสง เขาให้เหตุผลกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นว่า จะต้องมีรังสีที่มีพลังงานสูงบางอย่างปล่อยออกมาจากเกลือยูเรเนียมนี้ เมื่อไปกระทบกับฟิล์มทำให้ฟิล์มกลายเป็นสีดำ และต่อมาเขายังพบว่าอัตราการปล่อยรังสีของเกลือนี้แปรผันตรงกับปริมาณของเกลือ หลังจากนั้นไม่นาน ปีแอร์ กูรี และมารี กูรี ได้ค้นพบว่า พอโลเนียม เรเดียมและทอเรียมก็สามารถแผ่รังสีได้ ปรากฎการณ์ที่ธาตุแผ่รังสีได้เองอย่างต่อเนื่องเรียกว่า กัมมันตภาพรังสี ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียสของไอโซโทปที่ไม่เสถียร และเรียกธาตุที่สามารถแผ่รังสีได้ว่า ธาตุกัมมันตรังสี ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า กัมมันตภาพรังสี หมายถึง ปรากฎการณ์ที่ธาตุสามารถแผ่รังสีได้เองอย่างต่อเนื่อง ธาตุกัมมันตรังสี หมายถึง ธาตุที่มีสมบัติในการแผ่รังสีได้เอง ในเวลาต่อมาพบว่า รังสีที่พบโดยแบ็กเคอเรลเป็นคนละชนิดกับรังสีเอกซ์ รังสีดังกล่าวเป็นรังสีที่ถูกปล่อยออกมาจากนิวเคลียสของธาตุ เมื่อนิวเคลียสของธาตุนั้นอยู่ในสภาวะไม่เสถียร สภาวะไม่เสถียรเกิดจากส่วนประกอบภายในของนิวเคลียสไม่เหมาะสม หมายความว่า ในนิวเคลียสประกอบด้วยโปรตอนซึ่งมีประจุบวกและนิวตรอนซึ่งเป็นกลางทางไฟฟ้า สัดส่วนของจำนวนโปรตอนต่อจำนวนนิวตรอนไม่เหมาะสมจนทำให้ธาตุนั้นไม่เสถียร ธาตุนั้นจึงปล่อยรังสีออกมาเพื่อปรับตัวเองให้เสถียร ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ชนิดและสมบัติของรังสี หลังจากที่แบ็กเคอเรลพบรังสีได้ไม่นาน รัทเทอร์ฟอร์ดได้ศึกษาเพิ่มเติมและแสดงให้เห็นว่า รังสีที่ธาตุกัมมันตรังสีปล่อยออกมาจากเกลือโพแทสเซียมยูเรนิลซัลเฟตนั้นมี 2 ชนิด ชนิดที่หนึ่งไม่สามารถเคลื่อนทะลุผ่านแผ่นอะลูมิเนียมบางๆ ได้ เรียกว่า รังสีแอลฟา ชนิดที่สองมีอำนาจทะลุผ่านสูงกว่าชนิดแรก เรียกว่า รังสีบีตา เวลาต่อมานักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสชื่อ วิลลาร์ด ได้แสดงให้เห็นว่า ยังมีรังสีอีกชนิดหนึ่งที่เกิดจากเกลือยูเรเนียม รังสีชนิดนั้นมีอำนาจทะลุผ่านสูงมากกว่า 2 ชนิดแรก เรียกว่า รังสีแกมมา โดยในตารางจะแสดงให้เห็นอำนาจทะลุผ่านของรังสีทั้งสามชนิด ความหนาของอะลูมิเนียมในตาราคือ ความหนาที่กั้นรังสีทั้งสามาชนิดจนเหลือครึ่งหนึ่ง รังสี ความหนาของอะลูมิเนียม(cm) แอลฟา บีตา แกมมา 0.0005 0.05 8.0 รังสีแอลฟา เป็นนิวเคลียสของอะตอมฮีเลียม มีโปรตอนและนิวตรอนอย่างละ 2 อนุภาค มีประจุไฟฟ้า +2 มีเลขมวล 4 มีอำนาจทะทะลวงต่ำมาก กระดาษเพียงแผ่นเดียวหรือสองแผ่นก็สามารถกั้นได้ ในสนามไฟฟ้ารังสีแอลฟาเบนเข้าหาขั้วลบ สามารถวิ่งผ่านอากาศได้ระยะทางเพียง 3-5 cm เพราะเมื่อรังสีแอลฟาผ่านสาร สามารถทำให้สารเกิดการแตกตัวเป็นไอออนได้ดี จึงทำให้เสียพลังงานอย่างรวดเร็ว รังสีบีตา คือ อนุภาคที่มีสมบัติเหมือนอิเล็กตรอน กล่าวคือ มีประจุไฟฟ้า -1 มีมวลเท่ากับมวลของอิเล็กตรอน มีพลังงานสูง ในสนามไฟฟ้ารังสีบีตาเบนเข้าหาขั้วบวก มีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟาประมาณ 100 เท่า สามารถผ่านแผ่นโลหะบางๆ เช่น แผ่นตะกั่วหนา 1 mm แผ่นอะลูมิเนียมหนา 5 mm มีความเร็วใกล้เคียงความเร็วแสง และมีอำนาจในการไอออไนซ์น้อยกว่ารังสีแอลฟา รังสีแกมมา คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นมาก ไม่มีประจุและไม่มีมวล ไม่เบียงเบนในสนามไฟฟ้า มีอำนาจทะลุทะลวงสูงสุด สามารถทะลุผ่านแผ่นไม้โลหะและเนื้อเยื่อได ้แต่ถูกกั้นได้โดยคอนกรีตหรือแผ่นตะกั่วหนา โดยสามารถทะลุผ่านแผ่นตะกั่วหนา 8 mm หรือผ่านแผ่นคอนกรีตหนาๆ ได้ มีอำนาจในการไอออไนซ์น้อยมาก สรุปสมบัติของรังสีทั้งสามได้ดังนี้ ความสามารถในการทำให้เกิดการแตกตัวเป็นไอออน รังสีแอลฟา บีตา และแกมมา เป็นรังสีที่มีสมบัติทำให้สารหรือตัวกลางที่มันเคลื่อนที่ผ่านแตกตัวเป็นไอออนได้ รูปแสดงให้เห็นกระบวนการแตกตัวเป็นไอออน สมมติรังสีบีตาซึ่งเป็นอนุภาคมีประจุลบเคลื่อนที่เข้าไปในสารชนิดหนึ่ง มันมีโอกาศที่จะเคลื่อนที่เข้าไปชนอะตอมของสาร เนื่องจากรังสีบีตามีพลังงานสูงมาก จึงสามารถชนอิเล็กตรอนของอะตอมของสารให้หลุดออกมาเป็นอิเล็กตรอนอิสระ ขณะเดียวกันอะตอมตัวที่ถูกชนซึ่งเสียอิเล็กตรอนไปก็จะแสดงภาวะประจุบวก เรียกว่า ไอออนบวก ทั้งหมดนี้คือกระบวนการที่รังสีทำให้สารหรือตัวกลางแตกตัวเป็นไอออน เมื่อปล่อยให้รังสีแอลฟา บีตา และแกมมา เคลื่อนที่ผ่านไปในสาร เช่น ในอากาศ พบว่ารังสีแอลฟาเคลื่อนที่ได้ระยะทางน้อยที่สุด และรังสีแกมมาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ไกลที่สุดดังรูป แสดงว่ารังสีแอลฟาสามารถทำให้ตัวกลางที่มันเคลื่อนที่ผ่านไปแตกตัวเป็นไอออนได้ดีที่สุด จึงสูญเสียพลังงานให้ตัวกลางอย่างรวดเร็ว ทำให้เคลื่อนที่ผ่านไปในตัวกลางได้ไม่มากนัก ส่วนรังสีบีตาและแกมมา มีความสามารถทำให้ตัวกลางแตกตัวเป็นไอออนได้ดีรองลงมาตามลำดับ อำนาจทะลุผ่าน จากที่ได้พิจารณามาแล้วในเรื่องความสามารถในการทำให้เกิดการแตกตัว เราทราบว่ารังสีแอลฟาทำให้ตัวกลางที่มันเคลื่อนที่ผ่านแตกตัวเป็นไอออนได้มากที่สุด รองลงมาคือรังสีบีตาและแกมมาตามลำดับ เมื่อทดลองให้รังสีทั้งสามชนิดเคลื่อนที่ผ่านไปในตัวกลางต่างๆ เช่น กระดาษ อะลูมิเนียม ตะกั่ว เป็นต้น จะเห็นว่ารังสีแอลฟาไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านแผ่นกระดาษ ส่วนรังสีบีตาสามารถเคลื่อนที่ผ่านแผ่นกระดาษได้ แต่ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านแผ่นอะลูมิเนียม สำหรับรังสีแกมมาสามารถทะลุผ่านแผ่นกระดาษและแผ่นอะลูมิเนียมได้ แต่ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านแผ่นตะกั่ว แสดงว่ารังสีแกมมามีอำนาจทะลุผ่านสูงที่สุด รองลงมาคือรังสีบีตาและแอลฟาตามลำดับ การเบนในสนามแม่เหล็ก ผลของสนามไฟฟ้าต่อรังสีทั้ง 3 ชนิด ตามรูป ธาตุกัมมันตรังสีอยู่ในแผ่นตะกั่ว ซึ่งมีรูปเปิดให้รังสีที่เกิดจากธาตุยูเรเนียมเคลื่อนที่ออกมาได้ บริเวณด้านนอกของแผ่นตะกั่วตรงปากรูของแผ่นตะกั่วมีสนามแม่เหล็กสม่ำเสมอ สมมติว่ามีรังสีสามชนิดถูกปล่อยออกมาจากธาตุยูเรเนียม และเคลื่อนที่เข้าสู่บริเวณที่มีสนามแม่เหล็ก จะพบว่า - รังสีแอลฟา เคลื่อนที่โค้งลงมาเล็กน้อย - รังสีบีตา เคลื่อนที่โค้งขึ้นไปเล็กน้อย - รังสีแกมมา เคลื่อนที่ตรงออกไปโดยไม่มีการเบี่ยงเบน จากลักษณธการตอบสนองต่อสนามแม่เหล็กของรังสีทั้งสามชนิด จึงสรุปได้ว่า - รังสีแอลฟา เป็นอนุภาคขนาดเล็ก มีประจุบวก - รังสีบีตา เป็นอนุภาคขนาดเล็ก มีประจุลบ และมีมวลน้อยกว่าแอลฟา - รังสีแกมมา เป็นคลื่อนแม่เหล็กไฟฟ้าไม่มีประจุ สรุปสมบัติของรังสี นิวเคลียสและไอโซโทป นิวเคลียส อะตอมมีโครงสร้างประกอบด้วย นิวเคลียสอยู่ใจกลางของอะตอม และมีอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียส ภายในนวิเคลียสประกอบด้วยโปรตอนประจุบวกและนิวตรอนซึ่งเป็นกลาง อัดแน่นกันโดยยึดเหนี่ยวกันอยู่ด้วยแรงนิวเคลียร์ โปรตอนและนิวตรอนที่อยู่ในนิวเคลียสเรียกรวมๆ ว่า นิวคลีออน ธาตุต่างชนิดกันจะมีจำนวนโปรตอนไม่เท่ากัน แต่อาจมีจำนวนนิวคลีออนเท่ากันได้ ไอโซโทป ไอโซโทป หมายถึง กลุ่มนิวเคลียสที่มีจำนวนโปรตอนเท่ากัน แต่จำนวนนิวตรอนไม่เท่ากัน หรือเลขมวลไม่เท่ากัน ไอโซโทปกัมมันตรังสี หมายถึง ไอโซโทปที่สามารถแผ่รังสีได้ ไอโซโทปเสถียร หมายถึง ไอโซโทปที่ไม่แผ่รังสี การสลายกัมมันตรังสี ได้กล่าวไปแล้วว่า นิวเคลียสไม่เสถียรมีสาเหตุมาจากสัดส่วนระหว่างจำนวนโปรตอน และจำนวนนิวตรอนในนิวเคลียสไม่เหมาะสม ทำให้นิวเคลียสไม่เสถียรต้องเปลี่ยนสภาพนิวเคลียสเข้าสู่สภาพนิวเคลียสเสถียร ด้วยการปล่อยรังสีแอลฟาหรือรังสีบีตาออกมา กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า การสลายกัมมันตรังสี โดยเมื่อธาตุกัมมันตรังสีแผ่รังสีออกมา อาจสลายตัวเป็นธาตุใหม่หรือยังเป็นธาตุเดิมก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของรังสีที่แผ่ออกมา พิจารณาได้ดังนี้ การสลายให้อนุภาคแอลฟา นิวเคลียสของธาตุไม่เสถียรที่มีจำนวนโปรตอนในนิวเคลียสมากเกินไป จะสลายด้วยการปล่อยอนุภาคแอลฟาซึ่งมีประจุบวกออกมา และจะมีการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียส โดยมีเลขมวลลดลง 4 และเลขอะตอมลดลง 2 ทำให้ได้นิวเคลียสของธาตุใหม่ การสลายตัวและการแผ่รังสีแอลฟาส่วนใหญ่เกิดกับนิวเคลียสที่มีเลขอะตอมมากกว่า 82 ที่มีจำนวนนิวตรอนและโปรตอนไม่เหมาะสม เช่น Ra-226 สลายด้วยการปล่อยอนุภาคแอลฟา แล้วกลายเป็น Ra-222 นิวเคลียส Ra-226 จะเรียกว่า นิวเคลียสตั้งต้น และนิวเคลียส Ra-222 เรียกว่า นิวเคลียสลูก โดยนิวเคลียสลูกและอนุภาคแอลฟารวมเรียกว่า ผลผลิตการสลาย การสลายของ Ra-226 เขียนแทนด้วยสมการ การสลายให้อนุภาคบีตา นิวเคลียสของธาตุไม่เสถียรที่มีจำนวนโปรตอนน้อยเกินไป จะสลายด้วยการปล่อยอนุภาคบีตาซึ่งมีประจุลบออกมา เช่น C-14 สลายตัวด้วยการปล่อยอนุภาคบีตาแล้วกลายเป็น N-14 กรณีนี้ C-14 คือนิวเคลียสตั้งต้น และ N-14 คือนิวเคลียสลูก โดย N-14 และอนุภาคบีตารวมเรียกว่า ผลผลิตการสลาย เขียนแทนด้วยสมการ การสลายให้รังสีแกมมา รังสีแกมมาที่แผ่ออกมาเกิดจากการเปลี่ยนระดับพลังงานของนิวเคลียสจากภาวะที่ถูกกระตุ้น ไปสู่สถานะพื้น ที่มีระดับพลังงานต่ำกว่าโดยการแผ่รังสีแกมมาซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา พบว่ารังสีแกมมามักเกิดตามหลังการสลายให้อนุภาคแอลฟาหรืออนุภาคบีตาเสมอ เช่น Pb-214 สลายด้วยการปล่อยอนุภาคบีตาแล้วกลายเป็น Bi-214 พบว่า Bi-214 ที่เกิดขึ้นอยู่ในสภาวะกระตุ้นแล้ว Bi-214 จะลดระดับพลังงานสู่สภาวะปกติและปล่อยรังสีแกมมาออกมา วิธีตรวจสอบการแผ่รังสีของสาร ถ้าต้องการตรวจสอบว่าสารใดมีการแผ่รังสีหรือตรวจสอบว่าธาตุใดเป็นธาตุกัมมันตรังสี สามารถตรวจสอบได้หลายวิธีดังนี้ 1. ใช้ฟิล์มถ่ายรูปหุ้มสารที่ต้องการตรวจสอบในที่มืด แล้วนำฟิล์มไปล้าง ถ้าเกิดสีดำบนแผ่นฟิล์มแสดงว่าสารนั้นมีการแผ่รังสี 2. ใช้สารที่เรืองแสงได้เมื่อรังสีตกกระทบ เช่น ZnS มาวางไว้ใกล้ๆ สารที่ต้องการตรวจสอบ ถ้ามีแสงเรืองเกิดขึ้น แสดงว่าสารนั้นมีการแผ่รังสี 3. ใช้เครื่องมือไกเกอร์มูลเลอร์เคาน์เตอร์ตรวจสอบ วิธีนี้ดีกว่า 2 วิธีแรก เพราะ 2 วิธีแรกไม่สามารถบอกปริมาณรังสีได้แต่วิธีนี้บอกได้ เครื่องไกเกอร์มูลเลอร์เคาน์เตอร์ประกอบด้วยหลอดทรงกระบอกที่ทำด้วยวัสดุตัวนำไฟฟ้า ภายในหลอดบรรจุก๊าซอาร์กอนที่มีความดันต่ำ ตรงกลางหลอดมีแท่งโลหะทำหน้าที่เป็นขั้วบวก ส่วนผนังหลอดเป็นขั้วลบ ขั้วทั้งสองจะต่อไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเมื่อทำการวัดรังสี 4. ใช้เครื่องวัดรังสีห้องหมอก (Cloud Chamber) เครื่องมือนี้ใช้ตรวจสอบรังสีโดยอาศัยหลักที่ว่า เมื่อรังสีผ่านไปในอากาศที่อิ่มตัวด้วยไอน้ำ รังสีจะไปทำให้ก๊าซเกิดการแตกตัวเป็นไอออนขึ้นตอลดทางที่รังสีผ่าน และไอน้ำที่อิ่มตัวจะเกิดการควบแน่นรอบๆ ไอออนเหล่านั้น ทำให้เกิดเป็นทางขาวๆ (เส้นหมอก) ตามแนวทางที่รังสีผ่านไป ครึ่งชีวิตของธาตุ ครึ่งชีวิต (Half life) หมายถึง ระยะเวลาที่ปริมาณของสารกัมมันตรังสีสลายตัวจนเหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณเริ่มต้น เช่น S-35 มีครึ่งชีวิต 87 วัน ถ้ามี S-35 อยู่ 8 กรัม เมื่อเวลาผ่านไป 87 วัน จะเหลืออยู่ 4 กรัม และเมื่อเวลาผ่านไปอีก 87 วัน จะเหลือ 2 กรัม ถ้าเริ่มต้นจาก 1 กรัม เมื่อเวลาผ่านไป 87 วัน จะเหลืออยู่ 0.5 กรัม และเมื่อผ่านไป 87 วัน จะเหลืออยู่ 0.25 กรัม C-14 มีครึ่งชีวิต 5730 ปี ถ้ามี C-14 อยู่ 5 กรัม เมื่อเวลาผ่านไป 5730 ปี จะเหลืออยู่ 2.5 กรัม และเมื่อผ่านไปอีก 5730 ปี จะเหลือ 1.25 กรัม เป็นต้น แสดงปริมาณของ Na-24 ที่ลดลงทุกๆ 15 ชั่วโมง ครึ่งชีวิตเป็นสมบัติเฉพาะตัวของแต่ละไอโซโทป และสามารถใช้เปรียบเทียบอัตราการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีแต่ละชนิดได้ ดัวอย่างครึ่งชีวิตของไอโซโทปกัมมันตรังสีบางชนิด ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปฏิกิริยานิวเคลียร์เป็นปฏิกิริยาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียสของอะตอม แล้วได้นิวเคลียสของธาตุใหม่เกิดขึ้น และให้พลังงานจำนวนมหาศาล ปฏิกิริยานิวเคลียร์แบ่งออกได้ 2 ประเภท ดังนี้ 1. ปฏิกิริยาฟิชชัน (Fission reaction) คือปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากการยิงอนุภาคนิวตรอนเข้าไปยังนิวเคลียสของธาตุหนัก แล้วทำให้นิวเคลียร์แตกออกเป็นนิวเคลียร์ที่เล็กลงสองส่วนกับให้อนุภาคนิวตรอน 2-3 อนุภาค และคายพลังงานมหาศาลออกมา นิวตรอนที่เกิดขึ้น 2-3 ตัวซึ่งมีพลังงานสูงจะวิ่งไปชนนิวเคลียสของอะตอมที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องไปเป็นลูกโซ่ ซึ่งเรียกว่า ปฏิกิริยาลูกโซ่ ซึ่งทำให้ได้พลังงานมหาศาล แสดงปฏิกิริยาลูกโซ่ ปฏิกิริยาลูกโซ่นี้ถ้าไม่มีการควบคุม จะเกิดปฏิกิริยารุนแรงที่เรียกว่า ลูกระเบิดปรมาณู (Atomic bomb) เพื่อควบคุมปฏิกิริยาลูกโซ่ไม่ให้เกิดรุนแรง นักวิทยาศาสตร์จึงได้สร้างเตาปฏิกรณ์ปรมาณู ซึ่งสามารถควบคุมการเกิดปฏิกิริยาได้โดยการควบคุมปริมาณนิวตรอนที่เกิดขึ้นไม่ให้มากเกินไป และหน่วงการเคลื่อนที่ของนิวตรอนให้ช้าลง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้นำปฏิกิริยาฟิชชันแบบควบคุมปฏิกิริยาลูกโซ่มาใช้ประโยชน์ในทางสันติ เช่น ใช้ในการผลิตไอโซโทปกัมมันตรังสีสำหรับใช้ในการแพทย์ การเกษตร และอุตสาหกรรม ส่วนพลังงานความร้อนที่ได้จากปฏิกิริยาฟิชชันที่ถูกควบคุมสามารถนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 2. ปฏิกิริยาฟิวชัน (Fussion reaction) คือ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่นิวเคลียสของธาตุเบาหลอมรวมกันเข้าเป็นนิวเคลียสที่หนักกว่า และมีการปล่อยพลังงานนิวเคลียร์ออกมา (พลังงานเกิดขึ้นจากมวลส่วนหนึ่งหายไป) พลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันมีค่ามากกว่าพลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน เมื่อเปรียบเทียบจากมวลส่วนที่เข้าทำปฏิกิริยา ปฏิกิริยาฟิวชันที่รู้จักกันในนาม ลูกระเบิดไฮโดรเจน (Hydrogen bomb) เชื่อกันว่าพลังงานจากดวงอาทิตย์เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันคือ นิวเคลียสของไฮโดรเจน 4 ตัวหลอมรวมกันได้นิวเคลียสของฮีเลียม อนุภาคโพสิตรอน มีมวลส่วนหนึ่งหายไป มวลส่วนที่หายไปเปลี่ยนไปเป็นพลังงานจำนวนมหาศาล ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันจะเกิดขึ้นได้ก็จะต้องใช้ความร้อนเริ่มต้นสูงมาก เพื่อเอาชนะแรงผลักระหว่างนิวเคลียสที่จะเข้ารวมตัวกัน เช่น ระเบิดไฮโดรเจนจะต้องใช้ความร้อนจากระเบิดปรมาณูเป็นตัวจุดชนวน ประโยชน์ของธาตุกัมมันตรังสี 1. ด้านธรณีวิทยา มีการใช้ C-14 คำนวณหาอายุของวัตถุโบราณ หรืออายุของซากดึกดำบรรพ์ซึ่งหาได้ดังนี้ ในบรรยากาศมี C-14 ซึ่งเกิดจากไนโตรเจน รวมตัวกับนิวตรอนจากรังสีคอสมิกจนเกิดปฏิกิริยา แล้ว C-14 ที่เกิดขึ้นจะทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจน แล้วผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช และสัตว์กินพืช คนกินสัตว์และพืช ในขณะที่พืชหรือสัตว์ยังมีชีวิตอยู่ C-14 จะถูกรับเข้าไปและขับออกตลอดเวลา เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลง การรับ C-14 ก็จะสิ้นสุดลงและมีการสลายตัวทำให้ปริมาณลดลงเรื่อยๆ ตามครึ่งชีวิตของ C-14 ซึ่งเท่ากับ 5730 ปี ดังนั้น ถ้าทราบอัตราการสลายตัวของ C-14 ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่และทราบอัตราการสลายตัวในขณะที่ต้องการคำนวณอายุวัตถุนั้น ก็สามารถทำนายอายุได้ เช่น ซากสัตว์โบราณชนิดหนึ่งมีอัตราการสลายตัวของ C-14 ลดลงไปครึ่งหนึ่งจากของเดิมขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เนื่องจาก C-14 มีครึ่งชีวิต 5730 ปี จึงอาจสรุปได้ว่าซากสัตว์โบราณชนิดนั้นมีอายุประมาณ 5730 ปี 2. ด้านการแพทย์ ใช้รักษาโรคมะเร็ง ในการรักษาโรคมะเร็งบางชนิด กระทำได้โดยการฉายรังสีแกมมาที่ได้จาก โคบอลต์-60 เข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในระยะแรกสามารถรักษาให้หายขาดได้ แล้วยังใช้โซเดียม-24 ที่อยู่ในรูปของ NaCl ฉีดเข้าไปในเส้นเลือด เพื่อตรวจการไหลเวียนของโลหิต โดย โซเดียม-24 จะสลายให้รังสีบีตาซึ่งสามารถตรวจวัดได้ และสามารถบอกได้ว่ามีการตีบตันของเส้นเลือดหรือไม่ 3. ด้านเกษตรกรรม มีการใช้ธาตุกัมมันตรังสีติดตามระยะเวลาการหมุนเวียนแร่ธาตุในพืช โดยเริ่มต้นจากการดูดซึมที่รากจนกระทั่งถึงการคายออกที่ใบ หรือใช้ศึกษาความต้องการแร่ธาตุของพืช 4. ด้านอุตสาหกรรม ในอุตสาหกรรมการผลิตแผ่นโลหะ จะใช้ประโยชน์จากกัมมันตภาพรังสีในการควบคุมการรีดแผ่นโลหะ เพื่อให้ได้ความหนาสม่ำเสมอตลอดแผ่น โดยใช้รังสีบีตายิงผ่านแนวตั้งฉากกับแผ่นโลหะที่รีดแล้ว แล้ววัดปริมาณรังสีที่ทะลุผ่านแผ่นโลหะออกมาด้วยเครื่องวัดรังสี ถ้าความหนาของแผ่นโลหะที่รีดแล้วผิดไปจากความหนาที่ตั้งไว้ เครื่องวัดรังสีจะส่งสัญญาณไปควบคุมความหนา โดยสั่งให้มอเตอร์กดหรือผ่อนลูกกลิ้ง เพื่อให้ได้ความหนาตามต้องการ ในอุตสาหกรรมการผลิตถังแก๊ส อุตสาหกรรมก่อสร้าง การเชื่อมต่อท่อส่งน้ำมันหรือแก๊สจำเป็นต้องตรวจสอบความเรียบร้อยในการเชื่อต่อโลหะ เพื่อต้องการดูว่าการเชื่อมต่อนั้นเหนียวแน่นดีหรือไม่ วิธีการตรวจสอบทำได้โดยใช้รังสีแกมมายิงผ่านบริเวณการเชื่อมต่อ ซึ่งอีกด้านหนึ่งจะมีฟิล์มมารับรังสีแกมมาที่ทะลุผ่านออกมา ภาพการเชื่อมต่อที่ปรากฏบนฟิล์ม จะสามารถบอกได้ว่าการเชื่อมต่อนั้นเรียบร้อยหรือไม่ โทษของธาตุกัมมันตรังสี เนื่องจากรังสีสามารถทำให้ตัวกลางที่มันเคลื่อนที่ผ่าน เกิดการแตกตัวเป็นไอออนได้ รังสีจึงมีอันตรายต่อมนุษย์ ผลของรังสีต่อมนุษย์สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภทคือ ผลทางพันธุกรรมและความป่วยไข้จากรังสี ผลทางพันธุกรรมจากรังสี จะมีผลทำให้การสร้างเซลล์ใหม่ในร่างกายมนุษย์เกิดการกลายพันธุ์ โดยเฉพาะเซลล์สืบพันธุ์ ส่วนผลที่ทำให้เกิดความป่วยไข้จากรังสี เนื่องจากเมื่ออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้รับรังสี โมเลกุลของธาตุต่างๆ ที่ประกอบเป็นเซลล์จะแตกตัว ทำให้เกิดอากาป่วยไข้ได้ หลักในการป้องกันอันตรายจากรังสีมีดังนี้ - ใช้เวลาเข้าใกล้บริเวณที่มีกัมมันตภาพรังสีให้น้อยที่สุด - พยายามอยู่ให้ห่างจากกัมมันตภาพรังสีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ - ใช้ตะกั่ว คอนกรีต น้ำ หรือพาราฟิน เป็นเครื่องกำบังบริเวณที่มีการแผ่รังสี

ความคิดเห็นที่ 206

10 ก.ย. 2551 10:25
  1. อยากรู้ว่าด้านอาหารและด้านดวงดาวและท้องฟ้าของธาตุกัมมันตรังสี

ความคิดเห็นที่ 207

10 ก.ย. 2551 13:18
  1. อยากได้ประโยชน์ของสนามไฟฟ้าด่วนคะ 


ความคิดเห็นที่ 208

10 ก.ย. 2551 18:14
  1. อยากรู้ว่าประโยชน์ของประเภทธาตุ โลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ


ความคิดเห็นที่ 209

15 ก.ย. 2551 15:07
  1. อยากได้โทษของธาตุอะลูมิเนียม


ความคิดเห็นที่ 211

24 ก.ย. 2551 11:51
  1. กดาะสีสั

ความคิดเห็นที่ 212

24 ก.ย. 2551 12:07
  1. >>>อยากได้ภาพกราฟิกน่ารักๆ สำหรับสื่อการสอน เข้ามาทีนี่เลย www.readygraphic.net


ความคิดเห็นที่ 213

17 ต.ค. 2551 11:14
  1. อยากทราบประโยชน์และโทษของธาตุ โคบอลต์


ความคิดเห็นที่ 214

27 ต.ค. 2551 18:25
  1. อยากทราบประโยนช์ของรังสีเอกซ์


ความคิดเห็นที่ 217

1 พ.ย. 2551 16:08
  1. คือว่าอย่ากได้ธาตุกัมมันตรังสีในอาหารอะค่ะหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอต้องทำรายงานด้วยช่วยหน่อยนะค่ะ


ความคิดเห็นที่ 219

12 พ.ย. 2551 19:02
  1. ขอบคุณคร๊าบได้รายงานแล้ว


ความคิดเห็นที่ 220

13 พ.ย. 2551 09:17
  1. ghafgaibjvbsad


ความคิดเห็นที่ 221

15 พ.ย. 2551 16:32
  1. รังสีเอกซ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพอวัยวะในร่างกายมีความแตกต่างจากรังสีที่แผ่ออกมาจากนิวเคลียสกัมมันตรังสีหรือไม่  ช่วยตอบให้ด้วยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 223

16 พ.ย. 2551 09:06
  1. ช่วยตอบทีนะค่ะ  ต้องการใช้ด่วน


ความคิดเห็นที่ 224

16 พ.ย. 2551 21:30
  1. อยากรุ้ว่ากัมมันตรังสีมีประโยชน์อย่างไรทางด้านทหารค่ะ   ตอบด้วยนะ


ความคิดเห็นที่ 225

18 พ.ย. 2551 15:58
  1. อีบ้า


ความคิดเห็นที่ 226

23 พ.ย. 2551 17:47
  1. อยากได้เนื้อหาเกี่ยวกับธาตุกัมมันตรังสีเกี่ยวกับการเกษตรนะ(ด่วนที่สุด)


ความคิดเห็นที่ 227

23 พ.ย. 2551 21:16
  1. ขอบคุนมากครับที่บอกครับ


ความคิดเห็นที่ 235

18 ธ.ค. 2551 13:52
  1. มัน คืออะไร


ความคิดเห็นที่ 236

18 ธ.ค. 2551 13:54
  1. อยากทราบว่า มันคืออะไร ช่วยบอกน่อยนะ.....


ความคิดเห็นที่ 237

20 ธ.ค. 2551 16:13
  1. อยากได้ธาตุกัมมันตรังสีด้านอุตสาหกรรมพอดีว่าอาจารย์ให้ทำรายงานกี่ยวกับเรื่องนี้ขอความช่วยเหลือหน่อยค่ะด่วนมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลยจร้า


ความคิดเห็นที่ 238

21 ธ.ค. 2551 15:21
  1. ขอข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ทุกๆด้านของธาตุกัมมันตรังสีด้วยนะคับ  ผมจะนำมันไปทำรายงานคับ


ความคิดเห็นที่ 239

27 ธ.ค. 2551 12:24
  1. อยากทราบเกี่ยวกับการรักษาโดยใช้ธาตุTalliumค่ะว่ามีการรักษาโรคใดบ้างและวิธีการนำไปรักษาด้วยนะคะขอบคุณค่ะ


ความคิดเห็นที่ 240

28 ธ.ค. 2551 13:06
  1. อิอิอิ.....เเอบมาระบายความเครียดหน่อย.......อาจารย์  ให้หา  Isotope...เเล้วทำมัยต้องสั่งตั้ง  20  หน้าด้วยอ่า......มันมีไม่เห็นถึงซักกาหน่อย....หรือว่า   คัยมีเนื้อหาเยอะๆๆๆ   ก็ฝากบอกหน่อยนะ....จ่ะ.....ก็มี  Isotope        Isobar        Isotone        I soelectone....ฝากด้วยนะ......จาก     ภัทร  ผู้มึน.....  ตึ๋บๆๆๆๆๆ...........


ความคิดเห็นที่ 241

4 ม.ค. 2552 19:44
  1. อยากได้ประโยชน์เเละโทษของไฮโดรเจน


ความคิดเห็นที่ 242

7 ม.ค. 2552 16:09
  1. อยากทราบประโยชน์ของสารประกอบโคเวเลต์


ความคิดเห็นที่ 243

15 ก.พ. 2552 21:02
  1. เฮ้อ


ความคิดเห็นที่ 244

pachelbel
15 ก.พ. 2552 22:23
  1. เอ่อ  ถามอะไรกันครับเนี่ย

     


ความคิดเห็นที่ 245

19 ก.พ. 2552 19:14
  1. ไม่เห็นจะมีเลย


ความคิดเห็นที่ 246

28 มี.ค. 2552 15:52
  1. ข้อความที่ 184 แปลว่าอะไรนะ เขียนอะไรก็ไม่รู้ แต่ที่อยากรู้คือ ผลดี ผลเสีย ของธาต์ อาร์ก้อน นะ เข้า ใจจจจจ ไหมมมมมมมมมม


ความคิดเห็นที่ 247

29 มิ.ย. 2552 09:01
  1. อยากรู้โทษของกัมมันตรังสี� หาให้หน่อย


ความคิดเห็นที่ 248

20 ก.ค. 2552 19:14
  1. ก็มีหลายอย่างค่ะลองเข้าไปดูให้เว็บเยอะๆๆนะค่ะ


ความคิดเห็นที่ 251

26 ก.ค. 2552 16:17
  1. อยากทราบประโยชน์และโทษของธาตุซิลิคอนคะและทุกอย่างที่เกี่ยวกับธาตุซิลิคอน


ความคิดเห็นที่ 256

9 ก.ย. 2552 09:55
  1. อยากรู้กัมมันตรังสีด้านดวงดาวอิอิอิ  555+


ความคิดเห็นที่ 257

15 ก.ย. 2552 21:20
  1. ขอบคุณคุณม.2มากนะ


ความคิดเห็นที่ 258

31 ต.ค. 2552 12:10
  1. โทษของธาตุ Pd46

ความคิดเห็นที่ 263

12 ก.พ. 2553 09:22
  1. อยากทราบประโยชน์ของธาตุกัมมันตรังสีด้านดวงดาวและท้องฟ้า

ความคิดเห็นที่ 265

1 ก.ค. 2553 09:26
  1. มา เจอ กัน ได้ ทู๊ก เกม เลย คั๊บ แอด มา คุย ได้

ความคิดเห็นที่ 266

10 ก.ค. 2553 21:26
  1. ขอบคุณมากๆคับ

ความคิดเห็นที่ 267

11 ก.ค. 2553 15:14
  1. เรามีวิธีตรวจวัดปริมาณรังสีที่ร่างกายได้รับอย่างไร

ความคิดเห็นที่ 269

16 ส.ค. 2553 21:44
  1. ไม่บอกครับ -_- ลงชื่อ ไมโครเวฟ ( ธุวานนท์ ลือยศ )

ความคิดเห็นที่ 270

21 ส.ค. 2553 16:28
  1. อยากรู้เกี่ยวกับโทษของธาตุอะลูมิเนียมใครพอจะทราบบ้างช่วยส่งมาให้หน่อยนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 271

7 ก.ย. 2553 09:14
  1. อยากรุ้เรื่องเกียวกับประโยชน์ของกึ่งโลหะ

ความคิดเห็นที่ 273

8 ธ.ค. 2553 21:35
  1. อยากรู้ประโยชน์และโทษของทอเรียน อ่ะค่ะ จำเป็นต้องใช้

ความคิดเห็นที่ 274

7 ม.ค. 2554 22:47
  1. อยากทราบว่า -บริเวณที่พบธาตุBaมากที่สุดคือที่ใหน -ลักษณะทั่วไปและพิเศษของธาตุBa -ประโยชน์และโทษของธาตุ ช่วยหาให้เร่งด่วนได้มะค่ะ พอดีต้องรีบทำส่งจารอ่ะคร้า

ความคิดเห็นที่ 275

15 ส.ค. 2554 14:30
  1. ธาตุหมู่iia -การเกิดและการเตรียม -สมบัติด้านกายภาพ -สมบัติด้านเคมี -ประโยชน์และโทษ ช่วยหาให้เร่งด่วนได้มะค่ะ พอดีต้องรีบทำส่งจารอ่ะคร้า

ความคิดเห็นที่ 276

6 มิ.ย. 2555 16:35
  1. โทษของฮีเลียม

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น