คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ: 12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549         ชมแล้ว: 29,885 ตอบแล้ว: 540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น

ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย)

ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง

บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์

จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว)

ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ

อ๊อฟ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 737 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 245 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| -14- 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 273 26 ก.ค. 2549 (19:06)
เรียนเยอะจริงๆค่ะ หนู ม.1 เรียนวันละ 7 คาบ เพิ่มเรียนพิเศษอีกเกือบ2ชั่วโมง เป็น9
..........เรียนคณิตสัปดาห์ละตั้ง8คาบ หัวแทบระเบิดค่ะ
หนึ่งคนหนึ่งใจในหนึ่งรัก เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 25 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 274 27 ก.ค. 2549 (05:55)
[And here is a parents's view that sometimes students and teachers ignore!]

จวกนโยบายรัฐเรียนฟรี 12 ปี เปิดช่องร.ร.โขกผู้ปกครองอ่วม
http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=14025

วานนี้ (26 ก.ค.) น.ส.แสงวรรณ มณีวรรณ ตัวแทนจากเครือข่ายการศึกษาเพื่อเด็ก กล่าวระหว่างการประชุมโครงการนำเสนอผลการศึกษาเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 10 : กรณีศึกษาค่าใช้จ่ายการศึกษาที่แพงขึ้นที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่า จากการศึกษาโดยสัมภาษณ์ผู้ปกครอง นักเรียน 899 คน ใน 17 จังหวัด พบว่านโยบายเรียนฟรี 12 ปี รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ความเป็นจริงผู้ปกครองร้อยละ 80 ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มทั้งที่รัฐอุดหนุน 21 รายการ ซึ่งผู้บริหารโรงเรียนระบุงบไม่พอเพราะรัฐอุดหนุนแค่ร้อยละ 30 อีกร้อยละ 70 โรงเรียนต้องดิ้นรนหางบเพิ่ม

น.ส.แสงวรรณ กล่าวว่า ส่วนการอุดหนุนรายหัวระดับประถม 1,100 บาทต่อปีนั้น รัฐจ่ายจริง 7,137 บาทต่อปี ม.ต้นรัฐอุดหนุน 1,800 บาทต่อปี จ่ายจริง 8,450 บาทต่อปี และ ม.ปลายรัฐอุดหนุน 2,700 บาทต่อปี จ่ายจริง 9,000 บาทต่อปี เฉลี่ยอยู่ที่ 6,000-8,000 บาท

ตัวแทนจากเครือข่ายการศึกษา กล่าวอีกว่า จากการศึกษายังพบว่าบางโรงเรียนเก็บค่าล้างส้วม ค่าอบรมผู้ปกครองคนละ 400-500 บาท แถมบังคับให้เด็กซื้อสมุดโรงเรียน บางโรงเรียนจัดโต๊ะจีน จัดงานขันโตก แต่ขายบัตรให้ผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองต้องเป็นหนี้เฉลี่ยคนละ 60,000-150,000 บาท ซึ่งการเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมของโรงเรียนเหล่านี้ ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 ที่รัฐจัดให้เรียนฟรีโดยทั่วถึงและเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 58 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลับให้โรงเรียนสามารถระดมทรัพยากรได้
...
SR (IP:144.138.31.119,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 275 27 ก.ค. 2549 (11:31)
เรามาร่วมเดินทางกันนะครับ .... จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

ถ้าแว๊บดูคนอื่นๆ คนข้างๆ ทั้งที่ใกล้ และ ไกล อาจจะรู้สึกถึงการเดินทางมากขึ้น

ทุกความคิดเห็น จากกระทู้ จากหลายๆท่าน ต่างสะท้อนการเดินทาง

และการเดินทาง ก็ คือ การเดินทาง

ถ้าเราคิดว่า มีจุดหมาย หรือเป้าหมาย ก็เป็นสิ่งที่ดี

แต่เราไม่ควรพลาดว่า ขณะนี้คือ การเดินทาง

เพราะขณะนี้เท่านั้น ที่เราสัมผัสได้จริงๆ
และขณะนี้เท่านั้น ที่เราจะทำอะไรได้

ไม่ใช่ เมื่อวาน หรือวันพรุ่งนี้

เราอาจจะเคยชิน กับ การเดินทางแนวราบ ที่เป็นเรื่องภายนอก ที่เปลือกนอก อาจจะแตกต่างกัน โก้หรู สะดวก สบาย ได้เปรียบ มีอำนาจ มีหน้ามีตา แตกต่างกัน

แต่การเดินทาง ในแนวดิ่ง ภายในตัวเรา
เรากลับให้เวลากับมันน้อยนัก ไม่แน่ใจว่า ได้เริ่มต้นการเดินทาง
ในส่วนนี้บ้างหรือยัง

เรื่องจุดหมาย เป็นเรื่องที่น่าคิด มากครับ

อยากให้ทุกคน ลองถามตัวเองว่า ชีวิตการเดินทางของแต่ละคน
มี จุดหมาย เป็นอย่างไร

ต้องรีบๆ ถามตัวเองบ้าง เพราะเวลาแห่งการเดินทาง ของเราทุกคน ล้วนมีอยู่อย่างจำกัด

จุดหมาย คือ การที่เราต้องได้ ต้องเป็นอะไร จริงๆ เช่นนั้นหรือ?
มันมีจุดหมาย เช่นนั้นจริงๆ หรือ?

หรือว่าเป็นเพียงการเดินทางผ่านเข้าไป

มีส่วนร่วมในการเดินทาง ?

รับรู้ เรียนรู้ อยู่ในทุกขณะของการเดินทาง

พัฒนา มีวุฒิภาวะ ไปพร้อมๆ กับการเดินทาง

ลองหวน ย้อนกลับไปดู หรือ ทอดความคิดออกไปดูว่า

1. ตอน 7 ขวบเราเป็นอย่างไร
2. ตอน 14 ปีเราเป็นอย่างไร (มีแฟนหรือยัง)
3. ตอน 21 ปี (มี ... หรือยัง)
4. ตอน 28 ปี ชีวิตการทำงานเริ่มหรือยัง เป็นอย่างไรบ้าง เริ่มจะมีครอบครัวหรือยัง
5. ตอน 35 ปี ทำตัวเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวได้หรือยัง มีหลักฐาน ความมั่นคงหรือยัง

6. ตอน 42 ปี จะเป็นแบบอย่างที่ดีได้หรือยัง ลด ละ สิ่งสนุกสนาน ตื่นเต้น ภายนอก ได้บ้างหรือยัง

7. ตอน 49 ปี จะเป็นผู้ให้ ได้หรือยัง

8. ตอน 56 ปี เข้าช่วงสุดท้ายของการทำงาน เริ่มนึกถึง ความสงบ การกลับมาสนใจ อยู่กับตัวเราเองจริงๆ บ้างหรือยัง

9. ตอน 63 ปี จะนึกถึง การอำลา การจากไป ของเราบ้างหรือยัง

10. ตอน 70 ปี จะเป็นปราชญ์ชีวิต เป็นปูชนียบุคคล ได้หรือยัง

เดินทางมา 70 ปี .... เราได้อะไร


ช่วยบอกผมด้วยว่า .... แล้วอะไรล่ะ คือ จุดหมายของการเดินทาง

อะไรคือ สิ่งที่เราจะทิ้งไว้ จากวันสุดท้ายของเรา
วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 276 30 ก.ค. 2549 (10:41)
I strongly agree with this article. Thai students study too many subjects even some subjects do not relate to their feilds..I saw in some countries, science undergraduated students study only 3 years. If they are interested to do a research, they can do a honour degree for a year. In this year, they can learn how the life of research is. I saw that all of them were very happy and attempted to produce the publication from their works. Students who study in science but they do not want to work in a research feild can go ahead to industry or any work life. They do not waste the time to do a science research project. In my opinion, I really like this education system. When I was at the fourth year of my degree, I saw some friends were not happy to do a science project. They did not want to be a reseacher so they were not interested to do it. .........
DK (IP:138.25.85.153,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 277 1 ส.ค. 2549 (02:33)
เพื่อนที่ไปเรียนเมืองนอกมา เค้าก็บอกว่าวิชาการเราไม่ด้อยกว่าชาติอื่นเลย ยากกว่าด้วย แต่ทำไม..........
Chompoo เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 116 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 278 1 ส.ค. 2549 (05:10)
คิดง่ายๆ ตามนิสัยคนไทย และ นักเรียนปัจจุบัน คือ เด็กไทยขี้คร้าน ยิ่งให้เรียนน้อยลงยิ่งขี้คร้าน นี้แหละ )) เรื่องจริง ((
แรม (IP:203.150.117.81,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 279 1 ส.ค. 2549 (14:34)
พูดได้คำเดียวค่ะ

สงสารเด็กๆสมัยนี้ เรียนหัวโต แต่ ฉลาดไม่เพิ่ม
แม่เพาเวอร์พัฟ (IP:210.136.115.11,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 280 1 ส.ค. 2549 (18:21)
ขอเพิ่มขยาย จาก คหพ ของคุณ DK
...........................................................

" They did not want to be a reseacher so they were not interested to do it. ......... "


ปัญหาที่น่าสนใจคือ สำหรับเด็กไทย นักเรียนไทย
เขามีความพร้อมที่จะตอบปัญหาต่อไปนี้

1. เขาสนใจอะไร
2. เขาอยากจะทำอะไร
3. เขาอยากจะเป็นอะไร

เมื่อไหร่ ? เทียบเคียงกับกรณีที่ยกของต่างชาติมาได้ เหมือน หรือแตกต่างกันอย่างไร

ระบบของเรา เตรียมพร้อม ให้เขาพร้อมที่จะตอบปัญหาดังกล่าวได้จริงๆ หรือไม่



และถ้าจะเปรียบเทียบกันจริงๆ เราต้องระมัดระวังในการเปรียบเทียบด้วย
เพราะหากเรามีอคติว่า ชาติอื่น คนอื่นดีกว่าเราไปเสียทุกเรื่อง ก็ป่วยการที่จะเปรียบเทียบเช่นกัน
วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 281 3 ส.ค. 2549 (00:04)
ดิฉันนักเรียนชั้นม.5
การศึกษาไม่ทำให้ใครตายหรอกค่ะ แต่ว่าตอนนี้เรากำลังล้มเหลวเรื่องการนำความรู้ที่ได้ไปให้ ในเมื่อเราเรียนไปแล้ว ไม่รู้จะเอาเนื้อหาที่ได้ไปทำอะไรเราก็เลยลืมมันค่ะน่าจะสอนให้เด็กคิดมากกวาค่ะ

หากจะแก้ไขดิฉันขอเสนอว่าให้เรียนแบบปฏิบัติค่ะ คือ ให้นักเรียนทำชิ้นงานค่ะ โดยให้เรียนเป็นกลุ่มย่อยไม่เกิน3คนแล้วได้เกรดโดยส่งชิ้นงานที่ประยุกต์มาจากทษฏีที่มีอยู่ แทนการสอบค่ะ ชิ้นงานผ่านถึงจะเลื่อนชั้นได้ ถ้าไม่ผ่านก็ทำโครงงานต่อไปค่ะ จนกว่าจะผ่านจุดประสงค์ แบบนี้ก็ดีนะค่ะการได้เกรดขึ้นอยู่กับานที่ทำทำแล้วใช้งานได้ก็ผ่าน ทำแล้วไม่สามารถใช้งานได้ถือว่าล้มเหลวต้องทำใหม่ค่ะ เหมือนเรียนปริญญาเลยเนาะทำวิทยานิพนธ์
Kittaya_Punya@hotmail.com (IP:124.157.163.233,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 282 3 ส.ค. 2549 (02:20)
ผิดอย่างแรงเลยครับ คนไทยเรียนน้อยไปต่างหากครับ

ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ ... เขาเรียนกัน 6-7 วัน วันละ 10 ชั่วโมง ครับ แล้วพวกนี้แหละที่กำลังจะแซงฝรั่งมัน ไปเรียน MIT Harvard Stanford ฯลฯ คะแนนชนะฝรั่งโลด

คนไทยนอกจากจะเรียนน้อยไปแล้ว ยังขาดครูเก่งๆด้วย น่าประหลาดที่กระทรวงฯศึกษากลับพยายามจะบังคับให้เด็กขยันเรียนกับครู(ที่ไม่ค่อยจะเข้าใจเลข/ฟิสิกส์/เคมี)ในห้อง แล้วห้ามเด็กไปเรียนพิเศษเอาข้างนอก (ทั้งๆที่ครูเรียนพิเศษ หลายๆครั้งเข้าใจเลข/ฟิสิกส์/เคมี ดีกว่าครูในห้องเสียอีก)

ครูก็ไม่เก่ง แถมยังจะให้เรียนน้อยลง อีกหน่อยแพ้เวียดนามจริงๆครับ (เด็กเวียดนามเรียนเยอะมากๆเช่นกัน) เด็กไทยเรียนน้อยมากแล้วครับ เมื่อเทียบกับเพื่อนในเอเชีย
ผมว่า (IP:129.215.135.181,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 283 3 ส.ค. 2549 (10:46)
จะพูดกันให้ชัด ก็ต้องแยกพิจารณา

1. เรื่องปริมาณ
2. เรื่องคุณภาพ
3. เรื่องวิธีการ
4. เรื่องการวัด การประเมิน
5. เรื่องปรัชญาชีวิต และสังคม (ธรรมะ/จริยธรรม)

บางที ข้อที่ 5 คือ เรื่องปรัชญาชีวิต และสังคม
(ธรรมะ/จริยธรรม)

อาจจะให้คำตอบ (ที่สร้างสรรค์) สำหรับเรา

การเรียน การศึกษา เป็นส่วนหนึ่ง ของการดำเนินชีวิต (ก่อนที่จะตาย)

การเรียน การศึกษา ส่วนหนึ่งก็ได้เข้าไปอยู่ในรั้วโรงเรียน สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ

แต่การศึกษาสำหรับชีวิตนั้น อยู่ทุกที่ ทุกเวลา (จนกว่าเราจะตาย)

ถ้าหาก ไม่ออกมามองข้างนอก หลุดจากกรอบ เงื่อนไขต่างๆ
คำตอบที่เราได้ ก็จะเป็นส่วนๆ ได้อย่างเสียอย่าง

ชอบใจคนนั้น ไม่ชอบใจคนนี้ ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง

1) เราต้องการตอบคำถามนี้ เพื่อใคร ?
2) เราต้องการให้เกิดอะไรขึ้น ?
3) เราต้องช่วยกันอย่างไร ?

4) คำตอบที่ว่า จะมีอยู่จริงหรือไม่ ?

5) คำตอบไหน ที่จะน่าลองเอาไปทดลองใช้ และจะมีข้อดี ข้อเสีย อย่างไร ?

6) คำตอบที่ได้ จะเหมาะกับทุกคนหรือไม่ สำหรับคนที่ไม่เหมาะ จะปรับแก้อย่างไร ?

7) ถ้าต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง (ในทางทีดี) เราจะเริ่มต้นที่ตรงไหน ?

8) เราจะช่วยกันวิเคราะห์กันจริงๆจังๆก่อนได้มั้ยว่า ณ ปัจจุปันนี้เราเป็นอย่างไร ดีอย่างไร ไม่ดีอย่างไร อะไรที่ต้องรักษาไว้ อะไรที่ต้องแก้ไข ... ทิศทางที่น่าจะพัฒนา ดีกว่า ควรจะเป็นอย่างไร ?
วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 284 3 ส.ค. 2549 (21:25)
I agree with K. วริน some parts of 280. In my opinion, I beleive that some Thai students know what they want but they don't have a chance to avoid to do something that they don't want to do. Let me use the same example about the sicence project again. Many of my friends wanted to work as a sale of science products. They though that the science project was not suitable for their future. However, they must do it because it was a compulsory subject to do for graduation. For me, I enjoyed to do a science project because I loved a reseach life. Therefore, it was not a problem for me. When I got a chance to learn something from oversea, I liked some systems there that why I agreed with this article.
However, it doesn't mean that everything from Thailand is worse than oversea. I quite beleive that most people who share the opinions here have a positive mind to our country. Anyway,the opinion may be different which depends on many factors, such as experiences. Again, I respected to all opinions here. I also liked many points of you in 283. I wish that some groups of people in academic feilds will read and think about them. Thank you for nice sharing, by the way..I sorry that I cannot type as Thai.
DK (IP:203.214.139.158,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 286 4 ส.ค. 2549 (21:28)
บางครั้งก็แปลกนะ
เดี๋ยวก็ว่าเรียนเยอะไป เดี๋ยวก็ว่าเรียนน้อยไป

ก็เรียนพวกเคมีชีวะ วิชาหลักทั้งหลายแหล่ มีเยอะก็ไม่ผิดหรอก เพื่อให้ประเทศไทยตามทันโลก ให้เด็กไทยมีคุณภาพ
แต่ก็ควรจะสอนให้เด็กใช้สมองซีกซ้ายบ้าง
ถ้าคนไทยทุกคน เก่งหมด ฉลาดหมด วิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์เป็นเลิศ แต่ขาดมนุษยสัมพันธ์ ขาดคุณธรรม มีแต่คนเก่งแล้วหยิ่ง ชิงดีชิงเด่น แล้วประเทศจะเจริญมั๊ย

ปัจจุบันเราอยุ่มอสาม[จะเอาอะไรกะความคิดเด็กมอสาม]
เนื่องด้วยต้องไปต่อมอสี่ที่อื่น จึงต้องเรียนกันเต็มที
พละถอดออก คอมฯถอดออก สุขศึกษาถอดออก แล้วอัดคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ ภาษาเข้ามาเต็มเอียด ช่วงพิเศษการบ้านที่จะสะสางงานก็ต้องไปนั่งติววิชาหลัก เสร็จก็เรียนพิเศษวิชาหลักถึงหกโมงครึ่ง และที่สำคัญ อีกวิชาที่ถอดออกคือ ศิลปะ ทัศนศิลป์ ดนตรี ถอดออกแล้วมานั่งเรียนวิชาการ
วันเสาร์เรียนพิเศษ วันอาทิตย์ปั่นงานทั้งหลายแหล่ แล้วในเจ็กวันจะได้มีช่วงเวลาพักผ่อนบ้างมั๊ย เกิดเส้นเลือดในสมองแตก แล้วไอที่ติวมาทั้งหมดจะได้ไปใช้สอบเข้าที่ไหนหรอ

ตอนนี้อึดอัดมาก เพราะเรากะเพื่อนจะได้คะแนนดี แล้วทั้งๆที่เป็นเพื่อนรักกันก็ต้องมาแข่งกันเรียน แข่งกันแย่งคะแนน จะเป็นศัตรูกันอยู่แล้วเนี่ย เพื่ออะไร เพื่อเกรด เอาไปทำอะไร ไปเข้าโรงเรียนดีๆ ดังๆ ถ้าคะแนนตกลงนิดเดียวก็จะถูกเพ่งเล็ง ทั้งๆที่เนื้อหายากขึ้น จะมีที่ไม่เข้าใจบ้างเลยไม่ได้หรือไง
ทำไมเขาไม่รับเด็กนักเรียนโดยพิจารณาอย่างอื่นนอกจากเกรดบ้าง เราเล่นดนตรีเป็น มีความสามารถด้านศิลปะคอมฯ แต่มันกลับไร้ประโยชน์ไปหมด สมควรแล้วหรอ
Me' (IP:203.118.84.13,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 287 5 ส.ค. 2549 (21:06)
ทำไมผมรู้สึกว่าผมเรียนเหมือนจับฉ่าย ครับ - -"~

ทำไมผมรู้สึกว่า มันเป็นการเรียนที่ไม่สัมผัสกับชีวิตจริงครับ

ทำไมหลายครั้งที่ผมตอบตามสัจจะวาจาในสิ่งที่ให้แสดงควมคิดเห็น แต่กลับถูกมองว่าผิด?
ร้สึกเหมือนถูกบังคับ..ตอบตามสัจจะวาจา ผิด , ต้องตอบให้ตรงเฉลย

การเรียนเดี๋ยวนี้หลายคนมองเห็นแค่ว่าเรียนไปเพื่อสอบ

อย่างนี้ถือว่าเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษาหรือเปล่า?

ผมแค่ตั้งคำถามกับตัวเองขึ้นมา

เด็กหลายคนที่สอบไม่ผ่าน...ถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์นั่นแหละ
ทำไมนะ...คนถึงเรียก มันว่าเกณฑ์ หรือ มาตรฐาน

...จากสิ่งที่คุณป้อน(หรือพยายามยัดเยียด ให้เขาเรียนรู้)
แล้วก็มาวัดว่า เขาจำ หรือ เข้าใจอะไรได้แค่ไหน

.....ทำไมนี่คือสิ่งที่เรียกว่ามาตรฐาน

คนทุกคนมีวิธีในการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน....

และ ทุกคนมีสิ่งที่พระเจ้าให้มาไม่เหมือนกัน.....>>พรสวรรค์...
บางคนที่ไม่มีความสามารถ หรือ พรสวรรค์ ด้านการเรียน
เมื่อการสอบวัดมาตรฐานมาถึง.....ผมรู้ว่าเขาคงทำได้ไม่ดีเท่าไห่ร
ไม่แน่เอาอาจจะมีพรสวรรค์ในด้านอื่น ๆ

แต่ในขณะนั้น เมื่อเขาทำไม่ได้ตามมาตรฐานที่คุณตั้งไว้

เขากลับกลายเป็นเหมือนไอ้...

ทำไมนะ............การเปิดกว้างทางความคิดถึงมีแค่นี้

ใครกันนะที่พูดไว้น่ะ Child Center....

ผมอาจจะดูบ้า นะ

-0- ผมแค่เห็นตรงช่องข้างบนมันเขียนว่า...

"กล่องแสดงความคิดเห็น"

----------
ขอต่ออีกหน่อยนะ
คุณกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา
แต่ในขณะที่นักวิชาการต่าง ๆ ก็ได้แต่นั่งถกเถียงกันอยู่แตในห้อง
ทำไมคุณไม่ลองลงมาสัมผัสกับ "นักเรียน" ล่ะ
-----------

จบดีกว่าก่อนที่พวกคุณจะหาว่าผมบ้าไปกว่านี้



problem_help@msn.com
Anonymous-YM (IP:58.147.90.101,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 288 6 ส.ค. 2549 (15:21)
ไม่เยอะหรอกค่ะ
ส่าหรี (IP:58.147.80.51,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 289 6 ส.ค. 2549 (20:54)
เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเด็กเรียนเยอะเกินไป

ในฐานะที่เป็นเด็กนักเรียนม.ปลายคนหนึ่ง
มีเรื่องที่อยากทำ อยากลองทดลอง อยากศึกษาเพิ่มเติมนอกเหนือจากวิชาที่เรียนอยู่มากมาย ......แต่ก็ได้แค่คิด

เพราะเวลาที่มีกว่า80-90เปอร์เซ็นหมดไปกับการเรียน การทำการบ้าน การเรียนพิเศษ
คิดอยู่เสมอว่าถ้าตัดคาบเรียนที่ไม่จำเป็นออกไป อาจจะได้เรียนรู้เรื่องต่างๆมากกว่าก็เป็นได้

ระบบการศึกษาไทยที่ให้เด็กเรียนเยอะ+ลึก อยู่ม.ปลาย ขอบอกตรงๆเลยว่าบางหัวข้อที่นั่งเรียนอยู่ เรียนซ้ำๆๆ(แค่เรียนลึกขึ้นบ้าง) ตั้งแต่ประถม1-2ได้แล้ว
รอให้ระบบการศึกษาเปลี่ยนแปลงมานานมากๆๆๆๆๆ
อืม (IP:124.120.159.162,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 290 6 ส.ค. 2549 (22:49)
อืม.....
Karine!! เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 202 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 291 7 ส.ค. 2549 (09:41)
อ่าน คหพ. ของคุณ Anonymous-YM

ถ้าคุณ เป็นนักเรียน

สิ่งที่คุณกำลังบอกเล่าให้เราฟัง

กำลังทำให้ หลายๆ คนได้ "สัมผัส" กับคุณ สัมผัสกับนักเรียนจริงๆ

กระทู้นี้ จัดว่าเป็นกระทู้หนึ่ง ที่ยินดีต้อนรับ ความคิดเห็น ของคนที่แวะเวียนเข้ามาได้ หลากหลายมากๆ ที่สำคัญ คือ เสียงสะท้อนจากน้องๆ นักเรียนเอง

ผมใช้คำว่า "เสียงสะท้อน"

เรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกับ คนหลายๆคน

เสียงของแต่ละคน คือ เสียงสะท้อน

ยังไม่ใช่ คำตอบ หรือ ยังไม่ใช่ข้อสรุป


เราต้องมอง วิเคราะห์เข้าไป ในเสียงสะท้อนนั้นๆ และต้องพยายามวิเคราะห์เสียงสะท้อนของคนอื่นด้วย

การที่เราจะทำให้เกิดเสียงสะท้อนที่ดีได้
เราก็จำเป็นต้อง รับฟังเสียงของคนอื่นด้วย


การที่เราเหตุการณ์ หรือเรื่องต่างๆ ที่เราไม่ชอบใจ
ความรู้สึก เวทนา แบบชอบ ไม่ชอบ จะเกิดขึ้นทันที

เราต้องถอนจากความรู้สึกเช่นนั้น แล้วมองดูตัวเรา ดูเพื่อนๆ ดูคนอื่นๆ อย่างเงียบ สงบๆ

ความสงบ จะทำให้เกิด สมาธิ และจะทำให้เริ่มมองเห็นอะไรๆ ตามสภาพจริงมากขึ้น

กระบวนการคิด อย่างสร้างสรรค์ เพื่อหาคำตอบที่ดี ก็จะเริ่มขึ้น


กระทู้นี้ ผมเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ และได้เรียนรู้อะไรๆ มากทีเดียว

ลองๆ ฟัง คหพ. คนอื่นๆ และคิดตาม เข้าไปจับ ความรู้สึกของคนอื่นดูบ้าง ลองทำดูสักพักนะครับ

เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตัวเรา

ซึ่งผมเชื่อว่า ... นั่นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริงๆ

โดยที่เรา ... เป็นคนเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การเพียงหวังให้คนอื่น หรือโยนความผิดให้คนอื่น แต่ฝ่ายเดียว



ทุกอย่าง ... ล้วนต้องเริ่มที่ตัวเรา
และ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงจริงๆ
MG (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 292 7 ส.ค. 2549 (11:32)
สมองคนเราเป็นสิ่งมหัศจรรค์ของโลกครับเราสามารถเรียนรู้อะไรได้แทบทุกอย่างในโลก ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าบรรจุอะไรได้มากขนาดนั้น อย่ากลัวเลยว่าสมองจะพัง ถ้าไม่ใช้เสียอีกสมองคุณจะฝ่อ

จริง ๆ แล้ว แม้เราจะเรียนอะไรตั้งมากมาย เราก็ไม่รู้สึกว่าเราเรียนเพิ่มมากมายสักเท่าใด วิชการทุกอย่างในโลกมัความสัมพันธ์กัน ต้องสอนให้นักเรียนรู้จักเชื่อมโยง วิเคระห์เหตุผล หาแบบแผนที่เป็นแบบฉบับหรือแบบอย่าง แทนที่จะจำมันทุกอย่างตะพึดตะพือ ถ้าทำอย่างนี้ต่อให้เรียนให้ตายก็ไม่รู้เรื่องหรอก ได้หน้าลืมหลังหมด

อย่างภาษาอังกฤษมันมีแบบแผนอยู่ 6-7 แบบแผนที่วนเวียนใช้กัน และผสมโน่นผสมนี่ ถ้าเข้าใจแก่นแท้แล้วการเรียนมันก็ไม่ยาก

แม่สีมีแค่ 3 สี ผสมกันเป็นสีต่าง ๆ มากมาย ธาตุมี 100 กว่าธาตุที่ปรกอบเป็นสารเคมีล้าน ๆ อย่าง ถ้าคุณจำทุกอย่างไม่ต้องทำอะไรกินแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจแบบแผน รู้จักเชื่อมโยงและคิดต่อได้โดยอาศัยความรู้ที่มีอยู่
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 293 8 ส.ค. 2549 (09:07)
ในห้องเรียนมีเด็กมากเกินไป คุณภาพชีวิตของครู งบประมาณที่ให้แก่โรงเรียน การเดินทางของเด็กเพี่อไปโรงเรียนและกลับบ้านเวลาที่เสียไป ม้นเกี่ยวกันหมดนะครับ ถ้าคูรมีคุณภาพชีวิตที่ดี การสอนก็จะมีความสุขมีคุณภาพ ถ้าเด็กต่อห้องไม่มากการเรียนก็มีคุณภาพ เรียนรู้ เรี่องก็สนุกกับการเรียน การเดินทาง ทำไมต้องเรียนไกลบ้าน ก็โรงเรียนนั่นมีหลายอย่างที่โรงเรียนใกล้บ้านไม่มี แก้ตรงไหนก่อนดีครับ
hill (IP:124.121.137.38,,)

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.