ระบบน้ำเหลือง

ขอข้อมูลระบบน้ำเหลืองอย่างละเอียดด้วยนะครับ


ความคิดเห็นที่ 1


25 ม.ค. 2549 21:30
  1. ระบบนำเหลืองประกอบด้วย -น้ำเหลือง เป็นของเหลวที่ซึมผ่านผนังเส้นเลือดฝอยออกมาอยุ่รอบๆเซลล์ ประกอบด้วย อัลบูมิน กลุโคส น้ำ เอนไซม์ ฮอร์โมน เซลล์เม้ดเลือดขาว และก็าซต่างๆ -ท่อน้ำเหลือง เป็นท่อปลายปิดมีลิ้นอยู่ภายในเพื่อให้ไหลเข้าสู่หัวใจทิศทางเดียวกันตลอดแล้วจึงเข้าสุ่หัวใจทางเส้นเลือดดำใกล้หัวใจ -ต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะน้ำเหลือง 1.ต่อมน้ำเหลือง มีอยู่ทั่วไปในร่างกาย มีหน้าที่กรองน้ำเหลืองทำลายแบคทีเรีย ทำลายเม้ดเลือดขาวที่หมดอายุ และสร้างเม็ดเลือดขาวบางชนิด 2.อวัยวะน้ำเหลือง คล้ายกับต่อมน้ำเหลืองแต่มีขนาดใหญ่กว่า เช่น ม้าม เยื่อไขกระดูก ทอนซิน และต่อมไทมัส

ความคิดเห็นที่ 2

7 ก.พ. 2549 14:59
  1. ความสำคัญของระบบน้ำเหลือง

ความคิดเห็นที่ 3

16 ก.พ. 2549 04:23
  1. ระบบน้ำเหลือง ( Lymphatic system ) ระบบน้ำเหลืองเป็นระบบลำเลียงสารต่าง ๆ ให้กลับเข้าสู่เส้นเลือด โดยเฉพาะสารอาหารพวกกรดไขมันที่ดูดซึมจากลำไส้เล็ก ระบบน้ำเหลืองจะไม่มีอวัยวะสำหรับสูบฉีดไปยังส่วนต่าง ๆ ประกอบไปด้วย น้ำเหลือง ( Lymph ) ท่อน้ำเหลือง ( Lymph vessel ) และอวัยวะน้ำเหลือง ( Lymphatic organ ) ก. น้ำเหลือง ( Lymph ) ส่วนประกอบของน้ำเหลืองคล้ายกับในเลือดแต่ไม่มีเม็ดเลือดแดง เป็นของเหลวที่ซึมผ่านผนังเส้นเลือดฝอยออกมาอยู่ระหว่างเซลล์หรือรอบ ๆ เซลล์ เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ ในน้ำเหลืองจะมีโปรตีน โมเลกุลเล็ก เช่น อัลบูมิน และสารที่มีโมเลกุลเล็ก ๆ เช่น ก๊าซ น้ำ น้ำตาลกลูโคส ข. ท่อน้ำเหลือง ( Lymph vessel ) เป็นท่อตันมีอยู่ทั่วร่างกายมีขนาดต่าง ๆ กัน มีลักษณะคล้ายเส้นเลือดเวน คือมีลิ้นกั้นป้องกันการไหลกลับของน้ำเหลือง น้ำเหลืองไหลไปตามท่อน้ำเหลือง โดยอาศัยปัจจัย 3 ประการ คือ - การหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่จะไปกดหรือคลายท่อน้ำเหลือง - ความแตกต่างระหว่างความดันไฮโดรสเตติก ซึ่งท่อน้ำเหลืองขนาดเล็กมีมากกว่า ท่อน้ำเหลืองขนาดใหญ่ - การหายใจเข้า ซึ่งไปมีผลขยายทรวงอกและลดความดันทำให้ท่อน้ำเหลืองขยายตัว ท่อน้ำเหลืองขนาดใหญ่มี 2 ท่อที่สำคัญคือ - ท่อน้ำเหลืองทอราซิก (Thoracic duct ) เป็นท่อน้ำเหลืองขนาดใหญ่ที่สุด ทำหน้าที่รับ น้ำเหลืองจากส่วนต่างๆของร่างกาย ยกเว้นทรวงอกขวาแขนขวาและส่วนขวาของหัวกับ คอ เข้าเส้นเลือดเวน แล้วเข้าสู่เวียนาคาวาก่อนเข้าสู่หัวใจ อยู่ทางซ้ายของลำตัว - ท่อน้ำเหลืองทางด้านขวาของลำตัว ( Right lymphatic duct ) รับน้ำเหลืองจากทรวง อกขวาแขนขวา และส่วนขวาของหัวกับคอเข้าเส้นเลือดเวน แล้วเข้าสู่เวียนาคาวา เข้าสู่หัวใจ จากนั้นน้ำเหลืองที่ อยู่ในท่อน้ำเหลือง จะเข้าหัวใจปนกับเลือดเพื่อลำเลียงสารต่างๆต่อไป ค. อวัยวะน้ำเหลือง ( Lymph organ ) อวัยวะน้ำเหลืองเป็นศูนย์กลางในการผลิตเซลล์ที่ใช้ในการต่อต้านเชื้อโรคหรือสิ่งแปลก ปลอมประกอบด้วย ต่อมน้ำเหลือง ต่อมทอนซิล ม้าม ต่อมไทมัส และเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่อยู่ที่ลำไส้ - ต่อมน้ำเหลือง ( Lymph node ) พบอยู่ระหว่างทางเดินของท่อน้ำเหลืองทั่วไปในร่าง กายลักษณะเป็นรูปไข่ กลม หรือรี เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 มิลลิเมตร จะมีท่อน้ำเหลืองเข้าและท่อน้ำ เหลืองออกภายในเต็มไปด้วยเม็ดเลือดขาวชนิดโฟไซต์ ต่อมน้ำเหลืองจะทำหน้าที่กรองน้ำเหลืองให้สะอาดทำลาย แบคทีเรีย และทำลายเม็ดเลือดขาวที่อยู่ในวัยชรา - ต่อมทอนซิล ( Thonsil gland ) เป็นกลุ่มของต่อมน้ำเหลืองมีอยู่ 3 คู่คู่ที่สำคัญอยู่ รอบๆหลอดอาหาร ภายในต่อมทอนซิลจะมีลิมโฟไซต์ทำลายจุลินทรีย์ที่ผ่านมาในอากาศไม่ให้เข้าสู่หลอดอาหารและ กล่องเสียงถ้าต่อมทอนซิลติดเชื้อจะมีอาการบวมขึ้น เรียกว่า ต่อมทอนซิลอักเสบ - ม้าม ( spleen ) เป็นอวัยวะน้ำเหลืองที่ใหญ่ที่สุด มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมายไม่มีท่อน้ำ เหลืองเลย สามารถยืดหดได้ นุ่มมีสีม่วง อยู่ใกล้ๆกับกระเพาะอาหารใต้กระบังลมด้านซ้าย รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ภายในจะมีลิมโฟไซต์อยู่มากมาย ม้ามมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดในระยะเอ็มบริโอในคนที่คลอดแล้วม้ามทำหน้าที่ 1. ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแล้ว 2. สร้างเม็ดเลือดขาว พวกลิมโฟไซต์ และโมโนไซต์ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่เข้า ไปในกระแสเลือด 3. สร้างแอนติบอดี 4. ในสภาพผิดปกติ สามารถสร้างเม็ดเลือดแดงได้ เช่น มะเร็งเม็ดเลือด - ต่อมไทมัส ( Thymus gland ) เป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ตอนอายุน้อย และถ้าอายุมากจะเล็ก ลงและฝ่อในที่สุด เป็นต่อมไร้ท่ออยู่ตรงทรวงอกรอบเส้นเลือดใหญ่ของหัวใจ ทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด ลิมโฟไซต์ T มีหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคและสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งการต้านอวัยวะที่ปลูกถ่ายจากผู้อื่นด้วย

ความคิดเห็นที่ 5

19 ก.พ. 2549 17:15
  1. ขอบคุณ คุณดนตรีมากนะค่ะที่ให้ความรู้เรื่องระบบน้ำเหลืองได้ดีทีเดียวครับ

ความคิดเห็นที่ 6

23 ก.พ. 2549 13:55
  1. ขอบคุณมากๆค่ะสำหรับข้อความดีๆแบบนี้...*-*

ความคิดเห็นที่ 7

23 ก.พ. 2549 13:58
  1. อยากขียนแต่ม่ายมีโอกาส ได้อ่านก้อเพิ่มความรู้ได้ดีทีเดียวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8

25 ก.พ. 2549 13:04
  1. นิโทรฟิล ไม่ใช่เม็ดเลือดขาว ชนิด lymphocyte

ความคิดเห็นที่ 9

26 ก.พ. 2549 19:44
  1. ขอเรื่องความผิดปกติของระบบน้ำเหลืองบ้าง...?!!?i

ความคิดเห็นที่ 10

ศานติ
26 ก.พ. 2549 23:37
  1. ข้อ ๔ ที่ว่า นิโทรฟิล เป็นเม็ดเลือดขาว ชนิด lymphocyte ที่มากที่สุดในร่างกายป่ะครับ 55+คงใช่แต่ถามเพื่อให้แน่นอนครับ เข้าใจผิดไปหน่อยครับ neutrophil เป็นเม็ดเลือดขาว (leucocyte/white blood cells) ชนิดหนึ่ง lymphocyte ก็เป็นเม็ดเลือดขาวอีกชนิดหนึ่ง ถ้าแยกเม็ดเลือดขาวออกเป็นพวกๆ จะ มีเปอร์เซ็นต์ดังนี้ Neutrophils 45-75% Bands 0-5% Lymphocytes 16-46% Monocytes 4-11% Esosinophils 0-8% Basophils 0-3% Bands เป็นตัวอ่อนของ neutrophils

ความคิดเห็นที่ 11

28 ก.พ. 2549 00:11
  1. เราเป็นทอนซิลหินปูนต้องรักษาอย่างไร มีหมอแนะนำไหม?

ความคิดเห็นที่ 12

ศานติ
28 ก.พ. 2549 01:57
  1. ข้อ ๑๑ ลองไปหาหมอที่ทำทางหูคอจมูกเพื่อตรวจกับขอความเห็น

ความคิดเห็นที่ 13

28 มี.ค. 2549 10:35
  1. ถ้ามีอัลบูมิน ในปัสสาวะ แสดงว่าเป็นอะไรคะ ใครรู้ช่วยตอบหน่อยนะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14

3 เม.ย. 2549 00:31
  1. รบกวนช่วยตอบหน่อยค่ะ เราเป็นคนที่โดนยุงกัดแล้วเป็นแผลแล้วหายช้าจะเป็นสาเหตุมาจากต่อมน้ำเหลืองไม่ดีหรือป่าวค่ะ ช่วยตอบหน่อยนะ ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 15

Mastermander
3 เม.ย. 2549 01:03
  1. น้ำเหลืองไม่ดีมีอาการอย่างไรครับ แล้วแผลที่เกิดขึ้นจะหายช้าหรือเปล่า ถ้าเป็นแผลอยู่แล้วบางเวลาก็มีน้ำเหลืองไหลออกมาบริเวณที่เป็นแผลทั่วตัว เป็นอาการของอะไร/รักษาอย่างไรครับ

ความคิดเห็นที่ 16

1 ก.ค. 2549 21:18
  1. สวัสดีค่ะชื่อหม่อนอ่ะค่ะคืออยากให้อธิบายการทำงานของระบบน้ำเหลืองในการต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกาย ตอบด้วยนะค่ะ ขอบคุงมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17

2 ก.ค. 2549 17:37
  1. จำนวนนักีฬา35 คน เป็นหญิง 11 คน พบว่าชอบเล่นวอลเลย์บอลกับแบดบินตัน อย่างน้อยคนหนึ่งอย่าง โดยมีนักกีฬาชาย ชอบเล่นแบดบินตัน มีนักกีฬาชอบเล่นวอลเลย์บอลทั้งหมด 23 คน แบดบินตัน 21 คน อยากทราว่านักกีฬาชายที่ชอบเล่นกีฬาทั้งสองอย่างมีกี่คน

ความคิดเห็นที่ 20

6 ก.ค. 2549 18:20
  1. ขอข้อมูลระบบน้ำเหลือง แบบเยอะๆหน่อยครับจะPrintส่งครูแต่ที่เห็นมามันน้อยอยากได้เยอะๆๆ คระบสุ่งพรุ้งนี้ น่ะผมขอหน่อยน่ะรีบๆ มากๆๆเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 22

14 ก.ค. 2549 17:22
  1. อย่ากจะทราบเรื่องของต่อมไทมัสคะ ใครทราบช่วยบอกหน่อยสิคะ จะเอาไปทำรายงานคะ

ความคิดเห็นที่ 23

20 ก.ค. 2549 09:50
  1. ผมอยากรู้เกี่ยวกับน้ำเหลือง ไม่รู้ว่ารักษายังไง ถ้าเรากินผักผลไม้จะช่วยเราได้หรือเปล่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ใครก็ได้ช่วยบอกผมที ผมขอละ

ความคิดเห็นที่ 24

pikachu
5 ส.ค. 2549 20:22
  1. ลิมโฟไซต์กับภูมิคุ้มกัน ช่วยอธิบายให้ด้วยค่ะ ----------------------------------------------++++ [=(^v^)=] ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 25

16 ส.ค. 2549 10:56
  1. ขอบคุณที่ให้ข้อมูล ทำให้kame ได้ทำงานส่งคุณครู และได้ความรู้เพิ่ม

ความคิดเห็นที่ 26

pon2829
16 ส.ค. 2549 12:18
  1. แนะนำเวปใหม่ สำหรับ นักเรียน นักศึกษา เกี่ยวกับ การบ้าน http://www.karnbaan.com/forum/

ความคิดเห็นที่ 27

28 ส.ค. 2549 09:26
  1. ข้อความและเนื้อหาดีมากๆเลยน่ะจะ

ความคิดเห็นที่ 68

16 ม.ค. 2551 15:58
  1. =hช้าจัง

ความคิดเห็นที่ 69

slimender
26 ม.ค. 2551 16:14
  1. ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

ความคิดเห็นที่ 70

atom and bio
26 ม.ค. 2551 18:37
  1. phagocyte เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่จับกินเชื่อโรคแบบ phagocytosis เม็ดเลือกขาวที่เป็น phagocyte ได้แก่ macrophage( monocyte ) neutrophil basophil eosinophil เป็นต้น

ความคิดเห็นที่ 71

28 ม.ค. 2551 22:40
  1. ดิฉันเป็นโรคคิคูชิมักมีอาการเกี่ยวกับต่อมน้ำเหลืองบริเวณรอบคอบวมเป็นประจำโดยไม่ทราบสาเหตุ และเป็นหวัดเป็นประจำ แต่ไปตรวจเลือดแล้วไม่ได้เป็นเอดส์ ดิฉันควรปฏิบัติตนอย่างไร และระวังเรื่องอะไรบ้างค่ะ

ความคิดเห็นที่ 72

17 มิ.ย. 2551 18:04
  1. สวัสดี

ความคิดเห็นที่ 73

21 มิ.ย. 2551 17:45
  1. <P><STRONG><FONT face=impact><EM>ระบบนำเหลือง</EM></FONT></STRONG></P> <P><STRONG><FONT face=impact><EM>ส่วนประกอบได้เเก่ท่อนำเหลือง ต่อมนำเหลืองเเละอวัยวะนำเหลือง</EM></FONT></STRONG></P> <P><STRONG><FONT face=impact><EM>ประโยชน์ 1.สร้างภูมิคุ้มกันให้เเก่ร่างกาย</EM></FONT></STRONG></P> <P><STRONG><FONT face=impact><EM>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.ลำเลียงไขมัน</EM></FONT></STRONG></P> <P><STRONG><FONT face=impact><EM>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3.ทำลายเชื้อโรค เเบคทีเรีย</EM></FONT></STRONG></P> <P>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; </P>

ความคิดเห็นที่ 74

vanilla77
22 มิ.ย. 2551 15:53
  1. *0*

ความคิดเห็นที่ 75

24 มิ.ย. 2551 14:08
  1. <P><FONT face="courier new, courier, mono">ข้อมุลน้อนจังเลยนะคะ</FONT></P>

ความคิดเห็นที่ 76

6 ก.ค. 2551 20:29
  1. ขอบคุณค่ะ     แต่ขอข้อมูลเยอะกว่านี้และละเอียดกว่านี้ได้ไหมค่ะขอบคุณค่ะ


ความคิดเห็นที่ 77

ศานติ
6 ก.ค. 2551 20:32
  1. ลองกูเกิลหาเอาเองบ้างซีครับ ดูความเห็นที่ ๖๖


ความคิดเห็นที่ 79

16 ก.ย. 2551 20:27
  1. กู อยากได้ ระบบน้ำเหลือง แตกต่างกับระบบ หมุนเวียน เลือด ไง ว่ะ ฟายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 80

16 ก.ย. 2551 20:32
  1. ขอบคุณค่ะ แต่รบกวนขอข้อมูลให้มากกว่านี้และละเอียดกว่านี้ได้ไหมค่ะขอบคุณค่ะ คุณฟายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 81

kittipos
16 ก.ย. 2551 20:47
  1. ระบบน้ำเหลือง เป็นระบบไหลเวียนของของเหลวที่ช่วยลำเลียงสารต่างๆกลับเข้าสู่เส้นเลือดประกอบด้วย น้ำเหลือง ท่อน้ำเหลืองและ อวัยวะน้ำเหลือง ได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ต่อมไทมัส ต่อมทอนซิล 1. น้ำเหลือง (lymph) เป็นของเหลวที่ไหลเวียนอยู่ในท่อน้ำเหลือง มีลักษณะใส ไม่มีเกล็ดเลือด มีส่วนประกอบคล้ายพลาสมาแต่มีโปรตีนน้อยกว่า เนื่องจากโปรตีนโมเลกุลเล็กเท่านั้นที่สามารถลอดผนังหลอดโลหิตฝอยออกมาอยู่ในน้ำเหลืองได้ นอกจากนี้ยังมีสารอื่น ๆ อีก ได้แก่ เอนไซม์ ฮอร์โมน แบคทีเรีย เม็ดเลือดขาว น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว น้ำ 2. ท่อน้ำเหลือง (lymphatic vessel) เป็นท่อซึ่งมีขนาดต่าง ๆ กันกระจายอยู่ทั่วร่างกายมีลักษณะคล้ายหลอดเลือดดำ แต่ผนังบางกว่าและมีลิ้น (Valve) มากกว่า ทางเดินของท่อน้ำเหลืองจะทอดขนานไปกับหลอดเลือดดำ และหลอดทางเดินของท่อน้ำเหลืองจะมีกลุ่มของต่อมน้ำเหลืองเป็นกลุ่มๆ น้ำเหลืองจากท่อน้ำเหลืองตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะเข้าสู่ท่อน้ำเหลืองที่มีขนาดใหญ่ต่อไป 3. อวัยวะน้ำเหลือง ในระบบน้ำเหลืองจะมีอวัยวะน้ำเหลือง ได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไทมัส ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ต่อมน้ำเหลือง (lymph nodes) มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว มีขนาดตั้งแต่เท่าหัวเข็มหมุดไปจนถึงขนาดเท่าเมล็ดถั่วดำ พบได้ทั่วไปตามใต้ผิวหนัง และอวัยวะภายใน ภายในต่อมน้ำเหลืองมีเนื้อเยื่อและเม็ดเลือดขาวต่อมน้ำเหลืองใหญ่จะอยู่เป็นกลุ่ม เช่น ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ และบริเวณขาหนีบ เป็นต้น ถ้ามีการติดเชื้อจะมีอาการบวมโต ต่อมน้ำเหลืองมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ กรองและทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในร่างกาย ม้าม (spleen) เป็นต่อมน้ำเหลืองที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย ตั้งอยู่บริเวณช่องท้องด้านซ้ายใต้กะบังลม มีสีม่วง มีหน้าที่สำคัญ คือ 1. สร้างเม็ดเลือดทุกชนิด ให้แก่ทารกในครรภ์มารดา 2. สร้างเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟโซต์ 3. ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแล้วม้ามจะเก็บธาตุเหล็กจากเม็ดเลือดแดงไว้เพื่อสร้างฮีโมโกลบินอีก 4. เป็นคลังเก็บเลือดไว้ใช้ในภาวะจำเป็น เช่น เสียเลือดออกกำลังกาย 5. สร้างภูมิคุ้มกันโรค และทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ต่อมทอนซิล (Tonsil) เป็นกลุ่มต่อมน้ำเหลือง ตั้งอยู่ส่วนหลังของช่องปาก และคอ ทำหน้าที่กำจัดสารที่เป็นพิษต่อร่างกายและสร้างเม็ดเลือดขาว ช่วยทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจตอนบน ต่อมไทมัส (thymus gland) อยู่บริเวณรอบเส้นเลือดใหญ่ของหัวใจ ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาว เพื่อต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ภูมิคุ้มกันโรค (Immunity) คือ การที่ร่างกายสามารถป้องกันหรือต่อต้านโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะได้ โดยร่างกายจะสร้าง สารประเภทโปรตีนที่เรียกว่าแอนติบอดี (Antibody) ไว้ในเลือดเพื่อทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าสู่ร่างกาย แอนติบอดีอาจมีเพียงชั่วคราวหรือตลอดไปก็ได้ สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเราเรียกว่า แอนติเจน (Antigent) 1. ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้น แบ่งออกป็น 2 ประเภท คือ 1.1 ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดขึ้นภายหลังจากการหายป่วยหรือติดเชื้อโรค โดยเกิดจากการที่ร่างกายได้รับ สัมผัสกับแอนติเจนหรือเชื้อโรค ซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้าไป สิ่งแปลกปลอมนั้นก็จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรคนั้น หรือแอนติบอดีขึ้น เช่น เมื่อร่างกายได้รับเชื้อคางทูมเข้าไป ร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อคางทูมนั้น 1.2 ภูมิคุ้มกันโรคที่ร่างกายสร้างขึ้นจากการฉีดวัคซีน เป็นภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับการกระตุ้นจากวัคซีน หรือทอกซอยด์ 2. ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายรับมา แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 2.1 ภูมิคุ้มกันโรคที่ได้รับจากแม่ เป็นภูมิคุ้มกันโรคที่ทารกเกิดใหม่ได้รับจากแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์โดยผ่านทางสานสะดือ และมีบางส่วนที่ได้รับทางน้ำนมหลังจากคลอดแล้ว ภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่นี้จะมีผลคุ้มกันเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นและป้องกันได้เฉพาะบางโรค 2.2 ภูมิคุ้มกันโรคที่ได้จากการฉีดเซรุ่ม เป็นการให้ภูมิคุ้มกันโรคในทันที เพื่อป้องกันโรคร้ายแรง เช่น เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และเซรุ่มแก้พิษงู วัคซีนคือ การนำแอนติเจนซึ่งเป็นเชื้อโรคที่ไม่สามารถทำอันตรายเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้แอนติเจนไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีที่ทำปฏิกิริยาจำเพาะต่อแอนติเจนหรือสิ่งแปลกปลอมชนิดนั้นๆ การนำวัคซีนเข้าสู่ร่างกายทำได้โดยการฉีด กิน หรือปลูกฝี ซึ่งวิธีนี้อาจใช้เวลานับสัปดาห์หรือเดือน กว่าจะมีภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคได้ การให้วัคซีนเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง และโรคบางโรคได้สูญหายไปจากโลก ส่วนหนึ่งคงเนื่องจากการนำวัคซีนมาใช้ เช่น โรคฝีดาษ และโรคบางโรคกำลังใกล้จะถูกกำจัดให้หมดไป เช่น โรคโปลิโอ บางครั้งคนส่วนใหญ่อาจคิดว่าวัคซีนเป็นของที่มีไว้เพื่อใช้สำหรับเด็กเท่านั้นแต่ที่จริงแล้ว วัคซีนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน เช่น วัคซีนอีสุกอีใส วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น เซรุ่ม (Serum) คือ น้ำเลือดที่มีแอนติบอดีเมื่อฉีดเข้าร่างกายแล้วร่างกายสามารถนำไปใช้รักษาโรคได้ทันที เพราะเซรุ่มเป็นแอนติบอดีที่สัตว์สร้างขึ้น เซรุ่มอาจทำได้โดยฉีดเชื้อโรค ที่อ่อนฤทธิ์ลงแล้วเข้าไปใน ม้าหรือกระต่าย เมื่อม้าหรือกระต่ายสร้างแอนติบอดีขึ้นในเลือด เราจึงดูดเลือดม้าหรือกระต่ายที่เป็น น้ำใส ๆ ซึ่งมีแอนติบอดีอยู่ นำมาฉีดให้กับผู้ป่วย ตัวอย่างของเซรุ่ม เช่น เซรุ่มป้องกันโรคคอตีบ เซรุ่มป้องกันโรคบาดทะยัก เซรุ่มป้องกันโรคไอกรน เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เซรุ่มแก้พิษงู เป็นต้น ลักษณะเซรุ่ม เป็นของเหลวใสสีเหลืองอ่อน ซึ่งลอยอยู่เหนือลิ่มเลือด ถ้าเจาะเลือดออกมาใส่หลอดแก้วตั้งทิ้งไว้ เลือดจะแข็งตัวเป็นลิ่มเลือดแล้วจะหดตัว เซรุ่มจะลอยอยู่เหนือลิ่มเลือดนั้น serum เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นอย่างไร เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นเซรุ่มส่วนของน้ำใสของเลือดที่ได้จากม้าหรือคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ในเซรุ่มจะมีโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันต่อโรคพิษสุนัขบ้าในปริมาณที่มากเซรุ่มจะไปทำลายเชื้อไวรัสในร่างกายของผู้ถูกสุนัขบ้ากัด โดยการฉีดรอบ ๆ แผลก่อนจะก่อโรค และก่อนที่ภูมิต้านทานของร่างกายจะสร้างขึ้น เซรุ่มแก้พิษงู เซรุ่มคือสารซึ่งผลิตขึ้นจากพิษงู หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจกว่านั้น เซรุ่มก็คือน้ำเหลืองจากเลือดของสัตว์ เช่นม้า ที่ได้รับการฉีดพิษงู ที่ถูกผสมให้จางตามวิธีการ ทีละน้อย จนมีความต้านทานพิษงูได้ดี แล้วดูดเลือดจากม้า เอาน้ำเหลืองของเลือดซึ่งได้กลาย เป็นเซรุ่ม แล้ว มาฉีดคนที่ถูกงูกัดแก้พิษงูได้ การสร้างภูมิคุ้มกันโรคโดยการใช้วัคซีนหรือเซรุ่มนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนี้ ข้อดีของวัคซีน คือ ไม่เกิดอาการแพ้รุนแรง และทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคอยู่ได้นาน ข้อเสียของวัคซีน คือ ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้ทันที ข้อดีของเซรุ่ม คือ ร่างกายสามารถนำเซรุ่มไปใช้ต้านทานโรคได้ทันที ข้อเสียของเซรุ่ม คือ ผู้ที่ได้รับเซรุ่มอาจเกิดอาการแพ้รุนแรงเกิดขึ้นได้ ร่างกายมีกระบวนการต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อการมีสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายหรือเกิดขึ้นในร่างกายเอง ภูมิคุ้มกันร่างกาย มีไว้เพื่อป้องกันตัวเองให้พ้นจากอันตรายหรือโทษที่เกิดจากสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ถ้าภูมิคุ้มกันน้อยเกินไปก็จะทำให้เกิดโรค ต่างๆ ได้ง่าย แต่ถ้ามีภูมิคุ้มกันมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดโรคได้เช่นกัน เป็นอาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านแอนติเจนบางอย่าง เช่น การแพ้สารเคมีในบ้าน ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ อาหารทะเล และอากาศ อาการอาจไม่รุนแรงแต่จะมีอาการต่อเนื่อง ต้องได้รับ การรักษาตลอดเวลา จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า โรคนี้อาจเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมด้วย อาการของ โรคภูมิแพ้ อาการทางผิวหนัง จะมีอาการคันตามบริเวณผิวหนัง มีผื่นแพ้ซึ่งเป็นได้ทั้ง ตุ่มเล็กๆ ไปจนถึงตุ่มที่เป็นปื้นขนาดใหญ่ ที่เรียกว่าลมพิษ อาการทางตา จะมีอาการในลักษณะการคันในดวงตา น้ำตาไหลบ่อย ตาแดง อาการแพ้อากาศ โรคแพ้อากาศเป็นโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยมากที่สุดโรคหนึ่ง ในทางการแพทย์เรียกชื่อโรคในภาษาอังกฤษคือ Allergic rhinitis แปลเป็นภาษาไทยว่า “โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้ ” จมูกเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบทางเดินหายใจเพื่อใช้กรองฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอม โดยติดที่ขนจมูกและใช้ปรับอุณหภูมิของร่างกายก่อนที่จะผ่านลงไปสู่หลอดลม เยื่อจมูกยังมีหน้าที่ ผลิตสารเยื่อเมือกเพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมโพรงจมูกอักเสบ การที่โพรงจมูกเกิดการอักเสบขึ้น ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันจมูก การสร้างภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อตนเอง (autoimmunity) เช่น โรคเอสแอลอี (systemmiclupus erythematous) อาจมีอาการบวมทั้งตัว (จากไตอักเสบ) หายใจหอบ (จากปอดอักเสบหรือหัวใจวาย) ชีพจรเต้นเร็วหรือไม่เป็นจังหวะ (หัวใจอักเสบ) ในรายที่มีการอักเสบของหลอดเลือดในสมองอาจทำให้มีอาการทางประสาท เช่น เสียสติ ซึม เพ้อ ประสาทหลอน สาเหตุการเกิดโรค เป็นความผิดปกติที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ต่อต้านดีเอ็นเอในเซลล์ตนเอง ออโตอิมมูน (autoimmune) รวมกับแอนติเจนในร่างกาย เกิดเป็นอิมมูนคอมเพล็กซ์ และเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง บางครั้งการทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง เกิดจากแอนติบอดีโดยตรง เช่น ทำลายเม็ดเลือดแดง ทำลายเกล็ดเลือด โดยปกติแล้วภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถสร้างความแตกต่างได้ว่า เซลล์ใดเป็นของตนเอง และเซลล์ใดเป็นของแอนติเจน จึงจะสร้างแอนติบอดีจำเพาะมาทำลายแอนติเจนเท่านั้น แต่จะไม่ทำลายเซลล์ของตนเอง ในบางกรณีถ้าเกิดภาวะผิดปกติเกิดขึ้น กลไกการควบคุมเสียไปทำให้แอนติบอดีที่สร้างขึ้นมาต่อต้านเนื้อเยื่อของตนเอง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอสแอลอี จะต้องดูแลรักษาตนเองควบคู่ไปกับการดูแลรักษาทางการ แพทย์อย่างสม่ำเสมอ อาการผิดปกติที่พบ คือ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเมื่อยตามตัว ปวดและบวมตามข้อต่างๆ ซึ่งโดยมากจะเป็นตามข้อเล็กๆ (ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า) ทั้งสองข้าง คล้ายๆ กับโรคปวดข้อรูมาตอยด์ (แต่ต่างกันที่ไม่มีลักษณะหงิกงอ ข้อพิการ) ทำให้กำมือลำบาก อาการเหล่านี้จะค่อยเป็นค่อยไป เป็นเดือน นอกจากนี้ผู้ป่วยยังจะมีผื่นหรือฝ้าแดงขึ้นที่จมูกทั้งสองข้าง ทำให้มีลักษณะเหมือนปีกผีเสื้อเรียกว่า ผื่นปีกผีเสื้อ (butterfly rash) บางรายมีอาการแพ้แดด คือ เวลาไปถูกแดด ผิวหนังจะมีผื่นแดงขึ้นและผื่นแดงที่ข้างจมูก (ผื่นปีกผีเสื้อ) จะเกิดขึ้นชัดเจน อาการไข้และปวดข้อจะเป็นรุนแรงขึ้น บางรายอาจมีจุดแดง (petichiae) หรือมีประจำเดือนมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นอาการระยะแรกของโรคนี้ ก่อนมีอาการอื่นๆ บางรายอาจมีผมร่วงมาก มีจ้ำแดงๆ ขึ้นที่ฝ่ามือ นิ้วมือนิ้วเท้าซีดขาวและเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเวลาถูกความเย็น (Raynaud’s phenomenon) ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วไป ตับม้ามโต หรือ มีภาวะซีดโลหิตจาง (จากเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย) ในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีอาการบวมทั้งตัว หายใจหอบ (จากปอดอักเสบ ภาวะมีน้ำในช่องปอด หรือหัวใจวาย) ชีพจรเต้นเร็วหรือไม่เป็นจังหวะ (จากหัวใจอักเสบ) ในรายที่มีการอักเสบของหลอดเลือดในสมองอาจทำให้มีอาการทางประสาท เช่น เสียสติ ซึม เพ้อ ประสาทหลอน แขนขาอ่อนแรง ตาเหล่ ชัก หมดสติ และอาจตายภายใน 3-4 สัปดาห์ ส่วนมากจะมีอาการกำเริบเป็นๆ หายๆ เรื้อรังเป็นปี โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเอดส์ (AIDS) ย่อมาจาก Acquired Immune Deficiency Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิด HIV (Human Immunodeficiency Virus) เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อ HIV จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมลงหรือบกพร่อง ซึ่งผู้ที่ได้รับเชื้อจะป่วยเป็นโรคติดต่อได้ง่ายกว่าคนปกติ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคเริม โรคท้องเสียเรื้อรัง รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิดได้ง่าย การติดต่อของโรคติดได้ โดยทางเลือดและของเหลวจากร่างกาย เช่น การร่วมเพศ และการถ่ายเลือด AIDS Virus เอดส์ : การติดต่อ 1. การร่วมเพศ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง ทั้งช่องทางธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติ ก็ล้วนมีโอกาสติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้น และปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น ได้แก่ การมีแผลเปิด และจากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา ประมาณร้อยละ 84 ของผู้ป่วยเอดส์ ได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ 2. การรับเชื้อทางเลือด - ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ มักพบในกลุ่มผู้ฉีดยาเสพติด และหากคนกลุ่มนี้ติดเชื้อ ก็สามารถถ่ายทอดเชื้อเอดส์ ทางเพศสัมพันธ์ได้อีกทางหนึ่ง - รับเลือดในขณะผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด ในปัจจุบันเลือดที่ได้รับบริจาคทุกขวด ต้องผ่านการตรวจหาการติดเชื้อเอดส์ และจะปลอดภัยเกือบ 100% 3. ทารก ติดเชื้อจากแม่ที่ติดเชื้อเอดส์ การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์ หากตั้งครรภ์ และไม่ได้รับการดูแลอย่างดี เชื้อ HIV จะแพร่ไปยังลูกได้ ในอัตราร้อยละ 30 จากกรณีเกิดจากแม่ติดเชื้อ จึงมีโอกาสที่จะรับเชื้อ HIV จากแม่ได้ อาการ :เอดส์ คนที่สัมผัสกับโรคเอดส์หรือคนที่ได้รับเชื้อเอดส์เข้าไปในร่างกายไม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้อเอดส์เสมอไปขึ้นกับจำนวนครั้งที่สัมผัสจำนวนและความดุร้ายของไวรัสเอดส์ที่เข้าสู่ร่างกายและภาวะภูมิต้านทานของร่างกายถ้ามีการติดเชื้ออาการที่เกิดขึ้นมีได้หลายรูปแบบหรือหลายระยะตามการดำเนินของโรค ระยะที่ 1 : ระยะที่ไม่มีอาการอะไร ภายใน2-3 อาทิตย์แรกหลังจากได้รับเชื้อเอดส์เข้าไป ราวร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆ ไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว แขน ขาชาหรืออ่อนแรง เป็นอยู่ราว 10-14 วันก็จะหายไปเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกต นึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดาราว 6-8 สัปดาห์ภายหลังติดเชื้อ ถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดเอดส์บวกได้ และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือดเอดส์บวกภายหลัง 3 เดือนไปแล้ว ระยะที่ 2 : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการ แต่อาการนั้นยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น อาการในช่วงนี้อาจเป็นไข้เรื้อรัง น้ำ หนักลด หรือท้องเสียงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก งูสวัด เริมในช่องปาก หรืออวัยวะ เพศ ผื่นคันตามแขนขา และลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง ระยะที่ 3 : ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น หรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์ เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายเสียไปมากแล้วผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยโอกาสบ่อยๆและเป็นมะเร็งบางชนิดเช่นแคโปซี่ซาร์โคมา(Kaposi’ssarcoma)และมะเร็งปากมดลูก การติดเชื้อฉกฉวยโอกาสหมายถึงการติดเชื้อที่ปกติมีความรุนแรงต่ำไม่ก่อโรคในคนปกติแต่ถ้าคนนั้นมีภูมิต้านทานต่ำลงเช่นจากการเป็นมะเร็งหรือจากการได้รับยาละทำให้เกิดวัณโรคที่ปอดต่อมน้ำเหลืองตับหรือสมองได้ รองลงมาคือเชื้อพยาธิที่ชื่อว่านิวโมซิส-ตีส-คารินิไอ ซึ่งทำให้เกิดปอดบวมขึ้นได้(ไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ) ต่อมาเป็นเชื้อราที่ชื่อ คริปโตคอคคัสซึ่งทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ซึมและอาเจียน

ความคิดเห็นที่ 82

31 ม.ค. 2552 13:11
  1. ขอบคุณมากนะคะรู้เรื่องของระบบน้ำเหลืองชัดเจนขึ้นเยอะคะ....


ความคิดเห็นที่ 83

8 ก.พ. 2552 10:56
  1. สวัสดิ์ดีครับ ผมอยากทราบเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบหมุนเวียนเลือด เพราะหาเท่าไหร ก็เจอเฉพาะ เรื่องความดันโลหิตสูง หลอดเลือดตีบตัน  โรคโลหิตจาง แต่อยากทราบโรคอื่นๆบางครับ ใครทราบ ก็ช่วยบอกมาหน่อย นะ ครับ แล้วจะรอ .....


ความคิดเห็นที่ 84

4 ก.ค. 2552 14:05
  1. อยากรู้เกี่ยวกับโรคHIV และเรื่องภูมิคุ้มกันระบบน้ำเหลือง     เลือดABO


ความคิดเห็นที่ 86

15 ก.ค. 2552 00:37
  1. สวัสดีครับ คือผมอยากถามคุณหมออ่ะครับว่า ตอนนี้ที่ด้านหลังและส่วนแขนของผม เป็นคล้ายกับสิว คือเป็นผื่น มีหนองเป็นเม็ดและเจ็บมากครับ ยิ่งถ้าเวลาร้อนร้อนโฮไม่ต้องพูดถึงเลยครับ คือ ส่วนหน้าไม่มีครับ มีแต่ด้านหลังแล้วต้นแขนเท่านั้นครับ คือ ไม่รู้ว่าจะร้ายแรงมั้ยครับ ขอบคุณครับ


ความคิดเห็นที่ 87

31 ส.ค. 2552 16:09
  1. ถ้าอยากจะหายแพ้ยุง สามารถใช้วิธีการถ่ายนำเหลืองได้หรือไม่คะ ช่วยที

ความคิดเห็นที่ 88

16 ก.ย. 2552 11:07
  1. เอนไซม์ที่ย่อยสลายร่างกายมนุษย์


ความคิดเห็นที่ 89

19 ก.ย. 2552 19:58
  1. โดนน้ำเหลืองไปอุ่มเด็กที่เป็นเอดส์ เเล้วน้ำเหลืองถูกเเขน เเล้วรีบไปล้างออก ติดเอดส์ได้เปล่าค่ะ


ความคิดเห็นที่ 90

ศานติ
19 ก.ย. 2552 21:01
  1. ถ้าแขนของคุณไม่มีแผลที่เป็นทางให้เชื้อเอดส์ผ่านเข้าได้ก็ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องห่วง ยิ่งล้างแล้วยิ่งดีใหญ่ ซาบซึ้งในความกรุณาของคุณที่ช่วยอุ้มเด็กที่เป็นเอดส์


ความคิดเห็นที่ 91

10 ธ.ค. 2552 07:56
  1. ระบบนำเหลืองทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมอย่างไร

ความคิดเห็นที่ 94

8 มิ.ย. 2553 19:45
  1. ทำไมต้องเอเรื่องนี้ด้วยนะ ฮ่ะๆ ToT

ความคิดเห็นที่ 96

19 ก.ค. 2553 21:25
  1. ขอบคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 97

27 ก.ค. 2553 12:18
  1. ไม่รู้จะเขียนอะไร แต่ขอบคุณสำหรับเนื้อหาครับ

ความคิดเห็นที่ 98

3 ก.ย. 2553 20:30
  1. เนื้อหาในงานละเอียดพอสมควร ก็ดีนะ อือกก็ดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 99

19 ต.ค. 2553 13:55
  1. รักที่นี่^^

ความคิดเห็นที่ 100

11 ธ.ค. 2553 00:24
  1. ขอความรู้เรื่อง โรคภูมิแพ้ ที่มีอาการผื่นลมพิษทั้งตัว หมอบอกว่าสาเหตุอาจเกิดจากภูมิแพ้น้ำเหลืองตนเอง

ความคิดเห็นที่ 101

28 พ.ค. 2554 16:15
  1. อยากทราบว่าเราควรบำรุงรักษาระบบน้ำเหลืองอย่างไรค่ะ มี2ข้อที่หาข้อมูลไม่ได้ค่ะ ช่วยด้วยนะค่ะ -การบำรุงรักษา -หากขาดการบำรุงรักษาอาจเกิดโรคใดบ้าง

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น