คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ: 12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549         ชมแล้ว: 29,896 ตอบแล้ว: 540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น

ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย)

ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง

บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์

จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว)

ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ

อ๊อฟ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 737 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 245 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| -17- 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 335 30 ส.ค. 2549 (11:51)
เรียนเยอะแต่อ่านน้อย
จุ๊บ (IP:203.130.159.3,203.156.32.189,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 336 30 ส.ค. 2549 (21:06)
เราคิดว่า ควรจะแยกตามสายอาชีพไปเลย เช่นถ้าคุณสนใจด้านไหน ก็มุ่งด้านนั้น หรือสนับสนุนด้านนั้นไปเลย ให้สมองได้พัฒนาเต็มที่ หรือได้คิดเต็มที่ เราไม่อยากจะเอาการศึกาษาบ้านเราไปเปรียบเทียบกับประเทศไดๆทั้งนั้น เพราะประเทศเราก็คือประเทศเรา... จริงอยู่การเรียนวิทยาศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์นั้น ถือว่าได้ความรู้ และไม่เถียงว่ามันอาจเป็นประโยชน์ในอนาคตสักวัน หรือว่าเราได้มีความรู้ความสามารถมากกว่าฝั่งทางตะวันตกเหมือน ความเห็นที่ 312 ก็เป็นได้ แต่ว่า ถ้าจะให้ทุกคน เก่ง คณิต วิทย์กันทุกคน เลยก็เป็นไปไม่ได้ เราแค่เห็นว่ามันดูจะไม่ยุติธรรมนัก สำหรับคนที่ชอบทางด้านอื่น เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ และอื่นๆ เช่น ถ้าเกิดเราไม่เก่งวิชาคณิต และวิทย์ แต่ว่ามีไอเดียบรรเจิดในด้านศิลปะ เราจะกลายเป็นคนโง่หรือเปล่า ในขณะที่คนที่เก่งคณิต วิทย์ แต่ไม่ได้ในศิลปะ จะถือว่าเป็นคนเก่งอยู่ใช่ไหม? สำหรับเราแล้ว เรารู้ศึกว่ามันไม่ยุติธรรม ต่างคนต่างมีวิถีชีวิต และความถนัดตามแต่ละบุคคลทั้งนั้น คนเก่งคณิต ก็เรียนด้านเอกคณิตไปเลย เก่งวิทย์ก็พัฒนาประเทศชาติหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ คนเก่งศิลปะก็เอาไอเดียมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้แก่โลก และที่สำคัญ ทุกสาขาวิชาและความถนัดต่างสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้ มีบุคคลตัวอย่างเยอะแยะไปที่คนนึงออกแบบ และคิดต้นแบบ อีกคนสร้างและพัฒนามัน อีกคนทำการตลาดเพื่อนขยายสินค้า อีกคนดูแลระบบควบคุม ... เป็นต้น ทุกสิ่งทุกอย่างต่างเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน หากเราเข้าใจและรู้ทันที่จะนำมันมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน
สำหรับดิฉัน แม้ว่าคุณจะจบมหาลัยชื่อก้องโลก หรือ เป็นแค่ศิลปินข้างถนน ทุกคนต่างมีชีวิตและความนึกคิดเหมือนกัน มีร่างกายเหมือนกัน มีอิสระที่จะคิดเหมือนกัน

เหมือนที่เคยมีใครคนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า...
"จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้"
tunsuda_chiphai@hotmail.com (IP:203.188.50.7,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 337 31 ส.ค. 2549 (10:39)
เห็นด้วยกับคุณ MG ใน คหพ 331 คับ
แต่ว่า เราคงต้องกำหนดกันด้วยว่า
ระดับที่ต้องให้นักเรียนรู้เนี่ย ควรรู้ลึกขนาดไหน
ไม่งั้น มันก็กลับมาเป็นแบบเดิมอีก เหอๆ


ปล.ชอบ คหพ 336 อะ
neverheal เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 497 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 213 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 338 31 ส.ค. 2549 (17:19)
เมื่อเรารู้ว่า เราสนใจอะไร ถนัดและมีศักยภาพอย่างไร ปัญหางูกินหางที่เราพูดถึงอยู่นี้ อาจจะพอปรับเปลี่ยน ให้เกิดคุณภาพ โดยส่วนรวมได้

1) เราควรต้องรู้อะไรบ้างที่เป็นพื้นฐาน

2) เมื่อเราชัดเจนว่า ความสนใจเราเป็นอย่างนี้ และสอดคล้องกับความถนัดของเรา เราจะเลือกเรียนเองได้หรือไม่


ปัจจัยที่สำคัญคือ ตอนนี้ เราพูดถึง ระดับช่วงชั้นไหน

1. นักเรียนประถม ควรจะต้องเรียนอะไร?

2. นักเรียน ม.ต้น ควรจะต้องเรียนอะไร?

3. นักเรียน ม.ปลาย ควรจะต้องเรียนอะไร?

4. นักศึกษา ป.ตรี ควรต้องเรียนอะไร ?



และในชั้นมัธยม ที่เราแยกเป็น สายวิทย์ สายศิลป์นี้ OK หรือยัง ต้องปรับอะไรอีกบ้าง

หลายๆ คนคงอยากเป็น แพทย์ วิศวะ

คำถามคือ เราจะรับคนเข้าเรียน แพทย์ วิศวะ อย่างไร

ดูที่ความถนัด? หรือ ดูที่ความชอบ ? (หลายๆคนอาจจะชอบ แต่ผลการเรียนต่ำ ! จะทำอย่างไร)


หลายๆคนคงอยากเข้าเรียนคณะ ตามค่านิยม(?) ตามเพื่อน
ตามผู้ปกครอง หรือ ตามความเข้าใจว่าตัวเองชอบในตอนนี้

คำถามคือ เราจะรับคนเข้าเรียน คณะต่างเหล่านี้อย่างไร

ดูที่ความถนัด? ดูที่ความชอบ ? (ชอบมาก ชอบน้อย เป็นความรู้สึก ใครก็พูดได้ ... แล้วยังงัย ) .....



หรือว่าจะเอาอย่างนี้ พอขึ้น ม.4 ก็ให้เลือคณะที่สนใจเอาไว้เลย
แล้วก็เรียนเท่าที่ต้องการวัด เพื่อเข้าคณะนั้น
ใครสนใจคิดว่าจะสอบเข้าเรียนวิศวะ ก็ไม่ต้องเรียนชีวะให้มากมาย อาจจะมีสักตัวหนึ่ง ที่จัดทำให้เป็นพิเศษ

แต่คุณ ต้องสอบวิศวะเท่านั้นนะ ไม่มีสิทธิเข้าคณะอื่น ที่เขาต้องใช้ชีวะมากๆหน่อย ถ้าสอบไม่ได้ ก็คือไม่ได้


ขอเชิญน้องๆ ม.ปลาย ร่วมแสดงความคิดเห็น
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1558 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 339 31 ส.ค. 2549 (18:23)
งะ ผมว่ามันม่ายเยอะหรอกนะครับ ในถานะที่ผมเปง นร ม.ปลาย รร.หนึ่ง แต่ที่ผมว่ามันหนักมากๆก็คือ ไอวิชาที่ไม่ได้อยู่ในสายโดยเฉพาะอะครับ เช่น สายวิทย์ เรียนทุกวิชา ทั้งสังคม ไทย ต่างๆนานา ผมว่าดค่ลำพัง วิชาสายวิทย์เองมันก็เยอะอยู่แล้ว อีกอย่าง ไอที่เรียนมาอะทั้งสังคม ไทย 9ล9 มันไม่ได้ใช้ในการเรียนมหาลัย ในคณะที่เด็กสายวิทย์เค้าจะเข้ากันอะ และถ้าจาบอกว่าเรียนไปเพื่อรู้ไว้มันก็ถูกแต่ว่า เรียนไปแล้วไม่ได้ใช้ มันจะเสีย เวลาตรงนั้นไปฟรีๆนะครับ
vo (IP:58.64.44.192,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 340 31 ส.ค. 2549 (19:00)
ม.ปลายเหมือนกัน อยากให้มีการลดวิชาที่ไม่เหมาะกับวิท เช่น การงานอาชีพ มันงานเยอะอะสำหรับผม เผลอๆกดเกรด
thearmer เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 24 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 341 31 ส.ค. 2549 (21:40)
ความรู้สึกผมอยากให้มองในมุมนี้นะครับ

เด็กม.ปลาย(วัยรุ่น)เป็นวัยที่มีการพัฒนาอย่างยิ่งยวด ลองผมได้สนใจทางด้านใหนแล้ว ก็จะพยายามศึกษาในด้านนั้นอย่างเต็มที่ถ้ามีวิชาอื่นๆเพิ่มมาๆ ที่ไม่เกียวข้องกับสาขานั้นๆ หรือเป็นวิชาที่ผมยังไม่อยากจะศึกษาในตอนนี้ เพราะผมต้องการพัฒนาในด้านที่ผมถนัดอยากมากๆ ไม่อยากมีการบ้านวิชาอื่นมาหน่วงคับ
น้องๆ ม.ปลาย (IP:202.28.9.82,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 342 1 ก.ย. 2549 (08:49)
ลองช่วยกันพยายาม เข้าไปรับฟัง ในกรณีของ คหพ#341

เอาง่ายๆ ... สำหรับน้องๆ ม.ปลาย นะครับ

(1) ให้น้องๆ ลองเลือก หรือตัดสินใจว่า ชอบอะไร อยากเป็นอะไร อยากเรียน ในสาขาวิชา หรือ แนวทางไหน

(2) ทีนี้ ลองมาจัดตารางเรียนของตัวเองซิว่า ... เราจะเลือกเรียนอะไรบ้าง จันทร์ - ศุกร์ 5 วัน ช่วงเช้า 3 ชั่วโมง ตอนบ่ายอีก 3 ชั่วโมง คิดเป็นทั้งหมด 30 ชั่วโมง ... เราจะเรียนอะไรบ้าง


2.1 น้องๆ ที่อยากเรียนวิศวะ ลองจัดตารางเรียนตัวเองว่า 30 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์ เราอยากจะเรียนอะไรบ้าง

2.2 น้องๆ ที่อยากเรียนแพทย์ ลองจัดตารางเรียนตัวเองว่า 30 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์ เราอยากจะเรียนอะไรบ้าง

2.3 น้องๆ ที่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ลองจัดตารางเรียนตัวเองว่า 30 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์ เราอยากจะเรียนอะไรบ้าง

2.4 น้องๆ ที่อยากครู เป็นอาจารย์สอน ลองจัดตารางเรียนตัวเองว่า 30 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์ เราอยากจะเรียนอะไรบ้าง

2.5 น้องๆ ที่เก่งหรือถนัดทางด้านภาษา ลองจัดตารางเรียนตัวเองว่า 30 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์ เราอยากจะเรียนอะไรบ้าง

2.6 น้องๆ ที่เก่งหรือถนัดทางด้านศิลปะ หรือ ดนตรี ลองจัดตารางเรียนตัวเองว่า 30 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์ เราอยากจะเรียนอะไรบ้าง

2.7 อื่นๆ นอกจากกลุ่มวิชา หรือสาขาอาชีพตัวอย่างข้างต้น


ลองจัดตารางเรียนของเราดูซิว่า 30 ชั่วโมง ใน 1 สัปดาห์ เราจะเรียนอะไรบ้าง
แล้วมาดูว่า ... ที่เราคิด เรารู้สึกนั้น จริงๆ แล้วมันเป็นอย่างไร

ถ้าจัดดูแล้ว ดู OK เราก็จะได้สนับสนุน แนวคิดของน้องๆ ในทิศทางที่เสนอมา
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1558 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 343 2 ก.ย. 2549 (22:21)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 324

"ประชาการที่มีคุณภาพ" ในความหมายของคุณคือต้องมีความรู้ด้านวิชาการเยอะๆหรอคับ

ความจิงระบบการเรียนน่าจะเป็นแบบเน้นวิชาตามอาชีพที่เราจะเป็นไปเลยนะเพราะบางวิชาที่เราเรียนไปมันไม่ได้ใช้ประโยชน์ในชีวิตเลย ก็อย่างเซต/ตรรกศาสตร์เป็นต้น อยากทำอาชีพอะไรก็เน้นไปทางหนึ่งเลยดีกว่าคับ มันจะทำให้คนมีคุณภาพในด้านนั้นมากกว่าเดิมมากกว่าทุกวันนี้นะ
ไม่รุสิผมว่าน่าจะเรียนน้อยๆลงหน่อยให้นักเรียนมีเวลาว่างในการใช้ความคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆบ้าง

*[เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ใครไม่เห็นด้วยก็อย่าว่ากันละ]

ตอบ

มันมองกันคนละมุม คนเราไม่ต้องรู้วิชาการทั้งหมดหรอก แต่ควรรู้ว่าเวลามีปัญหาต้องใช้ความรู้จะไปเอาที่ไหน ความรู้พื้นฐานต้องแม่นครับ มันช่วยได้เมื่อคราวจำเป็น เวลาเป็นไข้ ปวดหัวตัวร้อน รู้วิทยาศาสตร์พื้นฐานมาบ้าง ก็ไม่ต้องถึงมือหมอหรอกครับ ช่วยคนอื่นได้ ช่วยตัวเองได้

คนเราจะเอาแต่วิชาชีพ นอกวิชาชีพหน่อยไปไม่เป็นไม่ได้นะครับ โลกสมัยนี้มันซับซ้อนกว่าเดิม มันไม่มีวิชาไหนจะอยู่โดด ๆ หรอก มันเชื่อมโยงกันไม่มีที่สิ้นสุด เราไม่ต้องเก่งทั้งหมดแต่ต้องมีความรู้ในสาขาอื่นบ้าง เพื่อที่เราจะทำงานกับเขาได้ ประสานงานกันได้ พูดภาษาเดียวกันได้

เรื่องเซ็ต มันยากนักเหรอ ผมว่าเด็กนับหนึ่งถึงสิบได้ก้เรียนเซ็ตเข้าใจ การเรียนเซ็ตทำให้รู้จักจำแนกแยกแยะ เขาอาจลืมวิชาการไปบ้างเมื่อไม่ได้ใช้ แต่นิสัยมันจะติดตัวตลอดไป ความรู้เรื่องระบบมันช่วยให้เด็กมีความคิดเชิงระบบ ทั้ง ๆ ที่วิชาการจริง ๆ เขาอาจลืมไปแล้ว แต่วิถีการคิดมันติดตัวไปตลอดครับ ตรรกศาตร์สอนให้คนมีเหตุมีผล สอนให้คนรู้จักคิดครับ Homosapian แปลว่าผู้รู้จักคิดไม่ใช่เหรอ คือต้องเรียนให้เข้าถึงจิตวิญญานถึงจะเข้าใจว่าอะไรมีประโยชน์อะไรไม่มีประโยชน์ เหมือนช่างที่เห็นเศษเหล็กมันมีประโยชน์ แต่คนไม่รู้ค่าก็เอาแต่จะชั่งกิโลขายอย่างเดียว

ผมว่าเนื้อหาวิชามันไม่เยอะหรอก ระบบการศึกษาเรามันยังไม่มีประสิทธิภาพมากกว่า

1. คนเก่งไม่อยากเป็นครู ไม่มีแรงจูงใจให้คนเก่งอยากเป็นครู
2. เราไม่ฝึกตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น เราคิดว่ามันหนักสำหรับเด็ก อย่างภาษานี้เรียนแต่เด็กง่ายกว่าเรียนตอนโตเป็นไหน ๆ แต่เราก็ต้องรอให้โตเสียก่อนค่อยเรียน ทำไม่ไม่เอาครูเก่ง ๆ ไปสอนตั้งแต่ชั้นประถม วางรากฐานกันตั้งแต่แรกเลย พอโตเด็กขาดภูมิคุ้มกัน โดนอะไรนิดอะไรหน่อยออกอาการยุบให้เห็น ผมมีเพื่อนชาวเวียตนาม ความขยันอดทนเด็กเราสู้เวียตนามไม่ได้ คุณไม่แปลกใจเหรอว่าทำไมเวียตนามจึงเจริญไล่เราแบบหายใจรดต้นคอ ทั้ง ๆ ที่เขาเพิ่งฟื้นจากภัยสงครามแท้ ๆ อย่าเอาอย่างยุโรฟหรืออเมริกาเลย ดูเพื่อนบ้านเราดีกว่า
3. อาจารย์มหาวิทยาลัยน่าจะสอนระดับมัธยมด้วย คือต้องให้เด้กมัธยมแม่นคอนเซ็ป ถ้าคอนเซ็ปไม่ได้เรียนเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ เหมือนเล่นกีฬาแต่ไม่รู้เทคนิค ไม่รู้กติกา
4. ไอ้เรื่องลดหลักสูตรมันลดไม่ได้หรอกมีแต่จะเพิ่ม ทำอย่างไรจะใหมีประสิทธิภาพ ทำอย่างไรจะให้เด็กเรียนเพราะเขากระหายอยากจะรู้ ไม่ใช่เพราะบังคับให้เรียน (การศึกษาภาคบังคับ)
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 344 2 ก.ย. 2549 (22:37)
แถมอีกนิดหนึ่งครับ

ผมอ่านข้อคิดเห็นของเด็ก ๆ (เข้าใจว่าเป็นมัธยม) บอกว่าที่เรียน ๆ ไป ไม่รู้จะเอาไปใช้อะไร ถ้าเป็นแบบนี้ผมอยากจะคิดว่าเราเรียนกันมาน่ะไม่เข้าใจพื้นฐานด้วยซ้ำ แล้วมันจะประยุกต์ได้อย่างไร เพราะถ้าเด็กเรียนแม่นในหลักการแล้วเขาประยุกต์ได้ จะพลิกแพลงอย่างไรก็ได้หมด ที่มันประยุกต์ไม่ได้เพราะพื้นฐานก็ยังไม่รู้
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 345 2 ก.ย. 2549 (23:21)
แถมอีกนิดหนึ่งครับ

ผมอ่านข้อคิดเห็นของเด็ก ๆ (เข้าใจว่าเป็นมัธยม) บอกว่าที่เรียน ๆ ไป ไม่รู้จะเอาไปใช้อะไร ถ้าเป็นแบบนี้ผมอยากจะคิดว่าเราเรียนกันมาน่ะไม่เข้าใจพื้นฐานด้วยซ้ำ แล้วมันจะประยุกต์ได้อย่างไร เพราะถ้าเด็กเรียนแม่นในหลักการแล้วเขาประยุกต์ได้ จะพลิกแพลงอย่างไรก็ได้หมด ที่มันประยุกต์ไม่ได้เพราะพื้นฐานก็ยังไม่รู้
โดย: thawankesmala

-----------------------
เอ่อ คงจะโตเเล้วนะครับ
จากที่ผมได้อ่านข้อความของคุณดูหลายๆข้อความ ผมเข้าใจว่า คุณต้องการที่จะให้เด็กเรียนรู้เข้าไว้เยอะๆ เพื่อจะได้ฉลาดๆ ซึ่งคุณคิดว่าัมันไม่ใช่ปัญหา ที่จะมาถกเถียงกัน

แต่ผมว่า มันไม่เหมาะสม ที่จะยัดความรู้ให้เด็ก เหมือน นกเเก้ว นกขุนทอง
เด็กไทย เรียนวันละ 8 คาบ 9 คาบ เลิก 3-4 โมงเย็น
กับเด็กนอก ที่เรียนเเค่ครึ่งเช้า



ถ้าการศึกษาไทยที่เป็นอยุ่ตอนนี้มันดีจริง
คุณก็ลองดูสภาพประเทศไทยตอนนี้ดูสิครับ

ให้ เวลา นักเรียนได้มีเวลาทำกิจกรรม ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตเค้าเถอะึครับ
อย่าให้พวกเค้าเเก่งเเย่งกัน เพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ
อย่าให้พวกเค้ายึดติดกับ คำว่า วิศวะ หมอ เลยครับ
อย่าให้พวกเค้าละทิ้งจรรยาบรรณ ความเป็นมนุษย์
ผมว่า ถ้าทำได้แค่นี้ การศึกษาไทยคงจะดีขึ้น

ด้วยความเคารพ
anoomz (IP:58.64.103.8,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 346 3 ก.ย. 2549 (12:44)
เราเคยเป็นเด็กมาก่อนครับ แล้วก็รู้สภาพที่ถูกยัดเยียด แต่พอโตแล้วกลับรู้สึกว่าความรู้มันไม่พอใช้งาน วิทยาการก้าวเร็วจนตามไม่ทัน เราทุกคนอยากให้เด็กเราเก่ง อยากให้เยาวชนไทยเป็นความหวังได้ ฝากอนาคตไว้ได้ แข่งขันได้ในเวทีโลก

การเรียนรู้ไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรหรอก ถ้าเรียนด้วยความสนุก ความสนใจ ความกระหายอยากรู้ ทำอย่างไรจะกระตุ้น จูงใจให้เด็กอยากเรียน ถ้าเขาอยาก เขาทำของเขาเอง

ผมย้ำเสมอเรื่องคอนเซ็ป เหมือนดูกีฬา ถ้าไม่เข้าใจคอนเซ็ปก็เหมือนไม่เข้าใจกติกา คงจะดูกีฬาให้สนุกไม่ได้ การเรียนก็เหมือน ๆ กัน มันคงเบื่อน่าดูถ้าเรียนไม่เข้าใจ ผมคิดว่าผู้สอนควรเน้นตรงนี้ จะประหยัดเวลาเรียนมาก ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้เรียนไปก็ไม่ได้อะไร จำเอาไปสอบเดี๋ยวก็ลืม

จริง ๆ ผมไม่เคยนิยมเรื่องท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่บางอย่างจำเป็นต้องท่อง อาขยานที่เราท่องเกือบ 30 ปี แล้วเรายังจำได้ สูตรคูณก็ต้องท่อง ไม่ทราบเด็กสมัยนี้ท่องกันหรือเปล่า การท่องเป็นวิธีการเรียนรู้อย่างหนึ่ง เหมือนมีด พร้า ขวาน เลื่อย ตัดต้นไม้ได้เหมือนกัน ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับงาน

โดยส่วนตัวแล้วผมไม่อยากให้ยึดติคกับค่านิยมมหาวิทยาลัย คณะดัง ๆ ชีวิตคนต้องว่ากันยาว ๆ สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ไม่ได้หมายความว่าล้มเหลว ความล้มเหลวกับความสำเร็จมันก็มีคุณค่าพอ ๆ กัน ผมเองก็จบจาก มสธ และหลาน ๆ ก็ให้เรียนรามหมด สอนเขาเสมอว่า ตัวเขาเองนั่นแหละคือครู เขาต้องรู้จักเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ให้ใครมาจับกรอกความรู้ให้ ตัวเขาเองนั่นแหละคือมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

การศึกษาต้องเริ่มจากที่บ้าน ผมกลับไปเยี่ยมหลาน ๆ ที่ไรก็หาอุปกรณ์ไปให้ ให้ทดลองให้เรียนรู้ พาปีนเขาดูต้นไม้ พืชพรรณ น้ำตก สัตว์ ก้อนหิน แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง โบราณสถาน พาไปดูชาวบ้านทำมาหากิน ให้เขารู้ว่าการเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้น

สมองคนเราเป็นสิ่งประหลาดมาก มันรับอะไรได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ขออย่างเดียวขอให้จัดระเบียบให้ดีอย่าให้ยุ่งเหยิงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก เหมือนแม่เหล็กมีแรงดึงดูดได้เพราะอะตอมมันเรียงเป็นระเบียบ

ขอขอบคุณ คุณ anoomz ที่แสดงความคิดเห็น ผมเข้าใจในความหวังดีของคุณ อยากเห็นสิ่งดี ๆ กับเยาวชนของเรา

ด้วยความเคารพครับ
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 347 4 ก.ย. 2549 (18:30)
เห็นด้วยค่ะ เพราะทุกวันนี้ก็เรียนเยอะมากอยู่แล้ว สับสนเลยค่ะ แยกวิชาไม่ออกเลย บางครั้งก็เครียดมากเพราะไม่รู้จะอ่าน จะเริ่ม จะเข้าใจ ตรงไหนดีก่อน ทำให้เครียดมาก และทำให้ไม่มีสมาธิในการอ่านวิชาอื่นต่อไป เกรดย่ำแย่....เฮ้อ....ประเทศไทย น่าจะมีวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เฉพาะๆๆนะ คือว่า....แบบ..รู้อะไรก็ให้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว.....ดีกว่ารู้หลายอย่างแล้วไม่กระจ่างสักอย่าง
tataak เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 10 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 348 4 ก.ย. 2549 (23:04)
ผมจะลองจัดเวลา 30ชม.ใน5วันแบบของผมดูนะครับ

อย่างที่รู้ๆคือเราต้องเรียน 5วิชาหลัก คือ คณิต วิทย์ อังกฤษ ไทย สังคม และวิชาเพิ่มเติมอีกเช่น สุขศึกษา พลศึกษา วิชาการ ศิลปะหรือดนตรีหรือนาฏศิลป์ งานช่างหรืองานบ้าน ดาราศาสตร์ ฯ

*รร.ผมคือ วิชาเช่น วิทย์ วันนึงจะไม่เรียนติดกันเกิน2คาบ
แล้วจะขั้นด้วยวิชาอื่น สมมติ ฟิสิกส์ 2 คาบ แล้วขั้นด้วยอังกฤษ ตามด้วยวิชาอะไรก้ว่าไป ตามโรงเรียนจะจัดตาราง
*ผมก็ไม่เข้าใจว่า ฟิสิกส์จะ3คาบติดไม่ได้เหรอ อ.ให้เหตุผลว่า สมองคนเราเจออะไรนานๆจะล้า ก็เลยสลับด้วยวิชาอื่น ผมและเพื่อนๆหลายๆคนไปเรียนพิเศษ 4ชม.ติดก้ไม่เห็นเป็นไรเลย
ไม่ทราบมีงานวิจัยอะไรมั้ยคับ เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะบางทีเรียนเพียง2ชม.มันไม่มีความต่อเนื่อง และอีกอย่าง การเอาวิชาอื่นมาขั้นก็ใช่ว่าจะทำให้เราดีขึ้น ถ้าเราล้ามาจากวิชาที่แล้ว วิชาต่อไปที่เอามาขั้นก็ใช่ว่าจะเรียนรู้เรื่อง

*คิดจัดแบบง่ายๆ(เฉพาะสายวิทย์นะ)
วันจันทร์ : คณิต
วันอังคาร : ฟิสิกส์
วันพุธ : เคมี
พฤหัส : ชีวะ
และศุกร์ : ไทย สังคม และ วิชาเพิ่มเติม

*การจัดแบบนี้ผลเสียก็หลายอย่าง เช่นเด็กที่ไม่ชอบเรียนวิชาวันไหนก็อาจโดดเรียนไปทั้งวันนั้นเลยก็เป็นได้ การจัดคาบสอนแบบสลับๆก็ช่วยตะล่อมให้เด็กส่วนใหญ่ให้อยู่กับการเรียนได้
แต่ถ้าพูดถึงเด็กนักเรียนที่ใฝ่ดีอยู่แล้ว ก็ไม่น่าจะมีปัญหา แล้วปัญหาอีกอย่างก็คือ นักเรียนแต่ละคนศักยภาพไม่เท่ากัน บางคนอาจชอบที่มีคณิตทั้งวัน แต่บางคนอาจรับไม่ไหว ทำให้งงหนักเข้าไปอีก

สำหรับผมแล้ว คิดว่าตารางสอนการเรียนในปัจจุบันก็ดีอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่อยากให้มองเรื่องแผนการเรียนการสอนของอ.ผู้นั้น รวมทั้งวิธีการสอนด้วย(ศักยภาพครู) การสอนแบบchild center จริงๆผมว่า เริ่มจากถามนร.ว่า อยากทำอะไรเกี่ยวกับวิชาหรือหัวข้อการเรียนนี้ๆ อาจจะเป็นการทดลอง รายงาน การประดิษฐ์ ก็ว่าไป ซึ่งเป็นการสอนที่ผมคิดว่าบูรณาการจริงๆ
น้องๆ ม.ปลาย (IP:202.28.9.82,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 349 5 ก.ย. 2549 (10:29)
ปัจจุบันวัฒนธรรมทางวิชาการเปลี่ยนไป ครูนอกจากสอนแล้วต้องวิจัยด้วย แต่ละปีครูต้องบทำการวิจัยในชั้นเรียน วัตถุประสงค์ก็เพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ

ครูขาดประสบการณ์ในการวิจัย ทำให้การวิจัยแก้ปัญหาไม่ได้ ตรงนี้น่าจะมีการฝึกอบรมและอาจให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยง แต่ควรเลือกที่สมัครใจจะช่วยเพราะบางท่านไม่มีเวลาจริง ๆ น้อง ๆ มัธยมน่าจะรู้ปัญหาดี แต่ทำไมครูไม่ถามเขานะ เวลาทำวิจัยก็ไปเอาข้อมูลที่ไหนมาก็ไม่รู้ (อ่านสิแล้วจะรู้)

ถ้านักเรียนสนใจมีความสุขกับการเรียนรู้ เรียนหนักไม่เป็นปัญหาเลย น้องเขาก็บอกอยู่หยก ๆ ว่าเรียน 4 คาบ ไม่เป็นไร 3 คาบติดกันมันจิ๊บจ้อยมาก ถ้าคิดว่าเด็กจะล้าก็ให้เขารีเฟรชสัก 10-15 นาที

การเรียนในห้องเหมือนการทำห่วงแต่ละห่วงของช่างทอง แต่มันไม่เป็นสร้อยคอที่สวมแล้วสวยได้ เพราะมันเป็นห่วงใครห่วงมันที่ไม่ได้เชื่อมต่อกัน

แต่พอเด็กเรียนพิเศษมันเหมือนร้อยห่วงเข้าด้วยกัน ครูมีเวลาทำตรงนี้ไหม พอเด็กเริ่มรู้ตามทันการเรียนก็ไหลลื่น ไม่อยากหยุดเสียอีกแบบว่ากำลังมัน

แน่นอนความแตกต่างระหล่างบุคคลเป็นปัญหาสำคัญ ครูอาจต้องจี้เป็นรายตัวสำหรับรายที่ไม่ทันเพื่อน อย่าให้เขาตื่นวิชาเรียนเดี๋ยวจะเสีย ให้เขาสนุกมีความสุข หนักหนาแค่ไหนเขาทนได้ ให้เขามีทัศนคติที่ดีเห็นประโยชน์ในวิชาที่เรียนไม่ใช่แค่เรียนเพราะหลักสูตรออกแบบมา

จริง ๆ ครูนักเรียนน่าจะปรึกษาตกลงกันตั้งแต่เริ่มเรียนว่าเราจะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกันอย่างไร การเรียนคือการจัดประสบการณ์ให้นักเรียน ตกลงกันว่าจะใช้เวลาอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 350 5 ก.ย. 2549 (14:25)
ผมไม่ใคร่เห็นด้วยกับความคิดเห็น 348
ในเรื่องการจัดเวลาเรียนทั้งวันเรียนไป 1 วิชา สำหรับนักเรียนมัธยม
มันจะหนักมากเกินไปสำหรับบางคนที่รับกับวิชานั้นไม่ได้
ทั้งที่พยายามตั้งใจ
มันจะทำให้ชีวิตของเขาหายไปเฉย ๆ เลย 1 วันได้

การเรียนในมหาวิทยาลัย ต่างจากการเรียนในระดับมัธยม
เพราะเป็นการเลือกเรียนเฉพาะทาง
คนที่เข้ามาเรียนในสายใด นับว่าต้องชอบกับสายวิชานั้น ๆ อยู่แล้ว
การนั่งเรียนวิชาเดียวทั้งวัน นับเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งจะต้องทำให้ได้
ทำไม่ได้ก็เรียนไม่จบ แสดงว่าเลือกผิดกับความถนัดของตัวเอง
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 11417 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 650 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 351 5 ก.ย. 2549 (19:21)
เออ คือผม คิดว่า การศึกสา เมืองไทยนั้น สับสน เอาเดกมาเปนหนู ทดลอง รุ่นของ ผม อะ ให้เอา เนื้อหา ม 3 มาเรียน มั่ง ( ตอนนั้นอยุ่ ม 1 ) แล้ว ตอนนี้ อยุ่ ม 2 ภาสาไทย ม 2 ก้ ตงกับเรื่องของ ม 3 อีก แล้ว เรื่อง ที่ผม เรียนนั้นก้แทบจาเรียนไม่ทัน คิดดู คับ เรียนสังคมเรื่อง ประวัติศาส แล้ว ยังต้องเรียน สังคม ภาสาอังกิด อีก เรียนเรื่อง ภูมิศาส ( เรื่อง ทุกอย่าง เกี่ยวกับ 9 ประเทศ ) ส่วนการสอบนั้น ก้ คือกลาง ภาค 20 คะแนน ข้อเขียน 40 กากบาท 20 ส่วนปลาย ภาค วิชาวิทยาศาส เรียนเรื่อง ร่างกาย ( ยากเหมือนกัน แหะๆ พวก สารในร่างกาย ) ปลายภาค 30 คะแนน ข้อเขียน 60 ข้อ จาตายยยยยเอา
เดก ม ต้น (IP:124.121.64.61,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 352 5 ก.ย. 2549 (19:50)
เรียนหา..............ไรฟะต่างเทศเรียนวันนึงไม่กี่คาบ
เรียนตอน9โมงเลิกตอน2-3โมงโรงเรียนกุคาบละ50นาที
เรียน8คาบรวมกินข้าวมีวิชาไรไม่รู้ให้จำโคตรเยอะ เลย..
........................เบื่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ.....................
ครูก็ดุบ่นอยู่ได้...............-*-...ครูทำหน้าอย่างเงียะทั้งวัน..................ฝ่ายปกครองก็โคตรเคร่งระเบียบครูอะไรว้าให้เด็กผู้ชายพับถุงเท้า.......ห้ามเตะบอลตอนพักเที่ยง........ปิงปองก็มาไล่..................-.- ตะกร้อก็ไม่ให้เตะวิ่งก็ไม่ได้โดนด่าปีนพวกเสาโหนบา ก็กลัวตกหัวแตก............-*-.............................................................................................................................................งืม................................ฮืม
ลูน่า สติเฟื่อง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 56 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 353 6 ก.ย. 2549 (16:21)
น้องจาก คหพ#348 ที่ได้ลองจัดตารางเรียน
5 วัน 30 ชั่วโมง ให้เราดูเป็นตัวอย่างอันหนึ่ง
โดยจัดให้เรียน วันละวิชา
ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจว่า เราเห็นข้อดี ข้อเสียได้ชัดเจน
และโดยส่วนรวมก็คงเห็นด้วยว่าจะจัดให้เรียนวันละวิชาไม่ได้

ดังนั้นตอนนี้ สรุปว่า
ในหนึ่งวัน ควรจะเรียนอย่างน้อย 2 วิชา


ส่วนคุณ amoomz ในคหพ#345 เสนอว่า

"ให้ เวลา นักเรียนได้มีเวลาทำกิจกรรม ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตเค้าเถอะึครับ
อย่าให้พวกเค้าเเก่งเเย่งกัน เพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ
อย่าให้พวกเค้ายึดติดกับ คำว่า วิศวะ หมอ เลยครับ
อย่าให้พวกเค้าละทิ้งจรรยาบรรณ ความเป็นมนุษย์
ผมว่า ถ้าทำได้แค่นี้ การศึกษาไทยคงจะดีขึ้น "


ก็อยากให้เราช่วยกันจัดตารางเรียน 30 ชั่วโมงนี้กันอีกที
ว่า จะเพิ่มกิจกรรมที่ต้องการเข้าไปอย่างไร


ต้องลองจัดกันดูนะครับ เพราะถ้าบอกแต่ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่จัดตารางเรียนให้เราเองไม่ได้ ... อันนี้ก็เหมือนกับพูดโดยใช้ความรู้สึก คาดเดา หรือเข้าข้างตัวเอง อย่างเลื่อนลอย ไร้เหตุผล

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1558 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 354 10 ก.ย. 2549 (21:05)
คือว่าเรามาเจอเรื่องนี้อ่ะน่ะ อยากบอกเลยว่าเราก็เรียน(โครต)เยอะเหมือนกันเบื่อด้วย โรงเรียนเราน่ะมีห้องเด็กเก่ง2ห้อง คือ9กับ10 ห้อง9คือทางด้านวิทย์-คณิต ห้อง10ก็อังกฤษ เราน่ะอยู่ห้อง9 เรียนก็ไม่รู้เรื่อง ครูสอนไม่เข้าใจ เลิกแต่3.10กับ4.00ไม่มีคาบว่าง แต่ห้อง10เลิก2.20กับ3.10 มีคาบว่างอีกต่างหาก(1/1-1/8ด้วย)น่าเบื่อมากๆ
YandY2964 (IP:58.9.18.19,,)

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.