|
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ:
12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549 ชมแล้ว:
29,892
ตอบแล้ว:
540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น
ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย) ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว) ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| -10- 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 184 23 พ.ค. 2549 (16:09) ที่พูดกันว่า ให้เด็กรู้จักคิด รู้จักคิด จะให้เขาคิดเรื่องอะไร ในเมื่อในการเรียนการสอน เด็กเขาไม่เคยคิดจะเรียนกันเลย หรือจะให้เขาคิดแค่ว่าเรียนยากนั้นหรือ ก็เลยไม่คิดจะเรียนกัน นี่หรือที่รู้จักคิด คนสอนฟิสิกส์ (IP:202.29.6.246,unknown,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 185 23 พ.ค. 2549 (16:44) 5.1 ) ถ้าเราเก่งมากๆ เรียนอะไรก็ได้ เราคิดว่าเราจะเลือกเรียนอะไร ... ทำไมจึงเลือก จึงชอบเช่นนั้น ช่วยอธิบายด้วย หนูเลือกเรียนวิทยาศาสตร์ แหง ๆ เลยค่ะ เหตุผลที่เลือกเพราะวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่มั่นใจไม่ได้ค่ะว่าในวันข้างหน้าจะทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง (อาจคาดเดาได้ แต่ไม่มีใครมั่นใจได้หรอกค่ะว่าวิทยาศาสตร์จะพาโลกของเราไปทางไหน) หนูว่ามันน่าตื่นเต้นดีที่จะได้ทำในสิ่งที่เราไม่มีโอกาสรู้ตอนจบล่วงหน้าค่ะ 5.2 ) ถ้าเราไม่ค่อยเก่งเลย รู้อะไร เพียงผิวเผิน พอเอาตัวรอดได้เราจะทำอย่างไรดีกับอนาคตของเรา เป็นนักการเมืองในประเทศด้อยพัฒนามั้งค่ะ ไม่ต้องรู้อะไรเลย มั่ว ๆ ตัวเลขค่าโน้นค่านี้ ทำตัวให้ดูน่าเชื่อถือหน่อย เอะอะก็บอกว่ายังไม่สามารถบอกได้ ยังไม่ได้รับรายงาน เป็นการใส่ร้ายทางการเมือง ฯลฯ คือไม่รู้อะไรจริงสักอย่าง (แต่พยายามพูดเยอะ ๆ ให้เหมือนรู้อ่ะ ถ้าพูดไปแล้วเกิดเรื่องขึ้นก็ทำไม่รู้ไม่ชี้)แต่โยนกลองไปให้ชาวบ้านได้เรื่อย ๆ ไม่ก็สร้างสถานการณ์เบี่ยงเบนความสนใจ พอเอาตัวรอดไปวัน ๆ เหอ ๆ ประเทศที่ได้หนูเป็นรัฐมนตรีคงเจริญยุ่งเหยิงดีพิลึก 5.3 ) เราคิดว่า ... เราเรียนไปเพื่ออะไรกันแน่ ? หนูเรียนเพื่อรู้ค่ะ รู้เพื่อที่วันพรุ่งนี้หนูจะได้ปรับปรุงตัว และเรียนรู้ได้ดีกว่าวันนี้ หนอน (IP:61.90.230.99,10.1.5.46,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 186 24 พ.ค. 2549 (18:37) ดาวว่าไม่นะ จะได้เก่งๆกันไงคะ แม้ว่าเราจะขี้เกียจ แต่เราก็ทำเพื่ออนาคตนะ ดาวอยู่ม.3 ละ ดีใจจัง ที่ทั้งชีวิตเรียนมาได้ขนาดนี้ และเราก็จะเรียนจนเปนด๊อกเตอร์ ดาว (IP:61.19.163.206,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 187 24 พ.ค. 2549 (19:58) คือว่าผ่านช่วงม.ปลายมาได้สองปีแล้วค่ะ ตอนนั้นยอมรับว่าอึดอัดมาก ให้เรียนอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ยากก็ยาก อาจารย์ก็สอนดีนะคะ สอนดีจริงๆ ยอมรับเลย แต่สมองเรามันรับไม่ไหว มันยากเกินไป หัวเราไม่ไปทางวิทยาศาสตร์ คือเรียนพื้นฐานนนี่ผ่านฉลุยค่ะ แต่พอเจาะลึกๆไปแล้ว สมองเราเริ่มล้าแล้วค่ะ มันเหนื่อยอ่ะ การบ้านก็เยอะ วิชาที่เราชอบในสาขาวิทยาศาสตร์จะเป็นชีวะ เพราะไม่มีคำนวณ อ่านทวนกี่รอบก็ไม่สับสน มันอยู่รอบๆตัวเรา แต่พูดถึงผลพลอยได้นะคะ ถือว่าดีเยี่ยมเลยค่ะ ถึงแม้ตอนนี้เราจะไม่ไดเเรยนป.ตรีทางสาขาวิทยาศาตร์ แต่เวลาอ่านบทความต่าง ๆ ในวิชาการ.คอม แล้วก็พอจะเข้าใจบ้าง ไม่ถึงกับงงๆไปหรอกค่ะ มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาข้อดีรึข้อเสียมาพิจารณา การเรียนหนักเกินไปก็ไม่ดีค่ะ มันอัดแน่นเต็มเอี๊ยดไปหมดเลย สมองมันล้า ไม่พัฒนา ด้วยเนื้อหาที่มากเกินไป ทำให้ต้องเร่งสอน เหมือนกับเป็นการจำกัดความคิดและจินตนาการ ต้องเรียนตามหนังสือ ตามแบบทดลองที่กำหนดมา ซึ่งมันเยอะเกินไปค่ะ อย่างเคมีนี่บทเดียวนะคะ เยอะมาก ทดลองกันทุกคาบเลย เด็กบางคนก็อู้สิคะ ช่วยบ้างไม่ช่วยบ้าง ต้องทำใจค่ะ โรงเรียนไทย เรียนหนัก แต่ไม่รู้ของประเทศจีน หนักกว่าเราหลายเท่าพันทวี ต้องให้กำลังใจเด็กค่ะ แกสอบตกอย่าไปตอกย้ำ แล้วเขาจะผ่านมันมาได้เอง มล (IP:202.5.95.205,127.0.0.1, 202.5.87.155,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 188 26 พ.ค. 2549 (11:37) เข้ามาตอบคำถามเล่นๆ 5.1 ) ถ้าเราเก่งมากๆ เรียนอะไรก็ได้ เราคิดว่าเราจะเลือกเรียนอะไร ... ทำไมจึงเลือก จึงชอบเช่นนั้น ช่วยอธิบายด้วย เลือกที่อยากจะเรียน ไม่จำเป็นที่ว่าเก่งมากๆจะต้องเป็นหมอเป็นวิศวะ เป็นอะไรที่เรียนยากๆ เข้ายากๆซักกะหน่อย เราสนใจอะไร ชอบอะไรก็เรียนอันนั้นสิ ไม่แน่เราอาจได้ผู้เชี่ยวชาญทางนั้นเพิ่มอีกมากมายก็เป็นได้ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ สำหรับตัวหนูเอง ไม่ว่าจะเรียนเก่งไม่เก่งก็จะเลือกเหมือนตอนนี้ เข้าใจแล้วว่ามาถูกทาง ตอนนี้เรียนวิทยาศาตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ กำลังขึ้นปี4แล้วก็จะเรียนโท เอก ให้ลึกไปเฉพาะทางมากขึ้นค่ะ โอ้.. ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ 5.2 ) ถ้าเราไม่ค่อยเก่งเลย รู้อะไร เพียงผิวเผิน พอเอาตัวรอดได้เราจะทำอย่างไรดีกับอนาคตของเรา อืมถ้างี้ตัวเลือกก็คงน้อยลงอ่ะนะ เราอาจจะไม่ได้เรียนในสิ่งที่เราสนใจจริงๆ แต่ใช่ว่าคน1คนจะมีเรื่องที่สนใจเพียงเรื่องเดียวใช่ไหมคะ ลองเลือกที่รองๆลงมาและประเมินตัวเองดูว่าเราไปไหวไหม และก็ปรับปรุงตัวเองด้วยนะคะ 5.3 ) เราคิดว่า ... เราเรียนไปเพื่ออะไรกันแน่ ? เรียนเพื่อให้มีความรู้ และนำความรู้ไปใช้พัฒนาโลกนี้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคุณ การแก้ปัญหาทุกเรื่องต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ จริงไหมคะ กวางไทยๆ (IP:61.91.152.76,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 189 26 พ.ค. 2549 (14:22) เรียนเยอะไปจริงๆค่ะ กับวิชาที่ไม่ค่อยจะได้ใช้ประโยชน์ซะด้วยสิ คะแนน ใช้วัดอะไรได้บ้าง? วัดความเข้าใจ ได้เพียงชั่วขณะเท่านั้น ........ ไม่ได้ใช้ ไม่เท่าไหร่ก็ลืม วัดความไม่เข้าใจ??? ........ เคยเรียนฟิสิกส์ที่มหาลัย ไม่เข้าใจเลย ทำแต่โจทย์ก่อนสอบ (เนื้อหาอ่านไม่ทัน) เข้าไปเขียนอะไรคุ้นๆ ได้ B แฮะ คะแนนไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต อย่าไปยึดติดกับมันนะคะ คนเราเกิดมาทำไม? ไปเรียนวิทยาศาสตร์ทางใจกันดีกว่า... Famous Eistien said "If theres any religion that would cope the scientific needs it will be Buddhism." นั่งธรรมะ ให้พบพระ แล้วคุณจะรู้คำตอบ ^^ เด็กเกียรตินิยมเหรียญทอง จุฬาฯ (IP:58.8.90.110,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 190 26 พ.ค. 2549 (14:27) อ้อ ลืมบอกเคล็ดไม่ลับไป เวลาหัวตื้อๆ คิดอะไรไม่ออก อย่าไปทู่ซี้นะคะ "คิดไม่ออก ให้ออกจากความคิด ทำจิตให้สงบ แล้วคุณจะพบคำตอบ" พระท่านว่าไว้ค่ะ คนตะกี๊ (IP:58.8.90.110,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 191 26 พ.ค. 2549 (21:15) เยอะมันก็เยอะอ่ะ แต่ซ้ำซากมากกว่า เรียนแล้วเรียนอีก เรื่องเดียวกันนี่เรียนกันแย่ pui (IP:203.151.123.93,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 192 26 พ.ค. 2549 (21:36) นี่อาจจะเป็นตัวบอก พัฒนาการของเด็กปัจจุบันก็เป็นได้นะครับ ว่าเขาสามารถค้นพบตัวเองได้เร็วกว่ามนอดีต เมื่อพัฒนาการของเด็กเปลี่ยนไป ระบบก็ควรจะปรับตามนะครับผมว่า Mike (IP:203.118.81.49,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 193 27 พ.ค. 2549 (19:50) เด็กไทจะเปนบ้าเพราะกวดวิชา ผมว่า Admission ระบบดีแต่ว่าคนทำมันไม่ดีมากกว่า โทดระบบไม่ได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 196 29 พ.ค. 2549 (10:05) ขออภัย เผลอลบกระทู้นี้ไปค่ะ .. ถ้าเรียนเยอะแล้วเราได้อะไรที่เราเรียนไปจริงๆก็ดีนะคะ แต่จากประสบการณ์ที่มีจนถึงตอนนี้มันกลายเป็นว่าเราไม่ได้อะไรเลยจากการกระหน่ำเรียนขนาดนั้น มันเหมือนกับว่าคุณมอบพลังกายพลังใจทั้งหมดให้กับบางสิ่งบางอย่างที่คุณจะมีเพียงชั่วครู่แล้วก็สลายไป สำหรับฉันแล้วการเรียนเยอะทำให้เราต้องให้เวลากับหลายๆสิ่ง สิ่งละนิดสิ่งละหน่อย แล้วตอนสุดท้ายก็จะไม่เข้าใจอะไรเลยเพราะเราไม่มีเวลาที่จะมองแต่ละสิ่งให้ลึกกว่าที่เราได้ข้อมูลมา มีคนนึงที่บอกว่าเด็กอเมริกันว่างมากเกินไปฉันว่าไม่ถูกไปทั้งหมดนะ หลายๆคนในเวลาว่างของพวกเขาพวกเขาใช้มันเสาะแสวงหาอะไรที่เขาอยากรู้เพิ่มเติม แล้วพวกเขาก็ประสบความสำเร็จกันไปเยอะ ในขณะที่เด็กไทยหัวฟูเรียนอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมรับอาหารสมองที่คนอื่นป้อนให้ และก็ไม่มีเวลาที่จะหาอะไรมาเพิ่มแล้วเพราะมีทั้งการบ้านทั้งเรียนพิเศษ แล้วเราได้อะไรจากมันล่ะ? สอบผ่าน..อืม..ดีนี่..แล้วไงต่อ?...แค่นั้น เรียนเป็นสิ่งที่ดีนะคะแต่แน่ใจแล้วหรือว่าต้องเรียนมากขนาดในโรงเรียนนั้นถึงจะดี? ฉันไม่คิดอย่างงั้น ี โดย: a dork in a sock อืม ... ฟังๆดู น้องๆ หลายๆคน มีแนวคิด มีความคิดเห็น น่าสนใจมาก ดูเหมือนว่า หลายๆคน จะยืนยัน การเริ่มที่จะค้นพบอะไรบ้าง เริ่มที่จะเลือกอะไรด้วยตัวเองบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี และสำคัญมาก เมื่อใดก็ตาม ที่เราเริ่ม ทบทวน สิ่งที่ผ่านมา ปัจจุบัน และอนาคตของตัวเรา เราก็เริ่มจะเป็น ผู้กระทำมากขึ้น การที่เคยเป็น ผู้ถูกกระทำ ก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจน ต่อประเด็นของกระทู้คือ 1. เราในฐานะนักเรียน คิดว่า เราได้ถูกกระทำอะไรบ้าง 2. ในข้อจำกัด เงื่อนไขในข้อ (1) เราคิดว่า เราจะเลือกระทำอะไรเองบ้าง แน่นอน มีหลายอย่างที่เราอยากให้ปรับเปลี่ยนโดยระบบ แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถลงมือทำได้คือ เริ่มที่ตัวเราเอง ระบบการศึกษา ถูกวางไว้ โดยรวม เพื่อคนส่วนมาก ( ในขณะที่คณะบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง มีทัศนะ ความเข้าใจ เรื่องของคนทั้งหมดในสังคม อย่างไรบ้าง ชัดเจน หรือมีอคติอย่างไรบ้าง ) จึงย่อมมีข้อจำกัด เมื่อนักเรียนเอง ผู้ปกครอง สภาพแวดล้อมทางสังคม ก็ล้วนมีความแตกต่างกัน เราคงต้องการ การปรับเปลี่ยนที่จะสนองสภาพจริงในการเรียนรู้ของแต่ละคน ให้หลากหลาย ทัดเทียม หรือ สมดุล กันมากขึ้น ความเห็นเพิ่มเติมที่ 198 16 มิ.ย. 2549 (14:17) พระบรมราโชวาทในหลวง "หนังสือ" คือ ธนาคารความรู้ "หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมาคิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้" http://www.komchadluek.net/2006/06/14/e001_17852.php?news_id=17852 พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับการอ่านที่ได้ทรงพระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศเข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2514 ซึ่ง ศ.เกียรติคุณ น.พ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี กล่าวในการปาฐกถาหัวข้อ "ในหลวงกับการอ่าน" ในการเปิดตัวโครงการ "เด็กไทยรวมใจอ่านถวายในหลวง 60 ล้านเล่ม" ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กระดาษดั๊บเบิ้ลเอ และบริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด องคมนตรี กล่าวด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราโชวาทว่า "ความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา" พร้อมกับแนะถึงแนวทางการปฏิบัติตามพระบรมราโชวาท เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนว่า หนังสือ คือ ธนาคารความรู้ เมื่อพระองค์รับสั่งถึงความรู้ ถ้าอ่านหนังสือแล้วต้องคิดด้วยหลักเหตุผล เพราะการเรียนรู้ลักษณะแรก คือ การเรียนรู้ หรือรับความรู้ของผู้อื่นจากการฟัง การอ่าน สังเกต จึงต้องรู้ตามเขาโดยยังมิได้พิจารณา พิสูจน์ สอบสวน อาจถูกผิด ดี ชั่ว มีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ จึงต้องศึกษาให้กว้างขวางไว้เป็นพื้นฐานก่อน "ในชีวิตคนเรา พระองค์ทรงแนะนำว่า ให้อ่านกว้างๆ เยอะๆ และทรงแนะนำว่า ให้คิดว่าหนังสือที่เราอ่านเป็นความรู้ของคนอื่นยังไม่ประทับตราอยู่ในสมอง ซึ่งเป็นความรู้ของเรา เช่น เราอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง อ่านเสร็จเราไม่ได้คิดตามแล้วลืมไปหมดเลย แต่ถ้าเราอ่านแล้วคิดตามไปด้วย ใช้หลักเหตุผลจนกระทั่งเกิดเป็นความรู้ที่ประทับอยู่ในสมองของเรามันกลายมาเป็นความรู้ของเรา" ศ.เกียรติคุณ น.พ.เกษม กล่าว เพราะฉะนั้น ความรู้ในความหมายของพระองค์ท่านนั้น การอ่านมี 2 ระดับ คือ ระดับที่ 1 เราต้องไปอ่านความรู้คนอื่น ส่วนระดับที่ 2 เราเอามาคิดใคร่ครวญ จำไว้เป็นความคิดของเรา ตอนนี้เป็นสมบัติของเราใครเอาไปก็ไม่ได้ ก่อให้เกิดความรู้ หรือเรียกว่า "knowledge" และถ้าเชื่อมโยงความรู้ของเราที่มีอยู่ก่อนกับความรู้ใหม่ที่เข้ามา จะเกิดเป็น "ปัญญา" หรือเรียกว่า "wisdom" เรื่องสุดท้ายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเตือน คือ การเอาความรู้ไปใช้ พระองค์ท่านใช้คำว่า "ความฉลาดรู้" คือ รู้แล้วเอาไปใช้ได้ เพราะความรู้นั้นสำคัญยิ่งใหญ่ เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดความฉลาด ความสามารถ และความเจริญก้าวหน้า มนุษย์จึงใฝ่ศึกษากันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การศึกษาหาความรู้ จึงสำคัญตรงที่ต้องศึกษาเพื่อให้เกิดความ "ฉลาดรู้" คือ รู้แล้วสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ โดยไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร จึงเรียกว่า "ฉลาดรู้" หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า "intelligent" โดยสรุปจึงแยกได้ 3 คำ คือ ความรู้ ปัญญา ความฉลาดรู้ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ก็คือ "knowledge" "wisdom" และ "intelligent" โดย "intelligent" นั้นต้องเอาไปใช้ได้ด้วย "ข้อสรุปจากการศึกษาพระราชดำรัส คือ เกิดมาต้องอ่านหนังสือ เพราะหนังสือ คือ ธนาคารความรู้ที่มนุษย์ได้สั่งสมมาตั้งแต่โบราณกาล ถ้าไม่อ่านหนังสือจะไม่ฉลาด รู้ทันเหตุการณ์ เราต้องทั้งกว้างทั้งลึก มีเวลาว่างเมื่อไรก็หยิบหนังสือมาอ่าน เป็นการเอาความรู้จากคนอื่น และรู้จักเอามาแปลงเป็นความรู้ของตัวเอง เมื่ออ่านแล้วคิดด้วยเหตุผล เรียกว่า เป็นความรู้ภายในของเราเอง เมื่อได้ความรู้ใหม่แล้วต้องมาเชื่อมโยงกับความรู้เก่า ก่อให้เกิดเป็นปัญญา ถ้ารู้จักเอาไปใช้ ถือว่าเป็นความฉลาดรู้ เอาไปใช้อย่างชาญฉลาด" องคมนตรี กล่าว ศ.เกียรติคุณ น.พ.เกษม เล่าอีกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์มา 60 ปี ทรงมีโครงการพระราชดำริเพื่อแก้ปัญหาให้แก่คนไทย ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ประมาณ 3,000 โครงการ หากคนไทยจะตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านจะต้องทำอย่างไร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ได้ต้องการอะไรจากพวกเรามากไปกว่าทรงต้องการให้พวกเราเป็นคนดีและรู้รักสามัคคีกันไว้ องคมนตรีแนะสิ่งหนึ่งที่คนไทยสามารถตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เวลาพระองค์ท่านสอนอะไร ควรนำมาศึกษาดูและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ท่าน ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านแล้ว ซึ่งคำว่า คำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หากเรียกเป็นราชาศัพท์ว่า "พระบรมราโชวาท" แปลว่า คำสอน ตัวอย่างเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราโชวาท "หนังสือเป็นธนาคารความรู้" หากจะรับสนองพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่าน องคมนตรีแนะให้หน่วยงานต่างๆ เช่น โรงเรียน บ้าน วัด บริษัท และสถานที่ราชการทุกแห่ง ควรจัดให้มี "ธนาคารความรู้" หรือ "ห้องสมุด" ประจำโรงเรียน บ้าน วัด และหน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้ หากมองในทางพัฒนาในความก้าวหน้าของมนุษย์ เพื่อให้ชีวิตมีความมั่นคง หนังสือมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งค้ำจุนชีวิตให้มีความสุขได้ ซึ่งหนังสือทั่วไปทุกอย่างทุกชนิด โดยเฉพาะทางวิชาการหมด ยกเว้นหนังสือที่ไม่ดี เช่น เคยมีหนังสือเล่มหนึ่ง ฝรั่งเขียนถึงวิธีฆ่าตัวตาย ถือเป็นหนังสือที่ไม่ดีและไม่มีประโยชน์ ... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 199 16 มิ.ย. 2549 (16:45) ตามที่ผมเห็นนะครับ โดยส่วนตัวผมคิดว่าเนื้อหาชั้น ม.ปลาย เป็นเนื้อหาที่หนักมาก และลึกมากด้วย ซึ่งบางวิชาเมื่อเรียนจบไปก็ไม่รู้ว่าจะได้ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ตัวอย่างนะครับ หมอต้องจำเป็นรู้ไหมว่าจะต้องออกแรงกี่นิวตันในการผ่าตัด นักบัญชีจำเป็นที่จะต้องรู้หรือไม่ ว่าหมึกที่เขียนบัญชีไปมีโมเลกุลกี่โมล ขอบคุณครับ St Paul (IP:202.28.25.124,10.0.0.227,) เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าอะไรมีประโยชน์ หรือ ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะว่าไปแล้ว 1. ความรู้ต่างๆ ล้วนมีประโยชน์ อย่างน้อยที่สุด เป็นการขยายความเข้าใจของเราต่อโลก ไม่ทำให้เราเป็นคนคับแคบ คิดเห็นอะไรง่ายๆ ปิดกั้นตัวเอง 2. ความรู้ที่เราสนใจ คือ ที่เกี่ยวข้องกับคน อย่างน้อย คนคือ ผู้รู้ เป็นผู้ทำให้เกิดความรู้ และเป็นผู้ใช้ 3. คนมีความแตกต่าง หลากหลายมาก แนวคิด มุมมอง จึงแตกต่าง กว้างแคบ เหมาะสมต่างๆกันไป 4. ไม่มีความรู้อะไรจะใช้ได้ทุกเรื่อง (ยกเว้น กฏของเหตุและปัจจัย )5. ไม่มีใคร ที่รู้ทุกเรื่อง 6. ไม่มีใคร ที่ต้องใช้ความรู้ไปทุกเรื่อง 7. ในการประกอบอาชีพหนึ่งๆ ก็จะมีทักษะ ความรู้ที่จำเป็น อยู่จำนวนหนึ่ง 8. การดำรงชีวิตที่ดี ก็ต้องมีทักษะ ความรู้ที่จำเป็นอยู่จำนวนหนึ่ง 9. การอยู่ในสังคม การเป็นผู้ให้ การทำความดี ก็ต้องอาศัย ความรู้ทักษะที่จำเป็น อยู่จำนวนหนึ่ง 10. การที่จะเข้าใจสังคม เข้าใจคนอื่น ก็ต้องใช้ทักษะ ความรู้จำนวนหนึ่ง 11. ถ้าเราเพียงจะเอาตัวรอด ไม่คิดสร้างสรรค์อะไรมาก ก็อาจจะไม่ต้องรู้อะไร นอกจาก ที่เราหยิบฉวยมา หรือพอมีติดตัว ที่ผ่านมา ทั้งตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง 12. แต่หากคิดสร้างสรรค์ จะทำอะไรให้สังคม ก็อาจจำเป็นต้องเป็นคนที่ใฝ่รู้ ค้นหาความรู้ เพิ่มพูน ให้กับคุณภาพชีวิตของเรา เพื่อที่จะแบ่งปัน และให้คนอื่น 13. ถ้าจะคิดให้แคบ เราก็จะแคบ ถ้าพยายามคิดให้กว้าง เราก็จะเปิดกว้าง และเข้าใจอะไรมากขึ้น สุดท้าย ผมไม่ได้เป็นหมอ แต่แน่นอน ยามที่ผมเจ็บป่วย ผมต้องพึ่งหมอแน่ๆ ผมไม่ได้ปลูกข้าว ... แน่นอน ผมกินข้าวอยู่แทบทุกมื้อ ผมไม่ได้ผลิต มือถือ คอมพิวเตอร์ ทีวี VCD รถ ... แน่นอน ผมต้องซื้อสิ่งเหล่านี้มาใช้ ในการทำงาน การดำรงชีวิต ผมไม่ได้ คิดทำดาวเทียม ... แน่นอน ผมได้ดูบอลโลก ผมไม่ได้คิดทำ หนัง ละคร ... แน่นอน ผมสามารถเลือกหนังดีๆ มาชมได้ ผมไม่ได้คิดระบบจัดเก็บภาษี ... แน่นอน ผมต้องเสียภาษี ......... จึงเป็นที่ชัดเจนว่า ระดับประถม และ มัธยม เราจึงควรจะรู้กว้างๆ รู้หลายๆ อย่าง พอสมควร แน่นอน เนื้อหา ก็ต้องมีการพัฒนา ปรับปรุง ไปตามยุคสมัย ตามแนวคิดต่างๆ ส่วนกรณีพิเศษ สำหรับคน ที่รู้ตัวเอง ค้นพบตัวเองแล้ว ว่าถนัดอะไร อยากเป็นอะไร ก็สามารถโฟกัสตัวเอง ลงไปได้ 6 ปี จาก ป.1 ถึง ป. 6 เอาให้อ่านออก เขียนได้ คิดเลขพื้นฐานได้ มีจินตนาการ แสดงความคิดเห็นอย่างง่ายได้ มีทักษะพื้นฐานอย่างง่ายของ ชีวิต รู้จักสังคม รู้จักการควบคุมอารมณ์ มีวินัย ... ผมก็ว่าน่าจะพอ 6 ปี จาก ม.1 ถึง ม. 6 ก็เพิ่มคุณภาพ เพิ่มความรู้ขั้นสูงขึ้น เพิมทักษะเป็นจริง เป็นจังมากขึ้น และเริ่มปูทาง ให้ทางเลือก ที่จะเรียนต่อระดับ ป.ตรี ตรงนี้ ใครที่จะมุ่งไปสายอาชีพ ก็สามารถทำได้ ผมว่า ... คนที่เลือกอะไรให้ตัวเราเอง มักจะไม่ค่อยมีปัญหา ปัญหาคือ ... เราได้มีโอกาสเลือก หรือเปล่า หรือ เพียงไหลตัวเราเองไปตามระบบเท่านั้น ความเห็นเพิ่มเติมที่ 202 17 มิ.ย. 2549 (06:39) บางคนเอาแต่ท่องหนังสือหนังหาจนไม่มีเวลาได้รู้จักโลกใบนี้ให้ชัดเจน ที่เขารู้ที่เขาคิดมันก้เหมือนกับคนอื่นๆที่เป็นเฉกเช่นเดียวกับเขาซ่งจัดได้ว่าเป็นสังคมเดียวกัน คือสังคมที่พูดในเรื่องเดียวกัน ชอบในเรื่องเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้บุคคลเหล่านี้กลายเป็นคนตาบอด ตาบอดทางความคิดมีแต่อคติ อคติต่อผู้อื่นที่ต่างจากตนมองดูผู้คนที่ต่างออกไปด้วยการแบ่งชนชั้น เมื่อคนเหล่านี้เติบใหญ่ต่อไป เค้าก็ต้องปรับตัวให้เข้าสังคมใหม่ แต่ด้วยการที่ว่าเค้าไม่เคยพบปะสังคมที่แตกต่างออกไป จงทำให้เกิดความหวาดกลัวต่อสังคมของพวกคงแก่เรียนทำให้ชนกลุ่มเหลานี้ซ่งมีน้อยได้เข้ามารวมตัวกันเพื่อป้องการตนเองจากสังคมอื่น เพราะคิดว่ามันอันตรายแทนที่จะปรับตัวให้เข้ากันได้เมื่อเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ นานเข้าสังคมกลุ่มใหญ่และสังคมเด็กเรียนก็จะบีบคั้นให้พวกเด็กเรียนเพิ่มความเห็นแก่ตัวข้น เพียงเพราะอยากอยู่รอดและเป็นที่ยอมรับของสังคมเท่านั้นเอง นี้แหละคือหน่งในความเสื่อมของสังคม bio_to_you@hotmail.com (IP:124.120.1.173,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 204 17 มิ.ย. 2549 (16:42) หนูไม่ใช่เด็กเรียนนะ แต่หนูเป็นพวกชอบอ่านหนังสืออ่ะค่ะ หนูเลยมาแก้ต่างให้ตัวเองนิดนึง ตรงที่ใคร ๆ ชอบมองว่าถ้าวัน ๆ เอาแต่อ่านหนังสือแล้วจะทำให้รู้จักโลกไม่ชัดเจน หนูไม่เถียงว่าการออกเดินทางไปในโลกกว้างด้วยตนเองจะทำให้รู้จักโลกมากขึ้น แต่ในทางกลับกันหนูไม่สามารถไปได้ในทุก ๆ ที่ของโลกใบนี้การอ่านหนังสือจึงเป็นตัวเปิดโลกทัศน์ให้กับหนูมากเป็นอันดับหนึ่ง แล้วคนส่วนมากที่ชอบอ่านหนังสือก็คงไม่มีใครที่อ่านหนังสือเพียงเล่มเดียว หนังสือเรื่องเดียวกัน 2 เล่มหลาย ๆ ครั้งก็มีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ยิ่งอ่านเรื่องเดียวกันแต่คนแต่งต่างกันหลาย ๆ เล่ม เราก็จะได้ข้อมูลที่แตกต่างจากมุมมองที่แตกต่างของคนแต่ง หนูว่าบางครั้งการอ่านหนังสืออยู่กับบ้านบางทียังทำให้เห็นโลกได้กว้างกว่าการไปสัมผัสจริง ๆ ซะอีก อย่างเวลาที่หนูไปต่างประเทศ หนูก็ได้เห็นเพียงมุมเล็ก ๆ ของประเทศที่หนูไป รู้จักคนที่นั่นไม่กี่คน แต่เมื่อหนูอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับประเทศเหล่านั้น หนูจะรู้ทั้งภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและมุมมองที่เขามีต่อประเทศไทย หรืออื่น ๆ อีกมากมาย แล้วหนูก็ไม่เถียงอีกเหมือนกันว่าการที่หนูทุ่มเทเวลาให้กับหนังสือมาก ๆ ก็ทำให้หนูไม่ค่อยออกไปพบปะกับผู้คนในสังคมบ่อยนัก แต่การอ่านหนังสือกลุ่มจิตวิทยา และมรรยาททางสังคมก็สามารถทำให้ การออกสังคมแต่ละครั้งของหนูไม่เก้อเขิน และวางตัวได้อย่างเหมาะสม (ในสายตาของผู้ใหญ่ที่พาหนูไป) และการที่อ่านหนังสือมาเยอะ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนูเข้ากับสังคมได้ดีเพราะหนูสามารถที่จะพูดคุยกับคนอื่น ๆ ได้หลากหลายเรื่อง สำหรับหนูซึ่งไม่ใช่เด็กเรียน แต่จับผลัดจับพลูมาอยู่ในโรงเรียนที่ใคร ๆ มองว่าเป็นที่ของเด็กเรียน หนูก็ไม่เห็นว่าเพื่อน ๆ ของหนูจะเข้ากับใครไม่ได้นะคะ ยิ่งพี่ ๆ ที่จบไปหนูก็เห็นเป็นแกนนำในการทำกิจกรรมของหมาวิทยาลัยตั้งเกือบครึ่ง มีสักไม่ถึง 5% มั้งค่ะที่ไม่ได้ช่วยงาน (หนูฟังพี่ ๆ เขาบอกกันมานะคะ) แต่พี่ ๆ กลุ่มนั้นก็ไม่ได้มีลักษณะของเด็กเรียนอะไร เขาไม่ได้เลือกที่จะไม่เข้าสังคมเพราะจะเรียนอย่างเดียว แต่เพราะเหตุอื่น ๆ บางคนชอบเล่นเกมคอมฯ มากก็เลยไม่สนใจใคร บางคนก็ชอบที่ใช้ชีวิตตามลำพัง ประมาณนั้นอ่ะคะ หนูอาจจะเข้าข้างตัวเองและโรงเรียนของหนูนะคะ แต่ถึงแม้พวกเราจะแปลก ๆ แม้จะถูกตีตราจากหลาย ๆ คนว่าเป็นพวกเด็กเรียน แต่หนูมั่นใจว่ายังไม่มีใครเคยตีตราว่าพวกนักเรียนโรงเรียนหนูเห็นแก่ตัว แน่ ๆ เลยค่ะดังนั้นสำหรับหนูแล้วเด็กเรียนก็คือเด็กเรียนค่ะ ส่วนคนที่เห็นแก่ตัว ก็คือคนที่เห็นแก่ตัวค่ะ เป็นคนละ set กัน อาจจะมีบางส่วนที่ intersec กัน (เพราะความเห็นแก่ตัวสามารถพบได้ในคนทุกประเภทไม่เฉพาะเด็กเรียน) แต่ไม่มีใครเป็น subset ของซึ่งกันและกัน ดังนั้นสำหรับหนูสังคมที่เสื่อม (?) น่าจะเป็นผลจากการที่สังคมมีคนเห็นแก่ตัวค่ะ ไม่ได้เกิดจากการที่มีเด็กเรียน ถึงหนูไม่ใช่เด็กเรียนแต่หนูก็ยืนยันว่าหนูชอบที่จะเรียนรู้ทั้งด้วยการเรียนรู้จากผู้อื่นและตนเองค่ะ หนอน (IP:61.90.230.99,10.1.5.21,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 205 17 มิ.ย. 2549 (16:46) หนูพิมพ์คำว่า "มหาวิทยาลัย" ผิดอ่ะค่ะ ขอโทษด้วยค่ะ (หนูดู DVD กับเล่น board พร้อมกันอ่ะคะ รีบ ๆ พิมพ์เลยเพี้ยน = =' ) หนอน (IP:61.90.230.99,10.1.5.21,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 206 18 มิ.ย. 2549 (20:58) เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ melo9k (IP:221.128.111.110,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 207 19 มิ.ย. 2549 (08:12) ก็ท่านที่ได้รับเชิญไปพิจารณาแล้วนำมาเขียนในหัวข้อนี้ ก็ยื่นคัดค้านสิครับท่าน อธิบายให้อาจารย์อื่นฟัง ใครไม่ฟังมาโพสใน Web เลย ทำดีสิ มีคนสนับสนุนแน่ (IP:203.170.231.230,172.16.31.210,) |