คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ: 12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549         ชมแล้ว: 29,890 ตอบแล้ว: 540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น

ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย)

ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง

บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์

จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว)

ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ

อ๊อฟ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 737 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 245 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| -5- 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 4 มี.ค. 2549 (18:22)
ผมเริ่มมองเห็นบทบาทที่สำคัญมากของโรงเรียน

โรงเรียนคือ ที่บ่มเพาะ ปลูกฝัง เลี้ยงดู ให้เด็ก เยาวชน เติบโต

ในขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องทำงาน หาเงิน หาปัจจัยต่างๆ มาเลี้ยงดู

โรงเรียน และ บ้าน จึงเป็นสถาบันหลัก ทางสังคม ที่จะค่อยๆให้ เด็กเติบโตขึ้นมา

จนเขามีความสามารถ มีวิชา มีความรู้ ที่จะหางานทำ หารายได้มาเลี้ยงดูตัวเขาเองได้ และจนมีครอบครัวของตัวเอง

สืบต่อ สถาบันครอบครัว สถาบันทางสังคมต่างๆ กันต่อไป
MG (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 4 มี.ค. 2549 (19:21)
ผมคิดว่าตำราของเรายังไม่ค่อยน่าสนใจให้อยากอ่าน(เราเน้นให้ถูกแบบแผนการเขียนมากไป) อยากคณิตศาสตร์ก็ไม่ค่อยมีการเขียนแบบใหม่ๆ อย่างเรื่องกรูป อ่านแล้วเข้าใจยาก? ฯลฯ ผมว่าถ้าเรามีตารางหรือแผนภูมิความสัมพันธ์ของเนื้อหาตั้งแต่ม.1 หรือ ม.4 ให้รู้ว่าเป้าหมายของวิชานั้นคืออะไร? เนื้อหาตั้งแต่บทที่1 สัมพันธ์อะไรกับบทอื่นๆ บางทีถ้าเขียนพัฒนาการของวิชานั้นตาม พ.ศ.(หรือ ค.ศ.) จะน่าสนใจขึ้น.. แค่นี้ก่อนน่ะครับ
Dg (IP:203.188.56.246,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 5 มี.ค. 2549 (09:24)
แต่ละคน มีธรรมชาติของการเรียนรู้ต่างกัน

เราน่าจะยึดหนังสือ หรือตำรา เพียงเป็นโครงร่างเท่านั้น

แต่ควรรู้เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์หลักของแต่ละสาระความรู้

แล้ว พิจารณาไปที่กิจกรรม กลวิธีในการนำเสนอ และการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้คิด ได้ลงมือปฏิบัติเอง ตามสมควร

ตำราที่ดี ที่มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญเช่นกันครับ
MG (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 5 มี.ค. 2549 (21:41)
เยอะเกินความจำเป็น
ไม่ใช่ว่าเรียนเยอะแล้ว เราจะจำได้หมด
เรียนแล้วนำไปใช้ได้ นี่สิที่ถูกต้อง
ต้นกล้าเป็นspy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 191 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 154 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 7 มี.ค. 2549 (12:33)
เรียนน้อยก็สอบเข้ามหาลัยไม่ได้ไง... มันพังมาตั้งนานแล้ว ดูข้อสอบปีนี้สิ ว่าถามอะไรบ้าง
Vinicy de Planetia เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 150 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 156 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 7 มี.ค. 2549 (12:44)
แต่ถ้าไม่เรียนไปเลยก็ไม่ได้ ถึงจะบอกว่า เดี๋ยวก็เข้าไปเรียนในมหาลัยอีกครั้งอยู่ดี (ตอนปี 1) แต่เนื้อหาก็ลึกกว่า ที่สำคัญ เรียนทั้งหมดภายใน 1 ปี ถ้าไม่เรียน เข้าไปเลย ก็คงตายคาห้องบรรยาย

อีกอย่างถ้าวิทยาศาสตร์เดี๋ยวนี้ก็ต้องบูรณาการ ศึกษาด้านใดด้านหนึ่งอย่างเดียวไม่ได้ บางครั้งนักชีววิทยาก็ต้องคุยกับนักคณิตศาสตร์ ถ้าไม่ได้เรียนไปเลย จะคุยกันรู้เรื่องหรอ พูดกันคนละภาษา ถึงจะเป็นแพทย์ก็เถอะ จะให้เรียน แค่ชีวะกับเคมีก็ไม่ได้ ก็ต้องเรียน ฟิสิกส์เรียนคณิตศาสตร์ เรียนมนุษยศาสตร์ด้วย
Vinicy de Planetia เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 150 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 156 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 7 มี.ค. 2549 (16:49)
เพิ่งเข้าสมัครเป็นสมาชิก ได้ประมาณ 15 นาที เห็นกระทู้นี้น่าสนใจ 3 ประการ (ยืนยันว่าเป็นครู ฮ่าๆๆๆ เพราะชอบพูดว่า 1...2...3..)
1. ชื่อเจ้าของกระทู้เหมือนชื่อลูกสาว เลยจ้า
2. เรียนฟิสิกส์ เหรอ น่าเบื่อ มั่กมาก ตอนเรียนครูระดับปกศ. ติด E ด้วย เท่ไหม

3. สนับสนุน ให้เน้นการสอนคิดให้มาก ถ้าจะเก่ง และเท่ขึ้นอีก คือสอนทั้งคิด และเนื้อหาฟิสิกส์ ให้บูรณาการ กัน

ถ้าครูไม่สอน เด็กๆก็ฝึกคิดกันเองได้นะ ไม่เชื่อลองเข้ากลุ่ม คุย ตั้งคำถาม หาคำตอบกันเอง เยอะๆ แล้วสมองมันจะ หมุน ปรับ เพื่อหาวิธีการ ไปเองโดยอัตโนมัติ ไม่เชื่อลองซิ
เจ้าของกระทู้ว่าไงคะ
วันจัน (IP:203.151.12.68,192.168.0.55,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 8 มี.ค. 2549 (07:40)
เรียนเยอะนะผมว่าน่ะ แต่ที่เรียนๆมาน่ะ ผมไม่รู้ว่ามันจะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้มากแค่ไหน ผมจินตนาการว่าผมต้องหาความเข้มข้นของไข่ที่ตีแล้วมาคำนวณหาปริมาณเกลือที่ต้องใส่งั้นหรือ แต่ว่านะ มันก็เป็นพื้นให้เราเรียนเรื่องอื่นได้ง่ายขึ้น(แค่นั้นเอง)เหมือนดูหนังภาคต่อ แต่ว่าอีกนั่นแหละ ตั้งแต่ อนุบาลมาม6เรียนๆมาตั้ง15ปี(ประมาณ)ผมยังไม่รู้เลยว่าที่เรียนๆมาน่ะใช้กับชีวิตประจำวันได้แค่ไหน นานไปก็ไม่ดีนะ แล้วที่เรียนมันก็แปลกนะ อย่างชีวะ เราทำไมต้องจำด้วยว่าสิ่งมีชีวิตมีกี่อาณาจักรกี่ไฟลัมอะไรบ้าง แทนที่จะเรียนรู้ว่าเราควรเข้าใจหรือรู้ถึงธรรมชาติของมัน ชักวนไปวนมา แต่ที่คิดมีเยอะกว่านี้ แต่เรียบเรียงยังไม่ไหว
ควาย(นักเรียน) (IP:58.147.86.3,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 8 มี.ค. 2549 (10:51)
เคยพูดกับเด็ก(สายวิทย์)ว่า ถ้าจบม.6แล้ว ออกไปตัดยาง(ยางพารา)คงไม่ต้องคำนวณเรื่องแรง ออกไปขายกาแฟคงไม่ต้องคำนวณเรื่องสารละลาย

แต่เมื่อเรียนสายวิทย์แล้วทำไมต้องเรียนรู้เรื่องหนัก ๆ ทั้งหลาย ครูตอบได้เพียงว่าทุกคนใน 200,000 คนแต่ละปีการศึกษาไม่มีใครได้เป็นหมอทุกคน(คงถือมีดผ่าตัดไล่ฟันกันสนุก) ไม่มีใครเป็นตำรวจกันทุกคน เช่นเดียวกันก็ไม่มีคนเป็นผู้ร้ายทุกคน ก็ต้องมีคละกันไป การเรียนในระดับโรงเรียนน่าจะเป็นการหา สำรวจความพร้อมของตัวเองมากกว่า จึงต้องเรียนรู้อย่างหลากหลาย
เด็กวันพุธ (IP:61.19.27.212,172.16.1.63,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 8 มี.ค. 2549 (12:32)
"ผมไม่รู้ว่ามันจะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน"


จริงๆ แล้วเรา ยังเข้าใจไขว้เขว และสับสนกับคำว่า "ชีวิตประจำวัน"

คำๆ นี้ถูกใช้ในลักษณะข้างต้นบ่อยมาก

มองที่ตัวเรา มองที่คุณพ่อ คุณแม่
มองที่แต่ละคน ทั้งที่เรารู้จักสนิทสนม และที่ไม่รู้จัก

เราต่าง มีส่วนของชีวิตประจำวัน ที่เหมือนกัน
และ เราต่างก็ มีส่วนของชีวิตประจำวัน ที่ต่างกัน

มองเห็นเช่นนี้เราก็จะเข้าใจว่า

นาย ก. อาจจะต้องใช้ ความรู้ A ในชีวิตของเขา

นาย ข. อาจจะต้องใช้ ความรู้ B ในชีวิตของเขา


สิ่งต่างๆ ที่มีคนทำไว้ให้เราใช้ ในชีวิตประจำวัน

เช่น แปรงสีฟัน สบู่ ถาดวางไข่ ตู้เย็น โทรศัพท์มือถือ

เราคิดว่า สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร


อาหาร ข้าว เครื่องดื่ม ที่เราบริโภค เราได้มาอย่างไร
เงิน สำหรับจับจ่ายใช้สอย เราได้มาอย่างไร
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1558 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 8 มี.ค. 2549 (16:12)
เมื่อก่อนผมคนนึงที่เคยคิดว่าไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่ปัจจุบันนี้ (อาจจะแก่ไปแล้วมั๊ง) เลยมีความคิดว่าอยากรู้เยอะ ๆ อยากเรียนเยอะ ๆ ถ้าเป็นไปได้ ผมว่าส่วนใหญ่อยากกลับไปเรียนกันนะครับ จนถึงตอนนี้มีอะไรที่ผมสามารถมีเวลาพอที่จะศึกษาได้ ผมจะหาความรู้ไปเรื่อย ๆ นะครับ เกิดเป็นคน ได้แค่ครั้งเดียวผมอยากรู้ไว้เยอะ ๆ ครับ ไม่เสียหาย จะได้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันหรือไม่ได้ใช้ก็อีกเรื่องครับ ความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างในปัจจุบันผมเห็นด้วยกับ คุณ MathGuy นะครับ ว่าทุกสิ่งนั้นเราผ่านการเรียนรู้มาแล้วทั้งนั้นแต่เรามองข้ามไป (ขอโทษครับ อาจจะคิดไม่เหมือนกับ เจ้าของกระทู้ไปหน่อยครับ แค่อยากออกความเห็นหน่อยครับ)
คนรักจักรวาล เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 295 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 164 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 8 มี.ค. 2549 (18:33)
น้อยไปครับต้องมากกว่านี้ ประเด็นน่าจะอยู่ที่เด็กไม่เกิดความสนใจหรือใส่ใจในการเรียนวิชานั้นๆ เพราะมีแนวคิดที่แตกต่างอันเกิดจากสถาพแวดล้อมและประสบการณ์ที่แตกต่างกันแล้วนำปมนี้มาตั้งประเด็นแล้วก็หาทางออกที่จะลบปมนั้น(เรียกว่าการแก้ปัญหารึเปล่าผมก็ลืมแล้วครับที่มี 1.เผชิญหน้า 2.หลีกหนี 3.หาเหตุผลลบล้าง ซึ่งกรณีนี้น่าจะใช้ข้อที่3 โดยยกเอาหลักสูตรนำมาลบล้างความไม่อยากเรียน) แต่สิ่งที่ควรปรับปรุงคือวิธีการที่จะทำให้เด็กสนใจ หรือการนำเสนอที่กระตุ้นการรับรู้ ในเวลาที่กระชับต้องใส่ให้เขารับรู้ให้มากที่สุด (ปรับวิธีการนำเสนอให้เข้ากับวัย และยุคสมัย) และอีกอย่างที่สำคัญที่ยุคนี้ลืมกันไปคือวัตถุประสงค์ในการเรียน หลายคนไม่รู้เหตุผลอันแท้จริงหรือเป้าหมายของเขาในการเรียน (จึงใช้เหตุผลยุคโบราณสมัยเริ่มมีการก่อตั้งโรงเรียนกันใหม่ๆ ที่ว่าเรียนเก่งๆสอบได้คะแนนดีๆ จบแล้วจะได้ทำงานดีๆ [แต่ยุคสมัยตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว]) เด็กจึงแค่เรียนไปเพื่อแข่งขันกัน จึงควรสร้างความเข้าใจแก่เด็กถึงวัตถุประสงค์แท้จริงของการเรียนในยุคนี้ ผมเองตอนนี้ยังต้องกลับมารื้อฟื้นความรู้เก่าๆอยู่เหมือนกันครับ

เฮ้อ! เขียนเองยัง งงๆ เองเหมือนกัน .... ผิดพลาดยังไงขออภัยhttp://reuse.thaiddns.com
28196

mcc เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 8 มี.ค. 2549 (23:51)
อย่าว่าแต่เด็กโตเลย เห็นแค่เด็กอนุบาลเรียนก้อแย่แล้ว ไม่รู้จะเรียนกันเยอะทำไม เกินความจำเป็นไปแล้ว คนนะไม่ใช่หุ่นยนต์ เอาแต่ป้อนข้อมูล.....สงสารเด็กไทย.......จะรับวัฒนธรรมต่างชาติก้อศึกษาแล้วนำมาใช้ให้หมด......
ครูอนุบาล (IP:58.10.144.46,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 9 มี.ค. 2549 (00:02)
สมัยนี้รู้สึกว่า ม.ต้นก็เรียนความรู้ม.ปลายกันแล้วนะครับ(ฟิสิกส์ เคมี) ผมว่ามันเยอะเกินไป
Survivor_Angel เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 267 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 10 มี.ค. 2549 (18:41)
เยอะ เสียเวลาชีวิตจริงๆ
เรียน19ปี
ชีวิต70ปี
(-_-) (IP:58.147.20.86,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 10 มี.ค. 2549 (20:30)
ถูกครับ เรียนเยอะ ความรู้เยอะ นำไปดัดแปลงใช้ประโยชน์ได้เยอะ

แต่ถามว่า จะมีคนทีี่ฉลาดถึงขั้นนั้นสักกี่คนกัน

จะมีคนที่เก่งถึงขั้นที่จะนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง สักกี่คน

คือหมายถึงว่า เราจะต้องมองในองค์รวม มองภาพรวมของทั้งหมด

มากกว่าที่จะมองไปที่กลุ่มของเด็กกรุงเทพ หรือเด็กเตรียมใหญ่แต่เพียงอย่างเดียว

ที่เราเรียนตอนนี้ เราเรียนแบบจับฉ่ายอาหารขยะ

คือรุ้มันทุกอย่างก็จริง แต่เป็นการรู้แบบผิวเผิน ไม่ได้รู้ลึก

ผมจึงได้บอกไงว่า ถ้าเด็กมันไม่เก่งจริง มันนำความรู้แบบผิวเผินนั้น ไปประยุกต์ใช้ไม่ได้หรอก

แต่ถ้าจะบอกว่าไม่ได้ใช้เลยเนี่ย ผมว่ามองตื้นไปหน่อยนะ

สรุปแล้ว ปัญหาการศึกษาไทย นอกจากจะเรียนแบบจับฉ่ายแล้ว

อีข้อหนึ่งคือ คนสอนมันไม่มีความรู้จริง สอนไม่เป็น สอนได้แค่ในตำรา

พอเด็กมันถามอะไรที่ลึกหน่อย คนสอนมันก็ตอบไม่ได้แล้ว
toppy (IP:58.9.67.231,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 12 มี.ค. 2549 (00:38)
ถ้าเรียนรู้เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับไปใช้เรียนเจาะลึกเรื่องอื่นๆในอนาคต คิดว่ามากไปเหมือนกันนะคะ แต่ฉันคิดว่าที่หนักกว่าเรียนเพื่อเข้าใจ คงเป็นการเรียนให้ดีมั้งคะ ก็อาจจะจริงที่คิดว่าต้องสอบให้ได้ที่ดีๆ ย่อมดีกว่าคิดว่าแค่ผ่านก็พอ แต่เหมือนกับว่าตอนนี้จะเป็นค่านิยมว่าต้องเก่ง ต้องได้เกรด4 ต้องได้ที่1 มีการแข่งขันกันสูง ต้องมาเรียนพิเศษกันให้หนักขึ้นไปอีก
ยังไงก็พยายามเข้านะคะ
GH เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 12 มี.ค. 2549 (01:12)
ตัวฉันเองก็เคยเรียนสายวิทย์นะคะ แต่ทนไม่ไหว เรียกว่าใจมันไม่เอาดีกว่านะคะ พอม.5 ขอย้ายสาย ทำยังไงก็ย้ายไม่ได้ ตอนนั้นก็เลยลาออกมา มาเรียนต่อกศน. ถ้าถามว่าเสียใจไหม ก็มีบ้าง แต่เป็นเสียใจเรื่องชีวิตมัธยมมากกว่า(ดูไม่ดีเลย) แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเสียอนาคตแต่อย่างไร เพราะฉันก็พยายามค้นหาตัวเองจนเจอ ความรู้กศน.ที่ได้รับมันน้อยมาก ถ้าพูดถึงความรู้ในหนังสือ ข้อสอบ30ข้อ ต้องทำให้ได้อย่างน้อย9ข้อ คะแนนเก็บจากการส่งรายงานกลุ่ม กับกรต. (เป็นเหมือนสรุปสิ่งที่เรียนแต่ละครั้ง) คนที่ไม่มาเรียนเลยก็มี เพราะพอตอนก่อนสอบที่ต้องส่งงานทั้งหมด อาจารย์จะทำสรุปทั้งหมดมาให้ลอก เรียกว่าต่อให้ไม่อ่านหนังสือ ถ้าทำสอบให้ได้9ข้อก็ผ่าน

ถ้าเทียบกับที่เด็กๆเรียนกันทุกวันนี้ อ่านแล้วมีความเห็นอย่างไรคะ

ตัวฉันเองปัจจุบันเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ มองย้อนกลับไป ก็เข้าใจว่า กศน. มันก็เรียกว่าช่วยๆให้จบๆกันไป แต่ถ้าคนที่ไม่พยายามขวนขวายหาเพิ่ม ก็แทบจะเรียกได้ว่าเหมือนไม่มีความรู้ติดตัวเลย ถึงจะพูดว่าเวลาทำงานจริงก็แทบไม่ได้ใช้ หรือพอเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องมาเริ่มใหม่อยู่ดี แต่ว่า การมีพื้นฐานที่แน่นกว่าก็จะทำให้เรามีความมั่นใจกว่านะคะ

ฉันก็คิดเหมือนกันว่าทุกวันนี้เรียนกันหนักเกินไป แต่ถ้ามองในแง่ดี คิดว่าในขณะที่เรียนอยู่ อาจจะทำให้เราเจอสิ่งที่เราชอบ หรือสิ่งที่เราอยากทำในอนาคตก็ได้นะคะ เหมือนกับยิ่งเรียนลึกลงไป เราก็จะได้รู้ว่าเราถนัดหรือชอบมั้ย
GH เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 12 มี.ค. 2549 (04:15)
ผมว่า หลักสูตรการศึกษาของเราค่อนข้างจะเร่งเด็กเกินไป อัดเนื้อหาให้เยอะเกินไป ผมเคยดูหนังสือเรียนวิชาของหลานผม ตอนนี้อยู่ ป.1 เห็นแล้วอึ้งเลยครับ ไม่มีภาษาไทยซักตัว มีแต่ภาษาอังกฤษ แล้วเด็ก ป.1 เนี่ย เขียนภาษาไทยคล่องหรือยังครับ สมัยผมเรียน ป. 1 ยังเขียนภาษาไทยไม่ค่อยจะถูกเลย แล้วนี่อะไรกันเนี่ย ภาษาอังกฤษล้วน จะเร่งอะไรกันนักหนา มาถึงเนื้อหาอีก ยากไม่ใช่เล่นเลยนะครับ คำศัพท์ก็แปลก ๆ ยาก ๆ ทั้งนั้น ลืมบอกไป ผมจบวิศวะนะครับ แล้วก็จบ ป.โท ด้วย ภาษาอังกฤษของผมก็คิดว่าใช้ได้ เรียกว่า พูดกับฝรั่งรู้เรื่อง ดูหนังฝรั่งแบบไม่มี Subtitle ก็พอไหว แล้วเนื้อหาที่เอามาสอน เด็ก ป. 1 เนี่ย ถ้าจำไม่ผิด ผมเรียนตอน ม.ต้น ครับ แต่คำศัพท์บางตัวผมก็ไม่เคยเห็น ต้องเปิดพจนานุกรม

สำหรับใครที่กังวลเรื่องต้องเรียนเอาไว้เยอะ ๆ ตอนอยู่มหาวิทยาลัยจะได้เรียนรู้เรื่อง ผมว่าไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอกครับ แค่ตอนเรียนก็จับกลุ่มติว เพื่อนนี่แหละสำคัญที่สุด สำหรับตอนเรียน อย่าคิดว่าเราเก่งแล้ว อ่านเองคนเดียวได้ ไม่มีทางหรอกครับ ผมเคยให้เพื่อนติวให้ก่อนสอบ 1 วัน โดยที่วิชานั้นผมยังอ่านไม่จบ ปรากฎว่า ผมได้ A ดังนั้นการเลือกคบเพื่อนตอนเรียนเนี่ย ต้องดูดี ๆ นะครับ
Golf (IP:203.172.183.163,192.168.1.162,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 12 มี.ค. 2549 (15:28)
อ่า ผมว่านะครับเริ่มต้นเลยเนี่ย เราน่าจะเอาวิชาทั้งหมด
ที่เรียนตั้งแต่ ม.1-ม.6 ทุกสาย ทั้งวิทย์ ศิลป์ มาเขียนเป็นแผนภาพเลย
ว่า วิชานี้ หัวข้อนี้ สัมพันธ์กับวิชานั้น หัวข้อนั้น
แล้ว วิชานี้ หัวข้อนี้ นำไปประยุกต์อะไรได้
เป็นพื้นฐานของอะไร
เพื่อจะได้ให้คนดูเนี่ย เห็นว่า เขาต้องเรียนอะไร
ถึงจะไปได้ถูกทางที่ต้องการ
แล้วเรื่องหลักสูตรเนี่ย ต้องบอกมาเลยว่า
ต้องการให้เด็กรู้ลึกขนาดไหน ทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเลย
ส่วนพวกเด็กอัจฉริยะ ก็คงต้องให้เขารู้ลึกกันไป ตามความสามารถ
ไม่ใช่ว่า เด็กอัฉริยะกับเด็กหัวอ่อน เรียนด้วยหลักสูตรเนื้อหาเท่ากัน
มันก็ไม่ไหว พวกเด็กเก่งเค้าคงบอกว่า น่าเบื่อ ง่ายๆ

- -" จาทำได้ป่าวหว่า เหอๆ
neverheal เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 497 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 213 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.