|
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ:
12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549 ชมแล้ว:
29,897
ตอบแล้ว:
540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น
ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย) ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว) ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| -12- 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 231 7 ก.ค. 2549 (12:45) ที่ว่าห่วยนี่ คงเป็นคนเรียนเอง ไม่ใช่นิติ คนที่เรียนจบนิติศาสตร์เป็นบุคคลสำคัญของชาติหรือของโลกมากมาย ดูจากการใช้ภาษาแล้วคะเนได้ว่าคงรู้ภาษาไทยไม่แตกฉาน ยกเว้นแต่ครูในดวงใจ ... ย้อนกลับไปดู สมัยวัยเด็กของแต่ละคน ภาพประทับใจอาจจะมีไม่มากนัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกช่วงชั้นปีก็ต่างให้เราไม่มาก ก็น้อย ที่สำคัญ ... ให้เวลาพ่อแม่ของเราในการประกอบอาชีพ ในขณะที่เราเข้าไปรอ ศึกษา หาวิชา(ยังชีพ)อยู่ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย เราจึง มีทั้งความรู้สึกที่ดีบ้าง และที่แย่ๆบ้าง สมัยที่เป็นเด็กนักเรียน ถ้าตอนนี้ เราอยู่ด้วยตัวของเราเองได้ มีอาชีพที่ค่อนข้าง OK ก็นับว่า เราได้ผ่านพ้นช่วง ที่เป็นภาระทางสังคมไปแล้ว ซึ่งก็จะเปลี่ยนเราเข้าสู่ภาวะ ที่ต้องให้อะไรกับสังคมบ้าง ตรงนี่ก็ไม่แน่ใจว่า สังคมเรา ได้ผลิตคน ที่เอาตัวรอด แล้วหายไปจากวงโคจรของโรงเรียน หรือได้คน ที่หวนกลับมาคิดว่า เราน่าจะทำอะไรๆ ให้ดีขึ้นบ้าง เพราะถ้ามีครอบครัว มีลูก ลูกๆ ของเรา ก็ต้องป้อนเข้าสู่ระบบนี้อีก จนกว่าเขาจะเอาตัวรอดได้ และถ้าหากบางคน จะมีแต่ความรู้สึกแย่ๆ พอพ้นไปแล้ว ก็มีแต่ก่นด่าว่า ตำหนิ สิ่งที่ตัวเองได้รับในอดีต อันนี้เราก็คงต้องยอมรับว่า นี่ก็คือผลิตผลอันหนึ่ง แต่ถ้าหากเป็นเพียงการโยนอะไรกลับไปในอดีต เป็นเพียงการระบายความรู้สึก หรือเพียงให้เกิดความรู้สึกทางจิตวิทยา บางที ก็เป็นไปได้ว่า เราลืมพิจารณา หรือมองข้ามว่า ความรู้สึกแย่ๆ เช่นนั้น เราก็มีส่วนรับผิดชอบอยู่ด้วย ไม่มากก็น้อย วริน (IP:202.12.97.111,10.177.64.18,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 233 8 ก.ค. 2549 (10:23) เมื่อวานเราสอบฟิสิกส์ข้อสอบยากกว่าข้อสอบเอ็นอีก ครายมีเนื้อหาฟิสิกส์แบบละเอียดของ ม.4 ขอร้อง เอามาให้ด้วย ขอแบบละเอียดน่ะครับ seven_the-rain@hotmail.com (IP:58.147.113.87,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 234 8 ก.ค. 2549 (20:03) ผมเห็นด้วยกับเจ้าของกระทู้นี้ด้วยเป็นอย่างยิ่ง ผมคิดว่ามันไม่จำเป็นต้องให้เด็กเรียนละเอียดเกินไปในช่วงม.ปลายและควรที่จะไปเรียนละเอียดลึกในช่วงเข้ามหาวิทยาลัยดีกว่า เรียนไปเดี๋ยวไม่นานก็ลืมแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีวะไม่ควรที่จะเรียนให้มันมากและละเอียดลึกจนเกินไป บางอันมันก็ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ กระทรวงศึกษาธิการไทยควรจะถกหารือเรื่องนี้ได้แล้ว ปรับให้แผนการเรียนให้มันดีขึ้นสิ ขนาดเรียนหนักขนาดนี้เด็กไทยมันก็ยังสู้พวกเด็กเมืองนอกไม่ได้เลย ขนาดเขาเรียนสบายๆ เรียนน้อยกว่าเราตั้งเยอะ นตท.รุ่น 40 (IP:203.114.114.200,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 236 11 ก.ค. 2549 (22:29) ไม่รู่สินะ แต่ว่าการเรียนเยอะ ถึงแม้มันจะลืม มันก็เป็นการฝึกเราในด้านอื่นไปในตัวนะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 237 12 ก.ค. 2549 (11:45) ผลักดันยุทธศาสตร์"หนังสือถึงมือเด็ก" http://www.dailynews.co.th/dailynews/pages/front_th/popup_news/Default.aspx?Newsid=93555&NewsType=1&Template=2 ...ผลวิจัยว่าเด็กไทยอายุตั้งแต่ 10 ขวบ ขึ้นไป ใช้เวลาอ่านหนังสือ 2.29 นาทีต่อวัน ส่วนวัย 10-14 ปี ที่อยู่ในวัยศึกษา ใช้เวลา อ่านหนังสือน้อยที่สุดเพียง 1.28-4.43 นาทีต่อวัน ... [So it seems many kids are studying too hard and some are very fast readers - they can do their daily reading inside 4.5 minutes!] SR (IP:144.138.31.5,,) เราจำเป็นต้องบังคับ ดูแล ให้เด็กตั้งใจเรียนหรือไม่ ถ้าอิสระ ปล่อยให้เล่นมากไป คงไม่ดีแน่ จึงควรต้องมีการบังคับ กำกับ เคี่ยวเข็ญบ้าง แต่วิธีการที่ดีนั้นจะทำอย่างไร ผู้ปกครองเอง ก็ใช่ว่าจะมีเวลา สังคมเองก็บีบ หรือพาให้เราต้องหลงไปทำอย่างอื่น ถ้าเด็ก ไม่ได้เรียนอย่างเพียงพอ (เน้นที่คุณภาพ) ที่โรงเรียน แล้วใครจะช่วยเด็กคนนั้น โรงเรียนก็บอกว่า ทำดีที่สุดแล้ว ผู้ปกครอง ก็ทำอะไรไม่ได้ ไปกว่าที่เป็นอยู่นี้ แล้วเด็ก ก็ถูกปล่อยให้เผชิญกับปัญหา อย่างไม่มีกำลังแรงเสริมที่ดี จึงเป็นไปได้มาก ที่เด็กจะหาทางออก ที่ไม่เหมาะ ไม่ควรแทน วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 239 12 ก.ค. 2549 (17:57) ไม่ได้เรียนเยอะไปแต่เรียนผิดวิธี ทำใหญ่เกิดอาการมึน หูกวาง (IP:210.213.20.142,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 240 12 ก.ค. 2549 (18:53) เยอะมาก Dr.Dolittle (IP:202.28.66.23,unknown,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 241 12 ก.ค. 2549 (22:12) ผมสังเกตุว่า เด็กไทยเรียนวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะฟิสิกส์ เคมี ชีวะมากมายหลายเรื่อง และเจาะลึกด้วย หมายความว่า ความรู้สึกในการเรียนวิทยาศาสตร์ รู้สึกเหมือนกำลังเรียนเพื่อ สอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่ออาชีพในอนาคต สิ่งที่ขาดหายไป สิ่งที่ไม่ได้รับจากการเรียนวิทยาศาสตร์คือ ''ความสำนึกในธรรมชาติ'' ผมไม่ทราบว่ามันเป็นหัวใจของวิทยาศาสตร์หรือเปล่า ผมอ่านหนังสือประเภท Encykobedia หรือเป็นสารคดีเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ มันอาจจะดูอนุบาล ไม่มีการคำนวนที่ซับซ้อน แต่ผมมีความรู้สึกเหมือนผมได้ซึมซับอะไรไปบางอย่าง ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า วิทยาศาสตร์มีอยู่รอบๆตัวเรานี่เอง แต่มันไม่ได้เป็นตัวชี้ผลการเรียนรู้ในโรงเรียนของผม ตัวที่ชื้วัดคือ คะแนนตามรายวิชาของหลักสูตร ดูเหมือนผู้ใหญ่อยากให้เราทำโน่นนี่ ดีอย่างนั้นอย่างนี้ จนโรงเรียนของผมมีคาบที่เรียกว่า คาบ''วิชาการ''จุดประสงของคาบนี้คือ 1.ต้องการให้นักเรียนมี ศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม 2.ต้องการให้นักเรียนคิด วิเคราะห์เป็น โผล่มาอีก2คาบใน1สัปดาห์ เบียดเอาคาบฟิสิกส์และเคมีหายไป ในขณะที่ สังคมและภาษาไทยยังเท่าเดิม และตัวผมก็อยู่สาย วิทย์-คณิต ผมคิดว่า ไม่ว่าจะในเรื่องใด การเรียนรู้ควรให้ทั้ง จิตสำนึก และ เนื้อหาความรู้ เหมือนกับให้ วิทยาการเทคโนโลยี ไปพร้อมๆกับจิตใจคน วิงเวียน (IP:203.118.117.114,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 242 13 ก.ค. 2549 (08:56) ง่า Encykobedia นี่คือ encyclopaedia หรือ encyclopedia หรือเปล่าค่ะ หรือว่าเป็นศัพท์ใหม่อ่า (ช่วงนี้หนูเรียนวิเคราะห์รากศัพท์ เพื่อสอบ TOFEL อ่ะ) หนอน (IP:61.90.230.99,10.1.5.46,) สวัสดีครับ ผมเห็นว่า Encykobedia ที่ถูกต้องน่าจะเป็นencyclopaedia หรือ encyclopedia ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 244 13 ก.ค. 2549 (20:32) ระบบการศึกษาไทยงี่เง่าครับ อัดสมองกันเข้าไปจนพัง ความจริงควรจะตัดพวกวิชาไร้ค่า หรือลดคาบ หรือให้เด็กเลือกเรียน ปัญหาหนึ่งที่คนไทยสู้ต่างชาติไม่ได้เพราะว่า ไม่มีเวลาว่างเอามาทำงานอดิเรก ไม่เกิดไอเดียในการทำสิ่งใหม่ๆ ให้เรียนๆๆๆๆๆ แล้วยังต้องไปเรียนพิเศษ จึงควรจะลดคาบเรียน ให้เหลือ 14.30น แล้วเลิกครับ วิชาภาษาไทย ตัดเหลืออาทิตย์ละคาบ ไม่ทราบว่าเรียนทำไม เราคนไทย อ่านออกเขียนได้ก็พอ ไม่ได้ไปเป็นนักภาษาศาสตร สิ่งที่ผมว่ามา ไม่ได้ใช้กับทุกคนนะครับ เด็กไทยอีกมากมายที่มัวแต่เล่นเกมในเวลาว่าง สำหรับพวกนี้มันก็สมควรแล้วครับ ---- (IP:221.128.108.11,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 245 14 ก.ค. 2549 (05:46) เด็กไทยเรียนเยอะเกินไปจริงๆ ทั้งระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย เมื่อจบป.ตรีแล้ว นำความรู้ไปใช้ในการทำงาน โดยเฉลี่ยถึง10% หรือไม่? ผมเห็นด้วยกับความคิดเห็นที่201 (6 ปี จาก ป.1 ถึง ป. 6 เอาให้อ่านออก เขียนได้ คิดเลขพื้นฐานได้ มีจินตนาการ แสดงความคิดเห็นอย่างง่ายได้ มีทักษะพื้นฐานอย่างง่ายของ ชีวิต รู้จักสังคม รู้จักการควบคุมอารมณ์ มีวินัย ... ผมก็ว่าน่าจะพอ 6 ปี จาก ม.1 ถึง ม. 6 ก็เพิ่มคุณภาพ เพิ่มความรู้ขั้นสูงขึ้น เพิมทักษะเป็นจริง เป็นจังมากขึ้น และเริ่มปูทาง ให้ทางเลือก ที่จะเรียนต่อระดับ ป.ตรี) แต่ขอเพิ่มในระดับป.ตรี ขอให้มหาลัยสอนให้ตรงกับสภาพความเป็นจริงของธุรกิจ/อุตสาหกรรมของประเทศเรา อย่าสอนทฤษฎีมากเกินไป เพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้นำความรู้ไปทำงานวิจัย บริษัทในบ้านเราส่วนน้อยเท่านั้นที่มีการวิจัย และผมยังเห็นด้วยกับความเห็นที่226 และ 228 ว่าควรสอนเด็กให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองได้ รู้จักหน้าที่พลเมืองที่ดี ความเห็นเพิ่มเติมที่ 246 16 ก.ค. 2549 (11:40) เรียนเยอะไปค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 247 16 ก.ค. 2549 (16:58) ใช่ครับ ภาษาอังกฤษ ก็เรียนเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา การเรียนน่าเบื่อ คุณครูสมัยนี้ไร้ประสิทธิภาพ นักเรียนไร้คุณภาพ ปี้ๆนึงเด็กไทยได้โอลิมปิกไม่รู้กี่เหรียญ แต่ประเทศยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ต่างจากประเทศอื่น ยูยะ (IP:125.24.87.140,,) 1) การศึกษา ภาคการเมือง ... เราคงคาดหวังอะไรไม่ได้ นอกเสียจากจะได้ คนดี ที่มีฝีมือ มีความคิดก้าวไกล ไม่ติดอยู่ในกรอบ ในอำนาจของระบบ เข้าไปดูแล 2) การศึกษา ภาคสถาบัน(มหาวิทยาลัย) ... ดูเหมือนว่า ก็ต่างคนต่างทำ และตอนนี้จะพ่วงระบบเศรษฐกิจชนิด ไม่พอเพียง เข้าไปอีก 3)การศึกษา ภาคนักการศึกษา ... ผมอยากให้ถ่อมตน และมองสภาพจริงให้มากๆ การวิจัย หรือกำหนดอะไรจากข้อมูล ข้อเท็จจริง ควรทำ และลดการใช้ความรู้สึก ความคิดเห็น การตัดตอน ใช้แนวคิดของคนอื่น ก็ไม่ควรทำ ต้องทำด้วย ปัญญา ด้วยองค์ความรู้ของเราเอง 4) การศึกษา ภาคโรงเรียน ... แต่ละโรงเรียนต้องเป็นโรงเรียนในฝันของตัวเองให้ได้ ... ฝันดังกล่าว คือ ฝันของเด็กๆ ลูกๆหลานๆของเรา ปลูกฟังสิ่งที่ดี ให้โอกาสที่ดี สนับสนุนทักษะในด้านต่างๆ ... พร้อมๆกับการพัฒนา ข้ามพ้นกรอบข้อจำกัดต่างๆ 5) การศึกษา ภาคประชาชน นี่คือสิ่งที่เป็นจริงในขณะนี้ แต่ละคน แต่ละผู้ปกครอง คงต้องรับผิดชอบเด็กของเราเอง ... น่าเสียดายที่เราได้แต่ ระบบแข่งขัน ตัวใครตัวมัน แต่ไม่มีอะไรที่จะเป็นการร่วมมือกัน ช่วยเหลือกัน วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 249 16 ก.ค. 2549 (19:45) เด็กๆ ต้องเรียนไปตามที่ผู้ใหญ่จัดให้ครับ ไม่ค่อยมีทางเลือก แต่ผมเห็นด้วยกับสุนทรภู่ ท่านสรุปเอาไว้ว่า "อันความรู้รู้กระจ่างถึงอย่างเดีย แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล" ตาเล็ก (IP:203.113.71.166,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 250 19 ก.ค. 2549 (10:24) ผมสนใจ"ผลการวิจัย...."ในความคิดเห็นที่ 237 ของคุณ SR ว่า เขามีวิธีการเก็บข้อมูลในการวิจัยอย่างไร เครื่องมือวิจัยเขาเชื่อถือได้เพียงไหน เด็กในวัยที่ว่านั้น จะอยู่ในโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ แล้วทำไมอยู่ในโรงเรียนยังอ่านหนังสือน้อยอีก เป็นไปได้จริงหรือ หรือไปสำรวจประชากรกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มเดียว แล้วเอามาสรุปว่าเป็นเด็กไทย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 251 19 ก.ค. 2549 (17:14) หนูว่า ระบบการเรียนของเด็กไทย เน้นทางการเรียนพิเศามากกกกกก มากถึงมากที่สุดเลยทีเดียว เวลาว่างของเด็กไทยในเสาร์-อาทิตย์ แทบจะนับคนที่ไม่มีเรียนพิเศษได้เลย ว่ามีกี่คนเชียว ทำให้ยิ่งเรียนเยอะ ยิ่งแข่งกันเรียน ยิ่งละเอียดขึ้นเรื่อยๆๆ |