คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ: 12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549         ชมแล้ว: 29,886 ตอบแล้ว: 540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น

ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย)

ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง

บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์

จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว)

ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ

อ๊อฟ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 737 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 245 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| -11- 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 208 19 มิ.ย. 2549 (12:10)
การอ่าน ถ้าอ่านเป็น อ่านสิ่งที่ดี และรู้วิธีอ่าน ย่อมก่อให้เกิดสิ่งที่ดี

การแสดงความคิดเห็น ถ้าแสดงเป็น มีข้อมูล มีแนวคิด มีหลักการ เหตุผลที่น่าสนใจ ใช้ภาษาดี เจตนาดี ก็เป็นการแสดงเหตุผลที่ดี

หลายๆอย่าง เป็นเรื่องเชิงคุณภาพ มีเหตุ มีปัจจัย

จึงควรหลีกเลี่ยงที่จะมองเพียงเปลือกนอก เพียงผิวเผิน หรือเลือกเอาเฉพาะที่ถูกใจเรา หรือที่เราไม่ชอบใจ

การมองอะไร หลายๆแง่หลายๆมุม หลายๆด้าน ให้เห็นทั้งส่วนที่เสริมด้านดี และส่วนที่อาจเพี้ยนไปได้ลบได้

มองตามสภาพจริง ให้เห็นจริง

ก็จะไม่ทำให้ยึดติดอยู่กับภาพบางภาพ ติดอยู่ในมุมแคบๆบางมุม
แล้วก็เผลอทึกทัก ว่านี่คือทั้งหมด
MG (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 209 20 มิ.ย. 2549 (03:44)
เท่าที่ได้คุยและฟังกับอาจารย์เก่าหลายคน เค้าก็ให้ความเห็นว่า เด็กไทยเรียนเยอะๆจะได้รู้มากๆ ทั้งที่รู็ว่าเด็กบางคนยังรับไม่ไหว แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะถ้ารู้น้อยจะไม่สามารถแข่งขันในสังคมได้ เว้นเสียแต่ว่าจะปรับเป็นระบบเดียวกันหมด ส่วนเด็กที่รับได้ก็มีแต่พวกที่สนใจวิชานั้นๆ ถึงได้ตั้งใจเป็นพิเศษ

ส่วนระบบเลือกเรียน(ขอยกตัวอย่างอเมริกาแล้วกันเพราะที่อื่นไม่รู้) เราเรียนวันละ 4 วิชา บังคับเรียน 2วิชา อังกฤษ กับสังคม ที่เหลือเลือกตามชอบ
เราก็ถามครูที่สอนเลขเราว่าทำไมที่นี่ถึงสอนง่าย เพราะที่ไทยยากมาก เค้าก็บอกว่า เค้าต้องการให้รู้แค่พื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เรียนลึกก็ไม่ได้ใช้ คนเรียนการตลาดคงไม่มาเป็นหมอ ส่วนคนที่ชอบเค้าก็สามารถเลือกเรียนเฉพาะได้ หรืือ ไปเรียนตอนมหาลัยก็ได้ แล้วถ้าเกิดนักเรียนมีความสามารถวิชาใดเกินเพื่ิอน เค้าก็สามารถไปเรียนในระดับที่สูงกว่า เช่นวิชาอื่นเรียนระดับเดียวกัน แต่พอถึงวิชานั้นๆก็แยกไปเรียนในระดับที่สูงกว่า แล้วเค้าก็ไม่สนใจอายุเลย เค้าดูที่ความสามารถในการรับรู้่มากกว่า ในชั้นเรียนเรามีคั้งแต่ อายุ13-19 แน่ะ

บางที กว่าสิ่งเก่าจะเปลี่ยนแปลงได้ อาจจะต้องรอจนกว่าคนในยุคนั้นจะลาโลกจนหมดก่อนละมั้ง

ถ้าผู้ใหญ่ฟังพวกเราจริงๆ เค้าคงรู้ตั้งนานแล้วว่าพวกเราตวรเรียนอะไร
#.Petora.beaU# เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 210 20 มิ.ย. 2549 (17:58)
สวัสดีทุก ท่านครับ
ผมเห็นด้วย และคัดค้านกับหลายความเห็นครับ
แต่ผมว่า ความเห็นที่ 209 สำคัญที่สุด
เพราะหลาย ๆ ครั้ง แม้จะมีการสำรวจความเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงหลาย ๆ อย่าง
แต่ที่สุดแล้ว ก็ไม่ได้ผลอะไรเลยครับ
ศรีปิงเวียง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1085 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 211 21 มิ.ย. 2549 (12:07)
น่าสนใจครับ ....

เราจะทำให้เกิดขึ้นได้จริงๆ อย่างไร

1. ลดเนื้อหา

2. เรียนเท่าที่จำเป็น และขั้นแนะนำเท่านั้น

3. คืนชีวิต การเรียนรู้ การค้นพบให้กับเด็ก ให้เขาได้ค้นหาตัวเองจริงๆ


คำถามที่ตามมา

1. การวัดผล การแข่งขัน การคัดเลือก เรียนต่อ ขั้นสูงจะทำอย่างไร

2. การเรียนขั้นสูงจริงๆ จะเริ่มขึ้นเมื่อใด?
วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 212 21 มิ.ย. 2549 (18:19)
สวัสดีทุก ๆ ท่านครับ
จากคำถามของคุณวริน
คำถามที่ตามมา

3. จะมีใครฟังบ้างหรือไม่ และจะเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างไร

4. แต่ละโรงเรียนมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน ใช้เป็นเกณฑ์วัดปัญหาได้หรือไม่ ถ้าใช้ เกณฑ์นั้นเป็นอย่างไร
ศรีปิงเวียง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1085 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 213 21 มิ.ย. 2549 (20:08)
เอ ผมคิดว่านะครับ
ถ้าเราเปิดโอกาสให้เด็กเลือกเองได้เนี่ย ยังไงก็ยังโดนผู้ปกครองบังคับอยู่ดีแหละ
เพราะค่านิยมตอนนี้ส่วนใหญ่ก็ หมอ วิศวะ ไรเงี้ยครับ
แม้ว่าผู้ปกครองจะไม่บังคับก็ตาม แล้วเด็กเค้าจะเลือกหรือคับ
เด็กไทยเป็นอย่างไรผมก็พอเข้าใจ เพราะตอนนี้ก็ ม.6 อยู่
บังคับกันได้ว่าถ้าไม่ครบหน่วยกิตก็ไม่จบ เดี๋ยวก็มีวิ่งเต้น -*-
เหอะๆ ผมว่าพื้นฐานจริงๆ น่าจะเป็นการสร้างความเข้าใจให้กับทุกๆคน
ว่าเส้นทางของชีวิตที่จะต้องเลือกนั้นคืออะไร สอนตั้งกะเด็กๆเลยว่า เค้าชอบอะไรแน่
แล้วก็มีการประสานงานกับผู้ปกครอง ว่าเด็กเค้าเก่งด้านนี้ น่าสนับสนุน
เรื่องมาตรฐานก็อีกอัน ต่างโรงเรียน ต่างครูสอน ก็ไม่เหมือนกันแล้ว
ถ้าผมจะเสนอก็ ให้มีจัดการสอบเพื่อรับใบรับรองเลยคับ เช่น
ลง ฟิสิกส์ 1 เรื่อง นี้ๆๆๆๆ ใครเรียนจบก็ติดต่อขอทดสอบ
เพื่อให้รู้ว่าตัวเองผ่านแล้วนะ ทีนี้ถ้าจะเรียน สูงขึ้น เช่น ฟิิสิกส์ 2
ก็ต้องมีใบรับรองมาก่อนว่า จบแล้วนะ ฟิสิกส์ 1 อะ เข้าเรียน ฟิสิกส์ 2 ได้
โดยข้อสอบนี่ต้องออกมาเป็นส่วนกลาง จะได้วัดผลระดับประเทศกันแต่เน่ินๆเลย

แต่ถ้าเป็นแบบนี้ผมว่าก็มีปัญหาอยู่ดีอะ เช่น ครูบางโรงเรียนอาจจะสอนแค่ให้สอบผ่าน
พวกติวเตอร์ก็เปิดคอร์สได้อีกเพียบ เหอๆ -*-

ทำไงดีหว่า ประเทศไทย
neverheal เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 496 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 213 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 216 21 มิ.ย. 2549 (21:06)
เราคิดว่า เด็กไทยเรียกเยอะไปจริงๆ น่าจะทำอย่างเมืองนอก คือ ช่วงเช้าเรียนวิชาการ แล้วช่วงบ่าย ให้ไปทำกิจกรรมที่นร.ได้ลงไว้ มันจะดีกว่า เรียนวิชาการทั้งวัน ซึ่งสมาธิเด็กมันไปหมดแล้ว โดยฌฉพาะในช่วงบ่าย
yinghayoo แห่ง เทพศิรรินทร์ (IP:58.136.206.104,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 217 21 มิ.ย. 2549 (22:52)
"เรียนไปทำไม" ผมว่าถ้าหากการศึกษาไทยทำให้เด็กสามารถรู้ว่าตัวเองเรียนไปทำไมแล้ว ปัญหาหลายๆอย่างของสังคมก็คงจะลดลงไปด้วยและตัวเด็กเองก็อาจจะเรียนหนังสือด้วยความสนุกเป็นสุข และเวลาเรียนที่น้อยกว่าเดิม
กาสรเรียนในปัจจุบันไม่ได้ตอบสนองความต้องการของผู้เรีรยนเป็นหลักดังที่ผู้ใหญ่หลายๆท่านพูดอยู่เสมอ แต่กลับไปตอบสนองต่อโรงเรียนนอกระบบคือโรงเรียนกวดวิชา เน้นให้เด็กรู้จักแต่การแข่งขันกันเอง สุดท้ายคนที่สู้ไม่ได้ก็หันไปพึ่งโรงเรียนกวดวิชาเหล่านั้น ความใกล้ชิดกับครอบครัวตัวเองก็น้อยลง ปัญหาต่างๆก็ตามมามากมาย หากสังคมสามารถทำให้เด็ฏรู้ว่าเรียนแล้วสามารถเอาไปใช้อะไรได้นั้น มันอาจจะดีขึ้นมากกว่านี้
t_t_land2@yahoo.com (IP:58.147.68.95,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 218 22 มิ.ย. 2549 (14:37)
คุยๆไป ดูๆ เราจะวนเวียนไปวนเวียนมาหรือเปล่า
จะเอานี่ ก็ไม่ได้นั่น
ถ้าจะเอาอย่างนั้น ก็ไม่ได้อย่างนี้

พยายาม ให้ช่วยกันมองทั้งใน

1. กรอบของสภาพความเป็นจริง

2. กรอบของความสมดุล และความไม่สมดุล


จะแยกแยะความชอบใจ ออกจากสิ่งที่ควรจะฝึก ปลูกฝังกัน

แยกแยะสิ่งที่ให้ลองได้สัมผัสดูก่อน กับสิ่งที่ให้เลือกได้ ออกจากกันได้อย่างไร

จะสร้างสรรค์ กระทำสิ่งที่ดี หลุดจากกรอบ หรือข้อจำกัด (ทางสังคม) เดิมๆ ได้อย่างไร

เป็นหน้าที่ของใคร

และแต่ละคนจะช่วยได้อย่างไร
MG (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 220 22 มิ.ย. 2549 (23:07)
รอรุ่นเก่า ตายๆไป

ลุ้นรุ่นใหม่

We want you !
DOS32 (IP:203.113.34.7,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 221 23 มิ.ย. 2549 (13:06)
ประเทศไทยน่าจะให้เรียนหนักน้อยกว่านี้ วิชาไหนที่ไม่จำเป็นสำหรับนักเรียนก็ไม่ต้องเรียนในแต่ละสายไปเลย ส่วนวิชาหลักๆก็เรียนลึกๆไปเลยก็ได้
M-78 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 56 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 222 23 มิ.ย. 2549 (13:37)
เรียนเยอะไปหรือเปล่า
ในความรู้สึก ถ้าเรียนแล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้หมด กี่ดีสิ แต่บางอย่างก็ไม่ได้ใช้ จนเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วคุณละเรียนไปทำไม ในเมื่อมันจำเป็น
คุณลองมากลับมุมคิดแบบไม่มีอคตินิดนึงดีไหม
อืมนะ ฉันคิดว่าเหมือนอย่างหนังสือของคุณชาติ ภิรมณ์กุล ท่านบอกไว้ว่า "ชีวิตไม่สูญเปล่า" ฉันเชื่อคะว่าที่คุณได้เรียนมาได้ใช้แน่นอน แต่จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นว่าคุณจะนำไปใช้หรือไม่ อย่างไร สิ่งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับคุณเองแล้วละ จะเรียนมากเรียนน้อย ยังไงคุณก็เป็นเยาวชนที่จะต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ที่เขาคิดและวางแผนมาให้แล้วทั้งนั้น ในที่นี้คุณไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับฉันนะ ทุกคนคิดแปลกได้ การที่คุณคิดอะไรได้หลายอย่าง ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากกระบวนการเรียนที่ ที่แฝงแนบคิดมาให้คุณอย่างไม่รู้ตัวแล้วไงคะ
ไม่มากไปหรอกคะ น้อยไปด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับความรู้ที่ยิ่งใหญ่ สิ่งที่คุณรู้เพียงแค่น้อยนิด แค่เศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น
ยังไงก็ขอให้เด็กไทยทุกคนตั้งใจเรียนก็แล้วกันนะคะ
มอนตี้ (IP:202.129.48.34,192.168.1.104,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 223 24 มิ.ย. 2549 (10:01)
นักวิชาการทั้งหลาย ใส่เนื้อหาวิชามากเกินไปทำให้เด็กแบกรับภาระทั้งหมด น่าสงสารเด้กไทย ที่ต้องเรียนจนหัวโต
amorn_noinoi@hotmail.com (IP:203.114.116.29,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 224 25 มิ.ย. 2549 (11:41)
เรียน ทุกๆท่านที่เคารพครับ
ผมเคยได้ยินผู้ใหญ่ท่านหนึ่งท่านเล่าว่า
หากจะศึกษาอะไร ๆ จากที่อื่นแล้ว
เราต้องเข้าใจ และทราบผลดี ผลเสียนั้น ๆ ให้ทะลุปรุโปร่งเสียก่อน
ไม่ใช่เห็นแค่กระพี้ ก็ลอกมาทั้งกระบิ ไม่ได้ดัดแปลงให้ถูกให้เหมาะสม
การปฏิรูปการศึกษาก็เช่นเดียวกัน ที่วุ่นวายทุกวันนี้เพราะการมองเพียงด้านเดียว โดยมิได้คำนึงสภาพสังคมและความต้องการให้ดีก่อนทำอะไรครับ
ศรีปิงเวียง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1085 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 225 4 ก.ค. 2549 (04:38)
ชี้ศึกษาตกคุณภาพ - นำเศรษฐกิจ พอเพียงแก้สังคม
http://www.thairath.co.th/news.php?section=education&content=11380

นายโคทม อารียา ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวในการบรรยายพิเศษ เรื่อง “สังคมความรู้ และคุณธรรม” เปิดการประชุมเครือข่ายภาคราชการและภาคประชาสังคม 84 องค์กร ว่า สังคมไทยแม้จะมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมแต่ก็ยังไม่มีความแข็งแรงและจำเป็นต้องมีการสร้างความพร้อมให้มากขึ้น

ปัญหาสังคมที่ตนมีความกังวล คือ ปัญญาของไทยลดลง โดยผลสำรวจของสภาที่ปรึกษาฯ พบว่าระดับไอคิวของเด็กไทยโดยเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 90 แต่ระดับไอคิวของเด็กทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 100 และเมื่อมองที่ทางแก้ในด้านการศึกษา พบว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดำเนินการในเชิงปริมาณได้ผล แต่ในเชิงคุณภาพกลับไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก ศธ.ทำให้เด็กได้เข้าเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ เมื่อสำรวจกลับพบว่าเด็กไทยจะได้เรียนในโรงเรียนเฉลี่ยคนละ 8.1 ปี ขณะที่ในประเทศที่พัฒนาแล้วเด็กจะได้เรียนในโรงเรียนเฉลี่ยคนละ 10-12 ปี แสดงให้เห็นถึงการศึกษาสำหรับเด็กไทยยังไม่ดีพอ

นายโคทมกล่าวต่อว่า มีการบอกว่าประเทศไทยจะต้องเป็นสังคมฐานความรู้ แต่กลับพบว่าเรายังไม่เคยคิดอะไรที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ การจดสิทธิบัตรของคนไทยก็ยังมีน้อยมาก จากข้อมูลที่มีผู้จดสิทธิบัตรทั่วโลกกว่า 2 แสนรายทั่วโลก ในประเทศไทยกลับมีการจดสิทธิบัตรเพียง 65 รายการเท่านั้น และที่น่าตกใจคือในจำนวนนี้มีถึง 50 รายการ ที่เป็นการจดสิทธิบัตรโดยคนต่างชาติ เมื่อมองที่ปัญหาความยากจน พบว่า 20 ปีที่ผ่านมามีคนจนลดลง แต่ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยกลับไม่ลดลง ซึ่งเมื่อมองไปที่อนาคตตนเชื่อว่าประเทศเราจะเกิดปัญหาแน่ๆ อย่างไรก็ตาม จากปัญหาทั้งหมดมีสาเหตุมาจากที่เรายังไม่นำเรื่องการศึกษาคุณธรรมมาใช้อย่างจริงจัง
SR (IP:144.138.31.170,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 226 4 ก.ค. 2549 (12:54)
ผมเห็นว่า การที่จะทำให้ไทยเราเจริญได้ในทุกด้าน
ต้องอยู่ที่การศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับคนทุกระดับ

ง่าย ๆ เลย
ต้องสอนให้คนไทยทั้งประเทศเคารพกฎ

เช่น เด็กนักเรียนทุจริตในการสอบ ต้องปรับให้สอบตกซ้ำชั้น
ไม่ใช่เด็กคนนี้มีผู้ปกครองอุปการะโรงเรียน ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นเด็กอื่น ก็ทุบสักทีก็แล้วกันไป ทำอีกก็ทุบใหม่
เด็กก็จะสะสมความคิดทุจริตตั้งแต่เล็กแต่น้อย
เพราะการลงโทษ ไม่สาสมกับความผิด
ต่อไป พอมีกฎหมายในมือก็เขียนกฎหมายแก้ผิดให้เป็นถูกได้อย่างที่เห็นกันในบ้านเมือง

ที่จริง การเรียนเนื้อหามาก ไม่ได้มีความจำเป็นต่อสังคมสักเท่าไรนัก
ดูว่าทุกวันนี้ มีใครเอาความรู้ที่เรียนมาจากชั้นมัธยมปลายมาใช้กันบ้าง
ถ้าใช้ ใช้กี่เปอร์เซนต์

หน้าที่พลเมือง เป็นวิชาสำคัญที่ควรเรียน
แต่ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบผ่าน
แต่เรียนเพื่อให้ซึมเข้าไปในแก่นของหัวใจ

ดูงานฉลองสิริราชสมบัติฯ ที่ผ่านมา
เราเห็นว่าคนแสดงความจงรักษ์ภักดีกันล้นหลาม
จนนานาประเทศตะลึง
แต่ถ้าใครอยู่ในสถานที่นั้น ๆ จะเห็นว่า พอคนลุกจากไป
ก็ทิ้งขยะกองมหึมาเอาไว้
น่าแปลกใจว่า ตอนมา ขนกันมาได้
ตอนกลับ ทำไมไม่มีปัญญาขนไปทิ้ง

ตอนผมเป็นเด็ก
ครูจะต้อนพวกเราลงไปเก็บเศษเล็กเศษน้อยที่สนาม
เราจะไม่อยากทิ้งอะไรไว้ในสนามเลย
เพราะเราเป็นคนที่ทำให้สนามสะอาด

ผมว่า วิชาล้างห้องน้ำ วิชากวาดขยะ วิชาขึ้นรถประจำทาง
น่าจะเอามาสอนกันในชั้นเรียน
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 11417 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 650 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 227 4 ก.ค. 2549 (16:38)
เห็นด้วยกับคนตั้งกะทู้นะ เรียนมาเยอะเวลาไปใช้จริงก็ต้องศึกษาให้รอบด้านอีก ผมเคยคุยกับนักวิจัยและพัฒนา (จริง) คือเขานำความรู้ไปใช้ประยุกต์สร้างผลิตภัณฑ์ บอกว่าที่เราเรียนมาถ้านำไปใช้แค่สัก30% ประเทศไทยก็พัฒนาแล้ว
ช้าง (IP:203.146.35.50,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 228 5 ก.ค. 2549 (15:31)
เรามาช่วยกันเสนอดีมั้ยครับว่า

1. เราอยากให้โรงเรียนสอนอะไร ให้ลูกหลาน เด็กๆ อนาคตของชาติของเรา

2. ถ้าเราเองย้อนกลัยไปได้ เราอยากเรียนอะไร อยากให้เขาสอนอะไรในโรงเรียน

ผมขอเสนอก่อนดังนี้

1. ผมอยากผสมปูน ก่ออิฐ เป็น เอาแค่ ซ่อม ดูแลบ้าน หรือก่อสร้างอะไร เล็กๆน้อยได้ ก็น่าจะดี

2. ผมอยากรู้กลไก การทำงานของ รถมอเตอรไซด์ รถยนต์ ในขั้นที่ ตรวจสอบ แก้ไขอะไรอย่างง่ายได้เอง

รวมทั้งการรู้กลไก การทำงานเครื่องใช้เทคโนโลยีต่างๆ
ตู้เย็น ทีวี VCD ไมโครเวฟ มือถือ (เราน่าจะสอนพวกนี้กันบ้าง)

3. ผมอยากให้มีการปลูกต้นไม้ มีกิจกรรมการปลูกต้นไม้ แต่ละคน มีต้นไม้ที่ต้องปลูกเอง รับผิดชอบเอง และเป็นเจ้าของ

4. ผมอยากให้เด็กไทยที่เรียนภาษาอังกฤษ ได้ครูที่เป็นเจ้าของภาษา หรือได้มีกิจกรรมที่ใช้ภาษากับเจ้าของภาษาจริงๆ

5. ผมอยากให้เน้นเรื่องการกิน การดูแลสุขภาพ การเป็นอยู่อย่างถูกสุขลักษณะ เช่น เรื่องชีวจิต ทำอย่างไร เราจะไม่ป่วย ทั้งทางกาย และจิตใจ

6. เรื่องทักษะพื้นฐานต่างๆ ที่เราควรทำเองได้ ไม่ใช่ต้องไปพึ่งคนอื่น หรือต้องเสียเงิน

7. ผมอยากเห็นศิลปะ ดนตรี ของนักเรียน ของวัยรุ่น ที่สร้างสรรค์ ที่ไม่ใช่อะไร ที่เป็นไปตามกระแสของธุรกิจบันเทิง

8. เรื่องจริยธรรม คุณธรรม การเสียสละ การทำประโยชน์เพื่อส่วนร่วม ต้องมีการปลูกฟัง อย่างต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม

9. การประสานมือกันระหว่างโรงเรียนและบ้าน(ผู้ปกครอง) ผมเชื่อว่าน่าจะมีกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่ทำร่วมกัน เพื่อเยาวชนของเรา

10. ....(ปลง)... สนามเด็กเล่น หรือที่ที่เด็กจะทำกิจกรรมสร้างสรรค์ได้ ต้องมีมากขึ้น
( หยุดเสาร์อาทิตย์ ... จะพาลูกๆ เด็กๆ ไปไหนดี :) )
MG (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 229 7 ก.ค. 2549 (08:07)
เรียนยากเด็กๆไม่ว่า แต่หาที่เรียนต่อตามต้องการไม่ได้นี่แหละแย่สุดๆ เรียนวิดสุดท้ายจบนิติห่วยที่สุด
see_nid@hotmail@com (IP:124.120.60.207,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 230 7 ก.ค. 2549 (11:53)
ตอนเรียนเบื่อที่สุด เกี่ยวกับวิทย์ ทั้งที่ได้เกรดสูงๆในระดับต้นๆของห้องคิงส์(แต่ก่อนเอาเด็กๆเก่งไปเป็นเคสห้องหนึ่ง) เลยเบี่ยงเบนตัวเองไปเรียนเกษตร ของอาชีวะ ดั้นด้นไปจนสุดปริญาของเกษตร

สรุปการเรียนการสอนด้านเกษตร ดูแล้วน่าจะล้มเหลว ถ้าภาวะการณ์ยังเป็นอย่างนี้ เราเป็นประเทศเกษตร น่าจะผลิติวิศวกรเกษตร นักเกษตรมือทอง นักขายผลิตภัณฑ์ครัวของโลก เก่งๆ และมากๆ แต่เรามัวมุ่งอะไรกันไม่รู้ ผมจบออกมา ต้องมาเริ่มศูนย์จากทฤษฎีใหม่ขององค์ในหลวง (ซึ่งชาวบ้านก็เทำได้) เริ่มต้นมาปรับใช้ สิ่งที่ได้มาดีตรงที่ทำให้รู้ว่า องค์รวมของความรู้ ให้รู้ว่าเริ่มต้นจากตรงใหนแล้วก็ไปจบตรงไหน แล้วก็ค่อยทำ ค่อยทำ ซ้ำด้วยเวลา จนมีความรู้สึกว่าตอนเรียนอาจารย์น่าจะสอนให้เราทำอย่างนี้นะ แต่ถ้าให้ย้อนเวลาได้ จะไม่ขอเลือกไปเรียนตรงนั้นเลย เสียดายเวลาครับ

ที่จริงการศึกษาไทยน่าจะโอเพ่นกว่านี้นะ เช่นแพทย์ใครก็เรียนได้ เปิดเหมือนรามฯไปเลย รับไม่อั้น แล้วค่อยๆสกรีน เหมือนวิ่งมาราธอน จนที่สุดก็เหลือแฟนพันธุ์แท้ ส่วนคนที่ออกกลางคัน ก็เอาวิชาที่ได้ที่เกี่ยวข้องไปโอนรวมกับสิ่งที่ตัวเองเรียนใหม่ ไม่ต้องเอ็น อาจใช้เวลาอีกสักนิดก็จบ เรียนแพทย์ปีสี่เบื่อเหม็นยา อยากเรียนบริหารก็เอาวิชาหลักมาโอน แล้วเก็บใหม่บางตัว บางที่ก็อาจจะจบเร็วกว่าแพทย์เดิมด้วยซ้ำ

ผมยังดีใจที่สุโขทัยธรรมาฯ ทำแบบนี้มาหลายปีแล้ว และตอนหลังได้มีโครงการเรียนสัมฤทธิบัตร นำไปโอนได้อีก อย่างผม จึงใช้เวลา สี่ปีสามปริญญา คือตอนแรกจบเกษตรมาแล้วไม่มีความรู้เรื่องการตลาด จึงไปเริ่มเรียนแบบต่อเนื่อง สองปี อยากรู้เรื่องบัญชีอีก ก็โอนของการตลาด บวกกับซัมเมอร์/สัมฤทธิบัตรที่ฝากไว้และโอนได้ ใช้เวลาอีกปี ปี่ที่สี่อยากรู้การเงินการธนาคาร ก็ใช้วิธีเดียวกัน ซึ่งสามใบหลังนี้เรียนเพื่ออยากได้ความรู้เท่านั้นใบปริญญายังเก็บไว้ที่สำนักทะเบียนเลย ตอนนี้เปลี่ยนแผนแล้ว เรียนวิชาที่ต้องการความรู้จริงๆ โดยไม่หวังใบประกาศฯแต่ประการได เช่นการค้าระหว่างประเทศ น่าเสียดาย สุโขทัยฯ ตำรานานๆปรับปรุงครั้ง โดยเป็นข้ออ้างในด้านการผลิตการพิมพ์ ยังเป็นสื่อบังคับขาย เสียดายทรัพยากรของชาติที่นำมาทำหนังสือ ทั้งที่น่าจะใช้สื่อทางอินเตอร์เน็ตให้โหลดไปอ่านแล้ว ซึ่งจะสามารถปรับปรุงให้ทันเหตุการณ์ ได้ทุกปีและควรใช้มืออาชีพที่ได้กิตติมศักด์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ มาเป็นบุคลากรสอนเสริมทางอินเตอร์เน็ต ทุกวันนี้มีการประเมินครั้งเดียว ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน เรียนไปนานๆ จะเดาได้เลยว่าทำข้อสอบอย่างไรถึงจะผ่าน
เหอ เหอ (IP:58.147.8.17,,)

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.