|
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ:
12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549 ชมแล้ว:
29,900
ตอบแล้ว:
540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น
ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย) ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว) ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| -7- 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 116 22 มี.ค. 2549 (16:28) ตอนนี้หนูก้จบป.ตรีในไทยแล้ว ก้ไม่เห็นว่าได้เรียนอะไรเยอะแยะมากมายจนเห้นว่ามันไร้ประโยชน์เลย ดีเสียอีกที่บางงิชาที่เราเห็นว่ามันไม่น่าจะเอามาใช้อะไรได้กลับก่อประโยชน์ให้เรามากมายในภายหลัง อย่างหนูเรียนสายวิทย์ ตอนอยู่มหาลัยก้เลือกเรียนเซรามิกเป็นวิชาเลือกเสรี จะเรียนไปทำไม แต่หลังจากที่ได้เรียนก้เลยได้รู้ว่า ตัวเองเป้นคนที่สมาธิไม่ดีเลย แต่หลังจากที่เรียนจบสมาธิดีขึ้นมากเลย จินตนาการก้เพิ่มมากขึ้น กลายเป็นคนที่กล้าทำสิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยทำมาก่อนเลยในชีวิต ดีมากๆ ... (IP:202.28.24.50,192.168.16.44,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 23 มี.ค. 2549 (20:19) อยากไห้ตอนม.1 ~2 ~3 เรียนแยกสาย แล้วตอนม.ปลายเรียนแยกคณะอ่ะ แบบว่าจะได้ตรงๆอาชีพที่อยากจะเป็นไปเลย จะได้ไม่ต้องไปหนักหัวกับวิชาอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกะอาชีพที่เราอยากเป็นน่ะ... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 25 มี.ค. 2549 (16:20) เด็กเรียนเฉพาะในห้องเรียนก็มากพอแล้วค่ะ แต่ที่เด็กต้องไปหาที่เรียนพิเศษข้างนอกอาจเพราะเรียนในห้องเรียนไม่รู้เรื่อง ความรู้ที่ครูสอนไม่พอที่จะเอาไปใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้ต้องเรียนพิเศษเพิ่ม แล้วก็มีเวลาน้อยลง บางทีก็ทำให้ไม่มีเวลาทบทวนบทเรียน ทำการบ้านไม่ทันด้วยค่ะ สายวิทย์ ที่จริงบางวิชา(สังคม ภาษาไทย ศิลปะ)ครูไม่น่าจะต้องให้งานมากหรือกดคะแนนมากนักนะคะ เพราะครูก็รู้อยู่ว่าเฉพาะวิชาหลักก็ต้องเรียนหนัก ทำงานเยอะมากพอแล้ว บางวิชาทั้งที่ส่งงานครบตรงตามเวลาทุกครั้ง เข้าเรียนทุกครั้งยังได้เกรดแค่ 2.5 เลยค่ะ (เกรดพอๆกับคณิต ฟิสิกส์เลยค่ะ) นักเรียนคนหนึ่ง (IP:61.47.117.78,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 119 26 มี.ค. 2549 (21:19) เรียนหนักทุกคนใช่ว่าจะเอนท์ติด จริงป่ะ noname (IP:210.86.223.69,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 26 มี.ค. 2549 (21:38) เรียนจบ รับเกียรตินิยม ยังรู้สึกตัวเอง สมองกลวงอยู่เลย อาคิบะ (IP:202.139.223.18,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121 27 มี.ค. 2549 (17:05) การเรียนรู้ ควรทำในทุกขณะที่ทำได้ เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเราเอง ซึ่งเราต้องทำไปตลอดชีวิต ในวัยเด็ก หลายอย่างเราต้องเรียนๆไปตามที่เขากำหนดไว้ แต่เมื่อใดที่เรารู้จักตัวเราเอง รู้วิธีการเรียนรู้ เราก็อาจที่จะตัดสินใจ จัดสรรการเรียนรู้ของเราเองได้ การเรียนรู้อย่างพอเพียง กับการไม่สู้งานหนัก เป็นคนละเรื่อง เช่นเดียวกับ การเรียนรู้เพื่อสอบ กับ การเรียนรู้ในชีวิตจริงของเรา ส่วนการเรียนรู้เพื่อประกอบอาชีพเฉพาะด้าน ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งในการเรียนขั้นสูงขึ้นไป ความเห็นเพิ่มเติมที่ 122 27 มี.ค. 2549 (20:02) สำหรับตัวหนูเอง หนูคิดว่าก็ไม่ได้เรียนหนักเกินไปนะ เพราะตัวหนูเองก็เรียนสายวิทย์เหมือนกันก็ไม่เห็นว่าจะเรียนมากเกินไปแต่กลับคิดว่าเรียนแบบนี้ก็สนุกดีเหมือนกัน แล้วเด็กที่เลือกเรียนสายนี้ก็รู้กันอยู่แล้วว่าจะต้องเรียนหนัก สิ่งที่เราเรียนไปแล้วมันก็จะอยู่กับเรานั่นแหละค่ะ เพียงแต่เราจะเลือกมันออกมาใช้เมื่อไร บางทีเราก็ใช้มันโดยไม่รู้ตัวหรอกค่ะ หรือไม่ก็คิดซะว่าฝึกความอดทนไปในตัวก็ไม่เลวนะคะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 123 28 มี.ค. 2549 (01:57) จริงๆนั่นแหละค่ะ เราเรียนกันกว้างเกินไป....ทำไมไม่สนใจที่จะปรับระดับการเรียนให้ลึกขึ้นลดมิติที่กว้างลง มันจะเฉพาะทางกว่าไหมเจ้าคะ? เด็กส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร มีเป้าหมายอะไร เรียนไปเพื่ออะไร จะได้ใช้หรือเปล่า เรียกได้ว่าขาดแรงบันดาลใจในการศึกษานะเจ้าคะ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อวัฏจักรการศึกษาบ้านเรามันเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร เนอะเจ้าคะ?!?!?!?!? ท่านชมพู่ esmilunda@hotmail.com (IP:58.11.70.6,192.168.100.12,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 124 28 มี.ค. 2549 (05:22) ขอร่วมแสดงความเห็นครับ ผมชอบ เนื้อหาวิชา คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ตอนม.ปลายทุกบทครับ ไม่เห็นว่าเยอะเกินไป ชอบภาษาอังกฤษ และมีความสุข ที่ได้เรียน สังคม ภาษาไทย พละ และวิชาอื่น ๆ ผมว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ กำหนดเนื้อหามากเกินไปหรือเปล่า แต่อยู่ที่ ความยืดหยุ่น (flexible) ของห้องเรียน และการเข้าถึง (accesible) ไปถามได้ของนักเรียน โรงเรียน ในยุโรป และ อเมริกา ที่เข้มแข็ง เด็กคนนึงเค้าเรียนเยอะกว่า ม.ปลายเราเยอะครับ บางวิชา ปี 2 ของมหาลัยมาสอนด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้บังคับ เด็กเลือกเรียนเองได้ ปรึกษาครูได้ ว่าเค้าเหมาะจะเรียนไหม และแม้วิชายาก แต่ห้องเรียนมีไม่กี่คน อ.ไล่เรียง วิธีคิด ทีละขั้นทีละตอนละเอียด ความเห็นนึงครับ (IP:68.169.62.105,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 125 28 มี.ค. 2549 (05:30) แต่ เนื้อหาหนักมากครับ เด็กต้องกลับไปอ่านเยอะ ทำการบ้านเยอะครับ (อาจจะเท่ากับ เด็กปี 2 ที่ขยัน ใน ม.รัฐที่ดีของเราทีเดียว) ทำได้ เพราะวิชายากนั้น ในห้องมีเด็กน้อย เพียง 4-5 คน หรือไม่เกิน 10 คน ในโรงเรียนที่ไม่เข็มแข็ง ก็เรียนง่าย ๆ ไม่เลือกเรียนยากก็ได้ (และก็ไม่มีโอกาสเข้า ม. ที่ดี) แต่ หากเด็กสนใจอยากรู้เมื่อไหร่ แต่ละคนมีโอกาสถามครูในโรงเรียน หรือ ในมหาลัย ได้ครับ ความเห็นนึงครับ (IP:68.169.62.105,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 126 28 มี.ค. 2549 (05:33) การกำหนด เรื่องสำคัญ ใน ม.ปลาย นั้น ผมว่าไม่มากเกินไป แต่ ในโรงเรียน ควร หาวิธี ให้เด็กที่เรียนเก่ง ขยัน ชอบ ได้เรียนเนื้อหามาก เด็กที่เรียนอ่อน ไม่ชอบ หรือตั้งใจแต่พื้นฐานไม่ดี ได้มีโอกาสเติมเต็ม สิ่งที่เค้าขาด ไม่ควร เอาเด็กเก่งมาก จนถึงอ่อน มาเรียนเนื้อหาเดียวกันเป๊ะ ๆ มันไม่เหมาะกับเด็กแต่ละคน คนเก่งก็เบื่อเนื้อหาง่าย คนอ่อนก็ทรมานเนื้อหายาก ความเห็นนึงครับ (IP:68.169.62.105,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 127 28 มี.ค. 2549 (05:39) แต่ คงจะยากครับ ในบ้านเรา ที่ห้องนึง มีเด็กถึง 50 คน ทุกวันนี้ คุณครูแต่ละท่าน ก็ภาระงานสอนมากมายหนักอึ้งอยู่แล้ว จะให้แบ่งหลายห้อง ตามความเก่งของเด็ก ห้องละ10-20 คน เตรียมเนื้อหาให้แต่ละกลุ่ม ก็ต้องเพิ่มจำนวนครูเท่านั้น เพิ่มจำนวนครู ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น เพียงเท่านี้รายได้ของคุณครูก็น้อยอยู่แล้ว เพิ่มจำนวนครู ก็ยิ่งไม่มีโอกาสมีรายได้เพิ่ม หากเพิ่มครู โรงเรียนก็มีรายจ่ายเพิ่ม ก็ต้องหารายได้เพิ่ม คือเพิ่มค่าเทอม (ทั้งรัฐและเอกชน) โรงเรียนก็จะยิ่งเป็นธุรกิจไปมากกว่านี้ กลายเป็นขาดกลิ่นอายของคุณธรรม การเรียนเพื่อ ความรู้ไม่ใช่เงิน ปัญหาเป็นงูกินหาง ความเห็นนึงครับ (IP:68.169.62.105,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 128 28 มี.ค. 2549 (05:49) ทีนี้ มาดูว่า ลดเนื้อหาดีไหม ตอนผมเรียน ป.โท ที่อเมริกา มีโอกาส ตรวจทั้งการบ้านและข้อสอบ ฟิสิกส์ปี 1 ทั้งเด็กวิศวะ และสำหรับ non-science major (คนละเทอมกัน) วิชาเด็กสายศิลป์ก่อน เนื้อหาไม่มีการคำนวนครับ ไม่มีสมการหรือสูตร เป็นการบรรยายกฎทางฟิสิกส์ต่าง ๆ แล้วยกตัวอย่าง การบ้านก็ถาม แต่ละเรื่อง เช่น การเคลื่อนที่แนวตรง การหมุน ของไหล แรงดัน ทว่าเนื้อหาเยอะมากครับ แถมบรรยายไม่มีตัวเลข มองเห็นภาพแทบไม่ออก ส่วนใหญ่ ทำการบ้านไม่ถูกกันเลยครับ อธิบายได้แต่ข้อง่าย ๆ กัน ข้อยากทำไม่ถูก ความเห็นนึงครับ (IP:68.169.62.105,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 129 28 มี.ค. 2549 (05:55) เด็กที่ทำได้ คือเด็กที่เคยเรียน ม.ปลายมาแล้ว เพราะบรรยายที อย่างกับจะยกสมการมาเลย (ทั้งที่หนังสือเรียนประกอบ ไม่มีสมการเลย) แต่หลาย ๆ คน ข้อยาก ๆ ก็วิเคราะห์ผิดอยู่ดี แม้จะหยิบความสัมพันธ์ (ก็คือสูตรทางฟิสิกส์) ที่เกี่ยวข้องมาถูก เด็กที่เก่งมาก ๆ ทำแทบไม่ผิด คำตอบก็เป็นแบบ แก้สมการให้ดู แล้วเปลี่ยนเป็นประโยคคำพูดแค่นั้นเอง ห้องเรียนวิชานี้ ใหญ่มากครับ 300 คนหรือมากกว่า เด็กแทบไม่มีโอกาสถาม Professor เนื้อหาก็เยอะมาก 10 กว่าบท ตั้งแต่การเคลื่อนที่ จนถึง ของไหล (เพราะมี 2 ตัว ตัวที่ 2 ครอบคลุม เนื้อหาฟิสิกส์พื้นฐานส่วนที่เหลือ) (การเคลื่อนที่ ผมหมายรวมถึง projectile การหมุน การสั่น การชน โมเมนตัม พลังงาน) โอกาส ที่เด็กจะเข้าใจ (ถ้าไม่เรียน เปลี่ยนมาเรียนเมเจอร์ฟิสิกส์) คือ เรียนซ้ำ หรือไม่ก็ เรียนมาก่อนแล้ว ตัวอย่างนี้ ผมขอบอกว่า การมีโอกาสเรียนเยอะ (หมายถึง ตามความสมัครใจของเด็ก) ตอน ม.ปลาย เป็นสิ่งที่ดีครับ ความเห็นนึงครับ (IP:68.169.62.105,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130 28 มี.ค. 2549 (06:08) ทีนี้ มาดูที่วิชาฟิสิกส์ สำหรับเด็กวิศวะ กันบ้าง สัปดาห์หนึ่ง เรียน 3 คาบ ๆ ละ 1 ชั่วโมง โดยเรียนสัปดาห์ละบทครับ การบ้านก็สัปดาห์ละ 5 ข้อ เริ่มเลยก็ 1-dimension คือ free fall, 2-d คือ projectile, Newton's law, application ของ กฏนิวตัน, gravity เนี่ยครับ 5 เรื่อง 5 สัปดาห์ สอบมิดเทอมครั้งที่ 1 เนื้อหาเยอะมากครับ หนักมาก สัปดาห์ละเรื่อง ทำการบ้านไปเลย ก็ text Physics ปี 1 ทั่วไปนั่นแหละครับ 40 กว่าบท ต้องสอนให้ได้ ใน 2 เทอม คือเทอมละ ครึ่งเล่ม 20 กว่าบท เด็กที่ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ทำการบ้านแรก ๆ ไม่ได้ ก็แย่ครับ ยิ่งนาน เรื่องยิ่งยาก การบ้านก็ยากตามเรื่อง หากไม่เคยเรียนมาก่อน หรือ เรียนมาน้อย ก็ต้องมาทำความเข้าใจใหม่ทั้งหมด เหนื่อยครับ ตั้งใจอ่านเต็มที่ ยังแทบจะไม่ทัน ความเห็นนึงครับ (IP:68.169.62.105,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 132 28 มี.ค. 2549 (06:36) เด็กที่ทำการบ้านไม่ได้ตั้งแต่แรก ๆ ก็ทำไม่ค่อยได้ในทุก ๆ บทถัดไป คะแนนการบ้านเฉลี่ย ของทุกคน ยิ่งน้อยลงครับ ในบทถัดไป ๆ ที่ยากขึ้น การบ้าน ก็มีหัวข้อย่อยละข้อ บางหัวข้อย่อยก็ไม่มีการบ้าน เพราะเนื้อหาเยอะ เด็กเรียนอ่อน (ที่ต้องการตัวอย่างเยอะ ๆ อธิบายละเอียด ๆ) ประสบปัญหามาก ห้องเรียน วิชาปีหนึ่ง ก็ 100-200 คน ต่อ section เดือนถัดไป (บรรยาย 3 คาบ จบ 1 บท ต่อสัปดาห์) อีก 4-5 บทก็สอบ มิดเทอมครั้งที่ 2 (งาน, พลังงาน, การชน, โมเมนตัม, การหมุน, angular momentum, general momentum, static equilibrium) อีกเดือนก็ อีก 4-5 บท (ของไหล, การสั่น, คลื่น, เสียง, อุณหภูมิ, ideal gas, kinetic theory of gases) แล้วก็สอบ มิดเทอมครั้งที่ 3 ก็เหลืออีกไม่กี่สัปดาห์ ก็อีก 2-3 บท (1st, 2nd laws of thermodynamics, carnot cycle, pv diagram) แล้วก็ reviews และ สอบ final เนื้อหา 3-4 เท่า ของฟิสิกส์ ม.ปลาย บ้านเรา ความเห็นนึงครับ (IP:68.169.62.105,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 133 28 มี.ค. 2549 (06:45) จริง ๆ น่าจะเป็น 4-5 เท่า (ต่อเทอม) ของ ม. ปลายบ้านเรา (รายละเอียด ยากกว่า เป็นระดับ ม. ด้วยครับ ในแต่ละบท) เด็ก จะเรียนได้รู้เรื่อง ได้เข้าใจดี ก็ควรได้รู้ ได้เข้าใจ มาก่อนบ้างตอน ม.ปลายแล้ว จริง ๆ เด็ก ม.ปลายบ้านเรา หากรู้เรื่อง ด้วยการเรียนพิเศษ ไม่ใช่ศึกษา อ่านด้วยตัวเอง เจอเนื้อหาขนาดนั้นเข้าไป ไม่มีคนช่วย ต้องอ่านเอง ผมว่า เด็กเก่ง ๆ ก็ลำบากครับ หากเชื่อว่า เนื้อหาขนาดนี้ เป็น standard ปี 1 ที่ ม. บ้านเราควรเอาอย่าง การกำหนดเนื้อหา ม.ปลาย อย่างที่เคยเป็นมา หรือ ทุกวันนี้ ก็ดูจะไม่มากเกินไป 3-4 บทต่อเทอม (รายละเอียด แต่ละบท ก็ลดทอนไป ตามแต่ละโรงเรียน ตามตัวแปรต่าง ๆ) ก็ ดูจะไม่มากเกินไป (ม.5-6 ก็ เพียง 1-2 ปีก่อน ม. เอง) ความเห็นนึงครับ (IP:68.169.62.105,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 134 28 มี.ค. 2549 (06:54) ในความเห็นของผม การกำหนดเนื้อหา ม. ปลาย ว่ามากเกินไปไหม จึงไม่ใช่ปัญหา ความยืดหยุ่น ที่ปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับเด็ก และเด็กเก่งได้เรียนเนื้อหาสูงขึ้น ท้าทาย เด็กอ่อน ได้เรียนพื้นฐาน ให้เข้าใจ (ไม่จับสองกลุ่มมา บังคับ เรียนเนื้อหาแบบเดียวกัน) จึงเป็นทางออก แต่การเพิ่มจำนวนครู ลดจำนวนเด็กต่อครู ทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายเป็นทวีคูณนั้น ก็ดูเป็นไปได้ยาก จริง ๆ แล้ว หากเด็กฝึกเพิ่มทักษะการศึกษาด้วยตัวเอง ตั้งใจอ่าน ฝึกทำแบบฝึกหัด เป็นทางออกหลัก แต่การทำเช่นนั้น เทียบกับเด็กระดับชั้น ม.ปลาย ต้องทำให้น่าสนใจเหมาะกับวัยครับ มีหนังสือที่สวยงาม อ่านง่าย ตัวอย่างที่สนุก แบบฝึกหัดที่เห็นภาพ คุณครูที่ถามได้ เข้าใจเด็ก เพื่อนที่สนุกกับการเรียนไปด้วยกัน ถามคุยกันได้ ชมรมวิชาการที่โรงเรียนวิชาต่าง ๆ เว็บไซต์ความรู้ ถามตอบโจทย์ ความเห็นนึงครับ (IP:68.169.62.105,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135 28 มี.ค. 2549 (07:03) จะเห็นว่า นอกจากเนื้อหาแล้ว (หรือแม้ เนื้อหาจะให้ทุกคนเรียนเหมือนกันแล้ว) เรายังมีวิธี และ เครื่องมือ (ในความเห็นก่อนหน้า) ที่จะช่วย ให้เด็กศึกษาด้วยตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมื่อทุกอย่างปรับได้อย่างเหมาะสม (สมมติว่า เนรมิตได้ดั่งใจทันที ใช้เงินเท่าไหร่ก็ได้ มีจำนวนคุณครูเท่าไหร่ก็ได้) ความตั้งใจของเด็ก ฟังในห้อง ทบทวนความรู้ หมั่นอ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัด ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมว่า ระบบ ก็ควรค่อย ๆ แก้กันไป การวิเคราะห์วิจารณ์อย่างนี้ ก็เป็นสิ่งดี ทำให้เราเห็นปัญหาชัดขึ้น หลายมุม เมื่อรู้จักปัญหาดี ก็จับสาเหตุ แก้กันได้ง่ายขึ้น เด็ก ๆ ควรฝึกทักษะการอ่านครับ เด็กหลายคนไม่ตระหนัก ว่าทักษะการอ่านต้องฝึกฝน ยิ่งอ่านมาก ก็จะอ่านได้นานขึ้น อ่านได้เร็วขึ้น (เพราะรู้เยอะ ก็มีหลายสิ่งที่เข้าใจแล้ว ใช้เวลาน้อยลง) และควรฝึกการอ่านให้เป็นกิจวัตร จะมีประสิทธิภาพ จริง ๆ แล้ว ระบบการศึกษาบ้านเรา มันก็ไม่เลวร้ายมากมายหรอกนะ บางที เราอาจโทษระบบการศึกษามากเกินไป (สิ่งอื่น) มากกว่าจะปรับปรุงตัวเราเอง ความเห็นนึงครับ (IP:68.169.62.105,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 136 29 มี.ค. 2549 (12:18) ใช่ค่ะ หนักมาก เหมือนเอาข้าวยัดปากๆๆ มากกว่าป้อนนะคะ จนอยากจะอ้วกออกมาแน่ะ |