คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ: 12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549         ชมแล้ว: 29,884 ตอบแล้ว: 540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น

ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย)

ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง

บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์

จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว)

ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ

อ๊อฟ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 737 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 245 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| -22- 23| 24|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 443 3 ม.ค. 2550 (22:24)
อ่านละเอียดแล้วครับคุณ bngknn@yahoo.com มีทั้งเห็นด้วย เห็นด้วยอย่างยิ่ง และไม่เห็นด้วย ต้องเข้าใจนะครับว่าการสอนมีเครื่องมือให้ใช้มากมายก็ต้องใช้ให้เหมาะกับกาละเทศะ เนื้อหาวิชา และผู้เรียน มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในขณะที่สอนนะครับ จะใช้วิธีการใดมันต้องขึ้นอยู่กับสภาพที่เป็นจริง ไม่ใช่ลอกเขามาเอามาแต่วิธีการแต่ไม่เข้าใจแก่น

ผมเรียนระบบเปิดและถนัดที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ผมก็ชอบวิธีสอนที่คุณว่าไม่ดี แต่สำหรับคนที่หาความรู้เองไม่เป็นก็ต้องสอนอีกแบบ และเมื่อนักเรียนจบไปแล้วจะมีครูคนไหนตามไปสอนอีก ในที่สุดเขาต้องสอนตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง การทำอะไรได้ด้วยตัวเอง รู้ได้ด้วยตัวเอง ความรู้มันอยู่ทนนะครับ

ที่คุณบอกว่า "พอมาเรียนกันอ.ท่านนี้เป็นไงครับ ไม่สอนอะไรมาก บอกว่าเนื้อหารายละเอียดมีอยู่ในหนังสืออยู่แล้ว ไปอ่านเอง ถ้าอ่านไม่เข้าใจให้มาถาม ถ้าไม่ถามคืออ่านแล้วและเข้าใจหมด แต่ไม่ใช่ระบบ "ความเซ็นเตอร์" ที่เคยมีคนที่ไม่รู้จริงมาเสนอ ที่อยู่ๆก็บอกผู้สอนไม่ต้องสอนอะไร ให้เด็กไปเรียนรู้เองและอาจจับกลุ่มถามไถ่กันเอง เผลอๆให้เด็กออกมาสอนหน้าห้องแทนอีก นัยว่าฝึกเด็กไปในตัวให้รู้จักกล้าแสดงออกทางความคิด (สบายฉันเลย...ไม่ต้องสอน คิดได้ไง)"

ตรงนี้มองกันได้สองแง่ แง่แรกคือครูขี้เกียจ ถ้าเป็นแบบนี้ก็จริงอย่างที่คุณว่าสมควรถูกประณาม แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง เราต้องมองเงื่อนไขอื่นประกอบด้วย เรามาดูที่วัตถุประสงเชิงพฤติกรรมว่า ต้องการให้เด็กเกิดทักษะอะไร เช่น เมื่อนักเรียนเรียนจบบทแล้วนักเรียนสามารถ

1. สามารถค้นคว้าหาข้อมูลที่ได้รับมอบหมายจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ
2. สามารถจัดกระทำข้อมูลและนำเสนอได้
3. สามารถทำงานร่วมกันกับผู้อื่นให้สำเร็จในเวลาที่กำหนด
4. สามารถอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้

จะเห็นได้ว่า ถ้าวัตถุประสงค์เป็นแบบนี้ การเรียนรู้จากการฟังเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยให้นักเรียนรู้อะไรขึ้นมาเลย ถ้าครูเอาแต่บอกแต่สอนเดี๋ยวเดียวมันก็จบบท โดยที่นักเรียนทำไม่เป็น คิดไม่เป็น แก้ปัญหาไม่เป็น แล้วนักเรียนจะได้อะไร ผมกลับเห็นว่าการสอนลักษณะนี้สอนยากกว่าเสียอีก ครูเองก็ทำการบ้านเหมือนกัน ไม่ได้สบายสักนิด

หากสนใจปัญหาด้านการเรียนการสอนให้เข้าไปดูที่ http://gotoknow.org คงจะได้ไอเดียดี ๆ
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 444 3 ม.ค. 2550 (22:41)
ความเห็นข้างล่างนี้ผมเห็นว่าน่าสนใจ ก็เลยนำมาแปะไว้ที่นี้ ได้มาจาก http://gotoknow.org/blog/handyman/68543


ผมมักหาคำพูดมากระตุ้นอย่างท้าทาย ให้ทั้ง คนสอน คนเรียน ได้ทบทวนและระมัดระวังพิษภัยของการ "ย้อนศร" บ่อยๆ ด้วยคำพูดเช่น ..

มัวนั่งจดนั่งท่องโดย ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร ยิ่งเรียนก็จะยิ่งโง่นะ ... เจอปัญหาอะไรเข้าก็ได้แต่ยืนงง ไม่รู้จะแก้อย่างไร เพราะ ไม่เคยทำ มัวแต่ท่อง

อย่าสอนเขามากนักเลย ให้เขาเรียน บ้างเถอะครับ

ถ้ารอเรียนรู้แบบให้ ครูบอกจด เธอก็ไม่ต่างอะไรกับ ขอทาน ที่ถือกะลารอคอยว่าเมื่อไรจะมีคนหยิบยื่นเศษเงิน หรืออาหารให้

อันว่า ความง่าย กับ ความมักง่าย นั้น อยู่ใกล้กันจนน่ากลัว วิ่งหาของง่ายบ่อยๆ ระวังให้ดี จะกลายเป็นคนมักง่ายในที่สุด .. ( ผมอยากเห็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงสนาม เจอปัญหาจริงๆ ลำบากจริงๆ พบทุกข์จริงๆ )

ฯลฯ

โดยสรุป ผมไม่เห็นด้วยกับ การเรียนรู้ที่ปราศจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จนเกิดศรัทธาในสิ่งที่จะเรียน และยังตอบไม่ได้ชัดว่าจะ เรียนไปทำไม เมื่อ ฉันทะ ไม่ได้เกิดจากภายในใจของผู้เรียน วิริยะ จิตตะ และ วิมังสา ก็ตามมายากมากครับ .. มันไม่มีพลัง และผมเชื่อว่า พลังยิ่งใหญ่ที่จะนำคนสู่การเรียนรู้ก็คือ การได้เห็นทุกข์ เห็นปัญหาที่มีอยู่จริงๆ และเกิดความปรารถนาแรงกล้าที่จะคลี่คลาย หรือแก้ปัญหาให้ได้เพื่อความพ้นทุกข์ ทั้งส่วนตน และของ เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ครับ.
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 445 4 ม.ค. 2550 (17:04)
ผมจะอธิบายเพิ่มครับ คุณ thawankesmala ค.เห็น 443 ผมยกมาให้คิดกันกรณีที่เหมือนกับในหลวงท่านวิจารณ์ว่าระบบ child center นั้นมันเป็นไปไม่ได้ที่จะสอนแบบนี้แล้วจะทำให้การเรียนการสอนมีคุณภาพได้โดยใช้วิธีให้เด็กอ่านเอง คิดเอง เรียนรู้ด้วยตัวเองหมด โดยไม่ต้องมีใครมาชี้แนะ เพราะเด็กก็คือเด็กยังขาดประสบการณ์ และถ้าให้เริ่มเอง ทำเองทุกอย่าง ก็ต้องลองผิดลองถูกไปเรื่อยเมื่อเจอเรื่องใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้ ก็ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีซะเลย แต่พูดในแง่ความจริงอย่างที่ในหลวงท่านวิจารณ์ไว้ คือในทางปฏิบัติเด็กจะเอาเวลาจากไหน มานั่งทำเองทุกอย่างโดยครูไม่ต้องชี้แนะเลย ไหนจะต้องเปลี่ยนแนวทางเมื่อพบว่าไปผิดทางแล้ว กว่าจะถึงบางอ้อ ไม่มีทางเรียนได้จนมีความรู้พอจะไปสอบหรือเรียนอะไรต่อกันพอดี แล้วสิ่งที่ผมเล่ามาก็ไม่เห็นว่าจะบอกให้เด็กฟังอย่างเดียวนี่นา จะเห็นว่ามีการให้ไปอ่านเองก่อน เมื่อไม่เข้าใจแล้วมาถามข้อสงสัยได้ และมีการสอนในห้องประกอบกัน อีกทั้งยังมีภาคปฏิบัติที่ต้องนำเอาความรู้ที่เรียนมามาใช้ทดสอบความเข้าใจ ว่าเข้าใจมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่เข้าใจหรือเข้าใจอะไรผิดๆ ก็มีการชี้ให้เห็นว่าเข้าใจผิดอย่างไร ไม่ได้มาเฉลยกันดื้อๆ นะ
ผมอาจเขียนไม่ละเอียดก็เป็นได้ ขออภัยมาด้วยครับ
bngknn@yahoo.com (IP:202.28.169.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 446 4 ม.ค. 2550 (18:54)
เข้าใจที่คุณพูดครับ เด็กก็คือเด็ก คำว่าเด็กในภาษาไทยมันสื่อไม่ชัดเจนครับ มันอาจเป็นได้ตั้งแต่แบเบาะไปถึงอายุ 20 30 ปี ขึ้นอยู่กับว่าผู้พูดหมายถึงอะไร พูดถึงเด็กก็ต้องพูดให้ชัดว่าวัยไหนครับ
วัยทารก ต้องประคบประหงม
วัยก่อนเรียน พ่อแม่เป็นครูคนแรก
ประถม
มัธยม
มหาวิทยาลัย

การปฏิบัติต่อเขาก็ต้องแตกต่างกันไปครับ คนที่พอโตบ้างแล้วก็ต้องสอนอย่างคนโต เพราะสมองเขาพัฒนามากแล้ว มีวิจารณญาณพอสมควรแล้ว

การเรียนการสอนจะว่าไปแล้วก็คือการจัดประสบการณ์ให้กับผู้เรียน ให้เขาเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม จากไม่รู้เป็นรู้ จากคิดไม่เป็น เป็นคิดเป็น จากทำไม่เป็น เป็นทำเป็น

ประสบการณ์นั้นมันมีทั้งประสบการณ์ตรงและประสบการณ์รอง การรับประสบกรณ์โดยตรงมันต้องอาศัยสถานการณ์จริงหรือสถานกาณ์จำลองของจริง ซึ่งมันทำได้ยากและใช้เวลามากแต่บางอย่างก็จำเป็นครับ เรามีอีกวิธีคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น ตรงนี้แหละครับจึงต้องมีครูบาอาจารย์พร่ำแนะนำสั่งสอน เรียนรู้จากตำหรับตำรา จากสื่อ ความสามารถของมนุษย์คือความสามารถถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อ ๆ ไป และแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ต่อยอดไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

child center ก็เหมือนคำอื่น ๆ ที่มาจากภาษาต่างประเทศ เราเอามาใช้เอาแต่เปลือกและกะพี้มาอาจไม่ได้เอาแก่นมา ผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจคำคำนี้ตรงกันหรือยัง ถ้านิยามไม่ตรงกันพูดไปก็คงต้องเถียงกัน คงต้องทำความเข้าใจคำคำนี้ก่อนว่าหมายถึงอะไรกันแน่ กินความกว้างลึกแค่ไหน เรามาแปลเป็นภาษาไทยแล้วมันสื่อตรงกับความหมายดั้งเดิมของเขาไหม

ครับถ้าครูเป็นแบบที่คุณว่าสมควรประณามเป็นอย่างยิ่ง ที่ปล่อยให้นักเรียนเหมือนตาบอดคลำทางไม่รู้จะเอาไว้ทำไมครูแบบนี้ แต่ในความเห็นส่วนตัวของผมแล้วไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นเพราะแม้แต่การศึกษาในระดับปริญญาโท ซึ่งถือว่าระดับเป็นผู้ใหญ่กันแล้วที่ให้อิสระกับผู้เรียนในการศึกษาค้นคว้าวิจัย ทั้งรูปแบบที่ยังมีชั้นเรียนหรือแบบวิทยานิพนธ์เพียงอย่างเดียว ก็ยังต้องอยู่ในกรอบที่กำหนด มีการกำกับดูแลโดยคณาจารย์ที่ปรึกษาและตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายนอกและองค์กร ไม่น่าเชื่อว่าระดับต่ำกว่านี้จะปล่อยปละละเลยถึงขนาดนั้น และผมเชื่อในจิตวิญญาณของความเป็นครูครับ
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 447 4 ม.ค. 2550 (21:34)
รร ผมคร๊าฟ

I.B Biology
A.P Biology

I.B Psychcology
A.P Psychology

I.B Chemistry
A.P Chemistry

I.B Zoology
A.P Zoology

I.B Anatomy
A.P Anatomy


นี่แค่ science อย่างเดียวนะคร๊าฟ
I.B = International Baccholorette
spray-bottle,flerixic@hotmail.com (IP:125.25.133.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 448 5 ม.ค. 2550 (09:07)
[tex]ก้เรียนแล้วก้ให้เข้าใจ

แล้วก้ลืมที่ว่าลึกไปให้หมด

เราว่าก้ดีนะ

เด็กไทยก้ฉลาดดี

คนที่บ้าๆเท่านั้นที่จะจำทั้งหมด[/tex]
นายโจ (IP:203.188.33.234)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 449 5 ม.ค. 2550 (19:49)
เค้าให้เรียนก็เรียนไปเถอะครับ ดีกว่าเราไม่มีโอกาศเรียนเลย
เพราะในโลกปัจจุบันใคร ที่มีความรู้มากยิ่งได้เปรียบ

*****ขอให้ทุกท่านจงตั้งให้ศึกษาเล่าเรียน แล้วมาพัฒนา * ประเทศไทย*
ให้ดีและมั่นคงที่สุดใน*เอเชีย*อย่าให้ได้น้อยหน้าชาติใด***********
เด็กไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก (IP:203.113.46.9)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 450 7 ม.ค. 2550 (16:27)
++จากที่รู้มาอ่านะค่ะ เด็กที่ต่างชาติบางโรงเรียน หรือประเทศ เค้าจะเรียนกันประมาน
เฉลี่ยนแล้ว 15 ชั่วโมง / อาทิตย์ แต่ในไทยเรียน 30 ชั่วโมง / อาทิตย์ บางคนอาจจะเรียน
กวดวิชาเพิ่ม เพราะที่ต่างชาติ จะเน้นกิจกรรมมากกว่าเรียนในห้องเรียน ทำให้เด็กที่อื่น
มีประสบการณ์มากกว่าเด็กไทยส่วนมาก ดังนั้น หนูอยากให้ส่งเสริมทางด้านกิจกกรมมากกว่านี้อ่าคร้า เรื่องกวดวิชา เป็นตำรางเสริมก้จิงๆ แต่ถ้าอันไหนที่เราเข้าจัย เราจะไปศึกษาเพิ่มเป็นสิ่งที่ดีคร้า แต่ถ้าเราไม่เติมจัยแต่ บุคคลที่ 3 บังคับ ก้ไม่ไช่ว่าจะดีนะค่ะ++
TT^TT อย่างที่เข้าจัยคร้า ........
KiRa (IP:203.151.216.43)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 451 9 ม.ค. 2550 (17:17)
นั่นดิ เรียนกันไปทำหว่า บางวิชาไม่เห็นได้ใช้ประโยชน์ในการทำมาหากินเลย
อย่างคณิตศาสตร์ดูสิ เอาไปทำอะไรวะเนี่ย พาราโบล่า ตรีโกณ สัมประสิทธ์ ฯลฯ
อย่างชีวะฯ เรื่องเซลล์ ท่องโคตร ๆ ไม่เห็นใช้อะไรเลย
โห ปวดหมอง ท่องจะเป็นจะตาย เพื่อสอบให้ผ่าน วัดอะไรได้เนี่ย
น้อง ๆ ว่างัย

อย่างสมการ ร้อยละ พื้นที่ต่างๆ เนี่ยยอมรับใช้บ่อยมากเลย
191 (IP:203.144.220.252)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 454 14 ม.ค. 2550 (19:42)
ถึงคุณ 191
ที่จริง ความคิดเห็นของคุณก็ไม่เลวหรอก แต่น่าจะใช้ถ้อยคำสุภาพหน่อย
เพราะเว็บบอร์ดเป็นที่สาธารณะนะครับ

ตอนที่เราจะเรียน ม. ปลาย
โรงเรียนก็มีแผนการเรียนให้เลือกว่าจะเรียนแผนใด
ถ้าคุณเรียนแผนวิทยาศาสตร์ คุณก็ต้องทราบมาก่อนว่าต้องเจอวิชาอะไรบ้าง
ดังนั้น ถ้าไม่อยากเรียนวิชาเหล่านั้นด้วยมองไม่เห็นประโยชน์ ก็ไม่ควรสมัครเรียนตั้งแต่ต้น

คุณสามารถเลือกเรียนวิทยาลัยอาชีวะซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องเรียนชีววิทยาที่ต้องท่องมากๆ
อย่างผม ถึงแม้ไม่ได้ใช้วิชาชีววิทยาเลยในมหาวิทยาลัย เพราะเรียนฟิสิกส์ แต่ผมก็ชอบเรียนชีวะมาก
ก็ไม่ต้องท่องมากเท่าไร สอบได้เท่าไรก็เท่านั้น เรียนอย่างมีความสุขดี
แต่การเรียนชีวะก็ทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น แล้วก็รู้ว่า ความเป็นมาของชีวิตเป็นอย่างไร
ส่วนวิชาตรีโกณฑ์ พีชคณิต ... นับว่ามีประโยชน์แก่ชีวิตของผมมากที่สุด เพราะมันช่วยให้ผม
เรียนจบมาได้และใช้ทำมาหากินมาโดยตลอด
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 11416 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 650 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 455 19 ม.ค. 2550 (04:13)
ความจริงแล้วการเรียนเป้นการเพิ่มพูนความรู้และสติปัญญาก็จริง

แต่การเรียนหรืออัดอะไรมากเกินไปก็ไม่เห็นได้ผลดีอะไร
มีแต่จะทำให้เด็กเริ่มท้อกับการเรียน และหาตัวเองไม่พบ ว่าตัวเองชอบอะไรกันแน่

ความจริงน่าจะให้เรียนตามความถนัดของตัวเองตั้งแต่ มัธยมต้นได้แล้ว
พอมัธยมปลายก็เรยนเฉพาะสาขาที่ตนเองถนัดให้ลึกลงไปน่าจะดีกว่า
ขอคิดด้วยคน (IP:125.26.39.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 456 9 ก.พ. 2550 (05:42)
ก็เด็กไทยชอบให้ครูบอกซะทุกอย่างนี่คะ แค่อ่านเองยังไม่อยากทำเลย แล้วถ้าสอนน้อยคงแทบไม่รู้อะไรเพราะที่สอบก็รับได้ไม่ร้อยเปอร์เซนอยู่แล้ว ถ้าไม่สอนคงไม่ได้คิดอะไรค่ะ พอบอกให้คืดหน่อยก็ไม่อยากคิดซะแล้ว จะปล่อยให้เรียนรู้เองได้เหรอคะ การที่จบปริญญาตรีแล้วเขาไม่ได้หวังให้จำได้ทั้งหมดหรอกค่ะ แค่เข้าใจแนวคิด รู้จักคิดแบบนักฟิสิกส์ก็พอแล้ว คนโพสต์น่ะถ้าคิดได้แบบนักฟิสิกส์ก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้วไม่ต้องจำได้หรอกค่ะไม่จำเป็น
cchutharat@hotmail.com (IP:219.48.127.107)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 457 11 ก.พ. 2550 (11:16)
ผมว่าระบบการศึกษาเรา ล้มเหลวตั้งแต่ที่ให้ครูเขียนหลักสูตรเองแล้ว หลักสูตรบูรณาการ เหมือนที่โรงเรียนผม ตอนนั้นเสียเวลา งบประมาณ กระดาษ ผมว่าเป็นหลักหลายแสนบาท รหัสวิชาที่ใช้เรียน ใช้สอบ และตอนประเมินผล ทั้ง ๆ ที่เป็นวิชาเดียวกัน แต่กลับเป็นคนละรหัส ( งง กันเป็นแถบ ) แต่สุดท้ายไม่นานกระทรวง ฯ ก็ออกหลักสูตรแกนกลางมาให้ใช้ ( แล้วจะให้คิด เขียนเองให้เสียเวลาทำไม ) ทำให้นักเรียนต้องเรียนเพิ่มมากขึ้นอีก ปกติ วิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ เด็กสายวิทย์ไม่ต้องเรียน แต่หลักสูตรใหม่ก็ต้องเรียน ต้องเรียนวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ทั้ง ๆ ที่ก็จะต้องเรียนในวิชาหลักอยู่แล้ว
tyutt (IP:61.19.42.149)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 458 11 ก.พ. 2550 (11:23)
ตามหลักสูตรที่ โรงเรียน จัดทำขึ้นนะครับ แบ่งเนื้อหาของ ม. 4 ดังนี้
ภาคเรียนที่ 1
วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ( ฟิสิกส์ )
ภาคเรียนที่ 2
- บทนำ
- การเคลื่อนที่แนวตรง
- มวล แรงและกฎการเคลื่อนที่
- สมดุลกล
- การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ
- งานและพลังงาน
- โมเมนตัมและการชน
สังเกตว่า กลศาสตร์ 1 - 2 อัดเข้าไปใน ภาคเรียนที่ 2 หมดเลยในระดับ ม. 4 ทั้ง ๆ ที่มีเวลาเรียนน้อยกว่าภาคที่ 1 อีก เพราะที่โรงเรียนมีกิจกรรมเยอะมากเลย ปกติ 80 ชั่วโมง แต่จริง ๆ ได้เรียนแค่ประมาณ 60 กว่าคาบเองครับผม เป็นอย่างไรบ้างครับ หลักสูตรโรงเรียนผม จบการรายงานแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ
tyutt (IP:61.19.42.149)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 459 20 ก.พ. 2550 (13:28)
เรียนไม่มากหรอกเพราะเรียนยังไม่เก่งเท่ากับเด็ก ต่างประเทศเลย เพราะเด็กต่างประเทศ ยังเรียนหนักกว่าเราหลายเท่า และเขายังจัดทำเวลาว่างให้เกิดประโยชน์
เนสสสสส (IP:203.172.162.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 460 27 ก.พ. 2550 (19:59)
ต่างประเทศไม่ได้เรียนเยอะกว่าเราครับ

แต่เด็กเขาคิดเป็น

นักเรียนไทยรู้จักแต่ "กรอบ"
EMester (IP:124.157.200.50)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 461 27 ก.พ. 2550 (20:02)
หวังพึ่งเด็กไทยที่อยู่แต่ในกรอบพัฒนาประเทศคงยากครับ

ส่วนใหญ่ ระดับการศึกษาทีสูงขึ้น มักสวนทางกับ จริยธรรม ที่ค่อย ๆ ลดลง

หลักสูตรที่ให้เรียนวิชาพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ประถม ยัน มัธยมปลาย

แต่ที่เห็นคือสังคมไทยแย่ลง ๆ ทุกวัน
Emester (IP:124.157.200.50)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 462 28 ก.พ. 2550 (12:23)
ผมว่า การเปรียบเทียบ ควรเป็นในเชิงสร้างสรรค์ และพยายามมองตามสภาพจริง หลายๆด้าน

คนชาติไหนๆ คนไทย หรือ คนต่างประเทศ ไม่ได้มีอะไรเป็นเครื่องยืนยัน ว่าใคร จะดี จะเก่ง ไปมากกว่าใคร เวลาเรามอง เราก็จะดูเป็นจุดๆ เป็นเรื่องๆ ในมุมที่แคบๆ

ก็จึงเป็นเพียงการยกมากล่าวอ้างสนับสนุน ทัศนะ(ของเรา)เป็นเรื่องๆ (ซึ่งมักจะแคบ โดยธรรมชาติ)


ชาติพันธ์ หาได้เป็นสิ่งกำหนด ความเก่ง ความดี อย่างชนิดตายตัวไม่
แม้แต่ความเจริญ ซึ่งมักเห็นเพียงด้านวัตถุเปลือกนอก สิ่งเหล่านี้ล้วนมีการสั่งสม และเปลี่ยนแปลงไปได้ ตามเหตุ ตามปัจจัย

เรื่องจริยธรรมก็เช่นเดียวกัน ถ้าจะมองว่ามีทิศทางไปในทางที่เสื่อม ที่แย่ลง ก็เป็นไปได้ว่า
นี้ก็น่าจะเป็นแนวโน้มของส่วนรวม ของโลก ของหลายๆประเทศด้วย

เมืองไทย มีพุทธศาสนามาปักหลัก นั้นถือว่าเป็นบุญกุศลอย่างหาอะไรเทียบไม่ได้

แต่พุทธศาสนา จะดี จะเสื่อม ก็อยู่ที่พุทธบริษัท

ที่สำคัญ ก็พวกเราๆ ฆราวาส ทั้งหลาย


อยากให้ช่วยกันมองตามสภาพจริง และช่วยกันทำ ในสิ่งที่ดี ที่สร้างสรรค์
คนละมือคนละไม้

อย่าลืมว่า อะไรๆ ที่จะเกิดขึ้นเป็นจริงเป็นจัง ต้องเริ่มที่เรา
อย่างน้อย ให้เกิดเชื้อบ่มเพาะ งอกงามขึ้นในตัวของเรา
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1558 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 463 28 ก.พ. 2550 (12:36)
ผมคิดว่ามากครับ ที่ร.ร.นักเรียนเรียนหลายวิชามากมีทั้งพื้นฐานเพิ่มเติมให้ยุ่งไปหมดนักเรียนไม่มีเวลาว่างเลย ต้องทำโครงงานบ้าง การบ้านบ้าง ที่จริงนั้นตามแนวคิดของผมว่านะในการจัดนั้นคือให้นักเรียนเก็บจำนวนชั่วโมงมากกว่าครับไม่ได้เก็บวิชา ในพรบ.เขาก็บอกว่านร.ต้องเรียนเท่านี้ชั่วโมงแต่ก็ไม่ได้บอกว่าต้องเรียนกี่วิชาใช่ไหมครับ
ขอบคุณ
nature (IP:61.7.159.174)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 464 28 ก.พ. 2550 (14:44)
ถ้าเราไม่มีดีบ้างคงสอนใครเขายาก คงเป็นเหมือนกับพ่อสอนลูกที่ว่า ลูกรักของพ่อ ลูกจงทำตามที่พ่อสอนนะแต่อย่าทำตามที่พ่อทำ
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.