คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ: 12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549         ชมแล้ว: 29,898 ตอบแล้ว: 540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น

ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย)

ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง

บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์

จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว)

ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ

อ๊อฟ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 737 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 245 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| -8- 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 137 29 มี.ค. 2549 (15:13)
ผมว่าการศึกษาไทยเดินทางผิดมากกว่า คนทีเรียนก็อาศัยเรียนมากเข้าไว้ ไอ้คนสอนก็ขอให้สอนมากเข้าไว้ ผมถามว่าการที่รู้มากๆนั้นได้มาจากการยัดเยียดให้เด็กท่องจำ จะเกิดประโยชน์อะไร ทำไมไม่ทำให้เด็กรู้จักคิดกัน ผมว่าเป็นเพราะความคิดของผู้สอนที่ว่าการที่เด็กได้เรียนมากเพื่อที่จะสามารถสอบเข้ามหาลัยดังๆทำให้โรงเรียนและผู้สอนมีชื่อผมถามว่ามันได้อะไร และพอจบออกมาแทบไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาเลยทำไมถึงไม่เน้นให้เด็กรู้จักคิดและให้เขาเน้นที่จะเรียนสิ่งที่เขาชอบสิ่งที่เขาถนัด ทางที่ดีต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ ต้องไม่มีการสอบเข้า และเมื่อจบออกมาแล้วจะต้องไม่ระบุว่าจบจากที่ไหน จะได้มีสิทธิเท่าเทียมกัน และช่วยป้องกันพวกจิ่งจกชอบเลือกสีด้วย ทำได้หรือเปล่า
พวกจบมหาลัยดังๆคงไม่ยอมเสียเปรียบแน่ แต่ถ้าแน่จริงจะกลัวอะไรวัดที่ความสามารถในการทำงานดีกว่า
จาก:จิ่งจกไม่มีสี
ttt (IP:58.11.38.175,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 138 29 มี.ค. 2549 (15:19)
เราเป็นเด็กไทยหลังห้อง เรียนก็ม่ายเรียน เหอเหอ
บัวอื่น เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 925 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 233 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 139 29 มี.ค. 2549 (15:30)
เราเป็นเด็กไทยหน้าห้อง.........แต่เราก็ไม่เรียน
เฮอะๆๆๆๆ
(เพราะเราแอบหลับในเป็นประจำ)
Karine!! เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 202 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 140 29 มี.ค. 2549 (18:10)
นั่งหน้าห้องประจำ ...
พอย้ายไปนั่งหลังห้องตอนเรียน ป.โท จึงรู้ว่า
เริ่มจะสายตาสั้นมากๆ แล้ว


เวลาเรียนไม่เข้าใจ หรือ อาจารย์สอนแล้วยังไม่ได้ดังใจ
ก็จะอาศัย อ่านจากหนังสือในห้องสมุด

ถ้าเจอหนังสือดี ก็สนุก เรียนด้วยตัวเองได้

แต่ถ้า หนังสือเองเท่าที่มี ก็ดูไม่ง่าย และไม่ช่วยได้เช่นกัน
วิชานั้น ก็จะแย่ไปเลยทีเดียว

การมีหนังสือ ตำราที่ดี ที่เป็นที่พึ่งได้ ก็น่าจะส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.81,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 141 30 มี.ค. 2549 (10:01)
I'm studying in international school in USA.I thought that thai student study too much but since I came here I just realize that our education system is too weak compare to other country which is we;ve never known that how hard they study such as Bhutan which all school have english program and dzonga language to choose after you graduate from juniour school. Even though we thought we study too much science but compare to any European r Asean country we are really weak. I came from the top school in science but I feel dumb since I came here IB program study deeper and harder than Thailand.
(T_T) (IP:206.206.127.6,10.10.3.17,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 142 30 มี.ค. 2549 (14:15)
สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์ทุกท่าน คือหนูเปิดมาเจอกระทู้นี้แล้วสะดุดใจอย่างไรไม่ทราบนะคะ เลยอยากเข้ามาแจมด้วย

หลายอาทิตย์ก่อนปิดภาคเรียนน่ะค่ะ หลายโรงเรียนอาจจะกำลังสอบอยู่ ซึ่งโรงเรียนหนูก็เหมือนกันนะคะ ตอนพักกลางวัน พวกเราก็มานั่งคุยกัน เรื่องการสอบเนี่ยแหละค่ะ เราถามความคิดเห็นกันเรื่องคะแนนที่จะออกมา แต่หนูรู้สึกแปลกใจกับคำตอบของเพื่อนค่ะ ที่บอกว่า

ทุกวันนี้เรียนไปเพื่อเอาเกรดเท่านั้นแหละ เพื่อจะได้ไม่ขายหน้า หรืออายเพื่อน

หนูเลยอยากทราบว่า ทุกวันนี้สังคมไทยปลูกฝังแนวคิดผิดๆให้กับนักเรียนหรือเปล่าคะ อย่างที่สังเกตง่ายๆเลยก็คือ นิสัยของคนเราค่ะ ที่ไม่รู้จักว่าการเรียนสำคัญอย่างไรกันแน่ หลายคนเรียนหนักไปเพื่อต้องการอั๊พเกรดตัวเอง เพื่อจะได้ไม่ขายหน้าคนอื่น แต่หนูคิดว่า การเรียนไม่จำเป็นจะต้องเรียนแต่ในตารางเรียน หรือ เรียนแต่ในห้องเรียนเท่านั้นนะคะ ทำไมเราไม่ปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักรักการเรียนรู้ และรักการอ่านล่ะคะ ไม่จำเป็นจะต้องเรียนแต่ในหลักสูตรเท่านั้น บางครั้งในชีวิตประจำเราก็สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้น่ะค่ะ

แค่แสดงความคิดเห็นเท่านั้นค่ะ (อิอิ ไม่มีเหตุผลอะไรมากมาย)
เด็ก ๆ (IP:203.151.140.117,203.113.45.168,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 143 30 มี.ค. 2549 (14:24)
คิดดีๆนะคะ อาจเป็นเพราะเด็กไทยเข้าใจอะไรยากรึป่าว ถึงต้องเรียนแล้วเรียนอีก เรียนมากๆไว้ก่อน
^_^ (IP:203.151.140.117,203.113.45.168,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 144 30 มี.ค. 2549 (15:23)
พื้นดิน ไม่ได้ราบเรียบเสมอกันฉันใด
คนเราก็ย่อมจะให้เหมือนกัน ไม่ได้
ต่างพ่อ ต่างแม่ ต่างความรู้สึก นึกคิด
ต่างความสะดวกสบาย ต่างการดิ้นรนแสวงหา

ตัวนักเรียนเองแต่ละคน จึงมีอะไรที่ติดตัวมาต่างกัน
ตามสภาพจริง ตามสภาพกรรม

การสอน การเรียน ให้คิดเป็น กับการสอนให้รู้เนื้อหามากๆ
บางทีก็ไปด้วยกัน บางทีก็สวนทางกัน

การเปรียบเทียบกับต่างประเทศ
ก็เพียงให้รู้ว่า ใครเขาเป็นอยู่ เรียนกันอย่างไรบ้าง

เพื่อพิจารณาทบทวนตัวเราเอง ประเทศเราเอง

แต่คงไม่มีแนวทางของใครดีที่สุด

เราต่างต้องเรียนรู้ พัฒนากันไปตามสภาพจริง
ซึ่งก็อาจแตกต่างกันไป

การศึกษา ก็เป็นเพียงภาพสะท้อนหนึ่ง ของสังคมนั้นๆ

และเราก็ยังมีการศึกษาอื่นๆ ที่อยู่นอกระบบ
มีการศึกษาแบบทางเลือก ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างที่เราเห็น
ตามโรงเรียนต่างๆ โดยทั่วไป
วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.81,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 145 30 มี.ค. 2549 (16:22)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23

ผมว่า ดร.ทักษินคงไม่สนใจเรื่องอย่างนี้หรอก
คนที่จะทำให้แนวคิดแบบนี้เป็นจริงได้ น่าจะเป็นคุณปัญญา
คนที่จัดรายการ"ทศกัญฐ์"(10หน้าคว้า 10 ล้าน) หรือ รายการ"แฟนพันธุ์แท้" ก็นับเป็นรายการที่สร้างสรร และต้องการความรู้ชั้นวิเคราะห์หลายระดับ แต่ไม่ค่อยเกี่ยวกับบทเรียนสักเท่าไร

รายการอย่างที่คุณ Its Me กล่าวถึง ของไทยเรา ที่ผมรู้จักก็มีรายการ"เวทีคนเก่ง" เป็นการชิงแชมป์ระดับภาคและระดับประเทศ
แต่ สปอน์เซอร์ของรายการ ก็เป็นพวกเจ้าของโรงเรียนกวดวิชาเป็นส่วนใหญ่ แล้วปัญหาที่เด็กชอบเลือกตอบ ก็มักจะเป็นปัญหาทาง สังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
เพราะว่า พอเป็นปัญหาทางวิทยาศาสตร์(อย่างฟิสิกส์ ผมเคยตั้งปัญหาไปให้เขาครั้งหนึ่ง) โจทย์ง่าย มาก ๆ ที่ถ้ามีคอนเซ็บ สักนิดก็จะต้องตอบได้ ไม่ต้องใช้สูตรคำนวณ เด็กกลับตอบกันไม่ได้เป็นส่วนใหญ่(เขาก็เลยไม่เชิญมาอีก)

โดย: นิรันดร์ [IP: hidden]
วันที่ 28 ก.พ. 2547 - 15:18:11
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=92&Pid=17602
ศรีปิงเวียง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1085 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 146 1 เม.ย. 2549 (04:23)
จะว่ากันไปแล้ว ผมเห็นด้วยกับหลายๆความคิดเห็นนะครับ ผมก็คนนึงหล่ะครับที่เรียนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ บางครั้งต้องบอกว่ามันเยอะเกินไปจริงๆ บางเรื่องเรียนไปก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร แต่ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่าบางสิ่งบางอย่างเราเรียนคิดว่ามันยากเกินไป แต่พอเรียนแล้วกลับได้นำมาใช้จริงๆ ไม่ครั้งใดก็ครั้งหนึ่ง พอเราได้ใช้ความรู้นั้นด้วยความจำเป็นหรือเกิดเหตุอันใดขึ้นก็แล้วแต่ ทำให้เรากลับมาคิดได้ว่า "ดีนะที่เราเรียนมา เลยทำให้รอดตรงนั้นมาได้"

อย่างที่ความคิดเห็นนึงบอกเอาไว้ว่าทำไมเราไม่เรียนให้มิติมันลึกขึ้นแต่ลดความกว้างลง ผมว่ามันก็จริงนะครับ ถ้าสมมติว่าเราสนใจเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เราก็ควรที่จะเรียนให้ลึกลงไปเฉพาะด้าน เรียกว่าให้เป็นระดับโปรด้านหนึ่งไปเลย มันน่าจะดีกว่า เพราะคนเราไม่เก่งอะไรไปซะทุกอย่างหรอกครับ

ถ้าถามอีกครั้งว่าเรียนเยอะไปรึเปล่า ถ้าเทียบกับต่างประเทศ เอาแบบเรียนปกตินะครับ ไม่ได้เป็นโรงเรียนพิเศษหรืออะไร เอา HiSchoolของรัฐก็ได้ครับ ทั้งไทยทั้งเทศ จะเห็นได้ว่าของไทยเรียนเยอะมากจริงๆ โดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์ ม.ปลายนะครับ แต่ของต่างประเทศเรียนไม่มากเท่าของเราครับ

ลองคิดดูนะครับ
>>> เช้ามาไปโรงเรียน ถึงโรงเรียน เรียนตอนเช้า 4 คาบ พักกลางวัน 1 คาบ แล้วเรียนต่ออีก 3-4 คาบ รวม 8 คาบ ถ้าสายวิทย์บางโรงเรียนก็ปาเข้าไป 10 คาบต่อวัน เลิก 4 - 5 โมงเย็น แถมบางคนเรียนพิเศษตอนเย็นต่ออีก วันนึงเบลอมั้ยครับ เอาแค่เรียนไปสักคาบ 7 ก็ไม่อยากจะเรียนกันแล้วครับ เบลอเป็นที่สุด ทานข้าวมาอิ่มๆตกบ่าย ยิ่งฝนตก หลับหมดหล่ะครับ โดยเฉพาะวิชาที่บรรยายเสียงหวี่ๆหึ่งๆ แล้วเด็กไทยจะได้อะไรครับ

เหตุผลที่หนีเรียนนะครับ 1. เบื่ออาจารย์ 2. เบื่อวิชา 3. ง่วงนอน 4. การบ้านไม่ทำแล้วจะโดนลงโทษ [หนีเรียนบางครั้งก็รอดไปได้] 5. หนีไปทำการบ้านที่ต้องส่งของวิชาต่อไป 6. การเรียนการสอนน่าเบื่อ 7. วิชาที่ต้องเรียน 2 คาบติด ไม่มีการพัก ทำให้เบื่อ แล้วก็หนีออกไปกลางคาบ ตอนอาจารย์เผลอ
Max Potter เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 147 2 เม.ย. 2549 (00:08)
สวัสดีค่ะ มีลูกที่จะขึ้นม.3ปีนี้ค่ะ ลูกยังไม่รู้ตัวว่าจะชอบอะไรเลยว่าม.ปลายจะเรียนสายไหนดีพยายามค้นหาตัวเองอยู่
รู้สึกเค้ากังวลอยู่เล็กน้อย ทำให้แม่รู้ว่าเป็นเด็กสมัยนี้ต้องคิดอะไรบ้าง ลูกเรียนสบายๆเกรดก็ไม่แย่นักดูๆหมือนดี แต่ไม่โดดเด่นอะไรพิเศษ
ปิดเทอมไม่เรียนพิเศษ หาหนังสือมาอ่านเอง ที่ดูหนังสือเองแต่ทำได้แค่วิชาที่อ่าน สังคม ไทย วิทย์ที่พออ่านได้ แต่วิชาคำนวณลำบากมากๆ เลยมารู้จักเวบนี้เลยต้อง Fav ไว้เลยมีประโยชน์มากๆเลย
เด็กสมัยนี้เรียนมากมายจริงๆ
คนเป็นแม่ (IP:124.120.3.14,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 148 2 เม.ย. 2549 (10:52)
จากผลการวัด IQ ปรากฏว่าเด็กไทยมีIQตำลงทั้งๆที่จบการศึกษาป.ตรีมากขึ้น ความจริงจะเอาสมัยก่อนมาเทียบกับเดี๋ยวนี้มันก็ต่างกันอยู่นะ เดี๋ยวนี้เรียนยากขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเยอะ ข้อสอบเอนทรานซ์ในหลายปีก่อน บางโรงเขายังเอามาเป็นข้อสอบกลางภาค ปลายภาคเลย
assembly (IP:210.86.185.150,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 149 3 เม.ย. 2549 (09:39)
จริงๆเรื่องผลวัด IQ เป็นสิ่งที่น่าสนใจ

ผมเชื่อว่า อาจจะบอกอะไรได้บ้าง แต่อาจจะไม่มากนัก

เพราะการวัด ว่าทำอย่างไร วัดกับใคร
และตัวข้อสอบที่ใช้ ต่างเป็นปัจจัยที่สำคัญ

เราอาจจะสรุปได้เพียงว่า

"กลุ่มเด็กที่เลือกให้ทำข้อสอบ ที่เรียกว่า ข้อสอบวัด IQ
ให้ผลคะแนนค่อนข้างต่ำ "


แต่ถ้าหากวิธีการวัดดี ข้อสอบดี
เราก็น่าจะนำมาวิเคราะห์ว่า สิ่งที่ต้องการวัด ที่เด็กเราไม่มีนั้น
ทำไมจึงไม่มี

ถ้าเป็นสิ่งที่ควรจะมี ก็จะได้มาปรับแก้ไขกิจกรรมการเรียนการสอน
วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 150 4 เม.ย. 2549 (21:09)
เด็กเรียนเยอะมากแล้วก็ไร้คุณภาพ ระบบการศึกษาเมืองไทยตอนนี้เป็นอะไรไป การศึกษากลายเป็นการพาณิชย์ เคยเห็นมีโรงเรียนดีๆมีคุณภาพก็ทยอยปิดตัวลงไปทีละแห่งทีละแห่งน่าเสียดายแต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเปิดต่อไปก็ขาดทุนเพราะผู้ปกครองไม่เข้าใจแนวการสอนก็ไม่พาลูกเข้าเรียน ที่เรียนอยู่บางครั้งก็ทนกระแสสังคมจอมปลอมไม่ได้ก็เอาลูกออก โรงเรียนก็อยู่ไม่ได้ จะมีหน่วยงานไหนที่จะสนับสนุนโรงเรียนอย่างนี้บ้างไหมค่ะ ช่วยกันสนับสนุนให้มีโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนที่จะผลิตคนที่มีคุณภาพออกมาให้กับสังคมไทยเยอะๆ
khun (IP:203.151.140.116,203.113.32.11,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 153 10 เม.ย. 2549 (00:28)
เห็นด้วยนะคะที่บอกว่าเด็ฏไทยเดี๋ยวนี้เรียนเยอะไปหรือปล่าว ดิฉันคิดว่า เราควรเปลี่ยนจากการให้แต่ทฤษฎีมาก ๆ ด้วยความมุ่งหวังที่จะให้เด็กไทยทัดเทียมกับอารยประเทศ(ที่เป็นเจ้าอุตสาหกรรมโลก) ในขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและที่สำคัญ เรายังมีอีกทฤษฎีหนึ่งนั่นคือ การพอเพียง หากเราจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้นักเรียนเพื่อให้เค้าคิดงานใหม่เป็น เป็นนักเรียนที่มีจินตนาการกว้างไกล คิดงานที่ทัดเทียมต่างชาติเองได้ โดยไม่ใช่การเลียนแบบหรือเดินตามตะวันตก มันคงจะดีไม่น้อยนะคะ หากว่า เราจะมีบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นคนไทย มีผลงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ไม่เหมือนใคร และคนๆ นั้นอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข คงจะเพียงพอแล้วกระมังคะ
สุดารัตน์ อนุรักษ์เกษตร (IP:58.147.82.232,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 155 10 เม.ย. 2549 (11:31)
ที่ IQ เด็ก(อย่างผม) เฉลี่ยลดลงเป็นเพราะเรียนทฟษฎีมากไปรึเปล่า

จนไม่มีเวลาการเรียนที่เน้นพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

เหอๆ เรียนมันเหนื่อย แต่หนุกดีนะ
aum เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 13 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 156 10 เม.ย. 2549 (13:13)
ผมว่านะครับ เรียนเยอะไป แต่แน่นอนว่าคนเราย่อมรับได้ไม่เท่ากันอยู่แล้วล่ะครับ แล้วก็คนที่รับได้มากในขณะนั้นก้ไม่แน่ใจว่าจะสามารถใช้ได้ตลอดไปหรือไม่ หมายถึงเค้าอาจจะมั่นอ่านหนังสือเพื่อเข้าสอบแข่งขันเท่านั้น เพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้น ก็คงจะเพราะว่า่ระบบการศึกษายัดเยียดให้ ใครที่ไม่มีความรู้กว้าง คือมีหลาย ๆ วิชา ก็คือคุณอาจจะสอบตก หรือไม่สามารถผ่านระบบการคัดเลือกต่าง ๆ ได้ ซึ่งจุดนี้เองทีค่เป็นตัวกดดันทำให้เกิดความเครียดและทำให้เด็กไม่สามารถมุึ่่งทำอย่างใด
อย่างหนึ่งได้อย่างจริงจังหรือเรียกว่า ทำหลายอย่างแต่เอาดีไม่ได้สักอย่าง แต่เป็นเพียงข้อเปรียบเทียบนะครับ ที่จริงบางคนก็สามารถนำใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งในจุดนี้ผมขอเสนอให้เด็กสามารถเลือกที่จะเรียนรู้เองได้ ว่าเค้าถนัดอะไร ชอบอะไร ก็ไม่ต้องยัดเยียดให้เค้า
-- สำหรับที่บอกว่า ขนาดเรียนเยอะแล้ว ทำไม่ยังไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่หรือหันหาอบายมุขได้ ทั้งนี้อยากขอตอบว่า มันกดดันครับ พวกคุณเองก็เคยผ่านจุดนั้นมา่ หากเด้กไม่มีผู้ให้คำชี้นำอย่างใกล้ชิดแล้วก็มีสิทธิ์ที่จะหันหาอบายมุขได้ถ้ามีสถานการณ์ สิ่งแวดล้อมที่ไม่ด ซึ่งเค้ายังไม่บรรลุนิติภาวะ ย่อมมีการตัดสินใจที่อาจจะไม่รอบคอบ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาคือการปรับปรุงการศึกษาให้เหมาะสม มิใช่โทษแต่ตัวเด็กเอง หรือ ปฏิรูปการศึกษาที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเช่นทุกวันนี้ ครับ
เด็ก ม.6 (IP:203.113.55.208,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 157 14 เม.ย. 2549 (18:51)
ผมเองเคยคิดเหมือนกันว่า เราเรียนอะไรมากไปหรือเปล่า ในหลายๆวิชา ทั้งๆที่เราคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ ซึ่งบางทีมันก็ไม่มีประโยชน์เลยเช่นกัน แต่บางครั้งมันก็มีประโยชน์บ้างตามแต่โอกาสและวาระ แต่ยังไงก็ตาม ผมเรียนสายวิทย์มา ชอบวิชาคำนวน เหมือนกัน แต่ก็รักชีวะ ไม่แพ้ เพราะว่ามันสนุก จริงๆผมชอบทุกวิชาที่มันจะทำให้เราเข้าใจ โลกใบนี้มากขึ้นไปกว่าเมื่อวาน จะว่าชีวะเป็นวิชา ท่องจำหรือ คำตอบ โดยสาระของทุกวิชา หากไม่ต้องจำเลย เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างฟิสิกส์ ก็เหมือนกัน ส่วนใหญ่ผมไม่จำสูตรสำเร็จ(ที่บางคนชอบท่องกัน) เพราะว่ามันเปลืองสมอง ผมยิ่งมีสมองเล็กๆ อยู่ด้วย ท่องไปหมดก็แย่นะสิ >.< ผมมักจำหลักสำคัญๆ แล้วพิสูจน์เอาเวลาสอบ แต่ เราก็อาจใช้สิ่งเรานี้ตลอดไม่ได้ เพราะเราต้องนั่งเสียเวลามาพิสูจน์ บางครั้งเราเลยต้องจำมัน
ส่วนเรื่องเนื่อหานั้น ผมมีความรู้สึกว่า มันหลากหลายต่างหาก ไม่ใช่ละเอียดหรอก มันแค่หลอก ว่าเยอะ แต่มันกลวง เราพยายามกวาดทุกหัวข้อ แต่เหมือนไปแตะๆๆ มัน แล้วก็ปล่อยมันทิ้งไว้ เราต้องยอมรับว่าคนที่เข้าสายวิทย์ด้วยใจรักเนี่ย มีพอสมควร และบางส่วนที่เลือกเพราะเหตุผลอื่นๆ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเรียนมากไป บางอันไม่ได้ใช้ ซึ่งก็ถูกของคุณ แต่ ถ้าใครมาบอกผมว่า ทำไมเข้าแพทย์แล้วต้องเรียนฟิสิกส์ ละ เรียนแค่ชีวะอย่างเดียวก็พอแล้ว ผมคงต้องเสียใจมาก เพราะว่าร่างกายมนุษย์ซับซ้อน ใช้หลักฟิสิกส์มากมาย 0_o เริ่มจามั่วไปมั่วมาแล้วผผม อ่ออีกเรื่องการศึกษาไทยนะ มันแย่ตั้งแต่รากฐานแล้ว ครูอาจารย์สมัยนี้ หาดีๆ จริงๆค่อนข้างยากมาก คือถ้าครูไม่ดีเนี่ย ศิษย์จะดีไปได้อย่างไร อย่าอ้างว่าเด็กต้องเป็นคนเริ่มเอง เพราะถ้ายังงั้นไม่ต้องมีครู อาจารย์หรอกครับ อย่าจ้างเลยเสียตังค์ หุหุ เราไม่ได้สอนเด็กอัจฉริยะนะที่จะให้เอาหนังสือให้ มันไปอ่านเองแล้วรู้เรื่อง เราสอนคนไปสร้างสรรค์เติมต่อ วิทยาการครับ ส่วนพวกอัจฉริยะ เราเอาไว้ เปิดหน้าต่อๆไปของหนังสือของพระเจ้า ด้วยความปรารถนาดีจาก ก้อนหิน หลังเขา
ก้อนหินเหลืองๆ (IP:202.34.192.103,202.34.200.108,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 158 15 เม.ย. 2549 (23:20)
เรื่องนี้ด้วยความที่ผมเป็นนักเรียนอยู่นะครับ ผมก็คิดมาตลอดเหมือนกัน จริงๆแล้วผมว่าเรียนไม่มากไปหรอกครับแต่ว่า เรื่องที่เรียนน่ะครับ ผมเข้าใจว่า เนื้อหาวิชาม.ปลายมันเป็นการเรียนพื้นฐาน แต่บางอย่างมันก็อย่างว่าล่ะครับ ไม่ได้ใช้ แล้วก็ลืมไปโดยปริยาย

เด็กส่วนหนึ่งมักจะคึดถึงแต่การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน จึงตั้งใจเรียนแต่เฉพาะเรื่องที่ตัวคิดว่าใช้(ซึ่งไม่ได้รู้เรื่องเล้ย) และอีกส่วนหนึ่งคิดถึงการนำไปใช้สอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย จึงเป็นตัวบังคับโดยปริยายที่จะต้องเข้าใจในเนื้อหา(ที่ว่าเยอะ)เพื่อใช้สอบเข้า *อ.แนะแนวมักจะชอบถามเสมอว่าตัวเองนั้นชอบทางด้านสาขาอะไร ซึ่งเด็กหลายๆคนก็ตั้งเป้ากับตัวเองไว้ว่าชอบสาขาอะไร และถนัดอะไร แต่สิ่งที่เอามาตัดสินว่าถนัดจิงหรือไม่คือความรู้พื้นฐานในสาขานั้น ซึงมักจัดเป็น ฟิสิก เคมี ชีวะ ภาษา ศิลป์ จะเห็นว่าเด็กสายวิทย์ต้องเรียนพื้นฐานทั้ง3อย่างคือ ฟสิก เคมี ชีวะ เราจะเห็นเหมือนกับว่าม.ปลายคือช่วงที่เอาไว้ให้เด็กชิมลางว่า ชอบและถนัดสาขาไหนจริงๆซึ่งนาน3ปี ก็เข้าใจว่าทั้ง3วิชาก็เป็นพื้นฐานกันและกันของสาขา เช่นสาขาชีวะอาจจะต้องใช้ความรู้บางเรื่องในวิชาเคมี แต่มันก็ไม่ใช่ทุกเรื่องของที่จัดให้แบบนี้
-ผมจึงเสนอว่า-
ทำไมเราไม่เอาพื้นฐานกองเรียงไว้ให้เขาล่ะฮะ เมื่อเด็กตกลงปงใจจะไปสาขาไหนเข้าก็จะตั้งใจเต็มที่ เมื่อสาขาที่เขาเลือกมันขาดพื้นฐานของอีกวิชานึง เราก็มีเวลาให้เขาไปหยิบมาทำความเข้าใจ ไม่ใช่ยัดมั่วแบบนี้ สำคัญบ้างไม่สำคัญบ้าง ถ้าเราต้องการให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็นเราก็ต้องให้ช่วงเวลาเพื่อนให้เขาคิดวิเคราะห์ด้วยครับ เนื้อหาวิชามากมายก่ายกองทำให้เขาไม่มีเวลาเท่าไหร่เพื่อการคิดวิเคราะห์
บางคนอาจมองว่า แล้วถ้าเราเอาพื้นฐานกองไว้แล้วเด็กจะรู้ได้ไงว่าเขาชอบอะไรจริงๆถนัดอะไรจริงๆ
-ผมก็เสนอว่า-
เราก็คัดเลือกเนื้อหาพื้นฐานที่สำคัญสุดๆมาให้เขาได้ชิมลาง แต่ไม่ควรจะมากถึง3ปีครับ เทอมนึงก็น่าจะพอแล้ว
VittruvienMan เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 34 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 159 15 เม.ย. 2549 (23:27)
อ้อ อีกอย่าง เด็กมักมีสิ่งที่เขาสนใจในการเรียนรู้นอกตำราด้วยครับ อย่างเช่นผมชอบ เกี่ยวกับทฤษฎีควอนตัม สัมพัทธภาพ ไอนสไตน์ จักรวาลอะไรต่างๆ แล้วแต่บุคคล ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการเรียนรู้ของเขาที่มีพลังมาก แต่ เขาอาจจะไม่มีเวลาให้กับสิ่งนี้เนื่องด้วยวิชาในตำรา เพราะติดที่เข้าต้องทำคะแนนสอบให้ดี ถ้าหลักสูตรไปปิดกั้นสิ่งเหล่านี้ของเขาแล้วล่ะก็ อัจริยะเด็กไทยก็ไม่ค่อยจะเกิดแน่นอนครับ
VittruvienMan เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 34 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.