วิชาการดอทคอม ptt logo

phosphorylation

โพสต์เมื่อ: 22:02 วันที่ 3 ก.พ. 2549         ชมแล้ว: 88,545 ตอบแล้ว: 26
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
Substrate-level phosphorylation, Photophosphorylation และ oxidative phosphorylation แตกต่างกันอย่างไรคะ
ขอบคุณค่ะ


pennie(58.136.4.32,,)





จำนวน 24 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 7 ก.พ. 2549 (01:40)
เอาง่าย ๆ นะครับ

phosphorylation เป็นกระบวนการสร้างสาร ATP ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 3 แบบ เนื่องจากกระบวนที่แตกต่างกัน

Substrate-level phosphorylation เป็นกระบวนการสร้างสาร ATP โดยใช้การสลายซับสเตรต (Substrate) เป็นลำดับขั้น อย่างเช่น ไกลโคไลซีส, วัฏจักรเครบส์

สำหรับ Oxidative phosphorylation เป็นกระบวนการสร้างสาร ATP โดยใช้ปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) อย่างเช่น การถ่ายทอดอิเล็ตรอน

ส่วน Photophosphorylation จะคล้ายกับ Oxidative phosphorylation แต่แหล่งกำเนิดพลังงานมาจากแสง (photo) อย่างเช่น การสังเคราะห์ด้วยแสง

ครับ
krutank
ร่วมแบ่งปัน153 ครั้ง - ดาว 158 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 23 ก.พ. 2549 (15:07)
อยากรู้เรื่องของพืช C3 และ พืชC4 คืออะไรค่ะและ เลข 700 และ 680คือเลขอะไร มีความหมายว่าอะไร Rupb ย่อมาจากอะไรมีความหมายว่าอย่างไร
wayuneeot@yahoo.com (IP:125.24.63.22,192.168.10.212,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 23 ก.พ. 2549 (20:37)
พืช C3 คือ พืชที่สร้างสารอิทรีย์ที่อยู่ตัวชนิดแรก จากการตรึง CO2 ได้เป็นสาร 3C คือ PGA โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเรียกว่า วัฏจักรแคลวิน เกิดในมีโซฟิลล์

พืช C4 คือ พืชที่สร้างสารอินทรีย์ชนิดแรกสุด จากการตรึง CO2 WFHGXhOLKI 4C คือ OAA ซึ่งเกิดในปฏิกิริยา Hatch-Slack Pathway เกิดในมีโซฟิลล์

Rupb คือ ตัวตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ

P700และP680 คือช่วงความถี่ของแสงที่พืชสามารถสังเคาราะห์ได้ดี อยู่ในช่วง 680-700 Hz

เรื่องนี้เข้าใจไม่ยากนะครับถ้าหมั่นศึกษา
เด็กม่ะตั้งใจเรียน
ร่วมแบ่งปัน36 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 24 ก.พ. 2549 (13:14)
ตอบความคิดเห็นที่ 2 ครับ

RuBP ไม่ใช่ Rupb ครับ

ย่อมาจาก Ribulose bis phosphate หรือ Ribulose diphosphate ครับ เป็นตัวตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศในพืช C3 และตรึง CO2 จากกรดมาลิกใน พืชC4ครับ ( Carbon fixation ) เป็นสารที่มี C 5 อะตอมครับ
spindlefiber (IP:202.69.139.69,192.168.1.226,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 16 เม.ย. 2549 (23:06)
เอนไซม์ที่ทำงานคือ Rubisco (Ribulose-1,5-bisphosphate carboxylase/oxygenase)
chay_swu@yahoo.com
ร่วมแบ่งปัน683 ครั้ง - ดาว 195 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 11 มิ.ย. 2549 (11:17)
พืชc3และพืชc4แตกต่างกันอย่างไร
เด็กโง่ (IP:61.19.157.10,192.168.1.70,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 18 มิ.ย. 2549 (21:29)
OAA ย่อมาจาอาไรอะคับ

แล้วอยากได้รูปกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชC3,C4

- -a (มานจาวิวัฒนาการไปถึงไหนว้า)
ใครอ่า (IP:58.147.116.157,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 22 มิ.ย. 2549 (09:05)
พืชC3พืชC4พืชCAMมีความแตกต่างกันอย่างไรค่ะ
lukyim_no10@chaiyo.com (IP:61.19.27.214,192.168.1.129,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 12 ก.ย. 2549 (10:29)
อยากทราบว่าพืชc3และพืชc4แตกต่างกันอย่างไร
www.nipaporn@.chaiyo.com (IP:202.143.135.254,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 22 ม.ค. 2550 (09:46)
อยากทราบว่าพืชc3 และพืชc4แตกต่างกันอยากไร
www.peay@thaimail.com (IP:58.9.28.149)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 29 ต.ค. 2550 (11:12)
รบกวนหน่อยครับ คืออยากทราบว่า ถ้าเกิดสภาวะโลกร้อนขึ้น จะส่งผลกระทบต่อพืช c3 และ พืช c4 อย่างไรบ้าง?
poopae_56@hotmail.com (IP:222.123.82.189)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 14 ธ.ค. 2550 (12:33)
อยากรู้เรื่องกระบวนการไกลโคไลซีส ไครรู้ช่วยบอกหน่อยนะค่ะ(ถ้าละเอียดยิ่งดี)ขอบคุณอย่างสูงค่ะ
bebear_1991@hotmail.com (IP:124.157.202.218)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 18 ธ.ค. 2550 (09:03)
ช่วยให้คำแนะนำเรื่องไกลโคไลซีส(อย่างละเอียด)ขอบคุณอย่างสูงครับ
num_02720ub@windowslive.com (IP:203.113.115.42)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 18 ธ.ค. 2550 (14:35)
67708
การสลายสารโมเลกุลของสารอาหารแบบใช้ออกซิเจน(aerobic respiration)

สารอาหารที่เป็นแหล่งของพลังงานคือ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน สารหลักที่เซลล์ใช้เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์คือ คาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำตาลกลูโคส จะเป็นสารสำคัญในการเริ่มปฏิกิริยาการหายใจระดับเซลล์หรือการสลายสารอาหารของเซลล์ การสลายกลูโคสจนเสร็จจะได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเป็นผลผลิตออกมา นอกจากนี้ยังมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของพลังงานความร้อนและ ATP อีกด้วย

การสลายกลูโคสไม่ได้มีเพียงขั้นตอนเดียวแต่จะมีลักษณะเป็นปฏิกิริยาหลายๆ ปฏิกิริยาเชื่อมต่อกัน โดยปฏิกิริยาเหล่านี้จะแบ่งออกได้เป็น 4 ขั้นตอนคือ



1.ไกลโคไลซีส(glycolysis)

2.การสร้างแอซีติลโคเอนไซม์ เอ (acetyl CoA)

3.วัฏจักรเครบส์(Krebs cycle)

4.ระบบการถ่ายทอดอิเล็กตรอน (electron transport system, ETS)

ซึ่งรายละเอียดของปฏิกิริยามีดังนี้
Origin_start
ร่วมแบ่งปัน50 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 18 ธ.ค. 2550 (14:44)
67710
1.ไกลโคไลซีส

คำว่า ไกลโคไลซีส มีความหมายว่าการสลายน้ำตาลกระบวนการนี้ศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์ 3 ท่านคือ เอ็มเด็น(Emden) เมเยอร์ฮอฟ (Meyerhof)และพาร์เนส(parnas) จึงได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า EMP pathway หรือวิถี EMP กระบวนการนี้เกิดขึ้นในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใดและกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นในไซโทพลาสซึมของเซลล์ทั้งโพรคาริโอติกเซลล์ และยูคาริโอติกเซลล์ โดยมีเอนไซม์ชนิดต่างๆเร่งปฏิกิริยา

ซึ่งไกลโคไลซีสเป็นการสลายกลูโคสซึ่งมีคาร์บอน 6 อะตอมให้เป็นกรดไพรูวิก (pyruvic acid) หรือไพรูเวต (pyruvate) ซึ่งมีคาร์บอน 3 อะตอม 2 โมเลกุล ปฏิกิริยาแบ่งออกเป็น 2 ตอนคือตอนแรกมีการใช้พลังงานในการกระตุ้นกระบวนการ 2 ATP ส่วนกระบวนการหลังจะมีการสร้างพลังงาน 4 ATP (ตอนแรกใช้ไป 2 ATP สร้างได้ 4 ATP เท่ากับได้พลังงานสุทธิ 2 ATP) และมีการดึงไฮโดรเจนและอิเล็กตรอนออกมาโดย NAD+ เป็น NADH + H+ 2 โมเลกุล



หมายเหตุ: รูปที่ให้มีกระบวนการgluconeogenesis ด้วย ซึ่งเป็นการสร้าง glucose ซึ่งจะเป็นการผันกลับกระบวนการglycolysis ซึ่งในส่วนที่ใช้เอนไซม์ไม่เหมือนกันนั้นถือเป็นขั้นควบคุมของปฎิกริยา
Origin_start
ร่วมแบ่งปัน50 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 18 ธ.ค. 2550 (14:48)
2.การสร้างแอซีติลโคเอนไซม์ เอ

ขั้นตอนนี้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไกลโคไลซีสกับวัฏจักรเครบส์ โดยมีกรดไพรูวิกเป็นสารเริ่มต้น

กรดไพรูวิกแต่ละโมเลกุลจะผ่านเข้าสู่ไมโทคอนเดรียได้อย่างอิสระและจะทำปฏิกิริยากับโคเอนไซม์เอ(coenzyme A) ได้เป็นแอซีติลโคเอนไซม์ เอ (acetyl CoA) ซึ่งมีคาร์บอน 2 อะตอม ในปฏิกิริยานี้มีการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 2 โมเลกุลและเปลี่ยน NAD+ เป็น NADH + H+ โดยมีเอนไซม์ไพรูเวตดีไฮโดรจีเนสคอมเพลกซ์(pyruvate dehydrogenase complex) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา โดยขั้นตอนการสร้างแอซีติลโคเอนไซม์ เอ แสดงดังภาพ
Origin_start
ร่วมแบ่งปัน50 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 18 ธ.ค. 2550 (14:51)
67711
3.วัฏจักรเครบส์

วัฎจักรเครบส์ มีชื่อเรียกได้หลายชื่อได้แก่ วัฏจักรของกรดซิตริก(citric acid cycle) หรือวัฏจักรของกรดไตรคาร์บอกซิลิก(tricarboxylic acid cycle) ผู้ค้นพบคือ เซอร์ฮันส์ อดอล์ฟเครบส์ (Sir Hans Adolf Krebs) นักชีวเคมีชาวอังกฤษ

วัฏจักรเครบส์เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องมาจากการสร้างแอซีติลโคเอนไซม์เอ โดยแอซีติลโคเอนไซม์เอจะรวมตัวกับกรดออกซาโลแอซีติก(oxaloacetic acid) ซึ่งมีคาร์บอน 4 อะตอมเป็นสารตัวใหม่ซึ่งมีคาร์บอน 6 อะตอมคือ กรดซิตริก(citric acid)ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกหลายขั้นตอนและมีเอนไซม์หลายชนิดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ในขณะเกิดปฏิกิริยาจะมีการดึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ออกจากกรดซิตริกทำให้คาร์บอนอะตอมของกรดซิตริกลดลงจาก 6 คาร์บอนอะตอมเป็น 5 และ 4 คาร์บอนอะตอมตามลำดับ ซึ่งเมื่อได้สารที่มีคาร์บอนอะตอม 4 อะตอมคือกรดออกซาโลแอซีติกก็สามารถรวมตัวกับแอซีติลโคเอนไซม์เอเป็นกรดซิตริกได้อีก ซึ่งก็จะเกิดการหมุนเวียนเป็นวัฏจักรได้อีก วัฏจักรเครบส์นอกจากจะมีการดึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกแล้วยังมีการสร้าง NADH + H+ จาก NAD+ พร้อมทั้งสร้าง FADH2 จาก FAD และสร้าง GTP จาก GDP + Pi อีกด้วยดังภาพ
Origin_start
ร่วมแบ่งปัน50 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 18 ธ.ค. 2550 (14:52)
67712
4. กระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน

ระบบการถ่ายทอดอิเล็กตรอน(electron transport system หรือ ETS) หรือลูกโซ่การหายใจ

(respiratory chain) NADH + H+ และ FADH2 (ในสภาพรีดิวซ์) ซึ่งเป็นตัวรับอิเล็กตรอนและไฮโดรเจนจากการสลายกลูโคส ตั้งแต่ขั้นไกลโคไลซีสจนถึงวัฏจักรเครบส์ NADH + H+ และ FADH2 จะถ่ายทอดอิเล็กตรอนของไฮโดรเจนไปยังตัวรับอิเล็กตรอนอื่นๆคือโคเอนไซม์ Q (CoQ) ไซโทโครม b (cyt b) ไซโทโครม c (cyt c) ไซโทโครม a + a3 (cyt a + a3) และออกซิเจนตามลำดับ ในขณะที่มีการถ่ายทอดจะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาด้วย ซึ่งพลังงานที่ปลดปล่อยออกมานี้ถ้าหากเกิน 7.3 กิโลแคลอรี ก็สามารถสังเคราะห์ ATP จาก ADP และ Pi ได้ จากการศึกษาพบว่าการถ่ายทอดอิเล็กตรอนจาก NADH + H+ ไปยัง FADH2 จะมีพลังงานปลดปล่อยออกมา 12.2 กิโลแคลอรี จึงสร้าง ATP ได้ เช่นเดียวกันการถ่ายทอดอิเล็กตรอนจากไซโทโครม b ไปยังไซโทโครม c มีการปลดปล่อยพลังงานออกมา 9.9 กิโลแคลอรี และจากไซโทโครม a + a3 ไปยังออกซิเจนจะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาถึง 23.8 กิโลแคลอรี ดังนั้นจึงสามารถสังเคราะห์ ATP จาก ADP และ Pi ได้เช่นกัน ดังภาพ
Origin_start
ร่วมแบ่งปัน50 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 12 ก.พ. 2551 (09:35)
พืช C4 เป็นพืชในเขตร้อนอะครับ<BR>ส่วนพืช C3 จะเป็นพืชทั่วๆไป<BR><BR>พืช C4 ถ้าได้รับแสงมากๆ ก็มีอัตราการสังเคราะห์แสงสูงกว่า C3 ในความเข้มแสงเท่ากัน&nbsp;แต่ถ้าถึงจุดนึง อัตราการสังเคราะห์แสงจะลดลง
ถูกป่ะ ?? (IP:58.9.113.63)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 15 ก.ค. 2551 (19:20)
อยากทราบว่าSubstrate-level phosphorylation เกิดขึ้นได้อย่างไร

ใช้อะไรบ้างในการเกิดว่าSubstrate-level phosphorylation เมื่อเกิดขึ้นแล้วได้เป็นอะไร

ใครรู้ช่วยตอบหน่อยนะคะ
kazumi
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 19 ก.ค. 2551 (02:27)
ไอ้ 680 -700 นั่นเป็นช่วงความยาวแสงครับ

ซึ่ง ระบบแสง1 PSI รับแสงช่วงความยาวคลื่น 700 นาโนเมตร

PSII รับช่วง 680 นาโนเมตร



--------------------------

rep 19

c3 ถึงแสงมาก ก็ไม่ได้ช่วยให้สังเคราะห์ดีขึ้น งับ มันเป็นพืชอิ่มแสง

c4 อะ แสงเยอะ จะดีขึ้น แต่มากไป ก็แย่ลง



-----------------------

c3 พวก ข้าวเจ้า ข้าวบาเรย์

c4 พวก ข้าวโพด อ้อย ข้าวสาลี

cam กระบองเพชร สัปปะรด
shadowmaster219@hotmail.com (IP:222.123.169.59)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 30 ก.ค. 2551 (16:42)
จริงๆครับ
crossing over หนุ่มเกษตร (IP:61.19.125.30)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 6 ต.ค. 2551 (19:16)

ใครมีแบบเต็มบางคะ

ที่มันมี 500  กว่าตอน

อยากได้มาก


themeen_007@hotmail.com (IP:125.26.89.87)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 13 ม.ค. 2552 (19:00)
ทำตารางเปลยีบเทียบให้ดูหน่อยสิครับ


ขอบคุณครับ
dark_ms@hotmail.com (IP:119.42.83.6)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม