คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ: 12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549         ชมแล้ว: 29,899 ตอบแล้ว: 540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น

ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย)

ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง

บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์

จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว)

ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ

อ๊อฟ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 737 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 245 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2- 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 10 ม.ค. 2549 (23:44)
ผมเห็นด้วยคนหนึ่งที่คิดว่า นักเรียนไทยเรียนเยอะไป พวกวิชาสารพัดวิชา ผมเองเคยไปเรียนมัธยมที่อเมริกามา และก็เคยเรียนมัธยมที่เมืองไทยด้วย ก็เห็นว่าการเรียนที่นั่นจะเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนคิดมากกว่า พยายามดึงความสามารถในการคิดอย่างมีระบบออกมา ชี้แนวทางที่ถูกให้ พยายามกระตุ้นให้เด็ก "กล้า" คิด และก็ให้การบ้านเด็กเยอะๆ ให้ไปค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตัวเอง แล้วมาอภิปรายกันในห้อง (บังเอิญโรงเรียนที่ผมไป เป็นโรงเรียนเล็กๆ ในห้องมีกัน 7-8 คน) เด็กเลยมีการเรียนรู้ด้วยตัวเอง มีการอ่านเอง เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้

คอร์สฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ที่นั่น เด็กก็เรียนเยอะเหมือนกัน ลุยเนื้อหากันเยอะ อัดกันเต็มที่ โดยเฉพาะคอร์สที่ผมลงที่เป็นพวกแอดวานส์ ผมว่าเนื้อหามันเยอะ มันก็เลยต้องจำเยอะ ทำความเข้าใจเยอะ แล้วก็ฝึกทำโจทย์เยอะ อาจารย์ที่นั่นจะตั้งใจให้นักเรียนคิดมากกว่า ชี้แนวทางให้เล็กๆน้อยๆในห้อง และนอกนั้นนักเรียนไปขวนขวายหาเอาแล้วมาอภิปรายในห้อง วิชาฟิสิกส์หรือเลขนี่ ต้องทำโจทย์เลยถึงจะได้คิดและเข้าใจและแตกฉาน

ผมได้อาจารย์ฝรั่งคนหนึ่งสอนแคลคูลัสตอน ม.6 ที่อเมริกา เค้าสอนดีมากๆ ประทับใจมาก เค้ากระตุ้นให้นักเรียนคิดมากๆในห้อง ถ้าคิดไม่ออกจะไกด์ให้ เสียเวลาเท่าไรนักก็ยอม (แต่คงมาใช้ระบบที่มีนักเรียนในห้องกว่า 60 คนไม่ได้) แล้วผลที่ได้นักเรียนในห้องทำได้ดีกันทุกคนในการสอบทั่วประเทศ

ผมว่า การเรียนในห้องน่าจะเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนคิดและสนใจไปอ่านเอง ที่สำคัญ ครูต้องไม่บอกว่าความคิดนักเรียนคนไหนถูกผิดเลยทีเดียว ต้องหาเหตุผลโต้แย้งให้นักเรียนฟัง เพื่อจะได้ไม่ไปตัดกำลังใจนักเรียนให้ "กล้า" คิด และ "กล้า" แสดงความเห็นแสดงปัญญาของตัวเอง
ฮิกส์แมน เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 100 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 158 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 11 ม.ค. 2549 (05:02)
ผมเห็นด้วยกับการลดเนื้อบางส่วนลงบ้างแต่เน้นคุณภาพให้เด็กรู้จักแสวงหาความรู้ตามความสนใจในลักษณะเชิงศึกษาวิจัย(โครงงาน)มากขึ้นแต่ทุกวันนี้(หลักสูตร)ที่เด็กๆเป็นมีอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะผู้ใหญ่จัดให้ทั้งนั้นหลักสูตรผมว่าอยู่ที่ระดับนโยบายควรกลับมาทบทวนในสิ่งที่ผ่านๆมา(ประวัติศาสตร์)นำข้อผิดพลาดมาปรับปรุงแก้ไข การศึกษาไทยก็เช่นกันทุกวันนี้น่าสงสารและเห็นใจระดับผู้ปฏิบัติ(บุคลากรทางการศึกษา + นักเรียน)มากภาระงานก็มากเด็กก็เรียนวิชาต่างๆมาก(ทุกวิชา)แล้วต้องการให้เด็กเรียนตามความถนัดตามความสนใจของตนเอง คงยากและลำบากครับ สิ่งที่อยากทำกลับไม่ได้ทำเพราะมาทำตามระดับนโยบายก็แทบหาเวลาไปสนใจกับสิ่งที่ตนเองถนัดไม่ได้เลยโดยเฉพาะผู้เรียนเงื่อนไขประเด็น หลักสูตร จำนวนสาระ เวลา ความสนใจ ประโยชน์ที่ต้องนำมาใช้ซึ่งถ้าเรามองดีๆสิ่งรอบข้างตัวเราฟิสิกส์ทั้งนั้น กระบวนการคิด เทคโนโลยี รู้จักนำความรู้ ความเข้าใจ พัฒนาให้เกิดความสามารถ (นำความรู้ ความเข้าใจมาดัดแปลง) ยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศชาติ ทั้งความคิด กายภาพ ชีวภาพ สุขภาพกายใจ ความอบอุ่น สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าวิทยาศาสตร์สร้างความเจริญในหลายๆด้านให้แก่มวลมนุษย์สิ่งหนึ่งก็ต้องยกความดีให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่เขาคิดค้น ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ส่วนหนึ่งเกิดได้จากการที่เขามีความสนใจอย่างแรงกล้าในประเด็นนั้นๆของเขาจากความสนใจความถนัด เกิดความรู้ มีความสามารถ เกิดชิ้นงาน พัฒนาปรับปรุง กลายเป็นกฎหรือเทคโนโลยี แล้วก็มีผู้นำมาดัดแปลงมาลงทุนเชิงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ ก็ต้องยอมรับว่ามีเหตุมาจากจุดความสนด้านใดด้านหนึ่งพัฒนาสู่ความเชี่ยวชาญในสาขานั้นๆอย่างแท้จริงๆ (แบ่งเวลาให้เขาได้คิดเองบ้างอย่างแท้จริง)

หมายเหตุ เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ต้องขออภัยถ้าหากเกี่ยวข้องกับท่านใด
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2371 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 244 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 11 ม.ค. 2549 (10:24)
ปรับวิธีการวัดผล ตอนนี้เด็กเขาเรียนเน้นตามการสอบเก็งข้อสอบ ปรับวิธีการวัดเดี๋ยวเค้าก็ปรับตัวตามมาเอง
bug (IP:203.146.16.50,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 11 ม.ค. 2549 (19:07)
I agree absolutely - kids are asked to learn too much about things not relevant to day-by-day living.

I think the Thai education system is full of photocopying machines - churning out too many copies of model kids.

Sameness is good to keep society stable - in a way we like - a robot world.
Diversity is needed to change society - to change the way we live, work and think.
With changes we will learn different things. We will learn to live and to work with changes.
We will learn to think of how to link together many different things
We will learn to cooperate - to live together.

If I have a magic wand, kids will learn
to talk more, to play more and to work (real work) more
on top or as a mode of learning the 3R's.
These will be the core competency and assessed by national norms.
The rest would be set up as interest groups for kids to join to fill the time at school.

Should I wave the wand one more time and wipe "age" limits from education, too?
สร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 497 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 154 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 11 ม.ค. 2549 (19:37)
ไม่รู้จะกล่าวอย่างไรครับ พูดไประบบคงจะเหมือนเดิม ผมเป็นนักเรียนก็คงต้องก้มหน้ารับกรรม
ลักษณ์พงศ์ (IP:203.114.119.248,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 12 ม.ค. 2549 (00:02)
เรียนก่อน

รู้ก่อน

ได้เปรียบก่อนนะคะ

เราว่าเป็นผลดีนะ
จะได้เตรียมความพร้อมก่อนเข้ามหาลัยไง
เปาเปา (IP:203.150.27.133,202.5.87.10,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 12 ม.ค. 2549 (08:55)
ขอปรับแต่ง คหพ#13

ไม่อยากให้เราคิด รู้สึกว่า

เราเลือกทำอะไร เพื่อที่จะ "ได้เปรียบ"

การมุ่งแข่งขัน มุ่งเอาชนะ มุงเอาเปรียบ

จะทำให้เราได้ สังคมที่ตัวใครตัวมัน

ซึ่งเราลองคิดดูเองแล้วกันว่า สังคมแบบนี้ จะน่าอยู่ร่วมกันหรือไม่


เราต้องเรียน ต้องสอน ให้คิด ให้รู้สึกว่า

เป็นหน้าที่สำคัญของมนุษย์ ที่ต้องแบ่งปัน ทำประโยชน์


ในส่วนของการแสวงหาผลประโยชน์ ให้เป็นไปแบบ "พอเพียง"

ถ้าเรายิ่งเก่ง ยิ่งมีความสามารถ เราก็ต้องเป็นผู้ให้ เป็นผู้ทำประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่

การสะสมเฉพาะตัวเรา ครอบครัวเรา ตระกูลของเรา
ไม่ใช่เป้าหมายหลักของชีวิต
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1558 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 12 ม.ค. 2549 (12:05)
I refer to #12: This is an excellent example of why we need to talk more, to play more and to work (to serve) more.

When we talk more then we know what "we all" need.
When we play more then we know how we can team up to make things happen.
When we work more then we know how to solve real problems in the real world.

Dump the dream - do the work!
สร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 497 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 154 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 13 ม.ค. 2549 (18:59)
เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าจะให้เรียนน้อยลง ปัจจุบันหัวแทบแยกแล้ว นอกจากฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ยังมี วิทย์กายอีก แถมยังใช้ตัดเกรด ไม่สนก็ไม่ได้ เพราะต้องใช้ตอนแอดมิดชั่น
R_jark (IP:58.8.36.175,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 14 ม.ค. 2549 (20:46)
เห็นด้วยค่ะ เพราะว่าเรียนมาตั้งเยาะพอมาเรียน
มหาลัยไม่ได้ใช้เลย ถึงใช้ก็ไม่ลึกมากเลย
แต่เรียนมาแทบตาย แต่พอเอามาใช้จริงแทบไม่
ค่อยได้ใช้เลย น่าสงสารเด็กไทยเรียนแทบตายแต่สุดท้ายก็เอาไปใช้ประยชน์ไม่ได้เลย
จก (IP:203.155.186.174,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 14 ม.ค. 2549 (23:11)
วันนี้ 14 ม.ค. 2549 เป็นวันเด็ก เด็กอย่างผมฝันอยากให้นายกมาอ่านกระทู้นี้จัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯก็ได้คับ
อ๊อฟ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 737 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 245 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 15 ม.ค. 2549 (09:38)
ตอนเรียน ครูก็มีให้ทำงานคิดวิเคราะห์ค่ะ แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยมีอิสระในการคิดเลย ครูให้ทำงานมา แต่เวลาเฉลยถ้าไม่ตรงกับที่ครูบอกก็ถือว่าผิด ถ้าทำเช่นนี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้คิดวิเคราะห์หรอกค่ะ
หนูกำลังจะขึ้นชั้นมัธยม พออ่านที่หลายๆท่านเขียนมาก็รู้สึกไม่อยากเรียนที่เมืองไทยแล้ว อยากไปเรียนเมืองนอก จะได้พิสูจน์ด้วยตนเองว่าดีจริงหรือเปล่า แต่ก็คงไม่มีเงินขนาดนั้น ญาติที่เขาเรียนเมืองนอกก็บอกว่าดี เผลอๆกลายเป็นที่1ของห้องอีกต่างหากเพราะสิ่งที่โรงเรียนสอนเขาก็เรียนไปหมดแล้ว อิจฉาญาติตัวเองจังเลย
scientist เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 13 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 16 ม.ค. 2549 (10:25)
555+เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับแต่ทำไมหลักสูตรก็ยังเหมือนเดิมล่ะครับ
ความจริงน่าจะให้เรียนแบบเมืองนอกไปเลยครับเลือกไปเลยว่าอยากเรียนอะไร
ไม่ใช่เรียนมั่วอย่างนี้อย่างคนที่ชอบคณิตฯแทนที่จะอ่านด้านนั้นเลยก็ต้องมาเรียนชีวะอีก
ไม่งั้นประเทศของเราก็คงพัฒนาไปไกลกว่านี้เยอะเลยล่ะครับผมว่านะ
Timestopper_STG เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1647 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 199 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 17 ม.ค. 2549 (10:31)
มองต่างมุมบ้างนะครับ

การรู้อะไรกว้างๆหลายๆเรื่องบางทีก็เป็นเรื่องดี
สิ่งที่เราเรียกว่าความรู้รอบตัวแหละครับ

ทีนี้ การที่จะจำกัดลงไปเลยตั้งแต่ม.ปลาย มันจะเป็นการบีบเส้นทางมากเกินไป

ยกตัวอย่างผม ตอนนี้ สาขาที่ทำงานหลักคือ วิศวอุตสาหการ
เน้นเรื่องเกี่ยวกับระบบควบคุม

แต่ถามว่า ถ้าไม่รู้เรื่องเคมีเลย เวลาพูดกันเรื่องโรงงานสารเคมี ส่วนใหญ่ก็ได้ความรู้เก่าสมัยม.ปลายมาใช้

กับในบอร์ดวิชาการนี้ก็เช่นกัน ถึงหลักๆผมจะดูแต่กระทู้ คอม คณิต และ ฟิสิกซ์ แต่ก็ยังสามารถ แจมๆกับแถวเคมีและชีวะได้

ผมยังมีความรู้สึกอยู่อีกอย่างหนึ่งว่า ม.ปลายเป็นวัยที่รับอะไรได้เยอะ อัดก็ได้ การพยายามทำอะไรหลายๆอย่างในช่วงนี้จะทำให้เรามีพื้นติดตัว หลายๆอย่างไปใช้ในอนาคต

อีกประเด็นหนึ่งคือ ไม่ค่อยชอบที่จะต้องคิดว่าเรียนไปได้ประโยชน์อะไร ควรจะเป็นเรียนเพราะอยากรู้มากกว่า
ภูมิ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 249 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 156 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 17 ม.ค. 2549 (10:55)
เมืองไทย เรียนเพื่อสอบ จำเป็นต้องเรียนเยอะๆ
แจม (IP:202.5.94.111,192.246.11.85,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 18 ม.ค. 2549 (07:42)
กระทรวงศึกษาธิการ ชอบต้ม "ฉับฉ่าย" เลี้ยงนักเรียนไทยครับ
Hotacunus เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 382 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 18 ม.ค. 2549 (09:22)
28195
คู่มือชีวะม.ปลาย อ่านแล้วนึกว่ากำลังอ่านตำราแพทย์อยู่ อาจจะเป็นเด็กไทยเก่งขึ้นทุกวัน ตำรากับข้อสอบเลยล้ำ.. มากๆ โครงการทดสอบความรู้ทางวิทยาศาสตร์ระดับ ป.3 มีอาณาจักรด้วย อาณาจักร โพรติสตา คือข้อใด ?? ปีที่แล้วออกอาณาจักรนี้ ปีนี้ต้องอาณาจักรใหม่ ก็ต้องสอนอาณาจักรทั้งหมดที่มีอยู่ เลยไปถึง สปีชี่ โฮโฮ !! คุณแม่ที่ไม่ใช่คุณครูลำบากมากค่ะ
เรียนให้น้อยลงก็ดี ตอนเรียนพร้อมเด็ก ๆ จะได้ไม่ต้องอ่านหนังสือมากไป อิอิ

paracetamol เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 41 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 154 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 18 ม.ค. 2549 (09:27)
I do so agree with #21 too - there is a point about:

compulsary education
(the 3R's and Language skills - talk, Coordination skills - play, and "World Modelling" skills - work!)
and
elective education
(what one may be interested in - a vocation, a career, a profession and hobby)

Cheer!
สร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 497 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 154 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 18 ม.ค. 2549 (12:26)
ครับ ขอลองปรับประเด็นของการมองต่างมุม

ผมเห็นด้วยว่า

> เราควรมีการเรียนที่หลากหลาย

> แต่เราไม่ควรลงรายละเอียด หรือลงลึกในทุกเรื่อง


สังคม ม.3 ต้องเรียนนี่แน่นอน แต่จะให้เรียนอะไร
ที่ควรรู้ เหมาะกับวัย แล้วก็ให้ได้ตามสภาพจริง มีการเรียนรู้ด้วยตนเอง

ภาษาไทย ม.4 นี่จะเรียนเรื่องอะไร ที่ควรรู้ เหมาะกับวัย แล้วก็ให้ได้ตามสภาพจริง มีการเรียนรู้ด้วยตนเอง

วิทยาศาสตร์ ม.5 นี่จะเรียนเรื่องอะไร ที่ควรรู้ เหมาะกับวัย แล้วก็ให้ได้ตามสภาพจริง มีการเรียนรู้ด้วยตนเอง

ภาษาอังกฤษ ม.6 นี่จะเรียนเรื่องอะไร ที่ควรรู้ เหมาะกับวัย แล้วก็ให้ได้ตามสภาพจริง มีการเรียนรู้ด้วยตนเอง


เรามีการประชาพิจารณ์รัฐธรรมนูญ
ผมว่า ตัวเนื้อหาสาระการเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา
น่าจะจัดให้มีการประชาพิจารณ์เช่นกัน


เราต้องการหลักสูตรเนื้อหาของประเทศ
ที่ทุกคนมีส่วนร่วม รับฟังแง่คิดต่างๆ
และตัดสินด้วยแนวทางประชาธิปไตย


ปัญหาที่ตามมาถึงในระดับปริญญาตรี

หลายๆวิชา(ทางคณิตศาสตร์)
ถ้าพยายามสอน 100% ของเนื้อหา
โดยเฉลี่ยผู้เรียนจะรับได้เพียง 30%

แต่ถ้าเราลดเนื้อหา เลือกและเน้นตัวโครง หรือหลักที่สำคัญ
แทรกกิจกรรม และการลงมือทำ
สอนเนื้อหาเพียง 70%
กลับพบว่าผู้เรียนโดยเฉลี่ยรับได้ถึง 50% (ของทั้งหมด)

( คงไม่ต้องให้ผมบอกระดับคะแนนที่ผ่าน บางวิชาอยู่แถวๆ 10 -20% )
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1558 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 22 ม.ค. 2549 (22:21)
เห็นด้วยกับคหพ ที่ 5 “ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลงแล้วไปเน้นการคิดให้มากขึ้น”
เห็นด้วยกับคหพ ที่ 21 ด้วยค่ะว่าควรจะรู้รอบ
ถ้าเทียบจากชีวิตนักเรียนของตัวเอง ก็ตรงเป๊ะเลยค่ะ
เคยเป็นเด็ก ม.ปลายสายวิทย์ เรียนจบวิทยาศาสตร์สุขภาพ
แต่ยอมรับเลยว่า คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ที่เคยเรียนแบบเอาเป็นเอาตายตอนมัธยมนั้น
ลืมไปเกือบหมดเพราะไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้
ส่วนที่ได้ใช้บ่อยก็เป็นเรื่องหลักพื้นฐานทั้งนั้น เรียกว่า Basic จริงๆ

จากประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ รู้สึกคล้ายกับว่าการเรียนการสอนเป็นไปเพื่อสอบให้ผ่าน
ดิฉันเองสอนนักศึกษาสายวิทย์ฯสุขภาพ เกี่ยวข้องกับผู้พิการ
ฟิสิกส์ที่ถูกนำมาใช้บ่อยๆ ก็มักเป็นเรื่องกลศาสตร์
นักศึกษาเรียนหลักกลศาสตร์มาเยอะมากและลึกมาก
แต่พอมาฝึกอุ้ม ฝึกย้ายตัว ผู้พิการ หรือปรับแต่งเครื่องช่วยยก ช่วยดึง ฯลฯ
เค้าไม่เคยนึกไปถึงกลศาสตร์เลย มันเหมือนกับเค้าเดินมาถึงแม่น้ำแล้ว
อยากจะข้ามไปอีกฝั่ง แต่ไม่รู้จะข้ามยังไง ทั้งๆที่เค้าก็มีเครื่องมือสำหรับจะข้ามแม่น้ำได้
แต่เก็บมันเอาไว้เพราะนึกไม่ถึงว่ามันมีประโยชน์
ช่วงแรกๆ ที่สอนหนังสือ ดิฉันรู้สึกอึดอัดมาก โทษตัวเองก็บ่อย โทษเด็กก็บ่อย
เอ..หรือเป็นเพราะเราไม่เคยเรียนรู้วิธีการสอน แต่ต้องมาสอน ก็เลยเป็นอย่างที่เห็น
ช่วงนี้ได้มีโอกาสผันตัวเองจากคนสอนมาเป็นคนเรียน เลยขอเลือกค้นคว้าในสิ่งที่จะอุดช่องโหว่ให้กับตัวเอง
ชื่นใจ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 186 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.