|
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ:
12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549 ชมแล้ว:
29,883
ตอบแล้ว:
540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น
ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย) ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว) ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| -19- 20| 21| 22| 23| 24| ผมอยู่ม.4เรียน เลข ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ได้อย่างสนุกสนานครับ ไร้ความเครียด อ่านหนังสือวันละ ย้ำนะครับ วันละ 1-2 ชั่วโมง ที่สอบมาก็สบายหมด....แค่จำไม่ได้เท่านั้นเอง 55+ อยู่ใกล้เธอ (IP:125.25.47.133,,) อ่านวันละ 1-2 ชั่วโมงก็ถือว่าปกติสำหรับ ม ปลาย ควรจะอ่านมาล่วงหน้า และโน๊ตประเด็นที่จะดิสคัสกับครูไว้ ตั้งคำถามไว้ จะทำให้การเรียนไปได้ดียิ่งขึ้น การซึมซับจะดี เหมือนเราได้เตรียมฟองน้ำ หรือภาชนะ ไว้รับน้ำที่จะไหลลงมา ทำให้เป็นปกติการเรียนจะไม่หนักหนา ที่มันหนักก็เพราะ นักเรียนไม่เตรียมฟองน้ำที่จะรับ เหมือนนักกีฬาล่ะครับ ถ้าคุณไม่ซ้อมคุณวิ่ง 10-20 นาทีก็จะลมใส่แล้ว แต่ถ้าคุณซ้อมเป็นนิจศีลคุณวิ่งได้ 90 นาทีสบาย ๆ แถมต่อเวลาได้อีก คนเราทำอย่างไรได้อย่างนั้น ฝึกอย่างไรได้อย่างนั้น ทุกอย่างเป็นได้เพราะฝึกเท่านั้น ไม่มีใครรู้อะไรมาตั้งแต่เกิด เราควรต้องสร้างทางเลือก ให้ระบบ มากขึ้นกว่านี้ ถ้า ไม่มีทางเลือก หรือมี แต่น้อย และจำกัด เราก็จะเห็นอะไร ที่เหมือนๆ เดิม และก็จะพาลเข้าใจว่า มันต้องเป็นแบบนี้ และกลายเป็นต้องยอมรับ หรือ ยอมจำนน MG (IP:202.12.97.116,10.177.64.18,) เห็นด้วยกะคุณ thawankesmala และคุณ MG ทางเลือกมีมากครับ แต่ไม่ค่อยมีคนกล้าหาญพอที่จะสร้าง ผมเองก็รู้สึกว่าการศึกษาเราควรมีทางเลือกที่มากกว่านี้ บางที่การยึดติดว่ามหาวิทยาลัย เป็นจุดเริ่มต้นษาของความสำเร็จทั้งมวล อาจทำให้มุมมองของการศึกษานั้นแคบไป ผมเคยฟังประสบการณ์ในการคัดเลือกวิศวกรให้กับบริษัท packing แถวๆบางพลี ที่เจ้าของเป็นเพื่อนผม เล่าให้ฟังว่า เขารับสมัครวิศวกรมาดูแลเครื่องจักรและติดต่อกับผู้แทนจำหน่ายเครื่องจักรในต่างประเทศ ในที่สุดเขาคัดเลือกได้ช่างเทคนิค ป ว ส มาคนหนึ่งแทนที่จะเป็นวิศวกร ผมเลยถามว่า"ทำไม" เขาบอกว่า"มีวิศวกรหลายคนที่มาสมัครถามก่อนเลยว่าตนเองจะได้ค่าว่าจ้างต่อเดือนเท่าใด และมีสวัสดิการอะไรบ้าง" เขาบอกว่า"ได้เท่ากับบริษัทอื่นๆจ้าง สวัสดิการก็เป็นตามกฏหมายแรงงาน" เขาบอกอีกว่าเห็นเกรดและสถาบันที่จบอยากจ้างมาก แต่ไม่จ้างเพราะยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรให้ผมได้เลย ของินเดือนและ แถมมีปัญหาในการแปลแมลน่วลเครื่องจักร อีก ก็เลยต้องจ้าง คน จบ ป ว ส คนหนึ่งที่ระดับการเรียนปานกลางเพียงแต่เด็กคนนั้นบอกว่า "ตอนนี้ยังไม่รู้แต่อีก เดือนเดียวจะรู้ให้ได้เถ้าแก่แนะนำหน่อยก็แล้วกัน" เจ้าของโรงงานยังกล่าวอีกว่า "ผมจบ ป 7ยังเป็นเจ้าของโรงงานได้ แล้วทำไมเด็กคนนี้จบ ปวส มันจะทำงานนี้ให้ผมไม่ได้" เรื่องนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับการศึกษานัก แต่บอกให้ทราบว่านักศึกษาจบใหม่บางส่วนคิดอะไรก่อนที่เขาจะลงมือทำงาน ระบบการศึกษาได้หล่อหลอมเขาเป็นมนุษย์ที่แท้หรือไม่ เป็นที่ตัวเขาเอง หรือที่ระบบการศึกษา ทุกท่านลองไปดูหลักสูตร ปวช.(เตรียมวิศวะ)ของ พระจอมเกล้าพระนครเหนือ ดูคับ ผมคิดว่านี่แหละคับคือตัวอย่างของหลักสูตรที่ทำให้คนที่เรียนวิศวะมีคุณภาพมากที่สุดคับ(ปรับปรุงหลักสูตรมาจาก เยอรมัน ) ลองดูกันคับ แล้วพวก ม.ปลายของบ้านเรานี่ถ้าจาเรียนวิศวะจาเรียนชีวะไปทำไมกันให้รกสมองคับ อยากรู้ก้ออ่านเองก้อได้ ศึกษาเอง ควรเอาเวลาที่เรียนชีวะไปทำอย่างอื่นที่วิศวะต้องทำดีกว่าคับ เช่น ลงเวิร์คช๊อฟ คับ เห็นด้วยอย่างยิ่งครับผม อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์จังเลย ^^ ~ Academy_BMz (IP:58.147.88.236,,) พวกอาจารย์เค้าจามาอ่านกันมั๊ยเนี่ย - - Academy_BMz (IP:58.147.88.236,,) เมื่อก่อนผมชอบดูรายการสู้แล้วรวยของอาบังดำรงค์ ผมว่าชีวิตคนเป็นสิ่งที่น่าศึกษานะ เถ้าแก่บางรายเคยเรียนก่อสร้างเขาก้ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้ เด็กไทยยุคการเเข่งขันสูง ผมก็ ม.ปลาย มีความฝันอยากเป็นเเพทย์ เรียนได้เรื่อยๆ แต่คงต้องหาความรู้เพิ่มอีก เพราะว่ายุคนี้ใครทำข้อสอบได้มาก ก็เข้าคณะดีๆได้ (ประชด) แต่สงสัยว่าทำไมไม่เอาพวกที่รักชอบวิชานี้จริงๆมาเรียน ถึงเเม้จะเรียนอ่อน เเต่ถ้ามีใจรักก็พัฒนาได้ ปัญหา ก็คือ ที่บอกว่า ใจชอบ ใจรักจริงๆนั้น เราวัดไม่ได้ เอามาเป็นเกณฑ์ไม่ได้ เพราะใครๆ ก็บอกได้ว่า ชอบอันนั้น ชอบอันนี้ มากๆ จริงๆ ได้ ไปตามประสาความรู้สึก ที่เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง บางคนก็ชอบอย่างมีเงื่อนงำ เช่น เห็นแก่อะไรๆอย่างอื่น ที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ คนที่เรียนดี เรียนเก่ง น่าจะเรียนอะไรๆ ได้ หลายๆ ด้าน หลายๆ สาขาวิชา แต่ จุดที่น่าสนใจคือ การที่คนเก่ง จะเลือกเรียน เลือกที่จะประกอบอาชีพอะไรนั้น เขาใช้อะไรเป็นเหตุ เป็นผลของความชอบ เห็นด้วยมากค่ะ เด็กไทยเรียนเยอะเกินไป IQพัฒนา แต่ว่าEQยังอยู่เท่าเดิม ไม่เกิดประโยชน์ค่ะ boomba (IP:203.113.61.132,,) อย่างผม ตอนเรียนมัธยม ชอบเรียนภาษาไทยกับชีววิทยา พอเข้ามหาวิทยาลัย มาเลือกเรียนเพียวฟิสิกส์ ดูแล้วว่า 2 วิชาที่ตัวเองชอบ มันยากมากเลย เรียนแล้วท่าจะจบยาก หรือไม่ก็เอ็นทรานซ์ไม่ผ่านก็ได้ แต่เรียนฟิสิกส์กับเรียนอย่างมีความสุข เรียนไปเล่นไป ทำงานด้วยก็ยังจบมาได้ ผมว่า น่าจะมีระบบการเรียนที่เรียนแบบชอบเรียน ไม่ต้องสอบเอาคะแนน เรียนเอาแต่ความรู้ ส่วนเรียนไปประกอบอาชีพ ก็ต้องเข้มงวดหน่อย เด็ก ๆ จะได้ไม่ต้องเครียดมากนัก แต่ ก็คงลำบากเหมือนกัน เพราะคงมีบางอาชีพที่มีคนไม่อยากทำ และมีบางอาชีพที่คนอยากจะแห่กันไปเรียนมืดฟ้ามัวดิน ไม่ค่อยเห็นด้วยกับระบบคัดเลือกคนเรียนในมหาวิทยาลัย ถ้าจะให้ดี แต่ละคณะน่าจะจัดสอบเอาเอง ออกข้อสอบเอง ตรวจข้อสอบเอง ต้องการเด็กที่มีคุณภาพเช่นไรก็ออกข้อสอบให้ตรงความต้องการของภาควิชานั้น ๆ ไม่ใช้ให้สำนักทดสอบกลางเป็นคนคัดเลือกให้ ก็มักจะได้คนที่มีสมบัติไม่ตรง แล้วเรียนไปด้วยความระทม หรือไม่ก็รีไทร์ออกมา การเอาเด็กเข้าค่ายหรือฝึกงานแบบแพทย์ศิริราช นับเป็นตัวอย่างที่ดี และจะให้ดียิ่งขึ้น ก็คือเลือกจากเด็กที่มาเข้าค่ายที่มีลักษณะเหมาะสมที่จะเรียนแพทย์ คณะอื่นน่าจะเอาเป็บแบบอย่าง แต่คงเป็นงานหนักเอาการ แต่นี่คือวิธีพัฒนาคนที่มีศักยภาพตรง น่าจะคุ้มกันการลงทุน ว่าไปแล้ว ผมก็เคยผ่านประสบการร์ของการเป็นเด็กเรียนดี และก็กำลังมาเจอประสบการณ์กับลูกชาย ที่เรียนมีผลคะแนนอยู่เกือบต่ำสุดของชั้น สมัยมัธยม ผมได้เป็นที่หนึ่งในวิชาคณิตศาสตร์ ด้วยทั้ง ความตั้งใจ และความบังเอิญ คือ วิชาอื่นๆ เขาจะมีคนเก่งๆเป็นที่หนึ่ง ได้คะแนน top อยู่ผูกขาดเป็นประจำ ก็เหลือแต่ คณิตศาสตร์นี่แหละที่ไม่ค่อยมีใครเก่งมากในตอนนั้น และก็บังเอิญว่า ผมฝึกทำเอง พอทำได้เอง มันก็กลายเป็นความเข้าใจ การเรียนก็เลยง่าย แทบไม่ต้องดูหนังสือไปสอบ ทำข้อสอบก็เสร็จก่อนเพื่อนๆ ก็เลยกลายเป็นอะไร ที่จะบอกตัวเอง(ในตอนนั้น)ว่า ชอบ หรือ ถนัด การเป็นคนเรียนดี หรือเรียนเก่ง ก็ตามมาด้วยความคาดหวังจากคนอื่นๆค่อนข้างสูง จากพ่อ แม่ พี่น้อง ครูบาอาจารย์ ผมคงเป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังอันนั้น ... ซึ่งก็นำมาซึ่งความเจ็บปวดเล็กๆ ลึกๆ ที่เรื้อรัง ... โดยเฉพาะจากคำพูด หรือสิ่งที่เขามองเรา ... และก็ไม่ใช่ใคร ก็แม่ พี่ๆน้องๆ หรือครูบาอาจารย์เรานั่นเอง ทุกวันนี้เป็นอ.สอนคณิตสาสตร์ธรรมดาๆคนหนึ่ง พาเด็ก ป.ตรี ทำสัมมนา ทำปัญหาพิเศษ ชอบอ่าน ชอบค้นคว้าบ้างตามโอกาส ยังรู้สึกเสมอว่า เรายังรู้อะไรไม่มาก และก็สนใจอะไรหลายๆอย่างๆ ความฝันพอมีบ้าง แต่ความทะเยอทะยานคงมีไม่มาก ก็เลยยังไม่มีอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันที่น่าชื่นชม เวลาเราก็คงน้อยลงไปๆทุกที พยายามเรียนรู้จักตัวเอง รู้จักกับสังคม เวลาที่ได้นั่งสมาธิบ้าง ก็อธิษฐาน ให้มีสุขภาพกายใจแข็งแรง เบิกบาน ให้มีกำลังที่จะทำความดี ให้กับตัวเอง และคนอื่นๆ ทุกอย่างล้วนมีสภาพจริง มีเหตุมีปัจจัย ซึ่งบางที่ก็เกี่ยวพันกันจนเรามองเห็นได้ยากลำบาก ถ้าเราน้อมนำความเชื่อเรื่องกรรม น้อมนำการฝึกสติ การพิจารณาตนเอง และการมองให้เข้าใจสังคม หลายอย่างๆก็จะสะท้อน คำตอบให้กับเรา บางครั้งคำตอบ หรือทางเลือก มันดูเงียบ และไม่อาจจะไปอวดอ้างอะไรได้ ... แต่ถ้าลองทำดูแล้ว ก็จะสัมผัสได้ ผมเห็นด้วยกับที่ อ.นิรันดร์ เสนอครับ ในการคัดเลือกคนเข้าเรียนที่ต่างๆ แต่ละที่จะทำการคัดเลือกเองได้หรือไม่ แต่ก็ต้องมีวิธีการป้องกัน ระบบเส้นสาย ระบบอุปถัมภ์ เวลาสมัครงานก็เช่นกัน บางที่ จะเป็นไปได้มั้ยว่า เวลาสมัครเข้าทำงาน เราอาจจะดูวุฒิ ปริญญา เป็นเรื่องรอง แต่ให้แต่ละงานนั้น จำแนกทักษะ คุณลักษณะ ประสบการณ์ที่เขาต้องการ แล้วก็ทำการวัดคนให้ได้คน ตามทักษะ ตามคุณลักษณะ ประสบการณ์นั้นๆ ขั้นตอนการสมัครคัดเลือกคน อาจจะต้องมีวิธีการที่ดีขึ้น ใช้เวลาให้มากขึ้น หากเป็นเช่นนี้ เราก็จะกลับมาจัดการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับ สิ่งที่ต้องการปลายทางได้ มีวิชาที่เป็นทักษะเฉพาะ มีวิชาที่อบรมปลูกฟังคุณลักษณะเฉพาะ(คุณธรรม จริยธรรม) ที่เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นต้น และก็จัดให้เรียนได้ ทั้งในและนอกระบบ อย่างเสรี มีอิสระ และมีคุณภาพ เราคิดว่า มันขึ้นอยุ่ กับคนมากกว่า ที่คิดว่าเรียนมาก เรียนน้อยไป เดกบางคนอาจจะรับได้กับการที่ต้องนั่งตั้งใจเรียนตลอดทั้งวัน แต่สำหรับคัยหลายๆคนอาจทำไม่ได้ คนเราไม่ใช่ว่าจะจดจ่อกับการเรียนตลอดทั้งวันได้ บ้าง มีคุย มีเล่นกันเปนบางครั้ง และการจัดตารางสอนแบบวิชาเดียวเรียนทั้งวันเลย เปนอะไรที่ไม่เหนด้วย มากๆ เพราะถ้าเปนเรา คงรับไม่ไหว รุ้นะคะว่าพวกผู้ใหญ่เคยเรียนมาก่อน แต่สมัยของพวกคุนเรียนเท่ากับของพวกเราในปัจจุบันหรอคะ มันเปนมุมมองของแต่ ละคน พวกคุนอาจคิดว่าต้องเก่งต้องฉลาดอย่างเดียว คนที่ทำไม่ได้ก้อมีค่ะ ไม่งั้นเค้าจะแบ่งแยกออก มาหรอคะ เปนคนโง่กับคนฉลาดน่ะ ตอนนี้ที่ ร.ร. เรียนช้ามาก แล้วก้อกดดันมาก เพราะว่าจะสอบ ต่อม.ปลาย แล้ว คิดว่าตอน ม.ต้นน่ะ ยัดๆความ รุ้ก้อไม่น่าเปนไรเท่าไหร่ แต่ม.ปลาย ยัดมากไปเราก้อไม่ไหวรอก ค่ะ ButJi (IP:125.25.23.91,,) การที่เด็กคนหนึ่งจะต้องทำอะไรอย่างเดียวทั้งวัน กลับเป็นเรื่องไม่ยากลำบากเท่าใด ลองดูเด็กติดเกมสิครับ วันทั้งวัน ไม่ขยับออกจากหน้าจอเลย ที่จริงตอนนั้น เขาก็เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากเกม เพียงแต่ว่า บุคคลรอบข้างไม่ยอมรับ แล้วประเทศเรา คนเล่นเกมมักไม่มีรายได้ มีแต่เสีย กับเสีย(ในสายตาของคนแก่อย่างผม) แต่เด็กที่ติดเกมคงคิดอีกอย่าง เด็กเล่นกีฬา ปล่อยให้เล่นก็เล่นได้ทั้งวัน บางคนเล่นกีตาร์ ก็เล่นไม่ขยับไปไหนเป็นชั่วโมง ๆ เด็กที่รักการทำโจทย์ ก็ไม่ต่างกัน บางคนนั่งอยู่กับตำราด้วยความเพลิดเพลินได้ทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดเย็นได้ แต่บางคนแค่เห็นปกตำราก็แทบจะหลับเสียแล้ว ในขณะที่บางคน พอเห็นเกมคอมพิวเตอร์ก็ว่าบ้าเล่นอยู่ได้ มันขึ้นกับกรอบอ้างอิงของแต่ละบุคคล การที่โรงเรียนสอนช้า ๆ ผมว่าก็เป็นผลดีนะครับ ดูจากคะแนนเฉลี่ย A-net วิชาวิทย์ปีที่แล้วได้แค่ 30/100 ผมว่าก็เพราะเรียนมากไป ทำให้ฉลาดกว่าลิงหน่อยเดียว คือไม่ต้องอ่านโจทย์เลือกแต่ตัวเลือก 1/4 ก็ต้องได้ 25/100 แล้ว เพราะเรียนมาครบถ้วน แต่แทบไม่รู้อะไรเลย กับ เรียนนิดหน่อย แต่รู้จริงจังกับเรื่องที่เรียน น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าเหมือนคำโบราณที่ว่า รู้จริงสิ่งเดียวอาจ ... มีมั่ง เลี้ยงชีพช้าอยู่ร้อย . ชั่วลื้อเหลนหลาน ถ้าชอบ ทำทน ไม่ต้องฝืน ถ้าไม่ชอบ ทนทำ จะทนไปได้สักกี่น้ำ เมื่อก่อนผมชอบฟังเพลงม้วนไหนผมก็ฟังอยู่นั่นแหละจนเทปมันยืดแล้วก็ต้องไปซื้อมาใหม่ ผมไม่ชอบสถิติ แต่พอเรียนโทก็ต้องทำใจให้ชอบมัน และทำได้ ตอนนี้ผมชอบมาก ๆ ต้องรักในสิ่งที่ทำ ถ้าทำใจให้รักไม่ได้ ไปทำอย่างอื่นเถิด ครับ ทำก๋วยเตี๋ยวอร่อยอย่างเดียวก็รวยได้ การลองเลือกทำอะไรเอง เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ถ้าเราคิดว่า เรียนๆ ตามกัน เรียนตามที่มีใคร เขากำหนดให้เรียน ก็คงจะให้มีความสุขกับการเรียนได้ยาก แต่ถ้าเรา คิดใหม่ ทำใหม่ เลือกที่จะทำให้ได้ ให้สนุก ด้วยตัวเราเอง ก็จะเกิดอะไรใหม่ ที่แตกต่าง ความสุข ความสนุก ที่ได้จากการทำสิ่งที่ควรทำ สิ่งทีอาจจะดูเหมือนยาก ต้องบังคับตัวเราเอง ... เป็นความสุข ที่ซื้อหาไม่ได้ แต่เป็นความสุข ที่ยั่งยืน อยู่กับเราตลอดไป อย่าเป็นคนเบื่อง่าย ท้อง่าย แม้ต้องทนฝืน ต้องบังคับใจเรา ก็ต้องอดทนทำให้ได้ มองหาเหตุผลดีๆ ที่จะเป็นกำลังใจ ให้เราทำสิ่งที่ดี อย่าเอาแต่เหตุผลง่ายๆ ที่จะเอาแต่สบาย ที่จะเอาแต่เล่นสนุก เพลิดเพลิน คนที่จะทำความดี ทำสิ่งที่สร้างสรรค์ ต้องสะสมความดี สะสมความรู้ สะสมการฝึกปฏิบัติ อะไรที่มันดีๆ(จริงๆ) ... ไม่ได้มาฟรีๆ และก็ซื้อหาไม่ได้ เช่น ลูกที่ดี พ่อแม่ก็ต้องเลี้ยงดู อบรมให้ดี นักเรียนที่ดี โรงเรียน สังคม ครู ตัวนักเรียน ก็ต้องช่วยๆกัน ทำให้มันดีให้ได้ เพราะถ้าปล่อยๆ อะไรๆ ให้ง่าย ตามใจชอบ ตามสบาย ... โอกาสที่จะได้ผลดีเองตามธรรมชาติ ก็คงจะยาก "เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง" เรียนหลายวิชา (รู้กว้าง) เป็นได้เพียง เป็ด เรียนลึกลงไปในวิชาที่สนใจ-รัก ถ้าเป็นนก ก็บินได้สูงบินได้คล่องแคล่ว การศึกษาจากอนุบาลจนถึงมัธยม ก็เป็นการเรียน (เน้นท่องจำ) คล้ายในเกมทศกัณฑ์หรือเกมเศรษฐีประเภทตอบคำถามในความรู้ทั่วๆไป ขอยกเป็นภาษาอังกฤษ (ภาษาไทยก็มีลองค้นหาดู) ที่คัดลอกมาจากเวปหนึ่ง (จนปัญญาค้นในหนังสือ หายาก ใช้เวลาเยอะ สถานที่ในการหาข้อมูล ก็ต้องลงทุน ทำอะไรก็ต้องนึกผลกำไรก่อน ) "What is Quality Learning? Quality Learning is an approach to improving learning and the quality of organisational life. It provides simple tools, methods and concepts to make classrooms and schools more efficient and effective." "Changing the World by Changing the Way We Learn" เอาแค่นี้ก่อน ลองค้นหาดู ถ้าไม่เบื่อ/เครียด/เซ็งเสียก่อน "มีความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ประโยคแปลกนี้มีต้นกำเนิดมาแต่พ.ศ.ไหนกัน (นึกถึงสังคมอุตสาหกรรมเข้ามาจู่โจมสังคมเกษตรแบบสายฟ้าแลบ) ยกตัวอย่าง รู้วิชาฟิสิกส์ แต่ว่ายน้ำไม่เป็น เลยต้องจมน้ำดับ หรือรู้วิชาชีวะ แต่ทอดแหไม่เป็นเลยไม่ได้ปลา ก็อดกินไป หรือรู้เรื่องร้องเพลงเรื่องเต้น แต่พอให้ไปปลูกข้าว ก็ปลูกไม่ขึ้น ไม่มีผลให้เก็บเกี่ยว หรือฟังรายการวิทยุเกี่ยวกับธุรกิจ มีนักจัดรายการชื่อดังเป็นเทรนเนอร์ รู้หลักการรู้วิธีการ แต่พอให้ไปขายข้าวแกง ทำไม่อร่อยไม่สะอาด แถมทำเลก็ไม่ดี ขาดทุนอีก เรื่องการศึกษานี้มีข้อมูลที่น่าศึกษาและนำมาใช้ได้เยอะมาก แต่ครูอาจารย์ที่สอนเรียน ซึ่งไม่ใช่ครูที่ประจำห้องธุรการ ก็ต้องทำงานหนักขึ้น ในขณะที่ค่าแรงเท่าเดิม ไหนจะต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงเต้า แล้วถ้าสามีภรรยาไปมีกิ๊ก จะให้มีแต่ฝ่ายเดียวหรอ ก็ต้องไปหากิ๊กมากุ๊กบ้าง ทีอูทีอิด เลยไม่แปลกที่ครูอาจารย์มักไปเป็นติวเตอ หรือลาออกไปทำอาชีพอื่น เพราะมีรายได้ดีกว่า อิสระกว่า (อาจารย์มหาวิทยาลัยอาจแตกต่างออกไป เพราะต้องจบอย่างน้อยปริญญาโท) ในหนัง เพลง เกม ฯลฯ (ส่วนมากไม่ใช่แนวต่อสู้ตีรันฟันแทง ) ก็มีความรู้ จริยธรรม(ควรมีจริยธรรมดีหรือเปล่า) อยู่ในนั้น หลายคนเล่นเกมต่อสู้ราวกับกำลังทำพิธีกรรม บริษัทจำหน่ายให้บริการเกมยิ้มแก้มปลิ ระบบออกนอก (IP:203.156.69.97,,) มาดูโรงเรียนเราก่อนดีไหม เด็กม.ปลาย ( มีสายวิทย์-คณิต เท่านั้น )เรียน 07.30-08.00 เป็นวิชาที่เพื่อนสอนเพื่อนใครเก่งวิชาไหนก็ให้มาสอนเพื่อนทุกๆเช้าก่อนเข้าแถว มี 7 วิชาคือ คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ไทย สังคม อังกฤษ แล้วก็เรียนๆๆๆ เรียนทั้งหมด 8 คาบ เช้า 4 บ่าย 4 พัก 1 คาบละ 50 นาที แล้วบาง (หลายๆ) วัน ก็มีคาบ 10 ด้วย คือ 16.00-16.50 น. จะเป็นการสอบซะส่วนใหญ่ มีคาบว่างสัปดาห์ละ 1 คาบ เฮ้อ เราก็ไม่รู้ว่าเรียนกันมากๆไปเพื่ออะไร เราว่านะที่เรียนอยู่ทุกวันไม่ใช่พื้นฐานแล้วล่ะ มันลึกเกินไป... phakbung (IP:202.129.16.242,202.129.16.242,) |