ช่วยหน่อยครับ เกี่ยวกับ บทเรียน ม.5

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ



ใครก็ได้ครับ ช่วยเขียน อธิบายเกี่ยวกับ เรื่องพืช ใน ม.5 หน่อยนะครับ พอดี มัวแต่ทำกิจกรรมที่รร จัดให้ไม่ได้เรียนเลยครับ

ช่วยๆกานหน่อยนะครับ หรือ จะบอกเป็น web page ที่มีเนื้อหาอยู่ก็ได้นะครับ

ต้องการด่วน เลยครับ ใหล้ สอบแล้วอ่าครับ



ความคิดเห็นที่ 50 

ใบข้าว (Guest)
26 พ.ค. 2551 18:01
  1. <P>อยากได้โครงสร้างของต้นกาบหอยแครงค่ะ</P>

    <P>เอาแบบเป็นภาพส่วนประกอบนะคะ</P>

    <P>ต้องการด่วนมากเลยค่ะ</P>

    <P>&nbsp;</P>

    <P>&nbsp;</P>

    <P>&nbsp;</P>

    <P>&nbsp;</P>



ความคิดเห็นที่ 59

santi35@hotmail.com (Guest)
3 ธ.ค. 2551 18:06
  1. คําถาม ถาม 2 ประเด็นครับหรือจากความต้องการทราบของโจทย์


    ระบุ ไว้ 2 กรณีครับ


    คือ 1 ต้องการความรู้จากโครงสร้าง


        2 ต้องการความรู้เกี่ยวกับ ปริมาณ ตามข้อที่ 1 ครับ




ความคิดเห็นที่ 49

lohboy2006@hotmail.com (Guest)
30 ม.ค. 2551 21:30
  1. อยากได้เนื้อหาเกี่วยกับ อินดิเคเตอร์กับไทรเทรตกรดเบส



ความคิดเห็นที่ 55

คนธรรมดา (Guest)
25 ก.ค. 2551 18:29
  1. การจัดเรียงตัวของเนื้อเยื่อชั้นต่างๆของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่เหมือนกันหรือไม่อย่างไร




ความคิดเห็นที่ 60

kitty ratchareephan@hotmailcom (Guest)
20 ธ.ค. 2551 16:00
  1. อยากได้mind mapping โครงสร้างภายในของลำต้นพืช
    โครงสร้างภายในของใบพืช
    โครงสร้างภายในของราก
    ใครทำได้ช่วยหน่อยนะคะ




ความคิดเห็นที่ 58

......... (Guest)
3 ธ.ค. 2551 17:57
  1. ไม่ได้ช่วยอะไรเลย




ความคิดเห็นที่ 19

ntw_jimmy@hotmail.com (Guest)
8 ส.ค. 2549 19:12
  1. อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง เพนนิซิเลียม กับ พารามีเซียมค่ะ

    บอกเป็น wet page ก็ได้ค่ะ ต้องการด่วนมากๆเลยค่ะ ใครรู้ก็ช่วยบอกหน่อยนะคะ



ความคิดเห็นที่ 14

toyamail@sanook.com (Guest)
15 ก.ค. 2549 10:36
  1. อยากได้ตัวอย่างข้อสอบเรื่องการแบ่งเซลล์แบบไมโตซิสและไมโตซิส



ความคิดเห็นที่ 7

Tu_Doraemonsung@thaimail.com (Guest)
16 มิ.ย. 2549 16:50
  1. สวัสดีทุกๆคนค่ะ

    คือมีเรื่องจะขอความช่วยเหลืออะค่ะ

    ใครที่รู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนบ้างค่ะช่วยบอกด้วยนะค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ

    เด็ก ม.5



ความคิดเห็นที่ 12

poo_sapansa@hotmail.com (Guest)
29 มิ.ย. 2549 23:08
  1. ลำต้นพิเศษและรากพิเศษช่วยหาข้อมูลให้หน่อยน่ะค่ะ



ความคิดเห็นที่ 5

คนที่เบื่อกับการตอบแบบเล่นๆ (Guest)
18 ม.ค. 2549 18:40
  1. จะมีสักคนไม๊ที่ตอบคำถามแบบรู้เรื่อง

    ขอร้องเถอะถ้าไม่จำเป็น

    อย่าเล่นกันอีกเลย

    มันจำเป็นจริงๆ



ความคิดเห็นที่ 6

beyongga_503@hotmail.com (Guest)
2 ก.พ. 2549 23:44
  1. ขอบคุณมากเลยคะ.....



ความคิดเห็นที่ 16

แก้ว (Guest)
26 ก.ค. 2549 19:08
  1. อยากได้ภาพโครงสร้างของใบพืช โครงสร้างของลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และคู่ โครงสร้างของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และคู่ ก่อนวันศุกร์นี้นะ ใครที่รู้ช่วยบอกหน่อยนะ ขอร้อง ต้องทำรายงานส่ง ขอบคุณล่วงหน้าด้วยนะคะ



ความคิดเห็นที่ 8

•Alone•
16 มิ.ย. 2549 21:00
  1. ม.5 หรอ เรายังไม่ได้เรียนเรื่องนี้เลยอ่ะ



ความคิดเห็นที่ 2

Tanname
3 ม.ค. 2549 00:34


  1. anothailand@msn.com

    เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

    รายวิชา ชีววิทยา 3 (ว 40243)



    จากการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเราทราบแล้วว่าหน่วยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่แสดงสมบัติของสิ่งมีชีวิตได้คือเซลล์ เซลล์ที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนกันทำหน้าที่อย่างเดียวกันคือเนื้อเยื่อ (tissue) เนื้อเยื่อหลายๆ ชนิดร่วมกันทำงานทำให้เกิดอวัยวะ (organ) อวัยวะหลายๆ อย่างร่วมกันทำงานเกิดเป็นระบบอวัยวะ (organ system) นั่นหมายถึงสัตว์เป็นส่วนใหญ่ สำหรับพืชย่อมมีลักษณะที่แตกต่างจากสัตว์ออกไปตั้งแต่ระดับเซลล์ไม่ว่าจะเป็นผนังเซลล์ แวคิวโอล คลอโรพลาสต์ เป็นต้น ส่วนในระดับเนื้อเยื่อของพืชยิ่งมีความแตกต่างจากเนื้อเยื่อสัตว์ออกไปอีกซึ่งจะกล่าวถึงโดยละเอียดอีกต่อไป





    รูปที่ 1 โครงสร้างของเซลล์พืช



    1. เนื้อเยื่อของพืช

    เนื้อเยื่อของพืชชั้นสูง (plant tissue) หรือเนื้อเยื่อของพืชดอกมีน้อยชนิดกว่าชนิดเนื้อเยื่อสัตว์โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ เท่านั้น คือ เนื้อเยื่อเจริญ (meristematic tissue หรือ meristem) กับเนื้อเยื่อถาวร (permanent tissue) เนื้อเยื่อทั้ง 2 ชนิดนี้มีความแตกต่างกันที่เนื้อเยื่อเจริญยังคงมีการแบ่งเซลล์ได้อยู่ทำให้มีการเจริญต่อไปได้ ส่วนเนื้อเยื่อถาวรจะไม่มีการแบ่งเซลล์อีก หรือไม่มีการเจริญเติบโตต่อไปอีก

    1.1 เนื้อเยื่อเจริญ (meristematic tissue หรือ meristem)

    เนื้อเยื่อเจริญ (คำว่า meristem มาจากภาษากรีกที่ว่า meristose แปลว่า แบ่งได้) หมายถึง เนื้อเยื่อที่มีเซลล์กำลังแบ่งตัวแบบไมโทซิสเพื่อสร้างเซลล์ใหม่ พบมากบริเวณปลายยอดหรือปลายราก ลักษณะเด่นของเซลล์ที่อยู่ในกลุ่มของเนื้อเยื่อเจริญคือ เซลล์ยังมีชีวิตอยู่ มีโพรโทพลาสซึมที่ข้นมาก ผนังเซลล์ (cell wall) บาง และมักเป็นสารประกอบเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่ ในเซลล์เห็นนิวเคลียสได้ชัดเจนและมีขนาดใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับไซโทพลาซึม แวคิวโอลมีขนาดเล็กหรือเกือบไม่มีแวคิวโอล เซลล์มี รูปร่างแตกต่างกันหลายแบบแต่ส่วนใหญ่รูปร่างค่อนข้างกลมหรือมีลักษณะหลายเหลี่ยม ทุกเซลล์แบ่งตัวได้ แต่ละเซลล์อยู่ชิดติดกันมากทำให้ช่องว่างระหว่างเซลล์ (intercellular space) แทบจะไม่มีหรือไม่มีเลย เซลล์ของเนื้อเยื่อเจริญยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่ต่างๆ

    การเจริญเติบโตที่เกิดจากเนื้อเยื่อเจริญมี 2 แบบ คือ การเจริญเติบโตขั้นแรก (primary growth) และการเจริญเติบขั้นที่ 2 (secondary growth) การเจริญเติบโตขั้นแรกจะทำให้รากและลำต้นมี ความยาวเพิ่มขึ้น การเจริญเติบโตขั้นที่ 2 จะทำให้พืชมีความกว้างมากขึ้น

    เนื้อเยื่อเจริญแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

    1.1.1 เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย (apical meristem)

    เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายเป็นเนื้อเยื่อเจริญที่อยู่บริเวณปลายยอดหรือปลายราก รวมทั้งที่ตา (bud) ของลำต้นของพืช เมื่อแบ่งเซลล์แล้วทำให้ปลายยอดหรือปลายรากยืดยาวออกไปได้

    เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย เมื่อแบ่งเซลล์ออกมาจะกลายเป็นเนื้อเยื่อเจริญขั้นต้น (primary meristem) ซึ่งประกอบด้วย 3 บริเวณ คือ โพรโทเดิร์ม (protoderm) โพรแคมเบียม (procambium) และ กราวด์แคมเบียม (procambium) ซึ่งจะกล่าวละเอียดในหัวข้อการเจริญเติบโตของรากและลำต้น



    รูปที่ 2 เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายยอด (ซ้าย) ปลายราก (ขวา) ถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์

    1.2 เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง (lateral meristem)

    เนื้อเยื่อเจริญด้านข้างเป็นเนื้อเยื่อเจริญที่อยู่ทางด้านข้างของรากหรือลำต้น ทำการแบ่งตัวทำให้เพิ่มขนาดของรากหรือลำต้น เนื้อเยื่อเจริญด้านข้างทำให้เกิดการเจริญขั้นที่สองพบในพืชใบเลี้ยงคู่ทั่วๆ ไป และพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด เช่น จันทน์-ผา หมากผู้หมากเมีย เป็นต้น เนื้อเยื่อเจริญชนิดนี้เรียกได้อีกอย่างว่า แคมเบียม (cambium) ถ้าเนื้อเยื่อเจริญที่อยู่ในกลุ่มของท่อลำเลียง เรียกว่า วาสคิวลาร์- แคมเบียม (vascular cambium) หากเนื้อเยื่อเจริญนั้นอยู่ถัดจากเนื้อเยื่อชั้นนอกของรากหรือลำต้นเข้าไปข้างในเรียกว่า คอร์กแคมเบียม (cork cambium)





    รูปที่ 3 เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง (lateral meristem)



    1.3 เนื้อเยื่อเจริญที่ข้อ (intercalary meristem)

    เนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อ เป็นเนื้อเยื่อเจริญที่อยู่เหนือโคนปล้องหรือเหนือข้อ ทำให้ปล้อง ยืดยาวขึ้น พบได้ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนด เช่น หญ้า ข้าว ข้าวโพด ไผ่ อ้อย เป็นต้น











    รูปที่ 4 เนื้อเยื่อเจริญที่ข้อ (intercalary meristem)







    2. เนื้อเยื่อถาวร (permanent tissue)

    เนื้อเยื่อถาวรเป็นกลุ่มเซลล์ที่มีรูปร่างและหน้าที่แตกต่างกันไปแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว และเนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน



    รูปที่ 5 เนื้อเยื่อถาวร (permanent tissue) เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว (ภาพบน) เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน (ภาพล่าง)



    2.1 เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว (Simple permanent tissue)

    เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว เป็นกลุ่มเซลล์ที่ประกอบด้วยเซลล์ชนิดเดียวกัน ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน แบ่งออกเป็นชนิดต่างๆ ตามหน้าที่และส่วนประกอบที่อยู่ภายในเซลล์ คือ

    1. เอพิเดอร์มิส (epidermis) คือ เนื้อเยื่อที่อยู่ด้านนอกสุดของส่วนต่างๆ ของพืช มักเรียงตัวชั้นเดียว ประกอบด้วยเซลล์เอพิเดอร์มิส (epidermal cell) เซลล์มีลักษณะแบน แวคิวโอลขนาดใหญ่ เซลล์เรียงตัวอัดกันแน่นจนไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์ ผนังเซลล์ที่อยู่ด้านนอกมักหนากว่าผนังที่อยู่ด้านใน มีคิวทิน (cutin) เคลือบผนังเซลล์

    เนื้อเยื่อเอพิเดอร์มิสทำหน้าที่ปกคลุมและป้องกันอันตรายให้แก่พืช





    รูปที่ 6 เนื้อเยื่อถาวรที่ปกคลุมผิว (permanent surface tissue)





    รูปที่ 7 เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยวที่เป็นเนื้อเยื่อพื้นฐาน (permanent fundamental tissue)

    2. พาเรงคิมา (parenchyma) เนื้อเยื่อชนิดนี้พบได้ทั่วๆ ไปในพืช ประกอบด้วยเซลล์พาเรง-คิมา (parenchyma cell) เซลล์มีรูปร่างหลายแบบ ได้แก่ ค่อนข้างกลม รี หรือรูปทรงกระบอก เมื่อเรียงตัวติดกันจึงเกิดช่องว่างระหว่างเซลล์ (Intercellular space) แวคิวโอลมีขนาดใหญ่เกิดเต็มเซลล์ เซลล์พาเรงคิมาบางชนิดมีคลอโรพลาสต์อยู่ด้วย อาจเรียกว่า คลอเรงคิมา (Chlorenchyma) (อย่าสับสนกับคอลเลงคิมา) ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลส (cellulose) เป็นส่วนใหญ่ อาจมีเฮมิเซลลูโลส (hemicellulose) และเพกติน (pectin) บ้าง เนื้อเยื่อพาเรงคิมามีหน้าที่เก็บสะสมเม็ดแป้ง หยดน้ำมัน น้ำ เกลือแร่ และหลั่งสารพวกแทนนิน ฮอร์โมน เอนไซม์ และน้ำหวานของดอกไม้

    3. คอลเลงคิมา (Collenchyma) เป็นเนื้อเยื่อที่มีเซลล์คอลเลงคิมา รูปร่างคล้างคลึงกับ พาเรงคิมา ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลส แต่ผนังเซลล์จะมีความหนาไม่เท่ากัน โดยส่วนที่หนามักจะอยู่ตามมุมเซลล์ ซึ่งมีเพกตินมากนอกเหนือไปจากเซลลูโลสและเฮมิเซลลโลส พบเนื้อเยื่อชนิดนี้อยู่ตามก้านใบ เส้นกลางใบ และในส่วนคอร์เทกซ์ (cortex) (คอร์เทกซ์เป็นชั้นของเนื้อเยื่อที่อยู่ถัดจากชั้นเอพิเดอร์มิสเข้าไป ทั้งในลำต้น และรากซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปในเรื่องของรากและลำต้น) ของพืชล้มลุก มีหน้าที่เสริมสร้าง ความแข็งแรงให้กับพืช



    รูปที่ 8 พาเรงคิมา (parenchyma) และคอลเลงคิมา (collenchyma)













    4. สเกลอเรงคอมา (Sclerenchyma) เนื้อเยื่อชนิดนี้ประกอบด้วยเซลล์ที่มีผนังหนามาก มีผนังเซลล์ทั้งปฐมภูมิ (Primary cell wall) และผนังเซลล์ทุติยภูมิ (Secondary cell wall) เพราะมีสารลิกนิน (lignin) เคลือบ ผนังเซลล์ทุติยภูมิจึงเป็นส่วนที่ทำให้พืชมีความแข็งแรง สเกลอเรงคิมาประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือ ไฟเบอร์ (Fiber) และสเกลอรีด (Sclereid) ซึ่งแตกต่างกันที่รูปร่างของเซลล์

    ไฟเบอร์ เป็นเซลล์เรียวและยาว ส่วนสเกลอรีดเซลล์มีลักษณะสั้นกว่าและมีรูปร่างแตกต่างกัน พบได้ตามส่วนที่แข็งแรงของเปลือกต้นไม้และเปลือกหุ้มเมล็ดหรือเนื้อผลไม้ที่สากๆ



    รูปที่ 9 เซลล์ไฟเบอร์ (ภาพซ้าย) และสเกลอรีด (ภาพขวา)



    5. เอนโดเดอร์มิส (Endodermis) เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านนอกของเนื้อเยื่อลำเลียงของราก เป็นเนื้อเยื่อที่มีเซลล์คล้ายพาเรงคิมาแต่ที่ผนังเซลล์มีสารลิกนินและซูเบอริน (Suberin) (ซึ่งเป็นสารพวกขี้ผึ้ง) มาพอกหนา เซลล์เรียงตัวกันแน่นจนไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์





    รูปที่ 10 เอนโดเดอร์มิส (Endodermis) ที่พบในพืชใบเลี้ยงคู่



    6. คอร์ก (Cork) เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุดของลำต้นและรากของพืชที่มีการเจริญเติบโตขั้นที่สอง (Secondary growth) คอร์กเกิดจากการแบ่งตัวของคอร์กแคมเบียม ผนังเซลล์ของคอร์กมี สารซูเบอรินมาพอกป้องกันการระเหยของน้ำภายในเซลล์

    2.2 เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน (Complex permanent tissue)

    เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อนเป็นกลุ่มเซลล์ที่ประกอบด้วยเซลล์หลายชนิดอยู่ร่วมกัน และทำงานร่วมกันเป็นเนื้อเยื่อลำเลียง (vascular tissue) ซึ่งแบ่งเป็นไซเลมและโฟลเอ็ม



    รูปที่ 11 ไซเลม (Xylem)



    ไซเลม (Xylem)

    ไซเลมทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุจากรากไปสู่ส่วนต่างๆ ของพืช ซึ่งเรียกว่า คอนดักชั่น (Conduction) ไซเลมประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนิด คือ

    1. เซลล์พาเรงคิมา (Parenchyma) เป็นเซลล์ชนิดเดียวกับที่อยู่ในชั้นคอร์เทกซ์ และพิธ (Pith คือชั้นที่อยู่ใจกลางของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว) คือ เป็นเซลล์ที่อ่อนนุ่ม ผนังบาง อมน้ำได้ดี ทำหน้าที่สะสมอาหารพวกแป้ง เซลล์พาเรงคิมานี้เรียกว่า ไซเลมพาเรงคิมา (Xylem parenchyma)

    2. ไฟเบอร์ (fiber) เซลล์รูปร่างยาวปลายเรียว มีผนังเซลล์หนามีความเหนียวและแข็งแรง แทรกอยู่ในไซเลม

    3. เทรคีด (Tracheid) เป็นเซลล์ยาว ผนังหนามีลิกนินสะสมอยู่มากที่ผนังเซลล์ ส่วนใหญ่ที่ผนังมักมีส่วนบางๆ เป็นระยะๆ เรียกว่า พิต (pit) ซึ่งไม่มีลิกนินสะสม พิตเป็นบริเวณที่น้ำผ่านจากเทรคีดของเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง ปลายสุดของเซลล์มักแหลม เซลล์เมื่อโตเต็มที่แล้วมักจะตาย โพรโทพลาซึมสลายไปทำให้เกิดเป็นช่อง (lumen) ตรงกลาง เซลล์รูปร่างทรงกระบอกหรือเป็นเหลี่ยม พบมากในพวกเฟิร์นและจิมโนสเปริ์ม ในพืชดอกมีจำนวนน้อยกว่ามาก และไม่พบในพวกมอส

    เทรคีดมีหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ และยังสามารถส่งออกไปทางด้านข้างโดยผ่านพิต การลำเลียงจะเกิดได้ดีต่อเมื่อเซลล์ตายแล้ว เนื่องจากเทรคีดมีความแข็งแรงจึงช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับส่วนของพืชที่มีเซลล์ชนิดนี้อยู่



    รูปที่ 12 ท่อลำเลียงน้ำในไซเลม (A) เทรคีด (B) เวสเซลล์อีลีเมนต์



    4. เวสเซลอีลีเมนต์ (vessel element) เป็นเซลล์ที่มีลักษณะคล้ายเทรคีด คือ เมื่อเซลล์โตเต็มที่แล้วจะตายไป โพรโทพลาซึมตรงกลางจะสลายไปกลายเป็นช่อง (lumen) ใหญ่ เซลล์มีผนังหนา เพราะมี ลิกนินสะสมเช่นเดียวกับเทรคีดและมีพิตเช่นเดียวกับเทรคีด เซลล์มีขนาดใหญ่แต่สั้นกว่าเทรคีด ปลายทั้งสองของเซลล์ตัดเฉียงและมีรูพรุน (Perforation) เวสเซลอีลีเมนต์จะมาเรียงซ้อนกันโดยต่อกันเป็นท่อ เรียกว่า เวสเซล (Vessel) ที่มีผนังด้านข้างหนาและแข็งแรงมาก เพื่อทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุเช่นเดียวกับเทรคีด



    รูปที่ 13 โฟลเอ็ม (Phloem)

    โฟลเอ็ม (Phloem)

    โฟลเอ็มทำหน้าที่ลำเลียงอาหารหรืออินทรียสารจากใบไปยังส่วนต่างๆ ของพืช การลำเลียงทางโฟลเอ็มเรียกว่า ทรานสโลเคชัน (Translocation) ประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนิด คือ

    1. เซลล์พาเรงคิมา มีอยู่ในกลุ่มของโฟลเอ็ม เช่นเดียวกับไซเลม

    2. ไฟเบอร์ เป็นเส้นใยช่วยทำให้โฟลเอ็มแข็งแรง

    3. ซีฟทิวป์เมมเบอร์ (Sieve tube member) เป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ รูปร่างทรงกระบอก ด้านสุดปลายทั้งสองของเซลล์มีลักษณะเสี้ยม บริเวณนี้มีแผ่นที่มีรูพรุนอยู่ด้วย เรียกว่า ซีฟเพลต (sieve plate) ในตอนที่เกิดใหม่ซีฟทิวป์มีนิวเคลียส แต่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วนิวเคลียสและออร์แกเนลล์อื่นๆ จะสลายไป แต่เซลล์ยังมีชีวิตอยู่

    *(ท่อของไซเลม คือ เทรคีด และเวสเซลล์ ตอนทำหน้าที่ลำเลียงเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว แต่ท่อของโฟลเอ็มคือ ซีฟทิวป์เป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ถึงแม้ว่าจะไม่มีนิวเคลียสแล้วก็ตาม)

    ซีฟทิวป์เมมเบอร์แต่ละเซลล์จะมาเรียงต่อกันเป็นท่อยาว เรียกว่า ซีฟทิวป์ (sieve tube) ซึ่งทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงอาหาร

    4. เซลล์คอมพาเนียน (Companion cell) เป็นเซลล์ขนาดเล็กอยู่ติดกับซีฟทิวป์เมมเบอร์ ความจริงทั้งซีฟทิวป์เมมเบอร์และเซลล์คอมพาเนียนนั้น เกิดมาจากเซลล์ๆ เดียวกัน เมื่อแบ่งเซลล์ได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ เซลล์หนึ่งจะเปลี่ยนเป็นซีฟทิวป์เมมเบอร์ อีกเซลล์เป็นเซลล์คอมพาเนียน ซีฟทิวป์เมมเบอร์อาจมีเซลล์คอมพาเนียนเพียง 1 หรือมากกว่า 1 ก็ได้อยู่ข้างๆ ทำหน้าที่ช่วยเหลือซีฟทิวป์เมมเบอร์ ซึ่งไม่มีนิวเคลียสแล้ว เช่น ช่วยขนส่งน้ำตาลเข้ามาในซีฟทิวป์เมมเบอร์เพื่อส่งไปยังส่วนต่างๆ ของพืช และช่วยสร้างเอนไซม์ หรือสารอื่นให้กับซีฟทิวป์เมมเบอร์

    พาเรงคิมาในไซเลมและโฟลเอ็มมีการเรียงตัวเป็นแนวรัศมีเพื่อลำเลียงอาหารกับน้ำและ แร่ธาตุ ออกไปเลี้ยงเซลล์ทางด้านข้างของลำต้น พาเรงคิมาเหล่านี้ เรียกว่า เรย์ (Ray) หากเป็นของไซเลมเรียก ไซเลมเรย์ (Xylem ray) หากเป็นโฟลเอ็มเรียกว่า โฟลเอ็มเรย์ (Phloem ray)

    การทำงานของเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วใสพืชมีดอก ทำให้เกิดเป็นอวัยวะหรือโครงสร้างต่างๆ ของพืชที่ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ได้แก่ ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล และเมล็ด ซึ่งจะได้แยกกล่าวถึงรายละเอียดต่อไป



    การจัดระเบียบของต้นพืช

    พืชที่มีท่อลำเลียงประกอบด้วย ระบบราก (Root system) และระบบยอด (shoot system) ระบบรากช่วยยึดต้นพืชไว้กับดินและชอนไชทะลุลงดิน เพื่อดูดน้ำและแร่ธาตุ ระบบยอดประกอบด้วยลำต้นและใบ ลำต้นเป็นโครงร่างที่ให้ใบยึดเกาะ ใบเป็นแหล่งสร้างอาหารโดยการสังเคราะห์ด้วยแสง



    รูปที่ 14 ระบบยอด (Shoot system) และระบบราก (Root system) ของต้นไม้ และหน้าที่ของระบบทั้งสอง



    ในพืชที่มีท่อลำเลียง เนื้อเยื่อจัดระเบียบกันเป็นระบบเนื้อเยื่อ (tissue system) ซึ่งประกอบด้วยระบบเนื้อเยื่อ 3 ชนิด คือ

    1. ระบบเนื้อเยื่อพื้น (Ground tissue system) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเชิงเดี่ยว (Simple tissue, เนื้อเยื่อที่ประกอบด้วยเซลล์ชนิดเดียว) 3 ชนิด คือ เนื้อเยื่อพาเรงคิมา , เนื้อเยื่อคอลเลงคิมา และเนื้อเยื่อ สเกลอเรงคิมา ซึ่งประกอบด้วย เซลล์พาเรงคิมา , เซลล์คลอเรงคิมา และเซลล์สเกลอเรงคิมา ตามลำดับ ส่วนใหญ่ของต้นพืชประกอบด้วยเนื้อเยื่อระบบนี้ ซึ่งทำหน้าที่หลายอย่างรวมทั้งสังเคราะห์ด้วยแสง เก็บสะสมอาหารและให้ความแข็งแรงแก่ต้นพืช

    2. ระบบเนื้อเยื่อลำเลียง (Vascular tissue) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเชิงซ้อน (Complex tissue , เนื้อเยื่อที่ประกอบด้วยเซลล์หลายชนิด) มี 2 ชนิด คือ เนื้อเยื่อไซเลมและเนื้อเยื่อโฟลเอ็ม ที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ กับลำเลียงสารอาหาร ซึ่งการลำเลียงจะติดต่อกันทั่วต้นพืช

    3. ระบบเนื้อเยื่อผิว (Dermal tissue system) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อที่ปกคลุมต้นพืช ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเชิงซ้อน 2 ชนิด คือ เอพิเดอร์มิสและเพอริเดิร์ม (Periderm) เนื้อเยื่อเอพิเดอร์มิสประกอบด้วย เซลล์ เอพิเดอร์มิส เซลล์คุม ส่วนเนื้อเยื่อเพริเดิร์มประกอบด้วย เซลล์คอร์ก (Cork cell) เซลล์คอร์กแคมเบียม (Cork cambium cell) เนื้อเยื่อเพริเดิร์มจะไปแทนที่เอพิเดอร์มิสและเป็นเปลือกไม้ (Bark) ชั้นนอกของรากและ ลำต้นที่แก่แล้ว



    รูปที่ 15 ระบบเนื้อเยื่อผิว (Dermal tissue) ระบบเนื้อเยื่อพื้น (Ground tissue)

    และระบบเนื้อเยื่อลำเลียง (Vascular tissue) ในใบ ลำต้น และรากพืชใบเลี้ยงคู่



    ระบบเนื้อเยื่อ ชนิดของเนื้อเยื่อ ชนิดของเซลล์ หน้าที่หลักของเนื้อเยื่อ

    เนื้อเยื่อพื้น เนื้อเยื่อพาเรงคิมา



    เนื้อเยื่อคอลเลงคิมา

    เนื้อเยื่อสเกลอเรงคิมา เซลล์พาเรงคิมา



    เซลล์คอลเลงคิมา

    เซลล์สเกลอเรงคิมา

    (สเกลอรีดหรือไฟเบอร์) เก็บสะสมอาหาร,หลั่งสาร,สังเคราะห์ด้วยแสง

    ค้ำจุน

    ค้ำจุนและเสริมสร้างความแข็งแรง

    เนื้อเยื่อลำเลียง ไซเลม







    เทรคีด

    เวสเซล

    เซลล์ไซเลมพาเรงคิมา

    ไฟเบอร์ (เซลล์สเกลอเรงคิมา) ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ ,ค้ำจุน

    ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ ,ค้ำจุน

    เก็บสะสมอาหาร

    ค้ำจุนและเสริมสร้างความแข็งแรง

    โฟลเอ็ม ซีฟทิวป์เมมเบอร์



    เซลล์คอมพาเนียน



    เซลล์โฟลเอ็มพาเรงคิมา



    ไฟเบอร์ (เซลล์สเกลอเรงคิมา) ลำเลียงน้ำตาลไปยังโครงสร้างหรือส่วนที่เก็บสะสมอาหาร

    ควบคุมการทำงานต่างๆ ของซีฟทิวป์เมมเบอร์

    สะสมอาหาร,ลำเลียงน้ำตาลส่งไปยังซีฟทิวป์เมมเบอร์

    ค้ำจุนและเสริมสร้างความแข็งแรง

    ระบบเนื้อเยื่อ ชนิดของเนื้อเยื่อ ชนิดของเซลล์ หน้าที่หลักของเนื้อเยื่อ

    เนื้อเยื่อผิว เอพิเดอร์มิส เซลล์เอพิเดอร์มิส



    เซลล์คุม (Guard cells)



    ไตรโคม (Trichomes) ปกป้องคลุมผิวด้านนอกของโครง-สร้างส่วนต่างๆ ของพืช

    ประกอบกันเป็นปากใบ (ดูหน้าที่ของปากใบ)

    หน้าที่หลากหลาย

    เพริเดิร์ม เซลล์คอร์ก



    เซลล์คอร์กแคมเบียม





    เซลล์คอร์กพาเรงคิมา ปกป้องคลุมผิวด้านนอกของโครง-สร้างส่วนต่างๆ ของพืช

    เป็นเนื้อเยื่อเจริญสร้างเวลล์คอร์ก (ด้านนอก) และเซลล์คอร์กพาเรงคิมา (ด้านใน)

    เก็บสะสมอาหาร

    ตารางที่ 1 แสดงชนิดของระบบเนื้อเยื่อ ชนิดของเนื้อเยื่อ ชนิดของเซลล์และหน้าที่หลักของ

    เนื้อเยื่อชนิดต่างๆ ของพืชมีดอก



    2. โครงสร้างและหน้าที่ของราก

    รากของพืชมีหน้าที่สำคัญ คือ ยึดลำต้นให้ติดอยู่กับพื้นดิน ทำหน้าที่ดูดซึมน้ำและแร่ธาตุจากดินและลำเลียงน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ส่งไปยังส่วนต่างๆ ของลำต้น รากของพืชบางชนิดทำหน้าที่สะสมอาหาร รากเช่นนี้จะมีลักษณะเป็นหัว เช่น หัวไชเท้า แครอท มันเทศ มันแกว ต้อยติ่ง กระชาย ถั่วพู เป็นต้น รากพืชบางชนิดมีสีเขียวจึงสังเคราะห์ด้วยแสงได้ เช่น รากกล้วยไม้ รากบางชนิดทำหน้าที่ค้ำจุน (prop root) เช่น ไทรย้อย ลำเจียก โกงกาง รากบางชนิดทำหน้าที่เกาะ (climbing root) เช่น รากพลู พลูด่าง พริกไทย กล้วยไม้ เป็นต้น

    2.1 โครงสร้างภายในของราก

    โครงสร้างภายในของรากนับจากปลายสุดของรากขึ้นไป แบ่งเป็นบริเวณต่างๆ ได้ดังนี้

    1. บริเวณหมวกราก (Root cap) ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมาหลายชั้นที่ปกคลุมเนื้อเยื่อเจริญที่ปลายรากที่อ่อนแอไว้ เซลล์ในบริเวณนี้มีอายุสั้น เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีการฉีกขาดอยู่เสมอ เพราะส่วนนี้จะยาวออกไปและชอนไชลึกลงไปในดิน เซลล์เรียงตัวกันอย่างหลวมๆ

    ส่วนใหญ่รากพืชจะมีหมวกราก ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สำคัญในการเบิกนำส่วนอื่นๆ ของรากลงไปในดิน เป็นการป้องกันส่วนอื่นๆ ของรากไม่ให้เป็นอันตรายในการชอนไชลงดิน เซลล์บริเวณหมวกรากจะหลั่งสารเมือกลื่น (Mucilage) ออกมา สำหรับให้ปลายรากแทงลงไปในดินได้ง่ายขึ้น





    2. บริเวณเซลล์แบ่งตัว (Region of cell division) อยู่ถัดจากบริเวณหมวกรากขึ้นไป ประกอบด้วยเซลล์ของเนื้อเยื่อเจริญบริเวณปลายราก (Apical meristem) ที่ได้กล่าวมาแล้วในเรื่องเนื้อเยื่อเจริญ เซลล์มีขนาดเล็ก มีผนังเซลล์บาง ในแต่ละเซลล์มีโพรโทพลาซึมเข้มข้นและมีปริมาณมาก เป็นบริเวณที่มีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส บางเซลล์ที่แบ่งได้จะทำหน้าที่แทนเซลล์หมวกรากที่ตายไปก่อน บางส่วนจะยึดยาวขึ้นแล้วอยู่ในบริเวณเซลล์ยืดตัวที่เป็นส่วนที่อยู่สูงขึ้นไป

    3. บริเวณเซลล์ยืดตัวตามยาว (Region of elongation) ประกอบด้วยเซลล์ที่มีรูปร่างยาวซึ่งเกิดมาจากเซลล์ของเนื้อเยื่อเจริญที่แบ่งตัวแล้ว อยู่ในบริเวณที่สูงกว่าบริเวณเนื้อเยื่อเจริญ การที่เซลล์ขยายตัวตามยาวทำให้รากยาวเพิ่มขึ้น

    4. บริเวณเซลล์เจริญเติบโตเต็มที่ (Region of maturation) อยู่สูงถัดจากบริเวณเซลล์ยืดตัวขึ้นมา เซลล์ในบริเวณนี้เจริญเติบโตเต็มที่แล้วมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรชนิดต่างๆ

    ในบริเวณนี้มีเซลล์ขนราก (Root hair cell) เป็นเซลล์เดี่ยวที่มีขนรากเป็นส่วนหนึ่งของ ผนังเซลล์ยื่นออกไป เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดน้ำและแร่ธาตุ เซลล์ขนรากเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เอพิเดอร์มิสบางเซลล์ เซลล์ขนรากจะมีเฉพาะบริเวณนี้เท่านั้น เซลล์ขนรากมีอายุประมาณไม่เกิน 7-8 วัน แล้วจะเหี่ยวแห้งตายไป แต่รากขนในบริเวณเดิมจะมีเซลล์ใหม่สร้างขนขึ้นมาแทนที่ เนื้อเยื่อบริเวณนี้จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรชนิดต่างๆ ต่อไป

    เซลล์บริเวณขนรากเป็นเซลล์ที่เริ่มแก่ตัวแล้วเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรขั้นต้น (Primary permanent tissue) บริเวณขนรากประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชนิด คือ เอพิเดอร์มิส คอร์เทกซ์ (Cortex) และสติล (stele) ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป



    รูปที่ 16 บริเวณต่างๆ ของพืช (ตัดตามยาว)

    โครงสร้างภายในของราก

    เนื้อเยื่อรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่ เมื่อตัดตามขวางแล้วนำไปส่องด้วยกล้อง-จุลทรรศน์พบว่ามีการเรียงตัวของเนื้อเยื่อเป็นชั้นๆ เรียงจากด้านนอกเข้าสู่ด้านใน ดังนี้

    1. เอพิเดอร์มิส (Epidermis) เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุดมีการเรียงตัวของเซลล์เพียงชั้นเดียวเรียงชิดติดกัน เซลล์มีผนังบางไม่มีคลอโรพลาสต์ มีแวคิวโอลขนาดใหญ่ บางเซลล์เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ ขนราก

    เอพิเดอร์มิสมีหน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่เนื้อเยื่อที่อยู่ภายในขนรากของเอพิเดอร์มิสช่วยดูดน้ำและแร่ธาตุ และป้องกันไม่ให้น้ำเข้ารากมากเกินไป

    2. คอร์เทกซ์ (Cortex) อยู่ระหว่างชั้นเอพิเดอร์มิสและสติล เนื้อเยื่อส่วนนี้ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมาเป็นส่วนใหญ่ เซลล์เหล่านี้มีผนังบางอ่อนนุ่ม อมน้ำได้ดี เซลล์พาเรงคิมาทำหน้าที่สะสมน้ำและอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ชั้นในสุดของคอร์เทกซ์คือ เอนโดเดอร์มิส

    3. เอนโดเดอร์มิส (Endodermis) เป็นเซลล์แถวเดียวเหมือนกับเอพิเดอร์มิส เอนโดเดอร์มิสจะเห็นได้ชัดเจนในรากของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เซลล์ชั้นนี้เมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีสารซูเบอริน (Suberin) หรือ ลิกนิน (Lignin) มาเคลือบทำให้ผนังหนาขึ้น ทำให้เห็นเป็นแถบหรือปลอกอยู่รอบเซลล์ แถบหนาดังกล่าวเรียกว่า แคสพาเรียนสตริป (casparian strip)

    สำหรับแถบแคสพาเรียนนี้ น้ำและอาหารไม่สามารถผ่านเข้าออกได้โดยสะดวก ช่วงนี้จะอยู่ในบริเวณที่มีขนราก บางทฤษฎีอธิบายว่าการลำเลียงน้ำและแร่ธาตุสามารถผ่านเซลล์ที่อยู่ในชั้นเอนโด- เดอร์มิสได้ เซลล์เหล่านี้มีผนังบาง เรียกว่า พาสเซจเซลล์ (Passage cell) และพาสเซจเซลล์นี้จะอยู่ตรงกับแนวของท่อไซเลม

    4. สติล (Stele) เป็นชั้นที่อยู่ถัดจากชั้นเอนโดเดอร์มิสเข้าไป สติลในรากจะแคบกว่า คอร์เทกซ์ สติลประกอบด้วยชั้นต่างๆ คือ

    ก. เพอริไซเคิล (Pericycle) ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมาเป็นส่วนใหญ่ เซลล์เรียงตัวเป็นแถวเดียว แต่อาจมีมากกว่าแถวเดียวก็ได้ ชั้นนี้อยู่ด้านนอกสุดของสติล เพอริไซเคิลพบเฉพาะในราก เท่านั้น และเห็นชัดเจนในรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เพอริไซเคิลเป็นส่วนที่ให้กำเนิดรากแขนง (Secondary root) ที่แตกออกทางด้านข้าง (Lateral root)

    ข. มัดท่อลำเลียงหรือวาสคูลาร์บันเดิล (Vascular bundle) ประกอบด้วยไซเลมและ โฟลเอ็ม ในรากพืชใบเลี้ยงคู่จะเห็นการเรียงตัวของไซเลมที่อยู่ใจกลางราก เรียงเป็นแฉก (Arch) ชัดเจน และมีโฟลเอ็มอยู่ระหว่างแฉกนั้น แฉกที่เห็นมีจำนวน 1-6 แฉก แต่โดยทั่วไปพบเพียง 4 แฉก สำหรับรากพืช ใบเลี้ยงเดี่ยวไซเลมมิได้เข้าไปอยู่ใจกลางราก แต่ไซเลมยังเรียงตัวเป็นแฉกและมีโฟลเอ็มแทรกอยู่ระหว่างแฉกเช่นเดียวกัน จำนวนแฉกของไซเลมในรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีมากกว่าในรากพืชใบเลี้ยงคู่ และไซเลมเรียงกันเป็นวงล้อมรอบใจกลางรากที่เรียกว่า พิธ (Pith)

    รากพืชใบเลี้ยงคู่ยังมีวาสคิวลาร์แคมเบียม (vascular cambium) หรือแคมเบียม (cambium) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเจริญเกิดขึ้นระหว่างโฟลเอ็มขั้นแรกและไซเลมขั้นแรก รายละเอียดของเนื้อเยื่อลำเลียงกล่าวไว้แล้วในหัวข้อเนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน

    วาสคิวลาร์แคมเบียมทำให้เกิดการเจริญเติบโตขั้นที่สอง (Secondary growth) โดย แบ่งตัวให้ไซเลมขั้นที่สอง (Secondary xylem) อยู่ด้านในและโฟลเอ็มขั้นที่สอง (Secondary phloem) อยู่ทางด้านนอก เมื่อมีการเจริญขั้นที่สองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้โฟลเอ็มขั้นแรก คอร์เทกซ์และเอพิเดอร์มิสถูกดันออกไปและหลุดร่วงไป

    ค. พิธ (Pith) เป็นส่วนใจกลางของราก หรืออาจเรียกว่า ไส้ในของราก ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมา ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะเห็นส่วนนี้ได้อย่างชัดเจน ส่วนในรากพืชใบเลี้ยงคู่ ใจกลางของรากจะเป็นไซเลม



    รูปที่ 17 ภาพถ่ายเปรียบเทียบรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (ภาพซ้าย) พืชใบเลี้ยงคู่ (ภาพขวา)

    เนื้อเยื่อที่เห็นได้ชัดเจนคือ เอพิเดอร์มิส คอร์เทกซ์ และท่อลำเลียง



    2.2 หน้าที่และชนิดของราก

    หน้าที่ของราก โดยทั่วไปแล้วหน้าที่ที่สำคัญของราก คือ การดูดซึมน้ำและแร่ธาตุ ส่งไปยังส่วนต่างๆ ของพืช นอกจากนั้นยังทำหน้าที่พยุงและค้ำจุนลำต้น

    ชนิดของราก รากแบ่งเป็น 3 ชนิดตามจุดกำเนิดของราก คือ

    1. รากแก้ว (Primary root หรือ Tap root) เป็นรากที่เจริญมาจากแรดิเคิล (Radicle) ของเอ็มบริโอ





    2. รากแขนง (Secondary root หรือ Lateral root) เป็นรากที่เจริญมาจากเพอริไซเคิลของ รากแก้ว



    รูปที่ 18 การเกิดรากแขนง เกิดจากการแบ่งเซลล์ในชั้นเพริไซเคิล



    3. รากพิเศษ (Adventitous root) เป็นรากที่งอกจากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ลำต้นหรือใบ อาจจำแนกตามรูปร่างและหน้าที่ได้เป็น

    3.1 รากพิเศษ (Fibrous root) เป็นรากที่งอกออกจากโคนลำต้น เพื่อมาแทนรากแก้วที่ฝ่อไป พบมากในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น รากข้าว ข้าวโพด หญ้า หมาก มะพร้าว เป็นต้น

    3.2 รากค้ำจุน (Prop root หรือ Buttress root) เป็นรากที่งอกจากโคนต้นหรือกิ่งบนดินแล้วหยั่งลึกเพื่อพยุงลำต้น เช่น รากข้าวโพดที่งอกออกจากโคนต้น รากเตย ลำเจียก ไทรย้อย โกงกาง เป็นต้น

    3.3 รากเกาะ (Climbing root) เป็นรากที่แตกออกจากข้อ ลำต้น มาเกาะตาหลักเพื่อชู ลำต้นขึ้นสูง เช่น รากพลู พลูด่าง พริกไทย กล้วยไม้ เป็นต้น

    3.4 รากหายใจ (Pneumatophore หรือ Aerating root) เป็นรากที่ยื่นขึ้นมาจากดินหรือน้ำเพื่อรับออกซิเจน เช่น รากลำพู แสม โกงกาง และส่วนที่เป็นนวมคล้ายฟองน้ำของผักกะเฉดก็เป็นรากหายใจที่เก็บอากาศและเป็นทุ่นลอยน้ำ

    3.5 รากกาฝากหรือรากปรสิต (Parasitic root) เป็นรากของพืชพวกปรสิตที่สร้าง ออสทอเรีย (Haustoria) แทงเข้าไปในลำต้นของพืชที่เป็นโอสต์ (Host) เพื่อแย่งน้ำและอาหารจากโฮสต์ เช่น รากกาฝาก รากฝอยทอง เป็นต้น

    3.6 รากสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthetic root) เป็นรากที่แตกจากข้อลำต้นหรือกิ่ง และอยู่ในอากาศ จะมีสีเขียวของคลอโรฟิลล์จึงช่วยสังเคราะห์ด้วยแสงได้ เช่น รากกล้วยไม้ นอกจากนี้รากกล้วยไม้ยังมีนวม (Velamen) หุ้มรากไว้เพื่อดูดความชื้นและเก็บน้ำ

    3.7 รากสะสมอาหาร (Food storage root) เป็นรากที่สะสมอาหารพวกแป้ง โปรตีน หรือน้ำตาลไว้ จนรากเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นหัว อาจมีรูปร่างคล้ายรูปกรวย รูปร่างหัวท้ายแหลมตรงกลางป่อง หรือเป็นรูปกระสวย ตัวอย่างเช่น หัวแครอท หัวผักกาดหรือหัวไชเท้า หัวผักกาดแดงหรือแรดิช (Radish) หัวบีช (Beet root) เป็นรากสะสมอาหารที่เปลี่ยนแปลงมาจากรากแก้ว

    รากมันแก้ว รากมันเทศ รากรักเร่ รากกระชาย เป็นรากสะสมอาหารที่เปลี่ยนแปลงมาจากรากฝอย



    3. โครงสร้างและหน้าที่ของลำต้น

    ลำต้น (stem) เป็นอวัยวะหรือส่วนของพืช ซึ่งมักจะเจริญขึ้นเหนือดินและต้านต่อแรงดึงดูดของโลก (Negative geotropism) ซึ่งเป็นทิศทางที่เจริญตรงกันข้ามกับราก ทั้งนี้ยกเว้นลำต้นบางชนิดที่มี การเปลี่ยนแปลงไปเจริญอยู่ใต้ดิน ลำต้นยังเป็นที่เกิดของใบอีกด้วย ในช่วงที่ลำต้นยังอ่อนอยู่มักจะมีสีเขียวเนื่องจากสีของคลอโรฟิลล์

    ลักษณะของลำต้นที่แตกต่างจากรากคือ มีข้อ (Node) และปล้อง (Internode) บริเวณที่เป็นข้อมักพบตา (Bud) ที่จะเจริญต่อไปเป็นกิ่งหรือดอก ในลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเห็นข้อปล้องได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ต้นไผ่ มะพร้าว หมาก หญ้า เป็นต้น ส่วนในพืชใบเลี้ยงคู่จะเห็นปล้องในช่วงที่ลำต้นยังอ่อนอยู่ ลำต้นมีอายุมากขึ้นมีการสร้างคอร์กหุ้มทำให้มองไม่เห็นข้อปล้อง

    3.1 โครงสร้างภายในของลำต้น

    เนื่องจากลำต้นถือว่าเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของพืช เช่นเดียวกับราก ดังนั้น จึงมีเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ เช่นเดียวกัน แต่อาจแตกต่างกันในลักษณะการเรียงตัว อีกทั้งพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่ยังมี โครงสร้างแตกต่างกัน

    โครงสร้างภายในของลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่

    เมื่อลำต้นอ่อนของพืชใบเลี้ยงคู่มาตัดตามขวางแล้วส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะพบว่ามีเนื้อเยื่อชั้นต่างๆ อยู่เรียงตั้งแต่ชั้นนอกเข้าไปชั้นในได้ดังนี้

    1. เอพิเดอร์มิส อยู่ด้านนอกสุด ปกติมีเพียงแถวเดียว อาจเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์คุม (Guard cell) ขน หรือหนาม ด้านนอกของเอพิเดอร์มิสมีคิวทินเคลือบอยู่

    2. คอร์เทกซ์ ชั้นคอร์เทกซ์ของลำต้นแคบกว่าของราก เซลล์ในชั้นคอร์เทกซ์ส่วนใหญ่เป็นเซลล์พาเรงคิมา (Parenchyma เป็นเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วย Parenchyma cell หมายความว่า คำเดียวกันอาจใช้เป็นชนิดของเซลล์ หรือชนิดของเนื้อเยื่อได้) เซลล์บริเวณด้านนอก 2-3 แถวที่อยู่ติดกับ เอพิเดอร์มิสเป็นเซลล์คอลเลงคิมาที่ช่วยให้ลำต้นมีความแข็งแรงขึ้น และมีเนื่อเยื่อสเกลอเรงคิมาแทรกอยู่ทั่วๆ ไป ในระยะแรกที่ลำต้นยังอ่อนอยู่ พาเรงคิมาอาจมีคลอโรพลาสต์ช่วยในการสังเราะห์ด้วยแสงด้วย เรียกเซลล์นี้ว่า คลอเรงคิมา (Chlorenchyma) การแตกกิ่งของลำต้นแตกมาจากชั้นคอร์เทกซ์นี้ ชั้นคอร์เทกซ์สิ้นสุดที่เอนโดเดอร์มิส ในลำต้นพืชส่วนใหญ่จะเห็นเอนโดเดอร์มิสได้ไม่ชัดเจนหรืออาจจะไม่มี ต่างจากรากที่เห
    

    ความคิดเห็นที่ 3

    Tanname
    3 ม.ค. 2549 00:36
    1. ถ้าต้องการเรื่องอื่นนอกจากโครงสร้างและหน้าที่ของพืชมีดอกกรุณาติดต่อที่e-mailของผมนะครับ anothailand@msn.com เล่นmsnครับ

    

    ความคิดเห็นที่ 17

    บี้ (Guest)
    27 ก.ค. 2549 19:57
    1. อยากรู้เกี่ยวกับระบบเนื้อเยื่อฮะ

    

    ความคิดเห็นที่ 54

    ตาล (Guest)
    19 ก.ค. 2551 10:42
    1. มัดตราดเขียนยังไงแล้วเป็นสมุนไพรหรื่อเปล่า


    

    ความคิดเห็นที่ 18

    -AnToiNetty-
    27 ก.ค. 2549 20:40
    1. มะยม เปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

      เพราะ ..

      สังเกตได้ว่า ใบ ที่ปลายกิ่ง ไล่ ๆ ๆ ๆ ลงมาถึงโคนอ่ะ

      มันจะแก่ ไม่พร้อมกัน อ่า

      ทำให้จัดเปนใบประกอบ ฮะ

    

    ความคิดเห็นที่ 4

    wanwisa_beer.hotmail.com (Guest)
    13 ม.ค. 2549 10:45
    1. อยากรู้เกี่ยวกับการเรียนต่อพยาบาลและเทคนิคการแพทย์ช่วยหาให้หน่อยนะ

    แสดงความคิดเห็น

    กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น