เฉลยความลับบัวหิมะ

เมื่อวานผมเจอกระทู้เกี่ยวกับบัวหิมะครับดูแล้วก็งงว่ามันคืออะไรเลยไปศึกษามาให้



บัวหิมะ เป็นแบคที่เรีย Acitobacter sp. ที่มีyeastหรือ แบคทีเรียบางชนิด ปนครับ



Acitobacter sp จะเป็นแบคที่เรียที่สามารถferment Alcohol ให้เป็น acitic acidได้ครับ จึงทำให้นมนั้นกลายเป็นรสเปรี้ยว สังเกตุดีๆนะครับว่าผมบอกว่า มันใช้ Alcohol แล้วทำไมบัวหิมะเลี้ยงในนมนะเหรอครับ เพราะ พวกคุณถูกหลอกมาไง การทีนำ Acitobacter sp. มาเลี้ยงในนม จะมีการปนเปื้อนของยีสหรือแบคทีเรียบางชนิดด้วยและยีส/แบคทีเรียนี้เองที่จะเป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในนม ให้เป็น Alcohol แล้วAcitobacter sp. จึงค่อยเปลี่ยนน้ำตาลนั้นให้เป็น กรดอะซิติกต่อไป แล้วรูปร่างที่พวกคุณเห็นกันว่าเป็นก้อนขาวๆคล้ายๆดอกเห็ดนั้น แท้จริงแล้วเป็นคุณสมบัติพิเศษของ แบคทีเรียGenus นี้ เพราะ Acitobacter บางสายพันธุ์จะสร้างเซลลูโลส มาหุ้มตัวมันเอาไว้จึงทำให้เห็นเป็นรูปร่าง



และแบคทีเรียAcitobacter นี้ก็ไม่ใช่ของแปลกในเมืองไทยเลยครับ เพราะวุ้นมะพร้าวที่พวกคุณรับประทานกันก็เป็น เซลลูโลส ที่สร้างมาจาก Acitobacter สายพันธุ์หนึ่ง โดนเขาจะนำน้ำมะพร้าวมา inoculate เชื้อ Acitobacter สายพันธุ์ที่ว่า แล้วเติมyeastลงไป เมื่อเซลลูโลสถูกสร้างจะลอยเป็นแผ่นหนาด้านบน เมื่อจะนำมาผลิต เขาจะนำ วุ้นที่ได้นั้นแหละมาล้างกรดออก แล้วแช่ในน้ำเชื่อม...



และที่บอกว่าให้เลี้ยงในแก้ว ห้ามเลี้ยงในโลหะ อันนี้คงไม่เกี่ยวครับ สามารถเลี้ยงได้ แต่ๆๆๆ ไม่ควรเพราะ

1.โลหะเกิดสนิมได้ และมีโอกาสปนเปื้อนสารพิษเช่นตะกั่วสูงกว่าแก้ว

2. ถ้าโลหะนั้นมีส่วนผสมของ Silver จะทำให้เชื้อตายครั้บ เพราะ Silverมีคุณสมบัติในการทำลายโครงสร้างบางอย่างของ เชื้อแบคทีเรีย



ที่บอกว่า ห้ามซื้อขาย....? ยิ่งไม่เกี่ยวเลยครับ แต่การให้ย่อมดีกว่าจิงมั้ยละครับ



บางคนกินแล้วท้องผูก เป็น เพราะได้รับเชื้อเข้าร่างกายมากเกินไปครับ ทำให้ normal floraในร่างกายไม่อยู่ในสมดุลย์ หรือ normal floraตายเนื่องจากได้รับLActic acidมากเกินไป เช่น อาจทำให้เชื้อ Escerichia coli ในลำใส่ใหญ่ เหลือน้อยลงจึงเกิดการหมักของอุจระไม่สมบูรณ์ ท้องจึงผูก


ความคิดเห็นที่ 1

แมงเม่า (Guest)
24 ม.ค. 2549 00:33
  1. อ้าวแล้วบัวหิมะ ที่มาทำในเครื่องสำอางค์บางตัวล่ะ

    เป็นประเภทเดียวกันหรือเปล่า

    อ่านไอ้นี่แล้วเพิ่งรู้ว่ามีบัวหิมะแบบนี้ด้วย

    ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งกะนู้นที่มี..เห็ดนำโชคให้เลี้ยงกันอ่ะ

    ต้องให้กินน้ำหวานหน่ะ พอโตเต็มถาดแล้วให้เอาไปตากแดด

    ให้แห้งแล้วใส่ในถุงแดง เป็นเครื่องรางค์นำโชค

    คล้ายๆ กันเนอะ



ความคิดเห็นที่ 2

novia
24 ม.ค. 2549 01:06
  1. บัวหิมะแบบนี้เมื่อก่อนเคยแพร่ระบาดอยู๋พักนึงครับ โดยใช้ชื่อว่า เห็ดรัสเซีย แต่มีการเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆคนจะได้จำไมได้



    แต่บัวหิมะที่อยู่ในเครื่องสำอางนี้ผมเคยได่ยินผ่านๆแต่ไม่เคยศึกษาคับ



    ถ้าใครสงสัยส่งตัวอย่างเชื้อมาให้ผมก็ได้นะครับ จะเอาไปตรวจให้ในLabs



ความคิดเห็นที่ 3

เนยสด vcharkarn veditor
14 ก.พ. 2549 22:32
  1. ลงชื่ออ่านครับ



ความคิดเห็นที่ 5

lounys-toon-ka@hotmail.com (Guest)
16 ก.พ. 2549 15:51
  1. บัวหิมะนี่เอามาพอกหน้าได้ป่าวอะ?

    เพื่อนเราบอกว่าพอกได้ จริงรึป่าว



ความคิดเห็นที่ 6

พระยาขยายกำจายมูลมูก.
4 มี.ค. 2549 01:37
  1. อย่าเอาแบคทีเรียมาทาหน้าเลยครับ



ความคิดเห็นที่ 7

malimas45@hotmail.com (Guest)
7 มี.ค. 2549 19:45
  1. ขอแก้ไข น่ะครับ คุณ Novia

    Acetobacter sp. ครับ ไม่ใช่ Acitobacter sp และ ปัจจุบัน Acetobacter xylinum ที่สร้างเซลลูโลสได้เปลี่ยนชื่อเป็น Gluconacetobacter xylinus เรียบร้อยไปแล้วครับ



ความคิดเห็นที่ 8

pharmaceutical scientist
13 มี.ค. 2549 23:28

  1. ขอแจงเรื่องบัวหิมะด้วยคนนะครับ
    บัวหิมะที่คุุณ Novia และหลายคนที่โฆษณาขายกันโครมๆ เรียกว่า Kefir ครับ ไม่ใช่สมุนไพรจีนหรอกครับ
    จุดกำเนิดของ kefir กำเนิดในแถบเอเชียน้อยแถวตุรกี รัสเซีย อุเบกิสถาน ฯลฯ เป็นส่วนผสมของเชื้อ Lactobacillus acidophilus และ Saccharomyces sp. ลักษณะของ Kefir จะคล้ายๆดอกกะหล่ำ พอเอาไปแช่ในนมเลยทำให้นมกลายเป็นโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว มีผลิตภัณฑ์ของ kefir ขายกันทั่วไปในต่างประเทศ (แถบที่ว่ามา)
    http://en.wikipedia.org/wiki/Kefir



ความคิดเห็นที่ 9

pharmaceutical scientist
13 มี.ค. 2549 23:51

  1. ส่วน "บัวหิมะ" ที่เป็นสมุนไพรจีน เป็นพืชในวงศ์ Asteraceae เช่นเดียว ดาวเรือง ทานตะวัน ฯลฯ
    นิยมนำมาทำยากันมีสองสายพันธุ์คือ Saussurea laniceps และ S. medusa
    พบในแถบภูเขาสูง 3000 เมตร จากระดับน้ำทะเล (แถบหิมาลัย)ในทิเบตและจีน เป็นพืชที่ออกดอกครั้งเดียวในชีวิตของมัน (เหมือนในหนังจีน)
    เนื่องจากยาจีนต้องนำดอกมาทำยา บัวหิมะจึงไม่สามารถสร้างเมล็ดเพื่อขยายพันธุ์ได้ ทำให้เสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ได้ เพราะบัวหิมะเกิดได้ที่สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เฉพาะ
    ทางยาจีนนำมาใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง ปัญหาประจำเดือนไม่ปกติ
    http://en.wikipedia.org/wiki/Saussurea
    http://news.nationalgeographic.com/news/2005/07/0707_050708_lotus.html



ความคิดเห็นที่ 10

pharmaceutical scientist
13 มี.ค. 2549 23:57

  1. ดอกขาวคือ S. laniceps
    ดอกสีบานเย็นคือ S. medusa

    ส่วนบัวหิมะที่นำมาผสมในเครื่องสำอาง มีแนวโน้มว่าจะเป็น kefir เพราะราคาถูกกว่า และมีคุณสมบัติเป็น whitening agent จาก lactic acid (เป็น AHA ตัวหนึ่งที่หาง่ายราคาถูก) จากการหมักของเชื้อในนม



ความคิดเห็นที่ 11

ศรีปิงเวียง vcharkarn veditor
14 มี.ค. 2549 15:03
  1. รับทราบครับพี่เภสัชฯ

    สรุปว่า บัวหิมะ(จริงๆ ) เป็นคนละตัวกับ kefir

    และ Gluconacetobacter xylinus คือ เห็ดรัสเซีย/เห็ดเยอรมัน (ที่เคยเห่อมาพักหนึ่ง)



ความคิดเห็นที่ 12

i'm boring (Guest)
14 มี.ค. 2549 17:07
  1. กินแล้วกำลังภายในจะเพิ่มกี่เท่าเนี่ย



ความคิดเห็นที่ 13

คนอยากลอง (Guest)
16 ส.ค. 2549 15:10
  1. แล้วคนท้องทานมั้ยคะ



ความคิดเห็นที่ 14

Survivor_Angel
16 ส.ค. 2549 16:28
  1. ราคาบัวหิมะ เมืองไทยแพงไหม?



ความคิดเห็นที่ 15

yui@hotmail.com (Guest)
21 ส.ค. 2549 16:07
  1. บัวหิมะสดที่นำมาทำเป็นโยเกิร์ติ แล้วเอามาทาหน้า กรณีที่ใช้ไปนานๆ มีอันตรายหรือผลข้างเคียงหรือเปล่าคะ



ความคิดเห็นที่ 17

ฟา (Guest)
25 ส.ค. 2549 23:38
  1. แล้วแบบนี้เอามาทาอันตรายไหมคะ



ความคิดเห็นที่ 19

jojojojo (Guest)
10 มี.ค. 2551 00:15
  1. <P>พิมพ์แทบตายเป็นภาษาไรเนี่ย</P>



ความคิดเห็นที่ 21

joyong (Guest)
13 พ.ค. 2551 23:24
  1. บัวหิมะ


     


    ทำความเข้าใจก่อนค่ะ


     


    บัวหิมะจริงๆ = Kefir ซึ่งเป็นแบคทีเรีย ผสมรา


     


    บัวหิมะที่เป็นกระปุกของจีน เป็นเพียง ตัวครีม ไม่เกี่ยวไรกับบัวหิมะเลย แค่ใช้ชื่อเท่านั้นเอง


     


    จากคุณต้นกระทู้ค่ะ คือ kefir เอง ก็ไม่ได้มีแค่ lactic acid หน่ะค่ะ คือมันมีสิ่งมีชีวิตเยอะหน่ะค่ะ การอธิบายสารภายในค่อนข้างยาก แต่lactic ก็มีแหละหน่ะค่ะ มันก็มีงานวิจัยเกี่ยวกับ kefir มาบ้างนะคะ เกี่ยวกับ antimutagenic กับ antioxidant หน่ะค่ะ หน้าที่ใสขึ้น(จากที่บอกมาในบางคน) ก็ lactic acid ก็เกี่ยว แต่ก็อาจมี สารที่มีประโยชน์ชนิดอื่นอยู่ด้วยหน่ะค่ะ เช่นantioxidant 


     


    ปล.สิ่งมีชีวิตมีไรหลากหลายเหลือเกินหน่ะค่ะ เกินจะคาดคิดได้หน่ะค่ะ


     


     




ความคิดเห็นที่ 22

เอื้อการย์
3 ก.ค. 2551 15:39
  1. อยู๋เชียงรายคะ อยากได้ครีมที่มีสารสกัดจากบัวหิมะจะทำอย่างไรดี



     




ความคิดเห็นที่ 23

เอื้อการย์
3 ก.ค. 2551 15:41
  1. ตอนนี้งงมาก บัวหิมะชนิดไหนที่ใช้รักษาสิวได้ ใครรู้บ้างช่วยตอบที่จ๊ะ



ความคิดเห็นที่ 24

sineenart vcharkarn veditor
4 ก.ค. 2551 09:14
  1. ดูภาพจากความคิดเห็นที่ 9-10 ทำให้นึกถึงนิยายจีน



    ที่ต้องขึ้นเขาฝ่าความลำบากไปเก็บบัวหิมะ



    มีบัวหิมะอยู่ 1 ประปุก ชื่อ BAO FU LING



    ไม่บอกส่วนผสม บอกแสรรพคุณ วิธีใช้ และการเก็บรักษา



    ใช้กับผิวหนังที่โดนความร้อนลวก ไหม้ ยุงกัด ผื่นคัน



    ผิวหนังอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ อะไรพวกพวกนั้นน่ะค่ะ



     



    ขอบคุณสำหรับความรู้ข้างต้น :)


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น