|
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ:
12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549 ชมแล้ว:
29,881
ตอบแล้ว:
540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น
ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย) ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว) ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| -13- 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 252 19 ก.ค. 2549 (17:40) เรียน อ.นิรันดร์ ที่เคารพครับ ผมตั้งข้อสังเกตว่า ผลงานวิจัยเกือบทั้งหมด(ยกเว้นสำมะโนครัวประชากร)จะใช้วิธีสุ่มตัวอย่างครับ เพราะสะดวกกว่าการสำมะโนครัว กลุ่มตัวอย่างอาจมีขนาดเล็กใหญ่ ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้วิจัย ซึ่งกลุ่มตัวอย่าง อาจมีแนวคิดเดียวกับที่ผู้สำรวจต้องการ หรือไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ ผลที่ได้ จึงเหมือนกับว่าเอามาอ้างอิงกับกลุ่มประชากรได้ แต่ที่จริง อาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผู้วิจัยอาจจะ โมเม โดยการดึงกลุ่มข้อมูลที่สอดคล้องกับความประสงค์ของตน เช่นในผล(ที่เชื่อว่า)วิจัย ของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ครับ และเรื่องประเด็นเยาวชนไทยทำอะไรไม่ดีไม่งามก็เช่นเดียวกับ ผมจึงคิดว่า งานวิจัย อาจใช้เป็นตัวสะท้อนสภาพสังคม,ทรรศนะของผู้วิจัย,เครื่องอ้างอิงผลประโยชน์ หรือสารพัดต่าง ๆ นานา ในยุคยึดข้อมูลเป็นใหญ่ครับ ป.ล. นี่เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้นนะครับ ผมขอกราบขออภัยหากความเห็นดังกล่าวไม่ถูกทำนองคลองธรรมครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 253 19 ก.ค. 2549 (18:44) จิงๆค่ะ กุ๊กเรียนเยอะเหมือนไม่รู้จะเรียนทามไม ตั้งจัยจะเรียนเข้าวิศวแต่ทามไมเราต้องเรียนเคมี ความเห็นเพิ่มเติมที่ 254 19 ก.ค. 2549 (18:50) อืมๆๆๆๆ เห็นด้วยมักมักค่ะ ตอนนี้ก็อยู่ ม.3 แล้วด้วย อยากเป็นทัตแพทย์มากๆเลย ก็คงต้องเรียนสายวิทย์ไปตามฉบับเดิมแหงๆ เรียนก็หนักอ่ะ ทั้งฟิสิก เคมี ชีว เด็กไทยเลยดุเครียดๆกันมากเลย รวมทั้งเราด้วย รู้สึกว่าจะซีเรียสกับการเรียนมากๆ เพราะเพื่อนๆที่ไม่ซีเรียสเท่าไหร่ก็แบบว่างานไม่ส่ง สอบไม่อ่าน เลยเกรดน้อย เลยต้องซีเรียสไง เซ็งมากๆเลย ทำไมเด้กไทยเรียนหนักจังเลยอะ ถ้ามีเงินไปเรียนที่อเมริกาดีกว่าไม่เห็นจะเครียดเหมือนบ้านเรา รัฐบาลก็วิเคราะห์ว่าเด็กไทยไม่อ่าน ก็เพราะอย่างงี้นะสิ เด็กไทยเลยเบื่อหนังสือไปดดยปริยายหันไปหาหนังสือไร้สาระแทนหนังสือเรียน โอ้ยๆๆๆๆๆๆๆๆ ทำไมต้องเรียนหนักขนาดนี้ด้วย เบื่อโว้ยๆๆๆๆๆๆๆๆ ea (IP:203.188.52.32,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 255 19 ก.ค. 2549 (21:18) รู้หลากหลายก็ดีนะครับ แต่ทำไมต้องลึกขนาดนี้ด้วยหว่า -*- เหมือนเรียนเฉพาะทางทุกวิชาเลย เหอๆ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 256 20 ก.ค. 2549 (12:25)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 257 20 ก.ค. 2549 (14:12) ในสังคมที่มีความเห็นที่ต่างกันเป็นเรื่องที่ดี เราจะได้มีแง่มุมให้คิดหลายๆแง่มุม ดีกว่าคิดด้วยกลุ่มคนเล็กๆ(ไม่ถึง 1 %) แล้วนำมาให้กลุ่มคนส่วนใหญ่ปฏิบัติ แล้วก็อ้างข้อดีอันแสนวิเศษ จนลืมกล่าวถึงข้อด้อยไป การศึกษาที่ดี คือการศึกษาที่ทำให้ผู้เรียนค้นพบตนเองพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ (ไม่แน่ใจว่าดีที่สุดหรือเปล่า) การค้นพบตนเองและการพัฒนาตนเองของแต่ละคนอาจใช้เวลาไม่เท่ากัน การเรียนรู้เกิดได้ทั้งนอกห้องเรียน และในห้องเรียน ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว บางคนอาจต้องเรียนมาก กว่าจะพบตนเองได้ บางคนอาจพบตนเองทั้งๆที่ไม่ได้เรียนในระบบ ไม่มีความรู้ใดๆในโลกที่เป็นเรื่องเหลวไหล ความรู้ทั้งหลายทั้งสิ้นมีประโยชน์ทั้งนั้น อยู่ที่คุณว่าจะนำความรู้ที่มีเอาไปใช้ประโยชน์ได้ในแง่มุมใด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องถามก่อนว่าคุณชอบหรือสนใจที่จะเรียนมันหรือเปล่า ความรู้หนึ่งๆอาจมีประโยชน์สำหรับคนหนึ่ง แต่อาจจะไร้ประโยชน์สำหรับคนอื่นอาจเป็นเพราะไม่ทราบว่าจะนำมันมาใช้อย่างไร ที่จริงหลักลูตรระดับชาติไม่ได้กำหนดอะไรมากมาย เขาแค่อยากให้เด็กเป็นคนเก่ง เป็นคนดี และมีความสุข เท่านั้นเอง แต่โรงเรียนเกรงว่าเด็กจะไม่เก่ง ไม่เป็นคนดีก็เลย สร้างหลักสูตรพิศดาร โดยลืมว่าเด็กต้องมีความสุขด้วย แล้วก็สร้างหลักสูตรกันอย่างกล้าหาญ โดยที่ตนเองไม่มีความรู้เรื่องการพัฒนาหลักสูตรอย่างถูกต้องตามหลักการ การตรวจสอบ วิเคราะห์ วิจัย เพื่อนำสิ่งที่ค้นพบมาพัฒนาก็ไม่เห็น (อาจจะมีแต่ผมยังไม่เห็น) จะมีอยู่บ้างก็วิจัยในชั้นเรียนซึ่งเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุแล้วก็ไม่ค่อยได้ทำกันอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง คงเป็นเพราะภาระกิจของครูมันไม่อำนวย แล้วเวลาจะไปสอบเข้าที่ไหน ก็วัดแต่ความเก่ง คิดเก่ง วิเคราะห์เก่ง แล้วจบลงที่ทำคะแนนได้มาก ไม่เห็นมีสถาบันไหนวัดความดี วัดความสุข ของเด็กเลย จะมีก็วัดแวว วัดความถนัด แล้วได้เด็กที่ถนัดจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถามว่าโรงเรียนผิดไหม ครูที่สอนผิดไหม เด็กผิดไหม นักการศึกษาผิดไหม กระทรวงผิดไหม มหาวิทยาลัยผิดไหม แล้วทีบอกกันว่าโรงเรียนมีมาตรฐานไม่เท่ากันนั่นนะ หมายถึงเด็กเค้าสอบคณะยอดนิยม ไม่เท่ากันหรือเปล่า จริงหรือไม่ที่โรงเรียนที่มีมาตรฐานสูง เด็กจะเป็นคนดีกว่า มีความสุขกว่า โรงเรียนที่มีมาตรฐานต่ำ เด็กเรียนไม่รู้เรื่องตกลงเด็กแย่ หรือครูแย่ ผมตอบไม่ได้ ไม่บังอาจที่จะตัดสินใครได้ แต่บางที่เราควรบอกว่า ในตอนนี้ เราควรจะทำแบบไหน จึงจะดี เราจะทำแบบนี้มันจะดีหรือเปล่า อย่าทำแบบนี้นะเพราะทำไปแล้วมันแย่มากเลย ลองดูวิธีนี้นะ เด็กสนใจจริงๆ จะทำแบบไหนดี ทั้งครูทั้งเด็ก จะบ้ากันหมดแล้ว หรือ อื่นๆ เราจะได้มาช่วยกันแก้ปัญหาการศึกษากันเท่าที่ทำได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 258 21 ก.ค. 2549 (00:52) เห็นด้วยกับหลายๆท่านคะ และขอนอกเรื่องนิดนึงนะคะ เมื่อหลายวันที่ผ่านมาการีนได้เข้าไปอ่านวารสารการศึกษาฉบับหนึ่ง เพื่อหาข้อมูลทำรายงาน และได้ไปพบกับสัมภาษณ์หนึ่งเข้าเป็นบทสัมภาษณ์ของคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่ากล่าวโดยสังเขป(ที่จำได้นะคะ)ว่า "คนที่อยากเรียนครู ก็พอมี แต่ที่เขาไม่เป็นครู เพราะว่า เป็นอาชีพที่เงินน้อย ไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ ทำให้แม้แต่คนที่อยากเป็นครูจริงๆไม่เข้ามาเรียนครู คนที่เลือกเรียนครูส่วนใหญ่ ก็เลือกเรียน เพราะ เลือกครูไว้เป็นอันดับสุดท้ายของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และไม่รู้จะเลือกอะไร ดังนั้น แม้แต่คนที่จบครูไป ก็ไม่เลือกที่จะเป็นครู และก็ไม่สามารถโทษเอาความจากเขาได้ เพราะมันเป็นสิทธิที่เขาจะเลือกเอง" การีนยกบทสัมภาษณ์มาเพื่อให้ทุกๆท่านทราบคะ ว่าการจะเรียนมากหรือน้อยไปนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาเท่ากับการที่เราไม่มีคนที่จะถ่ายทอดเรื่องราวหนังสือเหล่านั้น ไม่มีคนที่จะครูที่ดี(ไม่ได้ว่าคุณครูในปัจจุบันไม่ดีนะคะ) ไม่มีผู้ที่ตั้งใจจะสอนเด็กนักเรียน ไม่มีผู้ที่ตั้งการจะสืบสานการสอนอันพึงประสงค์แก่เด็ก คนที่เลือกทำอาชีพนี้ในปัจจุบัน จะมีสักกี่คนที่เลือกทางนี้จริง รักการเป็นครูอย่างแท้จริง คนเรียนเก่งที่อยากเป็นครู ก็น่าจะมี แต่เขาก็ไม่เลือกเรียนครู.... การีนว่า การเรียนมากหรือน้อยไป ส่วนหนึ่งอยู่ที่ครูผู้สอนพิจารณาด้วยนะ ตราบใดที่ครูผู้สอนช่างมันเถอะอยู่กับการสอน คือ สอนไปตามโครงสร้างหลักสูตร ไม่มีการออกมาวิเคราะห์ วิจารณ์ เนื้อหาที่อาจจะมากหรือน้อย เกินไป ลองคิดดูนะคะ แม้เด็กนักเรียนทั้งหลาย จะออกมาเย้วๆๆๆ(ภาษาแสลงนิดนะคะ) ว่าเรียนมากไป เรียนเยอะไป แต่ก็คงไม่มีเสียงเท่ากับคุณครูทั้งหลาย ที่จะร่วมกันสร้างโลกการเรียนรู้ทื่ดีที่สุดแก่เด็กหรอกคะ คุณครูเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาคะ การีนเชื่ออย่างนี้นะ ไม่ได้เป็นการโยนภาระให้แก่ครูแต่อย่างใด เราจะโทษโครงสร้างระบบการศึกษา-กระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกจริงไหมคะ เดี๋ยวนี้...โลกเสรี...มากมาย ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 259 21 ก.ค. 2549 (04:42) ไอคิวเด็กไทยวิกฤต สธ.ระดมสมองหวังสร้างเด็กฉลาด http://www.dailynews.co.th/dailynews/pages/front_th/popup_news/Default.aspx?Newsid=94481&NewsType=1&Template=1 ...ดร.วัชระ กล่าวว่า เด็กเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ ตามต้นทุนของแต่ละบุคคลอย่างเหมาะสมตามวัย ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เพื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา การเลี้ยงดูตั้งแต่แรกเกิดต่อเนื่องไปจนถึงวัยรุ่น จากการติดตามพัฒนาการของเด็กไทยทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา พบว่าตกอยู่ในภาวะวิกฤต โดยไอคิวหรือระดับความฉลาดของต่ำกว่ามาตรฐานสากลกำหนด คือในระดับที่ 100-110 จุด แต่ผลสำรวจในปี 2545 พบเด็กอายุ 6-12 ปี มีไอคิวเฉลี่ย 88 จุด ในกลุ่มอายุ 13-18 ปีลดลงเหลือ 87 จุด ส่วนในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ พบมีพัฒนาการทั้งกล้ามเนื้อ สายตา การสัมผัส อยู่เกณฑ์ปกติเพียงร้อยละ 80 แสดงว่าในกลุ่มเด็กวัยนี้ จะมีเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าอยู่ 800,000 คน... ...นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ค่ามาตรฐานไอคิวปกติ จะอยู่ที่ 90-110 จุดหรือหรือเฉลี่ย 100 ไอคิวระดับ 80-90 จัดอยู่ในระดับปัญญาทึบ ระดับ 70-80 เรียกว่าคาบเส้นปัญญาอ่อน ต่ำกว่าระดับ70 ลงไปเรียกว่าปัญญาอ่อน เด็กเหล่านี้ถ้าอยู่ในชุมชนจะมองข้อแตกต่างไม่ออก เด็กจะพูดคุย ทำกิจกรรมต่างๆ ได้เหมือนเด็กปกติ แต่ความสามารถในการเรียนรู้ การคิดแก้ไขปัญหาจะน้อยกว่า ช้ากว่า ในระดับของปัญญาทึบนั้น สามารถเรียนอยู่ในชั้นเรียนทั่วไปแต่จะอยู่ท้ายห้อง การเรียนไม่ค่อยดี แต่ถ้าอยู่ในชั้นเรียนที่สูงขึ้นจะไปไม่ไหว บางคนอาจทราบตอนที่อายุมากขึ้น อายุสมองจะตามไม่ทันอายุร่างกาย เริ่มมองเห็นปัญหาขึ้นเรื่อยๆ... [Another piece of the jigsaw - where does this go? Dear Arjarn Niran (#250), I have my doubts of the quality of the report in #237. But it is published with names! As ศรีปิงเวียง suggested (#252), research projects may be based on 'poor practices'. (Another problem for Thailand? Cutting corners in research is a fact of life?) My sum of the postings = "We have too many activities, not enough learning".] ขออนุญาต นำเอาประเด็นข้อเสนอของ อ.นิรันดร์ คุณ สร. และ คุณศรีเวียงปิง เกี่ยวกับการนำเสนอผลการสำรวจ ผมว่า ตัวปัญหาที่สำคัญที่เด่นชัดอันหนึ่งก็คือ การนำเสนอผลการสำรวจ ผลการศึกษา หรือวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มประชากร ไม่ได้มีการบอกกล่าวว่า ทำการเก็บข้อมูลอย่างไร ขนาดประชากรเท่าไหร่ และผลสรุปที่ได้ มีความคลาดเคลื่อน หรือน่าเชื่อถือเพียงใด ถ้าไม่ให้ข้อมูล รายละเอียดเหล่านี้ การฟังข้อสรุปที่เสนอ ดูเหมือนว่า เราไม่น่าจะเชื่อถือได้เลย การอ้างชื่อคนทำ อ้างหน่วยงาน ก็หาได้ทำให้น่าเชื่อถือไม่ ผมยังสงสัยอยู่เสมอ ในทุกงานวิจัย ที่ใช้ สถิติ 1. ผู้วิจัย เลือกใช้สถิติ ได้เหมาะสมหรือไม่ 2. ผู้วิจัย เก็บข้อมูลได้ เหมาะสม เพียงพอ หรือไม่ 3. ผู้วิจัย วิเคราะห์ และสรุปได้ ถูกต้องหรือไม่ 4. (สำคัญมากๆ) ผู้วิจัยมีความซื่อสัตย์ และซื่อตรงทางหลักวิชาการ เพียงพอหรือไม่ มีใจอคติ มีการกระทำใดๆที่ลำเอียงเข้าข้างตัวเราเอง เพื่อให้ได้ผลออกมาดูดี เช่นนั้นหรือไม่ 5. มีการตรวจสอบความถูกต้อง มีการวิเคราะห์หาสาเหตุของผลดังกล่าว หรือไม่ ว่าเกิดขึ้นจากอะไรจริง? ความเห็นเพิ่มเติมที่ 261 22 ก.ค. 2549 (17:44) ไม่รู้นะคะว่าเรียนเยอะไปหรือเปล่า รู้แต่ว่าทุกวันนี้ อาจารย์แต่ละท่านก็อยากให้นักเรียนตั้งในเรียนในวิชาที่อาจารย์ท่านนั้นๆสอน จนบางครั้งอาจารย์สั่งงานให้นักเรียนเหมือนกับว่ามีวิชานั้นวิชาเดียว โดยอาจารย์ไม่รู้เลยว่า นักเรียนจาไหวมั๊ย ทุกวันนี้หนูเครียดมากค่ะ พอการบ้านเยอะ เวลาอ่านหนังสือทบทวนก็แทบไม่มี บทเรียนก้อยาก ถ้าไม่ทบทวนหนูก็คงเรียนต่อไปไม่ไหว เลยต้องนอนดึก เช้ามาก็ง่วง เรียนไม่รู้เรื่องอีก จัดตารางไม่ถูกเลย ด้วยความที่หนูไม่ได้ฉลาดอะค่ะ เลยต้องพยายามมากกว่าคนอื่นT^T ... (IP:203.209.91.185,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 262 24 ก.ค. 2549 (16:20) เห็นด้วยกับ คห.260 แล้วสุดท้ายคนเราก็เอาสถิติมาวัดแลจัดบางสิ่ง ซึ่งอาจไม่ตรงกับจุดประสงค์แรกเริ่มเลย เช่น ด.ช.รุ่ง ได้เกรดเฉลี่ยม.ต้นทั้งหมด 2.89 ในโรงเรียนชื่อดังมาก เขาถูกจัดให้ไปอยู่ห้องศิลป์ในระดับม.ปลายทันที โดยไม่ดูเกรดเฉลี่ยแต่ละวิชา ด.ช.รุ่ง เรียนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาตร์ 3 และ 4 มาตลอด แต่วิชาอื่นๆได้ไม่ดีนัก แล้วทำให้เกรดเฉลี่ยรวมน้อยเกินไปที่จะอยู่สายวิทย์ 555+ สถิติง่ายที่สุดเลยนะนี่ แค่นี้ยังผิด คนเดียวแท้ๆ ปัญหาของใคร? วันนี้มีโพลเกี่ยวกับคนดัง ที่มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ พอโพลจะออกมากไปทางไม่ชอบ คนรับใช้ก็รีบออกมาแก้ต่างทันทีว่า ก็โพลทำแค่ในกทม. ถ้าทำทั้งประเทศก็อาจจะไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้ แต่ถ้าโพลออกมาเข้าข้างเขา ... พวกเขาก็จะอยู่เงียบๆ ทำให้เรารู้ว่า สถิติ เป็นเพียงเครื่องมือ ... ใช้เมื่อชอบใจ ได้ประโยชน์ หรือใช้เพื่อ ข่ม หรือ เล่นงานคนอื่น เป็นต้น วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 264 24 ก.ค. 2549 (23:31) ผมมองว่าการเรียนเป็นการฝึกฝนตัวเอง มากกว่าตัวความรู้ที่ได้ ในชีวิตจริงตอบยากมากว่าต้องใช้ความรู้อะไร แต่ถ้าเรามีความสามารถในการเรียนรู้ก็จะทำให้สามารถฟันฝ่าไปได้ ในระดับมัธยมเด็กอาจไม่รู้ว่าทำไมต้องเรียนยกเว้นเพื่อไปสอบเพราะกติกาสังคมกำหนดไว้อย่างงั้นถ้าเรามุ่งไปที่การแย่งกันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าผลสำเร็จของการศึกษาคือการสร้างให้คนหาความรู้เป็น คิดเป็น วิเคราะห์ได้และสรุปผลเพื่อนำไปใช้อย่างที่ต้องการ อันนี้ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องวิชาการเท่านั้น ชาติชาย (IP:124.121.18.244,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 265 25 ก.ค. 2549 (00:37) คุณวริน...คะ เห็นด้วยนะเนี้ย...แต่ว่า มีหลักจิตวิทยาสังคมข้อหนึ่งที่ว่า คนเราจคิดเข้าข้างตนเองก่อน เพราะมองตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของสังคม หรือบางคนว่า เป็นจุดศูนย์กลางของโลกใบนี้เลยนะ นี่ก็อีกประการที่แม้สถิติจะออกมาไม่ถูกใจ ก็ยังอุตส่าห์หาเหตุผลให้ดี ให้ถูกแกตนเองไว้ก่อนอยู่แล้ว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 266 25 ก.ค. 2549 (06:15) Khun ชาติชาย (#264), You have shown us a 'real' and important purpose of learning (educating?). Knowledge (as in books) can be strored and retrieved electronically. Repeating the text millions more times aren't making us (or machines) any wiser. Learning 'how to learn more' in efficient and beneficial ways is (but sadly not certified)! Are we putting kids in school to get them out of harm ways? To train them for the life of slavery - machinery of economic wars? We have not seen many 'enquiring' questions among blogs (Vcharkarn included). We have expected more from 20+ millions Thai kids (but how many can blog?). We have expected more from 65 millions Thai (but how many do bother?). We cannot build the future by just repeating the past - staying in the same rut. We must 'ask'. We must 'explore'. We must 'improve' our fitness and survival. Let us sum up the 'problems', then move into 'next' - solutions 'how' ... Lest we like watching another age of discovery pass by; while chasing industrial dreams. SR (IP:144.134.69.12,,) ชีวิตคือ การเดินทาง ของแต่ละคน หลายๆคน เป็นสังคม เป็นประเทศ เสาร์อาทิตย์ที่แล้ว ผมคุมสอบนักศึกษา - วันเสาร์ เป็นวิชาปีสูง นศ. ค่อนข้างมีวุฒิภาวะ (ปี 3,4) ภาพที่เห็นคือ ความสงบ ตั้งใจทำข้อสอบ จริงๆ ไม่ใช่การทดสอบ หรือวัดอะไรเลย มันเป็นการเรียนรู้อีกครั้งหนึ่ง ผ่านความรับผิดชอบของแต่ละคน ผ่านเข้าไปในตัวข้อสอบ มองนักศึกษาที่ตั้งใจ ทำข้อสอบ อาการเครียดมีบ้างเล็กน้อย แต่เห็นความสนุกในการทำ มากกว่า อาจจะเป็นเพราะว่า วิชานี้ไม่ยากมาก การเรียนการสอนที่ผ่านมา เป็นในแนวทางที่ถูกต้องพอสมควร และข้อสอบก็ดูจะเป็นมิตร ถามในสิ่งที่เขาควรจะรู้ แต่ก็มีท้าทายให้คิดบ้าง ในระดับที่ไม่ยาก ผมมองดู ซึบซับเอาบรรยากาศ เดินดูแต่ละตนทำข้อสอบ แน่นอน มีคนทำได้เร็ว ช้าต่างกันบ้าง แต่โดยรวมแล้ว OK ทุกคน ที่เตรียมตัวมาดีพอควร มีความเข้าใจในประเด็นหลักๆ น่าจะทำได้เกือบหมด ทำได้ทันกันทุกคน ผมมองดู .... ภาพขณะหนึ่งของการเดินทาง นักศึกษาในห้องนี้ ได้มีเวลาเสี้ยวหนึ่ง ร่วมการเดินทางกับผม ในฐานะผู้สอน แน่นอน ผมไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สอนที่ดีมากๆ และนักศึกษาแต่ละคน ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เรียนที่ดีมากๆ แต่ภาพที่เราเห็น สิ่งที่สัมผัสได้ คือ ความงดงาม ความอบอุ่น และกำลังใจ ผมมีกำลังใจ ที่เห็นพวกเขาได้ร่วมผ่านการเดินทางกับผม ชั่วขณะเวลาหนึ่ง จริงๆแล้ว แม้ไม่มีผม ... เขาก็จะได้เดินทางกับ อาจารย์ท่านอื่น จริงๆแล้ว แม้ไม่ใช่นักศึกษากลุ่มนี้ ... ผมก็ต้องได้เดินทางร่วมกับนักศึกษากลุ่มอื่น ตามหน้านี้ ตามโอกาสที่ให้ได้พบเจอกัน การเดินทางช่วงสั้นๆ ทุกคนต่างต้องเดินทาง ร่วมกับคนนี้บ้าง คนนั้นบ้าง และนี่คือการเดินทางของแต่ละคน การเดินทาง ที่จะแปรเปลี่ยนสภาพไปเรื่อยๆ จนกว่า เวลาแห่งการเดินทางของเรา จะจบสิ้นลง จุดหมายเราอยู่ที่ไหน จุดหมายเราอยู่บนทุกขณะของการเดินทางหรือไม่ ? วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,) (แก้ไขที่พิมพ์ผิด) ............................................................................... จริงๆแล้ว แม้ไม่ใช่นักศึกษากลุ่มนี้ ... ผมก็ต้องได้เดินทางร่วมกับนักศึกษากลุ่มอื่น ตามหน้าที่ ตามโอกาสที่ให้ได้พบเจอกัน วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 269 26 ก.ค. 2549 (11:32) การเดินทางอยู่ทุกขณะบนจุดหมาย...จะถูกกว่าไหมคะ คือ...เพราะเรามีจุดหมายจึงต้องเดินทาง ...แต่เอ...? คนเราเดินทางเพื่อหาจุดมายก็มีนี่เนอะ การีนไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนที่ยินดีที่ได้ร่วมทางกับเราเพียงช่วงๆหนึ่ง แต่เชื่อว่า มันอาจเป็นช่วงเล็กๆที่มีค่าสำหรับใครบางคน หรือทุกคนก็ได้...ช่วงที่เราได้เรียนรู้...ในที่เรียน เหมือนการศึกษา มันก็เดินไปเรื่อยๆเพื่อให้ถึงจุดหมายของมัน อาจจะมีอุปสรรคบ้าง แต่ว่ามันคงถึงจุดหมายเข้าสักวันละมั้ง 555+ การศึกษา การเรียน เรียนๆ รู้ๆ เออ...ได้อะไรจากการเรียน(หนังสือ)ไหมเนี้ยเรา? ความเห็นเพิ่มเติมที่ 270 26 ก.ค. 2549 (12:39) ถ้าเรียนแล้วไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ทั้งหมดก็น่าจะเรียนเฉพาะที่ต้องใช้ wongdee_@hotmail.com (IP:203.151.24.20,192.168.212.139,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 272 26 ก.ค. 2549 (17:17) เห็นด้วยกะคห.271 ค่ะ เราเรียนสายศิลป์ภาษา อยู่ม.5 ม.4 เทอม1 เราเรียนชีวะ เทอม 2 เรียนเคมี ม.5 ทั้ง 2 เทอมเราต้องเรียนฟิสิกส์ แถมเทอม2 ยังต้องเรียนบัญชีด้วย รุ่นพี่เราเค้าบอกว่าตกกันระนาวเลยอ่ะ 55555 สายศิลป์เรียนบัญชีไปทำไมหนอ -____-!! ส่วนม.6 เรียนวิชาในหมวดวิทย์แล้ว สบายใจ แต่ตอนentก้อาจจะเสียเปรียบหน่อย ในเรื่องonet ที่ต้องสอบวิทย์พื้นฐาน ปวดหัวมาก แล้วก้ไม่รุ้ว่าจะเรียนไปทำไม แต่ก้ต้องเรียนอยู่ดีอ่า br />
เรียนไปเราก้ไม่ได้ใช้ ไม่ไหวเลยประเทศไทยเราหนักเรียนeng.กะfrมากกว่า อยากให้มันเต็มที่ แต่ก้ทำไม่ได้ เพราะต้องมาใส่ใจกะอะไรที่เราไม่ต้องการ (ไม่เก่งเลย มันก้ต้องใส่ใจ เพื่อให้ผ่าน) เรียนหนักจริงๆเลยม.ปลาย อยากให้ตัดวิชาที่ไม่จำเปนออก อย่างพวกเกษตร/งานบ้าน/งานช่าง/เขียนแบบ ฯลฯ (เคยเรียนมาน่ะ บางรร.อาจจะไม่มี) ขอโทษด้วยนะคะ บ่นเยอะไปหน่อย ^^" เด็กศิลป์ฝรั่งเศส (IP:125.25.150.89,,) |