|
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ:
12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549 ชมแล้ว:
29,888
ตอบแล้ว:
540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น
ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย) ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว) ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 ม.ค. 2549 (09:43) เห็นด้วยอย่างมากค่ะ ppp (IP:221.128.86.221,172.16.0.1,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 10 ม.ค. 2549 (13:20) เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ไม่ใช่เฉพาะฟิสิกส์นะครับที่เรียนมากเกินไป มันมากเกินไปทุกวิชาเลย แต่ก่อนนักเรียนวิทยาศาสตร์ เรียนฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สังคม เดียวนี้ มีการงานพิ้นฐานอาชีพ เกษตร คอมพิวเตอร์ ภาษาญี่ปุ่น ศิลปะ ฯลฯ ไม่ใช่วิชาเหล่านี้ไม่ดีนะครับ แต่มันมากเกินไป พอเรียนมากเกินไป เวลาไตร่ตรองก็ไม่ค่อยมี แล้ววิทยาศาสตร์ก็เป็นแค่วิชาเลือก ตกไม่เป็นไร พละศึกษา สุขศึกษา สังคม ภาษาไทย ฯลฯ เป็นวิชาบังคับ ตกไม่ได้ คิดเกรดรวมกัน ไม่รู้คนวางหลักสูตรใช้ส่วนไหนของก้อนสมองคิด ในความเห็นของผม วิชาบังคับน่าจะมีเกณฑ์ต่ำสุด ผ่านก็พอ กิจกรรมนอกห้องเรียนไม่ต้องมีมาก แต่วิชาเฉพาะสาขา น่าจะเพิ่มเวลาเรียนทั้งในห้องและนอกห้อง และเรียนเฉพาะส่วนที่สร้างกระบวนการคิดได้ ไอ้ที่เรียนเพื่อจำ ๆ เอาไปสอบ ตัด ๆ ออกบ้างก็ได้ และน่าจะเพิ่มเวลาปฏิบัติการให้มากขึ้น เครื่องมือก็หาเอาใกล้ ๆ ตัว อย่างเคมีก็หาเอาในครัว หรือร้านขายปุ๋ย รื้อเอาจากถ่านเก่า ฯลฯ ฟิสิกส์ยิ่งหาง่ายใหญ่ รอบตัว เป็นสื่อชวนคิดได้หมด(ดูตัวอย่างที่กระทู้ของฝากครูฟิสิกส์) ของเล่นสารพัด เป็นสื่อฟิสกส์ได้ทั้งนั้น เด็กจะได้ไม่รู้สึกว่า เรื่องเรียนก็เพื่อสอบ แต่จะรู้สึกว่าเรื่องเรื่องที่เป็นของจริงที่สัมผัสได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 10 ม.ค. 2549 (15:11) ที่จริงใน ม.ปลาย ไม่ควรให้เรียนทั้ง เคมี ฟิสิกส์และชีววิทยา ควรให้เลือก 2 วิชาก็พอ เพราะแต่ละคนก็ไม่ได้ถนัดทุกวิชา ที่ ม.ปลายเรียนเยอะก็ต้องหันไปดูม.ต้นด้วยเพราะเกือบไม่มีเนื้อหาอะไรเลย คนเคยเป็นครู (IP:161.200.255.162,161.200.119.63,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 10 ม.ค. 2549 (15:39) เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ประเทศไทยน่าจะลดปริมาณลง แต่เพิ่มคุณภาพนะครับ เด็กที่จบออกมาจะได้พัธนาประเทศได้เต็มกำลังกว่านี้ สมองของเรา มันก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน โดยเฉพาะสมองของเด็กๆ ก็คงสู้ผู้ใหญ่ไม่ได้อยู่แล้ว จะให้เรียนเยอะๆ อย่างตอนนี้ไม่ไหวแน่นอนครับ ปล. ใครเคยอ่านเชอร์ล๊อก โฮล์มบ้าง ในเล่มแรก (แค้นพยาบาท) จะมีบทสนทนาสำคัญบทหนึ่ง ซึ่งผมประทับใจมาก และคิดว่าถ้าใครทำได้ตามนั้น ก็คงดีน่าดู คือตอนที่ดร.วัตสันบอกเรื่องต่างๆ ให้เชอร์ล๊อก โฮล์ม (มีเรื่องโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยครับ )แต่เชอร์ล๊อก โฮล์ม ก็คล้ายๆ จะสนใจ แต่ก็บอกว่าจะลืมมันให้หมด เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ไม่มีประโยชน์ต่อการทำงานของเขาเลย (แต่เขาก็ยังชอบไวโอลิน ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับงาน-เล่นคลายเครียดครับ) "ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น" เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ให้เน้นกระบวนการคิด การลงมือทำเอง (กลุ่ม และ รายบุคคล) เน้นการค้นคว้าเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง ฝึกให้เป็นนักอ่าน คนรักการอ่าน ฝึกให้มีทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการแสดงความคิดเห็น แต่นี่หมายความว่า เราต้องปรับบรรยากาศ สิ่งแวดล้อม แนวคิด วิธีการเรียนรู้ กันขนานใหญ่ทีเดียว ครูในฐานะพี่เลี้ยง ที่ปรึกษาที่ดี จะต้องทำอย่างไร กิจกรรมต่างๆ จะนำมาผสมผสานกันอย่างไร การวัดผล โดยเน้นที่ผลงานสร้างสรรค์ รูปแบบต่างๆ จะทำอย่างไร ? และการสอบเข้าชั้นอุดมศึกษาจะทำอย่างไร ? ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 10 ม.ค. 2549 (16:33) ถ้าจะปรับก็ต้องปรับกันทั้งระบบค่ะ ตั้งแต่หลักสูตรปฐมวัย ไปจนถึงช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย ครูที่สอนให้เด็กมีทักษะ แนวคิดที่ดีก็มีเยอะแยะค่ะ แต่ตราบใดที่การสอบ ยังเป็นแบบนี้อยู่ก็คงต้องทำใจค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 10 ม.ค. 2549 (21:09) ผมเคยเห็นในเวบนี้แหละ ที่มีเด็กประถมมาถามเรื่องเนื้อหาม.ต้นจนถึงม.ปลาย ทำให้ผมสงสัยว่า ระบบเรากำลังเน้นอะไรกันแน่ น่าแปลก ที่แทบทุกคนที่เคยไปเรียนต่างประเทศในระดับมัธยม บอกว่า เขาเรียนง่ายกว่าเรา แต่ทำไม สังคมเขาจึงดีกว่า ประเทศเขาจึงเจริญกว่า น่าคิดนะครับ จำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องให้เรียนลึกทุกสาขาในระดับม.ปลาย หากเราเรียนเพียงเพื่อให้รู้ในระดับหนึ่ง เพื่อให้ตัดสินใจได้ แล้วเมื่อเลือกเรียนในระดับสูงต่อไป จึงเรียนกันจริงๆจังๆ จะดีกว่าหรือเปล่า อย่างน้อย ก็ประหยัดเวลาที่จะต้องเรียนหลายเรื่องที่ไม่ได้ใช้จริงๆ ผมว่า ถ้าจะเปลี่ยนระบบ ก็อยากให้เป็นข้อสอบเข้าอุดมศึกษาลักษณะการคิดวิเคราะห์น่ะครับ ไมได้ถามความรู้ แต่ให้ข้อมูลแล้วให้วิเคราะห์ เด็กไม่ต้องท่องอะไรมากมาย ขอเพียงคิดให้เป็น แต่โดยลักษณะเมืองไทยแล้ว ผมว่าเดี๋ยวก็หาทางเก็งข้อสอบแล้วติวกันอีกจนได้แหละน้า ปล. เชอร์ล็อค โฮล์มส์เล่นนั้นเคยอ่านครับ ประโยคนั้นนับว่าเด็ดทีเดียว Neromics (IP:61.91.247.18,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 10 ม.ค. 2549 (23:44) ผมเห็นด้วยคนหนึ่งที่คิดว่า นักเรียนไทยเรียนเยอะไป พวกวิชาสารพัดวิชา ผมเองเคยไปเรียนมัธยมที่อเมริกามา และก็เคยเรียนมัธยมที่เมืองไทยด้วย ก็เห็นว่าการเรียนที่นั่นจะเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนคิดมากกว่า พยายามดึงความสามารถในการคิดอย่างมีระบบออกมา ชี้แนวทางที่ถูกให้ พยายามกระตุ้นให้เด็ก "กล้า" คิด และก็ให้การบ้านเด็กเยอะๆ ให้ไปค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตัวเอง แล้วมาอภิปรายกันในห้อง (บังเอิญโรงเรียนที่ผมไป เป็นโรงเรียนเล็กๆ ในห้องมีกัน 7-8 คน) เด็กเลยมีการเรียนรู้ด้วยตัวเอง มีการอ่านเอง เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ คอร์สฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ที่นั่น เด็กก็เรียนเยอะเหมือนกัน ลุยเนื้อหากันเยอะ อัดกันเต็มที่ โดยเฉพาะคอร์สที่ผมลงที่เป็นพวกแอดวานส์ ผมว่าเนื้อหามันเยอะ มันก็เลยต้องจำเยอะ ทำความเข้าใจเยอะ แล้วก็ฝึกทำโจทย์เยอะ อาจารย์ที่นั่นจะตั้งใจให้นักเรียนคิดมากกว่า ชี้แนวทางให้เล็กๆน้อยๆในห้อง และนอกนั้นนักเรียนไปขวนขวายหาเอาแล้วมาอภิปรายในห้อง วิชาฟิสิกส์หรือเลขนี่ ต้องทำโจทย์เลยถึงจะได้คิดและเข้าใจและแตกฉาน ผมได้อาจารย์ฝรั่งคนหนึ่งสอนแคลคูลัสตอน ม.6 ที่อเมริกา เค้าสอนดีมากๆ ประทับใจมาก เค้ากระตุ้นให้นักเรียนคิดมากๆในห้อง ถ้าคิดไม่ออกจะไกด์ให้ เสียเวลาเท่าไรนักก็ยอม (แต่คงมาใช้ระบบที่มีนักเรียนในห้องกว่า 60 คนไม่ได้) แล้วผลที่ได้นักเรียนในห้องทำได้ดีกันทุกคนในการสอบทั่วประเทศ ผมว่า การเรียนในห้องน่าจะเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนคิดและสนใจไปอ่านเอง ที่สำคัญ ครูต้องไม่บอกว่าความคิดนักเรียนคนไหนถูกผิดเลยทีเดียว ต้องหาเหตุผลโต้แย้งให้นักเรียนฟัง เพื่อจะได้ไม่ไปตัดกำลังใจนักเรียนให้ "กล้า" คิด และ "กล้า" แสดงความเห็นแสดงปัญญาของตัวเอง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 11 ม.ค. 2549 (05:02) ผมเห็นด้วยกับการลดเนื้อบางส่วนลงบ้างแต่เน้นคุณภาพให้เด็กรู้จักแสวงหาความรู้ตามความสนใจในลักษณะเชิงศึกษาวิจัย(โครงงาน)มากขึ้นแต่ทุกวันนี้(หลักสูตร)ที่เด็กๆเป็นมีอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะผู้ใหญ่จัดให้ทั้งนั้นหลักสูตรผมว่าอยู่ที่ระดับนโยบายควรกลับมาทบทวนในสิ่งที่ผ่านๆมา(ประวัติศาสตร์)นำข้อผิดพลาดมาปรับปรุงแก้ไข การศึกษาไทยก็เช่นกันทุกวันนี้น่าสงสารและเห็นใจระดับผู้ปฏิบัติ(บุคลากรทางการศึกษา + นักเรียน)มากภาระงานก็มากเด็กก็เรียนวิชาต่างๆมาก(ทุกวิชา)แล้วต้องการให้เด็กเรียนตามความถนัดตามความสนใจของตนเอง คงยากและลำบากครับ สิ่งที่อยากทำกลับไม่ได้ทำเพราะมาทำตามระดับนโยบายก็แทบหาเวลาไปสนใจกับสิ่งที่ตนเองถนัดไม่ได้เลยโดยเฉพาะผู้เรียนเงื่อนไขประเด็น หลักสูตร จำนวนสาระ เวลา ความสนใจ ประโยชน์ที่ต้องนำมาใช้ซึ่งถ้าเรามองดีๆสิ่งรอบข้างตัวเราฟิสิกส์ทั้งนั้น กระบวนการคิด เทคโนโลยี รู้จักนำความรู้ ความเข้าใจ พัฒนาให้เกิดความสามารถ (นำความรู้ ความเข้าใจมาดัดแปลง) ยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศชาติ ทั้งความคิด กายภาพ ชีวภาพ สุขภาพกายใจ ความอบอุ่น สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าวิทยาศาสตร์สร้างความเจริญในหลายๆด้านให้แก่มวลมนุษย์สิ่งหนึ่งก็ต้องยกความดีให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่เขาคิดค้น ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ส่วนหนึ่งเกิดได้จากการที่เขามีความสนใจอย่างแรงกล้าในประเด็นนั้นๆของเขาจากความสนใจความถนัด เกิดความรู้ มีความสามารถ เกิดชิ้นงาน พัฒนาปรับปรุง กลายเป็นกฎหรือเทคโนโลยี แล้วก็มีผู้นำมาดัดแปลงมาลงทุนเชิงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ ก็ต้องยอมรับว่ามีเหตุมาจากจุดความสนด้านใดด้านหนึ่งพัฒนาสู่ความเชี่ยวชาญในสาขานั้นๆอย่างแท้จริงๆ (แบ่งเวลาให้เขาได้คิดเองบ้างอย่างแท้จริง) หมายเหตุ เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ต้องขออภัยถ้าหากเกี่ยวข้องกับท่านใด ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 11 ม.ค. 2549 (10:24) ปรับวิธีการวัดผล ตอนนี้เด็กเขาเรียนเน้นตามการสอบเก็งข้อสอบ ปรับวิธีการวัดเดี๋ยวเค้าก็ปรับตัวตามมาเอง bug (IP:203.146.16.50,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 11 ม.ค. 2549 (19:07) I agree absolutely - kids are asked to learn too much about things not relevant to day-by-day living. I think the Thai education system is full of photocopying machines - churning out too many copies of model kids. Sameness is good to keep society stable - in a way we like - a robot world. Diversity is needed to change society - to change the way we live, work and think. With changes we will learn different things. We will learn to live and to work with changes. We will learn to think of how to link together many different things We will learn to cooperate - to live together. If I have a magic wand, kids will learn to talk more, to play more and to work (real work) more on top or as a mode of learning the 3R's. These will be the core competency and assessed by national norms. The rest would be set up as interest groups for kids to join to fill the time at school. Should I wave the wand one more time and wipe "age" limits from education, too? ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 11 ม.ค. 2549 (19:37) ไม่รู้จะกล่าวอย่างไรครับ พูดไประบบคงจะเหมือนเดิม ผมเป็นนักเรียนก็คงต้องก้มหน้ารับกรรม ลักษณ์พงศ์ (IP:203.114.119.248,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 12 ม.ค. 2549 (00:02) เรียนก่อน รู้ก่อน ได้เปรียบก่อนนะคะ เราว่าเป็นผลดีนะ จะได้เตรียมความพร้อมก่อนเข้ามหาลัยไง เปาเปา (IP:203.150.27.133,202.5.87.10,) ขอปรับแต่ง คหพ#13 ไม่อยากให้เราคิด รู้สึกว่า เราเลือกทำอะไร เพื่อที่จะ "ได้เปรียบ" การมุ่งแข่งขัน มุ่งเอาชนะ มุงเอาเปรียบ จะทำให้เราได้ สังคมที่ตัวใครตัวมัน ซึ่งเราลองคิดดูเองแล้วกันว่า สังคมแบบนี้ จะน่าอยู่ร่วมกันหรือไม่ เราต้องเรียน ต้องสอน ให้คิด ให้รู้สึกว่า เป็นหน้าที่สำคัญของมนุษย์ ที่ต้องแบ่งปัน ทำประโยชน์ ในส่วนของการแสวงหาผลประโยชน์ ให้เป็นไปแบบ "พอเพียง" ถ้าเรายิ่งเก่ง ยิ่งมีความสามารถ เราก็ต้องเป็นผู้ให้ เป็นผู้ทำประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ การสะสมเฉพาะตัวเรา ครอบครัวเรา ตระกูลของเรา ไม่ใช่เป้าหมายหลักของชีวิต ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 12 ม.ค. 2549 (12:05) I refer to #12: This is an excellent example of why we need to talk more, to play more and to work (to serve) more. When we talk more then we know what "we all" need. When we play more then we know how we can team up to make things happen. When we work more then we know how to solve real problems in the real world. Dump the dream - do the work! ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 13 ม.ค. 2549 (18:59) เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าจะให้เรียนน้อยลง ปัจจุบันหัวแทบแยกแล้ว นอกจากฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ยังมี วิทย์กายอีก แถมยังใช้ตัดเกรด ไม่สนก็ไม่ได้ เพราะต้องใช้ตอนแอดมิดชั่น R_jark (IP:58.8.36.175,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 14 ม.ค. 2549 (20:46) เห็นด้วยค่ะ เพราะว่าเรียนมาตั้งเยาะพอมาเรียน มหาลัยไม่ได้ใช้เลย ถึงใช้ก็ไม่ลึกมากเลย แต่เรียนมาแทบตาย แต่พอเอามาใช้จริงแทบไม่ ค่อยได้ใช้เลย น่าสงสารเด็กไทยเรียนแทบตายแต่สุดท้ายก็เอาไปใช้ประยชน์ไม่ได้เลย จก (IP:203.155.186.174,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 14 ม.ค. 2549 (23:11) วันนี้ 14 ม.ค. 2549 เป็นวันเด็ก เด็กอย่างผมฝันอยากให้นายกมาอ่านกระทู้นี้จัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯก็ได้คับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 15 ม.ค. 2549 (09:38) ตอนเรียน ครูก็มีให้ทำงานคิดวิเคราะห์ค่ะ แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยมีอิสระในการคิดเลย ครูให้ทำงานมา แต่เวลาเฉลยถ้าไม่ตรงกับที่ครูบอกก็ถือว่าผิด ถ้าทำเช่นนี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้คิดวิเคราะห์หรอกค่ะ หนูกำลังจะขึ้นชั้นมัธยม พออ่านที่หลายๆท่านเขียนมาก็รู้สึกไม่อยากเรียนที่เมืองไทยแล้ว อยากไปเรียนเมืองนอก จะได้พิสูจน์ด้วยตนเองว่าดีจริงหรือเปล่า แต่ก็คงไม่มีเงินขนาดนั้น ญาติที่เขาเรียนเมืองนอกก็บอกว่าดี เผลอๆกลายเป็นที่1ของห้องอีกต่างหากเพราะสิ่งที่โรงเรียนสอนเขาก็เรียนไปหมดแล้ว อิจฉาญาติตัวเองจังเลย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 16 ม.ค. 2549 (10:25) 555+เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับแต่ทำไมหลักสูตรก็ยังเหมือนเดิมล่ะครับ ความจริงน่าจะให้เรียนแบบเมืองนอกไปเลยครับเลือกไปเลยว่าอยากเรียนอะไร ไม่ใช่เรียนมั่วอย่างนี้อย่างคนที่ชอบคณิตฯแทนที่จะอ่านด้านนั้นเลยก็ต้องมาเรียนชีวะอีก ไม่งั้นประเทศของเราก็คงพัฒนาไปไกลกว่านี้เยอะเลยล่ะครับผมว่านะ |