|
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ:
12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549 ชมแล้ว:
29,891
ตอบแล้ว:
540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น
ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย) ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว) ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| -21- 22| 23| 24| คนไทยในสายตาต่างชาติ งานวิจัยจากประเทศฝรั่งเศสรายงานว่า คนไทยมีนิสัย ขี้โอ่ ขี้เกียจ ขี้ฉ้อ ขี้อิจฉา ยังไม่ครบสูตรต้องแถมว่า โง่ อีกคำ ผมยังหาแหล่งข้อมูลต้นฉบับไม่ได้แต่มีลงในหนังสือพิมพ์ไทยแล้วหลายฉบับ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งคุณมีความรู้สึกกับรายงานนี้อย่างไร คนไทยขี้เกียจจริงไหม ขึ้นชื่อว่าขี้แล้วมันหาดีแทบไม่ได้อยู่แล้ว ถ้ามันจริงอย่างเขาว่าเราต้องขอบคุณเขาที่เป็นกระจกส่องให้เราเห็นตัวเอง ถ้ามันไม่จริงหรือเป็นการออกข่าวเพื่อทำลายกันเราต้องคัดค้าน ผมเคยเห็นความขยันของเด็กเวียตนามแล้ว หันมาดูเด็กไทยเราบ้างรู้สึกจะเข้าเค้านะครับ ถ้าเราไม่ขยันอีกหน่อยเขาก็แซงเราไม่เห็นฝุ่น เราคงไม่อยากให้ใครมาตราหน้าเรา ช่วยกันครับ ลบล้างคำสบประมาทให้ได้ ที่ว่าคนไทยโง่คงไม่ใช่ คิดไม่เป็นมากกว่า ตั้งแต่เล็กจนโตพ่อแม่ยัดเยียดให้เรียน เรียน และก็เรียน ตลอด 7 วันไม่มีวันหยุด หัวโต ตัวลีบ แต่ไม่ได้ทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปในทางที่ดีขึ้นเลย มีแต่คนเห็นแก่ตัว โกงกิน ไร้จิตสำนึกของการรักชาติ การเป็นคนดี มีประโยชน์ของสังคม ตามก้นต่างชาติ ก็คงเนื่องมาจากไม่เคยฝึกการพัฒนาความคิด ให้มีการสร้างสรรค์ คิดประดิษฐ์ คิดวิเคราะห์ นักเรียนไทยเป็นได้แค่ลูกนกคอยอ้าปากรับความรู้จากสถานบันกวดวิชา รอไปสอบแข่งขันให้ได้เรียนคณะดีๆ มีงานทำ ได้เงินเยอะๆ แต่เวลาไปทำงานไม่ได้มีการพัฒนางานใหม่ๆให้ดีขึ้น แต่ทำงานเก่งตามตำราที่ครูสอนมาเท่านั้น แล้วเราจะเอาอะไรไปสร้างความโดดเด่น แตกต่างสู้ชาวโลกเค้า ผ่านมา (IP:203.146.58.129) "คนไทยในสายตาต่างชาติ งานวิจัยจากประเทศฝรั่งเศสรายงานว่า คนไทยมีนิสัย ขี้โอ่ ขี้เกียจ ขี้ฉ้อ ขี้อิจฉา ยังไม่ครบสูตรต้องแถมว่า โง่ อีกคำ ผมยังหาแหล่งข้อมูลต้นฉบับไม่ได้แต่มีลงในหนังสือพิมพ์ไทยแล้วหลายฉบับ " .................................................................................... ขอแหล่งข้อมูลที่มา ที่สามารถอ้างอิง น่าเชื่อถือได้ ด้วยครับ จริงๆ ได้ฟังแล้วก็เห็นด้วยในใจอยู่ทีเดียว แต่ถ้าเราอ้างว่า เป็นงานวิจัย และมีลงหนังสือพิมพ์ และจะมีอีกหลายๆ คนที่พอฟังๆ แล้วก็จะเอาไปอ้างอีก ต่อๆ กัน ด้วยจุดประสงค์ต่างๆ ที่แตกต่างกัน ใครมีแหล่งข้อมูลที่มาของ 4 คำนี้ ช่วยยืนยันด้วย ผมว่าที่สำคัญเราต้อง ฉลาด มีปัญญาในการพิจาณราเรื่องต่างๆ ไม่ให้ใครเอาขี้ ...มาโยนใส่เรา ไม่โยนขี้...ใส่กันเอง และที่สำคัญ ... ทุกคน ทุกเชื้อชาติ ต่างก็มีขี้... เหม็นๆกันทั้งนั้น ถ้าจะดูขี้... เราก็เห็นขี้... ถ้าเราดูข่าวต่างประเทศ ทุกประเทศก็ไม่ได้จะมีวัฒนธรรมสมบูรณ์ยอดเยี่ยมไปทั้งหมด ต่างคนก็ต่างมีปัญหา ต่างกันไป ถ้าเป็นงานวิจัยจริง ... ช่วยยืนยันและให้แหล่งที่มาด้วยครับ ลองไปค้นจากข่าว นสพ. ได้ความดังนี้ ..................................................... (ไทยรัฐ) เขาว่าคนไทยมี 4 ขี้ [12 ธ.ค. 49 - 16:46] คุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวในพิธีเปิดสัมมนาประจำปีของสถาบันที่พัทยา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า คนไทยเรายังไม่เปลี่ยนนิสัยเดิมๆที่มีอยู่ ท่านเคยได้ยินฝรั่งวิจารณ์คนไทยว่า มีนิสัย 4 ประการ ได้แก่ ขี้เกียจ ขี้โอ่ ขี้โกง และขี้อิจฉา ฟังแล้วก็ทั้งขำและอนาถใจ (สยามรัฐ) สลดต่างชาติมองไทย ขี้เกียจ-ขี้โกง วันเดียวกัน นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ ในฐานะประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวเปิดงานสัมมนาประจำปี ในตอนหนึ่งว่า การสัมมนาครั้งนี้จะครอบคลุมด้านเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค เพื่อระดมความคิดเห็นในการลดความเสี่ยงจากวิกฤติเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาตลาดทุน และเพิ่มพูนหลักธรรมาภิบาล ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อไม่ให้นโยบายเศรษฐกิจถูกบิดเบือน รวมถึงเอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจทางการเมือง ทั้งนี้ มีบทวิเคราะห์ของต่างชาติ ที่ระบุนิสัยคนไทยมี 4 อย่าง คือ ขี้เกียจ ขี้โอ่ ขี้โกง และขี้อิจฉา หากในความเป็นจริงนิสัยคนไทยเป็นเช่นนั้น ถือเป็นเรื่อง น่าเศร้า (เดลินิวส์) ผู้บริหารต้องรักประเทศจริง ๆ (ผู้จัดการ ) อานันท์ เผยบทวิเคราะห์ต่างชาติ หมิ่นนิสัยคนไทยขี้เกียจ ขี้โอ่ ขี้โกง ขี้อิจฉา นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวเปิดงานสัมมนาประจำปี โดยระบุว่า การสัมมนาครั้งนี้จะครอบคลุมด้านเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค เพื่อระดมความคิดเห็นในการลดความเสี่ยงจากวิกฤติเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาตลาดทุน และเพิ่มพูนหลักธรรมาภิบาล ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อไม่ให้นโยบายเศรษฐกิจถูกบิดเบือน รวมถึงเอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจทางการเมือง พร้อมกันนี้ได้หยิบยกบทวิเคราะห์ของต่างชาติ ที่ระบุว่า นิสัยคนไทยมี 4 อย่าง คือ ขี้เกียจ ขี้โอ่ ขี้โกง และขี้อิจฉา หากในความเป็นจริงนิสัยคนไทยเป็นเช่นนั้น ถือเป็นเรื่องน่าเศร้า "จะเห็นว่าการเมืองในบ้านเราก็ไม่นิ่ง คลื่นใต้น้ำจะมีหรือไม่ เราตอบไม่ได้ กำลังใฝ่หา ให้ทุกอย่างสงบเรียบร้อยเกิดขึ้น การบริหารประเทศโดยรัฐบาลจะเดินไปข้างหน้าด้วยดี และเราจะได้ไปสู่รัฐธรรมนูญที่เป็นที่พอใจของประชาชนกลับมาเพื่อใช้ในการบริหารประเทศในอนาคต เพราะมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ผมอยากเห็นปัญหาต่าง ๆ จบด้วยที่ใจของคนไทยเราเอง ปัญหาทุกวันนี้ไม่ว่าปัญหาการเมืองที่ไม่นิ่ง ที่ผ่านมาเกิดจากลักษณะคนไทย มีฝรั่งท่านหนึ่งมาทำวิจัยบอกว่า บ้านเราการที่จะนำไปสู่ประเทศที่มีความเจริญค่อนข้างยาก ด้วยนิสัยคนไทยเราเขาบอกว่า 1.ขี้เกียจ 2.ขี้โกง 3.ขี้โอ่ ขี้อวด 4.ขี้อิจฉา นี่คือผลวิจัย ผมว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญว่าคนไทยรักประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน มีความเอื้ออาทร มีการให้อภัยมากน้อยแค่ไหน ฉะนั้นการแก้ปัญหาการเมืองบ้านเรา ถ้าทุกคนเข้ามาบริหารประเทศรักประเทศอย่างแท้จริง รักอย่างจริงจัง ผมคิดว่าบ้านเมืองเราเดินไปข้างหน้าได้" พล.อ.สนธิ กล่าว ................................................................................................ ผมไม่อยากจะเชื่อว่า คนที่น่าเคารพ น่านับถือ จะพูดอย่างเลื่อนลอย แต่ผมก็ยังไม่เชื่อว่า จะมีงานวิจัยเช่นนั้น ไม่เชื่อว่า ถ้าจะเป็นบทวิเคราะห์ งานวิจัยจริงๆ จะมีความน่าเชื่อถือ มีความสำคัญพอ ที่เราจะเอามาพูดปลุกใจ หรือพูดดูถูกเรากันเอง หรือด้วยจุดประสงค์อื่น ... ช่วยสืบค้นที่มาจริงๆ ให้ด้วยครับ ข่าวเป็นมาแบบนี้ เราคงต้องใช้สติปัญญาไตร่ตรองละครับ ถ้าไม่บอกเล่าเก้าสิบก็ไม่มีใครรู้ ผู้อ่านควรต้องใช้วิจารณญาณ ก็คงจะจริงนะ สำหรับเด็กไทย เพราะเห็นว่า อะไรๆ ก็กวดวิชาๆ ...แต่ถ้ามันจะช่วยให้ประเทศชาติเราดีขึ้น ก็นะ.. ทำไปเห๊อะ... เยอะจนเด็กรับไม่ได้ หากการศึกษาเป็นอีกหนึ่งของความล้มเหลวของชาติผมว่า...ความล้มเหลวของการเมืองการปกครองที่มีแต่การคอรัปชั่นเป็นเรื่องที่รุนแรงและเร่งด่วนกว่านะครับ หากเราคิดว่าการศึกษาเป็นเรื่องอนาคตของชาติ...ผมว่าการเมืองการปกครองก็เป็นเรื่องของปัจจุบันถ้าไม่มีปัจจุบันก็ไม่มีอนาคตนะครับ ปล.อนาคตของชาติทั้งหลายยิ่งพวกคุณเก่งเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นคุณอนันต์หรือโทษมหันต์แก่ชาติเท่านั้น ปัญหาคือวิธีการ นำสิ่งที่รู้(มาก-น้อย)มาใช้งานได้จริงและสร้างสรร จบ..นั้นจบนี้..แต่เอามาทำงานไม่เป็น...ก็เหมือนไม่ได้จบอะไร การเข้าใจและนำสิ่งที่รู้ไปใช้งานได้...จะกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ชั่วชีวิต..(เชียวนะ) tina (IP:125.24.45.241) ขอแสดงความเหนนิสนึง เรียนมาก ก็ไม่แน่ว่าจะเก่ง หากไม่ตั้งใจ เรียนน้อย อาจเก่งได้ ถ้าตั้งใจ ปันหามันอยู่ที่เราตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ไม่ใช่ว่าเรียนมากหรือเรียนน้อย การเรียนมากไม่ได้ทำให้เด็กฉลาดขึ้นเสมอไป พวกเราถูกสอนให้ทำตาม และห้ามออกนอกกรอบ แต่ไอ้ความห้ามออกนอกกรอบนี่แหละที่ทำให้ประเทศไทยไม่ทันเค้าซะที เรียนมากแล้วเอาไปทำไรไม่ได้จะมีประโยชน์ไร บางวิชาน่าจะเรียนให้หนัก บางวิชาน่าจะเรียนแค่พอเป็นพื้นฐาน แต่นี่ดันเรียนอัดเท่ากันหมด บางวิชาสมควรได้เรียนแต่ไม่ได้เรียน บางวิชาน่าจะได้เรียนแค่1ชม.กลับได้เรียน 2 บางครั้งครูสั่งงานแล้วก้อไม่สอนบอกว่าครูขอไปทำงานก่อน แล้วงานของครูไม่ใช่สอนนักเรียนหรอ สั่งงานเยอะแล้วไม่สอน นี่แหละปันหาหลักของคนไทย ทำให้เด็กต้องไปหาทีกวดวิชากัน สถาบันกวดวิชาก็คิดราคาแพง จนเรียกได้ว่าขูดเลือดขูดเนื้อกันเลย ถ้าอยากจะพัฒนาประเทศจริงทำไมไม่มองให้มันเปนหลักคุณธรรมละ ครูมีหน้าที่สอนนักเรียนแต่นี่ครูเปนอาชีพที่แฝงได้ด้วยธุรกิจ น่าจะเหนใจสอนนักเรียนที่ไม่มีเงินบ้าง ไม่กวดวิชาแต่ขอให้สอนในห้องอย่างเต็มที่ก้อพอ กลับมาเรื่องเรียนมากเรียนน้อย เด็กไทยเรียนมากเกินไปหรือป่าว? ทำไมนักวิทยาศาสตร์เก่งๆส่วนมากมาจากทางยุโรป ทั้งๆทีวันๆนึงเค้าเรียน้อยกว่าเราอีก นั่นเปนเพราะเค้าเปิดโอกาสให้เราได้คิด ได้วิเคราะห์ ไม่ได้ให้แต่เรียนๆๆๆ แล้วก็เรียนอย่างที่เราเปนอยู่ ซึ่งมันเอาไปทำอะไรไม้ได้เลย เด็กไทยคนหนึ่ง (IP:203.113.45.196) นิสัยชอบจับกรอก (วิชาความรู้) นี่เมื่อไหร่จะเลิกซะทีนะครับ เรียนรู้ด้วยตนเองเสียบ้างสิครับ ทำไมต้องให้ครูบอกครูสอนเสียทุกเรื่อง แล้วอย่างนี้จะทำอะไรเป็น ครูมอบหมายงานให้คงไม่ทำกันหรอก พอครูออกนอกห้องก็เล่นกันเป็นที่สนุกสนาน อยากรู้อะไรก็เรียนเองสิครับ การเรียนไม่ได้มีเพียงในห้องสี่เหลี่ยมนี่ครับ ทั้งในระบบนอกระบบ ระบบเปิดระบบปิดสารพัด แหล่งเรียนรู้มีตั้งมากมายมาหาศาล ทำไมต้องคอยรับเอาจาก ครู ๆ ๆ ถ้าครูจะบอกจะสอน พูด ๆๆ ๆๆๆ ๆๆๆ ห้านาทีสิบนาทีมันก็จบบท แต่นักเรียนได้อะไร ครูอาจสอนครบชั่วโมง แต่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แล้วมันจะได้อะไร นักเรียนใช้เวลาทำงาน กับอ้าปากหาวฟังครูสอนมันก็ใช้เวลาเท่ากัน แต่อะไรที่เราลงมือทำมันเป็นประสบการณ์ตรงนะครับ ความคงทนมันมีมากกว่าประสบการณ์รองแน่นอน ครูอาจสอนและเข้มงวดกวดขันเด็กเล็ก ๆ แต่พอโตแล้ว ก็ต้องสอนแบบคนโต ไม่ใช่สอนบอนไซที่ไม่รู้จักโต ครูไม่ใช่ว่าจะรู้ไปเสียทุกเรื่อง บางอย่างครูก็เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับนักเรียนนั่นแหละ บางครั้งนักเรียนนั่นแหละเป็นครูของครู มันขึ้นอยู่กับว่าใครรู้ก่อนใครรู้ทีหลัง ครูก็ต้องเป็นนักเรียนเหมือนกัน เรามาสร้างบรรยากาศการเรียนรู้การแบ่งปันความรู้ สนุกที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่ใช่ว่านักเรียนก็โทษครู ครูก็โทษนักเรียน แล้วอย่างนี้มันจะเรียนกันได้อย่างไร คุณใช้บริการสถาบันกวดวิชา ก็เหมือนคุณเต็มใจจ่ายเอง ถ้าคุณเรียนรู้ที่จะสอนตัวเองเป็นคุณไม่จำเป็นต้องใช้บริการแบบนั้น นั้นเป็นเพราะคุณนิยมลัทธิจับกรอก ต้องมีคนกรอกความรู้ให้ถึงจะรู้ ถึงจะเก่ง หากินเองไม่เป็น เก่งด้วยตัวเองไม่ได้ ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน ทำไมเราจึงเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ได้ ทำไมไม่สร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเอง ด้วยการฝึกฝนที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง สมองคุณนี่ใครไปห้ามไม่ให้คุณคิด ใครไปปิดกั้นความคิดจินตนาการของคุณ ไม่มีหรอก คุณปิดกั้นเอง คิดไม่เป็นเอง คิดแต่ว่าคนโน้นคนนี้ทำไม่ถูกทำไม่ควร ทำไม่สมกับบทบาทหน้าที่ แต่คุณมองตัวเองบ้างไหม อย่าบ่นเลยว่าบ้านคนอื่นรก ถ้าบ้านตัวเองก็รกเหมือนกัน เราต้องมองตัวเองครับ แก้ที่ตัวเองครับ เราเปลี่ยนแปลงคนอื่นแทบไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนแปลงตัวเองง่ายกว่าเป็นไหน ๆ การเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงครับ ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลง คุณยังคิดแบบเดิม ๆ ทำแบบเดิม ๆ แสดงว่าไม่ได้เรียนรู้อะไรขึ้นมาเลย ทำไมนักวิทยาศาสตร์ยุโรปอเมริกาถึงเก่ง เขาไม่เพิ่งจะมาเก่งหรอกครับ และไม่เกี่ยวว่าเรียนน้อยเรียนมาก ต้องมองย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของเขา ไล่มาตั้งแต่กรีก ว่าเขามีวิถีการคิดอย่างไร มีวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างไร อย่ามองเอาแต่เปลือกแล้วมาสรุปว่าเขาเก่งเพราะอย่างโน้นอย่างนี้ หันมาดูสุนทรภู่ และศรีปราชญ์บ้าง คุณว่าสองคนนี้เก่งไหม ผมว่าสุดยอด ถ้าแต่งกลอนเป็นภาษาอังกฤษที่คนอ่านแพร่หลายคงดังกว่ายอดกวียุโรปหลาย ๆ คนแน่ แต่น่าเสียดายที่แต่งเป็นภาษาที่ไม่แพร่หลาย ตอนนี้โลกเล็กลงแล้ว หมายถึงวัฒนธรรมสากลสามารถเรียนรู้ได้ นักวิทยาศาสตร์เอเชียก็สามารถได้รับรางวัลโนเบลได้ เก่งกว่าฝรั่งเสียอีก มีอยู่วันหนึ่งขณะที่ผมกับเพื่อน ๆ กำลังโขกหมากรุกกันอย่างสนุกสนาน ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องโขกหมากรุกครับ ก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งเข้ามาพูดว่า พวกเธอเนี่ยคิดอะไรไม่เกินกรอบสี่เหลี่ยมเลยนะ ก็เล่นหมากรุกนี่ครับจะให้ผมคิดเกินกระดานหมากรุกได้อย่างไร แต่ผมก็สะดุดใจคำพูดของอาจารย์และเรียนรู้การคิดนอกกรอบตั้งแต่วันนั้น ทำไมคุณถึงบอกว่าถูกสอนให้คิดแต่ในกรอบ คุณจะคิดในกรอบหรือนอกกรอบนั้นมันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ในบางกรณีการคิดต้องมีกรอบ เพราะถ้าคิดนอกกรอบมันจะว้าวุ่นไปหาที่สุดไม่ได้ แต่ในบางกรณีการคิดนอกกรอบเท่านั้นถึงแก้ปัญหาได้ ต้องรู้ก่อนว่าเงื่อนไขคืออะไร ต้องการโรงเรียนที่เปิดรับสมัครเด็กเรียนพิเศษอยู่ประจำช่วงปิดเทอม เด็กเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 4 จะขึ้นชั้นประถมปีที่ 5 ท่านใดทราบที่เรียนช่วยกรุณาด้วยจักเป็นพระคุณยิ่ง saehan_j@hotmail.com (IP:125.24.236.165) ผมไม่เห็นด้วย########### คุณลองคิดดูถ้าคุณเรียนน้อนกว่านี้ คุณจะตอบคำถามรายการเศรษฐีได้ไหม พื้นฐานการพัฒนาความรู้ของเราช้ากว่าชาติอื่นเยอะมาก เราจึงต้องปูพื้นฐานเด็กเราให้มาก เพื่อสักวันเราจะสามารถผลิต Module ทางคณิต,ฟิสิก,เคมี,หรือ คอมพิวเตอร์ ผมว่าขณะนี้เราเริ่มเห็นภาพล่างๆแล้ว เหลือแต่ทางรัฐบาลส่งเสริมการเข้าถึงงบประมาณการทำวิจัย ไม่ใช่ให้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัย ชาวบ้านที่เรียนมาน้อยแต่อาจจะมีกระบวนสังเคราะห์ทางความคิดที่ดีก็ได้ ต้องเริ่มจากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง มองโลกให้กว้างก่อน Armanray (IP:210.213.24.250) เรียนน้อยมากๆเลย อยากเรียนให้เยอะกว่านี้ด้วยซ้ำ .................ว่าแม๋...................... พราว and pppodj_yapraw3@hotmail.com (IP:203.188.52.204) น่าจาเอาเวลาที่เรียนเยอะๆๆ หรือ ที่เรียนพิเศษ ไปทำอะไรที่เกิดประโยชน์แร้วก้พัฒนาประเทศชาติ student (IP:203.113.61.232) จริงอยู่ที่เดกไทยเรียนไปโดยไม่มีการตั้งใจ บ้างครั้งเพื่อความสบายใจ ประมาณว่าได้เรียน ต้องรุ้แน่นอน ต้องสอบติดคณะดีๆๆ ถ้าเรียนเก่งที่สุดในคณะอาจจะไม่ต้องสมัครเข้าทำงานก็ได้ เปงอันว่าชีวิตนี้ไม่ต้องดิ้นรน เดินไปตามพื้นที่ของกรอบเรื่อยๆๆ ชีวิตไม่มีอะไรแปลกใหม่ในความคิด แต่ที่จิงกว่าเราจะได้เดินบนเส้นทางที่ตนหวังก็มีแต่ต้องเพิ่งตำราอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่สำคัญเมื่อคุณมีโอกาสคิดเมื่อคุณมีโอกาสเดินนอกกรอบแบบที่ไม่ต้องคอยแคร์สายตาใคร นั่นแหละสิ่งที่คุณพึ่งกระทำพัฒนาตนเองเจริญด้วยปัญญาของตนเอง finix (IP:203.146.63.187) คำตอบไม่ใช่ว่า เด็กไทยเรียนเยอะหรือเรียนน้อยค่ะ แต่ครูให้ความสำคัญกับเนื้อหามากเกินไป การเรียนหลากหลายวิชา่เป็นเรื่องที่ดี เพราะแต่ละวิชามีทักษะการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เนื้อหาแต่ละวิชาเป็นเพียงสือ และโจทย์ให้ทั้งครูและนักเรียนคิด และค้นหากระบวนการต่าง ๆ เพื่อสร้างทักษะในการเรียนรู้วิชานั้น ๆ ดังนี้นเนื้อหาจะมากหรือน้อยไม่สำคัญค่ะ แต่ครูควรจะใช้เนื้อหานั้น ๆ เพื่อฝึกความคิด สร้างกระบวนการเรียนรู้ ให้กับนักเรียน ส่วนจะใช้เนื้อหานั้น ๆ ได้มากได้น้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ ด้านค่ะ แต่ถ้ามุ่งให้เด็กได้เนื้อหาทั้งหมดโดยไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้ก็ไร้ประโยชน์ การวัดและประเมินผลก็จัดให้สอดคล้องกับวิธี และวัตถุประสงค์ของการสอน ไม่ใช่วัดที่เนื้อหาอย่างเดียว วัดกระบวนการด้วยค่ะ ส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยวัดกระบวนการเพราะเป็นเรื่องยากค่ะ ขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวประกอบหน่อยค่ะ ดิฉันเคยเป็นครูแนะแนวในโรงเรียนมัธยมเล็ก ๆ ประจำตำบลในภาคเหนือ ตามธรรมชาติโรงเรียนเล็ก ๆ ครูไม่พอค่ะ ครูแนะแนวเป็นครูแก้ปัญหาทุกทีค่ะ ครูวิชาไหนย้ายไป ไม่พอสอน ก็จัดให้ครูแนะแนวสอน เลยได้เปลี่ยนวิชาสอนไปทุก ๆ ปี นับว่าเป็นโชคดีทำให้ได้เข้าใจปรัชญา และกระบวนการเรียนรู้ของแต่ละวิชา (จึงตอบได้อย่างมั่นใจว่า การเรียนหลาย ๆ วิชาเป็นเรื่องดีในแง่ที่เป็นการเปิดโอกาส แต่ไม่ใช่เรื่องจำเป็นค่ะ) ขอยกวิชาภาษาอังกฤษมาเป็นตัวอย่างนะคะ เด็กไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาเลย ไม่เคยแม้แต่เห็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ อย่่าว่าแต่ภาษาอังกฤษเลย แม้แค่ภาษาไทยก็พูด อ่าน และเขียนกันยังไม่คล่อง เพราะเด็กใช้ภาษาพื้นเมืองในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ว่าการใช้ภาษาพื้นเมืองไม่ดีนะคะ แต่เขามีโอกาสฝึกฝนทักษะภาษาน้อยมาก ๆ เมื่อเป็นครูใหม่ ๆ ก็สับสนมากค่ะว่าจะทำอย่างไรดี จุดประสงค์ และเนื้อหาที่ต้องสอนมากมาย ครูที่สอนเนื้อหาอย่างเอาเป็นเอาตาย นักเรียนก็เบื่อ และมีทัศนคติทางลบกับวิชานี้น ๆ และกับตัวนักเรียนเองด้วย แล้วก็ตัดสินใจทดลองความเชื่อที่ว่า ทำอะไรก็ได้ อย่างน้อยนักเรียนต้องไม่มีทัศนคติทางลบต่อสิ่งที่เรียน และได้ความรู้ไปบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ด้วยความที่ดิฉันเป็นครูแนะแนว ถ้าฝ่ายวิชาการ หรือศึกษานิเทศก์จะประเมินว่าการเรียนการสอนไม่ครบตามจุดประสงค์ ก็อธิบายไปตามเหตุและผล แต่ถ้าไม่เข้าใจกันก็ใช้เหตุว่า เป็นครูแนะแนวไม่ใช่ครูเฉพาะวิชานี่คะ ถนักการสร้างทัศนคติที่ดีค่ะส่วนเนื้อหาความรู้ถ้าเด็กรัก เด็กสนใจก็ไปแสวงหาความรู้เอาเองได้ ซึ่งจากการสอนด้วยความคิดอย่างนี้ดิฉันประสบความสำเร็จนะคะ เด็ก ๆ อยากเรียนค่ะ พอถึงชั่วโมงภาษาอังกฤษเด็ก ๆ จะมาตามถ้าไปช้า เด็ก ๆ มาช่วยถืออุปกรณ์การสอน ถ้าวันไหนคุณครูวิชาไหนลาหยุด เด็กจะส่งตัวแทน 2 - 3 ตนมาถามว่าคุณครูว่างสอนภาษาอังกฤษไหมครับ สำหรับคนเป็นครูแล้วนี่คือความภาคภูมิใจนะคะ เชื่อดิฉันเถอะค่ะ อย่ายัดเยียดเนื้อหาความรู้เลยนะคะ เด็กจะเกลียดวิชานั้น ๆ แล้วเขาจะไม่เรียนรู้ อีกนิดนะคะ เดี๋ยวจะเป็นการคุยมากเกินไป มีเด็กที่ไม่อยากเรียนวิชาของดิฉันไหม มีเด็กหนีเรียนไหม มีนะคะ ซึ่งถ้าได้มีโอกาสคุยกับเขาก็จะพบว่า เขาไม่อยากเรียนเพราะไม่รู้จะเรียนไปทำไม pakun2k1d@yahoo.com (IP:58.8.158.87) เราก็เห้นด้วยว่าการเรียนของเด็กสายวิทย์ของไทยตอนนี้มันเรียนเยอะไป เราเป็นคนหนึ่งที่เรียนจบสายวิทย์มาเหมือนกัน เรียนแต่ละวันต้องมานั่งท่องตำรากันจนหน้าดำหน้าเครียด แต่สมันก็สนุกดีแต่ว่าเราไม่อยากให้เด็กที่เป็นคนรุ่นหลังๆมาต้องมานั่งเรียนแบบนั้นเพราะถ้าสมองรับไม่ไหวจะเกิดความรู้สึกเครียดขึ้นมาซึ่งเด็กวิทย์ทุกคนก็ย่อมรู้ดีว่ามันเป็นอย่างไรนะครับ เรามานั่งนึกดูนะครับว่าเออ เนี่ยนะทำไมตอนสมัยเราเรียนเค้าไม่ให้เราเรียนที่ที่เราควรจะเรียนนะถ้าเป็นอย่างนั้นเนื้อหาคงไม่มากเท่าไรนักเกรดเราหรือว่าความรู้ของเราน่าจะออกมาดีแน่ๆครับเราคิดว่าอย่างนั้นนะครับ แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วละครับ และเราก็ไม่รู้ครับว่าเมื่อไรเค้าจะทำการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้เสียทีนะ ไม่แน่นะเราอาจจะไปนั่งเรียนอีกก็ได้นะครับ อิอิอิอิ toto_tor@yahoo.com (IP:125.24.194.36) เคยเรียนหนังสือกับศาสตราจารย์คนไทย แต่ไปเรียนหนังสือตั้งแต่ป.ตรีที่อเมริกาจนกระทั่งจบป.เอก จนเป็นศาสตราจารย์ แล้วกลับมาทำงานให้ประเทศไทย อ.เล่าให้ฟังว่า เพื่อนในห้องเรียนงงกันทั้งนั้นที่ทำโจทย์แคลคูลัสหน้าห้องที่อ.ยกขึ้นมาถามเพื่อทดสอบพื้นความรู้นักศึกษา เพราะไม่มีใครเคยเรียนมาเลย แต่พอโดนถามว่าแต่ละบรรทัดมาได้อย่างไร อ.ท่านนี้ตอบว่ายังไง ก็ไม่รู้อะ เคยเรียนมาที่เมืองไทย เขาบอกว่าให้ทำอย่างนี้ แล้วก็ต่อด้วยอย่างนี้ เสร็จแล้วก็อย่างนี้...แต่ไม่รู้หรอกว่ามาได้อย่างไร (เหตุการณ์นี้เกิดมาไม่ต่ำกว่า 50 ปีแล้วนะ อ.ท่านนี้เกษียณไปแล้วละ นานแค่ไหนคิดดู ก็ให้เข้าใจอะไรที่มันเกิดมานาน จะให้หายไปในเวลาข้ามวันข้ามคืน คงจะไม่สมเหตุสมผลนะ ต้องพยายามช่วยกันแก้ โดยเฉพาะต้องกันไม่ให้พวกไดโนเสาร์ที่มีอยู่ทั่วไปหมดทำลายความคิดที่ดีๆให้หมดไป) พอมาเรียนกันอ.ท่านนี้เป็นไงครับ ไม่สอนอะไรมาก บอกว่าเนื้อหารายละเอียดมีอยู่ในหนังสืออยู่แล้ว ไปอ่านเอง ถ้าอ่านไม่เข้าใจให้มาถาม ถ้าไม่ถามคืออ่านแล้วและเข้าใจหมด แต่ไม่ใช่ระบบ "ความเซ็นเตอร์" ที่เคยมีคนที่ไม่รู้จริงมาเสนอ ที่อยู่ๆก็บอกผู้สอนไม่ต้องสอนอะไร ให้เด็กไปเรียนรู้เองและอาจจับกลุ่มถามไถ่กันเอง เผลอๆให้เด็กออกมาสอนหน้าห้องแทนอีก นัยว่าฝึกเด็กไปในตัวให้รู้จักกล้าแสดงออกทางความคิด (สบายฉันเลย...ไม่ต้องสอน คิดได้ไง) แต่อ.ท่านนี้จะสอนเฉพาะจุดที่สำคัญๆ แต่ไม่สอนแบบจดให้บนกระดานแล้วจดตาม จะพูดเนื้อหาหลักๆ ให้ฟัง ส่วนรายละเอียดก็ต้องไปอ่านเองอีกเพียบตามเนื้อหาในหนังสือ แต่เมื่อไม่เข้าใจก็อธิบายให้ฟังได้และแนะให้ไปอ่านเพิ่มที่นั่นที่นี่ ไม่บอกถึงรายละเอียดจนกระทั่งไม่ต้องอ่านอะไรเลย ส่วนใหญ่จะอธิบายในชั้นเรียนด้วยประสบการณ์และและความรู้ที่มีจริงๆ ให้ฟังมากกว่ามาปิ้งแผ่นใสแล้วก็สวดมนต์ไปจนจบคาบเรียน และมีการให้เข้าคอร์สปฏิบัติในหลายๆ รูปแบบ เพื่อให้เห็นว่าของจริงที่เรียนไปเป็นอย่างไร ที่เหลือก็จะเล่าประสบการณ์ชีวิตให้ฟัง (ไม่ใช่เล่าเรื่องของคนที่รำลึกความหลังเมื่อยังเด็กหรือยังหนุ่มๆ นะ แต่เล่าที่เกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนบ้าง หลักในการเรียนบ้าง หลักในการวางแผนชีวิตบ้าง การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์บ้าง หรือเรื่องของประโยชน์ของสิ่งต่างๆ บ้าง เช่น กีฬาฟุตบอลมีข้อดีอย่างไรใครรู้บ้าง เป็นต้น แม้กระทั่งเรื่องสงครามโลกก็ยังเล่าให้ฟัง เรื่องการกินอยู่ การคุ้มครองผู้บริโภคในอเมริกาก็เล่าให้ฟัง ทั้งหลายแหล่เหล่านี้ทำให้เรียนแล้วได้หมดทุกอย่าง และไม่ต้องปวดหัวเรียนอะไรยุบยับไม่รู้เต็มไปหมด แล้วก็อ้วกออกมาหลังสอบ จนท้องว่าง ลืมหมด จนทุกวันนี้ยังจำสิ่งที่เรียนได้อยู่ไม่ลืม เพราะตอนเรียนรู้สึกว่าเรียนแล้วรู้จริง เข้าใจว่ามันมาอย่างไรและไปอย่างไร ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมเราถึงตอบคำถามนั้นผิด เพราะเหตุผลอะไร เลยจำได้เอง ไม่ต้องทำปากยาวๆ แล้วร้องเหมือนนกแก้วขุนทอง) bngknn@yahoo.com (IP:202.28.169.165) |