|
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ:
12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549 ชมแล้ว:
29,879
ตอบแล้ว:
540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น
ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย) ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว) ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| -3- 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 22 ม.ค. 2549 (22:21) คว้าไปคว้ามา ก็ไปเจอทฤษฎีของ Dr. Robert Kegan เข้า เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการของวุฒิภาวะหนะค่ะ มีงานวิจัยหลายงานทางสายสุขภาพ (ที่เน้นเฉพาะกระบวนการเรียนการสอน นักศึกษาวิทย์ฯสุขภาพให้เป็นนักวิชาชีพที่มีวุฒิภาวะ) ใช้ทฤษฎีนี้เป็นพื้นฐาน แวะไปที่นี่ได้ค่ะ ถ้าสนใจ http://www.mtso.edu/rlitchfield/Develop_theory/kegan/tsld001.htm หรือลองหาบทความนี้มาอ่านนะคะ Tinberg H. & Weisberger R. In Over Our Head: Applying Kehans Theory of Development to Community College Students. Community College Review; Fall98, Vol. 26 Issue 2, pp43-56. พอจะสรุปได้ว่า ความรู้จักคิดนี่ อาจจะไปไม่ถึงดวงดาวก็ได้ ถ้าไม่เคยฝึกมาก่อน หรือไม่เคยมีพี่เลี้ยงดีๆ ที่จะช่วยฉุด คนหัดคิดให้ข้ามจากพัฒนาการขั้นต่ำกว่าไปสู่ขั้นที่สูงกว่าได้ ทฤษฎีแนะนำว่า นักเรียนต้องเป็นผู้คิด ในขณะที่ครูต้องเป็นฝ่ายวิเคราะห์ความคิดของนักเรียน และหาทางผลักดันให้เค้าก้าวขึ้นบันไดไปสู่ขั้นที่สูงกว่าด้วยตัวเค้าเอง อืม...ดิฉันเลยนึกเล่นๆกับตัวเองว่า แล้วถ้าพัฒนาการทางความคิดของดิฉันยังไปไม่ถึงดวงดาว แต่ต้องเป็นฝ่ายส่งนักเรียนขึ้นบันได ...โอ...อะไรจะเกิดขึ้น ต้องขอออกตัวว่าดิฉันไม่ได้เชี่ยวชาญทางนี้ เพียงแต่กำลังเริ่มอ่านและค้นคว้าทางนี้ เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ ชวนให้คิด ก็เลยเอามาฝาก อันที่จริงถึงแม้ระบบการศึกษาของเรายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก แต่ถ้าเราอยากหัดคิด เราก็น่าจะเริ่มได้โดยไม่ต้องรอระบบ เพียงแต่ว่าทั้งคนหัดคิดและคนที่อาสาเป็นพี่เลี้ยงต้องเปิดใจและพร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกันหละนะคะ คุยหลงประเด็นมาหน่อย คงไม่ว่ากัน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 22 ม.ค. 2549 (23:02) #23 จับฉ่ายอร่อยม๊ากๆ ครับ (ประชด) ถึงจะวิทย์เหมือนกัน แต่มันก็คนละขั่วนะครับ เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ เรียนอย่างมาก 2 ตัวก็พอแล้วมั้งครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 23 ม.ค. 2549 (23:22) ผมไม่ทราบว่าทำไมต้องให้เรียนถึงขนาดนั้นด้วย บางวิชาน่าจะตัดไป สำหรับสายวิทย์อ่ะครับ ตอนนี้ผมอยู่ ม.4 ต้องนอนดึกถึงตี1ทุกวัน งานแต่ละอย่างก็ไม่ใช่ว่าจะสำคัญอะไรในสายวิชา ที่เรียนมา แต่ต้องเก็บคะแนนเอาไว้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมละเบื่อการเรียนที่โรงเรียนที่สุด เริ่มเรียน แปดโมง เรียนเสร็จ 5โมงเย็น กลับบ้านยังต้องทำงาน+การบ้านอีก อย่างนี้แหละครับ ทำให้เด็กไทยคิดไม่เป็น เรียนเป็นอย่างเดียว มีครั้งนึงครับผมเรียนที่โรงเรียน แล้วครูให้ทำแบบฝึกหัด พอทำเสร็จก็เฉลย และก็มีข้อนึง จำได้เลยว่าครูเขาเฉลยผิด แต่ครูเขายืนกรานเลยว่าต้องตอบข้อนี้โดยไม่ฟังความเห็นนักเรียน นี่แหละครับ ทำให้เด็กไทยจึงไม่กล้าที่จะคิด หลักสูตรในประเทศไทยก ็เลยเป็นอย่างที่เห็น LiMo (IP:203.151.140.117,203.113.38.13,) ขอลองตอบคำถามของคุณ LiMo "ผมไม่ทราบว่าทำไมต้องให้เรียนถึงขนาดนั้นด้วย" 1. เพราะเขาอยากให้เราทำข้อสอบได้คะแนนเยอะๆ 2. เพราะเขาอยากให้เราทำข้อสอบที่ยากๆ และซับซ้อนได้ 3. เพราะเขาอยากให้เรามีคะแนน มีเกรดสูงๆ 4. เพราะเขาอยากให้เราแข่งขันในเรื่องการเรียนการสอบได้ 5. เพราะครู โรงเรียน ผู้ปกครองหลายๆคน เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี ข้อนี้สำคัญมากๆ 6. เพราะเขาจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ถ้าหากเราเรียนได้ไม่ดีเพราะว่าให้เรียนขนาดนี้ มีการบ้านให้ฝึกทำขนาดนี้ ยังทำได้ไม่ดี ก็แสดงว่าเรา ผู้เรียน ไม่ได้เรื่องนั่นเอง ต้องเรียนเยอะๆ เรียนมากๆ แล้วเราจะได้ กล่าวโทษลงที่ตัวผู้เรียน นั่นเอง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 24 ม.ค. 2549 (22:52) เรียนน้อยไปนะเราว่า...เรียนมากความรู้มันก็ยิ่งแน่นแต่ยิ่งเรียนเรียนแล้วไม่หมั่นทบทวนยิ่งเรียนนั้นก็ยิ่งสับสนนะถ้าเอาแต่เรียนๆเรียนแล้วไม่ทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้างสมองก็รวนหมด... ไม่มีคำว่าเรียนมากไปสำหรับเด็กไทยยิ่งเรียนมากทบทวนมากประชาชนที่มีความสามารถก็จะเป็นพลังในการพัฒนาประเทศ..จริงป๊ะ Premsuda (IP:203.155.225.168,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 25 ม.ค. 2549 (01:56) มีเยาวชนอีกเยอะไหมคะที่คิดอย่างเดียวกับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 ยอมรับว่าอ่านแล้วสลดใจ อาจเป็นเพราะยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับวัตถุนิยมมากไปหรือเปล่า จนทำให้หลายๆคนลืมนึกถึงรากเหง้าของตัวเอง ลืมว่ามีภาษาไทย ลืมตระหนักว่าการมีภาษาของตัวเองมีเอกลักษณ์และสร้างความภาคภูมิใจให้กับเราขนาดไหน ลืมว่าพระพุทธศาสนาเป็นหลักธรรมคำสอนที่มีค่าอย่างยิ่งต่อการฝึกตน ต่อการดำเนินชีวิต ต่อการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ลืมว่าการได้เรียนรู้และฝึกฝนสิ่งละอันพันละน้อยจากวิชาการงานฯ เป็นสร้างคุณสมบัติที่เพิ่มความภาคภูมิให้กับตนเอง ที่เห็นชัดๆ จากความเห็นฯ นี้ คือการใช้ภาษาเขียน ไม่ว่าตัวผู้เขียนจะมีเจตนาใดก็ตาม ขณะที่ทำอาจจะลืมนึกไปว่าข้อความที่เขียนจะเป็นกระจกสะท้อนระดับวุฒิภาวะของผู้เขียนเองให้ผู้อื่นได้รับรู้อย่างชัดเจนทีเดียว คัดลอกจาก คหพ#34 "เหนด้วย วิชากานงาน พระพุทธ ภาษาไทย ไม่ได้ใช้เล้ย วิชาวิทย์คนิตอางกิตน่าโสนใจก่าแยะ!! " วันที่ 24 ม.ค. 2549 - 19:49:54 โดย: patchaya [IP: 203.156.113.147,,] อ่านแล้ว มีความสลดใจเช่นเดียวกับ คุณชื่นใจ และรู้สึกว่า ผมเองต้องระวังการสื่ออะไรที่อาจผิดเพี้ยน สำหรับผู้อ่านที่ยังมีวุฒิภาวะ คิดอ่านยังไม่ลึกซึ้งพอ ผมวิเคราะห์ว่า ข้อความข้างบน ไม่ได้แสดงว่าผู้เขียน เขียนให้ถูกต้องไม่ได้ แต่น่าจะเป็นวิธีเขียน ที่จะให้เหมือนเวลาที่เขาพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อนๆ หรือเวลาคุยกันทาง chat แต่พอมาใช้ตรงนี้ ก็เลยไม่เหมาะไม่ควร ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอันตรายอะไร แต่ถ้าเยาวชนเขียนแบบนี้บ่อยๆเข้า การเขียนภาษาไทยอย่างถูกต้องก็จะเลือนลางลดน้อยลงไป ตามไปด้วย ผมเสนอว่า ที่โรงเรียน ควรต้องมีกิจกรรมให้ฝึกเขียนเชิงสร้างสรรค์บ่อยๆขึ้น ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 26 ม.ค. 2549 (15:59) หนูก็เป็นหนึ่งในเด็กอีกหลายแสนคนในประเทศ ที่ต้องอยู่ในระบบการศึกษาที่นับวันดูจะเป็นเหมือน กรงขังทางปัญญา ระบบที่มีผู้ใหญ่บางกลุ่มมาจัดระบบการเรียนให้เรา โดยไม่เคยรับรู้ถึงสภาพปัญหา และฟังเสียงของผู้ที่ต้องได้รับผลกระทบโดยตรง.. ชีวิต ม. ปลายของหนู เป็นวัยที่เหมาะสำหรับการเรียนรู้โลก เรียนรู้การเป็นมนุษย์ทีดีของสังคม แต่... ทุกวันหนูและเพื่อน ๆ นอนกัน ตี 1 ตื่น 6 โมงเช้า ทุกคนในสมองมีเต่เรื่อง เรียน ๆๆๆๆ หนูคิดว่า การศึกษา ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เฉพาะ วิชาการ แต่เป็นการเรียนรู้การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เราจำเป็นต้องเรียนรู้ ธรรมชาติ ดนตรี และศิลปะ แต่ระบบการศึกษาไทยกลับไม่เปิดโอกาสให้หนูได้เรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ ทุกเย็นเพื่อน ๆ ต้องวิ่งเข้าออกโรงเรียนกวดวิชา กลับถึงบ้านสามทุ่ม จะเอาเวลาที่ไหนไปวัด จะเอาเวลาที่ไหนคุยกับพ่อแม่... เวลาทั้งหมดถูกทุ่มเทให้กับฟิสิกส์ เคมี เลข สังคม ภาษาไทย โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่เมื่อถึงเวลาสอบ นักเรียนหลายคนกลับทุจริตการสอบ โพยปลิวว่อน...ลองคิดดูสิคะ ถ้านักเรียนผู้เก่งกาจ เหล่านี้จบออกไป เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติ เขาก็จะนำนิสัยเหล่านี้ไปใช้ และจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเรา? หนูถามเพื่อนว่า ทำไมต้องลอกโพย เพื่อนบอกว่า- ถ้าไม่ลอกโพยก็อดได้คะแนนเต็ม จะโทษนักเรียนหรือ? หนูว่าไม่ใช่ ต้องโทษระบบด้วยต่างหาก ...ระบบที่มุ่งหวังเป้าหมายมากกว่ากระบวนการ... ระบบที่มุ่งหวังให้นักเรียนสอบผ่าน นักเรียนจึงยอมทำทุกอย่างเพียงเพื่อสอบผ่าน... หวังว่าซักวันระบบการศึกษา อันเป็นรากฐานสำคัญของชาติจะได้รับการพัฒนา...หนูไม่อยากให้เยาวชนรุ่นหลังต้องเผชิญสภาพอย่างที่หนูเป็น... หวังว่าวันนั้นคงจะมาถึง.... welcome2mylife2@hotmail.com (IP:210.1.13.194,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 26 ม.ค. 2549 (16:46) ดีใจที่มีเสียงเล็ก ๆ เสียงนึงเรียกร้อง คงต้องช่วยกันครับ ถึงจะฝ่าวิกฤตินี้ได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 26 ม.ค. 2549 (17:52) เห็นด้วยมากๆค่ะ..เพราะว่าอย่างหนู่เนี่ยค่ะ อยากเข้าเรียนคณะสถาปัตย์ ซึ่งจริงๆแล้วควรเรียนพิเศษแค่วาท่จำเป็นเท่านั้น นั่นก็คือ พวก ฟิสิกส์ เลข แล้วก็ENG ใช่มั๊ยค่ะ แต่ว่าตอนนี้กำลังประสบปัญหากับการเครียดมากค่ะ....เพราะอะไรรู้มั๊ยค่ะ ก็เพราะว่า เพื่อนๆที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันค่อนข้างเป็นเด็กเรียนมาก..คือแบบว่าเค้าจะเข้าคณะพวกหมออ่ะค่ะ ซึ่งก็คือ เข้าใจว่าต้องใช้หลายๆวิชา แต่ว่า ตอนนี้เรียนเยอะมากค่ะ(ซึ่งหนูก็เรียนด้วย) ไม่รวมถึงการเรียนเพื่อติวเอ็นทรานส์นะค่ะ แต่ว่าเรียนเพื่อทำเกรดในห้องได้ดีดีเพราะว่าตั้งแต่ขึ้นม.5มานี่รู้สึกว่าเกรดตกมากค่ะโดยเฉพาะวิชาเคมี ก็คือ..เรียนทุกวันเลย พอเลิกเรียนที่ร.ร.ก็ต้องไปเรียนพิเศษอ่ะคะ แล้วคือว่า .....ไม่ใช่ว่าเรียนแล้วจะไม่ดีนะค่ะ เรียนแล้วก็ดีแต่ว่าค่อนข้างเหนื่อยค่ะ แล้วอีกอย่างก็ เลือกเรียนกับพี่ที่สอนเป็นกลุ่มๆ ซึ่งก็คือเสียค่าใช้จ่ายเยอะพอสมควรค่ะ แล้วเรียนทุกวิชาเลย..(เลข เคมี ฟิสิกส์) นี้คือเรียนอยู่ตอนนี้นะค่ะ แล้วเปลืองเงินพ่อแม่มากๆค่ะ ถามว่าเรียนมาแล้วก็ได้อะไรเยอะนะค่ะ แต่ว่า รู้สึกว่า เรียนเยอะแล้วทำให่เครียดค่ะ เวลาที่จะมาสนใจกับการเรียนใน้หงก็ไม่ค่อยมีเรพาะว่าคิดว่าเดี๋ยวไปเรียนข้างนอกก็ได้ ให้ครูข้างนอกสอนให้ค่ะ แระมาณนี้อ่ะค่ะ...แต่ว่าตอนี้หนูก็คิดว่าจะเรียนเท่าที่จำเป็นแล้วล่ะค่ะ.....เพราะว่าอ่านเองก็น่าจะเข้าใจด้วยตนเองดีกว่าที่จะจำๆๆๆๆๆ เด็กม.5 (IP:202.5.82.133,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 26 ม.ค. 2549 (21:39) ภาษาไทยด้วย...เรียนทำไมนักหนา เรียนมา 6 ปีแล้วเนื้อหาก็ซ้ำๆไปซำๆมา พูดตรงๆคับ เบื่อหลักสูตรอะไรนักหนา เอ่ะอะเอ่ะอะอ้างหลักสูตร คนคิดน่ะลองมาเรียนมั้ยวิชาที่เรียนหลักๆก็จะตายแย่แล้ว ถึงหน่วยกิจน้อยก็เถอะ แต่มะนกดดันกว่าวิชาอื่นอีก แล้วไงล่ะคับ (IP:203.146.37.41,203.146.87.55,) คงต้องบอก และ ปรามน้องๆ ที่กำลังจะเข้าใจประเด็นกระทู้เพี้ยน หรือ คลาดเคลื่อนไป ประเด็นหลักเรา คือ เรื่องเนื้อหาที่อาจจะมีมากไป แต่ไม่ใช่การตัดวิชาเรียน ไม่ใช่ว่า ไม่อยากเรียนภาษาไทย ก็จะให้ตัดวิชาภาษาไทยทิ้งไป อันนี้ไม่ใช่นะครับ เพราะถ้าเอาความรู้สึก เราก็จะตามใจ ตามอารมณ์ตัวเอง กลายเป็นว่า เฮ้ ... ไม่เรียนอะไรเลยได้มั้ย ถ้าเป็นเช่นนี้ เราก็จะเติบโต เป็นคนที่มีวิชาความรู้ไม่พอเพียง แล้วเราก็จะ เจอปัญหาหนัก ตอนหางาน หาเงินเลี้ยงตัวเรา และครอบครัวของเราในอนาคต เวลาเรียน ให้เราถามตัวเราเองว่า พ่อแม่เอาเงินที่ไหนมาให้เรา เราจะตอบแทนพ่อแม่ จะเลี้ยงดูท่านเมื่อท่านแก่ชรา ได้หรือไม่ ตอบคำถามนี้ให้ได้ แล้วเราก็จะคุยกันได้ว่า เราต้องเรียนอะไรบ้าง เพราะฉะนั้น ให้ระวัง ความรู้สึก ขี้เกียจ ความเอาแต่ง่าย ไม่สู้งาน ... ต้องตัดประเด็นนี้ออกไป แล้วเราจะคุยกันเรื่อง คุณภาพ เรื่องการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 27 ม.ค. 2549 (17:22) จับฉ่ายซุ้มเสมา เป็นจับฉ่ายที่มีคุณค่าทางอาหารน้อย แต่รสนั้นจะว่าอร่อยก็ไม่ใช่ ไม่อร่อยก็ไม่เชิง (ต่างจากอดีตที่ใส่ไปเสียเยอะ แต่รสชาติอร่อยจนไม่ต้องกินชามอื่นอีก) และเนื่องจากจับฉ่ายมีสมบัติดังกล่าว เพราะคนครัวคิดจะทำหลักสูตรเลียนแบบฝรั่ง หรือด้วยความหวังดีหรือร้ายไม่ทราบ (ไม่ได้ดัดแปลงให้เข้ากับรสนิยมของคนกิน หรือคิดสูตรใหม่ที่เหมาะสมนัก) อาทิให้แต่ละสาขาคิดสูตรเอง ทำเอง กินเอง อร่อยหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้บรรดาเชลล์ชวนชิมจะรับประกันว่าเข้าท่า แต่ผลที่ได้ออกมา1. บางแห่งแม้รสชาติถูกปาก แต่ให้ผลไม่ต่างกับจับฉ่ายแบบเดิมนัก 2. บางแห่งรสชาติไม่เข้าท่า คงต้องเปลี่ยนไปใช้จับฉ่ายกลาง 3. เหมือนข้อ 2 แต่ยังคงคิดสูตรขึ้นมาใหม่อีก แม้จับฉ่าย 4.เหมือนข้อ 1 แต่ให้ผลดีกว่า แต่สุดท้าย แม้จับฉ่ายจะเป็นอย่างไร ผู้บริโภคและคนครัวก็คงต้องปรับตัวกันต่อไป ท่านชอบจับฉ่ายแบบไหน? ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 28 ม.ค. 2549 (15:17) ไม่มากไปหรอกครับ การเรียนก็เหมือนกับการรับประทานอาหาร กินมากก็ได้มาก กินน้อยก็ได้น้อย เรียนมากก็ฉลาดมาก ก้อนหิน (IP:202.29.33.240,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 29 ม.ค. 2549 (09:40) วันๆหนึ่งก็เรียนถึง 8 ชั่วโมงค่ะ...อยู่โรงเรียนมากกว่าอยู่ที่บ้าน งานแต่ละวิชาก็ประดังเข้ามา เหมือนกับว่าครูไม่รู้ยังงั้นแหละว่าเรามีการบ้านเยอะมากพอแล้ว ที่สำคัญถึงทำขนาดนี้แล้วก็ไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองฉลาดขึ้นเลยทั้งๆที่ก็ตั้งใจเรียนแล้ว....ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องแยกเป็นสายวิทย์กับภาษา บางคนอาจอยากเรียนวิทย์(นี่หมายถึงวิทย์ทั้งหมดที่ฉันต้องเรียนนะคะ ซึ่งก็ได้แก่ Biology,Geology,Astronomy,Physics and Chemistry)คู่ไปกับฝรั่งเศส มันยังไงก็ไม่รู้ที่ต้องเลือกสายแล้วก็เรียนตามตารางสอนที่ท่านโรงเรียนจัดให้ นักเรียนน่าจะมีอิสระที่จะเลือกเรียนนะคะ เหมือนเมืองนอกที่เค้าให้นักเรียนเลือกว่าจะลงคอร์สไหนตามแต่เค้าสะดวก...มันก็เป็นคล้ายๆกับการแยกสายหน่อยๆเหมือนกันแตมีประสิทธิภาพมากกว่า ปวดหัวมากกับการศึกษาไทย... illiterated seraphim (IP:61.19.33.170,,) เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจครับ เราน่าจะให้ผู้เรียนได้เลือกวิชาที่เรียนได้บ้าง ทำรูปแบบหลักไว้จำนวนหนึ่ง อาจจะบังคับรายวิชาไว้จำนวนหนึ่ง อย่างวิทยาศาสตร์ อาจจะให้มีกลุ่มที่เน้น และเรียนวิชาแยกย่อยลงไป และมีกลุ่มที่เรียนแบบบูรณาการ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 1 ก.พ. 2549 (13:55) จากที่ผมเคยเป็น นศ. เป็น อ. และปัจจุบันก็เป็นนักวิชการ ก็คิดว่าเรียนเยอะไปจริง ๆ แต่ก่อนที่จะมองว่าควรจะพิจารณาไปอีกสเต๊ปว่า ไอ้ที่ให้เรียนมาก ๆ หนะก็เพราะอยากจะให้ นร.ของฉันสอบได้ สอบติด หรือเชื่อมโยงกับการศึกษาในระดับ ป.ตรี นั่นหละครับ ก็ที่สุดแล้ว ผมมองว่าควรจะตัดออกบ้าง แต่นั่นหละในส่วนที่จะใช้สอบคัดเลือกก็ต้องปรับเปลี่ยนทิศทางของการออกข้อสอบในการสอบเข้า ม. ไม่งั้นตัดวิชาหรือเนื้อหาออกไป ก็มีผลกระทบต่อ นร. อีกเช่นกัน ที่สำคัญที่สุด ผมมองว่าควรจะปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนทั้งระบบจนถึงระดับป.ตรี รวมทั้งทิศทางในการออกข้อสอบเข้า เน้นเก่งคิด เก่งคน และเก่งงาน ให้มากขึ้น มันก็น่าจะแก้สมการที่ว่าเรียนมากไปไม๊ได้นะ แต่นั่นหละ เป็นเพียงแค่ความคิด ถ้าทำก็คงยาก ไงก็จงเหนื่อยต่อไปนักเรียนไทย 555... tearasak@hotmail.com (IP:221.128.74.3,192.168.0.178,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 1 ก.พ. 2549 (15:06) ไม่เฉพาะในเด็กม.ปลายหรอกค่ะ ตอนนี้ดิฉันสอนวิทยาศาสตร์ประถมเนื้อหาเดียวกับม.ต้น และเยอะมาก ดิฉันสอนด้วยความอึดอัดใจอยากจะบอกว่าสอนไปเด็กมันก็ไม่อะไรเคย สมัยดิฉันเรียนประถมไม่เห็นยากขนาดนี้เลย พอโตดิฉันก็ไปเรียนเอาใหม่หมดเลยไม่เห็นต้องได้ใช้ความรู้ตอนประถมเลย คุณครู (IP:58.11.73.12,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 1 ก.พ. 2549 (23:24) เห็นด้วย เยอะเกินไปจิงๆ ผมเรียนทุกวันนี้ เหมือนการศึกษาจูงผมเหมือนโดนลากคอไห้เดินไปตามทางการศึกษาของเขาที่วางไว้ การเรียนของเด็กคนหนึ่งอย่างผมเรียนไปวันๆ เรียนๆไปพวกผมเองก็เบื่อๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมกรูต้องมานั่งเรียนในสิ่งที่กรูไม่ได้ใช้ ใช้ก็แค่สอบเข้ามหาลัย ออกข้อสอบมาก็ถามในสิ่งที่ไม่มีในแบบเรียน แล้วจะไห้นั่งเรียนทำไรตั้ง 15 ปี (2700วัน) (16200ชม) (972000นาที) -ฟิสิกส์ เรียนอย่างไร เรียนกว่า 100 สูตร และแต่ละสูตรก็มีตัวแปรอีก{g,G,R,kb,Na,u,e,c,h Ke,Me,a,@,V,S,T,t,w,Ep,Ek,j และอื่นๆอีกมาก} แถมยังชื่อนักวิทยาศาสตร์อีก 30 กว่าคน กฏโน่นกฏนี่อีก ช่างสรรหามาไห้เรียน กฏของนักวิทยาศาสตร์แต่ละคนมันต่างกันไปดูแล้วสับสน จะคิดอะไรได้ นี่แค่วิชาเดียวนะครับ เจอชีวะกับเคมีอีก สองวิชานี้ก็ใช่ย่อย -ชีวะเรียน 23 บท/หรือประมาณ 80 กว่าเรื่อง มีแต่น้ำ เรียนในเรื่องที่ไม่น่าจะใด้ใช้ในชีวิดประจำวัน เอามาไห้เรียนทำไมไมรู้ ไม่มีเนื้อเลย ไห้เรียนแบบท่องจำ มันก็แบบนี้ทั้งนั้น นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบอีก 20กว่าคน (จะอะไรหนักหนา) อะไรหลายๆ อย่างไม่จำเป็นก็ไม่ตัดมันออกไปซะบ้างเถอะ -เคมีเรียน 20บท/หรือประมาณ90หัวข้อย่อย เรียนไปทำไม ในเมื่อสารต่างๆที่คนต่างชาติมันค้นพบ ชาตินี้ก็ยังไม่เคยเห็นอะไรเลย เห็นแต่เศษกระดาษ กับชอล์กขาวๆบนกระดาน ทฤษฏีอะไรเยอะแยะไปหมด อย่างนี้นะที่จัดไห้เรียน อยากรู้จิงๆไครมันจัดเสนอไห้เด็กเรียนเรื่องพวกนี้(ขอทราบชื่อ มีกี่คนผมขอหมด) มันไม่มีหัวคิดถึงเด็กที่จะต้องเรียนบ้าง เด็กมันต้องเรียนหลายด้านโว้ย เห็นใจกันบ้าง ไม่ไช่ว่ารับแนวความคิดของพวกตะวันตกมาใช้กับเด็กไทยโดยใช้อย่างไม่ดูตาม้าตาเรือแบบนี้ นี่แค่ 3 วิชานะครับยังมีวิชาอีก15วิชา ที่ยังไม่ได้พิมพ์ การเรียนเหมือนเดินขึ้นบันไดก็จริงแต่เป็นการเดินขึ้นบันได1ล้านขั้น แต่ละขั้นเต็มไปด้วยหลายสิ่งชักจูงไห้หยุดเดินหรือถอยหลังอยู่เสมอๆ"เมื่อไหร่จะถึงขึ้นสุดท้าย" หยอย (IP:196.40.43.78,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 7 ก.พ. 2549 (14:45) เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ อย่างหนูเรียนได้เกรด 4 ทุกวิชา รวมถึงวิทยาศาสตร์ด้วย แต่เรียนไปประมาณปีเดียวก็ลืมเกลี้ยงแล้วค่ะ เห็นด้วยอย่างยิ่ง (IP:203.209.43.76,unknown,) |