|
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ:
12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549 ชมแล้ว:
29,893
ตอบแล้ว:
540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น
ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย) ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว) ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| -15- 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 294 9 ส.ค. 2549 (14:38) คือข้าพเจ้าไม่แน่ใจนะคะว่าตัวเองเรียนไปเยอะป่าว ตอนเรียนน่ะ ตอนนี้จบมาแล้ว มองกลับไปก็เฉยๆ แต่อยากจะแลกเปลี่ยนว่า ไปเวียดนามมาหลายหน ที่เวียดนามนี่ เค้าพัฒนาแบบก้าวกระโดดมากๆ ค่ะ เร็วพอๆ กะจีนเลย คนเวียดนามกว่าร้อยละ 90 อ่านออกเขียนได้ และให้ความสำคัญกับการเรียนมากๆ เพื่อนที่เวียดนามเคยพาไปดูที่โรงเรียนม.ปลาย เชื่อไหมคะ เค้าเรียนกันถึงสี่ทุ่มแน่ะ เพื่อน(คนเดิม)บอกว่า คนเวียดนามคนหนึ่งต้องทำงานให้ได้มากกว่าคนเอเซียชาติอื่นๆ 10 เท่า การที่เค้าจะทำงานได้มากกว่าคนอื่น เค้าต้องรู้มากกว่าคนอื่นๆ ด้วย เฮ้อ...... เมื่อเช้ายังอ่านข่าวเด็กไทยไล่ยิงรร.คู่อริอยู่เลย เซ็งจิตจิงๆ ค่ะ หมวยแก้มป่อง (IP:61.19.222.33,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 295 9 ส.ค. 2549 (16:05) เรียน ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นทุกท่าน ท่านทั้งหลายครับ ผมได้อ่านความคิดเห็นที่เสนอมาก่อนหน้านี้หลายหลากควาเห็น พบว่าส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด เสนอความเห็นในเชิงชี้ข้อบกพร่อง แต่ไม่ได้เสนอว่าแนวคิดของท่าน มีความเป็นไปได้ในการให้บรรลุผลสำเร็จอย่างไร ลองมาเสนอความคิดเห็นว่า เป้าหมายที่ต้องการเป็นอย่างไร และเสนอแนวคิดหรือผลงานวิจัยก็ได้ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ผลอย่างที่กำหนดไว้ เช่น หากคิดว่า เด็กไทย มี IQ ตกต่ำ ท่านลองคิดดูซิว่าจะทำอย่างไรให้เด็กไทยมี IQ สูงขึ่น หากมัวคิดแต่ว่าอะไรทำให้ตกต่ำ คงไม่ทางแก้ไข ผมขอเสนอแนวคิดเป็นจุดเริ่มต้นว่า ลองมาช่วยกันคิดซิว่า จะสร้างเด็ก IQ สูงได้อย่างไร เอาแค่นี้ก่อน เชื่อว่าหลายท่านจะคิดได้ ครูชายดง (IP:202.143.161.154,,) ผมว่าทุกๆ ความคิดเห็น ต่างให้การสะท้อนแนวคิดต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นรูปเป็นร่าง ที่น่าสนใจทีเดียว และทุกความคิดเห็น ก็ล้วนทำหน้าที่เล็กๆ ของมันเอง เช่นเดียวกับ คหพ 295 ซึ่งเสนอประเด็น IQ ของเด็กนักเรียน เชิงตั้งคำถาม ว่า "ถ้าคิดว่า IQ ของเด็กตกต่ำ จะทำอย่างไร ให้ดีขึ้น " ซึ่งก็ยังไม่ได้เสนอคำตอบอะไรเช่นกัน ( เจตนาผมไม่ได้ต้องการ ยอกย้อนตรรกศาสตร์ แต่ชี้ให้เห็นว่า เราเองก็ควรต้องให้ชัดเจนว่า เรากำลังพูดถึงอะไร เพราะการเกริ่นนำ อาจจะขัดแย้ง กับสิ่งที่เราพูดในตอนท้ายๆ ) ครับลองช่วยๆ กันวิเคราะห์ ดูนะครับ 1. IQ ของเด็กไทยต่ำ จริงๆ หรือไม่ ... ผู้รู้ช่วยยืนยัน 2. การวัด IQ วัดกันอย่างไร ... ที่บอกว่า IQ ต่ำ หมายถึงอะไร 3. ถ้าผมบอกว่า ศีลธรรม จริยธรรม ของสังคมต่างๆ ของประเทศไทย ของประเทศต่างๆ และของโลก ตกต่ำ ... อันนี้จะเห็นด้วยหรือไม่ 4. ขออนุญาต โยงไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับ การเรียนของเด็กเวียดนาม (คหพ 294) ซึงผมก็ยังไม่แน่ใจ แต่สมมติว่า เด็กเวียดนามเรียนเยอะกว่าเรามากๆ และเขามีแนวคิด ที่จะแข่งขันในทางวิชาการให้เป็นเลิศให้ได้ ... เราๆ คนไทย คิดว่าเราควรจะทำอะไรหรือไม่? สุดท้ายผมขอถามกลับนิดนึงว่า ความพยายามวิเคราะห์ให้เกิดความรู้ เข้าใจปัญหาตามสภาพจริง จะไม่นำไปสู่ "ความเป็นไปได้ในการให้บรรลุผลสำเร็จ" เช่นนั้นเชียวหรือ วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 297 10 ส.ค. 2549 (14:54) เห็นด้วยคะ การเรียนของไทยเยอะมาก บางวิชายังคิดว่าเอาไปใช้ประโยชนืในชีวิตประจำวันอย่างไรกันหรือ และการเรียนทฤษฎีก็มากไปในห้องเรียน ควรให้เน้นการปฏิบัติจริงบ้าง เพื่อการเรียนรู้ที่กว้างกว่าในห้องเรียน แล้วทำไม การศึกษาของต่างประเทศจึงสอนเด็กให้คิดเป็นดีกว่าของไทยที่ให้เด็กท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง....งงนะ เรามาหาสาเหตุและการแก้ไขกัน ร่วมมือกันสิ YaYaYard Kurema_2528@hotmail.com (IP:203.155.54.250,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 298 11 ส.ค. 2549 (09:38) ความคิด ความเชื่อ เป็นของเฉพาะตน หากคิดว่าเด็กไทย IQ ไม่มีปัญหา ระดับปกติหรือสูง เป็นส่วนใหญ่ และพอใจเพียงนั้น ท่านก็ไม่ต้องทำ ต้องคิดอะไร หากคิดว่า IQ น่าจะสูงกว่านี้ จะคิดทำหรือไม่ก็ได้ เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัว ไม่ว่ากัน แต่หากคิดว่า เด็กไทยน่าจะมีสักกลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถพิเศษ IQ สูงเป็นพิเศษหรืออัจฉริยะแล้ว ขณะนี้ในโลกได้มีการวิจัยและทดลองแล้วในประเทศอังกฤษเมื่อปี 2536 ถึงปี 2549 นี้มีอายุ ประมาณ 12-13 ปี พบว่าเด็กกลุ่มนี้ถูกกระตุ้นให้สมองทำงานในทุกส่วนมีพัฒนาการที่รุนแรงมีความสามารถต่างจากเด็กปกติอย่างมีนัยสำคัญ จากผลการวิจัยนี้ประเทศญี่ปุ่น ได้นำไปใช้แล้ว สำหรับประเทศไทย ดร.สิริกร มณีรินทร์ ได้นำผลการวิจัยนี้สู่การปฏิบัติในประเทศไทย และยังคงดำเนินโครงการนี้โดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความม้นคงของมนุษย์ ในนามโครงการ Book start Thailand โครงการนี้เป็นโครงการใหญ่มากยิ่งกว่า Mega Project ใด ๆ ของประเทศจนไม่มีใครกล้าเปิดเผยผลลัพธ์ของโครงการที่มีเป้าหมายสร้างเด็กอัจฉริยะ 20,000 คน เพื่อความอยู่รอดของชาติ หลักการสำคัญของโครงการคือ สมองจะพัฒนาตนเองตามสิ่งกระตุ้นแต่ละด้าน โดยในเริ่มต้นเซลสมองจะสร้างตนเองในทุกด้านด้านที่ถูกกระตุ้นเสมอจะพัฒนาตนเองให้มีสมรรถภาพสูงขึ้นด้านใด ถูกสร้างมาแล้วแต่ถูกละเลยไม่ได้รับการกระตุ้น ก็จะหยุดและฝ่อ ไม่พะฒนาตนเอง จริงแล้วสมองเด็กสามารถกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาได้ตั้งแต่เริ่มต้นปฏิสนธิ แต่หากมีข้อบกพร่องใด ๆ จะสามารถซ่อมแซมได้ช่วงอายุ 0 - 3 ปี มีความหมายว่าสมรรถภาพของสมองได้พัฒนามาถึงจุดที่จะแยกไปตามทิศทางที่ถูกกระตุ้นให้เจริญด้านต่าง ๆ แล้ว และทำนองเดียวกันสมรรถภาพของสมองในด้านที่ไม่ได้รับการกระต้นหรือส่งเสริมก็ถูกทำลายไปหมดแล้วเช่นกัน ครับมาถึงจุดที่ท่านอาจต้องการทราบว่าทำอย่างไร เด็กอยู่ครรภ์สามารถรับการกระตุ้นสมอง ได้หลายอย่าง โดยปกติ ก็คืออารมย์ของแม่ เสียงที่พูดคุยกับเด็ก ในทุกเรื่องจะเป็นการกระตุ้นให้สมองของเด็กด้านนั้นเกิดการขยายเชื่อนต่อระบบสัญญาณในเกิดการพัฒนาสมองด้านนั้นขึ้น อาจเป็นการฟังการดูภาพยนตร์หรือฟังเพลง การพูดคุยกับเด็ก เป็นต้น เมื่อเด็กเกิดออกมาแล้วการไดยินการเห็นต่าง ๆ ก็เป็นการกระตุ้นสมองด้านนั้นให้ทั้งเจริญและสามารถซ่อมส่วนที่ขาดไปได้จนถึงอายุ 3 ปี จากหลักการและผลวิจัยในประเทศอังกฤษ จึงทำให้เกิด โครงการดังกล่าวในประเทศไทย คนเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคน ครับผมเองพิจารณาในแง่ของคุณภาพของสมอง ควรที่เราจะได้ร่วมกันเผยแพร่ความคิ ดในการสร้างเด็กรุ่นต่อไปตามแนวทางนี้ วันนี้เอาแค่นี้ก่อน ต้องไปทำงาน ครูชายดง (IP:202.143.161.154,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 299 11 ส.ค. 2549 (12:48) เรียนฟิสิกส์มาเกือบครบสามปี ได้เกรดส่ทุกเทอมแต่ไม่เคยชอบเลยค่ะ เนื้อหาทั้งเยอะและซับซ้อน นี่ก็ใกล้สอบแล้วยังรู้สึกว่าไม่เข้าใจ เนื้อหา อ่านแล้วก็ลืมค่ะ ttu.j@hotmail.com (IP:61.19.127.58,10.100.1.123,) จาก คหพ 289 "ความคิด ความเชื่อ เป็นของเฉพาะตน หากคิดว่าเด็กไทย IQ ไม่มีปัญหา ระดับปกติหรือสูง เป็นส่วนใหญ่ และพอใจเพียงนั้น ท่านก็ไม่ต้องทำ ต้องคิดอะไร" ............................................................................... ครับ เราน่าพอที่จะมีจุดเริ่มต้น ที่จะคุยเกี่ยวกับ IQ ก่อนอื่น ขอให้ข้อสังเกต 1. เราต้องเปลี่ยน ความคิด ความเชื่อ ให้เป็นสิ่งที่มีเหตุมีผล อธิบายได้ มีความชัดเจน เพราะถ้า แค่การอ้างว่า ต่างคนมีสิทธิคิด มีสสิทธิเชื่อได้ต่างๆนาๆ เราก็คงป่วยการที่ จะมาสนทนา พูดคุยแลกเปลี่นนกัน 2. นักวิชาการ จะมีกรอบคิดของตัวเอง เช่น คำว่า IQ 2.1 ผมอยากรู้ว่า คำว่า "IQ" จะให้นิยามที่ชัดเจนได้หรือไม่ 2.2 แล้วเราจะมีวิธีวัด "IQ" อย่างชัดเจนได้หรือไม่ 2.3 IQ และ EQ นี่ต้องมาด้วยกันหรือไม่ 3. เพียงแต่อยากให้เรารู้สภาพจริงกันก่อน เพราะถ้าคิดโน่น คิดนี่ หรือเชื่อแบบนั้น เชื่อแบบนี่ แล้วเอาขึ้นมาเป็นตัวตั้ง หรือตัวสำคัญ เราก็จะกลายเป็นสังคม ที่แปลกแยก คนที่มีอำนาจ ก็จะเอาความคิดของตนเองเป็นหลัก และไม่สนใจ ที่จะแสวงหาความคิดที่จริงกว่า สร้างสรรค์กว่า หรือเป็นประโยชน์มากกว่า วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 301 11 ส.ค. 2549 (13:46) เรียนเยอะเพื่อเอาไปสอบ โอลิมปิกวิชาการ ??? Mr.T (IP:124.120.117.27,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 302 11 ส.ค. 2549 (21:57) ขอแสดงความคิดเห็นบ้างนะครับ ชายเซ็นเตอร์ คือ ระบบการสอนที่ให้อาจารย์แจกการบ้านและรายงานให้นักเรียนไปทำมาส่งโดยบอกหัวห้อแล้วให้นักเรียนไปหามาเอง (โดยที่ไม่สอนเลยอ่ะนะ) หนังสือ คือ สิ่งที่มีไว้ช่วยทำให้เราหลับได้เร็วขึ้นเมื่อเรานอนไม่หลับโดยเฉพาะวิชาสังคม (เหตุผล คือ กว่าจะเข้าถึงเนื้อหาที่จะเรียนได้จิงๆ ชักแม่น้ำทั้งห้าไปแล้ว 3 หน้า และอีกอย่างเนื้อหาสรุปได้สั้น(มากๆ)ไม่ได้ใจความ ไม่ค่อยจะมีการอธิบายที่มาที่ไปและส่วนที่เกี่ยวข้อง) คือ โค้ดระหัสลับที่ต้องใช้เวลากว่า 3 สัปดาห์จะรู้ว่ามันคืออะไร ข้อสอบปลายภาค และกลางภาค คือ คำถามที่ไม่ค่อยจะมีในวิชาที่เรียน (จริงๆแล้วมีแต่... มีในรายงานที่ให้นักเรียนไปทำมาส่ง แต่ทำไมรู้ไหมก็รายงานนี่แหละที่ไปทำมาส่งแต่ละคนจะได้หัวข้อไม่เหมือนกันพอทำมาส่งแล้วก็จบไป ไม่ค่อยจะให้มีการรายงานหน้าชั้นในเนื้อหาที่ให้แต่ละกลุ่มหรือคนทำมาเพื่อให้เพื่อนคนอื่นได้รู้ด้วย ทำให้รู้แค่ในส่วนที่ได้ทำรายงานมา รายงานข้ออื่นไม่รู้ ข้อสอบที่ออกมาจึงทำกันไม่ได้ ยกเว้นไปเรียนกวดวิชาเอานะ) แล้วรายงานหล่ะ คือ สิ่งที่หาเอามาจากอินเตอร์เน็ต (มันต้องทันสมัยกันหน่อยใช่ไหมไม่งั้นเดี๋ยวเขาว่าตกยุก) ผลที่ได้คือคัดลอกข้อความในอินเตอร์เน็ตมาแปะไว้ในรายงาน ย้ำคัดลอกนะ(วิธีทำไม่บอกคงเข้าใจกันดี)แล้วนำมารวมกันให้ได้เยอะๆแล้วรวมเล่มเป็นรายงานไปส่งอาจารย์ ปล.นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับจากที่ได้พบและเจอมา ไม่ได้เหมารวมระบบทั้งหมดนะครับเพราะส่วนที่ดีๆนั้นยังมีอยู่ อาจารย์ที่ดีๆก็ยังมีอยู่ แต่สิ่งที่เขียนขึ้นมาเนี่ยอยากจะให้คนที่เกี่ยวข้องพิจารณาหน่อยได้ไหม แค่เอาไปคิดก็พอว่าเพราะอะไรผมถึงเขียนขึ้นมาอย่างนี้เป็นจริงไหมอย่างไร แค่นี้แหละครับ คนไร้ตัวตน... (IP:124.157.201.130,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 303 11 ส.ค. 2549 (23:40) เรียนเสริม(กวดวิชา) เรียนเพื่ออะไร... คำถาม 4 ข้อที่แนะนำให้ถามตัวเองบ่อยๆ 1.เข้าใจเรื่องที่อาจารย์กำลังสอนรึเปล่า... (เคยซักถามอาจารย์ในข้อสงสัยบ้างหรือยัง) 2.ถามอาจารย์แล้วยังไม่เข้าใจ... (ชวนเพื่อนๆคุยเรื่องที่ไม่เข้าใจเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาในโจทย์หรือบทเรียนที่ไม่เข้าใจบ้างหรือยัง) 3.อ่านหนังสือเพื่อทำความเข้าใจอย่างคร่าวๆล่วงหน้าก่อนที่จะเรียนในวิชาที่คิดว่ายากก่อนหรือยัง... (จะมีซักกี่คนนะที่ทำอย่างนี้) 4.อยู่บ้านเอาวิชาที่เรียนไม่เข้าใจในวันนี้มาอ่านซ้ำบ้างหรือยัง... (อันนี้หลายๆคนไม่เคยทำ) ถามคำถามนี้กับตัวเราเองนะ ทำให้เป็นนิสัย แล้วจะรู้ว่าการเรียนไม่ใช่เรื่องยาก คนไร้ตัวตน... (IP:124.157.201.130,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 304 12 ส.ค. 2549 (00:08) เรียนเยอะมากไปจริงๆคะ สอบแต่ละทีเนี๊ยหัวฟูเลย ไม่ได้หลับได้นอนกันเลย แถมด้วยกิจกรรมอีกมากมายที่ต้องเข้าร่วม เลือกเรียนเฉพาะวิชาที่ต้องใช้ในชีวิตการทำงานข้างหน้าไม่ดีกว่าเหรอคะ อย่างเรียนบริหารฯไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเรียนแคลคูลัสด้วย พวกหนุจะได้สูตร dif คำนวณอารายเหรอคะ maehok (IP:125.25.20.68,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 305 12 ส.ค. 2549 (19:33) บอกตามตรงครับ สำหรับผมผมว่าค่อนข้างหนัก (ผมไม่เรียนพิเศษนะ) ก็ใช้วิธีอ่านหนังสือในวิชาที่ไม่เข้าใจเอาน่ะครับ แต่ก็นะ.........รู้สึกว่า นร. ไทยส่วนใหญ่ เก่งแต่ในหนังสือ Emester (IP:58.147.37.31,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 306 13 ส.ค. 2549 (22:01) สงสารเด็กไทยที่พูดมาก็มีส่วนถูกทั้งนั้น jkao (IP:61.47.109.204,,) http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=149&Pid=39774 สังเกตที่ความเห็นที่ 8 ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 308 14 ส.ค. 2549 (20:41) เกิดเป็นเด็กไทยต้องมีความอดทนครับ ใครๆก็อยากสอบได้ดีๆ เข้าม./คณะดีๆ อันไหนเขาบอกว่าดีก็ต้องขวนขวายเอาไว้สู้กับคนอื่น ใครๆก็อยากมีชีวิตดีๆ แน่แง่มุมของเด็ก ที่ถูกสั่งสอนมา ก็คือตั้งใจเรียนให้ดี ได้คณะดีๆ ที่ต้องการ สู้เขาได้ นั่นคือประสบความสำเร็จแล้วในความคิดคนเรียนที่กำลังต่อสู้อยู่ในตอนนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับ2อย่าง คือ 1.โอกาสทางการศึกษา โรงเรียนคุณภาพ เรียนพิเศษประจำ พ่อแม่มีเงินเท่าไหร่ ก็สนับสนุนตามกำลัง (อันนี้สำคัญ)2.ศักยภาพของผู้เรียน หัวไวดีก็รู้เรื่องเร็ว ใส่ใจก็จำนาน ขยันก็จำแม่น อดทนก็รับได้เยอะ เหนื่อยหน่ายก็รับได้น้อย ต่อให้มีโอกาศแค่ไหน ถ้าไม่รับก็เละ วกเข้าประเด็น : จะเห็นว่าเด็กไทยจะว่าเรียนเยอะไปก็ใช่นะ แต่เรียนเยอะไปก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ ถ้ารับได้มาก ประยุกต์ได้มาก ก็สมควรแก่ความประสบความสำเร็จแล้วล่ะ ชื่อ/ email (IP:202.28.9.82,,) เกี่ยวเนื่องกับ คหพ#307 ของคุณศรีเวียงปิง ที่กรุณาให้ link เกี่ยวกับ IQ ที่เชื่อมโยงกับ ไอโอดีน เป็นข้อมูลที่น่าสนใจครับ ผมอาจจะผิดนะ แต่คิดว่า ไอโอดีน ไม่น่าจะเป็นปัญหาหลักมากนัก น่าจะเป็นเฉพาะกลุมประชากร ที่แหล่งอาหารเขาไม่มีไอโอดีนเพียงพอหรือเปล่า หรือว่าโดยรวมแล้วทั้งประเทศ มีปัญหาเรื่องไอโอดีน ? ผมคิดเอาว่า อย่างน้อยคนที่พอมีอาชีพ มีรายได้ เขาน่าจะเข้าถึงอาหารที่มีไอโอดีน เว้นเสียแต่ว่า 1. อาหารส่วนใหญ่เราขาดไอโอดีน 2. นิสัยการบริโภคของเราไม่ดี ถ้าเป็น (1) ก็คงต้องแก้ด้วยการเสริมไอโอดีน สำหรับทุกๆคน ? ถ้าเป็น (2) เราน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับ การขาดอะไรอื่นๆที่จำเป็นอีกมาก คงไม่ใช่เฉพาะ ไอโอดีน พรอมทั้งปัญหา การได้สารพิษ หรืออะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ อีกมากมายมหาศาล (เช่น สารก่อมะเร็ง สารที่ทำให้เป็นโรคหัวใจ) ผมเข้าใจว่าอาหารเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผมมองว่าเป็นเงื่อนไขอันดับต้น ผมจะมองข้ามมาที่ สมมติว่า เราดูแลร่างกาย ได้ดีพอสมควร ถึงไม่สมบูรณ์มาก แต่ก็ไม่ถึงกับ เจ็บป่วยจนทำอะไรสร้างสรรค์ ไม่ได้ จึงอยากจะคุยเรื่อง IQ ในพื้นฐานที่ร่างกายเรา OK ในระดับหนึ่งแล้ว และก็ไม่อยากจะพูดในประเด็น IQ ในกรณีพิเศษ ที่เกิดขึ้นกับเด็กจำนวนน้อย ไม่ว่า จะเป็น IQ มีปัญหาตั้งแต่เกิด หรือ IQ ดีเข้าข่ายอัฉริยะเป็นเลิศ (หรือเด่นมากๆ เช่น ตัวอย่างของน้องเดียว) เราพูดถึงคนปกติ โดยส่วนรวม จะพูดด้วย normal curve ของคนไทยก็ได้ ที่ผมปฏิเสธงานวิจัย เพราะผมไม่เคยรู้สึกว่า งานวิจัยจะนำเสนอว่าได้ทำการวิจัยการวัด อย่าง โปร่งใส มีหลักวิชาการอย่างไร ผมพร้อมที่จะฟัง พิจารณา ผลงานวิจัย ที่ทำอย่างถูกต้อง และนำเอามาสะท้อน ใช้งาน ในการคิดวางแผน แก้ไขอะไรให้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่การใช้ภาพที่เพี้ยนๆ เล็กๆ แบบตัดต่อ แล้วก็เอามาประมาณ คาดคะเน ขยายให้กลายเป็นทั้งหมด ถ้าทำเช่นนั้น ก็มีแต่จะหลงประเด็น หลงทาง แล้วก็จะมัวไปทุ่มเงินมากมาย ในสิ่งที่อาจจะเกิดผลน้อยมาก ผมอยากให้มีการพูดคุยกันเรื่อง IQ กันอย่างจริงจัง โดยใช้ภูมิปัญญาของเรา ไม่ใช่เดินตามทฤษฏีตะวันตกแบบคลุมเครือ คนที่ฝึกสมาธิ ดำเนินชีวิต ด้วยธรรมะ เข้าใจอะไรตามความเป็นจริง อยู่บนเส้นทางของปัญญา การให้ การทำประโยชน์ เราวัด IQ ของเขาได้มั้ย เราวัด IQ ของคนที่ทำดี คิดดี พิจารณาดี ได้หรือมั้ย ? วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 310 18 ส.ค. 2549 (22:46) แต่ที่จริงมีบางเรื่องที่เราเรียนตอนม.ปลายแต่ประเทศอื่นเรียนตอนประถมยังงั้นเลยต้องมาอัดที่เดียวตอนม.ปลายหง่า กรรม nilkyball (IP:203.151.140.117,203.113.45.68,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 312 19 ส.ค. 2549 (23:14) เรียนมากๆนะดีแล้วนะครับ ประเทศชาติจะพัฒนาได้ก็เพราะการเรียนและการศึกษาหาความรู้ ประเทศอื่นๆในเอเชียล้วนแล้วแต่กำลังจะก้าวแรงแซงฝรั่งไป ก็เพราะความรู้และการเรียนที่หนักๆนั่นแหละครับ วิชาการเด็กเอเซีย ดีกว่าฝรั่งซึ่งโหลยโท่ยกว่าเด็กเอเซียมากๆ เรียนๆเล่นๆ ครึ่งวัน บ่ายๆ แคนู ผลการสอบออกมาแพ้เด็กเอเซียหลุดหลุ่ย มีคนศึกษาเรื่องดัชนีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการพัฒนาประเทศแล้วบ่งชัดเลยว่าความเร็วและความเอาจริงเอาจังมุมานะของเอเซีย ทำให้ฝรั่งครั่นคร้าม อ้าว แล้วคำถามที่ว่าทำไมฝรั่งถึงเจริญละครับ รุดหน้ากว่าเราไปไกล เจริญกว่าเราทุกๆด้าน คำตอบคือ ฝรั่งมะริกา ยุโรป เจริญ เพราะมันสมองนำเข้าจากชาติเอเซียนี่แหละ 70 % ของคนที่ไปเรียนป.เอก ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่กลับประเทศ ในความเป็นจริงแล้ว คนที่ไปเรียนนี่ ระดับมันสมองทั้งนั้น ไปดูเหอะ NASA นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มาจาก อินเดีย I,และ จีน C เลยเรียกเพี้ยนไปเป็นองค์การ IC กันแล้ว ยานอวกาศบางลำ ตั้งชื่อว่า จันทรา ตามชื่อผู้คิดค้นซึ่งเป็นอินเดีย และ นับวัน สัดส่วนของเศรษฐกิจที่มาจากมันสมองนำเข้าเหล่านี้จะเติบโตจนแซงเศรษฐกิจดั้งเดิมของฝรั่งไปอย่างตามไม่ทัน เคยจำคำที่ในหลวงให้ทุนนักเรียนไปเรียนต่อเมืองนอกได้ไหม ท่านว่า ขอ อย่างเดียว ขอให้เธอ กลับประเทศไทยอันเป็นบ้านเกิดของเธอ พระองค์ท่านมองการณ์ไกลมาก ฝรั่งนะโหลยโท่ยจะตาย โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรามาถูกทางแล้ว เรียนหนักๆเข้าไว้รู้ให้มากๆเข้าไว้ ประเทศชาติจะเจริญก็เพราะความรู้ของน้องๆนี่แหละ ถ้าเหลาะแหละ บ้าและรักสบายตามฝรั่ง โดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี เราจะแย่ได้ มีคนวิเคราะห์ไว้แล้วว่า ความเจริญของประเทศขึ้นอยู่กับผลการเรียนของน้องๆ นั่นแหละ เคยอ่าน as the future catch you ไหม กิ๊ก (IP:203.188.32.80,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 313 19 ส.ค. 2549 (23:28) ต่ออีกหน่อยนะครับ ประเทศชาติจะเจริญได้ต้องพัฒนาคนให้มีความรู้ความสามารถมากๆ และ ที่สำคัญ เก็บและรักษาเขาไว้ ให้ความรู้นั้นนำมาพัฒนาประเทศ ไม่ใช่ให้หนีไปอยู่และไปพัฒนาประเทศอื่น อนาคตข้างหน้า เศรษฐกิจจะต้องเป็นแบบเศรษฐกิจฐานความรู้ นั่นหมายความว่า คนไม่มีความรู้ คงลำบากแน่นอน น้องๆ อยากลำบากก็ไม่ต้องไปขวนขวายให้มาก ความลำบากมาเยือนแน่นอน ขอยกตัวอย่างสักนิดนะครับว่า มีคนเอาทราย (silica) มาก่ออิฐ มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจำนวนหนึ่ง กับอีกคนหนึ่ง เอาทรายมาทำเป็นแผ่นวงจร ไมโครชิบ มูลค่าที่ได้เพิ่มขึ้นมาเทียบกับต้นทุนเดิมนั้น แน่นอน ไมโครชิบ ย่อมมีมากกว่าหลายพันเท่า ถ้าดูดีๆแล้ว สิ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าขึ้นมานั้นคือ ความรู้นั่นเอง ผมกำลังจะบอกว่า ถ้าไม่มีความรู้แล้วย่อมสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองไม่ได้อย่างแน่นอน และใครมีความรู้ดีกว่า คนนั้นย่อมสร้างความมั่งคั่งให้ตนเองได้อย่างมากมาย และขยายความไปถึงประเทศชาติด้วย ในอนาคตข้างหน้า ถ้าเราไม่มีความรู้ และ เราไม่ได้ผลิตความรู้ของเราขึ้นมาเอง เราไม่มีความรู้ที่จะขาย เราอาจสูญพันธ์ สูญเสียความมั่งคั่ง ไม่มีอะไรจะกิน บ้าเรียน นะดีแล้ว อย่าบ้าตามฝรั่งโดยไม่ดูที่มาที่ไป จะเสียใจภายหลัง เรามาถูกทางแล้ว ไตร่ตรองให้ดี ขอบคุณครับ กิ๊ก (IP:203.188.32.80,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 314 20 ส.ค. 2549 (09:56) It seems that we don't have a 'clear definition' of learning. We don't know if it means 'memorizing', recognizing and understanding 'the past', or 'thinking', predicting and creating 'the future' - a purpose of learning. We don't know if individuals by oneself should learn 'branches' of 'ideas', or each should learn to become a 'master' of one branch and let 'cooperation' cross connect each into trees and forests. As we have it, the system says we ALL spend 16 years to cover the past braches (knowledge), a FEW may add a leaf or two, very very few may add a new branch. Do we need to cover ALL branches to add a new branch? Branches on trees are supported by the roots, the main stem and the branches 'en route'. New branches do NOT come from ALL branches! (How well new branches grow depends on other branches, the roots, ... the environment!) If we are to become a 'FIT' (for survival) society (nation) - among international entities, we need to add (and own) branches that produce fruits (mostly or only) for us. We should not WASTE our time and resources in making all-purpose 'robotic operators'. But we should give SOME time and resources to CREATE specific researchers ('PATH finders'). For example: currently, we are facing a lot of mishaps. Our farmers are facing floods, loss of top soils, loss of structural landscapes, chemical hazards (acidic fertilizers, dangerous insecticides and herbicides, ...), unfair technologies and practices (terminator seeds, gmo, patents, ...), (unfair) debts and financial practices (you can find your own examples), high cost of fuel and energy, transport, and cost of living (prices and inflation), ... Farmers do not know what 'price' they will get until their produce is 'under the hammer'. The long process of making predictions and decisions, finding fund ($), timing (seasons, weathers, ...), and other resources (land, water, fertilizers, ...), carrying out production plans (ploughing, planting, watering, feeding, protecting, ...), harvesting and transporting to a grower's market, where the produce get sold by auction (against other farmers' produce - to drive the price down), THEN the price is KNOWN. (No wonder, people think farmers are not smart!) This is a typical situation of our food production - farmers bear ALL RISKS - in advances. The marketeers take MOST BENEFITS. The consumers always pay! (It is known that farmers get 35% -or less- of the 'retail' price of their produce.) This is a terrible situation for our food producers, we DO NOT learn or think about. We have done NOTHING about it for a LONG TIME. (We even let foreigners profiteer.) Our farmers need help to survive and to produce good and clean food for us. They need to be able to produce our food under changed weathers, floods, draughts, chemicals, finances, competition, ... environment of today and tomorrows. Will you buy direct from your local farmers? Your organic farmers? Will you find out if our soils are contaminated thus are not fit for producing food? Will you confirm that 'deforested areas' dry up and erode by winds and rains QUICKLY? Will you learn what our King have been doing? ---Will you help?--- SR (IP:144.134.69.147,,) |