|
โพสต์เมื่อ:
07:00 วันที่ 1 ม.ค. 2513 ชมแล้ว:
1,174
ตอบแล้ว:
65
vArticle() รู้มั้ย ผมหงุดหงิดอะไรมากที่สุด พวกนักวิทยาศาสตร์พยายามจะหาข้ออ้างมาอธิบาย ธรรมชาติให้เป็นจริง ทั้งที่จริงๆมันไม่ใช่ยังงั้นเลยซักกะติดเดียวก็มี เช่น ไอสไตน์ ตันบอกว่าไม่มีอะไรเร็วกว่าแสง ที่ประมาณ 300000 km/sec. ถามจริง เราเร่งจาก 1 เป็น 2 จาก 10 เป็น 11 ทำไมจะเร่งจาก 300000 เป็น 300001 ไม่ได้อ่ะ 300002 300030 300500 ทำไมจะไม่ได้ ใครรู้ตอบด่วน เราก็ไม่ได้มีความรู้อะไรในฟิสิกส์มากมายอะน่ะ เราแค่คิดว่า ทำไมจะไม่ได้นะ... เพราะความเร็วเท่าแสงมันก็เร็วมากๆ ถ้าถามว่าเร่งได้ไหมเราคิดว่าน่าจะเร่งได้...แต่ว่า เร่งไปแล้วมันขัดต่อความรู้สึกของมนุษย์มากกว่า ประสาทสัมผัสเราไม่สามารถที่จะรับได้....แล้วอะไรจะสะท้อนเข้าตา ถ้ามันเร็วกว่าแสง แสงก็เดินทางไปไม่ถึง แล้วจะสรุปได้ไงว่า...มันมีความเร็วเท่าไรแล้ว หรือเครื่องที่เรรามีอยู่ก็ยังม่ทันสมัยพอ...ที่เขาบอกว่าฟิสิกส์เป็นเรื่องพิสูจน์ยาก คิดออกมาตามทฤษฎีพอทำได้ แต่การพิสูจน์อาจต้องรอต่อไป ณ ตอนนี้ฟิสิกส์ก็ไม่ได้ก้าวหน้าอะไรมากมาย อาจจะยังไม่ค้นพบอะไรบางอย่าง แต่ต่อไปอาจทำได้ ตอนนี้ก็ยังคงต้องสรุปว่าไม่มีอะไรเร็วกว่าแสง เอาเป็นว่า..เป็นไปได้ทางทฤษฎีนะคะ เพราะว่าเครื่องมือพิสูจน์ของเรายังไม่ทันสมัยพอ อย่างที่คุณ skywatcher บอกค่ะ สรุปไว้ก่อนเลยว่า ยังคงไม่มีอะไรเร็วได้กว่าแสงแน่นอนค่ะ ดีค่ะ มีสาระ
สวย เริด เชิด หยิ่ง
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว สิ่งที่เดินทางเร็วกว่าแสง คือ พลังใจ เพียงแค่เราหลับตา แล้วนึกถึง แม้จะไกลเพียงไหน ก็ส่งไปถึงโดยไม่ผ่านตัวกลางใดทั้งสิ้น แม้มิอาจพิสูจน์การรับรู้โดยทางวิทยาศาสตร์ แต่ สามารถรับรู้ได้จากหัวใจ ปล. เอิ๊กๆ เรามั่วป่าวเนี่ย อยากรู้น่ะครับว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากมีเอกภพคู่ขนานจริงๆ แล้วมันจะเป็นแบบในหนังรึเปล่าครับที่แบบว่า มีคนคนเดียวกันแต่ว่าอยู่กันคนละเอกภพอะไรประมาณนี้ ผมขออธิบายเกี่ยวกับความเร็วแสงนะครับ ที่เราทราบกันว่าไม่มีอะไรจะเดินทางเร็วกว่าความเร็วแสงได้---- อนุภาค Muon ที่ถูกเครื่องเร่งอนุภาคเร่งความเร็ว จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 667 ล้าน ไมล์ต่อชั่วโมง หรือเท่ากับ 99.5% ของความเร็วแสง และถ้าเราเร่งเพิ่มอีกก็จะไปได้ถึง 99.9% ของความเร็วแสง เราก็จะสงสัยว่าทำไมไม่สามารถเร่งให้มากขึ้นอีกจนทะลุขีดจำกัดความเร็วแสง จากสมการของ Einstein นี่แหละครับช่วยอธิบายว่าทำไมเราถึงเร่งให้เร็วกว่าความเร็วแสงไม่ได้ อย่างที่เรารู้กันว่า ยิ่งวัตถุหรืออนุภาคเคลื่อนที่เร็วเท่าไร มันก็จะมีพลังงานมากขึ้นเท่านั้น และจากสมการ E=mc^2 นั้น แสดงให้เห็นว่าวัตถุยิ่งมีพลังงานมาก มวลก็จะมากด้วย ยกตัวอย่าง อนุภาค Muon เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 99.9% ของความเร็วแสง มันจะหนักขึ้นประมาณ 22 เท่า แต่เมื่อมันหนักขึ้น ก็ยิ่งยากที่จะทำให้มันเร็วขึ้นใช่มั้ยครับ เปรียบเทียบเหมือน เข็นจักรยานที่เด็กนั่ง กับเข็นรถบรรทุกอ่ะครับ เมื่อ muon หนักขึ้น ก็ยิ่งยากที่จะทำให้มันเร็วขึ้นอย่างที่กล่าวไปแล้ว โดยถ้า Muon เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 99.999% ของความเร็วแสง มวลของมันจะเพิ่มขึ้น 224 เท่า และที่ความเร็ว 99.99999999 % ของความเร็วแสง มวลมันจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 70000 เท่าทีเดียว เพราะฉะน้นถ้าเราจะเร่งให้เร็วเกินความเร็วแสง คงต้องใช้พลังงานถึง infinte ครับถึงจะมีความเร็วเท่าแสง หรือ เกินกว่านั้นได้ เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นเหตุให้ไม่มีสิ่งใดเร็วกว่าความเร็วแสงได้ครับ คำตอบที่ทุกคนอยากรู้ชีวิตน้อยๆนี้ไม่มีทางหาให้ได้หรอก จะบอกวิธีที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เหนือความเร็วแสงนะครับ ง่ายๆ คุณต้องทำให้ตัวคุณมีความเร็วแสงก่อนและตามทฤฎีโฟโตอิเล็คทริกแสงเป็นอนุภาค คุณก็ไปเตะก้นอนุภาคของแสง ความเร็วของแสงอนุภาคนั้นก็จะเพิ่มขึ้นทันใด แต่ปัญหาเหมือนจะอยู่ตรงที่ตอนนี้ไม่มีอะไรที่จะเร็วขนาดไปเตะก้นอนุภาคแสงได้ ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ครับที่จะเกิดเอกภพคู่ขนานครับ เพราะทุกสิ่งรอบตัวตอนนี้จะเป็นเหตุที่ทำให้เกิดผลในอนาคตเสมอ และทุกอย่างในอดีดจะเป็นเหตุ ที่ทำให้เกิดผลตอนนี้ และผลหนึ่งผลอาจจะเกิดจากเหตุหลายเหตุก็ได้ เช่น เพราะผมเดินไปสะดุดก้อนหินผมจึงล้ม และไปหาหมอ ถ้าหากไม่มีก้อนหินผมก็ไม่ล้ม หรือถ้าไม่เดินผมก็ไม่ล้ม และเมื่อผมล้มผมจึงไปหาหมอ เพราะฉนั้นถ้าผมไม่สดุดก้อนหินผมก็็อาจจะไม่ต้องหาหมอ จะเห็นได้ว่าเหตุรอบตัวทุกเหตุ เป็นตัวทำให้เกิดผล และผลที่เกิดจากเหตุชุดเดียวที่เหมือนกันทุกประการจะให้ผลที่เหมือนกันทุกประการ เช่น ถ้าสิ่งแวดล้อมที่เหมือนกันทุกประการในตอนที่ผมล้มลง ผมก็จะต้องไปหาหมอ แต่ถ้าหากสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปสักนิดเช่น เปลี่ยนจากก้อนหินเป็นพื้นลื่น ผมอาจจะลื่นหัวขมำ จนไปหาหมอไม่รอดก็ได้ แต่ถ้าในเวลาเดียวกันมีเหตุเหมือนกันทุกประการผมก็จะล้มอย่างนั้นแบบเดิมๆอีก แต่อาจจะมีคนสงสัยว่าทำไมครั้งแรกล้มแต่เดินผ่านครั้งต่อไปไม่ล้มทั้งๆที่เป็นคนๆเดียวกัน เพราะคนๆนั้นเคยล้มมาแล้วจึงรู้แล้วไม่ล้มอีก จากเหตุผลข้างต้นเมื่อ เกิดเอกภพจะมีเหตุการหนึ่งชุดที่ให้กำเนิดเหตุการชุดต่อๆไป ซึ่งจะเกิดผลต่อๆไปแค่ชุดเดียวเท่านั้นไม่มีการถูกหวยหรือไม่ถูกหวย เอกภพคู่ขนาน จึงเป็นได้แค่โอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น ทุกความเห็นมีสิทธิเป็นไปได้ ทุกอย่าง ไม่มีถูกผิด มีแต่ ขยายความรู้ ที่อธิบายได้ยาก หรือ ความเชื่อ ความเร็วแสงเหตุที่ไม่มีวัตุถุใดสามารถเร่งความเร็วได้ถึงนั้นเพราะ จะมีสมการของEinsteinสมาการหนึ่งที่บ่งบอกว่าเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นเวลาของมันก็จะเดินช้าลงและ ขนาดของมันก็จะหดสั้นลงด้วย ผมก็จำสมการนั้นไม่ได้แล้วแต่ว่าเมื่อความเร็วสูงมากๆจนใกล้ความเร็วแสงวัตถุจะหดสั้นลงจนเกือบจะหายไป และเมื่อเท่ากับความเร็วแสงเมื่อไหร่ ขนาดของมันก็จะเป็น0ทันที คือได้หายไป(ไม่มตัวตนอยู่)จะคงเหลือก็แค่พลังงานในรูปที่มีความเร็วเท่ากับแสงเท่านั้น นักฟิสิกส์ทั่วโลกร่วมกันถลุงเงินหลายล้านล้านดอลล่า ไปกับโครงการส่องหาอะไรก็ไม่รู้ เพื่อที่จะเข้าใจอะไรบางอย่าง ที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรกับคนอีกกว่า 6 พันล้านคนที่เหลือซักนิดเดียวเลยอ่ะ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับชาวนาตาดำๆที่ทำมาหากินด้วยเงินไม่กี่พันบาท แต่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับคนได้มหาศาล กรุณาอย่าเอาทฤษฎีที่แม้แต่คุณเองหรือนักฟิสิกส์ไหนๆก็พิสูจน์ไม่ได้ "จริงๆ" มาอธิบายเถอะครับ สมการเป็นสิบหน้ากระดาษที่ทุกคนเชื่อว่า "เป็นจริง" จะรู้ได้ยังไงเล่าว่ามันเป็นจริงตามนั้น ไม่ใช่การคาดเดาหรือจินตนาการ ทั้งที่ยังไม่เคยมีใครลองเร่งให้ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงจุดนั้นได้เลยซักคน คือตามทฤษฎีน่ะใช่มันจะหายไป แต่ถามว่าคนคิดทฤษฎีนั้น ประสบมากับตาหรือกับตนไหมว่ามันจะหายไป เคยมีใครทำจริงๆมั่งรึยังล่ะ
เพราะฉะนั้นแล้ว ทำไมเราไม่พอใจกับชีวิตความเป็นอยู่ที่ เราเป็นในขณะนี้ ใช้ชีวิตที่เกิดมาให้คุ้มค่า และทำประโยชน์ให้กับสังคมอย่างดีที่สุดดีกว่าครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 29 เม.ย. 2551 (21:37) ทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นะครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 29 เม.ย. 2551 (21:53) ถ้า แรงกิริยา = แรงปฏิกิริยา (actions=reactions) แล้ว น่าจะอธิบายกฎแห่งกรรมได้ว่า ทำกรรมใดไว้ คงได้รับผลแห่งกรรมนั้นแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว ตามหลักอิทิปปัจยตาและ ปฏิจสมุปบาท เกิดเป็นวัฏฏสงสาร เวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้จบสิ้น เหมือนสรรพสิ่งในจักรวาล มีเกิดขึ้น เสื่อมสลาย และดับไป มนุษย์ควรพัฒนาจิตวิญญาณให้สูงขึ้น และทำความดี มีคุณค่าต่อตนเองและผู้อื่น ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 30 เม.ย. 2551 (09:29) ชีวิตมนุษย์นั้นแสนสั้น เมื่อเทียบกับอายุของโลกและจักรวาล ดังนั้นเราลองคิดว่า เราได้ ทำความดีอะไรบ้างหรือยัง ความดีทำไว้เถิด มิเสียหลาย มีผลดีทั้งชาตินี้ และอาจมีผลต่อ ชาติหน้าหากมีจริง เราคงได้เกิดในภพภูมิที่ดี ผมเชื่อเช่นนั้นครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 17 พ.ค. 2551 (16:12) ![]() ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดมากนะครับ..ตอนนี้อยากบอกว่าผมชอบเวบนี้มาก.มีโอกาสจะเข้ามาอีกบ่อยๆ.......ชอบมาค้นขว้าและฟังคุณๆๆคุยกัน.....ขอเข้าก้วนด้วยคนนะครับ.....จากน้องใหม่..นามว่า สุบิน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 18 พ.ค. 2551 (02:41) ขอแสดงความเหนหน่อยนะคับ สำหรับ คห ที่ 57 นะคับ
ฟิสกิข์ในความคิดส่วนตัวของผมเนี่ย ถ้าหากไม่มีใครตั้งทฤษฎี หรือไม่มีใครค้นพบอะไรขึ้นมาอะคับ ตอนนี้โลกจะเป็นยังไงหละ โลกในตอนนี้อาจจะไม่มีการพัฒนามาถึงตอนนี้ก็เป็นได้คับการเกิดทฤษฎีต่างสามารถเอาไปสร้างอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้ส่งยานอวกาศออกนอกโลกได้ และถ้าไม่มีทฤษฎีต่างๆนี้ ยานที่ส่งขึ้นไปอาจจะระเบิดหรือเสียหายได้ หรือว่าจะเป็นผลจากดาวเทียม ถ้าหากไม่มีทฤษฏี เราก็จะไม่รู้ว่า ความสูงระดับนี้จะต้องใช้ความเร็วเท่าใหร่ถึงจะโคจรรอบโลกได้ ถ้าเร็วเกินก็จะหลุดวงโคจร ถ้าช้าเกินก็จะตกลงสู่พื้นโลก แล้วดาวเทียมแต่ละดวงก็มีประโยนชน์มากมาย เช่น ดาวเทียมกรมอุตุนิยมวิทยาแบบเนี่ย ถ้าไม่มีดาวเทียมเกี่ยวกับเรื่องนี้ เวลาเกิดพายุก็อาจจะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากก็เป็นได้ แล้วการที่จะทำนายได้ว่าพายุจะเคลื่อนที่ไปทางใหน หรือเกิดคลื่นซึนามิขึ้นมาแล้วมีการแจงเตือนไปยังพื้นที่ต่างๆนั้น กระบวนการทางฟิสิกข์ก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหละคับ ไม่น้อยก็มากแหละ
หรือว่าจะเป็นทฤษฏีฝนหลวง ในส่วนตัวผมก็คิดว่าเป็นฟิสิกข์เหมือนกันนะคับ เพราะต้องรู้ว่าอะผสมกับอะไร ถึงน่าจะได้เป็นฝน ตกมาในหน้าแรงให้ชาวไร้ชาวนามีผลผลิตต่อไป
เพราะฉะนั้นการที่นักฟิสิกข์ลงทุนไปนั้น ผมคิดว่าไม่มีคำว่าขาดทุนคับ ผมเชื่อว่าเรื่องต่างๆในอวกาศที่นักฟิสกิข์กำลังค้นคว้าอยู่นี้ สามารถนำไปใช้ประโชยน์กับมนุษย์ได้อย่างแน่นอนครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 4 ก.ค. 2551 (06:05) ทฤษฎีของ Einstein พิสูจน์ให้เห็นความจริงได้ค่อนข้างยาก จะว่าเป็นนามธรรมก็คงไม่ผิด แต่ท่านทั้งหลายรู้ไหมว่าข้อเท็จจริงทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ได้มีผู้ที่สามารถพิสูจน์และเข้าถึงความเท็จจริงทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้มาแล้ว ฟังดูแล้วหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมีผู้ที่รู้ถึงความจริงเหล่านี้มานานแล้ว ถ้าท่านอยากรู้วข้อจริงเท็จประการใดท่านสามารถศึกษาได้ด้วยต้นเองได้ โดยศึกษาจากหนทางสู่นิพานในพูทธศาสนา หากท่านมีปัญญามากพอท่านก็จะรู้แจ้งเห็นจริงในทุกๆอย่างที่ท่านคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 7 ส.ค. 2551 (20:39) ทฤษฎีทุกอย่างจะสิ้นสุดและได้รับคำตอบทุกประการ ในวันที่ เอกภพ ทั้งหมดอวสาน เพื่อกลับไปเริ่มต้นทฤษฎีให้เรามาค้นหากันต่อไป แล้วเราค้นหาตัวเราเองเจอหรือยัง ? การค้นหาทฤษฎีของทุกสรรพสิ่งกับค้นหาตัวเรา อย่างไหนยากกว่ากันแฮะ (ไม่รู้เหมือนกัน เพราะยังหาไม่เจอ) ? แต่ก็เป็นเรื่องน่าสนุกและน่าสนใจนะกับการพยายามหาคำตอบ คนที่ไม่ได้สนใจวิทยาศาสตร์จริงคงไม่มีจินตนาการทางวิทยาศาสตร์เท่าไหร่จึงอาจจะไม่ชอบที่จะรู้เรื่องราวต่างๆที่มีการพยายามหามาอธิบาย รู้ไว้ก็ดี ไม่เครียด น่าสนุกด้วยซ้ำ แต่ก็อย่าลืมค้นหาตัวเราเองด้วยนะ หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |