|
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ:
12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549 ชมแล้ว:
29,882
ตอบแล้ว:
540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น
ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย) ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว) ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| -16- 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 315 20 ส.ค. 2549 (12:35) เด็กไทยเรียนมากเกินไปจริงๆ คือเรียนมากอ่ะดีค่ะ แต่ที่เราเรียนกันทุกวันนี้น่ะคจะมีกี่อย่างที่เราได้นำไปใช้ การศึกษาไทยล่มจมอย่างแรงเพราะผู้ใหญ่หัวโบราณ TU67 (IP:202.57.180.216,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 316 21 ส.ค. 2549 (10:24) หนูคิดว่ามันเยอะไปคะ แต่ละวิชาก็ไม่ใช่ง่ายๆๆๆ พี่ๆที่เค้าเรียนจบกันมา สุดยอดจำเนียนและจำดีมากกกคะ แต่มันก็ดีก่าไม่เรียนซักวิชาเลยถูกไหม แต่น่าจะปรับเนี้ยหาให้เหมาะสมกับช่วงชั้นจะดีที่สุดคะ k@m (IP:58.8.172.59,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 317 21 ส.ค. 2549 (14:34) ความคิดเห็นที่ 282 ครับ ตามที่ผมอ่านตามความเห็น ก็คือเด็กไทยเรียนน้อยไปใช่ไหมครับ ผมอยากทราบว่า แล้วฝรั่งนี่เค้าเรียนกันยังไงหรอ เห็นว่า พ่อนบ้านเราเรียนกันหนักมากๆ หนักกว่าเราอีก ถามว่าเค้าโตขึ้นมาแล้ว เป็นบุคลากร หรือทรัพยากรที่ดีของชาติได้ไหม ไม่ใช่ให้ศึกษาหนักๆ แล้วโตขึ้นทำอะไรไม่ได้ เราน่าจะมาแก้ไขกันเรื่องสมองไหลดีกว่า สังเกตง่ายๆ ฝรั่งเค้าเรียน วันละ 4-5 ชม เพื่อนผมที่รู้จักที่อังกฤษ เลิกเที่ยง ถามว่าประเทศเค้าเป็นอย่างไร ประเทศเค้าเป็นมหาอำนาจ เจริญกว่าประเทศเราหลายเท่า ก็ไทราบว่าเพราะอะไรเหมือนกัน เพื่อนผมอีกคน ไปแคนาดามา เค้าบอกเรียนถึงเที่ยง ทฤษฎี 20% ปฏิบัติ 80% กิจกกรมเป็นส่วนใหญ่ เลิกเที่ยง ช่วงบ่ายไปปีนเขา แคนู ถามว่าทำไมเขาถึงเจริญกว่าเรา ผมในฐานะเด็กคนนึงที่เอือมระอากับระบบการศึกษาที่แย่มากๆ ของไทย และค่านิยมที่ผิดๆของผู้ปกครองที่ให้เด็กเรียนพิเศษข้างนอกทุกๆวัน ซึ่งผมเองก็เรียนทุกวัน 8.00 - 20.00 เช่นกัน คิดว่าการศึกษาเป็นเรื่องของคุณภาพ ความเหมาะสม ไม่ใช่ ปริมาณ และการแข่งขันครับ โดย: กฤต [IP: 58.9.92.251,,] - วันที่ 18 ส.ค. 2549 - 23:54:48 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 318 21 ส.ค. 2549 (17:25) หนึ่งคำถามที่น่าสนใจ "ถามว่าทำไมเขาถึงเจริญกว่าเรา?" กับหนึ่งแนวคิดที่เห็นด้วยอย่างยิ่ง "คิดว่าการศึกษาเป็นเรื่องของคุณภาพ ความเหมาะสม ไม่ใช่ ปริมาณ และการแข่งขันครับ" วริน (IP:202.28.119.4,202.28.119.13,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 319 22 ส.ค. 2549 (09:31) และถ้าจะให้ดี คงต้องถามย้อนลงไปอีกว่า 1. คำว่า "เจริญ" นี่หมายความจริงๆ ว่าอย่างไร 2. วัดความเจริญกันอย่างไร ดูจากอะไร 3. อะไรเป็นเกณฑ์ หรือตัวบ่งบอกของความเจริญ? 4. ลองยกตัวอย่าง ประเทศที่เราคิดว่าเขา "เจริญ" พร้อมทั้งให้เหตุผล ... แล้วเทียบกับมาที่ของเรา ที่ประเทศของเรา ทำไมเรารู้สึกว่า เรายังไม่เจริญ การศึกษาที่ถูกต้อง จะทำให้เกิดความเจริญ การพัฒนา ความก้าวหน้า ถ้าหากคำว่า "เจริญ" เรายังเอาแน่ไม่ได้ ก็คงไม่ต้องไปพูดถึงว่า จะจัดการศึกษาอย่างไร ? น่าจะลองมาช่วยกัน วางเป้าหมาย หรือทิศทางของการศึกษาช่วยกันดูนะ วริน (IP:202.28.119.2,202.28.119.14,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 320 22 ส.ค. 2549 (19:55) เรามาร่วมผนึกกำลัง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แบบนี้ ดีกว่าผนึกกำลังเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน(ชักนอกประเด็น) จะเห็นว่าเด็กยุคนี้เก่งกันมากๆ(ผู้ใฝ่เรียน) และก็แย่เอาการมากๆ(ผู้มั่วสุมในทางไม่ดี) อยากให้เด็กใฝ่ดีไม่ไช่ให้เขาเรียน ศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรมแบบวิชาในห้องเรียน แต่เน้นให้ปฏิบัติ ให้เขาอยู่กับการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ให้เค้าเปิดและกล้าแสดงความคิดเห็น ให้เค้าสนุกกับการเรียนรู้ ไม่ว่าการเรียน การงาน การตลาด ล้วนแต่มีการแข่งขันทั้งนั้น แต่ไม่ไช่แข่งกันเอาเป็นเอาตาย สุดท้ายไม่ได้อะไรเลย ที่ประเทศญี่ปุ่น เขาแข่งขันกันขนาดไหน ชนิดที่ว่า ต้องแข่งกันสอบเข้าสถาบันกวดวิชาเลยทีเดียว ปล.อยากให้เด็กยุคใหม่ คิดดี ทำดี ใฝ่ดีครับ ใฝ่เรียน มั่วสุมในทางที่สร้างสรรค์ วิงเวียน (IP:202.28.9.80,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 321 22 ส.ค. 2549 (20:17) คำว่าเจริญ ในที่นี้ควรบ่งให้ชัดว่าเจริญทั้งด้านวัตถุและจิตใจนะครับ แต่ก็นะครับ ประเทศแต่ละประเทศก็ล้วนมีความเจริญต่างๆกันไป ผมคิดว่าความเจริญน่าจะวัดจาก เศรษฐกิจ จิตใจ ความเป็นอยู่ และการศึกษา ซึ่งการศึกษามีส่วนอย่างมากในการผลักดันให้เกิดความเจริญ แต่ว่าจะให้ยกตัวอย่างของประเทศที่เจริญแล้ว ทั้งด้านจิตใจและวัตถุเพราะสิ่งเหล่านี้มีความหลากหลาย ดีเลวไม่เท่ากัน ยากที่จะชี้ชัดลงไป อันนี้ผมก็จนปัญญาคับ ย้อนกลับไปพูดถึงความคิดเห็นข้างบนหลายๆท่าน ผมเอง ในฐานะนักศึกษาคนหนึ่งหรือเยาวชนคนหนึ่งที่ ได้รับการศึกษาในแบบของประเทศไทย ก็เห็นด้วยนะครับกับหลายๆความคิดที่ว่าการศึกษาไทยของเรายังมีประสิทธิภาพไม่เพียง อันนี้มองจากภาพรวมนะครับ จริงอยู่ที่ว่า บุคลากรทางการศึกษาหลายท่านเป้นผุ้ที่มีคุณภาพ แต่ก็อีกหลายท่านเช่นกันที่.....อ่ะแฮ่ม ทำให้รูปแบบของการศึกษาไทยมันดูในภาพรวมแล้วไม่ดีนัก ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศและอีกหลายๆด้าน ดุในเรื่องที่เป้นกันอยู่ในตอนนี้ ดูจากเด็กมัธยมลงไป เรียนพิเศษกันหัวปั่น เหตุเพราะโรงเรียนหรือครูผุ้สอนบางคน ไม่มีประสิทธิภาพพอในการสอนนักเรียนให้มีความรู้พอที่จะไปสู้กับคนอื่นๆในระดับมหาวิทยาลัย หรือในชั้นเรียนต่อๆไปได้ การเรียนการสอนในชั้นเรียนหลายๆที่สอนให้จำ เสร็จแล้วให้แบบฝึกหัด กลับไปทำนะแล้วเอาส่ง มีอยู่แค่นี้... เน้นว่าบางที่นะครับ ส่วนระบบ child centre ผมเคยได้ยินหลายๆคนที่หลังจากได้เห้นหรือได้เข้ามามีส่วนร่วมกับระบบนี้บอกว่า มันน่าจะเรียกว่า "ควาย centre "ซะมากกว่า (ขออภัยที่ไม่สุภาพ)นอกจากนี้จากมุมมองของผมและเพื่อนๆหลายๆคนที่ได้ผ่านระบบนี้มาก้คิดว่ามันน่าจะเป้นอย่างนั้นจริง ผมไม่ทราบว่า อาจารย์ ครูบางท่านได้ตีความสาระสำคัญของระบบการเรียนการสอนในรูปผิดไปหรือเปล่า เพราะเท่าที่พวกท่านทำก้คึอ แบ่งกลุ่ม -สั่งงาน-ออกมารายงาน -จบ โดยไม่สอนให้นักเรียนเข้าใจถึงคอนเซ็ป หลักความสำคัญ การประยุกต์ใช้ ในบทเรียนนั้นๆบ้างเลย ซ้ำร้ายบางคนยังไม่ได้ให้ออกไปรายงานด้วยซ้ำ ทำเสร็จปริ้นส่งงานเฉยเลยครับ การสั่งงานยอดนิยมคือ หาข้อมูลในเน้ต ก็อย่างที่หลายๆท่านพูดคุยมา copy+paste คับ ยอมรับคับว่า เคยทำเช่นกัน เพราะสมัยเรียนมัธยม อย่างที่พูดครับ งานเยอะมาก เรียนวันนึง 7 คาบครับ อีกคาบเป็นคาบ พักทานข้าว เหนื่อยจิงๆนะครับเด็กไทยสมัยนี้ การเรียนก็จับฉ่าย มัธยมนี่หลายๆวิชา ไม่ควรนำเอามาแทรกเลยนะครับผมว่า จริงอยู่ ว่าบางวิชาเช่นงานเขียนแบบ งานประดิษฐ์ มันสอนให้เรารู้จักจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าดูในจำนวนวิชาที่เรียนแล้วผมว่าเป้นการเพิ่มภาระให้กับนักเรียนอย่างมากเลยครับ การสอนให้มีจิตนาการในสิ่งต่างๆ เราสามารถสอนในวิชาทางสายที่นร.ได้เรียนมาแล้วได้ อย่างเรียนสายวทย์ ก้ควรจัดรูปแบบการสอนให้นักเรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ ทดลอง นำแนวคิดของตนเอง มาถก วิจารณ์ กับผลการทดลอง หรือแนวคิดของนักวิยาศาสตร์ที่เป้นแกนหลักในการทดลองนั้น เราสามารถทำอย่างนี้ก็ได้นี่ครับ ไม่จำเป้นว่าจะต้องเอาไปยัดใส่ในวิชาที่ไม่เกี่ยวข้องกับสายของนร.ที่เรียนมาเลย ย้อนกลับไปในเรื่องของเรียนพิเศษนะครับ กระทรวงศึกษา และบุคลกรที่เกี่ข้องทางการศึกษา ควรจะฉุกคิดได้แล้ว ว่าเหตุไรโรงเรียนกวดวิชาจึงผุดขึ้นเป้นดอกเห็ด และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม นั่นเพราะคุณภาพในการเรียนการสอนของโรงเรียนอยู่ในขั้นตำ เมื่อเทียบกับการสอบเพื่อที่จะผ่านปในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งโรงเรียนบางโรงเรียนไม่สามารถทำในขั้นนั้นได้ นักเรียนจึงต้องหาทางออกด้วยการพึ่งโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งก็ส่งผลในทางเศรษฐกิจครัวเรือนของครอบครัวขึ้นมาอีก เดือดร้อนผุ้ปกครอง คนที่มีเงินก็จ่ายไปสิไม่เดือดร้อน แล้วคนที่ไม่มี ทำอย่างไร หลายๆคนนะครับจากประสบการณ์ของผมเอง เพื่อนของผมน่ะแหละ บ้านฐานะไม่ค่อยดี แต่อยากเรียนพิเศษมาก อันนี้ผมไม่ได้กล่าวในทางว่าอะไรเขานะครับ เพราะเป้นความอยากในทางที่ดี และเพื่อคนนี้ก็ตั้งใจเรียนและเรียนดีด้วย แต่เขากลัวว่าจะสอบมหาวิทยาลัยแข่งกับคนอื่นไม่ได้ อีกอย่างก้รู้ๆกันว่า ความรู้ระดับในห้องเรียนมันช่วยไม่ได้เต็มที่ ที่เหลือพวกเราต้องหาเอง พ่อแม่เขาก็ต้องไปยืมเงินคนอื่นมาครับ มาจ่ายค่าอยู่ค ค่ากิน ค่าลงเรียนรายวิชา ในสถาบันกวด วชา ซึ่งแพงเหลือเกิน ส่วนตัวเองยอมรับนะครับว่ารู้สึกเหมือนกัน แต่ฐานะทางบ้านผมไม่เดือดร้อนอะไรมากนัก ผมยอมรับนะครับว่าเรียนพิเศษ เข้ากวดวิชาเพียงเพื่อจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ (ความคิดในตอนนั้นะครับ แต่ตอนนี้เลิกความคิดนั้นโดยสิ้นเชิง ตั้งใจจะเรียนเพื่อให้ได้ความรู้) แต่เรียนก้เรียนเฉพาะวิชาที่ตัวเองคิดว่าอ่อนนะครับ ลองคิดดุว่า เลิกเรียน 4 โมงเย็น -เรียนพิเศษ 16.30-22.00 ทุ่มอ่ะคับ กลับบ้านเสร็จทำการบ้านต่ออีก 23.00 น สมองไม่มีเวลาพักผ่อนหรอกครับ เรียนพิเศษไปก็ใช่ว่าจะรู้เรื่องทั้งหมด มันต้องมี ง่วงบ้าง สมองล้าบ้าง ทำให้รับความรู้ได้เป้นส่วนน้อย...-*-แล้วอย่างงี้มันจะดีได้อย่างไร โอเคบางคนเก่ง ทำโจทย์ได้ ข้อสอบไรมากทำได้หมด บางทีเป้นเพราะฝึกฝนบ่อยคอนเซ็ปแม่น แต่ถ้าให้คิดโจทย์ที่ไม่เคยทำมาก่อน หรือแปลกแหวกแนวออกไปอาจทำไม่ได้เลยหรือช้ามากๆ บ่นมาซะยืดยาว บางส่วนก็เป้นความเห้น บางส่วนเป้นความจริง บางส่วนก็ระบายความในใจที่อัดอั้นตอนสมัยมัยมให้ฟัง ซึ่งก้ต้องขออภัยด้วย ตอนนี้ผมศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมเจอร์ฟิสิกส์ ปี 1 ครับ เข้ามาวิชาการนานแล้ว แต่ไม่ได้สมัครสมาชิกซักที ยังงัยก็ถือโอกาสแนะนำตัวเลยละกันครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 322 23 ส.ค. 2549 (01:46) ต้องดูว่าการจัดการศึกษาของบ้านเราใช้สมมติฐานใด ถ้าใช้ สมมติฐานที่ว่า อะไรที่เป็นความรู้ก็เรียนไปเถอะ ก็ไม่เห็นจะ เยอะตรงไหน มีความรู้อีกมากมายที่เรายังไม่มีโอกาสเรียนรู้ หนำซ้ำยังมีอีกหลายเรื่องราวที่เรายังมีความรู้ที่ก้าวไปไม่ถึง ยังอธิบายไม่ได้ก็ต้องมีการค้นคว้ากันต่อไป แล้วก็ตามมา เรียนรู้กันในภายหลัง แต่ถ้าเราคิดภายใต้สมมติฐานที่ว่า การเรียนให้เหมาะสมกับวัยวุฒินั้นก็นับว่าหนักหนาเอาการครับ หลายๆ เรื่องในวิทยาศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะตัดเอามาให้เรียนเพียง เล็กน้อย แต่ถ้าถามถึงความยากแล้ว ผมว่ายากใช้ได้เลย แต่ถ้าถามว่า ไม่เรียนเลยได้หรือเปล่า ก็ไม่น่าจะตัดออกไปเลย เสียทีเดียว ยิ่งในระดับ ม.ปลาย เป็นช่วงที่ต้องเตรียมเข้าสู่รั้ว มหาวิทยาลัย ก็ไม่ควรจะตัดอะไรออกไปถ้าไม่จำเป็น เพราะนั่น จะทำให้ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นแทบจะไม่มีเลย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 323 23 ส.ค. 2549 (18:19) ผมไม่เชื่อเลยว่าเด็กไทยไอคิวตกต่ำ วัดกันอย่างไรไม่ทราบ ทำไมไม่เอาน้อง อะไรนะแช้มป์เกมส์ทศกรรณ์ไปวัดล่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 324 23 ส.ค. 2549 (19:04) "ประชาการที่มีคุณภาพ" ในความหมายของคุณคือต้องมีความรู้ด้านวิชาการเยอะๆหรอคับ ความจิงระบบการเรียนน่าจะเป็นแบบเน้นวิชาตามอาชีพที่เราจะเป็นไปเลยนะเพราะบางวิชาที่เราเรียนไปมันไม่ได้ใช้ประโยชน์ในชีวิตเลย ก็อย่างเซต/ตรรกศาสตร์เป็นต้น อยากทำอาชีพอะไรก็เน้นไปทางหนึ่งเลยดีกว่าคับ มันจะทำให้คนมีคุณภาพในด้านนั้นมากกว่าเดิมมากกว่าทุกวันนี้นะ ไม่รุสิผมว่าน่าจะเรียนน้อยๆลงหน่อยให้นักเรียนมีเวลาว่างในการใช้ความคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆบ้าง *[เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ใครไม่เห็นด้วยก็อย่าว่ากันละ] - * - (IP:58.9.102.192,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 325 24 ส.ค. 2549 (06:43) ขอร่วมแสดงข้อคิดเห็นต่อ คหพ#324 ของคุณ - * - ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่า ไม่ได้เป็นการว่ากัน นะครับ แต่เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยน การที่เราบอกว่า อะไรสักอย่าง "มันไม่ได้ใช้ประโยชน์ในชีวิตเลย" อันนี้ต้องพิจารณากันให้ดี ระมัด ระวังที่จะคิด เข้าใจ และสื่อ หรือพูดออกมา ทั้งนี้เพราะว่า 1. คำว่า "ใช้" มันมีความหมายอย่างไร ตัวอย่างเช่น ถ้าเราไม่เรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์ เราก็จะใช้ไม่เป็น มันก็ไม่มีประโยชน์กับเรา ผู้เชี่ยวชาญสามารถเอาแสงเลเซอร์มาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ... ถามว่าเรา รู้จักแสงเลเซอร์มั้ย เราใช้มันเป็นมั้ย เราอาจจะไม่รู้ ไม่ได้ใช้ ... แต่ มันมีประโยชน์ มีคนรู้ และใช้มันเป็นประโยชน์ได้ ... บางทีเราเจ็บป่วย หมออาจต้องใช้แสงเลเซอร์ในการรักษาเรา ... ถามว่า ทุกคน ต้องเรียนรู้ เกี่ยวกับเลเซอร์มั้ย ... ไม่ทุกคน ... แต่มันมีประโยชน์มากๆ ... และถ้าเราจะเรียนรู้ เอาแค่รู้จักมันบ้าง ว่ามีใครใช้มันอย่างไร ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ที่ควร จริงมั้ย 2. คำว่า "ชีวิต" นี่ยิ่งต้องระวัง และใส่ใจให้มาก เพราะเราอยู่ในสังคม มีหลายชีวิตมากๆ การเอาชีวิตเราคนเดียว ความคิดเราคนเดียว สื่อในลักษณะว่า นี่คือข้อเท็จจริงสำหรับทุกชีวิต อันนี้ไม่ถูกต้อง ... ทำให้เราพลาด การมองเห็นอะไรตามจริงอีกมาก เรื่องนี้ อาจจะไม่สำคัญ กับชีวิตเรา แต่มันอาจจะสำคัญกับอีกหลายๆ ชีวิต เราพยายามจัดการศึกษาให้สังคม ให้ทุกคน มองในภาพรวมก่อน ไม่ใช่ มองที่ใคร คนใดคนหนึ่ง ** สิ่งที่ไม่มีประโยชน์ จะมีก็เฉพาะสิ่งที่เรา ปฏิเสธ ไม่เปิดรับมันเท่านั้น ** สิ่งที่ใช้ไม่ได้ ก็มีเฉพาะสิ่งที่เรา ไม่รู้จักมัน ไม่ได้เรียนรู้วิธีใช้มัน เทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์ขั้นสูงต่างๆ คนไทยยังทำได้เองน้อยมาก เรายังซื้อบริโภคเป็นส่วนใหญ่ เราไม่ได้ทำมือถือ แต่เราซื้อเขามาใช้ แน่นอน เราไม่ต้องเรียนว่า เขาทำมันขึ้นมาได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ต้องเตรียมหาเงินไปซื้อมาใช้ นั่นแหละ คือ คำอธิบาย ของการเป็นประเทศที่พัฒนาหรือยัง เป็นคำอธิบายว่า ทำไม เราต้องแลกเงิน 1 เหรียญ ด้วยเงินบาทถึง 40 เท่าตัว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 326 27 ส.ค. 2549 (14:35) อย่างน้อยถ้าคุณจะใช้งาน หัวข้อและเนื้อหาบางอย่าง จะอยู่ในหัวคุณ จขกท นี่ใช่ไหมครับ และสามารถไปเปิดหาอ่านและทำความเข้าใจได้เร็วกว่าคนที่ไม่รู้เรื่องเลยนะครับ Pongacku (IP:58.9.64.21,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 327 27 ส.ค. 2549 (14:54) เป็นนักเรียนคนหนึ่งค่ะ แต่เป็นเด็กศิลป์-คำนวณ ม.4 หลังผลสอบกลางภาคของเทอมแรกออกมา เพื่อนลงความเห็นว่าทำไมไม่เรียนสายวิทย์หล่ะ ด้วยเหตุผลที่ว่า ได้คะแนนดีพอๆกับเด็กสายวิทย์เลยแถมยังมากกว่าบางคนด้วย ที่โรงเรียน บางครั้งหนูก็เคยสงสัยว่า สิ่งที่เราเรียนกันนั้นเราเอาไปใช้อะไรได้บ้าง บางครั้งไม่ได้รู้เลยจนเรียนจบเรื่องนั้น จนมา ม.4 ปีนี้ ที่มาการเรียนเลขแล้วบอกก่อนเลยว่า สิ่งที่เราเรียนนั้นเอาไปทำอะไรได้บ้างในชืวิตประจำวัน เชื่อไหมค่ะ จากเด็กที่เรียนดีธรรมดาคนหนึง กลับได้คะแนนที่ 2 ของห้องเพียวเพราะว่าได้ทราบว่า เราจะเรียนไปเพื่อทำอะไร แต่ในเด็กสายวิทย์เชื่อไหมค่ะ ว่ามีบางคน ตก เคมี ฟิสิกก์ ขีวะ ทั้ง 3 ตัวเลย น่าแปลกที่ตกหมดเลย เลขที่เคยเรียนเมื่อตอน ม.ต้น นั้น ครูก็บอกว่า ไม่ได้ใช้เลยในชีวิตประจำวัน ไม่เขาใจว่าจะให้เรียนทำไม ในเมื่อไม่ได้ใช้ การเรียน เรียนหนักค่ะ ยอมรับ แต่ถ้าเทียบกันแล้วกับตอน ม.ต้น ก็เบากว่า เพราะ ม.ต้น มีงานเยอะกว่า ถ้าถามว่า เด็ก ม.ปลาย รู้รึยังว่าจะเลือกอะไร มุ่งจะไปเป็นอะไร พวกเราก็รู้นะค่ะ แต่หลายครั้งที่การเรียนทำให้พวกเราถอดใจกับสิ่งที่เราอยากเป็น key_namo@hotmail.com (IP:61.19.227.12,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 328 27 ส.ค. 2549 (15:14) รู้สึกว่าเด็กไทยเรียนหนักมากบางทีอาจารย์ก็ไม่สอนก็สั่งงานมาเด็กทำไม่ได้ก็ไม่ได้ส่งทำให้คะแนนหายไปเปล่าเลย ชีท (IP:203.172.107.122,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 329 27 ส.ค. 2549 (19:09) ใครบอกว่าสิงคโปร์เรียนเยอะ ไม่จริงนะ เถียง สิงคโปร์เข้าเรียนแปดหรือเก้าโมงไม่แน่ใจ บ่ายสองถึงบ่ายสามเค้าก้อเลิกแล้ว แถมถ้าเป็น top school ตอนเที่ยงออกมากินข้าวข้างนอกได้ด้วย ถ้าจะเยอะต้องบอกว่าตัวหลักสูตรอ่ะเยอะ ไม่ใช่เวลา เช่นวิชาเลข วิทยาศาสตร์ สิงคโปร์จะเร็วกว่าเราหนึ่งปี เช่น ม.ต้น เราเรียนตรีโกน ม.3 เค้าเรียนกันม.2 อ่ะ อันนี้ยืนยัน (IP:203.209.124.126,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 330 27 ส.ค. 2549 (19:15) แล้วก็ที่ดร.แมทธิว (ใช่มั้ย) เค้าบอกว่าเค้าเรียนฟิสิกส์ตัวเดียว ต้องเข้าใจว่าระบบที่ US เค้าให้เลือกวิชาแบบเจาะจงไปเลยว่าเราอยากเรียนต่อสายไหน แล้วก้อเลือกวิชา เช่น เราอยากเรียนวิศวะ ไม่ต้องใช่ชีวะ ประวัติศสตร์โลกใดๆ เราก้อไม่ต้องลง เป็นต้น คนนึง (IP:203.209.124.126,,) วิศวะ ก็ควรต้องรู้เกี่ยวกับชีวะบ้าง ไม่ใช่ไม่เรียนเลย เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องให้เวลามาก หรือลงลึกในรายละเอียด ประวัติศาสตร์ ก็สำคัญ ก็จำเป็นต้องรู้บ้าง ต้องดูว่า ตอนนี้อยู่ขั้นตอนไหนของชีวิต ถ้าเป็น ประถม มัธยม ก็ควรต้องรู้พื้นฐานวิชาการที่จำเป็นอื่นๆด้วย เพื่อความเป็นคน ที่งดงาม ความเห็นเพิ่มเติมที่ 332 29 ส.ค. 2549 (13:47) อยากรู้จังเลย จะเรียนทำไมมากมายอย่างนี้ เรียนไปได้อะไร คนเรา เรียนเพื่อ เอาไปใช้ในการทำงานเลี้ยงชีพ ไม่ใช้หรือ เราเรียนครบหมด ฟิสิก ชีวะ เคมี ทั้งๆที่จะไปทำงานอื่นที่มันก็ไม่ได้ใช้ความรู้พวกนี้เลย แต่วิชาพวกนี่มีไว้สำหรับกดเกรด พวกผู้หลักผู้ใหญ่เอาหัวไปมุดรูไหนกัน ไม่ช่วยเหลิอกันเลยกระทรวงศึกษาน่ะ ทำไมไม่ปฎิรูปการศึกษาซักที ที่ รร เราครูห่วยจะตาย สอนเร็วมากๆๆๆๆๆพูดก็เร็ว ใครมันจะไปฟังทัน นี้ครูฟิสิกน่ะ เวลาทำโจทย์เลขสอน นร ยังกับทบทวนเนื้อหาให้ตัวเอง ไม่ได้สอนใคร อย่างนั้นล่ะ ส่วนครู ชีวะบ้าอะไรก็ไม่รู้ พูดอยู่น่ะล่ะกับศัพ ภาษาอังกฤษน่ะไม่อธิบายเล้ยว่าไอ่ที่พูดอยู่น่ะมันคือตัวอะไร เคมีก็ใช่ย่อย ไม่เห็นจะได้เรือ่ง แล้ว อ the moon (ฉายา) สอนภาษาอังกฤษ ไม่ได้เรื่อง เรียนจบมาแค่ภาษาไม่ได้จบครูมาซักหน่อย รร เราครูส่วนใหญ่เป็นครูจ้างสอนที่ไม่ได้จบครู นร ถึงไม่มีใครเอ็นติด แพทย์ วิศวะ และก็วิชายากๆซักคน อยากจะถามจัง ว่าเรียนเพื่ออ่ะไร เพื่ออวดว่าเด็กประเทศเราเรียนเยอะกว่าใคร หรือ ว่าเรียนเพื่อให้เด็กได้เอาไปใช้ในอนาคตกันแน่ แป้ง (IP:61.47.109.228,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 333 29 ส.ค. 2549 (14:51) ก็น่าคิดนะครับ แต่ขออวดหน่อย ฟิสิกส์ตอน ม.ปลายผมเก่งมากเลย แต่คณิต เคมี ชีวะ ไม่ได้เรื่อง 555+ :P กลับมาแล้วคนดี (IP:202.28.27.6,10.8.1.44,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 334 29 ส.ค. 2549 (20:20) ลองให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมาเเอบดูดิ จะได้ดูว่าการเรียนการสอนมันดีหรือห่วย |