|
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ:
12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549 ชมแล้ว:
29,878
ตอบแล้ว:
540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น
ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย) ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว) ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| -6- 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 13 มี.ค. 2549 (00:02) 555+ นี่ถ้าไม่ตีประเด็นว่า เรื่องการเรียนมากเกินไป เป็นเรื่องน่าโกรธแค้น สำหรับคนที่เรียนจบไปแล้ว และไม่ได้นำไปใช้อะไร...กระทู้นี้เป็นที่นิยมแสดงความคิดเห็นกันมากเลยนะค่ะนี่ เห็นได้ชัดว่า การศึกษาของไทย ทั้งในด้านหลักสูตรและระบบการศึกษาไม่ค่อยตอบสนองต่อความต้องการ และการนำไปใช้ในอนาคตสักเท่าไหร่... เขียนขึ้นมาแล้ว...ก็ไม่ทราบจะต่ออะไรเหมือนกัน ทีแรกว่าจะสรุปว่าควรจะปฏิรูปการศึกษาให้ดี แต่พอคิดไปคิดมา...ก็กำลังพยายามทำกันอยู่ใช่ไหมล่ะ การปฏิรูปเนี้ย.... อย่างที่สมควรต้องบอกว่า...อยากให้เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนมากที่สุดมากกว่ากระมั้ง ........ แต่ความต้องการของคนมันล้านแปดแฮะ..... เฮ้อ....... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 13 มี.ค. 2549 (11:11) ก้เหนด้วยอย่างมากๆๆเลยนะคะ ลองเปรียบกับประเทศที่พัฒานาแล้วนะ เช่น อเมริกา หรือออสเตรเลีย เด็กของเมกากะออสซี่เค้าไม่เรียนมากมายและลึกขนาดเด็กไทย แต่เค้าสามารถดูแลตัวเองได้ (ที่commentนี่ไม่ได้เปนค่านิยมนะคะ) สามารถติด+ตัดสินใจอะไรเองได้ อีกอย่าง การศึกษาของประเทศไทย เหมือนกับว่าให้เด็กเรียนเพื่อทำคะแนนอ่ะค่ะ ไม่ได้เรียนเพื่อรู้ แต่ถ้าเด็กคนไหนมีจิตสำนึกดีพอ เค้าก้จารุว่าที่เค้าเรียนทุกวันนี้ เค้าเรียนเพื่อรู้นะ ไม่ได้เรียนเพื่อแข่งขันหรือทำเกรด ลองคิดดูนะคะ (อันนี้บีคิดได้ตอนนั่งเรียนอ่ะค่ะ เรียกว่าเหม่อก้ได้ อิอิอิ) เนื้อหาต่างๆที่ทางการศึกษาเค้าอัดมา นักเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ ถ้าคิดว่าไม่ ก็ไม่ควรสอนลึกมากมาย บางครั้งบีก้สงสัยนะคะ ทำไมวิชาพุทธศาสนาไม่เห็นจะสอนลึกเลย ทั้งๆที่มันเป็นวิชาที่นำไปใช้ได้ตลอดเวลา แต่กลับไปอัดไอพวกวิชาที่ (พูดง่ายๆว่า)รกสมอง จิงๆนะคะ ไปล่ะค่ะ ขอบคุณค่ะ บี/beebritney@hotmail.com (IP:61.91.123.92,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 13 มี.ค. 2549 (12:28) คนเราองรุ้จักวางแผนไว้ล่วงหน้า และคิดไตรตรองก่อนว่าถ้าเราจะเรียนสายนี้เรามีความพร้อมมั๊ย แต่มันก็ถูกอย่างที่คุณอ๊อฟกล่าวไว้ข้างต้น ก็ไม่รู้จะเรียนไห้ลึกไปทำไมตอนนี้ พอเข้ามหาลัยเขาก็สอนเรื่องเดิมอีกแต่ก็ทบทวนไว้บ้างก็ดี บางคนที่เรียนกรวดวิชาไปตั้งแต่ม.ปลายก็เพื่อจะเก็บคะแนนGPAไว้ไห้สูงไว้ก่อนหรือไม่ก็เตรียมตัวไว้เอ็นสะทรานซเข้ามหาลัยคับ ก็ขอไห้เพื่อนคนทีเรียนหนักพยายามหาเวลาพักผ่อนบ้างนะ anon_462@hotmail.com (IP:203.118.99.162,10.203.187.42,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 13 มี.ค. 2549 (17:10) เกือบทุก ๆ ความเห็นน่าพิจารณา แต่ ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง จะคิดปรับปรุงหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้น่าเสียดายมาก ถ้าไม่มีใครคิดทำอะไรให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เออ ก็ว่ากันไป ป.ล. เคยมีคนพูดว่า เราน่าจะมีหลักสูตรที่ไม่ลอกเลียนผู้อื่น ในกระทู้นี้ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=20&Pid=46009 ถ้านอกเรื่องไป ขออภัยมา ณ ที่นี้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 15 มี.ค. 2549 (00:21) - เด็กไทยเรียนเยอะไป เห็นด้วยครับ และไม่มีความสามารถอื่นๆ ความรับผิดชอบน้อย ไม่ค่อยได้ทำงานพิเศษทั้งๆที่เป็นสิ่งดีมาก เพราะค่านิยมที่คิดว่า เด็กมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป - สำหรับเรื่องที่เด็กสนใจ บางทีเขาก็ได้เรียนน้อยไป ไม่มีโอกาสเลือกในสิ่งที่ตัวเองอยากเรียน - พวกเด็กเก่ง เด็กที่มีความสามารถพิเศษ เขาอยากเรียนเฉพาะทาง อยากรู้ลึกซึ้งมากกว่าเด็กปกติ แต่ต้องมารอเรียนพร้อมๆ กับเพื่อน มันก็แย่เหมือนกัน นานๆ ไปก็จะหมดไฟ เพราะตัวระบบการศึกษาที่ไปตัดอนาคตเขา เสียดายความสามารถ (ไม่ได้โทษใครนะครับ แต่อยากให้ช่วยกันแก้ไข คนมีอำนาจก็เคยเป็นเด็กเก่ง นักเรียนทุนกันเยอะ น่าจะเข้าใจดี) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 15 มี.ค. 2549 (10:04) ยิ่งเยอะยิ่งงงค่ะ เช่น วิชาเลข พอจบบทนี้ไปบทนั้น ไปเรื่อยๆ ผลสุดท้ายเข้าห้องสอบ จำได้แต่บทที่เรียนบทสุดท้ายอ่ะค่ะ อยากเรียนเก่งนะคะ แต่ก็อยากเรียนน้อยๆ มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ร.ร.หนูเป็นเอกชนนะคะ แต่หนักกว่ารัฐบาลอีกปกติม.1 ม.2รัฐฯเขาเลิกเรียน บ่าย2 ครึ่ง นี่ร.ร.หนูเลิก5โมง 5 โมงครึ่งแหนะค่ะ ไหนจะการบ้านอีก เฮ้อ.... เด็กช่างฝัน (IP:61.47.113.184,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 15 มี.ค. 2549 (17:14) ที่บอกว่าควรให้เรียนอย่างที่สนใจให้ลึกซึ้ง หนูเห็นด้วยมากๆค่ะ แต่ปัญหาอยู่ที่การขาดบุคลากรที่จะมาสอน ขนาดคณะต่างๆยังมีไม่หลากหลายเลยค่ะ ปัจจัยอีกอย่างคือการรองรับของสังคม เช่น จบมาแล้วจะทำอะไรกิน ซึ่งถ้าพูดกันตามตรงแล้ว ทุกความถนัดล้วนมีที่ในสังคมเสมอ เอาง่ายๆคือ ตลาดงานยังไม่เปิดกว้างพอที่จะปล่อยให้คนเรียนสิ่งที่ถนัดหรือทำงานที่ถนัดได้ ปัญหาอีกอย่างคือการไม่รู้ว่าตนเองถนัดอะไร เพราะเด็กส่วนใหญ่มีสิ่งที่ชอบอยู่ในใจอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีโอกาสได้รับการกระตุ้น ต้องให้เวลากับการเรียนตามหลักสูตรและอื่นๆ หรือการขาดแคลนโอกาสทางทุนทรัพย์ ทำให้ไม่มีการฝึกฝนและไม่เกิดความชำนาญมากพอกับงานนั้นๆ candy_girl07399@yahoo.com (IP:58.10.135.12,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 17 มี.ค. 2549 (02:48)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 17 มี.ค. 2549 (02:52)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 17 มี.ค. 2549 (02:55) HEY!! GET!? OK!!?? for our teacher ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 19 มี.ค. 2549 (01:55) จริงๆ ความสำเร็จในชีวิต นี่ นอกจาก IQ แล้วยังมี EQ, AQ อะไร Q อีกหลายตัวนะครับ เราควรเรียนให้น้อยลง เอาเวลาที่มีมากขึ้นมาให้เด็กเลือกว่า จะมาเล่นกีฬา ทำกิจกรรม หรือถ้าเด็กอยากเรียน ก็ให้เลือกไปเรียนลึกๆ ดังนั้นในโรงเรียนนั้นๆ ก็จะมีทั้งพวกนักกีฬาที่เก่ง นักกิจกรรมที่เด่น และนักเรียนที่เรียนดี นิ้วยังยาวไม่เท่ากัน ทำมั้ย ทำไม ต้องบังคับให้เรียนเท่าๆกัน ทุกคนนะเนี่ย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ว่าตอนมัธยม เราถูกยัดมากเกินไปครับ เกย์จิ (IP:61.91.127.175,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 19 มี.ค. 2549 (10:21) ถ้าถามว่าเยอะไปปล่าวดิฉันขอตอบว่าไม่ค่ะ...ที่พวกเราต้องเรียนเยอะก็เป็นเพราะการแข่งขันในปัจจุบัน โดยเฉพาะเด็กเก่งที่ต้องขยันอ่านหนังสือเพื่อการสอบแข่งขันต่างๆ ซึ่งข้อสอบที่ออกมามันไม่ได้ง่ายๆเลย ปานาดา (IP:203.113.16.241,203.113.76.7,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108 19 มี.ค. 2549 (10:24) ถ้าเยอะไปจิงทำไมผลการวัดระดับIQของเด็กไทยถึงโง่ลงล่ะคะ นั่นเป็นเพราะคุณมองเพียงด้านของเด็กที่เอาแต่เรียนทั้งๆที่อีกด้านหนึ่งเขากลับกำลังจมดิ่งลงสู่ด้านมืด ปานาดา (IP:203.113.16.241,203.113.76.7,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109 19 มี.ค. 2549 (10:41) การศึกษาไทยเป็นระบบแพ้คัดออก ต้องสอบ แข่งขันเพื่อหาที่เรียนต่อ(มหาวิทยาลัย) การเรียน ให้มากก็เพียงเพื่อจะได้ชนะในการหาที่เรียนต่อ ไม่ได้เป็นการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างแท้จริง ...ใคร ๆ ก็รู้ปัญหา แต่ไม่สนใจ ใส่ใจที่จะมอง และแก้ไขอย่างจริงจัง ...การศึกษาหมาหางด้วน ท่านพุทธทาส เคยกล่าวไว้ ก็ยังเป็นจริงอยู่ กวดวิชา (IP:202.143.135.36,192.168.3.212,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 20 มี.ค. 2549 (21:46) เยอะขนาดนี้ เด็กยังมีเวลาไปมั่วสุม เล่นเกมส์ กินเหล้า ฯลฯ แต่ก็สามารถจบมาได้ ดังนั้นจะสรุปว่ามากไปจากเนื้อหาเหรอครับ เมื่อพ้นจากวัยนี้แล้ว น้อยมากที่จะใฝ่เรียนใฝ่รู้ด้วยตัวเอง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 111 21 มี.ค. 2549 (14:14) เฮอ้อ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 21 มี.ค. 2549 (19:30) ผมก็ว่ารู้สึกเนื้อหาเจาะลึกเกินไป พวกคุณไม่ได้มาเป้นผุ้เรียนเองเหมือนกระผมในตอนนี้ไม่เข้าใจหรอก บ้างก็บอกเรียนไปเพื่อรู้ รู้แต่ไม่ได้ใช้ สุดท้ายสิ่งนั้นก็จะจางหายไปตามกาลเวลา บ้างก็อ้าง พอจบแล้วก็จะไม่ใฝ่รู้กันให้เรียนๆกันไปเถอะ ถามจริงๆนะถ้าคนไม่ใฝรู้จริงๆทำยังไงก็ไม่เรียนหรอกขอรับ แล้วเมื่อไหร่ที่เข้าสงสัย เขาจะอยากใฝ่รู้เอง แล้วทุกวันนี้คงไม่มีคนอย่างที่คุณว่าหรอกที่ไม่ใฝ่รู้ อย่างเช่นนำมันจะขึ้นในวันนี้ตอน5โมงเย็น ทำไมคนธรรมดาถีบซาเล้งจึงรู้และรีบไปเติม ก็เพราะเขามีความใฝ่รู้ในสิ่งทีเขาจำเป้นต้องใช้ไงครับ สิ่งที่ไม่จำเป้นสำหรับเขา ให้จับยัดจนตายยังไงเขาก็ไม่ยอมรับมันหรอกขอรับ อีกนัยหนึ่งว่า เด็กสมัยนี้มีเวลาไปเที่ยวดื่มเหล้า อันนี้ก็เป้นส่วนหนึ่งจากผลกระทบของระบบศึกษาที่ไม่สเถียรของการศึกษาไทยเราในปัจจุบัน เนื่องจากการศึกษาเกิดจากกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งเข้ามาวางแนวทางเอาไว้โดนไม่รับฟังความคิดเห้นของเด็กๆเลย จนวันหนึ่งเด็กๆก็เกิดเบื่อหน่ายในแนวทางของเขาผู้นั้น เขาจึงเริ่มเบี่ยงเบนไปในทางอื่นเช่น เริ่มลอกการบ้าน ทำโพย โกงตอนสอบ โดดเรียน หนีเรียน และอื่นๆ เหตุผลเพราะเขาเบื่อ แต่ถ้าเขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำเชื่อว่าเขาคงจะเป้นกำลังพัฒนาชาติได้อย่างแน่นอน อย่ามองคนแต่ภายนอกครับ ให้โอกาสพวกเขาบ้าง อย่าเหยีบยํากันเลยครับ เพราะผมก็เคยเป้นแบบพวกเขามาก่อน จนในที่สุดก็ค้นพบแสงสว่าง ที่นำพาผมไปสู้ทเส้นทางที่ผมขีดเองโดยไม่มีใครมากำหนดให้ จนตอนนี้ผมก็ได้ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว จากกุ๋ยข้างถนนที่หนีเรียนคนหนึ่งนะขอรับ ขอฝากให้มองถึงบุคคลกลุ่มนี้ในแง่ใหม่ด้วยครับ คนไทยด้วยกันครับ ขยะสังคมในวันก่อน (IP:61.91.142.206,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 113 21 มี.ค. 2549 (21:50) ผมว่านะครับสิ่งที่จะกำหนดหลักสูตรก็คือข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยนะแหละ คงไม่มีใครเถียงผมนะว่าร้อยทั้งร้อยของนักเรียนม.ปลายเรียนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็เป็นหนึ่งในนักเรียนม.ปลายโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งผมชอบวิชาพวกคำณวนมากๆๆๆๆๆๆๆ แต่เกลียด ไทย ชีวะ ทำให้ผมรู้ตัวว่าจะไปทางไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอึดอัดในการเรียนระบบไทยก็คือ ทำไมผมจะต้องเรียนวิชาที่ผมไม่ชอบด้วย ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้ใช้เป็นองความรู้ในคณะที่ผมต้องการเลย ซ้ำยังต้องใช้คะแนนวิชานั้นในการสอบเข้าคณะที่ผมต้องการด้วย(วิศวะคอมฯ) ระบบ admission ที่เหลวแหลก เข้าวิศวะยังต้องใช้วิชาชีวะวิทยา เพื่ออะไรละครับ เอาความรู้ด้านชีวะไปทำ....ไร ในคณะวิศวะ ยกเว้นแค่คณะวิศวะสิ่งแวดล้อมแค่คณะเดียว SOS (IP:58.147.36.30,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 22 มี.ค. 2549 (07:54) เรียนเยอะ แต่คนที่ได้ผลน่ะ มีน้อย วายัง (IP:203.121.170.163,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 22 มี.ค. 2549 (11:59) อันที่จริงที่ทุกคนให้ความเห็นกันผมว่าก็เป็นอย่างที่ว่ากันแต่จะเรียนมากเรียนน้อยนั้นผมว่าอยู่ที่เด็กแล้วละครับตอนนี้ ใครเรียนไหวใครอยากเรียนก็ให้เรียนไปเลยครับ อย่าไปบังคับดีกว่าให้เด็กเป็นคนเลือกเลยดีกว่าครับ |