|
![]() นักวิจัยกล่าวว่า สารกันบูดในอาหารอาจใช้ช่วยรักษาคนไข้โรคปอด cystic fibrosis (CF) (โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเนื่องจากมีเสมหะเหนียวแห้ง ซึ่งพบน้อยในคนไทย) ความเป็นกรดเล็กน้อยของโซเดียม ไนไตรท์ (Sodium nitrite) ใช้ในการรักษาเนื้อไม่ให้เน่า อาจสามารถช่วยทำลายแบคทีเรียซึ่งทำให้ปอดของคนไข้โรค CF อ่อนแอลง แบคทีเรีย Pseudomonas aeruginosa เจริญเติบโตได้ดีในเมือกหนาที่มีความสัมพันธ์กับโรค CF และสามารถทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอย่างรุนแรงได้ University of Cincinnati ได้นำการศึกษานี้และรายงานผลการศึกษาในวารสาร Journal of Clinical Investigation โรค CF นี้เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ซึ่งทำให้เกิดการทำลายปอดอย่างเรื้อรังเนื่องจากการสร้างสารเมืองเหนียวมากผิดปกติ และเชื้อ P. aeruginosa ที่กลายพันธุ์ จะมีความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะทั่วๆ ไป จึงยิ่งทำให้เมือกมีความเหนียวมากขึ้นและขับออกยากขึ้นด้วย ระบบภูมิคุ้มกันพยายามที่จะกำจัดเชื้อเหล่านี้ แต่ว่าไม่สามารถเข้าถึงได้เพราะเพราะว่าพวกมันได้เข้าไปอยู่ในเมือกหนาที่อุดตันทางเดินหายใจอยู่ นี่ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวได้นำสารพิษมาจัดการและทำให้สารพิษอยู่ตรงทางเดินหายใจ และทำให้ปอดถูกทำลาย นักวิจัยได้ค้นพบว่าการกลายพันธุ์ทำให้แบคทีเรียมีอันตรายมากขึ้น และทำให้มันอ่อนแอเมื่อเจอกับสารโซเดียม ไนไตรท์ด้วย แบคทีเรียส่วนมากมีเอนไซม์ที่สามารถกำจัดไนไตรท์ได้ แต่รูปแบบที่กลายพันธุ์จะขากเอนไซม์นี้ จากการทดสอบ แบคทีเรีย 60 ตัวอย่าง พบว่า พวกที่กลายพันธุ์ทั้งหมดจะไม่สามารถทนต่อสารนี้ได้ ผู้นำการวิจัย Dr Daniel Hassett กล่าวว่า เราเชื่อว่าเราได้ค้นพบการรักษาที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถช่วยพัฒนาการรักษาโรคทางเดินหายใจ CF นี้ เราสามารถพูดได้ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ ซึ่งบางคนคิดว่ามันไม่มีอันตรายใดๆ ตอนนี้จะสามารถถูกทำลายได้โดยสิ่งที่ธรรมดาอย่างสารกันบูดในอาหาร Dr Hassett กล่าวว่า โซเดียม ไนไตรท์มีประสิทธิภาพเหมือนแคปซูลยาที่ค่อยๆ ปล่อยยาออกมา เพราะไนไตรท์ย่อยสลายไปช้ามาก เขาหวังว่ามันจะสามารถทำออกมาให้อยู่ในรูปของการฉีดพ่นได้ แต่ต้องยอมรับว่าการรักษานี้ยังคงเป็นหนทางตัน เพียงเพราะว่าโซเดียม ไนไตรท์นี้มีผลข้างเคียงเหมือนกัน อย่างไรก็ตามไนไตรท์ก็ได้นำมาใช้ในการรักษาทางการแพทย์ เช่น เพื่อแก้พิษจากไซยาไนด์และใช้รักษาโรคหูด (warts) และโรคเชื้อราที่เท้า (athlete's foot) Dr Jim Littlewood ประธานของบริษัทที่เกี่ยวกับโรค Cystic Fibrosis กล่าวว่า ถึงแม้ว่าจะเวลาหลายปีในการพัฒนาว่างานวิจัยนี้สามารถช่วยในการรักษาการติดเชื้อ P. aeruginosa เรื้อรัง เป็นที่แน่นอนว่าน่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการศึกษา เขายังกล่าวอีกว่า จะติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยนี้และผลของการทดสอบทางคลินิกที่น่าสนใจ และหวังว่าการเริมต้นที่ดีสำหรับการรักษานี้จะบรรลุเป็นไปได้ด้วยดี ที่มา http://news.bbc.co.uk/2/hi/health/4650434.stm |
|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |