|
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ:
12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549 ชมแล้ว:
29,895
ตอบแล้ว:
540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น
ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย) ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว) ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| -23- 24| เราน่าจะวิเคราะห์ให้เข้าใจถึงแก่นแท้จริง ๆ ว่า การที่เราเข้าใจว่าฝรั่งเขาเรียนน้อยกว่า...น้อยกว่าอย่างไร จากการที่ผมได้ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับระบบการศึกษา พบว่าฝรั่งที่เขาเรียนน้อย แต่ไม่ได้น้อยในเชิงสาระ สาระเขาเข้มข้น จะเป็นจะตายกว่าเรามากมายนัก แต่บ้านเราเน้นปริมาณ ระบบที่ฝรั่งใช้ คือ เขาสอนวิธีการสร้างปัญหา การสร้างโจทย์ ไม่ได้สอนให้แก้โจทย์อย่างที่พี่ไทยสอน (เพราะทุกอย่างต้องเริ่มจากปัญหาก่อน) เพราะการสร้างโจทย์ยากกว่าการแก้โจทย์มากมายนัก ต้องเข้าใจกระบวนการคิด ลำดับการคิด จนสามารถเข้าใจกระบวนการเริ่มต้นของแต่ละโจทย์ แต่ไทยสอนแก้โจทย์ เอาสูตร เอาสมการมาแทนค่าแล้วก็ได้ผลลัพธ์ เป็นการแสดงว่า เด็กไทยรู้ว่าโจทย์ต้องการอะไร คนสร้างโจทย์ต้องการอะไร แต่ถ้าให้คิดเหมือนคนสร้างโจทย์โดยที่ไม่มีโจทย์มาให้เห็นก่อน รับรองว่าเด็กหลาย ๆ คนไปไม่รอดแน่ lucky (IP:125.25.194.87) ผมเรียนมาหลายวิชา(ด้านไฟฟ้า) มีวิชาที่เอามาใช้ไม่มากเลย จากประสพการณ์ เคยไปปรึกษาวิชา Calculus วิศวไฟฟ้า [tex]แต่ผมกลับต้องไปสอนเขาใช้เครื่องมือไฟฟ้า การต่อวงจร ให้กับวิศวไฟฟ้าปี 3(ทั้งรุ่นเลย)[/tex] มหาลัยรัฐแห่งหนึ่ง นี่ก้เป็นส่วนบอกว่า เขาไม่รู้จักการแก้ปัญหาตั้งแต่ ระดับเตรียมอุดมแล้ว เนื่องจากเจอวิชาที่ไม่จำเป้น มากินเวลาเรียนหมด kotct (IP:124.121.121.28) เข้าใจทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะ แต่ลองคิดสำหรับคนที่คิดว่าเรียนมากๆ ก็ได้เยอะอะไรประมาณเนี้ย สังคมปัจจุบันมีแต่ปัญหา ฆ่ากันตาย(วิธีฆ่าก็ชักโหดขึ้นทุกวัน) โกงกินบ้านเมือง แบ่งแยกดินแดน และอีกหลายอย่าง ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ที่เรียนกันแทบตาย ช่วยอะไรได้ไหม ? รู้แต่ทฤษฎี เจอสังคมแบบนี้จะรอดไหมเนี่ย เอาเวลาที่เรียนพวกที่มันเกินความจำเป็นไปเรียนพวก การป้องกันตัว ศีลธรรที่ใช้ได้จริงๆน่าจะดีกว่า - * - (IP:203.113.15.234) เรียนมาก คือ เรียนอะไรมาก ? ( เรียนที่จะไปยอมตามกิเลสมาก) เรียนน้อย คือ เรียนอะไรน้อย ? ( เรียนที่จะรู้จิตใจของเราเองน้อย ) เรียนที่ไม่ได้ใช้ คือ อะไรที่ไม่ได้ใช้ ? ( สิ่งที่เราไม่ได้รู้จริง ไม่ได้เกิดเป็นปัญญา ไม่เห็นคุณค่า และไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร ... เพราะก็แค่เรียน แบบจำ แบบคิดตามๆเขาไป เอาไปสอบ ไปแข่งขันในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นไปตามการแข่งขันของระบบของสังคม ... และมุ่งตรงไปที่กิเลสทั้งหลาย ) .............................................................................................. เราเรียนรู้ที่จะรู้ "จิต" หรือ ใจของเราเองน้อยมาก เราไม่รู้ ไม่เข้าใจว่า ทำไมเราจึงคิด ทำไมจึงรู้สึกเช่นนี้ ทำไมเราชอบ เกลียด โกรธ สนุก เบื่อ เราไม่เคยรู้ ไม่เคยตามทันอารมณ์ของเรา มีแต่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ ตกเป็นเหยื่อของความคิดของเรา อยู่ทุกชั่วขณะ หนังสือเล่มที่ใหญ่ที่สุด ก็คือ โลภ โกรธ หลง ซึ่งเราจะรู้ได้ ก็อยู่ตัวของเรานี่เอง ยาวแค่วา หนาแค่คืบ ... ขอให้เราจงมาดูเถิด ... มาดูจิตใจ ดูอารมณ์ ดูความคิดของเรา ... ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น ... นี่หรือที่เราเรียกว่า "ตัวของเรา" ??? (ตกเป็นเหยื่อของความคิดของเรา อยู่ทุกชั่วขณะ) คุณ MG เหมือนสายหลวงพ่อเทียนจังเลย ความคิดคือความเคลื่อนไหว คิดวาดภาพอนาคต...ก็หลงติดไปกับความคิดอยากได้โน่นได้นี่ อยากทำโน่นทำนี่ ความคิดติดกับอดีตที่ผ่านมา ..สุขบ้าง ทุกข์บ้าง แล้วจะพามากับความคิด ความคิดกับปัจจุบันก็ยังไม่ยอมหยุดนิ่ง หยุดคิดเสียทีจะดีไหมนะ หลวงพ่อเทียนท่านให้จับดูความรู้สึก ความคิด เหมือนแมวจ้องจับหนู..พอคิด..ก็ให้รู้ว่าคิดจับให้อยู่เลย มนุษย์เราโดยมาก(ตองสี่เองด้วย)มักใส่ใจกับความสุข ความทุกข์ของตนเองอยู่เนืองๆเสมือนคนเห็นแก่ตัวเลยละ ไปกวนคนนี้ที คนโน้นที อยู่ไม่สุข เพราะวุ่นวายกับตนเอง ยึดติดกับบุคคล ยึดติดกับความเชื่อ ใครเขาพูดดีก็เชื่อเขาไปหมด บางทีก็ถุกครอบงำด้วยความคิด หรือคำพูดของผู้อื่น ทำยังไงจะแก้ไขได้นะ ไม่มีเวลาใดที่จะไม่คิด........... ถ้าเป็นเด็กเล็กๆหลงคำพูดคนง่าย ทางอินเตอร์เน็ต จะช่วยเด็กได้อย่างไรกัน แม้กระทั่งคนโตแล้วนะ.................. ตองสี่ (IP:58.181.176.168) ผมเห็นด้วยครับ และขอเสริมเลยแล้วกัน อย่าว่าแต่ ม.ปลายเลยครับ เรามาดูกันตั้งแต่ ป.1 ดีกว่า ป.1 ควรจะได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ให้คล่อง จากนั้นเสริมคุณธรรม จริยธรรม ก็จะดี แต่ทุกวันนี้ เด็ก ป.1 ถูกบังคับให้เรียน ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ บ้าจริงๆ จะสอนคอมฯ ได้ไง ตัวอย่างเช่น Mouse = เมาส์ (เกิดคำถามว่า "ส์" คืออะไร งง และทำไมไม่มีไม้โท "เม้าส์" อะไรแบบนี้ เด็กยังไม่เก่งภาษาไทยก็ต้องสอนคำทับศัพท์ พวกนักวิชาการทั้งหลาย ก่อนคิดหลักสูตร กรุณานึกถึงโรงเรียนบ้านนอกด้วยครับ ครูประถม (IP:203.113.17.174) ช่วงนี้ ผมกำลังพยายามอธิบายทุกอย่างด้วย "จิต" การเกี่ยวข้องกันของคนเรา ก็คือ การเกี่ยวข้องกันของจิต และก็จะเกี่ยวกับคุณภาพของ "จิต" ที่มาเกี่ยวข้องกัน 1) เราต้องดูว่า "จิต" ( ปัญญา เป็นส่วนหนึ่งของจิต) ของคนที่กำหนดเนื้อหา หรือ กำหนดนโยบายเป็นเช่นไร 2) เราต้องดู "จิต" ของ ครู ที่จะนำเนื้อหาต่างๆนั้นมาใช้ ว่าเป็นเช่นไร 3) และเราก็ต้องดู "จิต" ของนักเรียน หรือ เด็ก ที่จะเป็นคนที่ถูกคาดหวังว่า ต้องมีการเรียนรู้ มีพัฒนาการเกิดขึ้น ( จริงๆ แล้ว "จิต" ของผู้เรียนต้องพัฒนาขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ ที่จะมองข้ามไม่ได้ ) MG (IP:202.12.97.111) ผมเห็นด้วยครับ กับที่ว่าเด็กไทยเรียนมากเกินไป หลักสูตรการศึกษาของไทยไม่ได้เน้นให้เด็กไทยได้รู้จักการใช้สมอง มีแต่อัดกะยัดเยียด สำหรับคนที่บอกว่าการเรียนเยอะๆเป็นพื้นฐานนั้นดี เพราะเราตามต่างชาติไม่ทัน ไม่ทราบว่ามันถูกต้องแล้วหรือครับ? เรียนเยอะแต่ไม่ได้อะไรเลยก็มีถมไป เรียนแยะแต่ไม่สามารถเอาไปใช้ได้ จะเรียนไปทำไม เรียนในสิ่งที่ชอบ และใช้ชีวิตได้อย่างใจต้องการไม่ดีกว่าเหรอครับ? ผมว่าประเทศไทยนั้นพัฒนาไม่ทันต่างชาติก็เพราะว่าไม่มีการสนับสนุนในทางต่างๆ ฟุตบอลต่างประเทศเค้าเก่งเพราะเค้าฝึกๆๆ ไม่ต้องเรียน พวกที่ไม่เก่งไม่ได้มีชื่อเสียง เค้ายังหาเงินได้มากกว่าระดับผู้จัดการบริษัทซะอีก จิตรกรต่างประเทศไม่เห็นเค้าจะเรียนจบตรีเลย ทำไมดังไปทั่วโลก? สำหรับคุน cchutharat@hotmail.com เด็กไทยไม่ได้อยากให้ครูบอกหรอกครับ ระบบที่สอนกันมาต่างหากทำให้เด็กไทยเป็นอย่างนั้น ระบบที่ผ่านมาไม่ได้สอนให้คิดเลย เป็นที่ระบบครับ ขี้เกียจพิมพ์แล้วครับ ในหัวมีเรื่องแยะไปหมด ด้วยความเคารพครับ เราแต่ละคน เป็นส่วนหนึ่งของระบบหรือไม่ ? ถ้าระบบไม่ดี เราก็ยิ่งควรทำตัวให้ดี ให้อยู่เหนือระบบ ระบบที่ไม่ดี จะทำให้คนไม่ดีได้ ก็ต่อเมื่อคนนั้น ไม่มีเชื้อความดีที่จะรู้เท่าทัน และไม่ได้ทำอะไรให้ดี กลับเข้าไปในระบบ ระบบไม่ดี สร้างมาจากคนที่ไม่ดี(?) ระบบไม่ดี ก็เลยไปทำให้คน กลายเป็นคนไม่ดี แล้วเรา(คนดี หรือไม่ดี?) ก็มาช่วยกันตำหนิว่า ระบบไม่ดี แล้วคนดี อยู่ที่ไหนกัน เราต้องการคนดี ที่จะเข้าไปในระบบ และทำให้ระบบกลายเป็นระบบที่ดี ระบบจะดีไม่ดี ไม่ใช่เรื่องสำคัญ คนที่ดีจริงๆ ต่างหาก ที่จะทำให้อะไรๆดีขึ้น จงมาช่วยกันเป็นคนดี เริ่มจากตัวเรา ทีละคนๆ แล้วระบบก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ทำดีย่อมเกิดผลดี แต่การตำหนิ และคาดหวังอะไรจากสิ่งอื่นๆ จากคนอื่น จะมองหาประโยชน์อะไร หรือคากหวังผลว่าอะไรจะดีขึ้น คงเป็นไปได้ยาก ดีใจมากที่ได้มาเห็นเรื่องนี้ เพราะสงสัยมากๆ สอนนศ.มาสองปี กำลังสับสนว่าเป็นเพราะเด็กหรืออาจารย์ที่ทำให้นศ.รับรู้จากการเรียนได้น้อย จนต้องมาขอเกรดกันมากมาย (ไม่ให้คะ) หลานระดับม.ปลายเล่าให้ฟังว่า ครู(บางท่าน)พูดมากจนไม่มีเวลาสอน แถมแทบทุกวิชาก็ดำริให้ทำโครงงานในเทอมเดียวกัน เด็กต้องไปหาที่เรียนพิเศษไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องหวังสอบเข้ามหาวิทยาลัยนะ เด็กคงท้อที่จะศึกษาเองรอใครสักคนป้อนจะได้จบๆ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็แย่เลย ทำให้นศ.เรียนรู้เองไม่ได้ เป็นปัญหาใหญ่มากที่กำลังแก้ไขกันอยู่ เลยอยากบอกประสบการณ์ให้เด็กรุ่นนี้รู้บ้างว่าที่เด็กๆเห็นว่าเป็นปัญหานั้น มันเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยสอนเด็กๆให้เติบโตต่อไป ไม่มีวิธีการสอนหรือเรียนรู้ใดดีที่สุด อยู่ที่ตัวเราจะมองเห็นทางและเดินผ่านช่วงชีวิตนี้ให้ดีที่สุด ด้วยการตัดสินใจของตัวเอง ก่อนอื่นต้องสารภาพว่าเราไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไรนักหนา แต่ชอบที่จะเรียนรู้เสมอ แถมเป็นคนเงียบมากๆ (คุยไม่เก่ง) ไม่เคยบอกคุณแม่ให้ซื้อหนังสืออ่านนอกเวลาให้ แถมหนังสือในห้องสมุดก็เก่ามาก (สิบกว่าปีก่อนนะ เดี๋ยวนี้เด็กรุ่นใหม่มีโอกาสเยอะขึ้นมากๆ ในการเรียนด้วยตัวเอง) เลยต้องหันไปเรียนพิเศษฆ่าเวลา ทำให้เป็นหนอนหนังสือเรียน จนเอนติดตั้งแต่ม.5 เพื่อหนีการเรียนที่เหนื่อยและโหดมาก ที่ไหนได้มาเจอที่เครียดกว่าในมหาวิทยาลัย ซึ่งหนีไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าต้องสู้เอาให้จบก่อน (สงสารพ่อแม่ ลำบากหาเงิน) ทำอะไรต่อค่อยว่ากัน จนได้มาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยและที่ปรึกษาบริษัท ขอแนะนำน้องๆว่า สิ่งที่คุณรียนไม่ได้สำคัญเท่าสิ่งที่ทำให้คุณผ่านมันมาได้ (สภาวะจิต ดูคุณ MG และ personal development, positive thinking ที่สำคัญเพื่อนและคนที่เรารัก) การเรียนดีบ่งบอกถึงความสามารถในการเรียนรู้ ความขยันและตั้งใจ ไม่ว่าจะจบอะไรที่ไหน (ไม่ว่าครูจะสอนอย่างไร ไม่ว่าเราจะโง่และต้องเหนื่อยแค่ไหน จำไว้ว่าไม่ใช่ปัจจัยหลัก หากคุณต้องการพิสูจน์ความสามารถให้โลกรู้ จำไว้ มากกว่า 3.00 เท่านั้น) เวลาสมัครงานหรือขอทุน จะต้องใช้เกรดก่อน บทเรียนที่สำคัญคือต้องทำในสิ่งที่เราจะสามารถเห็นคุณค่าของตัวเองให้ได้ สิ่งที่เด็กไม่รู้และระลึกถึงคือเด็กอย่างคุณนี้เองที่จะมาเป็นกำลังสำคัญของชาติ จงทำในสิ่งที่ทำให้เราคิดว่ามีความสุข โดยไม่เบียดเบียนใคร จากนั่นให้ถามตัวเองว่าใช่หรือยัง มีความสุขแล้วหรือ จงหาให้เจอ (ทางลัด กลับไปดู คุณตองสี่ หรือ MG) อ.ต่าย (IP:58.137.53.31) เราไม่รู้จะทำอย่างไรดี จะขึ้น ม.๕แล้วแต่ความรู้เรายังไปไม่ถึงไหนเลย เครียดจัง เด็กจังหวัดชายแดนใต้ เด็กใต้รักเรียน (IP:124.120.61.194) เกรดสูง ๆ นั้นของปลอมเป็นส่วนมาก แต่คนเราก็ชอบของปลอมกันนะ tkesmala@yahoo.com (IP:202.12.97.111) ถ้าจะทำวิจัย หรือลงไปดูข้อมูลกันจริงๆ ก็ให้คาดคะเนได้ค่อนข้างอย่างมั่นใจว่า เกรดของแต่ละโรงเรียน ย่อมจะเทียบเคียงกันไม่ได้เสมอไป แต่การที่จะไม่ให้ความสำคัญของเกรด ของเด็กที่ได้เกรดสูงๆ ก็จะเป็นการเข้าข้าง คนที่ได้เกรดน้อยๆ ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นน่าจะตั้งใจเรียนไม่เต็มที่นัก การนำเอาเกรดมาพิจารณา (ตอนนี้เห็นว่าลดความสำคัญลงไปอีกหน่อยแล้ว) หรือเป็นเกณฑ์ช่วยนั้น ก็เพื่อจะให้นักเรียนตั้งใจเรียนในห้องเรียน ในรั้วโรงเรียนของตัวเอง ซึ่งก็ชัดเจนว่า เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น ส่วนการปล่อยเกรดนั้น เป็นเรื่องของกิเลสที่ตามมาอีกระลอกหนึ่ง ซึ่งก็ต้องสอดส่อง หาวิธีการควบคุมเช่นกัน ของปลอม และ ไม่ปลอม ก็เลยเกิดขึ้นปนเปกัน แต่ถ้าเรามีข้อสอบ หรือวิธีการวัดตอนสุดท้าย ที่ดีที่ใช้ได้ ก็น่าจะแยกแยะ ของจริง ของปลอม ดังกล่าวออกจากกันได้พอสมควร ( อันนี้จะไม่พูดถึงว่า โรงเรียนกวดวิชา มีส่วนช่วยสร้าง ของจริง หรือ ของปลอม อย่างไร) ใช่ค่ะ เห็นด้วยเพราะว่า เรียนเยอะมาก เรียนไป บางทีไปต่อมหาลัยก็ยังไปเรียนซ้ำอีก บางวิชาเรียนไป ก็ไม่ได้ใช้อะไรเลย จนทำให้ลืม อยากจะถามว่าเราเรียกมากไปหรือปล่าวคะ ever (IP:124.120.233.57) ถ้าเรามี สมดุล ระหว่างชีวิตในห้องเรียน และชีวิตนอกห้องเรียน ก็จะตอบได้ว่ามากหรือไม่มาก เช่นอาจจะลองถามว่า 1) เราใช้เวลาอยู่กับเพื่อนมากไปหรือเปล่า 2) เราใช้เวลากับความสนุกสนาน ตื่นเต้น บันเทิงต่างๆ มากเกินไปหรือเปล่า วันหนึ่งๆ เรามี 24 ชั่วโมง ลองเขียนตารางออกมาดูว่า เราทำอะไรบ้าง อาจจะช่วยให้เรามองเห็นว่า นอกจากเวลาเรียน 6 ชั่วโมงต่อวัน ลบเวลาของการนอนพักผ่อน 8 ชั่วโมง เวลาทำกิจวัตรส่วนตัวที่สำคัญ ให้ไปอีก 3 ชั่วโมง (เช้า เที่ยง เย็น) ก็จะเหลือเวลาอยู่ประมาณ 7 ชั่วโมง สมมติว่าอาจจะมีเวลาเดินทางหรืออื่นๆที่จำเป็น คิดให้ 2 ชั่วโมง เราก็ยังมีเวลาว่างเหลืออยู่ 5 ชั่วโมง .... เกือบจะพอๆกับเวลาที่ใช้เรียน ลองเล่าให้ฟังบ้างหน่อยซิว่า 5 ชั่วโมงนี้เราเอาไปทำอะไรบ้าง ?! ขอเดา (จากที่ดูพฤติกรรมหลานตัวเอง) ๑. เรียนพิเศษ (เรียนอีกแล้ว เรียนอยู่ได้ ไม่เรียนก็ทำข้อสอบไม่ได้ อยากรู้ว่าครูที่โรงเรียนสอนแย่จนเด็กทำข้อสอบตัวเองไม่ได้เนี่ย ต้องพิจารณาตัวเองแล้วนะ เพราะเด็กติดมาจนถึงมหาวิทยาลัย อ้าปากรอรับการป้อนอย่างเดียว คิดไม่เป็น ต้องรู้ไว้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจะมีจิตนาการสูงมากและสมองที่คิดบวก ไม่ได้มาจากการจำ จำเก่งก็อยู่แค่นั้น ไร้ปัญญาก็ทำอะไรที่ผิดจรรยาบรรณได้) ๒. chat กันทั้งวันคืน คุยได้ควรแต่พอดี หาเพื่อนแบบเจอกันเป็นๆ จับต้องได้ไม่ดีกว่าหรือจ๊ะ ๓. เดินห้าง แปลกมาก ประเทศไทยก็มีคนจนเยอะ แต่นิยมกันจังการบริโภค โดยเฉพาะวัตถุนิยม เด็กที่โตมาก็เลยกลายเป็นพวกหลงวัตถุ มากกว่าความดี สังคมไทยน่ากลัวขึ้นมาก เพราะพ่อแม่เองก็เป็นด้วย แค่ สามข้อก็หมด 5 ชั่วโมงแล้วค่ะ อ.ต่าย (IP:203.131.213.38) อ.ต่าย ให้ภาพตัวอย่างที่ชัดเจน ฟังดูแล้วรุนแรง แต่เป็นความจริงมากๆทีเดียว เรากำลังสร้างแนวการประพฤติแบบใหม่(ที่ไม่ดี)กับการเรียนของเด็ก เริ่มตั้งแต่ประถมเลยทีเดียว ในขณะที่เด็กมีกิจกรรมที่ไม่ส่งเสริมปัญญา ไม่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และคุณธรรม มากขึ้นๆ ที่บอกว่าเรียนเยอะนั้น คงไม่ใช่เวลาเรียน แต่น่าจะเป็นเยอะในเนื้อหาที่ไม่ได้ถูกวางไปในทิศทางเดียวกัน ขาดการเชื่อมโยง และขาดการให้มีกิจกรรมเชิงปฏิบัติ ขาดการฝึกคิด ฝึกอ่าน ฝึกค้นคว้า ... รวมทั้งยังมีการสร้างแรงกดดันเรื่องการสอบ การวัดผลอย่างไม่ถูกต้อง .............................................................................................................. จากประสบการณ์ตรงกับลูกชายผม ผมรู้สึกว่ามีการอัดเนื้อหาในระดับประถมมากจนเกินไป จนน่าเป็นห่วงว่า เด็กเล็กๆ จะมีความสุขกับการเรียนที่โรงเรียน มีการพัฒนาจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ได้อย่างไร ผมอยากให้เด็กได้เรียนเยอะๆ แต่ไม่ใช่ในเนื้อหาที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้(โดยไม่ได้พิจารณาอย่างเพียงพอ) แล้วก็เป็นกึ่งบังคับว่าเด็กต้องเข้าใจ ต้องทำตามให้ได้ แต่อยากให้เยอะๆ ในกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่จะให้เด็กเติบโตด้วยทักษะการเรียนรู้ เป็นผู้เรียนที่มีความสุข คิดเป็น ทำเป็น และเป็นคนดี .... ให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง ... และอย่าพึ่งด่วนให้เด็กเผชิญกับโลกของการวัด การสอบ การแข่งขันที่บั่นทอนและปวดร้าวต่อความรู้สึกทางจิตใจ จนเกินไป เด็กไทยถูกบังคับให้เรียนตามตำรามากเกินไป แต่เรียนรู้สิ่งที่จะนำไปดำเนืนชีวิตน้อยเรียนตำราเพื่อเอาคะแนนเพื่อแข่งขันความเก่ง แต่ไม่คำนึงถึงความดี เรียนไม่มากแต่อยากมีตังใช้ ทำได้ไง 1.หากท่านเป็นคนสนใจ เศษรฐกิจสังคมสักนิด จะมองเห็นอาชีพทำตัง 2.ต้องหาความรู้ เพื่ออนาคต และเพื่อจะทำงานเป็นหลายๆด้านเพื่อเปิดดอกาศให้ตัวเอง 3.เวลาว่าง ไม่ควร หมกมุ่นอยู่กับ เกมส์-OnLine เรียนออกแบบไปเลย 2Dไป3D อนาคต MaYa ต่อไปเลยยยย 4.เล่นกีฬาดิ เก่งสักอย่าง ชีวิตจะได้เปิดมากขึ้น จะได้ไม่มั่วยาเสพติดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 5.จงสร้างอนาคต ดว้ยเสริมอนาคตให้แน่นเข้าไว้ หากส่งสัยโทรมา 081-499-8380 ผมณรงค์ นนท์ศิลา เกี่ยวกับ เรียนคอนน่ะ เรื่องอื่น ห้ามโดยเด็จขาด และชี้แน่ะเรื่องเรียนได้เล็กน้อย นะครับ ผู้ที่อยากมี่อนาคต ขอแสดงความนับถือ ณรงค์ นนท์ ศิลา (ต่าย 081-499-8380) nrdesign2007@hotmail.com (IP:124.120.86.194) เรียนไปมากมายไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไม แล้วเอาไปใช้อะไรได้บ้าง หลายคนจบ แต่ไม่มีงานทำ โทษเค้าก็ไม่ได้... เพราะเค้าเองก็ไม่ใช่ว่าจะอยากไม่มีงานทำ จุดประสงค์ของการเรียน คือเพื่อให้รู้ แล้วสามารถนำไปพัฒนาเป็นอาชีพหาเลี้ยงปากท้องตัวเองได้ไม่ใช่หรือคะ? |