|
เด็กไทยเรียนเยอะไปหรือปล่าว ?
โพสต์เมื่อ:
12:44 วันที่ 9 ม.ค. 2549 ชมแล้ว:
29,880
ตอบแล้ว:
540
วันก่อนนานมาแล้ว มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรฟิสิกส์สำหรับเด็กนักเรียน ม.ปลาย โดยมีครูและอาจารย์จากหลายที่ได้รับเชิญมาให้ความคิดเห็น
ผลจากการประชุมก็คือว่า เราลดหัวข้อของฟิสิกส์ลงได้ไม่เท่าไหร่ เพราะหลายคนคิดว่าทุกเรื่องสำคัญหมด ตั้งแต่ แรง แสง ไปจนถึง นิวเคลียร์ (และเป็นเนื้อหาที่ลึกมากด้วย) ผมคุยกับ Dr. Matthew Dailey จาก อเมริกา (ตอนนี้สอนอยู่ ที่ ธรรมศาสตร์) เค้าบอกว่า ตลอดช่วง high school เค้าเรียนวิชา ฟิสิกส์ แค่วิชาเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกมากมาย ตอนเค้าเรียนต่อวิศวะในมหาวิทยาลัย เค้าก็ได้เรียนฟิสิกส์อีก 2 คอร์สแค่นั้นเอง บ้านเรา เด็ก ม.ปลาย สายวิทย์ เรียนฟิสิกส์ (วิชาอื่นๆด้วย เช่น เคมี ชีวะ) เยอะมาก ไปหรือปล่าว ? เรียนแทบจะทุก หัวข้อ จนเวลาเต็มเอียด ขยับตารางเวลาไม่ได้ วิชาเสริมก็ต้องเอาไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ จริงๆแล้ว เด็กที่เรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวะ ก็ไปเรียนซ้ำเรื่องเดิมในมหาวิทยาลัยอีก ส่วนเด็กคณะอื่นๆ เนื้อหาฟิสิกส์ (เคมี ชีวะ) ที่เรียนไปเยอะแยะตาแป๊ะ ก็ไม่ได้ใช้อะไรต่อ แป๊บเดียวก็ลืม (สรุปว่าเราจะเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะให้มันลึกสุดใจไปทำไมกันตอน ม.ปลาย) (ผมเองก็จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ตอนสอบได้ เกรด 4 หรือ ได้ A ตอน ป.ตรี แต่ ตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้ว) ทำไมเราไม่เรียนเนื้อหาให้น้อยลง แล้ว ไปเน้นเรื่องของการคิดให้มากขึ้น เรื่องการมองโลก เรื่องคุณธรรม เรื่องธรรมชาติ เรื่องสันทนาการ หรือ เรื่องอื่นๆที่ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิด ได้โตกว่าส่วนที่ใช้จำ จำนวน 467 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| -9- 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 160 16 เม.ย. 2549 (05:42) ในห้องเรียนฟิสิกส์ชั้นมัธยม มีซักกี่คนที่จะเข้าใจหลักการทางฟิสิกส์บางเรื่องอย่างถ่องแท้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโจทย์ที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ คำตอบคือ มีน้อยครับ หลายครั้งที่ผมถูกเพื่อนไหว้วานให้ช่วยอธิบาย เหตุผลส่วนใหญ่ที่ได้เพราะเพื่อนของผม "ไม่สามารถมองเห็น และจินตนาการภาพได้ถูก" โชคดีที่พ่อแม่ผมปล่อยให้ผมได้ศึกษาเรียนรู้การทดลองวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ (ของเล่นพังเพียบ) เลยพอเข้าใจ และมองเห็นภาพ แต่สำหรับหลายๆคน ไม่เคยแม้กระทั่งได้สัมผัสอุปกรณ์ทดลอง "เพราะมันตั้งโชว์ในตู้ และครูกลัวว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเสียหาย" เรื่องนี้จริงครับ ไม่เชื่ออย่าลบลู่ โรงเรียนของผม(และอีกหลายๆ โรงเรียน) ทำการทดลองบนกระดาษหนังสือและบนกระดาน เหตุผลที่ไม่ได้ทำการทดลองเพราะ "จะสอนไม่ทันเนื้อหาสอบเข้ามหาวิทยาลัย" คราวนี้รู้หรือยังครับ ว่าเด็กไทยเรียนมากไปหรือเปล่า ปล. ผมเป็นนักเรียนกำลังจบช่วงชั้นที่ 4 หมาดๆ รอเข้ามหาวิทยาลัยครับ ผมเห็นกระทู้นี้แล้วมองระบบการศึกษา ปัญหาที่เจอก็งูกินหางซะแล้ว ว่างๆ จะกลับมาร่วมด้วยช่วยกันใหม่ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 161 16 เม.ย. 2549 (16:38) ผมว่าเป็นข้อบกพร่องของการศึกษาไทย ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญมาก นักเรียนสมัยนี้เรียนหนักมากๆ เวลาพักแทบไม่มี ถ้าเรียนแต่ที่โรงเรียน เนื้อหาที่ได้รับก็แค่ระดับพื้นฐาน ทำให้ต้องไปเรียนที่ติวเตอร์ แล้วยังมีจัดเข้าค่ายอีกมากมาย ผมเป็นคนนึงที่สอบติดค่ายนู้นบ้าง ติดค่ายนี้บ้าง ทำให้ผมตระหนักเลยว่า การเรียนหนังสือมากเกินไป จะทำให้เราเหนื่อยและล้าจนส่งผลให้เราเรียนไม่รู้เรื่องเลยสักนิด Deviruchi (IP:58.147.24.71,,) เราน่าจะช่วยกันวิเคราะห์ในภาพรวม การให้แง่คิด มุมมองของแต่ละคน เป็นเรื่องที่เราต้องเปิดกว้างและรับฟัง แต่ถ้าหากต้องการการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาหรือปรับปรุงระบบการศึกษาของเรา ในส่วนของเนื้อหาวิชาต่างๆ ในส่วนของการฝึกทักษะ การพัฒนาการคิด ให้คิดเป็น ไปพร้อมๆกับระบบการสอบ การแข่งขัน เราคงต้องช่วยกันคิดในภาพรวม ในการพัฒนาของทั้งหมด ไม่ใช่เพียงการ เอาตัวรอดของแต่ละตน ไม่ใช่เพียง การยึดเอาตามใจชอบ ตามสะดวกของแต่ละคน และต้องคำนึงถึง ความแตกต่างของผู้เรียน ผู้สอน สภาพเอื้อต่างๆในแต่ละโรงเรียนด้วย ประเด็นน่าจะเป็นในเรื่อง เนื้อหาส่วนกลางที่ต้องเรียนกันทุกคน ที่บังคับเป็นพื้นฐาน ว่าเป็นสิ่งที่ควรต้องได้รู้ ได้ฝึกในแต่ละช่วงชั้น แยกจาก เนื้อหาในส่วน ที่เปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้ ตามความถนัด และความสนใจ และก็ต้องมองผสานไปกับ การสอบคัดเลือกแข่งขันในการเรียนขั้นสูง มองถึงความแตกต่างของบุคคล ครอบครัว สังคม รวมเข้าไปด้วยอีกส่วนหนึ่ง ก็น่าจะให้ส่วนผสม ของเนื้อหาที่จะใช้เรียนใช้สอนกัน ที่น่ารับฟัง น่ายอมรับได้ร่วมกัน ผมว่า ... การมีการร่วมกันศึกษา วิเคราะห์ เสนอแนวทางที่สร้างสรรค์ต่อการพัฒนาระบบการเรียนการสอนของบ้านเรา อย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง น่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่ดีที่สุด ที่จะให้คำตอบอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ทำให้เราอยู่ติดในวังวงของความคิด หรืออคติในแง่มุมหนึ่งๆเท่านั้น เราควรจะช่วยกันคิดว่า ... เราเองแต่ละคน จะมีส่วนร่วมอย่างไร ไม่ใช่ การกล่าวโทษสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวเรา แต่ท่าเดียวอยู่ร่ำไป วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 163 19 เม.ย. 2549 (18:42) เรียนมากไปก็ไม่ได้เอาไปใช้ในชีวิตซะหมดหรอก เราเคยได้ยินว่าเด็กเมืองนอกเรียนไม่มากเท่าเด็กไทย แต่ทำไมเขาเก่งกว่า และประเทศเขาพัฒนามากกว่าตรงนี้สิน่าคิด บางอย่างนะเรียนไปก็อย่างงั้นแหละใช้เฉพาะตอนเรียนกับสอบแต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ใช้ บางอย่างเรียนไปก็เอาไปโกงกินคนอื่น เอาไปข่มคนอื่นว่าตัวเองเหนือกว่า ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งเซ่อเข้าตำราเด็กไทยที่สุด เด็ก ม.ปลาย (IP:203.113.37.8,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 164 22 เม.ย. 2549 (21:23) ผมว่าการศึกษาในประเทศไทยมันยังไงก็ไม่รู้ เนื้อหาเรียนซะลึกเลยโดยเฉพาะฟิสิกส์ไม่รู้จาเรียนไปทำไมเยอะแยะสงสัยคนที่จัดการศึกษาในประเทศไทยอยากให้เด็กเป็นนักวิทยาศาสตร์กันหมด แต่คิดดูจิว่าเรียนไปแล้วจามีคนเอาไปใช้ได้กี่คน เพื่อนของผมนะถามผมว่าเรียนฟิสิกส์แล้วเอาไปทำอะไรได้ถ้าไม่ได้เรียนคณะวิทยาศาสตร์หรือวิศวะ เรียนไปใช่ว่าวิชานี้จะง่าย แต่เป็นวิชาที่ยากมาก ส่วนคนที่เรียนพิเศษผมคิดว่าไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ที่ต้องเรียน ถ้าเกิดเราตั้งใจเรียนในห้องเข้าใจหมดแล้วก็จาไปเรียนทำไม คุณครูของผมเล่าให้ฟังว่าครูสอนในห้องเรียนเหมือนสอนพิเศษเลย แต่พออยู่ในห้องเรียนไม่ตั้งใจเรียน แต่ไปตั้งใจตอนเรียนพิเศษ คนเราอ่ะนะสอนฟรีให้ไม่เอา เสียเงินถึงจาเรียนเหอๆ ผมไม่ได้เรียนพิเศษก็ยังสอบได้คำแนนดีๆเลย มันไม่เกี่ยวหรอกว่าคนไหนไม่เรียนพิเศษจะไม่เก่ง Roy (IP:58.9.25.145,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 165 23 เม.ย. 2549 (22:36) เหงด้วยครับทั้งเรื่องเรียนพิเศษ กับ เรียนเยอะแล้วได้อะไร อย่างผมเกลียดอังกฤษเป็นชีวิตจิตใจแต่พ่อแม่ยังบังคับให้ไปเรียนพิเศษผมก็ไม่เรียนเพราะมันเบื่อถึงในปัจจุบันภาษาอังกฤษจะจำเป็นแต่ผมคิดว่าในเมื่อผมไม่ได้ต้องการทำอาชีพที่ต้องใช้ภาษาแล้วพ่อแม่จะมาบังคับทำไม แล้วไอที่เรียนมันก็ไม่ได้ใช้อะไรมาก อย่างเรียนเรื่องแสง แสงมีกี่สี ความเร็วเท่าไหร่ มันมาจากไหน ใช้ทำอะไรบ้าง แล้วเราจาเรียนไปทำมาย พวกค้าขายต้องไปนั่งบอกลูกค้าเรื่องนี้เหรอ แค่คิดเลข บวก ลบ คูณ หาร เป็นก็อยู่ได้แล้วจะเอาอะไรกันนักกันหนา การศึกษาไทยน่าเบื่อ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 167 24 เม.ย. 2549 (21:04) ก็ลองเปลี่ยนทัศนคติซะใหม่สิครับ และเมื่อคุณรู้จักประยุกต์แล้ว คุณก็จะรู้เองว่าประโยชน์มันมีมากแค่ไหน (I love physic) Mike (IP:210.86.207.197,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 168 4 พ.ค. 2549 (23:22) ขอแสดงความเห็นหน่อยนะคะ ที่ทุกๆ คนพูดไป ก็คงถูก เพราะเด็กไทยอาจจะเรียนเยอะเกินไป แล้วหนูก็เห็นด้วยกับความเห็นนึงที่บอกว่า "ม.ต้นแยกสาย ม.ปลายแยกคณะ" น่าคิดนะคะ แต่ว่า..กระทรวงศึกษาธิการรู้รึเปล่าว่าพวกเราคิดกันยังไง? เค้าสนใจรึเปล่า? ..บางที เราพูดไปก็เท่านั้น - -" maxcensor (IP:61.90.235.77,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 169 5 พ.ค. 2549 (11:57) เด็กส่วนใหญ่ที่เรียนไม่รู้เรื่อง เค้ามักจะคิดว่า(กรู)จะเรียนไปทำไมว่ะเรียนไปก็ไม่ได้เอาไปใช้ เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ว่า เด็กมีความสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งและความสนใจของเค้าสิ่งนั้นจะเป็นพลังมหาศาลต่อการเรียนรู้ของเขา ชอบตรงนี้มากเลยครับ แล้วทำไม ไม่เอาจุดเด่นของเค้าตรงนี้ไปพัฒนาเพื่อให้ดียิ่งขึ้น ผมเชื่อว่าถ้าเค้าได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่ ผมเชื่อแน่ๆว่า เด็กคนนั้นจะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นมาก ท่านที่เคยเป็นครูหรืออาจารย์ก็ตาม ท่านลองสังเกตุเด็กของท่านดูสิครับ เค้าจะมีจุดเด่นที่ประกายเต็มตัวเค้าเลยครับ ลองทำดูดิครับ
เด็กเรียน(ไม่ค่อยรู้เรื่อง)
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 21 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว เราคงต้องหลุดจากกรอบความคิด ที่เอาความชอบใจ ของเราเป็นที่ตั้ง ถ้าเราเชื่อว่า นักเรียน สามารถคิดเองได้ เลือกทำอะไรเองได้ โดยที่ไม่ต้องมีอะไรช่วยเลย น่าจะเป็นความเชื่อที่อันตราย แต่ถ้าเราสร้างระบบ ที่ให้นักเรียนคิดเองได้ เลือกทำอะไรเองได้ อย่างมีเหตุผล โดยมีระบบที่ดีคอยช่วย คอยบ่มเพาะ อย่างถูกต้อง นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลายอย่างๆ มีความจำเป็นที่ต้องแนะนำให้นักเรียนรู้จัก ส่วนเขาจะชอบหรือไม่ นั่นเป็นธรรมชาติของแต่ละคน นักเรียนแต่ละคน ต่างต้องค้นหาตัวเอง ไม่อยากให้เราคิดว่า ถ้าทำคณิตศาสตร์ได้ไม่ดีตั้งแต่ชั้นอนุบาล หรือประถม แล้วก็จะพาลเกลียด ไม่ชอบคณิตศาสตร์ หนทางการค้นพบตัวเอง เรามีเวลากว่า 15 ปี จากชั้นอนุบาล ถึง มัธยมปลาย แต่ละคน ต่างค้นพบตัวเอง มากบ้าง น้อยบ้าง เร็วบ้าง ช้าบ้าง เราจะบังคับให้เราเรียนรู้ ค้นหาตัวเองได้ดี และพร้อมๆกัน คงจะทำไม่ได้ MG (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 171 6 พ.ค. 2549 (17:32) เรื่องเรียนเยอะไม่เยอะ ผมไม่ขอออกความเห็นนะครับ แต่ผมคิดว่า น่าจะฝึกให้เด็กไทยเป็นนักอ่าน+นักปฎิบัติ ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ดีกว่าครับ สังเกตได้ว่าสังคมไทยในปัจจุบันยังพัฒนาไปไม่ถึงไหน เพราะบ้านเรา คนดังๆส่วนใหญ่ก็มีแต่นักพูด นักฝอย และสังคมเราก็ยกย่องคนพวกนี้ซะด้วย ส่วนนักปฏิบัติ นักทำ นักสร้าง นักประดิษฐ์ ก็กลายเป็นตัวตลกในสายตาของหลายๆคน ยิ่งมีไอเดียแหวกแนวเท่าไหร่ ยิ่งโดนหัวเราะเยาะหนักมากเท่านั้น ยิ่งทำให้คนไม่ค่อยกล้าทำอะไร เพราะทัศนคติผิดๆแบบนี้แหละครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 172 10 พ.ค. 2549 (10:32) ถ้าเทียบกับประเทศอื่น ๆ ก็ดูเหมือนเราจะเรียนเยอะจริง ๆ นั่นแหละ แต่ถ้าให้หนูเรียนน้อย ๆ แล้ววัน ๆ ก็มุ่งทำแต่โจทย์เหมือนเด็กจีนก็ไม่ไหวอ่ะ วัน ๆ ไม่ต้องเรียนเนื้อหา แก้โจทย์ ทำแบบฝึกหัดกันอย่างเดียว ม่ะอาวววว ให้เรียนแบบเด็กอเมริกัน หนูก็ไม่ชอบอ่ะ มันมี free time เยอะซะจน คนที่ยังวางแผนชีวิตไม่เป็นอย่างหนูคงไม่สามารถประสบผลสำเร็จในการเรียนแบบนั้นได้ ญี่ปุ่นกับเกาหลีนี่ก็โหดกันสุด ๆ ไม่รู้ไปโรงเรียนหรือสถานดัดสันดาน (= =) เรียนเมืองไทยนี่หละดีแล้ว อยากรู้อะไรเดี๋ยวครูก็จัดให้ ไม่ต้องหาเองให้เสียเวลา (มีเวลาไปหาเรื่องอื่น ๆ ที่ครูไม่รู้เพิ่มขึ้น) เรียนเยอะ ๆ ก็ดีนะ เหมือนมีคนมาสรุปประวัติศาสตร์โลกแห่งการเรียนรู้) ให้ฟัง รู้เยอะยังไงก็ดีกว่ารู้น้อย ยังไง ๆ การที่จะประยุกต์ใช้ได้มันก็ต้องมีพื้นฐานมาจากการเรียนรู้ (อย่างน้อยถ้าพอมีพื้นมาบ้างการนำไปใช้ก็จะเกิดขึ้นเร็วกว่ามานั่งลองผิดลองถูกเองละน่า ถ้ามนุษย์ทุกคนต้องมาเรียนรู้การประยุกต์ใช้ด้วยตัวเองทั้งหมด มนุษย์ก็คงไม่มีอารยธรรมที่ซับซ้อนมากไปกว่าสัตว์อื่น ๆ ประวัติศาสตร์มนุษย์ก็ออกจะน้าน นานนนน ซะขนาดนี้ มีเรื่องให้เรียนเยอะแยะก็ไม่เห็นแปลกอะไร) 555 แบบว่าหนูชอบเรียนอ่า ปล. ข้อมูลการเรียนในประเทศอื่รน ๆ หนูรู้ก็เพราะพี่ ๆ หนูมันได้ทุนไปเรียนกันจะรอบโลกแล้ว ตั้งแต่ฟังมามีที่ ๆ หนูรู้สึกว่าน่าเรียน + น่าอยู่อยู่สองที่อ่ะ สิงคโปร์กับอังกฤษ แต่หนูว่าหนูจะเรียนในเมืองไทยนี่แหละ ไว้เข้ามหาวิทยาลัยค่อย go inter หนอน (IP:61.90.230.99,10.1.5.46,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 173 10 พ.ค. 2549 (11:56) คงต้องชี้ประเด็นให้ชัดว่า ตอนนี้ เราพูดเรื่อง ปริมาณ หรือ เรื่อง คุณภาพ เรื่องของการ ทำตามรูปแบบ ตามความเชื่อ หรือทำด้วย ความเข้าใจ มีเหตุมีผล ที่ดีรองรับ มีข้อมูล หรือไปถึงขั้น งานวิจัย สนับสนุนหรือไม่ แต่เห็นด้วยว่า ... การศึกษา ต้องมีการวิเคราะห์ แก้ไข ปรับปรุง พัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อยู่เสมอ วริน (IP:202.28.21.4,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 174 10 พ.ค. 2549 (15:08) ลองนี่เด่ะ ไม่ต้องเรียน แค่ฝึกให้สมองใช้งานได้สุดๆ http://www.speedreadingthai.com Student (IP:58.8.70.214,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 176 10 พ.ค. 2549 (23:40) จะว่าเราเรียนมากไปจริงๆมั้ย ผมก็ว่าจริงนะ ( ทุกวันนี้ผมก็คิดว่าฟิสิกส์หลายๆเรื่องมันจะไปสำคัญกับอาชีพแพทย์ตรงไหน หมอจะต้องคำนวนว่ากดมีดลองไปแรง13นิวตัน มุม27องศากับแนวระดับ แล้วแผลมันจะสวยรึยังไงกัน ) บางเรื่องที่มันกว้างก็น่าเรียนนะครับ แต่ผมไม่เห็นมันจะกว้างซักเรื่อง (อย่างฟลักค์ไฟฟ้างี้) รุ่นพี่ผมที่ไปเรียนต่างประเทศเขาบอกว่า เขาไปแล้วได้ท๊อปสายชั้นเลย เพราะโจทย์ของทางเรายากกว่ามาก ถ้าอ่านภาษาอังกฤษแตกฉานรับรองว่าผ่านฉลุยไหลลื่นหัวแตกแน่ๆ (โจทย์ในหนังสือติวเล่มละ20บาทถ่ายเอกสาร ยังยากกว่าในเทคบุ๊คด้วยซ้ำ) แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่ารอฟังแผนการศึกษาจากอาจารย์ที่คิดว่าวิชาตัวองสำคัญนักหนาแล้วก้มหน้าก้มตาเรียนไป เรายังไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกเลยหรือไง? ไม่เข้าใจเหมือนกัน ป.ล.ผมไม่ได้เป็นคนมีปัญหากับเรื่องเรียนนะ แต่อยากเอาเวลาเรียนไทย-พุทธศาสนา-ศิลปะ-อุตสาหกรรม-งานบ้าน-เคมีชีวะภาคลึกๆ ไปเรียนฟิสิกส์ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 177 11 พ.ค. 2549 (19:26) เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ล่าสุดที่ประเทษชิลี มีนักเรียนออกมาเรียกร้องขอลดเวลาเรียนลงจนเกิดเป็นจลาจลหน้ากระทรวงศึกษาที่การที่ชิลี ความเห็นเพิ่มเติมที่ 180 19 พ.ค. 2549 (03:41) คุณภาพการศึกษาน่าจะต้องอธิบายก่อนว่าเพื่ออะไร เรียนไปแล้วคุณภาพของคนต่อส่วนรวมดีขึ้นไหม พอคิดถึงการศึกษาแล้วต้องมองรอบออกไปว่าสังคมช่วยหรือไม่ช่วยอย่างไรด้วย รัฐในฐานะที่เป็นตัวนำไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการศึกษาเท่าไหร่ ต้องพัฒนาปรัชญาการศึกษาก่อนว่าจะเอาอะไร พอไม่ชัดเจนมันก็ทำให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ทุกอย่างเหมือนเดิม หลักสูตรเหมือนเดิม วิธีการเรียน-วัดผลก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน 10ปีที่แล้วมีเรียนยังไงก็เหมือนอย่างนั้น ความเข้าใจและความสามารถนำไปใช้ไม่แน่ใจว่าได้รับความสำคัญกว่าการทำโจทย์เพื่อสอบหรือเปล่า ถ้าถามว่าเรียนเยอะไปไหม ผมก็ว่าเยอะ เรื่องไม่จำเป็นเยอะไป ทำให้ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจจริง นำไปใช้ได้จริง ่การผลิตคนในวิชาชีพหลายแขนงต้องเพาะนิสัยและจริยธรรมด้วย เป็นเรื่องขาดไม่ได้ แต่ก็ไม่สามารถทำให้คนสนใจได้มากกว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้ ผมว่าเรีัยนเยอะไปนี่เป็นปัญหาจากโครงสร้างสังคมและการศึกษาที่ไม่สามารถปรับตัวกับยุคสมัยได้มากกว่าครับ หลักสูตรกระทรวงต้องยอมรับว่าไม่เอื้อกับผู้เรียนให้นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงเพราะมันนิ่งเป็นน้ำเน่า เหมือนระบบ Jack (IP:58.64.100.48,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 181 22 พ.ค. 2549 (10:50) สวัสดีค่ะ หลังจากที่ได้อ่านบทความดูก็คิเหมือนกันค่ะวาเรียนมากเกินไปหรือเปล่าโดยเฉพาะตอนที่เรียน ม .4 ค่ะแค่กล่มวิทย์ตอน ม 4 อาจารย์ที่โรงเรียนบอกว่าเก็บไปตั้ง 44 หน่วยทั้งที่มันไม่ควรจะมากขนาดนั้นเลย เรียกว่าแทบจะไม่มีเวลาทำอะไรเลยวันหนึ่งเรียนตั้งแต่ 8 โมงครึ่งถึงประมาณ 5โมงเย็นเลยทีเดียวแต่พอขึ้น ม 5-6 มาก็ไม่ค่อยได้เอามาใช้อะไรเลย ที่เรียนมาก็ลืมเกือบหมดก็อยากให้เค้าลองเปลี่ยนให้เรียนเจาะเฉพาะกลุ่มดูบ้างนะคะไม่ใชว่าให้เรียนหมดแบบนี้ ทำให้บางทีเด็กก็ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรกันแน่หรือว่าเรียนตามที่ผู้ปกครองต้องการจะให้เป็นเฉยๆ อย่างเช่นว่าเรียนวิทย์ก็ต้องเรียนแพทย์หรือไม่ก็ วศวะ อะไรพวกเนี้ย ที่โรงเรียนของเราไม่ว่าจะเป็นวิทย์หรือศิลป์ก็ยังได้เรียนพวกวิชาของกลุ่มวิทย์ด้วยกัน ก็เลยอยากจะทราบว่าถ้าหากจะให้เรียนเหมือนกันแล้วจะแยกกลุ่ม วิทย์-กลุ่มศิลป์ทำไมหละค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 182 22 พ.ค. 2549 (10:56) ทำไมการศึกษาไม่แบ่งว่านักเรียนต้องการจะเรียนอะไรในระดับอุดมศึกษาก็ให้เริ่มเรียนเตรียมตัวตั้งแต่ ม.ปลายหละค่ะอะไรๆมันอาจจะดูง่ายเข้าก็ได้นะคะ ณ ปัจจุบันนี้ อะไรหลายๆอย่าง เราถูกกรอบ หรือให้ทำ โดยไม่ได้มีทางเลือก หรือมีความสมัครใจมากนัก ทั้งนี้ น่าจะพออธิบายได้ดังนี้ 1. หลายๆอย่าง ต้องใช้เวลา จึงจะมีความเข้าใจชัดเจนมากขึ้น 2. หลายๆอย่าง เป็นการเรียนเผื่อเอาไว้ แนะนำให้รู้ 3. ความชอบ ความถนัด ก็ต้องใช้เวลา แต่ละคน ค้นพบตัวเอง ได้เร็วและช้าต่างกัน (เป็นความจริงว่า หลายๆคน แม้อยู่ในวัยทำงาน หาเงินได้เอง ก็ยังไม่ค่อยจะแน่ใจว่า ที่ผ่านมา ได้เลือกเรียน ตามความชอบ ความถนัดของตัวเอง บางคนค้นพบตัวเองเมื่ออายุมากแล้ว ก็มี) 4. ระบบการเรียนของเรา ยังพ่วงอยู่กับการสอบเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา พ่วงด้วยค่านิยมของวิชาชีพ ที่ให้ผลประโยชน์ แตกต่างกัน 5. มีคำถามให้ลองคิด ลองตอบเล่นๆ 5.1 ) ถ้าเราเก่งมากๆ เรียนอะไรก็ได้ เราคิดว่าเราจะเลือกเรียนอะไร ... ทำไมจึงเลือก จึงชอบเช่นนั้น ช่วยอธิบายด้วย 5.2 ) ถ้าเราไม่ค่อยเก่งเลย รู้อะไร เพียงผิวเผิน พอเอาตัวรอดได้เราจะทำอย่างไรดีกับอนาคตของเรา 5.3 ) เราคิดว่า ... เราเรียนไปเพื่ออะไรกันแน่ ? ลองตอบดูนะครับ |